Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

CSR NEWS

CSR NEWS : ฮอนด้า จัดเวิร์คชอปปลุกพลังไอเดีย คิด(ส์) กระหึ่มโลก เสริมทักษะ 30 นวัตกรตัวจิ๋ว ในโครงการ ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2017 ปีที่ 13

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดจัดกิจกรรมเวิร์คชอป “ปลุกพลังไอเดียคิด(ส์) กระหึ่มโลก”ในโครงการ ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2017 ให้แก่น้องๆ เจ้าของผลงานทั้ง 30ผลงาน ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 17,957ผลงานที่ส่งเข้ามาจาก 223โรงเรียนทั่วประเทศ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมเวิร์คชอปจะได้เรียนรู้เพื่อเสริมทักษะและเตรียมความพร้อมในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ อีกทั้งเทคนิคในการนำเสนอผลงาน พร้อมรับทุนสนับสนุนเพื่อทำแบบจำลองผลงานสิ่งประดิษฐ์ เพื่อนำเสนอในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ โดยน้องๆ ผู้ชนะในโครงการฯ ทั้ง 6คน จะได้รับรางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาและได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์กับเยาวชนชาวญี่ปุ่นและเวียดนาม ณ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม

   สำหรับกิจกรรมเวิร์คชอปในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ได้แก่ ครูอ่ำนายอนุรักษ์ สุขนันทศักดิ์ จากรายการ Art Club ครูที่มีความเชี่ยวชาญการสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่มาแนะนำเทคนิคการสร้างสรรค์แบบจำลองผลงานด้านต่างๆ ทั้งการสร้างสรรค์จินตนาการ 3มิติ  การเลือกใช้วัสดุ  เทคนิคการทำสิ่งประดิษฐ์เคลื่อนไหว การเลือกใช้สีและการตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ  รวมทั้งพี่สายไหม น.ส.ธัญจิรา วิมลอนุพงษ์ และน้องคิดิน ด.ช.ฤกษมคามิน ภูมิธาดาเดช  รุ่นพี่ที่ชนะการแข่งขันในโครงการจากปีที่ผ่านๆ มา ที่นำผลงานสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบของตนเองมาเป็นแรงบันดาลในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์กระหึ่มโลกให้กับน้องๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากการเป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าค่ายแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์กับเยาวชนญี่ปุ่นและเวียดนาม ณ ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

   นายณัฏฐ์ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า "โครงการ "ฮอนด้า ซูเปอร์ไอเดีย คอนเทสต์" เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของฮอนด้าที่ต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้มีเวทีแสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม โดยกิจกรรมเวิร์คชอปในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งต่อยอดความรู้และทักษะ ให้น้องๆ ได้นำไปพัฒนาไอเดียสิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคตให้ออกมาเป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแนวคิดใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา เราจึงเชื่อมั่นว่าในปีนี้ก็จะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เกิดจากไอเดียของเด็กไทยอย่างแน่นอน”

   น้องคิดิน ด.ช. ฤ.กษมคามิน ภูมิธาดาเดช  อายุ 13ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ตัวแทนจากโครงการฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2016กล่าวว่า "โครงการฯ มอบประสบการณ์ให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีประโยชน์ต่อสังคมซึ่งหลังจากที่ชนะการแข่งขันฯ ได้ไปเข้าค่ายเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ณ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนชาวญี่ปุ่น ถึงเราจะต่างเชื้อชาติกัน แต่ภาษาก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสื่อสาร โดยเคล็ดลับที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ คือการเริ่มต้นมองหาปัญหาที่ใกล้ตัวก่อน แล้วต่อยอดพัฒนาให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา บ้างครั้งที่ทำต่อไม่ได้แต่ผมก็มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้และทำได้ในที่สุด ความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับโอกาสที่ดีจากโครงการฯ นี้ ที่เปลี่ยนให้ภาพวาดจินตนาการธรรมดาๆ ของเด็กๆ อย่างพวกผม ให้เกิดขึ้นจริงและอาจสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ในอนาคต"

   สายไหม น.ส.ธัญจิรา วิมลอนุพงษ์ อายุ 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจากโครงการฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2009กล่าวสนับสนุนว่า "ไหมมีความฝันว่าอยากเป็นนักออกแบบหรือสถาปนิก โครงการฯ นี้ช่วยผลักดันความฝันให้เป็นจริง สามารถเข้ามาเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำเร็จ นอกจากนี้ การเป็นผู้ชนะการแข่งขันฯ ยังให้ประสบการณ์ดีๆ อย่างเช่นได้เจอหุ่นยนต์อาซิโมอย่างใกล้ชิด ก็รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะในสมัยนั้นไม่เคยมีใครได้ยืนใกล้ชิดอาซิโมแบบพวกเรามาก่อน อยากฝากถึงน้องๆ ที่ร่วมการแข่งขันฯ ว่าความตั้งใจและลงมือทำให้เต็มที่จะทำให้น้องๆ คว้าความสำเร็จมาได้แน่นอน ขอบคุณบริษัทฮอนด้าที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมา โครงการฯ นี้เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้คิดและลงมือทำ ซึ่งช่วยผลักดันความฝันของเด็กให้เกิดขึ้นจริงได้”

   โดยในปีนี้มีน้องๆ เยาวชนส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากถึง 17,957ผลงานจาก 223 โรงเรียนทั่วประเทศซึ่งเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรม School Visit เพื่อสร้างการรับรู้และรับสมัครน้องๆ เข้าร่วมโครงการกว่า 200  โรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งการเพิ่มรางวัลพิเศษ “ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ” เพื่อมอบให้กับครูที่ปรึกษาที่ช่วยในการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ แนวคิด จินตนาการ โดยพิจารณาจากจำนวนการส่งผลงาน และรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ของเยาวชนที่ส่งผลงาน จำนวน 2รางวัลอีกด้วย ทั้งนี้ ตลอดการดำเนินโครงการฯกว่า 13 ปี มีจำนวนผลงานที่เกิดจากไอเดียความฝันและจินตนาการของเยาวชนไทยมากถึง 373,392  ผลงาน

   สามารถติดตามการนำเสนอผลงานผลงานของน้องๆ ทั้ง 30 คนสุดท้าย ผ่านการบันทึกเทปการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2561ที่ www.facebook.com/hondasuperideaเพื่อเฟ้นหาว่า ใครจะได้เป็น 6 สุดยอดนวัตกรรุ่นจิ๋วในโครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2017 คิด(ส์) กระหึ่มโลก”ที่จะได้รับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พร้อมทุนการศึกษา รวม 6 รางวัล อีกทั้งรางวัลพิเศษ “ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ” จำนวน 2รางวัล โดยทั้งหมดจะได้เดินทางไปเปิดประสบการณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์กับเยาวชนชาวญี่ปุ่นและเวียดนาม ในโครงการ "Honda Super Idea's Kids"  ณ ประเทศญี่ปุ่น รวม 6วัน

 

CSR NEWS : สื่อมวลชนไทยสัมผัสเชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น 2018 ลองขับรถกระบะที่สร้างขึ้นจากตำนานความแกร่ง และร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่า

 

 

 

 

 

 

 

   ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา รถกระบะของเชฟโรเลตมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มผลิตรถกระบะหนึ่งตันในปี 1918 จากการเป็นส่วนหนึ่งของคนอเมริกันสู่การจารึกชื่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เชฟโรเลตยังคงมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงคือการให้ความสำคัญกับการผลิตรถกระบะที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า

   เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยเฉลิมฉลอง 100 ปีรถกระบะอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเชิญสื่อมวลชน 65 ท่านเข้าร่วมกิจกรรม “เชฟฯรักษ์ช้างป่า” เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสคุณสมบัติที่โดดเด่นด้านต่างๆ ของโคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 และโคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม พร้อมทดสอบความแข็งแกร่ง สมรรถนะ และความทนทานทั้งบนถนนทั่วไปและเส้นทางออฟโรด

   นายชัชวาล จันทเขต ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรม เจนเนอรัล มอเตอร์ส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า “ตลอด 100 ปีที่ผ่านมาผู้คนมากมายได้ให้ความไว้วางใจและมีความเชื่อมั่นในการใช้งานรถกระบะของเรา ดังนั้นเราจึงต้องการให้ลูกค้าในปัจจุบันทราบว่าเราได้ถ่ายทอดดีเอ็นเอของความแข็งแกร่ง พละกำลัง ความทนทาน และคุณภาพระดับสูงสุดไว้ในรถกระบะเชฟโรเลตทุกรุ่น รวมถึงรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดของเรารุ่นนี้ด้วย”

   “โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น 2018 และโคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม คือตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราที่ไม่เพียงสร้างรถกระบะและรถเอสยูวีที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรถกระบะไปอย่างสิ้นเชิง”

เฉลิมฉลองหนึ่งศตวรรษแห่งความแข็งแกร่งและความไว้วางใจ

   การเดินทางทดสอบขับครั้งนี้เริ่มต้นจากใจกลางกรุงเทพฯ สื่อมวลชนขับรถกระบะเชฟโรเลตมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สัมผัสกับความหรูหรา สะดวกสบาย และเสถียรภาพการขับขี่แบบเดียวกับรถอเนกประสงค์เอสยูวี โคโลราโดยังมาพร้อมเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อระดับผู้นำเซกเมนท์ที่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงระบบเชฟโรเลต มายลิงค์รุ่นใหม่ ระบบสั่งการด้วยเสียง สิริ อายส์ ฟรี  และครั้งแรกในรถกระบะระดับเดียวกันกับฟังก์ชั่นรีโมท สตาร์ท

   รถกระบะเชฟโรเลตได้ปฏิบัติภารกิจแรกที่มีความท้าทาย คือการบรรทุกถุงเกลือและถุงบรรจุแร่ธาตุที่มีน้ำหนักรวมมากกว่า 500 กก. สำหรับทำโป่งเทียมเพื่อช้างและสัตว์ป่า เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าในรถกระบะโคโลราโด ทั้งขุมพลังดูราแม็กซ์ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และแชสซีส์ที่มีความบึกบึนช่วยให้รถกระบะรุ่นนี้รองรับการบรรทุกหนักได้มากขึ้นอย่างไร้อุปสรรค  

   “เรามีความยินดีและตื่นเต้นอย่างมากที่สื่อมวลชนได้มีโอกาสทดสอบขับเชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียลอิดิชั่น 2018 ในครั้งนี้ โดยเฉพาะการได้ทดลองสมรรถนะของรถกระบะที่มีการบรรทุกหนักสูงสุด 700 กก. เราได้ปรับปรุงระบบเบรก และปรับแต่งช่วงล่างเพื่อรองรับการขับขี่ทั้งขณะไม่มีการบรรทุกและขณะบรรทุกเต็มพิกัด เมื่อประสานกับพวงมาลัยไฟฟ้าและสมรรถนะของเครื่องยนต์ เรามั่นใจว่าสื่อมวลชนจะสัมผัสถึงความสะดวกสบายและความง่ายดายขณะขับขี่รถกระบะของเราที่มีการบรรทุกเต็มที่” นายชัชวาล กล่าว

   ในช่วงบ่าย สื่อมวลชนขับขี่รถกระบะโคโลราโดมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อร่วมกันทำโป่งเทียมด้วยเกลือและแร่ธาตุที่บรรทุกมาในรถกระบะโคโลราโด โป่งเทียมอุดมด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

   สื่อมวลชนและผู้บริหารเชฟโรเลตยังร่วมกับทำกิจกรรมก่อสร้างรั้วกึ่งถาวรเพื่อปกป้องสัตว์ป่าไม่ให้รุกล้ำพื้นที่ชุมชนและถนนที่มีรถยนต์สัญจร โคโลราโดเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นที่โดดเด่นอย่างระบบช่วยจอดด้านหน้าและกล้องมองขณะถอยหลังที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่ในพื้นที่ป่าเขาที่คับแคบ

   กิจกรรมในวันแรกปิดท้ายด้วยการขับขี่โคโลราโดสู่โรงแรมเอวาซอน หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบของอำเภอปราณบุรี สื่อมวลชนได้พักผ่อนริมชายหาด และรับประทานอาหารค่ำแบบบาร์บีคิวสไตล์อเมริกัน

โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น 2018

   โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่นปี 2018 เป็นรถกระบะรุ่นฉลองครบรอบ 100 ปีของรถกระบะเชฟโรเลตที่ได้รับการสร้างสรรค์ให้มีดีไซน์สุดพิเศษโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถกระบะรุ่นต่างๆของเชฟโรเลตที่ผ่านมา แต่ละคันจะได้รับการประทับหมายเลขประจำตัวรถบนประตู โลโก้โบว์ไทฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี ตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี สติกเกอร์สีดำรุ่นพิเศษด้านบนฝากระโปรงหน้า และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ยกระดับศักยภาพและการใช้งานของรถกระบะด้วยพื้นปูกระบะและชุดคิ้วล้อ รวมถึงสปอร์ตบาร์สีดำเงาสำหรับรุ่นแอลทีแซด

   ขุมพลังขับเคลื่อนของโคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น 2018 คือเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ แปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT)ที่ผลิตในจังหวัดระยอง มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ

   ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 814,000บาทสำหรับโคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู เกียร์ธรรมดา เซนเทนเนียล อิดิชั่นจนถึงรุ่นสูงสุด โคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 4 ประตู ไฮ คันทรี เซนเทนเนียล อิดิชั่น ราคา 1,103,000 บาท โคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู และ 4 ประตู เกียร์ธรรมดา เซนเทนเนียล อิดิชั่นมีตัวถังสีขาว Summit White และสีน้ำเงิน Blue Me Away Metallic ให้เลือกสรร ขณะที่รุ่นโคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู และขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 ประตู ไฮ คันทรี เซนเทนเนียล อิดิชั่นมีตัวถังสีขาว Summit White

   จากนั้นสื่อมวลชนไทยพร้อมผู้บริหารและพนักงานของเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยร่วมทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการทำโป่งเทียมและสร้างรั้วเพื่อปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

   กิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม “เชฟฯรักษ์ช้าง” ได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนจำนวนทั้งหมด 65 ท่านที่ร่วมขับขี่รถกระบะรุ่นสูงสุด เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม และรถกระบะรุ่นล่าสุด โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทดสอบคุณสมบัติรอบด้านของรถกระบะทั้งสองรุ่น ก่อนร่วมทำกิจกรรมสร้างประโยชน์ให้กับสิ่งแวดล้อม 

   อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 2,914 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ำสองสายหลักไหลผ่าน ทั้งแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปรานบุรีที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี อุทยานแก่งกระจานมีชื่อเสียงด้านความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะกวางและช้างเอเชีย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์

   เชฟโรเลตและเจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาความคิดแย้งระหว่างมนุษย์และช้างป่าที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ต่อการอนุรักษ์ช้างป่า จึงริเริ่มโครงการ “เชฟฯรักษ์ช้าง” เพื่อสนับสนุนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

   สื่อมวลชนขับรถกระบะเชฟโรเลตร่วมปฏิบัติภารกิจบรรทุกเกลือและถุงบรรจุแร่ธาตุที่มีน้ำหนักมากกว่า 500 กก. ขับขี่บนเส้นทางออฟโรดสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเพื่อทำโป่งเทียมสำหรับช้างและสัตว์ป่า

   โป่งเทียมเป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุจำเป็นสำหรับสัตว์ป่า และสามารถบรรเทาปัญหาช้างป่าบุกรุกเขตชุมชนซึ่งสร้างความเสียหายแก่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านในพื้นที่

   นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังช่วยสร้างรั้วกึ่งถาวรเพื่อป้องกันช้างป่าบุกรุกเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและบริเวณที่เป็นอันตรายอย่างถนนที่มีรถยนต์สัญจร รั้วกึ่งถาวรเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและชุมชนท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิชาการและหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งดำเนินกระบวนการอย่างเป็นระบบเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และช้างป่า

   นายสุวิท บุญช่วย ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกช้างป่าบุกรุกเข้ามาในบริเวณบ้านพักเพื่อค้นหาอาหารและได้ทำลายรถยนต์ของเขาเมื่อเดือนธันวาคม 2560 กล่าวด้วยความยินดีว่า “ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ผมดีใจที่ได้เห็นบริษัทเอกชนให้การสนับสนุนโครงการนี้ การสร้างรั้วและจัดทำแหล่งอาหารและแร่ธาตุจำเป็นสำหรับช้างจะช่วยป้องกันความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และช้าง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ได้อีกด้วย”

   นายเอียน นิโคลส์ ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า “เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยให้การสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมานานหลายปี เรามีความมุ่งมั่นช่วยเหลือชุมชนที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ การทำโป่งเทียมและสร้างรั้วเพื่อความปลอดภัยจะช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และลดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และสัตว์ลงได้”

   กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของเชฟโรเลตในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานและความปลอดภัย รวมถึงด้านการพัฒนาชุมชน เชฟโรเลตยังให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา และด้านสุขอนามัยและพัฒนามนุษย์ในประเทศไทย

   ในปี 2560 เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยและเชฟโรเลตจัดกิจกรรมปลูกป่าและปล่อยปลากลับสู่ธรรมชาติเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก พนักงานมากกว่า 350 คนร่วมปลูกต้นไม้กว่า 1,000 ต้นที่อำเภอปากน้ำประแสร์ จังหวัดระยองเพื่อช่วยฟื้นฟูป่าโกงกางซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสำคัญ

   จีเอ็มให้ความสำคัญเป็นพิเศษในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความปลอดภัยภายใต้กลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมใน “การขับเคลื่อนอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”ศูนย์การผลิตจีเอ็มในจังหวัดระยองเป็นโรงงานปลอดการฝังกลบ จีเอ็มยังเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO 50001 จากความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิต

 

CSR NEWS : กลุ่มอีซูซุสนับสนุนเยาวชนหัวกะทิสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ประจำปี 2560

 

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยจัดพิธีมอบทุนการศึกษาพิเศษ ประเภทผลการเรียนยอดเยี่ยม ประจำปี 2560 ให้แก่ นิสิตและนักศึกษาจาก 5 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย เพิ่มโอกาสทางการศึกษาสู่การเป็นเลิศทางวิชาการในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 58 ทุน มูลค่า 1,800,000 บาท 

                       

   มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท        ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดกล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุได้มุ่งเน้นการเสริมสร้าง และร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวนชนไทยในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการและสันทนาการอันเป็นประโยชน์ ในโอกาสนี้อีซูซุขอแสดงความยินดี แก่เยาวชนที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษาเป็นเลิศทั้ง 58 ท่าน พร้อมขอมอบทุนการศึกษาพิเศษนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิสิตและนักศึกษาทุกคนจะสามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อเติมโตเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตได้อย่างดียิ่ง”

   โดยสองตัวแทนนิสิตจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาวณัฐวดี  ธัญการกรกุล และนางสาวนฎา สินธวานนท์ กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกดีใจมากๆ ค่ะ ที่ได้รับทุนผลการเรียนยอดเยี่ยม เพราะเป็นครั้งแรกสำหรับเราทั้งคู่ด้วย ก็จะตั้งใจเรียนและนำทุนการศึกษาที่ได้รับไปใช้สนับสนุนการเรียนให้เต็มที่มากยิ่งขึ้นค่ะ” เช่นเดียวกับนางสาววรุณรัตน์ ศรีวิจิตร นิสิตคณะบริหารธุรกิจ สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยถึงโอกาสที่ได้รับมอบทุนในครั้งนี้ว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากที่อีซูซุให้โอกาสทางการศึกษาในครั้งนี้ โดยจะนำทุนที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอความคุณอีซูซุมากๆ ค่ะ”

   สำหรับพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีของมูลนิธิกลุ่มอีซูซุนั้น จัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสทางการศึกษาสู่เยาวชนไทยในทุกระดับชั้น ทั่วประเทศ อาทิ การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  การมอบเงินสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมของมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ, สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อให้สมดังปณิธานเพื่อสังคมอันมุ่งมั่น หรือ “วิถีอีซูซุ” นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” อย่างแท้จริ

 
 

CSR NEWS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบจักรยานคันที่ 1,100 ภายใต้โครงการ “ร้อยฝัน ปั่นจักรยานไปเรียน”

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทย ด้วยการมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “ร้อยฝัน ปั่นจักรยานไปเรียน” โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 มอบจักรยาน 100 คัน ให้กับนักเรียนในสังกัดฯ

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการ “ร้อยฝัน ปั่นจักรยานไปเรียน” เนื่องในโอกาสการครบ 100 ปีของรถยนต์ มิตซูบิชิ ในปี 2560 โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนในการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียนได้ง่ายขึ้น  โดยบริษัทฯ ได้ส่งมอบจักรยานมากกว่า 1,000 คัน ให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลนทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดพังงา สระแก้ว ร้อยเอ็ด กาญจนบุรี ชลบุรี และพิษณุโลก รวมทั้งอีกหลายพื้นที่ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ เพื่อการแบ่งปันจักรยานให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

   โครงการ “ร้อยฝัน ปั่นจักรยานไปเรียน” ได้ส่งท้ายวาระการครบรอบ 100 ปี ของรถยนต์มิตซูบิชิ ด้วยการส่งมอบจักรยาน 100 คัน แก่ คุณสมชาย ตรีณาวงษ์ นายอำเภอเนินมะปราง เป็นผู้แทนรับมอบจักรยานในนามทั้ง 5 โรงเรียน ซึ่งสังกัดในพื้นที่เขตการศึกษาดังกล่าว ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านน้ำปาด โรงเรียนวัดปลวกง่าม โรงเรียนรักไทยร่มเกล้าอุปถัมภ์ โรงเรียนบ้านซำรัง และโรงเรียนบ้านชมภู โดยมี คุณสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนฯ ในการส่งมอบ

 

 

CSR NEWS : “กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย” ผสาน “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ปีที่ 2 พื้นที่ต้นแบบในการฟื้นฟูเขาหัวโล้น แก้ปัญหาภัยแล้งและดินถล่ม

 

 

 

 

 

 

 

   กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ผสานความร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ปีที่ 2  กับกิจกรรมนำร่องสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านนาบง  กองทัพภาคที่ 3  ร้าน ผู้จำหน่ายและจิตอาสาจากกลุ่มลูกค้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจากจังหวัดน่านและใกล้เคียง ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในบริเวณลำห้วยจำนวน 7 ฝายและปลูกพืชอุ้มน้ำบริเวณร่องน้ำ เช่น กล้วยป่า กล้วยน้ำว้า และต๋าว รวม 350 ต้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ คาดหลังการดำเนินงานปี 2562 จะสามารถฟื้นฟูพื้นที่เขาหัวโล้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและดินถล่มกว่า 3,000ไร่ ช่วยให้ประชากรกว่า 4,700 ครัวเรือนมีน้ำอุปโภค-บริโภค และเพิ่มแหล่งน้ำสำรองสำหรับทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีและเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

   นายวรพจน์  พรประภา กรรมการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า “ทางกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย จึงได้ผสานความร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี2558ด้วยการสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี จนสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่ตำบลนาแขมและเมืองเก่าได้เป็นผลสำเร็จ และขยายผลสู่พื้นที่ลุ่มน้ำน่านในปี 2560 ภายใต้โครงการ "พัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน" บริเวณชุมชนบ้าน
ดงผาปูนและบ้านนาบง เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เคยประสบปัญหาเขาหัวโล้นให้กลับมาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีความเข้าใจในพื้นที่ทำกินของตน และสามารถพัฒนาหรือบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเองพร้อมส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนต่อไป โดยมีระยะการดำเนินงาน 3ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560-2562 โดยกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยให้การสนับสนุนงบประมาณรวมทั้ง 2 ลุ่มน้ำเป็นจำนวน 23.6  ล้านบาท”

   ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ขับเคลื่อนเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  โดยได้ดำเนินงานศึกษาและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการแก้ปัญหาพื้นที่เขาหัวโล้นและการปลูกพืชไร่บนภูเขาในจังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขาหัวโล้น ชาวบ้านยังทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่เขา โดยไม่มีระบบน้ำสำหรับปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยมีกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยให้การสนับสนุนการดำเนินงานระยะเวลา 3 ปี สำหรับโครงการในปี 2561 ถือเป็นปีที่ 2 ดำเนินงานวางระบบท่อส่งน้ำ กระจายสู่แปลงเกษตร ปรับปรุงคันนา ขุดสระสำรองน้ำ และปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูก ครอบคลุม 4 ลำห้วย พื้นที่เกษตรที่จะได้รับประโยชน์ 96 แปลง 726 ไร่ รวมทั้งการสร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรบนเขาไปสู่พื้นที่ลุ่มด้านล่าง สร้างฝายชะลอน้ำและปลูกกล้วย ทำให้ดินชุ่มชื้น อุ้มน้ำได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มพืชคลุมหน้าดิน เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์ และชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้ มีรายได้ที่มั่นคง มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี และสามารถขยายผลออกไปสู่ชุมชนอื่น ๆ จนเกิดการบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป”

   นายปรีชา สมชัย นายอำเภอบ่อเกลือ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ที่ได้ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)  รวมทั้งแสดงความชื่นชมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนบ้านดงผาปูน และเทศบาลตำบลบ่อเกลือใต้ ที่ร่วมดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บ้านดงผาปูนและบ้านนาบง โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ดำเนินงานแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้นที่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ทั้งปัญหาภัยแล้งและดินถล่ม ด้วยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำ และบริหารจัดการน้ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองสำหรับการอุปโภค บริโภค พร้อมแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ทำเกษตรบริเวณเชิงเขา ป้องกันปัญหาดินถล่ม ซึ่งการดำเนินงานนี้ จะเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูพื้นที่เขาหัวโล้นให้กับพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดน่าน ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เกิดการมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าต้นน้ำ และช่วยให้ประชาชนมีรายได้จากการทำเกษตรแบบอยู่ร่วมกับป่าได้”

   พ.อ. กาญจน์ณัฎฐ์ เพชรแสง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดน่าน กล่าวในฐานะผู้แทนกองทัพภาคที่ 3 ว่า “กองทัพภาคที่ 3 และ กอ.รมน. ได้ให้ความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคง ในส่วนของการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดน่านที่ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กรมป่าไม้ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และภาคเอกชน ดำเนินการฟื้นฟูป่าไม้ ลำห้วยสาขา และสร้างฝายดักตะกอนชะลอความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำในพื้นที่บ้านดงผาปูนและบ้านนาบง ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาต้นแบบการแก้ไขปัญหาพื้นที่เขาหัวโล้นอย่างยั่งยืน และสืบสานพระราชปณิธานด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

   สำหรับโครงการ"พัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน"แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ (พ.ศ. 2560-2562)ตามปัญหาการจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน 3 พื้นที่ แบ่งเป็น 1. พื้นที่ต้นน้ำที่บ้านนาบงและบ้านดงผาปูน ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน 2. พื้นที่กลางน้ำที่บ้านร้องแง ตำบลวรนคร อำเภอปัว จังหวัดน่าน และ 3. พื้นที่ปลายน้ำที่ตำบลป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่มจังหวัดพิษณุโลก โดยกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยให้การสนับสนุนงบประมาณรวม 13ล้านบาท เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถพัฒนาและบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเองและพร้อมขยายผลความสำเร็จสู่พื้นที่ใกล้เคียง

 
 

Page 4 of 14

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )