Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

CSR NEWS

AUTO NEWS : เผยโฉมซูบารุ ฟอเรสเตอร์ (Subaru Forester) จากสายการผลิตในประเทศไทย คาดพร้อมออกสู่ตลาดเดือนมีนาคม 2562

 

 

 

 

 

   ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) แถลงถึงแผนการขยายธุรกิจในประเทศไทย หลังจากเปิดตัวซูบารุ ฟอเรสเตอร์ (Subaru Forester) คันแรกที่ผลิตในประเทศไทย มร. เกลน ตัน รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว ณ งาน Motor Expo ครั้งที่ 35 ว่า “เราภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในการผลิตรถยนต์ซูบารุเพื่อให้มีคุณสมบัติทางเทคนิคและความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก เราจึงได้ตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้างงานให้กับบุคลากรของเราที่นี่ และเพื่อผลิตรถยนต์สำหรับป้อนตลาดในเอเชีย เรามั่นใจว่ารถยนต์เหล่านี้จะตอบโจทย์และมอบประสิทธิภาพที่เกินความคาดหมายให้แก่ผู้ใช้รถและสมาชิกในครอบครัวที่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้รถมากขึ้นทุกวัน”

   รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ถูกนำมาจัดแสดง ณ งาน Motor Expo เหล่านี้ ผลิตโดยโรงงานแห่งใหม่ ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ที่มีการจ้างงานกว่า 300 คน เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ซูบารุที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรถยนต์แบบ CKD คันแรกที่ผลิตในโรงงานที่ประเทศไทยจะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562

   ลูกค้าสามารถจองรถยนต์ได้ในงาน Motor Expo โดยผู้ที่จอง 99 ท่านแรก จะได้รับโอกาสในการเยี่ยมชมโรงงานผลิตหลังจากที่รถยนต์ที่สั่งจองไว้นั้นผลิตเสร็จแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังมีแผนเพิ่มจำนวนโชว์รูม  และศูนย์บริการอีก 15 แห่งในประเทศไทย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน พ.ศ. 2562 เนื่องจากความต้องการในรถยนต์ซูบารุได้เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นประกอบในประเทศไทยนี้จะถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อตอบสนองความในแบรนด์ซูบารุในเอเชียที่เพิ่มขึ้นด้วย

   ด้วยมาตรฐานการผลิตเดียวกับญี่ปุ่น รถยนต์ซูบารุที่ผลิตในประเทศไทยยังคงไว้ซึ่ง 4 เทคโนโลยีหลักที่ครองใจแฟน     ค่ายดาวลูกไก่ทั่วโลกด้วย ประกอบด้วย ซูบารุ โกลบอล แพลทฟอร์ม (Subaru Global Platform), ระบบขับเคลื่อน   สี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive), เครื่องยนต์แบบ Boxer และสุดยอดเทคโนโลยี EyeSight ดิ ออล นิว ฟอเรสเตอร์ 2019  (The All-New Forester 2019) มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพที่เหนือชั้นทั้งภายในและภายนอก เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสูงสุด โดยครั้งนี้มีให้เลือก 3 รุ่น ประกอบด้วย ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0 i-S EyeSight,  ซูบารุ ฟอเรสเตอร์  2.0 i-S และ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์  2.0 i-L

   ดิ ออล นิว ฟอเรสเตอร์ 2019 (The All-New Forester 2019) ความสามารถในการขับขี่และเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยม

-   ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ส่งพลังขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่แบบตลอดเวลา ช่วยให้รถเกาะถนน และช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยสูงสุด
-    ขุมพลังจากเครื่องยนต์ Boxer แบบไดเร็คอินเจ็คชั่น ขนาด 2.0 ลิตร ช่วยเพิ่มแรงม้าและประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิง
-    ระบบเกียร์ CVT 7 สปีด ช่วยให้เร่งความเร็วรถได้ดียิ่งขึ้น
-    ซูบารุ โกลบอล แพลทฟอร์ม (Subaru Global Platform) โครงสร้างรถที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและราบรื่นยิ่งขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน การแกว่งของตัวรถ และเสียงรบกวน
-    ฟังก์ชั่น X-MODE ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนสภาพภูมิประเทศที่ท้าทาย โดยใช้ระบบควบคุมเครื่องยนต์แบบบูรณาการ ทั้งการขับเคลื่อน All - Wheel Drive ระบบเบรก และระบบอื่นๆ
-    ระบบกระจายแรงบิด (Active torque vectoring) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมยานพาหนะได้อย่างมั่นใจเมื่อ             
    เข้าโค้ง

คุณลักษณะด้านความปลอดภัยที่น่าประทับใจ

-    ระบบช่วยในการขับขี่ EyeSight ประกอบไปด้วย ระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน ระบบปรับความเร็วรถอัตโนมัติ ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ ระบบเตือนเมื่อรถออกจากเลนและเมื่อรถส่าย คุณลักษณะนี้มีอยู่ในรถซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่น 2.0 i-S EyeSight
-    ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (Auto Vehicle Hold)
-    ระบบตรวจจับยานพานะด้านหลัง (SVRD) ใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถ เพื่อตรวจจับวัตถุและยานพาหนะที่อยู่ด้านหลัง เพื่อการถอยรถและจอดรถอย่างไร้กังวล
-    การปรับรูปทรงของเสารถเพื่อลดจุดบอด ทำให้การมองเห็นครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ความคล่องตัวและห้องโดยสารที่สะดวกสบาย

-    ระยะระหว่างพื้นกับตัวรถมากกว่า 220 มม.
-    ราวหลังคาที่ยกสูงขึ้นและจุดสำหรับผูกเชือก ทำให้พร้อมสำหรับการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น
-    การออกแบบภายในใหม่เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น
-    ช่องใส่ของหลังเบาะรถแบบหลายช่อง
-    พอร์ตชาร์จ USB
-    ช่องลมสำหรับเครื่องปรับอากาศที่คอนโซลกลาง
-    พื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นในห้องโดยสารด้านหลัง พื้นที่บรรทุกสัมภาระที่ใหญ่ขึ้น ช่องเปิดท้ายรถที่กว้างขึ้น
-     ประตูพาวเวอร์ด้านหลัง ช่วยให้สามารถเปิด-ปิด และล็อคประตูทุกด้านของรถได้ด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว

   ดิ ออล นิว ฟอเรสเตอร์ 2019 (The All-New Forester 2019) คือการสร้างสรรค์ที่มาพร้อมความยั่งยืน ตัวรถสร้างจากเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง มอบความทนทานและความแข็งแกร่งตามแบบฉบับของรถ SUV โครงสร้างตัวถังที่ยกขึ้น วัสดุหุ้มรถใหม่ และชุดกันชนที่นูนออกมามากขึ้น กระจังรอบไฟหน้า และไฟท้ายที่ตกแต่งใหม่ด้วยรายละเอียด     ที่ดูสวยงามกลมกลืน แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรงและความหรูหรา ล้วนเป็นการออกแบบใหม่ที่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของรถรุ่นก่อนหน้า

   ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-725-1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.subaru.asia/th

 

CSR NEWS : กลุ่มอีซูซุสนับสนุนเยาวชนไทยหัวกะทิ มอบทุนเรียนยอดเยี่ยมระดับอุดมศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยจัดพิธีมอบรางวัลผลการเรียนยอดเยี่ยมแก่เยาวชนหัวกะทิจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ รวมทั้งสิ้น 59 ทุน มูลค่ากว่า 1,280,000 บาท เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีความสามารถสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการต่อไปในอนาคต

   มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท  ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า“จากการเติบโตทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่งผลให้เยาวชนไทยจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวทันวิวัฒนาการอันทันสมัยของโลกในด้านต่างๆ ดังนั้นการมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี จึงเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งที่จะช่วยผลักดันเยาวชนให้บรรลุเป้าหมายและเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไปในอนาคต กลุ่มอีซูซุจึงได้ให้การสนับสนุนนิสิตและนักศึกษาที่มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมในสาขาวิชาต่างๆ ด้วยการมอบรางวัลทุนการศึกษาพิเศษต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยหวังให้เยาวชนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาเหล่านี้ ได้ใช้ประโยชน์จากรางวัลที่ได้ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพตนเองในด้านต่างๆ ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะกลับมาสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติในระยะเวลาอันใกล้”

   ด้านนางสาวจิดาภา วัชรสินาพร และนายกิตติพัฒน์ ชาญศิขริน สองนิสิตคนเก่งจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “พวกเราสองคนรู้สึกดีใจและภูมิใจมาก เพราะพวกเราสู้และตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้คะแนนที่ดีมาตลอด 4 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักมาก รางวัลจากอีซูซุครั้งนี้ เป็นเหมือนกำลังใจให้กับพวกเรา และยังเป็นการช่วยสนับสนุนการศึกษาให้แก่กลุ่มเยาวชนที่มีประโยชน์มากๆ อีกด้วย และอยากจะฝากถึงน้องๆ ที่กำลังเรียน ให้ขยันอ่านหนังสือมากๆ อย่าท้อต่อความยากลำบาก และอย่าลืมแบ่งเวลาว่างจากการเรียนมาช่วยงานกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมให้มีประสบการณ์ชีวิตที่ดีนอกตำราเรียนของเราด้วยอีกช่องทางหนึ่ง”

       

   ส่วนนายพศวีร์ เยี่ยงวาณิชชกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เผยว่า “การได้มารับรางวัลเรียนดีในครั้งนี้เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ผมและเพื่อนๆ ที่ได้รับทุน มีกำลังใจสานต่อความฝันในวิชาชีพต่อไปครับ ต้องขอขอบคุณมูลนิธิกลุ่มอีซูซุมากๆ ที่จัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ให้แก่เยาวชนไทยมาโดยตลอด และสำหรับน้องๆ รุ่นหลังๆ นะครับ หากอยากได้รับโอกาสเช่นพวกพี่ ก็ขอให้ตั้งใจเรียน ขยัน กล้าคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น รับรองน้องๆ จะประสบความสำเร็จแน่นอนครับ”

    สำหรับรางวัล "ผลการเรียนยอดเยี่ยมแห่งปีโดยกลุ่มอีซูซุ" นั้น จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของนิสิตและนักศึกษา ที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารบริหารธุรกิจ จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ของประเทศ โดยจะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มข้น เพื่อเฟ้นหาเยาวชนต้นแบบทางวิชาการที่จะเข้ารับโอกาสพิเศษดังกล่าว และใช้รางวัลที่ได้นี้เป็นกำลังขับเคลื่อนศักยภาพทางการศึกษา เพื่อก้าวสู่การเป็นกลุ่มคนแถวหน้าในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต เพื่อให้สมดังปณิธาน “วิถีอีซูซุ”ที่กลุ่มอีซูซุตั้งมั่นนั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” อย่างแท้จริง

 

CSR NEWS : โตโยต้าปันโอกาสทางการศึกษาสู่สังคมที่ยั่งยืน มอบทุนการศึกษาประจำปี 2561 แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย รศ. เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี พ.ศ.2561 แก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ชั้น2 ตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมไทย ผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน 3 ด้าน คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุด ทั้งการแบ่งปันความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อให้เกิดการ ให้ความรู้ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด โตโยต้าเมืองสีเขียว เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต การแบ่งปันประสบการณ์ทางธุรกิจ สู่การส่งต่อประสบการณ์การไคเซนธุรกิจด้วยระบบการผลิตแบบ โตโยต้า (Toyota Production System) ผ่านโครงการธุรกิจชุมชนพัฒน์ รวมถึงการแบ่งปันโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้ผู้ที่ได้รับโอกาสได้พัฒนาไปเป็นผู้ให้ นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาประเทศ  ผ่านการมอบทุนการศึกษาประจำปี และกิจกรรมของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย

   โดยโตโยต้าได้มอบทุนสนับสนุนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการมอบทุนในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 46 โดยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับทุนแล้วรวมทั้งสิ้น 962 ทุน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 16,336,800 บาท  ในปีนี้มีนักศึกษาเข้ารับทุนการศึกษาจำนวน 12 ทุน รวมเป็นมูลค่า 937,400 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาได้รับทุนการศึกษาครั้งนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักศึกษา  ทุกคนจะเป็นบุคลากรที่ดีและมีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืน จากนี้โตโยต้าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดเยาวชนไทยที่มีคุณภาพ สามารถที่จะพัฒนาตนเองตลอดจนร่วมกันพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ต่อไป”

“โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข”

 
 

CSR NEWS : โตโยต้าเปิด ศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแห่งแรกนอกโรงงาน “โตโยต้า เมืองสีเขียว อยุธยา” ภายใต้แนวคิด “เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต”

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ  นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ          สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และ อดีตประธานกรรมการการท่องเที่ยว             แห่งประเทศไทย  ร่วมเปิดศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแห่งแรกนอกโรงงาน “โตโยต้า เมืองสีเขียว อยุธยา” เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ณ โตโยต้า เมืองสีเขียว ตำบลหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 55 ปี โดยมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมไทย ด้วยการเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมและส่งเสริมพัฒนาการอย่างยั่งยืนของสังคมไทย    ทั้ง 3 มิติ ภายใต้แนวคิด “การแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุด” โดย ด้านสังคม ได้ดำเนินโครงการถนนสีขาว เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ที่มุ่งมั่นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินโครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ ที่เข้าไปปรับปรุงธุรกิจของผู้ประกอบการโอท็อปและ SMEด้วยการแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจและการผลิตแบบโตโยต้า และ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยความรับผิดชอบในการส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ มุ่งเน้นการดำเนินงานในทุกกระบวนการอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆภายใต้แนวคิด “โตโยต้า เมืองสีเขียว เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต” โดยมีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น     เมืองสีเขียว สะท้อนการใช้ชีวิตในเมืองอย่างมีคุณภาพร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในความมุ่งมั่นที่สำคัญที่สุดของเราคือการพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า 6 ด้าน ในการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ของเราตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เราได้ริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Toyota Green Town หรือ โตโยต้าเมืองสีเขียว เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้าที่สั่งสมขึ้นในโรงงานของเราสู่สังคมภายนอก โดยเริ่มจากการปลูกป่านิเวศ การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการปลูกป่าชายเลนและกิจกรรมลดภาวะโลกร้อน โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือความพยายามของเราในการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน”

   กิจกรรมสำคัญของโตโยต้าเมืองสีเขียว คือ การส่งต่อองค์ความรู้ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมือง ส่งเสริมให้คนในชุมชนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าและชุมชน ในการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วใน 3 พื้นที่ ได้แก่  จังหวัดเชียงราย จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดเลย

   สำหรับโครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา”  ถือเป็นจังหวัดที่ 4 ที่โตโยต้าได้นำองค์ความรู้ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้ามาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบเป็นจังหวัดแรกโดยความร่วมมือกับเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ในการบูรณะเรือนจำเก่า หน้าตลาดหัวรอ บนพื้นที่ขนาด 8 ไร่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแห่งแรกนอกโรงงาน ต่อจาก ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” ในโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ โดยนำองค์ความรู้ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 5 ด้านของโตโยต้ามาจัดแสดงภายในพื้นที่เมืองสีเขียว ได้แก่

- การเพิ่มพื้นที่สีเขียว (Increasing GreenArea)ส่งเสริมการอนุรักษ์ต้นไม้ที่มีอยู่เดิม การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่      สีเขียว โดยเน้นไม้ยืนต้น โดยใช้ความรู้ด้านการปลูกป่านิเวศตามหลักของศาสตราจารย์ ดร.อากิระ มิยาวากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกป่าจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้ต้นไม้มีอัตราการรอดตายสูง (มากกว่า 90%) และร่นระยะเวลาการเจริญเติบโตตามธรรมชาติให้เร็วขึ้น 10 เท่า ตลอดจนสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าการปลูกป่าโดยทั่วไป

- การจัดการขยะ(Waste Management)โดยจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการลดปริมาณขยะ    ลดการใช้สินค้าที่ก่อให้เกิดขยะ การคัดแยกขยะและการนำไปใช้ประโยชน์ และการกำจัดขยะแบบถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล

- การอนุรักษ์น้ำ(Water Management)การส่งเสริมการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การประหยัดน้ำ การนำทรัพยากรน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการติดตั้งถังเก็บน้ำที่ออกแบบในลักษณะของไม้ยืนต้นจำลอง เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาตามธรรมชาติและจากรางน้ำฝนมากักเก็บไว้ พร้อมฐานกว้างซึ่งสร้างจากวัสดุที่มีลักษณะเป็น  รูพรุนเรียกว่า อิฐกรองน้ำ น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลลงสู่พื้น ผ่านการกรองของอิฐกรองน้ำเพื่อความสะอาด ไหลซึมลงสู่บ่อเก็บน้ำ  ใต้ดินขนาด 10,000 ลิตร เพื่อนำกลับไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้และกิจกรรมอื่นๆภายในศูนย์การเรียนรู้

- การลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานทางเลือก(Renewable Energy)ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำแบตเตอรี่ไฮบริดที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่(re-use)ซึ่งที่ศูนย์การเรียนรู้  โตโยต้า เมืองสีเขียว อยุธยา             ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้มาจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Parking Canopy) ที่มีพื้นที่แผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวนกว่า 500 ตารางเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้             100กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับลดค่าไฟฟ้าของบ้าน 26 หลัง ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า      150ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และควบคุมการจ่ายพลังงานโดย อาคารควบคุมอัจฉริยะ    (Smart Grid Building)  โดยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จะนำมาเก็บในแบตเตอรี่เก็บประจุที่ผลิตจาก เซลล์แบตเตอรี่ของรถยนต์โตโยต้าไฮบริดที่ใช้แล้ว(re-use) แล้วทำการจ่ายไฟฟ้า ไปใช้ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ไฟส่องสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ

- การเดินทางอย่างยั่งยืน(Sustainable Transportation)ส่งเสริมการเดินทางที่ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยการใช้พลังงานทดแทน เช่น รถยนต์ไฮบริด รถไฟฟ้าขนาดเล็ก การใช้จักรยาน และการเดิน ซึ่งในเมืองสีเขียวได้ส่งเสริมการใช้จักรยาน การใช้รถไฟฟ้าขนาดเล็ก HA:MO ในระบบ EV Car Sharing เป็นพาหนะในการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างจุดท่องเที่ยวในอยุธยา ซึ่ง ToyotaHA:MO จะถูกนำมาวิ่งเป็นต้นแบบแห่งที่ 2 ต่อจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้กับ Toyota HA:MO มาจากแผงโซล่าเซลส์เก็บประจุไฟฟ้าไว้ใน เซลล์แบตเตอรี่ของรถยนต์โตโยต้าไฮบริดที่ใช้แล้ว(re-use)โดยมีสถานีชาร์จไฟฟ้า 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยุธยา และหมู่บ้านญี่ปุ่น

   ดร.สุจินทร์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า“เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทาง   โตโยต้าได้เข้ามาร่วมพัฒนาปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนชาวอยุธยา ตลอดจนนักท่องเที่ยว การร่วมแรงร่วมใจสร้างพื้นที่เมืองสีเขียวให้กับชาวอยุธยาในครั้งนี้   ได้ส่งเสริมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวอยุธยาได้มาใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคนอีกด้วย”

   นายกลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ประธานกรรมการหอการค้าไทย และอดีตประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า“สำหรับ โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสวนสาธารณะสำหรับชุมชน เป็นจุดเชื่อมต่อที่อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ในเมืองอยุธยา ด้วยการใช้รถจักรยาน และรถไฟฟ้าขนาดเล็กHA:MO

   ในฐานะนายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ขอขอบคุณโตโยต้าที่ช่วยปรับปรุงห้องนิทรรศการ รวมถึงกำหนดให้หมู่บ้านญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดจอดรถ HA:MOถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่นในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนอย่างแท้จริง โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา แห่งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนอยุธยาและผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและต่างชาติ”

   โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยาเปิดให้บริการทุกวัน โดยโซนสวนเปิดตั้งแต่เวลา 06.00 – 20.00 น.สำหรับโซนอาคารนิทรรศการ เปิดบริการตั้งแต่ 10.00 – 17.00 น.  โดยโตโยต้าเมืองสีเขียวได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย   ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ในการคัดสรรเยาวชนทำหน้าที่เป็น “เยาวชนโตโยต้า เมืองสีเขียว” ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว และประชาชน

   นอกจากนี้ ยังได้กำหนดจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกเดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 – มีนาคม 2562 อาทิเช่น ตลาดนัดเพื่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมช่วงในเทศกาลสำคัญ ได้แก่ วันขึ้นปีใหม่ วันเด็ก   วันมาฆบูชา วันวาเลนไทน์ ตลอดจนมีการเปิดลานกิจกรรมสำหรับการแสดงออกความสามารถด้านดนตรีและศิลปะ สำหรับเด็กและเยาวชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

   “โตโยต้าเมืองสีเขียวอยุธยาแห่งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยากับโตโยต้า โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างชุมชนที่ไม่เพียงแต่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โตโยต้าเมืองสีเขียวอยุธยาแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงผลแห่งความพยายามที่จะประยุกต์หลักกการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า โดยเรามีเจตนารมณ์ในการแบ่งปันบทเรียนและความสำเร็จจากโครงการลดเมืองร้อนด้วยมือเรา(Stop Global Warming)เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมเมือง  โดยเมืองสีเขียวแห่งนี้จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของโตโยต้าที่ตั้งอยู่นอกโรงงานของเรา

   วันนี้ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้พร้อมแล้ว ที่จะเปิดโอกาสให้ นักเรียน นักศึกษาประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้เข้ามาเรียนรู้วิธีการการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับทุกคน นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ยังเป็นจุดสนใจแห่งใหม่ของจังหวัดสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย”มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวในที่สุด

โตโยต้า เมืองสีเขียว…เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต

 

CSR NEWS : มูลนิธิโตโยต้าร่วมกับมูลนิธิหมอเสม จัดค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่สังคมไทย

 

 

 

 

 

 

   มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ตอบสนองนโยบายใหม่ประจำปี 2561 ลดปัญหาเด็กและเยาวชน ร่วมมือกับมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว จัดค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชน เพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่สังคมไทย ระหว่างวันที่ 22 – 30 ตุลาคม 2561 ที่จังหวัดเชียงราย

 
   มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้ตระหนักถึงแนวโน้มของปัญหาเยาวชนที่ถูกละเลยจากพ่อแม่ด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ในการย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้ขาดการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองและแรงกดดันต่างๆ รอบตัวเยาวชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร หรือปัญหาติดเกมส์ จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว จัดค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชน ให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อลดปัญหาความรุนแรงในสังคม เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านกิจกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่

1. ด้านกีฬาและจริยธรรม ส่งเสริมกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล และการอบรมทางศาสนาศีลธรรมและสังคม กล่อมเกลาจิตใจให้เยาวชนเป็นคนดี เพื่อให้เยาวชนนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม มีความซื่อสัตย์ อดทน มีความรับผิดชอบ และมีน้ำใจนักกีฬา

2. ด้านเกษตรกรรม ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองได้บริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัย ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนได้อีกด้วย

3. ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับสาขาอาชีพ ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ รวมทั้งชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก รวมไปถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งอาจสร้างแรงบัลดาลใจให้กับเยาวชนในการเลือกอาชีพต่อไปในอนาคต อีกทั้งเยาวชนจะได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนนำร่องครั้งนี้จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายระหว่างวันที่ 22 - 30 ตุลาคม 2561 และจะจัดขึ้นอีก 3 จังหวัดในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

   มูลนิธิโตโยต้าฯ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศ โดยมุ่งหวังว่าเยาวชนที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมไทย เพื่อร่วมพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

 
 

More Articles...

Page 1 of 19

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )