Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO TRAVEL

AUTO TRAVEL : MAZDA DNA SKYACTIV CARAVAN เส้นทาง EAST – WEST ECONOMIC CORIDOR จากเวีนดนาม-ลาว-ไทย-พม่า เชื่อมโยงอารยธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจ รวมระยะทางกว่า 2,900 KM.

Saturday, 15 July 2017 19:12

 

 

 

 

 

   การเดินทางครั้งล่าสุดภายใต้เส้นทาง EAST – WEST ECONOMIC CORIDOR จากเวีนดนาม-ลาว-ไทย-พม่า  ค่ายมาสด้าเชิญสื่อมวลชนไทยเปิดประสบการณ์หน้าใหม่แห่งการเดินทางด้วยรถยนต์กับเรื่องราวที่ประทับลอยล้อในรูปแบบคาราวานครั้งใหม่ เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของมาสด้า ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้มองเพียงการเติบโตของมาสด้าประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่สำคัญต่อการลงทุน ด้วยประชากรประมาณ 600 ล้านคน จากตัวเลขการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมรถยนต์ ถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งมาสด้า ประเทศไทย นับเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าที่สำคัญไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งทั้งอาเซียน และต่างประเทศทั่วโลก

   ทางด้านโลกยานยนต์ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความท้าทายของผู้ผลิตรถยนต์ คงหนี้ไม่พ้นเรื่องของการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมล้ำสมัย ที่ทุกค่ายรถยนต์ทั่วโลกต่างมุ่งมั่นคิดค้นด้วยแนวคิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง และเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้บริโภคจึงถูกดึงอยู่ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ซึ่งประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับโดยตรงนั่นคือ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและง่ายขึ้นด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณสมบัติครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานได้มากที่สุด เส้นแบ่งระหว่างโลกในจินตนาการและโลกความจริงเริ่มบางลงเรื่อยๆ เฉกเช่นดั่งที่รถค่ายมาสด้าในเจนเนอเรชั่นปัจุบัน ที่หลอมรวมด้วยองค์ประกอบที่ถูกพัฒนาจากแนวคิดและต่อยอดด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่อย่างลงตัว เสมือนดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตที่มีการถ่ายทอดพันธุกรรมจากรุ่นก่อนสู่รุ่นใหม่อย่างไม่มีวันจบสิ้น

   ค่ายมาสด้าได้มุ่งมั่นทุ่มเทพัฒนาจนประสบความสำเร็จ จนวันนี้ได้นำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด จนได้รับการยอมรับมาแล้วทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีและความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ผนวกด้วย 4 หัวใจหลักของรถยนต์ ประกอบด้วยเครื่องยนต์ทั้งเบนซิน เครื่องยนต์ดีเซล ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ โครงสร้างตัวถัง และแชสซีส์ ที่พร้อมส่งมอบการขับขี่แบบ ซูม-ซูม สไตล์สปอร์ตของมาสด้า ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้ความปลอดภัยสูงสุด โดยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทั้งหมดนี้จะอยู่ในรถในอนาคตของมาสด้าทุกรุ่นจนกลายเป็น MAZDA DNA SKYACTIV ที่นำพาสื่อมวลชนได้สัมผัสกับคาราวานครั้งล่าสุดบนเส้นทางสายเศรษฐกิจที่สำคัญ EAST – WEST ECONOMIC CORIDOR จากเวีนดนาม-ลาว-ไทย-พม่า รวมระยะทางกว่า2,900 กม.

   ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ถูกนำมาใส่ในมาสด้าในยุคปัจจุบันกับ SKYACTIV Vehicle Dynamics ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ (G-Vectoring Control : GVC) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ช่วยผสานการทำงานของรถยนต์ทั้งคัน ทั้งเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง รวมไปจนถึงระบบช่วงล่าง ที่สอดประสานการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรีดสมรรถนะอันทรงพลังได้เต็มขั้น

   หากเจาะลึกถึงองค์ประกอบดีเอ็นเอของมาสด้า ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ – วิฮีเคิล ไดนามิกส์ กับเครื่องยนต์ทั้งสกายแอคทีฟคลีนดีเซล (SKYACTIV-D) คือเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้สะอาดเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่สามารถผ่านข้อกำหนดมาตรฐานไอเสียโลก โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเร่งปฏิกิริยาที่มีราคาสูงเพื่อลดไอเสีย ที่ให้แรงบิดสูง ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสกายแอคทีฟเบนซิน (SKYACTIV-G) คือเครื่องยนต์เบนซินแบบไดเร็คอินเจ็คชั่น ที่ให้ประสิทธิภาพสูง เจนเนอเรชั่นใหม่ที่เป็นนวัตกรรมชิ้นเอกของวงการยานยนต์โลก นับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีอัตราแรงอัดอากาศในการเผาไหม้สูงที่สุดของโลก คืออัตรา 14:1 โดยที่เครื่องยนต์ไม่เกิดอาการน๊อค เผาไหม้สมบูรณ์ ให้แรงม้าและแรงบิดสูง พร้อมประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น 

   SKYACTIV-Drive คือระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 Speed คือ ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเจนเนอเรชั่นใหม่ที่ส่งถ่ายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ แม่นยำ ราบรื่น ต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว ซึ่งทั้งสองเครื่องยนต์ช่วยรักษามลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย รวมจุดแข็งของเกียร์อัตโนมัติได้ครบทุกประการ ในส่วนของโครงสร้างตัวถัง

   SKYACTIV-Body ถูกพัฒนาเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นลง เป็นโครงสร้างที่คงความแข็งแกร่ง เสถียร และให้ความปลอดภัยสูงสุดจากแรงปะทะรอบทิศทาง ผลิตจากเหล็กกล้าที่ทนแรงดึงสูง เหนียว แข็งแกร่ง มีน้ำหนักเบา อีกทั้งยังช่วยลดแรงกระเทือนจากพื้นถนนควบคู่ไปกับการกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

   SKYACTIV-Chassis คือ แชสซีส์เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ให้ประสิทธิภาพสูง มีน้ำหนักเบา แต่ให้สมดุลที่สมบูรณ์แบบของทั้งการควบคุมการขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด ที่คล่องตัวด้วยระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคง พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่เป็นตัวช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ซึ่งส่งผลโดยตรงในเรื่องของความปลอดภัย

   เมื่อทั้ง 4 หัวใจหลักของมาสด้าเริ่มสอดผสานการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เกิดสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง ให้สัมผัสการขับขี่อย่างมีเอกลักษณ์ของมาสด้า นั่นคือ อารมณ์สปอร์ตที่ให้ความสนุก เร้าใจ สนุกทุกการขับขี่ และดีเอ็นเอ สกายแอคทีฟสายพันธ์ล่าสุดนี้ ได้ถูกฝังในหัวใจของรถมาสด้ารุ่นปัจจุบันของปี 2017 ซึ่งได้แก่ มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะถูกส่งต่อในรุ่น มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ที่กำลังจะมาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบอีกระดับให้กับตลาดรถครอสโอเวอร์อีกครั้งในไม่ช้านี้ด้วย และด้วยผลลัพธ์อันทรงคุณค่าที่มาสด้าได้เพียรพยายามจนประสบความสำเร็จในครั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลของการหาเส้นทางที่จะใช้พิสูจน์สมรรถนะดีเอ็นเอสกายแอคทีฟทุกรุ่น

   การเดินทางครั้งนี้ สื่อมวลชนร่วมเดินทางกับฝูงสกายแอคทีฟนับ 10 คัน มีทั้ง มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 และซีเอ็กซ์-5 รุ่นล่าสุด ซึ่งทุกคันขับเคลื่อนด้วยขุมพลังพลังเบนซิน SKYACTIV-G แบ่งการเดินทางออกเป็น 3 กลุ่ม สลับผลัดเปลี่ยนกันขับตลอดระยะทางกว่า 2,900 กม. เพื่อร่วมสร้างเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงอารยธรรม บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ เชื่อมโยงวัฒนธรรม ไปกับกิจกรรม MAZDA DNA SKYACTIV CARAVAN โดยมาสด้าปักหมุดไว้ที่เส้นทางสายเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง สืบเนื่องจากความร่วมมือจาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน และไทย ได้ร่วมผนึกกำลังทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร และด้านการบริการ เพิ่มคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร

   กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้มีการกำหนด 9 เส้นทางหลักเพื่อเป็นพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Subregion  (GMS) โดยขบวนคาราวานรถยนต์มาสด้าจะออกโลดแล่นไปบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ แนวตะวันออกมุ่งหน้าสู่ตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ EAST-WEST ECONOMIC CORRIDOR เรียกว่าเส้นทาง R2 หรือ R9 เมื่ออยู่ในประเทศลาว ที่เชื่อมสองมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ จากมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก หรือทะเลจีนใต้ กับมหาสมุทรอินเดียตะวันตก สัมผัสขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมไปถึงการเติบโตของสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน

   คาราวานครั้งนี้เริ่มออกสตาร์ทที่ประเทศเวียดนาม โดยสื่อมวลชนกลุ่มแรกจะเริ่มต้นภารกิจด้วยการบินลัดฟ้าสู่เมืองเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเราร่วมเดินทางอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เมื่อมาถึงสนามบินเมืองดานังสื่อมวลชนทุกท่านก็ได้สัมผัสกับการควบคุมฝูงรถยนต์สกายแอคทีฟในทันที โดยผมรับหน้าที่ไม้แรกในการควบมาสด้า 2 มุ่งหน้าไปยังโรงงานผลิตรถยนต์มาสด้าเมืองดานัง ซึ่งดำเนินการผลิตโดยบริษัท Thaco จากการเข้าเยี่ยมชมพบว่าโรงงานแห่งนี้จะเน้นผลิตมาสด้า 3 เป็นหลักเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดรถยนต์เวียดนาม   เราใช้เวลาอยู่ในโรงงานพร้อมนั่งรถเยี่ยมชมไลน์ผลิตต่างๆด้วยตาเปล่าประมาณ 60 นาทีก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังโรงแรมที่พักวันแรก ณ. เมืองเว้  ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของเวียดนาม

   การควบคุม มาสด้า 2 ขุมพลังพลังเบนซิน 1.3 ลิตร SKYACTIV-G ในประเทศเวียดนามตลอดทั้งวัน จากสภาพการจราจรในเมืองที่แสนวุ่นวาย เราต้องขับชิดขวาแซงซ้ายตามกฎหมายของที่นี่ เพื่อเอาตัวรอดจากรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ ท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีวินัยเท่าไหร่ เพราะเขาขับกันแบบตามสะดวกปาดซ้ายปาดขวาเปลี่ยนเลนแซกหน้ารถแบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแม้ว่าเราจะขับแบบขบวนคาราวานก็ตาม  เราจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการใช้แตรดังๆขอทางตลอดเวลา รวมถึงการพึ่งพิงสมรรถนะของมาสด้า 2 อย่างเต็มที่ทั้งการออกตัวเร็วๆและการเร่งแซงโดยฉับพลันตลอดเวลา เมื่อมาถึงโรงแรมที่พักในเมืองเว้ หลังจากเซ็ท 0 มาจากสนามบินดานัง ระยะทางวันนี้เราวิ่งไปทั้งสิ้น 285.8 กม.นอกจากสมรรถนะของรถที่น่าพึ่งพอใจในทุกด้านทั้งกำลังเครื่องยนต์ที่เพียงพอและการควบคุมรถที่มั่นใจได้ สิ่งที่น่าประทับใจอีกจุด คืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตลอดทั้งวันด้วยการขับขี่แบบดุเดือดน้อยครั้งที่จะใช้ความเร็วคงที่ ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดยังทำได้มากถึง 19.0 กม./ลิตร !!!!

   วันรุ่งขึ้นเป็นการเดินทางสบายๆบ้างเพราะผมรับหน้าที่เป็นผู้โดยสารนั่งกินลมชมวิวบน มาสด้า ซีเอ็กซ์3 มุ่งหน้าออกจากเมืองดานัง เดินทางยาวๆประมาณ 400 กม. ข้ามผ่านเข้าสู่ด่านชายแดนลาวบาวของเวียดนาม-ลาว และข้ามแม่น้ำโขงผ่านประเทศลาวด้วยสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เข้าสู่ประเทศไทยในจังหวัดมุกดาหารพักผ่อนกัน 1คืน ก่อนขับผ่านขอนแก่น ข้ามทางเขาค้อ เพชรบูรณ์ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางพิษณุโลก ซึ่งเป็นจังหวัดที่รัฐบาลไทยปลุกปั้นให้เป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการเดินทางจะทั่วทุกสารทิศ นั่นคือ 4 แยกอินโดจีน ด้วยตำแหน่งที่อยู่กึ่งกลางจุดตัดระหว่าง NSEC และ EWEC จึงเกิดการเชื่อมโยงเศรษฐกิจจากทั้ง 4 ทิศ ภาครัฐจึงสนับสนุนให้เกิดการลงทุน มีการจัดตั้งศูนย์บริการกระจายสินค้า และการท่องเที่ยวทางธรรมชาติสร้างรายได้ให้ครัวเรือนได้อีกด้วย

   สำหรับการเดินทางช่วงที่ 2 สื่อมวลชนกลุ่มที่สองบินมารับช่วงต่อที่พิษณุโลก ประเดิมวันแรกกับเส้นทางพิษณุโลก สู่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อข้ามแดนสู่เมืองมะละแหม่ง เมืองตากอากาศชายทะเล ประเทศพม่า ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองย่างกุ้ง เมืองหลวงประเทศพม่า ศูนย์กลางทางการค้าหลักที่สำคัญของประเทศ ก่อนจะปิดท้ายทริปด้วยบรรยากาศและความงดงามของสาวพม่า ณ “ตลาดสก๊อต” ก่อนที่จะส่งมอบพวงมาลัยต่อให้สื่อมวลชนกลุ่มสุดท้าย ที่เดินทางมาวันแรกก็มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่แม้แต่คนไทยยังต้องดั้นด้นไปไหว้ขอพร เริ่มต้นที่วัดเจ๊าทัตยี พระนอนองค์ใหญ่ที่ตาหวานที่สุด, พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง และเจดีย์โบดาทาวน์ หรือ วัดเทพทันใจ หลังจากอิ่มบุญวันรุ่งขึ้นก็เริ่มภารกิจนำทัพ DNA SKYACTIV กลับสู่ประเทศไทย ผ่านด่านแม่สอด มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครถือเป็นอันเสร็จสิ้นสุดภารกิจ บนเส้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ MAZDA DNA SKYACTIV CARAVAN  2017

   สุดท้ายนี้ขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทางในครั้งนี้

 
 

AUTO TRAVEL : ฮอนด้าชวนสื่อมวลชนสัมผัสประสบการณ์สุดชิค ไปกับยนตรกรรมอเนกประสงค์ 3 รุ่น ณ สวนน้ำแห่งใหม่ของหัวหิน

Monday, 23 March 2015 13:47

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำสื่อมวลชนกว่า 30 คน ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดชิคไปกับยนตรกรรมอเนกประสงค์ 3 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี รุ่น EL, ซีอาร์-วี รุ่น 2.4EL 4WD และโมบิลิโอทั้งรุ่น S เบาะนั่งแบบ 2 แถวและรุ่น RS เบาะนั่งแบบ 3 แถว ณ สวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี, ซีอาร์-วี และโมบิลิโอ เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่มีการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน และเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนแบบครอบครัวในวันหยุด โดยฮอนด้า เอชอาร์-วี มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ส่วนฮอนด้า ซีอาร์-วี ก็มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2.4 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว  และฮอนด้า โมบิลิโอ ยนตรกรรมอเนกประสงค์อีกรุ่นหนึ่งที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า ซึ่งทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม มีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ภายในห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ ยนตรกรรมทุกรุ่นยังสามารถปรับพับเบาะที่นั่งด้านหลังเพื่อใช้เป็นพื้นที่บรรทุกสัมภาระ หรือใส่อุปกรณ์ต่างๆ อาทิ จักรยาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

   กิจกรรมสุดชิคก่อนการเดินทางไปกับยนตรกรรมอเนกประสงค์ทั้ง 3 รุ่น จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้า อ. หัวหิน เริ่มต้นที่ร้าน 66 Cottage  ร้านกาแฟเก๋ๆ ย่านสุขุมวิท โดยระหว่างทางมีแวะพักเล่นเกมเพื่อเก็บสะสมคะแนน  ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่สวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน ที่ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “วอเตอร์ จังเกิ้ล” แห่งแรกในเอเชีย เป็นสวนน้ำที่มีการผสมผสานกันระหว่างความเป็นสวนน้ำและป่าเมืองร้อนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมีเครื่องเล่นที่ได้มาตรฐานระดับโลก อาทิ อะบิส สไลเดอร์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก บูมเมอร์แรงโก  สไลเดอร์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย หรือ เลซี่ริเวอร์ สายน้ำแห่งการผ่อนคลายที่มีความยาวกว่า 345 เมตร

   หลังจากสนุกสนานกับเครื่องเล่นของสวนน้ำ ช่วงค่ำยังสนุกกันต่อกับปาร์ตี้ในธีม ทะเล้ ทะเล ที่สื่อมวลชนต่างพร้อมใจกันแต่งกายในโทนสีฟ้า ขาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง

   เช้าวันรุ่งขึ้นยังสนุกกันต่อกับการปั่นจักรยานแบบชิล ชิล เพื่อไปบริจาคเครื่องเขียน และอุปกรณ์กีฬาให้แก่น้องๆ ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพด้วยความประทับใจ

 
 

AUTO TRAVEL : ฮอนด้าพาสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปไหว้พระ และถวายเทียนพรรษากับฮอนด้า แจ๊ซ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา

Thursday, 10 July 2014 10:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำคณะสื่อมวลชนจากสื่อต่างๆ รวม 24 คน ร่วมเดินทางไปถวายเทียนพรรษากับฮอนด้า แจ๊ซ พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองกรุงเก่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยมีมัคคุเทศก์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเที่ยวพร้อมบรรยายประวัติความเป็นมาของวัดแต่ละแห่ง

   โดยพาหนะในการเดินทางครั้งนี้ คือ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่  เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ซึ่งสื่อมวลชนได้มีโอกาสทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ซ ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ i-VTEC 1.5 ลิตร 117 แรงม้า ผสานเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม พร้อมระบบช่วยขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน Eco Assist และรองรับพลังงานทางเลือก E85 ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และรองรับการใช้งานที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งปรับพับได้แบบอัลตร้า ซีท และยังครบครันด้วยมัลติฟังก์ชั่นอันล้ำสมัย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน

   เริ่มออกเดินทางจาก The Walk ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย รามอินทรา ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงจุดหมายปลายทางแห่งแรก ณ วัดแม่นางปลื้ม ตำบลหัวรอ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้บูรณะวัดนี้ นับเป็นหนึ่งในวัดที่มิได้ถูกทำลายเหมือนวัดอื่นๆ ในพระนครศรีอยุธยา  คณะได้เข้าสักการะหลวงพ่อขาว แล้วจึงออกเดินทางต่อไปยังวัดที่ 2 วัดสามวิหาร  เดิมนั้นมี 3 วิหาร คือ วิหารพระนอน วิหารพระนั่ง และวิหารพระยืน ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่งเท่านั้น ส่วนวิหารพระยืนได้ปรักหักพังไปตามกาลเวลา คณะได้ถวายเทียนพรรษาและชุดสังฆทานร่วมกัน ก่อนพักรับประทานอาหารกลางวัน

   ในช่วงบ่าย คณะยังเดินทางต่อไปยัง วัดพรหมนิวาสวรวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่รัชกาลที่ 4 เคยประทับอยู่ที่วัดนี้ครั้นเมื่อทรงผนวช และได้มีการปฏิสงขรณ์วัดในช่วงขณะนั้นคณะสื่อมวลชนได้ถวายเทียนพรรษาและชุดสังฆทานร่วมกัน และเดินทางต่อเพื่อไปสักการะอนุสาวรีย์พระนเรศวรทรงม้า ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่อยู่ในลักษณะสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงม้าศึก ประดิษฐานบนแท่นและลานหินสีขาว พระบรมราชานุสาวรีย์มีพื้นที่ทั้งหมด 1,075 ไร่ ประกอบด้วยสระเก็บน้ำ พื้นที่จัดกิจกรรม มีภูมิทัศน์บริเวณรอบอนุสาวรีย์สวยงาม สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน พื้นที่รับน้ำทำการเกษตร  พร้อมถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก และเดินทางไป วัดตูม เป็นที่สุดท้าย ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ 4 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญภายในวัดตูม คือ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องปางมารวิชัย โดยมีลักษณะพิเศา คือ บนพระเศียรขององค์พระสามารถเปิดออกและมีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลา เชื่อกันว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต่างสนุกสนาน อิ่มบุญ อิ่มใจ ที่ได้ไหว้พระถวายเทียนพรรษาร่วมกัน และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง 5 แห่ง ก่อนเดินทางกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

 
 

AUTO TRAVEL : Honda Freed Freestyle รื่นรมณ์ ชมทะเล ณ .เกาะทะลุ

Wednesday, 20 March 2013 02:29

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ( ประเทศไทย ) จำกัด จัดกิจกรรมเชิญสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปกับ Honda Freed
ยานยนต์อเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่ให้ความสะดวกสบายและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก โดยทริปนี้จะเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กับกิจกรรมดำน้ำ ปลูกปะการังที่เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์
เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ถนนปากท่อ เพื่อไปสมทบกับเพื่อนๆสื่อมวลชนด้วยกันอีกหลายเล่ม ที่ปั๊มปตท. อำเภอบ้านลาด เวลา 8.00 น.ช่วงนี้จึงต้องเน้นทำเวลาเป็นพิเศษเพื่อทันตามกำหนดเวลาโดยเราควบ Honda Freed ด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 100-140 กม./ชม ซึ่งเครื่องยนต์พิกัด 1.5 ลิตร i-vtec
ให้กำลังสูงสุด 118 แรงม้า ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ตอบสนองอัตราเร่งทั้งช่วงออกตัว และเร่งแซง ได้อย่างทันอกทันใจ แถมช่วงล่างก็ยังให้ความนุ่นนวลนั่งสบายเหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยงอย่าง แท้จริง เมื่อไปถึงปั๊มปตท. อำเภอบ้านลาด ทีมงานประชาสัมพันธ์ฮอนด้าให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นำเครื่องดื่มกาแฟ มาให้ทาน

ก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ที่ท่าเรื่อเกาะทะลุในช่วงเที่ยง ระหว่างที่เดินทางมีเกมส์ตอบปัญหา โดยส่งผ่าน เอสเอ็มเอส ทางโทรศัพท์มือถือของทุกคน แล้วตอบผ่านใบตอบคำถามของรถแต่ละคัน เพื่อเฉลยคำตอบในค่ำคืนนี้ การเดินทางยังอีกยาวไกล ผ่านหัวหิน ถึงอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นที่ตั้งของท่าเรือเกาะทะลุในช่วงเที่ยงกว่านิดหน่อย
ผมใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน บ้างก็ใช้เวลาถ่ายภาพรถยนต์กับวิวทะเลสวยๆ มองทะเลที่กว้างใหญ่ ภาพวิวสวย มองเห็นเรือขนาดลำไม่ใหญ่มากนักจอดที่ชายฝั่ง ผมสงสัยว่าเรื่อลำนี้ต้องพาผมล่องไปทางฝั่งโน้นแน่เลย สิ่งที่ผมคิดก็เป็นจริง เที่ยงครึ่งเรือลำนี้ก็พาสื่อมวลชนทุกท่านที่ร่วมชะตากรรมกับผมออกจากฝั่ง ท่ามกลางที่แดดร้อนแสนร้อน อากาศในทะเลที่เย็น
ใส ช่วยผมให้ทุเลาความร้อนได้บ้าง อีกทั้งอาศัยทาครีมกันแดดกันผิวไหม้ ก็ช่วยได้บ้าง สักครู่เรือสีขาวลำนี้ก็พาผมและเพื่อนๆ สื่อ ฯ มาถึงชายฝั่งเกาะทะลุ เพื่อมาทานอาหารกลางวันกันที่ฝั่ง แน่นอนละครับอาหารที่ทานจะเป็นอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ใช่อาหารทะเล กุ้ง ปู ปลา ที่ปิ้งๆ ย่างๆๆ เมื่ออาหารเข้าไปย่อยในกระเพาะทุกคน แล้ว...ในช่วงบ่าย 3 พวกเรามีกิจกรรมที่ต้องกระทำร่วมกันคือปลูกปะการังกันที่นั่น
โดยมีครูฝึกมาบรรยายให้พวกเราฟังและสาธิตการ ปลูกปะการังให้ดู ก่อนที่พวกเราจะลงมือปลูกปะการังกันเอง ท่ามกลางที่สนุกสนาน แต่จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างมากถ้าพวกเราไม่มาร่วมกิจกรรมแบบนี้ อย่างที่ครูฝึกบอก ทุกวันนี้ประการังในท้องทะเลที่นี่ ลดน้อยเต็มที คนที่อนุรักษ์ก็น้อยลง ทุกอย่างเกิดจากฝีมือมนุษย์ เป็นผู้ทำลาย ผมคิดว่าอีกไม่นานปะการังอาจจะหมดไป ถ้าทุกคนไม่คิดอนุรักษ์
ความสวยงามของท้องทะเลก็จะหมดไป เยาวชนรุ่นหลังอาจะไม่ได้เห็นอีกต่อไป แล้วปลาที่อยู่ใต้ท้องทะเล จะอยู่ได้อย่างไร เมื่อพลพรรคที่ร่วมชะตากรรมร่วมกิจกรรมเสร็จแล้ว ก็ขึ้นเรือออกจากฝั่งไปดำน้ำใกล้ๆ ที่เกาะทะลุ โดยทุกคนที่จะพร้อมเปียก ก่อนลงน้ำต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันการจมน้ำ เพื่อความปลอดภัย เป็นอันว่าทุกคนก็สามารถเอาตัวรอดได้ทุกคน หลังจากนั้นเรือก็หันหน้าเข้าหาฝั่ง
แล่นมาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย ทุกคนวิ่งเร่าขึ้นมาอาบน้ำสะอาด เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากตัว เปลี่ยนกางเกงขาสั้นก่อน สตาร์ทรถอเนกประสงค์ Honda Freed ออกจากเกาะทะลุ มุ่งหน้ากลับทางเดิม สู่ที่พัก ณิชารีสอร์ท แอนด์สปา เช็คอินเข้าห้องพัก ที่เป็นหลังๆ จะมี2 ห้องพักให้เราเลือกนอน ในช่วงนี้ก็มีกิจกรรมให้เลือก ใครที่ต้องการนวดอโรม่าก็นวดได้ ทางฮอนด้าจัดไว้บริการทุกคน
หรือจะใช้บริการช่วงเช้ายังมีอีกรอบ ยามเย็นที่ชายหาดสวยงาม ไม่แพ้หาดอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง แสงไฟที่ประดับริมชายหาดยามโพล้เพล้ ทำให้เรามองเห็นได้ตลอดแนวฝั่ง หลังจากนั้ก็ไปทานอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ มีอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ประเภท ปิ้งๆ ย่างๆ ให้เราเลือกทาน ก๋วยเตี๋ยวก็มี สักพัก 2พิธีกรจำเป็น บิ๊กและเปิ้ล ก็ประกาศ สวัสดี สื่อมวลชน ที่มาร่วมงาน ทางพีอาร์ฮอนด้าจัดเกมส์ให้สื่อเล่น
เพื่อความสนุกสนาน เป็นเกมส์คำถามความรู้รอบตัว ตอบได้รับรางวัลไปเลย ก่อนจะมาเฉลยคำตอบ เกมส์ที่ส่งคำถามผ่านเอสเอ็มเอส ในระหว่างเดินทางช่วงบ่าย คะแนนที่ได้รับไกล้เคียงกันมาก ปรากฏว่ามี 3 ทีมได้คะแนนเท่ากัน จึงต้องมาหาผู้ชนะ โดยการตัดสินจากการเล่นทอดลูกเต๋า ใครออกเลขคู่ทีมนั้นแพ้ ต้องมาลุ้นกันพอสมควร สุดท้ายก็ได้ทีมชนะซะที จนล่วงเวลามาถึง 21.00 น.งานเลี้ยงก็มาเลิกรา ทุกคนแยกย้ายไปทำภารกิจตัวเอง
ตื่นเช้ามา ผมคิดว่าอากาศจะสดใส และมีแสงแดดออกมา หลังผมทานอาหารเช้า เมฆมืดครึ้ม ฝนตกลงมาอย่างหนัก ผมเริ่มตื่นตัว เพราะมีเวลาไม่นาน ที่ใช้บริการนวดอโรม่า ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยได้มากที่เดียว หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ผมก็ไปจัดการกับเนื้อตัว ทำความสะอาด จัดการแต่งตัวไปทานข้าวเที่ยงกับพีอาร์ฮอนด้าและเพื่อนๆสื่อมวลชน อาหารเที่ยงหลายๆชนิด ที่นี่น่าทานมาก มีทั้งขนมจีนน้ำยา หอยทอด ผัดไทไร้เส้น ขนมจีบ ซาลาเปา
ขนมหวนก็มี ขนมถ้วย รวมมิตร ลอดช่อง ผลไม้ เราทานกันจนอิ่มแป้...ก่อนเช็คเอาท์ ออกจากรีสอร์ทในช่วงเที่ยงวัน ฟรีรันหวดยาวเข้ากรุงเทพฯ ปลอดภัยกันทุกคน
 
 

AUTO TRAVEL : คาราวานนิสสัน เอ็กซ์เทรล “สะพายกล้องท่องหัวหิน”

Tuesday, 25 June 2013 16:20

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวให้แก่ลูกค้านิสสัน เอ็กซ์เทรลทุกรุ่น ภายใต้ชื่อ “สะพายกล้องท่องหัวหิน” เส้นทางกรุงเทพ – หัวหิน ระยะทางรวมกว่า 300 กิโลเมตร โดยกิจกรรมคาราวานเริ่มปล่อยตัวจากโชว์รูม สยามนิสสัน รถดี พระราม 2

   มุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี โดยตลอดทาง ลูกค้าได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของลูกค้านิสสัน เอ็กซ์เทรล จากนั้นเข้าชมความอัศจรรย์ของถ้ำเขาหลวงและความงดงามของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พร้อมเรียนเทคนิคถ่ายภาพขั้นสูงและถ่ายภาพเขียนไฟกับอาจารย์สมชาย ครองสมบูรณ์ แห่งโฟโตฮัทกรุ๊ป ปิดท้ายกิจกรรมด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก ป๊อป แคลอรี่ บลาบลา

 
 

AUTO TRAVEL : อีซูซุจัดกิจกรรมสุดพริวิเลจ เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์กับ The New Isuzu MU-X

Tuesday, 02 May 2017 13:43

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   The New Isuzu MU-X ชวนสื่อมวลชนเที่ยวแบบ วัน เดย์ ทริป ร่วมสัมผัสประสบการณ์เหนือชั้นของรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรูที่ปรับโฉมใหม่ให้สปอร์ตทันสมัย งามสง่า หรูหรา สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่แตกต่างและโดดเด่นยิ่งขึ้น ภายใต้นิยาม Signature of Privilege พร้อมกับร่วมกิจกรรมเติมเต็มความสุขให้กับเด็กด้อยโอกาส ร่วมเวิร์คช็อปถ่ายรูปอาหารสุดชิค พร้อมอิ่มอร่อยกับร้านอาหารอาหารไทยโบราณและอาหารไทยพื้นบ้าน ใหม่ล่าสุดในย่านลาดพร้าว ตามแบบฉบับกิจกรรม The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip”

   ทริปสุดเอ็กคลูซีฟครั้งนี้กับ “The New Isuzu MU-X” รถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถอเนกประสงค์สุดหรู “The New Isuzu MU-X” ที่มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่แตกต่าง โดดเด่นเต็มตา ด้วยดีไซน์ภายนอก เท่สปอร์ต สง่างามทุกมิติ สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้า และไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟ Daylight โดดเด่นด้วยเส้นนำแสง LED Guiding Light เพิ่มลุคโฉบเฉี่ยวทันสมัยแบบรถยนต์นั่งระดับหรู กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ แบบ Sharp Horizon เต็มอารมณ์กับประสบการณ์ใหม่แห่งการเดินทาง ด้วยบรรยากาศห้องโดยสารใหม่ ด้วย สีทูโทน Sandstone Beige ตัดด้วยสีดำเข้ม เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ใหม่ Sport Cut โอบกระชับรับกับสรีระ นุ่มนวลนั่งสบาย พร้อมผิวสัมผัสใหม่แบบ Soft Touch ในบริเวณคอนโซลหน้า แผงข้างประตู และที่พักแขน หรูหราด้วยลายไม้ Fine Walnut ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และคอนโซลหน้า มาพร้อมกับสมรรถนะแห่งการขับขี่

   เริ่มต้นทริปกับ “The New Isuzu MU-X” รถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู โดยออกเดินทางจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต ไปสู่จุดหมายแรก ณ ร้าน “PATA Plantation” ที่ตั้งอยู่บนถนนติวานนท์ ในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 56 ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียนโฮมเมดในคอนเซ็ปท์ Family Dining ที่ทุกเมนูผ่านการคิดค้นและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนเสมือนทำอาหารให้คนในครอบครัวรับประทาน เพื่อเวิร์คช็อปถ่ายภาพอาหารสุดชิค โดยใช้สมาร์ทโฟน กับคุณมด-มนัญญา ช่างภาพ Packshot Food ที่โด่งดั่งจากนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง เพื่อให้ทั้งช่างภาพมือใหม่ มือสมัครเล่น รวมถึงมืออาชีพที่ถนัดในการถ่ายภาพแนวอื่นได้เข้าใจหลักการถ่ายภาพอาหารขั้นพื้นฐาน เพื่อจะได้ “แชะ แอนด์ แชร์” ภาพอาหารจานโปรดลงบนโซเชียลได้อย่างสวยงาม

   จากนั้นคณะสื่อมวลชนได้เดินทางสู่จุดหมายต่อไปยัง สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้าน    ปากเกร็ด ในสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริมให้การคุ้มครองดูแลสวัสดิภาพ และให้การช่วยเหลือเด็กในระยะยาว ระหว่างการเข้ารับอุปการะ โดยจัดบริการสวัสดิการสังคม บริการด้านปัจจัย 4 การดูแลเรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย และการศึกษา โดยให้การอุปการะเฉพาะเด็กชายอายุระหว่าง 7-18 ปี ที่ถูกทอดทิ้ง กำพร้า หรือครอบครัวไม่สามารถให้การเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม และครอบครัวมีฐานะยากจน โดยอีซูซุ และคณะสื่อมวลชนยังได้ร่วมบริจาคเงิน และสิ่งของสำหรับอุปโภคบริโภคโดยมีนายสุรศักดิ์ ก้อนใส เจ้าพนักงานพัฒนาสังคม ชำนาญงาน สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด เป็นตัวแทนรับมอบ

   ปิดท้ายด้วยการขับ “The New Isuzu MU-X” เพื่อไปรับประทานอาหารค่ำด้วยอาหารเลิศรส ณ ร้าน “เขียวไข่กา” ร้านอาหารไทยชื่อสะดุดหู ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว ภายนอกร้านตกแต่งในบรรยากาศโมเดิร์น สไตล์ Glass House ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ภายในร้านโดดเด่นด้วยผนังเพ้นท์ลายต้นไม้สุดอาร์ทด้วยการใช้ “สีเขียวศิลาดล” ซึ่งเป็นเฉดสีเขียวปนสีครามอ่อน ที่สื่อถึงชื่อร้าน “เขียวไข่กา” ให้สื่อมวลชนได้อิ่มอร่อยกับอาหารไทยโบราณ และอาหารไทยพื้นถิ่นที่หารับประทานยาก กับเมนูแนะนำ อาทิ แกงรัญจวน แสร้งว่ากุ้ง-ปลาดุกฟู เสือร้องไห้ และผัดพริกขิงหมูกรอบ เป็นการปิดท้ายอีกหนึ่งวันที่สุดแสนพิเศษ สำหรับทุกคนที่ได้มาร่วมทริป

   “The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip” จบลงด้วยความประทับใจผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่อีซูซุได้คัดสรรมามอบให้สื่อมวลชน พร้อมสัมผัสกับสมรรถนะของรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู “The New Isuzu MU-X” และการเดินทางในแบบไลฟ์สไตล์ทริป ภายใต้นิยาม “Signature of Privilege” เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมแห่งขุมพลัง 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เทคโนโลยีดีเซลยุคใหม่ พลังแห่งความแรงเต็มประสิทธิภาพ แต่ประหยัดน้ำมัน ทำงานเงียบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับไลฟ์สไตล์อีกระดับที่สะดวกสบายสมบูรณ์แบบในทุกด้านอย่างแท้จริง

 
 

AUTO TRAVEL : คาราวานรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี เดินทางข้ามทวีป 37,000 กม. 111 วัน กรุงเทพฯ-ลอนดอน

Wednesday, 19 April 2017 15:52

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การต้อนรับคาราวานรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี จำนวน 8 คันกับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนในทริป “2017 MG Silk Road Driving Tour” ตอกย้ำความโดดเด่นและความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ เอ็มจี ที่ถูกถ่ายทอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งความสนุกสนานในการขับขี่ ดีเอ็นเอความเป็นรถสปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ความทนทานที่รองรับการใช้งานยาวนาน และความหลงใหลในแบรนด์ เอ็มจี ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพแบบอังกฤษ รวมระยะทางกว่า 37,000 กิโลเมตรตลอดระยะเวลา 111 วัน

   ผู้ร่วมทริปการเดินทาง “2017 MG Silk Road Driving Tour” ในครั้งนี้ประกอบด้วยกลุ่มลูกค้าชาวออสเตรเลียที่เป็นแฟนพันธุ์แท้รถยนต์คลาสสิกของ เอ็มจี รวมทั้งสิ้น 16 คน โดยได้ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางจากประเทศไทยเนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศไทยคือศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจของ เอ็มจี และถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   “แบรนด์ เอ็มจี มีชื่อเสียงมายาวนานร่วม 100 ปีจากความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความหลงใหลในแบรนด์ที่ถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย ขบวนรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี ทั้ง 8 คันคือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่า เอ็มจี ส่งต่อดีเอ็นเอการพัฒนารถสไตล์สปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ใช้งานได้ยาวนาน และให้ความสนุกสนานในการขับขี่ เอ็มจี คือรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ในฐานะตัวแทนของ เอ็มจี ในประเทศไทย ผมขอให้นักเดินทางทุกท่านขับขี่ถึงจุดหมายในกรุงลอนดอนโดยสวัสดิภาพ” นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   การพัฒนารถยนต์ของเอ็มจี เริ่มต้นจากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต นับตั้งแต่รุ่นโอลด์ นัมเบอร์ วัน (Old Number One) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ คันแรกของเอ็มจีที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อการชิงชัยด้วยเครื่องยนต์ 1,548 ซี.ซี. เกียร์ 3 สปีด โครงสร้างแชสซีของมอร์ริส คาวลีย์ (Morris Cowley) คว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันแลนด์ เอนด์ ไทรอัล เมื่อปี ค.ศ. 1925 หลังจากนั้น เอ็มจี เดินหน้าพัฒนารถคุณภาพเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้งกับรถสปอร์ตคลาสสิกตระกูล MGA ที่ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1955 – 1962 และรุ่น MGB ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วทั้งทวีปยุโรปทั้งในด้านคุณภาพและสมรรถนะ MGB นับเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั้งในด้านยอดขายและเสียงตอบรับของลูกค้าตลอดระยะเวลาการผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1962 - 1980 ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามและความหลากหลายของสไตล์ตัวถังที่มีทั้งรุ่นหลังคาแข็งและหลังคาผ้าใบ พร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและทนทาน โดยรถสปอร์ตคลาสสิกทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวจะเดินทางร่วมขบวนไปกับคาราวานครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ด้วย

   มร. จอห์น บาสเทน หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตเปิดประทุน MGB Roadster สีทอง เปิดเผยว่า “รถสปอร์ตคันนี้คือรถในฝันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ไม่เพียงจะมีเครื่องยนต์ที่แข็งแรงทนทานราวกับหุ่นยนต์ แต่ยังให้ความสนุกสนานทุกครั้งที่ได้ขับขี่ ผมได้ลองขับ MGB คันนี้ขึ้นเขาใหญ่ โดยใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์ที่มีทั้งทางโค้งและเนินลาดชัน ผมได้สัมผัสถึงระบบวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมของตัวรถ ถึงแม้จะผลิตมานานหลายสิบปี แต่ผมก็ยังประทับใจในสมรรถนะที่เร้าใจของตัวรถคันนี้มาก”

   ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ เอ็มจี เช่นเดียวกันกับประเทศไทย โดยมีลูกค้าที่หลงใหลในรถยนต์ เอ็มจี ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิกรวมตัวกันเป็นสมาชิกกลุ่ม MG Club ที่มีสมาชิกกว่า 4,000 คน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาวางแผนนานกว่า 2 ปี หลังจากออกเดินทางจากประเทศไทย คณะเดินทางจะขับขี่ผ่านประเทศจีนซึ่งเป็นที่ตั้งของ เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ในประเทศไทยและทั่วโลก ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษผ่านทางตะวันออกกลางเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองอาบิงดัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานแห่งแรกของเอ็มจี เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

   มร. ไมค์ เฮอร์ริฮี หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางในทริปประวัติศาสตร์ครั้งนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตคลาสสิก MGB และรถคลาสสิกของ เอ็มจี อีก 7 คัน กล่าวว่า “ผมมีโอกาสทดสอบขับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นใหม่ในประเทศไทยที่ศูนย์สร้างประสบการณ์การขับขี่ หรือ เอ็มจี ไดรฟ์วิ่ง เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ โดยมีโอกาสทดสอบขับทั้ง MG3 และ MG GS ซึ่งผมมีความประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะรถยนต์ เอ็มจี ยังคงเปี่ยมด้วยบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมได้รับความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ สมรรถนะที่ให้ความสปอร์ตผสมผสานความปลอดภัยแบบที่ เอ็มจี ในอดีตเคยตั้งสโลแกนว่า ‘MG Safety Fast’ ผมเชื่อว่าเจ้าของรถ เอ็มจี ชาวไทยจะมีความประทับใจในสมรรถนะและคุณภาพของตัวรถเช่นกัน เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราทุกคนคือสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน”

 
 

AUTO TRAVEL : ประชาคมอีซูซุแอ่วเหนือ ม่วนใจ๋ ใน คาราวานอีซูซุสัญจร เส้นทางที่ 2 น่าน - เชียงราย

Monday, 22 June 2015 16:02

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ขบวนความสนุกของประชาคมอีซูซุเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง   หลังจากออกสตาร์ทการเดินทางแรกของกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 ไปไม่นาน ก็พร้อมตีธงมอบความสุขแบบต่อเนื่องใน คาราวานอีซูซุสัญจร : เส้นทางที่ 2: น่าน – เชียงราย ที่เหล่าประชาคมอีซูซุ ขานรับเป็นเสียงเดียวว่า... “อีซูซุยอดเยี่ยม” แม้จะขับรถขึ้นเหนือ ล่องภู ขึ้นดอย แค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะมีรถอีซูซุเป็นยานยนต์คู่ใจตลอดเส้นทาง

   เริ่มอุ่นเครื่องวอร์มเส้นทางท่องเที่ยวเมืองน่านกันก่อน ด้วยการพาคณะสื่อมวลชนแวะพักจิบชา - กาแฟ ที่ “น.น่าน คอฟฟี่” ร้านกาแฟสุดชิคในถิ่นเมืองเก่า ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศเป็นกันเอง และเครื่องดื่มรสเลิศที่มีให้เลือกกว่า 30 รายการ จากนั้นเดินทางต่อไปนมัสการ “พระธาตุแช่แห้ง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่านที่มีอายุยาวนานกว่า 600 ปี ผสมผสานสถาปัตยกรรมล้านนาโดยรอบ สำหรับชื่อพระธาตุแห่งนี้ ตามตำนานกล่าวว่า กาลที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก จึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่าพระธาตุแช่แห้ง อันเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ โดยเชื่อกันว่าหากได้เดินทางไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์สูงยิ่ง จากนั้นแวะทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารชื่อดัง “เฮือนเจ้านาง” ร้านอาหารริมแม่น้ำน่าน แหล่งแวะฝากท้องแก้หิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ ก่อนตบท้ายยามค่ำด้วย “ร้านของหวานป้านิ่ม” ที่ใครผ่านไปแถวถนนมหาวงศ์ เป็นอันต้องมนต์ในกลิ่นความหอมของน้ำกะทิ และของหวานสไตล์ไทยๆ หลากชนิด งานนี้ใครที่พลาดไม่ได้ชิม ถือว่าสัมผัสออเดิฟเมืองน่านไม่ครบสูตรเลยทีเดียว

   สำหรับกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 เส้นทางที่ 2 : แอ่วเหนือ ขึ้นดอย ท่องเมืองน่าน – เชียงราย ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย มร. ฮิโรกิ  คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขาย ดีลเลอร์-บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมเป็นประธานพิธีตีธงปล่อยขบวนคาราวานทั้ง 29 คัน มุ่งสู่จุดเช็คอินแรก ณ “วัดหนองบัว” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา จังหวัดน่าน เชื่อกันว่า วัดนี้สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2405 โดยการนำของครูบาหลวงสุนันต๊ะร่วมกับชาวบ้านหนองบัวสร้างขึ้น จึงทำให้วิหารหนองบัวแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมไทยล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งหาชมได้ยากมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในพระวิหารหนองบัว ยังมีจิตรกรรมฝาผนังแบบโบราณที่สวยงาม บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของคนในชุมชนนี้  ทั้งนี้ชาวบ้านหนองบัวยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นเลื่องชื่อ นั่นคือ ศิลปะการทอผ้าลายน้ำไหล เป็นการทอผ้าด้วยมือของชาวไทลื้อที่เริ่มต้นมาไม่น้อยกว่า 150 ปี มีขั้นตอนการขึ้นลายสลับซับซ้อน ลดหลั่นลงมาเหมือนสายน้ำไหลที่ยากต่อการเลียบแบบ จนกลายเป็นสินค้า OTOP ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว

   จากนั้นเดินทางต่อในเส้นทางจังหวัดน่าน เพื่อไปบริจาคสิ่งของ และทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ เยาวชนที่ “โรงเรียนบ้านสะเกิน” อำเภอสองแคว แม้เส้นทางจะทุลักทุกเล ประกอบกับมีเขตก่อสร้างถนนเป็นระยะ แต่ด้วยสมรรถนะอันเยี่ยมยอดของรถอีซูซุ บวกกับใจมุ่งมั่นก็นำผู้ร่วมคาราวาน พร้อมคณะสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างสบายๆ และหลังจากแวะรับประทานอาหารอร่อยกันที่ “ครัวเขยลาว” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงบ่ายขบวนคาราวานยังคงมุ่งหน้าต่อ ด้วยเส้นทางไต่ไหล่เขาขึ้นดอย สลับลงลูกแล้วลูกเล่า จนเข้าเขตตัวเมืองเชียงราย และแวะพักยังจุดเช็คอินสุดฮอต ยอดนิยมที่สุดในช่วงเวลานี้  ที่ “วัดร่องขุ่น”  พุทธสถาน สายพุทธและฮินดู ออกแบบและก่อสร้างโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังของประเทศไทย โดยมีแรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นวัดประจำบ้านเกิดที่มีความสวยงามโดดเด่นต่างจากวัดอื่นๆ ซึ่งอาจารย์เฉลิมชัยได้เคยกล่าวไว้ว่า จะใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเอง สร้างงานพุทธศิลป์เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้สำเร็จจงได้

   ช่วงค่ำ อีซูซุจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้ร่วมคาราวานทุกท่าน ณ ห้องดอยตุง โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ชนิดย่อบรรยากาศกาดมั่วเชียงราย มาต้อนรับทุกท่านเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะได้อิ่มอร่อยกับซุ้มอาหารเลิศรสแล้วนั้น ยังมีกิจกรรมเวิร์คช้อป “ตุงกระดาษล้านนา” ให้ได้เพลิดเพลิน ก่อนเริ่มความสนุกสนานที่อีซูซุคัดสรรเตรียมไว้อีกชุดใหญ่ นำโดย “ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์” ที่ทั้งร้อง เต้น เล่นเกมจุใจ ตบท้ายด้วยการแจกของรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านถ้วนหน้าจากสปอน์เซอร์อีกมากมาย

   คุณกวีวัฒน์ พันบุญ ตัวแทนจากครอบครัวพันบุญ รถอีซูซุหมายเลข 11 เผยว่า “มาเที่ยวกับอีซูซุครั้งนี้ประทับใจมากครับ รถก็ขับสบาย อีกอย่างมีเพื่อนๆ คาราวานมาเที่ยวด้วยเยอะๆ ก็สนุกดี ได้แวะเที่ยวตลอดเส้นทาง บอกได้เลยว่าคุ้ม ทางสวย อาหารอร่อย การดูแลดีเลยครับ อีซูซุยอดเยี่ยมอย่างที่ผู้ร่วมคาราวานเส้นนี้พูดกันจริงๆ”

   ร่วมติดตามความสนุกของกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 ได้อีก 2 เส้นทาง คือ เส้นทางภาคใต้ : พัทลุง – กระบี่ ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2558 และเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย – กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2558 หรือ www.isuzu-tis.com

 
 

AUTO TRAVEL : ฮอนด้าพาสื่อมวลชนไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่กับฮอนด้า แอคคอร์ด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Monday, 23 January 2017 16:56

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำสื่อมวลชนกว่า 30 คน ร่วมเดินทางไปไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่ ไปกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองกรุงเก่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

   ฮอนด้า แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด เป็นยนตรกรรมซีดานระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหรา สง่างาม โฉบเฉี่ยวทุกเส้นสาย โดยฮอนด้า แอคคอร์ด มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 2 ขนาด ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และรองรับพลังงานทางเลือก E85

   ส่วนฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างอัจฉริยะเพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ เป็นระบบ Full Hybrid ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังแต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ภายในห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง มอบสุนทรียภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก และมิติใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย Honda SENSING เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง

   เริ่มออกเดินทางจาก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานบางนา เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งแรก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพระพุทธศาสนา ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้น คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดมนต์บารมี 30 ทัศ และถวายสังฆทาน ณ อุโบสถ์กลางน้ำ เพื่อเสริมบารมี และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก่อนพักรับประทานอาหารกลางวัน

   ในช่วงบ่าย คณะเดินทางต่อไปยังวัดที่ 2 วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่มีเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชของหงษาวดี คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดมนต์ชัยมงคล และถวายสังฆทาน เพื่อเสริมสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต แล้วจึงออกเดินทางต่อไปยังวัดที่ 3 วัดพนัญเชิง เป็นที่สุดท้าย ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญภายในวัดพนัญเชิง คือ หลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองตอนปลายปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ซึ่งเป็นพระโบราณ คู่บ้านคู่เมืองกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้างกรุง และยังเป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างมาก โดยเรียกกันว่า “ซำปอกง”

   คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดบูชาคุณพระรัตนตรัย ห่มผ้าองค์หลวงพ่อโต ถวายข้าวสาร เพื่อเป็นสิริมงคล และความมั่งมี ให้กับชีวิต พร้อมทั้งลงเรือเพื่อรับพลังแม่น้ำ 3 ประสพ และทำทานด้วยการให้อาหารปลา ทุกคนต่างสนุกสนาน อิ่มบุญ อิ่มใจ ที่ได้ไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่ร่วมกัน ก่อนเดินทางกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

 
 

AUTO TRAVEL : “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว...เที่ยวไกลสุด คุนหมิง – กวางโจว 1,405 กม.”

Monday, 12 September 2016 11:33

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุจับมือผู้ใช้รถอีซูซุตัวจริงจัดทริปประวัติศาสตร์  สร้างสถิติใหม่ของการประหยัดน้ำมันด้วย “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  ให้เป็นที่ประจักษ์ในภารกิจสุดท้าทาย     “ครั้งแรก! อีซูซุ  ดีแมคซ์ 1.9  ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว... เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว1,405 กม.”  ทุบสถิติการเดินทางระยะไกลด้วย “น้ำมันถังเดียว” ครั้งก่อน โดยครั้งนี้เพิ่มความท้าทายขึ้นไปไกลกว่าเดิมอีก  87 กิโลเมตร   ตอกย้ำความประหยัดน้ำมันเหนือชั้นกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 2,500 ซีซีถึง 19%   ในสภาพการจราจรจริง  ท่ามกลางสักขีพยานมากมาย   โดยอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีที่สุดอยู่ที่ 24.38 กม./ลิตร   เติมเต็มความเชื่อมั่นในความประหยัดน้ำมันของ “อีซูซุ     ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  และวิธีขับรถประหยัดน้ำมันในชีวิตประจำวันนั้นทำได้ไม่ยาก

   “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9  ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว... เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว 1,405 กม.”   เป็นคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ของอีซูซุ ด้วยการพิสูจน์ความประหยัดน้ำมันในแบบฉบับเหนือชั้นของอีซูซุ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-4 กันยายนที่ผ่านมา  นับเป็นเส้นทางที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดคาราวาน “น้ำมันถังเดียว” ของอีซูซุ  ด้วยความเชื่อมั่นในสมรรถนะและความประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นของ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  ใน “อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) หนึ่งเดียวแห่งวงการรถปิกอัพที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถอีซูซุสามารถพัฒนาการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และขับได้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น  เดินทางทั้งสิ้น 3 วัน  โดยใช้รถปิกอัพ  “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” จำนวน 5 คัน  รถทุกคันล้วนเป็นรถมาตรฐานโรงงาน ครบทุกรุ่น ครบทุกระบบขับเคลื่อน และผู้ใช้รถอีซูซุตัวจริงจากการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันในกิจกรรม “อีซูซุไดร์ฟวิ่งคลับ” (Isuzu Driving Club) ครั้งล่าสุด จำนวน 10 ท่าน  ขับตามสภาพการจราจรจริงของประเทศจีนที่ไม่คุ้นเคย  บนเส้นทางที่ยาวไกลเต็มไปด้วยอุปสรรคหลากหลาย ทั้งเส้นทางขึ้น-ลงภูเขาสูง ทางโค้ง การซ่อมถนน รถบรรทุกขนาดเล็ก-ใหญ่ที่หนาแน่น  สภาพการจราจรที่แออัดในเขตเมือง  และฝนที่ตกหนักในบางช่วง อย่างไรก็ตามรถทุกคันถูกกำหนดให้เปิดแอร์ตลอดเส้นทาง โดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 80-90 กม./ชม. แบบเดียวกับการขับในชีวิตประจำวัน และเป็นความเร็วที่ประเทศจีนกำหนด โดยมีกล้องตรวจจับความเร็วตลอดเส้นทาง  นอกจากนี้ยังมีการแวะพักเข้าห้องน้ำ และรับประทานอาหารในแต่ละวัน    ที่สำคัญใช้น้ำมันเพียง  1  ถังเท่านั้น  นับเป็นสร้างประวัติศาสตร์การประหยัดน้ำมันบนเส้นทางที่ยาวไกลกว่าทุกครั้ง โดยมีสักขีพยาน ทั้งคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ และสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์คาราวานในครั้งนี้ตลอดเส้นทาง  รวมทั้งสิ้น 3 วัน โดยแบ่งระยะทางดังนี้

  •  2 กันยายน 2559  : คุนหมิง (KUNMING)  – ป่ายเซ่อ (BAISE)  ระยะทาง 578  กม.
  •  3 กันยายน 2559  : ป่ายเซ่อ (BAISE)  – หลัวติ้ง (LUODING)  ระยะทาง  599 กม.  
  •  4 กันยายน 2559  : หลัวติ้ง (LUODING)  – กวางโจว (GUANGZHOU) ระยะทาง 228 กม.

   เพื่อยืนยันการใช้น้ำมันเพียง  1  ถัง  ตลอดการเดินทาง ฝาถังน้ำมันของรถทุกคันจะถูกปิดด้วยสติกเกอร์พิเศษที่มีลายเซ็นจากสักขีพยานกำกับตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง และจะไม่ได้รับการเปิดออกจนกว่าจะถึงที่หมาย อีกทั้งเมื่อจบการเดินทางในแต่ละวัน คณะกรรมการสักขีพยานได้เข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยของสติกเกอร์บนจุดต่างๆ ของรถ  ก่อนที่จะใช้สติกเกอร์พิเศษปิดประตู กระจก และเก็บกุญแจรถพร้อมปิดสติกเกอร์ไว้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปในรถได้อีก   จนในที่สุดภารกิจการเดินทางที่ยาวไกลก็ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสักขีพยาน และผู้คนที่อยู่ ณ HAIXINSHIA ASIAN GAME PARK ซึ่งอยู่ใกล้กับ CANTON TOWER หรือหอคอยเมืองกวางโจว   เมื่อรถ “ อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอบลูเพาเวอร์”  ทั้ง 5 คันที่ขับฝ่าสายฝนที่ตกพรำในช่วงเช้าได้มาถึงจุดหมายปลายทางเป็นผลสำเร็จ  โดยรถทุกคันไม่มีสัญญาณไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดปรากฎเลยสักคันเดียว!

   จากนั้นได้มีการดึงข้อมูล “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight)  จากรถทั้ง 5 คันเพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่เป็นรายคันและสรุปออกมาเป็นผลคะแนนจากการวิเคราะห์ 5 ด้าน ได้แก่ ความเร็วและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง  การใช้ช่วงรอบเดินเบา  การใช้รอบเครื่องยนต์  การใช้เบรก และการเหยียบคันเร่ง  ที่ส่งผลให้เกิดสถิติการประหยัดน้ำมันอันน่ามหัศจรรย์เฉลี่ยสูงถึง 22.40 กม./ลิตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่อีซูซุเคยจัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวด้วย “น้ำมันถังเดียว”  โดยมีคันที่ได้คะแนนเต็ม 100 มากถึง 3 คัน ส่วนอีก 2 คันได้คะแนน 98 และ 97 ตามลำดับ จบภารกิจอีซูซุได้นำผู้ขับพร้อมครอบครัวตะลุยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองกวางโจว อย่างสนุกสนาน

   มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยความรู้สึกต่อความสำเร็จครั้งนี้ว่า “ผมขอขอบคุณนักขับทุกท่านที่มีส่วนช่วยสร้างสถิติประหยัดน้ำมันใหม่อันโดดเด่นให้แก่วงการรถยนต์เมืองไทย  ด้วยความสำเร็จในการเดินทางจากเมือง   คุนหมิง สู่เมืองกวางโจว ระยะทาง 1,405 กิโลเมตร โดยใช้น้ำมันไม่ถึงหนึ่งถัง  นับเป็นคาราวานประหยัดน้ำมันระยะทางไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ที่อีซูซุเคยจัดมา และยังเป็นครั้งแรกที่รถร่วมขบวนทุกคันเป็นรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”   ซึ่งเป็นที่ยอมรับในความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะเครื่องยนต์อันยอดเยี่ยม กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความมั่นใจใน “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” เพราะ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม 2500 ซีซี ที่มีชื่อเสียง ทั้งแรงม้า และแรงบิดสูงกว่ารุ่นเดิมมากๆ    จึงอยากจะให้สมรรถนะเรื่องความประหยัดน้ำมันของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ทุกรุ่น พร้อมทั้ง “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight)  เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ประหยัดน้ำมันและปลอดภัย เอกลักษณ์ของรถปิกอัพอีซูซุ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สาธารณชน โดยเฉพาะเรื่องความประหยัดน้ำมันที่มากกว่าถึง 19 %   เพราะว่าเมื่อ 2 ปีก่อน อีซูซุเคยจัดคาราวานประหยัดน้ำมันระยะทาง 1,318 กม. สำเร็จมาแล้ว ดังนั้นด้วยสมรรถนะ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ที่เหนือชั้นกว่ารุ่น 2500 ซีซี ในทุกด้าน ผมจึงคิดว่าระยะทาง 1,405 กม. นั้นไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด  อีกทั้งรถทุกคันไม่มีคันไหนเลยที่ไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดปรากฎให้เห็น เป็นสิ่งที่อีซูซุภาคภูมิใจมาก นอกจากนี้ความสำเร็จของคาราวานประหยัดน้ำมันครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงการขับรถแบบประหยัดน้ำมันและพัฒนาการขับขี่ให้มีประสทธิภาพ เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าของโลกให้เหลือใช้ต่อกันไปได้นานๆ”

   พร้อมกันนี้สุดยอดนักขับอัจฉริยะ 10 ท่านที่มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์การประหยัดน้ำมันบนเส้นทางไกลสุดถึง 1,405 กม.ได้เผยความรู้สึกไว้ดังนี้

  • รถหมายเลข 01 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 4 ประตู
    เกียร์ธรรมดา 

ผู้ขับ : คุณอาคม มหิธิธรรมธร  อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว 

ผู้ขับ : คุณธเรศ บุญชลากุลโกศล  อาชีพ ผู้บริหารบริษัทเอกชน 

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 21.89 กม./ลิตร

“ก่อนมาขับก็มั่นใจว่า 1,405 กิโลเมตรมาถึงแน่นอน    เพราะทุกวันนี้เราทั้งคู่ต่างก็ใช้รถอีซูซุ    ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  แต่พอมาขับในคาราวานจริงก็แอบตื่นเต้น เพราะเจอเส้นทางในจีนที่ต้องขึ้นเนินลงเนิน แถมโค้งก็เยอะในช่วงแรก  ช่วงที่สองเจอรถบรรทุกขนาดใหญ่และการซ่อมทางตลอดทั้งเส้น  การจราจรวันสุดท้ายในกวางโจวไม่ต้องพูดถึง การจราจรในกรุงเทพฯ เราดีๆ นี่เอง  แต่ก็เป็นรถที่ขับได้สนุก ได้ใจเรื่องความแรง จังหวะการเร่งของเครื่องยนต์กับเกียร์ที่สัมพันธ์กัน  กำลังดี แรงไม่ตกช่วงจังหวะแซงขึ้นเขา ส่วนทางเรียบก็แรงเร้าใจดีมาก  ซึ่งช่วงลงเขาจะลงเร็วมากผมจึงได้ลองใช้เอนจิ้นเบรก (Engine Brake) ช่วย  พอมาถึงจุดหมายน้ำมันหมดไปครึ่งถังกับอีก 2 ขีดเล็กๆ ยอมรับว่า แรง ประหยัดน้ำมัน แกร่ง ทน เยี่ยมมากครับ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ ต้องลองครับ จะได้รู้ว่าความประหยัด ความแข็งแกร่ง ความแรงเป็นยังไง”

  • รถหมายเลข 02 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 2 ประตู
    เกียร์ออโตเมติก  

ผู้ขับ  :   คุณธรรมนูญ ประเสริฐรัตนากร  อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว  

ผู้ขับ  :   คุณสุภาพ นิลเพ็ชร์   อาชีพ พนักงานรัฐวิสาหกิจ

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 97 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 20.60 กม./ลิตร

“พอขับถึงที่หมายวันแรก หลายๆ คนจะกังวลแทนพวกผม เพราะเส้นทางวันแรกค่อนข้างโหดเป็นทางภูเขาทั้งหมด ทำให้ต้องใช้คันเร่งช่วย เพราะเราขับเป็นขบวนคาราวานไม่อยากให้ห่างกันมาก ปริมาณน้ำมันวันแรกจึงลดลงไปเยอะกว่าคันอื่นๆ แถมยังเป็นรถเกียร์ออโตเมติกคันเดียวในคาราวานนี้ด้วย  แต่พวกเรากลับไม่เครียด เพราะประเมินจากตัวเลขเกจ์วัดน้ำมันแล้ว  รู้ว่าไปถึงแน่นอน  อารมณ์การขับอีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกียร์ออโตเมติก 6 สปีดไม่ทำให้ผิดหวัง การตอบสนองของเกียร์ดีในทุกความเร็วรอบ  ให้กำลังเครื่องดีต่อเนื่อง แค่ขับไปเรื่อยๆ ปล่อยให้รถทำงานส่งกำลังตามรอบไป ที่เหลือคือ ควบคุมรถให้ดี อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  ขับสนุก ขับมา  1,405 กม. น้ำมันยังเหลือ 1 ใน 4 มหัศจรรย์มากครับ”    

  • รถหมายเลข 03 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์  แค็บโฟร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ :  คุณสินชัย ปีตะโหตะระ  อาชีพ ผู้บริหารบริษัทเอกชน  

ผู้ขับ :  คุณคณิต แผลงวิชา   อาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 24.38 กม./ลิตร

“รถคันที่พวกผมขับเป็นคันที่มีอัตราตัวเลขประหยัดน้ำมันดีสุดในกลุ่ม คือ 24.38 กม./ลิตร  ผมเชื่อว่ารถมีส่วนสำคัญกับเรื่องความประหยัดน้ำมัน เพราะในส่วนของการขับเราควบคุมได้ เราต้องขับอย่างนิ่มนวลทั้งการเข้าเกียร์ และการเหยียบคันเร่ง  ถ้าเราค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ เกียร์ก็จะตอบสนองไปเรื่อยๆ เช่นกัน  ทำให้อัตราการประหยัดน้ำมันก็จะยิ่งดีขึ้น  ซึ่ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงจริงครับ ขึ้น-ลงเขาได้สบาย โดยไม่เปลืองน้ำมันเลย  อุปสรรคหลักๆ ของการเดินทางครั้งนี้ นอกเหนือจากเส้นทางภูเขา การทำถนน รถเทรลเลอร์เยอะ คือ การขับรถเลนขวาซึ่งแตกต่างจากบ้านเราทำให้ไม่คุ้นเคย อีกทั้งสไตล์การขับรถในประเทศจีนที่ต่างกับบ้านเราทำให้เดาใจยาก ต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ผ่านมา 1,405 กม. เกจ์น้ำมันตกลงมาครึ่งถังกับอีก 1 ขีด  ยังเหลือวิ่งต่อไปถึง 1,600 กม.ได้สบายๆ เลย”  

  • รถหมายเลข 04 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ สเปซแค็บ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ :  คุณอุดม ทรงศรีสวัสดิ์    อาชีพ  ธุรกิจส่วนตัว

ผู้ขับ :  คุณสราวุธ ประคองใจ     อาชีพ ค้าขาย

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 23.33 กม./ลิตร

“การจราจรในจีนทำให้มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอด  ทั้งขึ้นเขา ลงเขา โดยเฉพาะการทำทางซ่อมผิวถนน ซึ่งทำให้เสียจังหวะรถ ต้องเปลี่ยนเลนไปซ้ายทีขวาที   ตลอดเส้นทางเจอรถบรรทุก 10 ล้อเยอะมาก  ยิ่งมาเจอฝนตกหนักๆ ทำให้ต้องลดความเร็ว เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ช่วงล่างเยี่ยมมากครับ  เข้าโค้งดีไม่มีหลุด  แม้ว่าบางครั้งจะเจอเส้นทางที่เป็นคลื่นก็ยังตอบสนองได้ดี  ยิ่งตอนลงเขาไม่แกว่ง ไม่ส่ายเลย  ดีใจที่พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การขับประหยัดน้ำมันของอีซูซุ  เพราะเดินทางมา 2 วันครึ่ง ระยะทาง 1,405 กม. น้ำมันลดลงจากครึ่งถังลงมาขีดเดียวเอง  เรียกว่า ขับมาถึงอย่างสบายๆ ไม่ต้องลุ้น” 

  • รถหมายเลข 05 :   รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์  สปาร์ค 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ  : คุณสุเทพ เอี่ยมสำอางค์      อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว 

ผู้ขับ :  คุณปัญญา เจนประเสริฐ     อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 98 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 21.78 กม./ลิตร

   “เป็นครั้งแรกที่ได้ขับ “อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” นั่งสบายกว่าที่คิด ทั้งช่วงปรับระยะห่างและเอนเบาะสู้สเปซแค็บได้สบาย  แต่คันของพวกเราจะเสียคะแนนจาก “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) เรื่องการเบรก เพราะช่วงวันแรกเจอทั้งรถเล็ก รถใหญ่ปาดหน้า  ยังเดาใจคนขับรถในประเทศจีนไม่ค่อยถูก ยิ่งตอนเข้าเมืองสภาพการจราจรคือ รถเยอะ และรถพวกเราเป็นคันสุดท้ายก็ต้องพยายามขับประชิดคันหน้า เพื่อไม่ให้รถอื่นมาแซงในขบวนทำให้ขาดตอน เลยต้องใช้เบรกเยอะเป็นพิเศษ การเดินทางครั้งนี้ใช้ความเร็วตามกฎหมายจราจรของจีนเลย วิ่ง 80-100 กม./ชม. เร่งเร็วกว่านี้ไม่ได้ มีสัญญาณตรวจจับความเร็วตลอดเส้นทาง แต่ก็มั่นใจนะว่าไปถึงสบายๆ เพราะเท่าที่ขับใช้เองน้ำมัน 1 ถังขับได้ไกล 1,000 กม. อยู่แล้ว  แค่ใช้เทคนิคง่ายๆ ออกตัวไม่ต้องเร่ง เข้าเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว วางแผนการเดินทาง และรถควรเข้าศูนย์บริการสม่ำเสมอ”

ทั้งนี้ประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จของคาราวานท่องเที่ยวข้ามประเทศด้วย “น้ำมันถังเดียว” ของอีซูซุ เพื่อร่วมรณรงค์ให้ผู้ใช้รถชาวไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ “น้ำมัน” ทุกหยดอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด  ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปีล่าสุดจัดขึ้นทั้งสิ้นรวม 8 ครั้ง   ได้แก่

พ.ศ. 2550  :   คาราวาน  “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว...เที่ยว 3 ประเทศ”   กรุงเทพฯ -  ลาว - เวียดนาม (เว้) ระยะทางรวม 1,102 กิโลเมตร  
พ.ศ. 2551  :   คาราวาน “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล  น้ำมันถังเดียว...ก็เที่ยวได้”   กรุงเทพฯ - ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ระยะทาง 1,215 กม.  
พ.ศ. 2552  :   คาราวาน “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว...เที่ยวไกลถึงสิงคโปร์”  ไทย (สุราษฎร์ธานี) – มาเลเซีย – สิงคโปร์  ระยะทาง  1,250 กม.  
พ.ศ. 2553  :   คาราวาน  “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว เที่ยวไกลไปถึงจีน”   ไทย (เชียงราย) – ลาว – จีน (คุนหมิง)  ระยะทาง  1,114 กม.
พ.ศ. 2555  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์  น้ำมันถังเดียว  เที่ยวจีน 3 มณฑล” ยูนนาน-กุ้ยโจว-เสฉวน  ระยะทาง  1,230 กม.
พ.ศ. 2556  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์  น้ำมันถังเดียว  เที่ยวสุดแหลมมลายู”  ไทย(กระบี่) – มาเลเซีย(ยะโฮร์บาห์รู) ระยะทาง 1,312 กม.
พ.ศ. 2557  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์ น้ำมันถังเดียว เที่ยวมหานครเซี่ยงไฮ้”  เซี่ยเหมิน-เซี่ยงไฮ้  ระยะทาง 1,318 กม.
พ.ศ. 2559  :   คาราวาน “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว  เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว 1,405 กม.” 

 
 

More Articles...

Page 1 of 2

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )