Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO NEWS

AUTO NEWS : เอ็มจี ปลื้มยอดขายปี 2560 เติบโตเกินคาด มั่นใจขยายศักยภาพการผลิตต่อเนื่อง มุ่งเป้าสู่ยอดขาย 30,000 คันในปี 2561

Monday, 22 January 2018 15:29

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ “เอ็มจี” แบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากประเทศอังกฤษ ประกาศผลดำเนินงานในปี 2560 ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์มากกว่า 12,000 คัน หลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเปิดตัวรถยนต์ สมาร์ทเอสยูวี New MG ZS  และเทคโนโลยี   i-SMART ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งการพัฒนาศักยภาพและขยายศูนย์บริการต่อเนื่อง พร้อมเผยทิศทางแนวนโยบายและกลยุทธ์การตลาดแก่ผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศในงานประชุมเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งมุ่งสู่เป้าหมายยอดขาย 30,000 คัน

   เอ็มจีได้รับความสำเร็จและกระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดดำเนินการในประเทศไทยและเพิ่มขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา มียอดขายรถยนต์สูงถึง 12,014 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 45%  โดยแบ่งเป็น MG3 ยอดขาย 6,033 คัน MG GS ยอดขาย 2,328 คัน MG5 ยอดขาย 2,451 คัน MG6 ยอดขาย 433 คัน และ NEW MG ZS 768 คัน (เป็นยอดขายเฉพาะเดือนธันวาคม 2560 เพียงเดือนเดียว)

   ซึ่งรถยนต์รุ่น New MG ZS สมาร์ทคาร์รุ่นแรกที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ “i-SMART” สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย และนับเป็นอินเตอร์เน็ตคาร์คันแรก เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มียอดจองสูงกว่า 3,000 คัน หลังเปิดตัวไปเพียง 1 เดือนเศษ ซึ่งปัจจุบันยังมียอดค้างส่งกว่า2,500 คัน โดยในปี 2561 นี้ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์เอ็มจีทุกรุ่นที่ 30,000 คัน หรือมากกว่าเท่าตัวของปีที่ผ่านมา

   ความสำเร็จอีกขั้นของเอ็มจีในปีที่ผ่านมา นั่นก็คือการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 437.5 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรี  ด้วยงบประมาณการลงทุน ถึง10,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิต สูงสุด 100,000 คันต่อปี  ด้วยนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ(Automations)และหุ่นยนต์อัจฉริยะ(Intelligent Robotics) ผสานกับเทคโนโลยีการผลิตและระบบตรวจสอบคุณภาพที่ดีที่สุด  และเป็นโรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรงงานแห่งใหม่นี้จะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์เอ็มจีพวงมาลัยขวาระดับโลก เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค ตลอดจนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งรถเอ็มจีทุกรุ่นจะผลิตขึ้นในโรงงานแห่งใหม่นี้  นับเป็นการเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งให้กับเอ็มจีและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคยิ่งขึ้นอีกด้วย

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมานับเป็นปีอีกปีที่น่ายินดีของเอ็มจีหลังจากการทุ่มเททำงานหนักมาอย่าง ต่อเนื่อง เป็นการเติบโตเป็นปีที่ 3 ของเอ็มจีในประเทศไทยนับแต่เริ่มดำเนินการ นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกค้าให้ความไว้วางใจเอ็มจีมากขึ้น ทั้งในตัวของแบรนด์เอ็มจี รถยนต์ทุกรุ่น และการบริการหลังการขาย “Passion service” ที่ตั้งใจมอบให้กับลูกค้า ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) โดยปีที่ผ่านมามีผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการรวม 80 แห่ง ซึ่งปีนี้จะขยายเป็น 120 แห่ง ทั่วประเทศ”

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ ในปีนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะโตขึ้น 4 % เนื่องจากปัจจัยหลักด้านการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐ การขยายตัวของธุรกิจส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายของรถยนต์ด้วย คาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะมียอดขายรถยนต์โดยยอดรวมมากกว่า 950,000 คัน  และคิดว่าทิศทางรถ อินเตอร์เน็ต คาร์ ยังอยู่ในกระแส และคาดการณ์ว่าผู้ผลิตรายอื่นจะมีการแนะนำ รูปแบบอินเตอร์คาร์มากขึ้น ซึ่งเอ็มจีเองให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาระบบ อินเตอร์เน็ต คาร์ เป็นเจ้าแรก

   จะเห็นได้จาก ประกาศสี่ยุทธศาสตร์หลักของเครือ เอสเอไอซี – มอเตอร์ ได้แก่ อินเตอร์เน็ต คาร์ รถพลังงานทางเลือก คาร์ แชร์ริ่ง และ รถขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ  พวกเราจะนำการออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในรถเอ็มจี  ซึ่งวันนี้ New MG ZS ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ นับเป็นสิ่งสะท้อนความสำเร็จของรถยนต์อินเตอร์เน็ตคาร์ ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดียิ่ง อย่างชัดเจน”

   พร้อมกันนี้เอ็มจียังจัดงานประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั่วประเทศประจำปี 2561ภายใต้แนวคิด “MG Growing Together” เผยทิศทางนโยบายและกลยุทธ์การดำเนินงานโดยวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่นในปีนี้เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน และยังคงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี บริการหลังการขาย การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและคุณภาพด้านการให้บริการ รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆในทุกมิติ เพื่อเสริมทัพความแข็งแกร่งมุ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน

   โดยภายในงานมี มร.สื่อ กั๋ว หย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ มร.จาง ไห่ โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด  พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ว่า 200 คนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเต็ล

 
 

AUTO NEWS : เมอร์เซเดส-เบนซ์เผยความสำเร็จปี 2560 ด้วยยอดจำหน่าย 14,484 คัน ครองแชมป์ผู้นำอันดับหนึ่ง 17 ปีซ้อน พร้อมเสริมแกร่งปี 2561 ประกาศแต่งตั้งผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ 11 แห่ง ทั่วประเทศ

Saturday, 20 January 2018 16:21

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยความสำเร็จของผลประกอบการปี 2560  ด้วยยอดจำหน่ายรวมรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14,484คัน ครองความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งกลุ่มตลาดรถยนต์หรูระดับพรีเมี่ยมเป็นปีที่ 17ติดต่อกัน พร้อมประกาศทิศทาง การดำเนินธุรกิจในปี 2561 ประเดิมไตรมาสแรกด้วยการเสริมแกร่งกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง ผ่านการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการกว่า 11แห่งทั่วประเทศ   อีกทั้งเตรียมขนทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มากกว่า 10 รุ่นครบครันในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury Sedan, Dream Car และ SUV มาร่วมสร้างสีสันให้กับตลาดรถยนต์หรูตลอดทั้งปี

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2560ถือเป็นอีกหนึ่งปีประวัติศาสตร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์สูงถึง 2,289,344คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าคิดเป็น 9.9% (2559: 2,083,888คัน)โดยความสำเร็จมาจากรถยนต์ตระกูล SUVที่มียอดขายกว่า 800,000คัน หรือเท่ากับ 14%ของจำนวนทั้งหมด นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50ปี ของแบรนด์ Mercedes-AMGในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์นี้ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นครั้งแรก กว่า 130,000คัน ซึ่งโตขึ้นกว่าปี 2016ถึง 33%สำหรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 875,250คัน ได้ถูกส่งมอบให้แก่ลูกค้าในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 19.2%เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับในประเทศไทยบริษัทฯ ยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งตลาดรถยนต์หรูเป็นปีที่ 17ติดต่อกันด้วยยอดขายรวมรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14,484คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 23%โดยมียอดขายในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 1,764คันเติบโต 26% (ธันวาคม 2559: 1,401 คัน)และยอดขายในไตรมาสที่สี่อยู่ที่3,672คัน”

   “ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าว มาจากการดำเนินธุรกิจภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (The Best)ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขาย ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอรถยนต์รวม 18 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ที่สามารถตอบโจทย์ ทุกความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังสร้างสีสันให้กับวงการรถหรู ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของแบรนด์รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง Mercedes-AMGและแบรนด์รถยนต์หรูระดับอัลตร้าลักชัวรีMercedes-Maybachรวมถึงแบรนด์เทคโนโลยีEQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าของเราในขณะที่ด้านบริการหลังการขาย เราได้เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อรถยนต์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยการแนะนำบริการ 24-hService Vitoบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด   24 ชั่วโมง เพื่อมอบความอุ่นใจ ไร้กังวลตลอดการเดินทางในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย”

   “สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2561บริษัทฯ ยังคงสานต่อกลยุทธ์ ‘The Best’ เพื่อมอบ สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับทั้ง 4แบรนด์ที่ทำการตลาดอยู่ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากที่สุด ในขณะที่ในด้านการให้บริการ เรายังคงเน้นขยายการให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น โดยประเดิมไตรมาสแรกด้วยการประกาศแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์แบรนด์ Mercedes-AMGอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 11แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้า Mercedes-AMGโดยเฉพาะ”มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ในด้านผลิตภัณฑ์ เราได้เตรียมพร้อมนำยนตรกรรมที่ดีที่สุดมากกว่า 10รุ่นครอบคลุมทั้งกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury Sedan, Dream Car และSUVมาเปิดตัวในปีนี้ พร้อมเตรียมรุกตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงอย่างเต็มที่ โดยมีแบรนด์  Mercedes-AMG เป็นแบรนด์ไฮไลท์ ซึ่งในไตรมาสแรกเราจะทำการเปิดตัวยนตรกรรมแบรนด์Mercedes-AMG รุ่นใหม่ อย่าง C 43 Coupé LOCAL PRODUCTIONรวมถึงเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อรถยนต์กลุ่มนี้ ด้วยการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์  Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย”

   “นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำอันดับหนึ่ง   ด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ EQ-Electric Intelligence by Mercedes-Benz ด้วยการขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Charging Station) อีกกว่า80จุดภายในปีนี้ซึ่งปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสิ้น 113แห่ง ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศ โรงแรมพันธมิตร และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ  สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัล เวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค”

   “ในขณะที่ด้านการสื่อสารแบรนด์ บริษัทฯ จะสานต่อกลยุทธ์ “Best Customer Experience”ที่เจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ ผ่านโกลบอลแพลทฟอร์ม ‘ชี’ส เมอร์เซเดส’ (She’s Mercedes)ด้วยการจัดกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบตลอดทั้งปีเพื่อขยายเครือข่ายของผู้หญิง และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงได้ค้นหาความเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด อีกทั้งกิจกรรมเพื่อบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM)โดยบริษัทฯ เตรียมมอบกิจกรรมสุดพิเศษที่จะสร้างประสบการณ์ชั้นเลิศเพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้า และสมาชิก MercedesCardทุกท่าน และในส่วนของกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เรายังคงสานต่อการสนับสนุนด้านการศึกษากับโรงเรียนเยาววิทย์   จ.พังงา และสำหรับช่องทางการสื่อสาร บริษัทฯ ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ดังนั้นจะให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์มากที่สุด เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใน   การติดตาม ค้นหาข้อมูลข่าวสารจากทางแบรนด์ โดยในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดผู้ติดตามในเฟสบุ๊คกว่า 681,242คน และในอินสตราแกรมกว่า 98,000คน”มร.ฟรังค์ กล่าว

   นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์  (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับแผนการดำเนินงานด้านการบริการหลังการขายในปี2561เรายังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้าพร้อมมอบบริการในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการและความสะดวกสบายของลูกค้าในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ ในปัจจุบัน ผ่านการนำเสนอทั้งในด้านสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า ผ่านโปรแกรม My Privilegeที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละท่าน(เฉพาะผู้จำหน่ายที่ร่วมโครงการ), การนัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ และกิจกรรมService Clinic ที่วิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่ ณ ประเทศเยอรมนี ร่วมกับช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทำการจตรวจเช็คสภาพรถยนต์และร่วมให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าทุกท่านโดยเฉพาะโปรแกรมการให้บริการหลังการขายอย่าง Mercedes-Benz Service Plusแพ็คเกจการบำรุงรักษารถยนต์และการขยายเวลาการรับประกันรถยนต์ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของค่าอะไหล่ ค่าแรง รวมถึงงานซ่อมตามข้อกำหนดของการรับประกัน”

   “ด้านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการมีการเพิ่มการรองรับและครอบคลุม จำนวนลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มากขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสีและตัวถังที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) รวมถึงความพร้อมในการให้บริการด้านอะไหล่แท้และอุปกรณ์ประดับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ทางบริษัทฯ ได้แนะนำผลิตภัณฑ์อะไหล่แท้ REMAN ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturingและมีคุณภาพดีเทียบเท่าอะไหล่ใหม่ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของค่าอะไหล่สูงสุดถึง 30%พร้อมระยะเวลารับประกันคุณภาพนานสองปีด้านความพึงพอใจแก่ลูกค้าด้วยการวัดค่าดัชนีความพึงพอใจของผู้บริโภค หรือ Customer Satisfaction Index (CSI) พร้อมมอบรางวัลService Excellence Award ให้แก่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ได้รับคะแนนสูงสุดด้านความเป็นเลิศในการให้บริการหลังการขาย เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการให้บริการ และสุดท้ายในด้านการพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิค ที่เราได้มีการฝึกอบรม เพื่อปรับปรุงทักษะด้านเทคนิคที่ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ ตามมาตรฐานการอบรมเดียวกันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก รวมถึงการสร้างช่างเทคนิครุ่นใหม่ๆ ผ่านโครงการเยอรมัน-ไทยเพื่อความเป็นเลิศในการศึกษา  ทวิภาคี (GTDEE)ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาในปีที่ผ่านมา ยังได้รับเกียรติเป็นนักเรียนรุ่นแรกของประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตรที่ส่งตรงมาจากหอการค้าเยอรมัน-ไทยประเทศเยอรมนีอีกด้วย”คุณพุทธิ กล่าว

   สำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)แถลงผลประกอบการในปี 2560ด้วย  ยอดสินเชื่อรวมที่เติบโตขึ้นกว่า 20%เมื่อเทียบกับปี 2559สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท พร้อมเน้น 3กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างระบบแบบแผนโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก การดำเนินธุรกิจแบบดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ และการผสมผสานระหว่างการบริการทางด้านการเงินและการเดินทาง เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

   คุณสิชัน ซองกรรมการผู้จัดการบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า“บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)จำกัด ยังคงดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “THE BEST”เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และลูกค้ารายย่อย เพื่อคงความเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง (First-choice provider)ในการให้บริการสินเชื่อที่หลากหลายและครบวงจร (One-stop financial service solution)        ในตลาด อีกทั้งยังคงสร้างความสำเร็จในสายธุรกิจรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์”  “สำหรับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)มีผลประกอบการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดสินเชื่อรถยนต์ในปี 2560 มีอัตราการเติบโตกว่า20%เมื่อเทียบกับปี 2559อีกทั้งยังมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมากและมีการให้สินเชื่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับเกือบทุก 1ใน 2คันของรถที่มีการขายออกไปให้กับลูกค้าซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการให้บริการแบบครบวงจร(one-stop financial service solution) และการบริการทางการเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะโปรแกรม ‘mySTAR Special’บริการทางเงินในรูปแบบของการเช่าที่ลูกค้าสามารถชำระค่างวดต่อเดือนเพียง 1%ของราคารถ ซึ่งปัจจุบัน1ใน 8ของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมดเลือกใช้บริการทางการเงินนี้ โดยเติบโตขึ้นกว่า 45%ในรอบ 2ปีที่ผ่านมา และโปรแกรมการประกันภัย  ‘MB Protection’ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีดังจะเห็นได้จากในปีที่แล้วที่มีลูกค้าใช้บริการเป็นจำนวน 7ใน 10ของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมด”คุณสิชันกล่าว

   คุณไมเคิลบราวน์กรรมการบริหารฝ่ายขายและการตลาดกล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเราพบว่าการติดต่อพูดคุยกับลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียนั้นเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งลูกค้ายังมองหาการบริการที่สามารถเลือกให้เหมาะกับตนเองและมีวิธีการใช้ที่สะดวก   เราจึงเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ด้วย 3กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์ที่แรก การสร้างระบบแบบแผนโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก (Establishing a Customer-Centric Ecosystem)เรายังคงมุ่งเน้นในเรื่องการเอาใจใส่ลูกค้าคนสำคัญด้วยการสร้างช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นเช่น วิดีโอแบบโต้ตอบ (Interactive Video)  รวมไปถึงการรักษาฐานลูกค้าที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับลูกค้าเป็นรายบุคคล (Personalized Retention Program) การบริหารประสบการณ์ของลูกค้าและการให้ข้อเสนอแนะแบบเรียลไทม์ (Customer Experience Management and Real-time Feedback) และแชทบอท (Chatbot)ที่ลูกค้าสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง”

   “กลยุทธ์ที่สอง การดำเนินธุรกิจแบบดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ (Fully Digitalizing Our Business)”ไม่ว่าจะเป็นการเสนอสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผ่านแอพลิเคชั่นบนมือถือ (Privilege App)การใช้โบรชัวร์แบบอิเลคทรอนิค (Electronic Brochure)การยื่นขอสินเชื่อแบบออนไลน์ (Online Credit Application)และการพัฒนาระบบการบริการลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น (Enhanced Customer Online Service)และสุดท้าย กลยุทธ์ที่สาม การผสมผสานระหว่างการบริการทางด้านการเงินและการเดินทาง (Uniting Financial and Mobility Services)”ทางบริษัทฯ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยจะเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้อย่างเป็นระบบเพื่อวิเคราะห์และเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการชนะใจลูกค้าและสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้าและตัวผลิตภัณฑ์”มร. ไมเคิล กล่าวทิ้งท้าย

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าทุ่มงบลงทุน 22.1 พันล้านเยน เปิดโรงงานผลิตเครื่องยนต์ใหม่ เพิ่มกำลังการผลิต 100,000 เครื่อง เตรียมส่งออกไปทั่วโลก

Saturday, 20 January 2018 16:01

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ออกประกาศในวันนี้ว่า มาสด้าได้จัดพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการขึ้นในประเทศไทย เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีความแม่นยำสูง ภายใต้ชื่อ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MPMT ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจาก นายมาซามิชิ โคไก คณะกรรมการ, ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ

   “ขอแสดงความยินดีในการเปิดโรงงานแห่งใหม่ และการเปิดไลน์เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟของมาสด้าที่โรงงานพาวเวอร์เทรนแห่งใหม่นี้” มร. โคไก กล่าวในระหว่างพิธีการ “ผมขอแสดงความขอบคุณทุกท่านด้วยใจจริงที่ทุกท่านให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด ทั้งจากภาครัฐ ซัพพลายเออร์ และภาคส่วนต่างๆ โรงงานมาสด้าพาวเวอร์เทรนแห่งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อระบบการผลิตยานพาหนะอย่างครบวงจรในประเทศไทย และเพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของขอบข่ายการผลิตเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของส่วนประกอบยานพาหนะทั้งหมด จะช่วยให้เราส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าตรงต่อเวลามากยิ่งขึ้น จากนี้ต่อไปเราจะมุ่งให้ความใส่ใจในการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง รวมถึงการเพิ่มสีสันของตัวรถเพื่อความมีชีวิตชีวาของการเป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับการอุทิศตนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย

   ทางด้าน นายมิตสึโนบุ มูไกดะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “พวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปิดไลน์การผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งโรงงานมาสด้าแห่งนี้ได้เติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมั่นคงจวบจนถึงปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความช่วยเหลือที่เราได้รับจากหลายๆ ภาคส่วน ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริง และหวังว่าเครื่องยนต์ที่เราได้ผลิตขึ้นมา ณ โรงงานพาวเวอร์เทรนร่วมกับซัพพลายเออร์จะหลอมรวมไปกับรถยนต์ จนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภคอย่างขาดมิได้ พวกเราจะอุทิศตนเพื่อการเจริญเติบโตในด้านการผลิตในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการสร้างรถยนต์คุณภาพสูง รวมถึงช่วยดูแลเจนเนอเรชั่นถัดไปในการเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมนี้”

   ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยครบวงจรมากที่สุด ทั้ง เครื่องยนต์ เกียร์ และรถยนต์ ทางมาสด้า มอเตอร์ ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 22.1 พันล้านเยน (หรือประมาณ 7,200 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบเครื่องยนต์จากไลน์การผลิตเดิม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้โรงงานมาสด้า พาวเวอร์เทรน จากเดิม 30,000 เครื่องต่อปี เพิ่มเป็น 100,000 เครื่องต่อปี ที่สำคัญจากนี้ไปโรงงานแห่งนี้จะเริ่มการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ 2.0 ลิตร เพื่อส่งออกไปยังโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม รวมทั้งป้อนให้กับโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย

   นอกจากนี้มาสด้ายังมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าในการสร้างสรรค์อนาคตอันสดใสให้กับผู้คน โลกอันสวยงาม และสังคมร่วมกันกับรถยนต์ ซึ่งมาสด้าได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์โดยการขับขี่ จนกระทั่งมาสด้ากลายเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้าให้ความรู้สึกรักและผูกพันอย่างเหนียวแน่น

ประวัติ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

- กุมภาพันธ์ 2556 เริ่มการก่อตั้งโรงงาน

- มกราคม 2558 เริ่มต้นการผลิตเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ

- ตุลาคม 2558 เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร

- มกราคม 2559 เริ่มต้นการผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร

- มกราคม 2561 เพิ่มโรงงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และเพิ่มจำนวนการผลิตเครื่องยนต์เป็น 100,000 ชิ้นต่อปี

   พิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ในครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก นายมาซามิชิ โคไก คณะกรรมการ, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, นายคิโยทากะ โชบุดะ เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส, นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และประธานบริหาร มาสด้า อาเซียน, นายมิตสึโนบุ มูไกดะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด, นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, รวมทั้งคณะผู้บริหารระดับสูง แขกผู้มีเกียรติทั้งจากทางภาครัฐและเอกชน ต่างให้ความสนใจเดินทางเข้าร่วมในพิธีเปิดโรงงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

 
 

AUTO NEWS : ทาทา มอเตอร์ส ขยายเครือข่ายต่อเนื่อง แต่งตั้งผู้จำหน่ายและศูนย์บริการใหม่ “รวมเจริญยนต์ มอเตอร์”

Thursday, 18 January 2018 15:47

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายซานเจย์ มิชรา  กรรมการผู้จัดการ นายกรัญจิตต์ โรช่า ผู้บริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ถ่ายรูปร่วมกับ นายนพรัตน์ สละรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รวมเจริญยนต์ มอเตอร์ จำกัด หลังจากร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เพื่อแสดงเจตนาร่วมกันในการแต่งตั้งให้รวมเจริญยนต์ มอเตอร์ เป็นผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ทาทาอย่างเป็นทางการ

   รวมเจริญยนต์ มอเตอร์ มีความพร้อมที่จะให้บริการลูกค้ารถยนต์ทาทา โดยจะมีศูนย์บริการ ซึ่งครอบคลุมการขาย การบริการ และความพร้อมด้านอะไหล่อย่างครบครันอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันการแต่งตั้งผู้จำหน่ายแห่งใหม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ต้องการขยายเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายและการให้บริการหลังการขายได้อย่างครอบคลุม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ารถยนต์ทาทาได้มากยิ่งขึ้น

 
 

AUTO NEWS : เชลล์ จับมือไทยพาณิชย์ เปิดตัว Digital Cashless Station รับชำระค่าน้ำมันผ่านคิวอาร์โค้ด ครั้งแรกในประเทศไทย

Sunday, 14 January 2018 15:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงานแถลงข่าว “Making Life’s Journey Better with Cashless Station”  จับมือกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดตัวระบบชำระเงิน “คิวอาร์โค้ด” เพื่อชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้คอนเซปต์ Digital Cashless Station พร้อมนำร่องสถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน เพื่อมอบความสะดวกสบายและสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับผู้บริโภค พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ไทยแลนด์ 4.0 อย่างเต็มตัว

   โดยเชลล์และไทยพาณิชย์ ได้นำนวัตกรรมการชำระเงินแบบ Dynamic QR Code มาใช้กับสถานีบริการน้ำมันเชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน ซึ่งถือว่าเป็น Digital Cashless Station สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดนำร่องแห่งแรกที่สามารถรับชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ผ่านระบบสแกนคิวอาร์โค้ดของโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันจากทุกธนาคาร และนอกจากการชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ ในสถานีบริการ เช่น ค่าบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เชลล์ เฮลิกส์พลัส (Shell HELIX OILCHANGE+) ค่าบริการล้างรถ และค่าเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟ เดลี่คาเฟ่ (delicafé) ที่จะเปิดสาขาในอนาคต ผ่าน SCB Easy Cashier” เครื่องรับชำระเงิน Super EDC ที่รองรับการชำระเงินทุกรูปแบบภายในเครื่องเดียว (All-In-One) ครอบคลุมทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต คิวอาร์โค้ดมาตรฐาน ช่องทางการชำระเงินแห่งอนาคต และระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment)  เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ไร้เงินสดแบบครบวงจร

   นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ กรรมการบริหาร ธุรกิจการตลาดค้าปลีก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อพัฒนาการชำระเงินด้วยนวัตกรรม Dynamic QR Code โดยใช้ “SCB Easy Cashier” ในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของเชลล์ที่ว่า Making Life’s Journey Better” หรือ เชลล์เติมสุขให้ทุกชีวิต โดยการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดของเราที่เปิดให้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน เชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน จะเป็นสถานีบริการเชื้อเพลิงแห่งแรกที่รับชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านคิวอาร์โค้ดได้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดจากโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของธนาคารใดก็ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ผู้ขับขี่สามารถชำระค่าน้ำมันด้วยคิวอาร์โค้ดในพื้นที่ไดรฟ์อินเพย์สเตชั่น (Drive-in Pay Station) ที่เราจัดไว้ให้ ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือตามกฎกระทรวง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2552 ของกระทรวงพลังงาน โดยระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ดนี้รองรับการจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ผ่านโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของทุกธนาคาร ซึ่งทางเชลล์ตั้งเป้าว่าจะขยายการใช้ระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดไปยังศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค และร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ ครบทุกสาขาภายในกลางปี 2561

   นอกจากนี้การนำระบบคิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ มาใช้จะช่วยให้ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ได้รับความสะดวกในการบริหารเงินสด การจัดการบัญชี และเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานประจำสถานีบริการอีกด้วย”

   นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการ ผู้บริหารสูงสุด Retail Products และ Retail Payments ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ด้วยความตั้งใจของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการขานรับนโยบายสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ สร้างสังคมไร้เงินสด ธนาคารไทยพาณิชย์ มีความพร้อมในการให้บริการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด อีกหนึ่งช่องทางชำระเงินสำคัญที่จะพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย รวดเร็วและปลอดภัย การจับมือกับเชลล์ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำหรับวงการพลังงานของเมืองไทยในยุค 4.0  ที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ “สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดเต็มรูปแบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศ” นอกจากนี้ยังจะช่วยสร้างแรงผลักดันและขับเคลื่อนความตั้งใจนี้ของธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะช่วยให้ธนาคารบรรลุเป้าหมายยอดให้บริการคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ที่ 1,000,000 รายภายในสิ้นปี 2561 ได้อย่างแน่นอน โดยนอกเหนือจากผู้บริโภคจะได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสถานีบริการน้ำมันเชลล์แล้ว เรื่องของความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ธนาคารให้ความสำคัญ ธนาคารไทยพาณิชย์จึงไม่หยุดมุ่งมั่นในการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับเจตนารมย์ของเราที่ว่า เป็นทุกอย่างเพื่อทุกไลฟ์สไตล์การเงินแห่งยุคดิจิทัล” 

   สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดนำร่องที่มาพร้อมระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เชลล์ เลิศตระการ ณ บริเวณตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน จะเปิดให้ผู้ขับขี่ทั่วประเทศใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2561 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ เชลล์ ตั้งเป้าที่จะดำเนินการขยายระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจนอนออยล์ ทั้งร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค ร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ และศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ไปยังสถานีบริการน้ำมันเชลล์อื่นๆทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในกลางปี 2561 นี้ เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้ารวมถึงตอบสนองนโยบายประเทศที่จะเดินหน้าเข้าสู่ สังคมไร้เงินสด อย่างเต็มตัว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคตอีกด้วย

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าโตไม่หยุดยอดขายกว่า 52,000 คัน เพิ่มขึ้น 21% เผยยุทธศาสตร์ปี 61 เตรียมใส่เทคโนโลยีใหม่ในทุกรุ่น

Monday, 15 January 2018 15:38

 

 

 

 

   บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัดเผยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจปี 2560 ที่ผ่านมา มั่นใจปี 2561 ตลาดรถยนต์กลับมาคึกคัก เนื่องจากปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งนี้เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 4 รุ่น พร้อมสีใหม่โดนใจ Soul Red Crystal ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากการเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 สำหรับรถมาสด้า2 และมาสด้า3 พร้อมใส่เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนใครควบคู่ไปกับตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เน้นกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว พร้อมมุ่งหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการทั้งหมดทั่วประเทศภายใต้รูปลักษณ์และแนวคิดใหม่ภายในต้นปี 2019 เน้นพัฒนาบริการหลังการขาย มั่นใจปีนี้ตั้งเป้ายอดขายมากกว่า 60,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 15%

   มาสด้ายังเดินหน้าต่อกับกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งกับลูกค้าและการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ เพื่อเสนอทางเลือกที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า หลังจากได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการออกแบบอันสง่างาม เพิ่มความหรูหราพรีเมียมสไตล์ยุโรป โดยเฉพาะเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมและการประหยัดน้ำมัน ประกอบกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่อัดแน่นเต็มคัน ส่งผลให้มียอดขายสูงกว่า 51,355 คัน ในปีผ่านมา เติบโต 21% โดยเฉพาะยอดขายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาทำสถิติใหม่เติบโตสูงสุดในตลาดถึง 39% ด้วยยอดขายสูงสุด 6,257 คัน

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวและปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีของฐานรายได้จากการส่งออกการลงทุนภาครัฐที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งขึ้น, การปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติของการผลิตในภาคเกษตรและการฟื้นตัวของรายได้เกษตรกรรายได้ในภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มเร่งขึ้นรวมถึงการปรับตัวดีขึ้นของตลาดรถยนต์ในประเทศ โดยเมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์ไว้เกิน 800,000คัน และขยับมาที่ 840,000คัน แต่สามารถขายได้จริงประมาณการณ์อยู่ที่ 870,000คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 13% เปรียบเทียบกับตัวเลขยอดรวมเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 768,788คัน สำหรับมาสด้ามียอดขายเติบโตสูงถึง 51,355 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 21% และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 5.9%โดยยอดขายในแต่ละรุ่นประจำปี 2560มีดังนี้

- All New Mazda2                       จำนวน 31,760 คัน                    เพิ่มขึ้น 37%     

- All New Mazda3                       จำนวน 4,979 คัน                      เพิ่มขึ้น 21%     

- All New Mazda CX-5                จำนวน 4,835 คัน                      เพิ่มขึ้น 46%

- All New Mazda CX-3                จำนวน 3,812 คัน                      ลดลง 20%       

- New Mazda BT-50 PRO           จำนวน 5,939 คัน                      ลดลง 16%       

- Mazda MX-5                             จำนวน 30 คัน                           ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุขกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า มาสด้าประเมินสถานการณ์ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2561 ว่ามีแนวโน้มและทิศทางที่สดใสจะเห็นได้จากงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปที่ผ่านมา แต่ละค่ายมียอดจองที่เพิ่มขึ้นและส่วนใหญ่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงในส่วนของมาสด้าเอง ซึ่งยอดจองที่สูงขึ้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยบวกหลายๆ ด้านที่เกิดขึ้นในประเทศ เช่น เศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา ถึงแม้ว่าในช่วงระยะเวลา5 ปีที่ผ่านมา ภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยจะมีความผันผวน โดยเฉพาะจากการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการรถคันแรกเมื่อปี 2554-2555ซึ่งกำลังจะทยอยพ้นกำหนดห้ามซื้อขาย ตามเงื่อนไขของโครงการฯ ตั้งแต่ปลายปี2559 เป็นต้นมาซึ่งมีผลส่งให้ในช่วงปี 2560-2562 เกิดความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ รวมไปถึงการที่ค่ายรถแต่ละค่ายต่างเริ่มทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตลงสู่ตลาดซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศได้ส่วนหนึ่ง

   พร้อมกันนี้ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาธุรกิจของมาสด้าในปี 2561 โดยคาดว่ายอดขายรวมของตลาดรถยนต์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% หรือมากกว่า 920,000 คัน สำหรับมาสด้ามองว่ายอดขายปีนี้จะเพิ่มสูงกว่า 60,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6% โดยปีนี้จะเน้นการบริการทั้งก่อนและหลังการขายด้วยการเสริมศักยภาพของทีมงาน รวมถึงการแนะนำรถใหม่เข้าสู่ตลาดอีก 4 รุ่น ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การสื่อสารที่ฝ่ายการตลาดได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น

   ทางด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ปีนี้เราจะเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว โดยเริ่มจากพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ภายใต้รูปลักษณ์และคอนเซ็ปต์ใหม่ของมาสด้า หรือ Mazda Corporate Identityซึ่งเป็นรูปแบบโชว์รูมที่มาสด้าได้มีการปรับปรุงภาพลักษณ์รูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับแบรนด์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในโชว์รูม  รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ลูกค้ากับมาสด้าใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยรูปแบบการสื่อสารทางออนไลน์ ซึ่งมาสด้าได้ทำอย่างครอบคลุมหรือที่เรียกว่า Mazda Digital Platform ผ่านทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th, Mobile site, Mazda Thailand Official Facebook, YouTube, LINE และ Instagram ที่จะรวมเอาข้อมูลของแบรนด์มาสด้าสำหรับผู้ที่สนใจและกลุ่มผู้ใช้รถมาสด้าสามารถเข้าไปดูรายละเอียดต่างๆ ได้

   สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างแบรนด์มาสด้าให้เกิดความแข็งแกร่งและยั่งยืน นอกจากนี้มาสด้ายังเป็นค่ายรถยนต์เพียงค่ายเดียวที่เข้าร่วมและสนับสนุนโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อระดมทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ 11โรงพยาบาลทั่วประเทศ นำโดยคุณอาทิวราห์ คงมาลัย หรือคุณตูน บอดี้สแลม ซึ่งทำการระดมทุนด้วยการวิ่งระยะไกลจากใต้สุดไปยังเหนือสุดของประเทศไทย โดยมาสด้าได้สนับสนุนรถมาสด้าจำนวนทั้งสิ้น 6 คันร่วมไปกับการวิ่งในครั้งนี้ และหนึ่งในนั้นคือรถยนต์ขนาดเล็กอย่างมาสด้า2 เครื่องยนต์คลีนดีเซล สกายแอคทีฟ ที่ถูกใช้เป็นรถเพื่อติดตั้งนาฬิกาจับเวลาลงบันทึกใน GuinnessWorld Recordนอกจากนี้โชว์รูมมาสด้าสินธานีที่จังหวัดเชียงราย ยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในจุดแวะพักของคุณตูนและทีมงานก้าวคนละก้าวก่อนที่จะมีการวิ่งต่อไปยังอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นเส้นชัยของการวิ่งที่ผ่านมา

   อย่างไรก็ดีเมื่อปีที่แล้ว มาสด้าได้เปิดประสบการณ์กับการเดินทางที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนโดยการนำสื่อมวลชนร่วมเดินทางเชื่อมโยงกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ด้วยระยะทางกว่า 2,900 กิโลเมตร รวมถึงการเดินทางไปยังดินแดนที่ท้าทายอย่างไซบีเรียและรัสเซีย ด้วยระยะทางกว่า 6,500 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการรถยนต์ และยังเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของรถมาสด้าที่ผลิตจากประเทศไทยและมาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ทั้งนี้เพื่อสานต่อการเดินทางที่ท้าทายนี้ มาสด้าเตรียมแผนงานเพื่อจะไปพิชิตเส้นทางในอีกหลายภูมิภาคต่อไปในอนาคต

   ในขณะที่ นายอัสสึชิ ยาซูโมโต รองประธานบริหาร กล่าวถึงบทบาทของมาสด้าประเทศไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาสด้าว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลายประเภทรวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งนี้ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งในเรื่องของแรงงานและทำเลที่ตั้ง ซึ่งเหมาะแก่การลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นตลาดหลักตลาดหนึ่งของมาสด้าในด้านยอดขายที่สูงเป็นอันดับที่ 1 ในภูมิภาคอาเซียน สูงสุดติดกันมากกว่า 10 ปี

   การผลิตสำคัญๆ ที่จากเดิมผลิตในประเทศญี่ปุ่นและส่งออกมายังประเทศฐานการผลิตต่างๆ ขณะนี้ได้ถูกถ่ายทอดมายังประเทศไทยเป็นลำดับ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ครบวงจรแห่งแรกของมาสด้านอกจากในประเทศญี่ปุ่นเอง โดยในประเทศไทยสามารถผลิตทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ รวมถึงการประกอบรถยนต์ ได้แก่ มาสด้า2, มาสด้า3, CX-3และ มาสด้า BT-50โปร ที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง และยังได้เพิ่มส่วนของการผลิตที่โรงงานมาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย (MPMT)โดยจะเพิ่มการผลิตไปในส่วนของการผลิต เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ซึ่งสื่อมวลชนจะได้ไปสัมผัสไลน์การผลิตแห่งใหม่ในวันที่ 19 มกราคมนี้

   และทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้คือยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนของมาสด้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 เพื่อต่อยอดความสำเร็จและความมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างยั่งยืน

 
 

AUTO NEWS : ฮอนด้า ครองอันดับหนึ่ง ตลาดรถยนต์นั่ง 3 ปีซ้อน พร้อมรางวัลแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ 6 ปีติดต่อกัน เดินหน้าพัฒนายนตรกรรมและการบริการ ตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้า

Wednesday, 17 January 2018 14:48

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดสร้างสถิติครองอันดับหนึ่ง ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทย 3ปีติดต่อกันด้วยยอดจำหน่ายสะสมสูงสุด (มกราคม-ธันวาคม 2560) จำนวนทั้งสิ้น 127,768 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี  เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี)ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 32.2%อีกทั้งครองอันดับ 1ใน 3เซกเมนต์หลัก ทั้งคอมแพคท์ ซับคอมแพคท์ และเอสยูวี  พร้อมเดินหน้าพัฒนายนตรกรรมและการบริการเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้า

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกรประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดรถยนต์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นด้วยอัตราการเติบโตประมาณ 13%นับเป็นอัตราการเติบโตที่เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 ปี สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในปี 2560มีอัตราการเติบโตสูงถึง 19% เมื่อเทียบกับปี 2559ซึ่งเป็นผลจากกระแสตอบรับที่ดีต่อยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่ได้ทำการเปิดตัวทั้งหมด 5รุ่น ได้แก่ ซิตี้, ซีวิค แฮทช์แบ็ค, ซีอาร์-วี, แจ๊ซ และโมบิลิโอ ประกอบกับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ

   ทำให้ฮอนด้ายังคงรักษาอันดับหนึ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทยได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน”

   ฮอนด้า ครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทยปี 2560ด้วยยอดจำหน่ายสะสมสูงสุด (มกราคม-ธันวาคม 2560) จำนวนทั้งสิ้น 127,768คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 32.2% ที่สำคัญ ยังมียอดขายสะสมเป็นอันดับหนึ่งใน 3เซกเมนต์หลัก ได้แก่ เซกเมนต์ซับคอมแพคท์ มีส่วนแบ่งการตลาด  49.4% ยอดจำหน่ายรวม 58,315 คัน (ซิตี้  34,955คัน และแจ๊ซ 23,360คัน) เซกเมนต์คอมแพคท์ มีส่วนแบ่งการตลาด 50.9% ยอดจำหน่ายรวม 27,448 คัน (ซีวิค 24,432 คัน และซีวิค แฮทช์แบ็ก 3,016 คัน) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซกเมนต์เอสยูวี มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 61.2% ยอดจำหน่ายรวม 32,690 คัน (เอชอาร์-วี 15,371 คัน, ซีอาร์-วี 11,232 คัน และบีอาร์-วี 6,087คัน) ซึ่งรถยนต์ฮอนด้าที่ขายดีที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2560ได้แก่ ซิตี้, ซีวิค,  แจ๊ซ, เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี นอกจากความสำเร็จด้านยอดขายข้างต้นแล้ว ในปี 2560ที่ผ่านมา ฮอนด้ายังได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์

   ยอดนิยม (TAQA – Thailand Automotive Quality Award) ด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ (Trusted Brand) 6 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2555 – 2560)

   “ฮอนด้า ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในยนตรกรรมฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่องโดยฮอนด้าจะยังคงเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการขับขี่ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า รวมทั้งสร้างสังคมแห่งความสุขสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป”นายพิทักษ์ กล่าวสรุป

 
 

AUTO NEWS : “โตโยต้าแถลงยอดขายปี 2560 พร้อมตั้งเป้า 300,000 คันในปี 2561” เชื่อมั่นศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

Thursday, 18 January 2018 16:05

 

 

 

 

 

 

 

 

  มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ปี2560 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2561 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ  

   มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “ยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2560 มียอดขายอยู่ที่ 870,748 คัน* มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 13.3% เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยเติบโต 3.9% ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไทยเติบโตครั้งแรกในรอบ 4 ปี”

   โดยโตโยต้ามียอดขาย 240,137 คัน ลดลง 2.0% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 96,606 คัน เพิ่มขึ้น 10.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 143,531 คัน ลดลง 9.1% และรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 133,458 คัน ลดลง 10.1%

 *หมายเหตุ: ตัวเลขยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2560 เป็นตัวเลขประมาณการ ณ วันที่ 12 มกราคม 2561

  

   ด้านการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 299,385 คัน ลดลง 6% คิดเป็นมูลค่า 159,321 ล้านบาท ตลอดจนการส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 65,387 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 224,708 ล้านบาท”

   สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ปี 2561 มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “แนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2561 มีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของ GDP ที่ 3.9%* รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีส่วนในการกระตุ้นตลาดให้เติบโต และการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่จากหลายค่ายรถยนต์ต่างๆ ดังนั้นเราคาดการณ์ว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมในประเทศปี พ.ศ. 2561 จะอยู่ในระดับ 900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.4%

   โดยโตโยต้าตั้งเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ไว้ที่ 300,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 113,000 คัน เพิ่มขึ้น 17.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 187,000 คัน เพิ่มขึ้น 30.3% และ รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 157,000 คัน เพิ่มขึ้น 17.6%

   สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้ คาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถรักษายอดส่งออกไว้ที่ระดับ 300,000 คัน เนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญ”

   มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โตโยต้าขอแสดงความขอบคุณภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฮบริด หลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)และลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU)ร่วมกับกรมสรรพสามิต โตโยต้าตัดสินใจขยายการลงทุน  ด้วยการลงทุนสายการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ ที่โรงงานโตโยต้าเกตเวย์ และเราจะยังคงพัฒนายนตรกรรมให้ดียิ่งขึ้นเพื่อนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค

   อีกทั้งเรายังพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของโตโยต้า(New Era of Toyota) ด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ซึ่งจะเป็นมาตรฐานของยานยนต์ในอนาคต ประกอบด้วย ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ นวัตกรรมโครงสร้างใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ระบบความปลอดภัยใหม่ที่มีมาตรฐานระดับโลก และระบบนำทางและเชื่อมต่อผู้ขับขี่กับรถยนต์ (Toyota T-connect Telematics) ซึ่งทั้งหมดนี้เราเริ่มนำเสนอเป็นครั้งแรกใน รถซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่ TOYOTA C-HR

   นอกจากนี้เรายังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสุขให้กับสังคมไทย ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “LIVE ALIVE” และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ โครงการCU Toyota Ha:mo โครงการโตโยต้าถนนสีขาวเพื่อรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนซึ่งจะครบรอบ 30 ปีในปีนี้ โครงการเมืองสีเขียวเพื่อการรณรงค์ทางด้านสิ่งแวดล้อม และโครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ที่นำองค์ความรู้และนวัตกรรมทางความคิดของโตโยต้าไปพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจชุมชน ซึ่งจะขยายไปยังทั่วประเทศในปี 2565”

   มร.ซึงาตะ กล่าวย้ำถึงความเชื่อมั่นในประเทศไทยว่า “ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานของรัฐบาล     เรายังคงมุ่งมั่นในการมีส่วนช่วยส่งเสริมและตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งโตโยต้ามุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถของวิศกรไทยในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านพันธกิจของบริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน และนี่คืออีกหนึ่งความสุขที่เราพร้อมขับเคลื่อนและยืนเคียงข้างกับคนไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป”

 
 

AUTO NEWS : ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการประจำปี 2560 ยอดขายเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

Friday, 12 January 2018 15:23

   ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการประจำปี 2560 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์จากปีก่อนหน้า 37 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขายรถยนต์รวมทั้งสิ้น 56,156 คัน โดยเป็นผลมาจากความต้องการอย่างล้นหลามของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ รถเอสยูวีขนาดกลาง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ และรถเอสยูวีขนาดเล็ก ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต

    ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเดือนธันวาคม ฟอร์ดปิดท้ายปีด้วยยอดขายประจำไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่มขึ้น 76 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขายรถยนต์จำนวน 16,648 คัน

   ผลประกอบการอันแข็งแกร่งในปี 2560 ได้ส่งผลให้ฟอร์ดเติบโตสวนทางกับตลาดรถยนต์ไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2560

   “ฟอร์ดยังคงเติบโตในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความสำเร็จของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธานฟอร์ด อาเซียนและกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “รถยนต์ฟอร์ดที่มีคุณภาพระดับโลกและมีเอกลักษณ์การออกแบบที่บึกบึน พร้อมเทคโนโลยีอันชาญฉลาดอย่างครบครันของเรา ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

   กระบะสายพันธุ์แกร่ง เรนเจอร์ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยมียอดขายตลอดปี 2560 เพิ่มขึ้น 44.5 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวน 44,452 คัน โดยในช่วงไตรมาสที่ 4 ฟอร์ด เรนเจอร์มียอดขายโดยรวมที่เติบโตสวนทางกับตลาดรถกระบะมากกว่า 3 เท่า ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 98 เปอร์เซ็นต์ ด้วยจำนวน 13,338 คัน

   ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของฟอร์ด เรนเจอร์ ในปีนี้ ช่วยให้ฟอร์ดสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็น 12.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และยังคงสามารถครองตำแหน่งรถกระบะที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศไทยท่ามกลางตลาดรถกระบะที่มีการแข่งขันสูง

   ในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ มีจำหน่ายทั้งหมด 24 รุ่น ซึ่งรวมถึง รุ่น ไวล์ดแทรค FX4 XLT ไปจนถึงรุ่น XL และ XLS  โดยความหลากหลายของรุ่นรถเหล่านี้ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ สามารถตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นรถเอสยูวีขนาดกลาง มียอดขายที่เพิ่มขึ้นในปี 2560 คิดเป็น 15.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้วยยอดขายจำนวน 8,212 คัน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในเซ็กเมนต์รถเอสยูวีขนาดกลางอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยเพิ่มขึ้น 2.1 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว เป็น 13.8 เปอร์เซ็นต์

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ชาญฉลาดและมอบความปลอดภัยสูงสุดในบรรดารถยนต์เซ็กเมนต์เดียวกัน ทั้งยังได้รับความนิยมจากเอกลักษณ์การออกแบบภายนอกอันบึกบึน การออกแบบภายในที่ประณีต พร้อมทั้งมอบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัยเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ยังมอบความสะดวกสบายขณะขับขี่บนทางเรียบได้อย่างเหนือชั้น

   ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต รถเอสยูวีขนาดเล็ก มียอดขายตลอดปี 2560 เพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ด้วยยอดขายจำนวน 2,919 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.8 เปอร์เซ็นต์

   ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ซึ่งรองรับพลังงานทางเลือกอย่างน้ำมัน E85 ยังคงได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับความคล่องตัวและประโยชน์ใช้สอยที่ครบครันในแบบฉบับของรถเอสยูวี

   ฟอร์ดเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ที่ผ่านมา โดยได้เปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดแห่งใหม่ รวมถึงปรับปรุงและขยายศูนย์บริการฟอร์ดเดิม รวม 15 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ทั่วประเทศ ในปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศรวม 145 แห่ง ซึ่งฟอร์ดมีแผนที่จะขยายเครือข่ายเพิ่มอย่างต่อเนื่องในปี 2561

   ฟอร์ดยังคงต่อยอดความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าและการเป็นเจ้าของรถฟอร์ดผ่านแผนการบริการและดูแลลูกค้าหลังการขาย อย่าง การขยายบริการ 60 Minutes Express Service Guaranteed Online Booking สู่พื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพิ่มเติมจากโชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ด 30 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลที่ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้

 
 

AUTO NEWS : โตโยต้า ประกาศราคา ซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่ TOYOTA C-HR

Saturday, 13 January 2018 15:17

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยราคาจำหน่ายของซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่ TOYOTA C-HR (Coupe High Rider) โดยมีผลเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม ศกนี้

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดขอขอบคุณลูกค้าโตโยต้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและ     ตอบรับเป็นอย่างดีต่อ  TOYOTA C-HRที่ทางบริษัทฯ ทำการแนะนำสู่สาธารณชนในช่วงงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 (Thailand International Motor Expo 2017)เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด และเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและไฮบริด โดยยังไม่ได้เปิดเผยราคา    ให้ทราบอย่างเป็นทางการ

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า“ TOYOTA C-HR นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของโตโยต้า ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนทำให้มียอดลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้ากว่า3,000 คัน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,000 คัน*บัดนี้บริษัทฯ พร้อมทำการประกาศราคาจำหน่ายรถรุ่นดังกล่าว โดยมั่นใจว่าราคาที่นำเสนอนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่า และทุกท่านสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ นอกจากนั้นเรายังพร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้า ดังนี้

-   Custom Name Plateสำหรับลูกค้าที่ทำการจองรถตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่28 กุมภาพันธ์ 2561

-   การขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม.

-   พิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

   โดย TOYOTA C-HR มีเป้าหมายการขายในปี 2561 อยู่ที่ 2,000 คัน ต่อเดือน สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียน     จองสิทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่งานมหกรรมยานยนต์ ทางบริษัทฯ จะเริ่มทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป”

*(ข้อมูลยอดลงทะเบียนจองสิทธิ์เป็นเจ้าของล่วงหน้า TOYOTA C-HR ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 – วันที่ 12 มกราคม 2561)

   TOYOTA C-HR ได้รับการออกแบบเพื่อแสดงถึงในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถยนต์นั่งภายใต้แนวคิด “LIVE ALIVE…ออกไปใช้ชีวิต”ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเพชรซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่โดดเด่นสะดุดตา อีกทั้งการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำ สะท้อนถึงรูปแบบพื้นผิวของอัญมณีที่มีความประณีตในการเจียระไน นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วย4 เทคโนโลยีใหม่ อันได้แก่

New Generation of Hybrid – ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ได้รับการพัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น มีความทนทานและประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 24.4 กม./ลิตร ด้วยการย้ายตำแหน่งของแบตเตอรี่ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น

 

โครงสร้างTNGA (Toyota Global New Architecture) –จากแนวคิดที่ท้าทายการพัฒนายนตรกรรมให้ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-better Cars) นวัตกรรมโครงสร้างใหม่ TNGAถูกพัฒนาขึ้นโดยการออกแบบโครงสร้างตัวถังใหม่ให้แข็งแกร่ง (Body rigidity) และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง (Low center of gravity) ลดการโคลงตัวของตัวถัง ทำให้สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ มีความโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการเกาะถนน (STABILITY) คล่องตัวในทุกจังหวะการขับขี่ (AGILITY) รวมถึงการออกแบบห้องโดยสาร เพิ่มทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ให้กว้างขึ้นโดยลดจุดอับสายตา (VISIBILITY) นอกจากนี้ Toyota C-HR          มาพร้อมกับช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ที่นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนแล้วยังเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่อีกด้วย

 

Toyota Safety Sense ระบบความปลอดภัยใหม่ของรถโตโยต้ามาตรฐานระดับโลก ซึ่งรวมเอาระบบความปลอดภัยขั้นสูงไว้ด้วยกัน อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist)

 

Toyota T-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อผู้ขับขี่และรถยนต์ ผ่าน Smart phone และ Apple watch พร้อมทั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อรับข้อมูลและความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทาง T-Connect Telematics บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์และช่วยค้นหาพิกัดในกรณีที่รถถูกโจรกรรม  สัญญาณ Wi-Fi ในรถยนต์ และการลดเบี้ยประกันด้วยโปรแกรม Pay As You Drive insurance เป็นต้น  

เลือกเป็นเจ้าของ TOYOTA C-HR 4 รุ่น  6 สี สำหรับเครื่องยนต์ไฮบริด

(Premium Red/Black Roof, Blue Metallic/Black Roof, Radiant Green Metallic/Black Roof, White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica)

และ3 สี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน

(White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica)                                 

Ž1.8 Entry                                  ราคา    979,000 บาท**

Ž1.8 Mid                                     ราคา    1,039,000 บาท**

ŽHV Mid                                     ราคา    1,069,000 บาท**

ŽHV Hi                                       ราคา    1,159,000 บาท**

(สำหรับสีพิเศษได้แก่ Premium Red, Blue Metallic และRadiant Green Metallic พร้อมหลังคาสีดำเพิ่ม10,000 บาท

สี White Pearl Crystal เพิ่ม 10,000 บาท)

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

พร้อมเปิดประสบการณ์ไปกับโตโยต้า “LIVE ALIVE VIBE SPACE”
พบกับยนตรกรรมใหม่ TOYOTA C-HRและ 4 เทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้ชีวิตของคุณไปได้ไกลกว่า 

ซึ่งจะยกขบวนไปพบกับลูกค้าโตโยต้าทั่วประเทศ

  4 – 8 มกราคม 2561             เซ็นทรัลลาดพร้าว

  19 – 23 มกราคม 2561         เซ็นทรัล โคราช

  7 – 11 กุมภาพันธ์ 2561          เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่

  15 – 19 กุมภาพันธ์ 2561        เซ็นทรัล ภูเก็ต

  23 – 27 กุมภาพันธ์ 2561        เซ็นทรัล ชลบุรี

  7 – 11 มีนาคม 2561             เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

พร้อมสถานที่อื่นๆอีกมากมาย รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่www.toyota.co.th/c-hr

   ร่วมสัมผัสToyota C-HR สอบถามรายละเอียด และสั่งจองได้ที่โชว์รูมโตโยต้า 473แห่งทั่วประเทศ ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมศึกษาได้ที่ www.toyota.co.th/model/c-hr/specification

 
 

More Articles...

Page 1 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )