Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

CSR NEWS

CSR NEWS : ปลูกป่าโตโยต้า เดินหน้าสร้าง เมืองสีเขียว อย่างต่อเนื่อง รวมพลังเครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อม 5,500 คน ร่วมใจปลูกป่าชายเลน 55,000 ต้น ในโอกาสครบรอบ 55 ปี

 

 

 

 

 

 

 

   นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พลโท พิษณุ บุญรักษา เจ้ากรมพลาธิการทหารบก และนางฉวีวรรณ หุตะเจริญ ประธานมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED นำคณะอาสาสมัครอันประกอบด้วยตัวแทนจากบริษัทในเครือ กลุ่มพนักงานโตโยต้าและครอบครัว  สมาชิกชมรมโตโยต้าจิตอาสา สมาชิกชมรมอีโตโยต้าคลับ (e TOYOTACLUB)  และประชาชนทั่วไป จำนวนกว่า 5,500 คน ร่วมกิจกรรม “โตโยต้าปลูกป่าชายเลนปีที่ 13 ทำการปลูกพันธุ์ไม้ชายเลนจำนวน 55,000 ต้น เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ศึกษาศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ

   จากพันธสัญญาที่เป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทโตโยต้าทั่วโลก ในการลดผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์ และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ภายในปี ค.ศ. 2050 ภายใต้ชื่อ พันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า 2050 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้มุ่งมั่นในการดำเนินกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับพันธสัญญาดังกล่าว ทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว” โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั่วประเทศไทย

   กิจกรรมโตโยต้าปลูกป่าชายเลน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  กรมพลาธิการทหารบก และ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยให้แก่สัตว์ในระบบนิเวศชายเลน โดยจากความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ส่งผลให้มีการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) รวมทั้งสิ้นกว่า 542,800 ต้น ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 7,000 ตันต่อปี*

   นอกเหนือจากการปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่องแล้ว โตโยต้ายังมุ่งมั่นที่จะสร้างจิตสำนึกให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ  จึงได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนา ดำเนินงาน และการให้บริการสิ่งแวดล้อมศึกษา แก่มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 รวมทั้งสิ้นกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)  เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติป่าชายเลนที่สมบูรณ์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ในการลงทะเบียนเพื่อเข้าศึกษา โดยมีนักเรียนเข้าเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯ กว่า 15,000 คนต่อปี

 

   ปีนี้โตโยต้าได้ทำการเปิดสะพานศึกษาธรรมชาติแห่งใหม่ และนิทรรศการศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี พื้นที่ด้านนอกศูนย์ ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนและไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อขยายการรับรู้ความสำคัญของป่าชายเลนต่อการลดการกัดเซาะแผ่นดิน และเป็นแหล่งศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนแก่ผู้ที่สนใจ เนื่องจากบริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของสถานตากอากาศบางปู อันเป็นสถานที่ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมโดยเฉลี่ยกว่า 42,000 คนต่อเดือน

   นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า  “ขอขอบคุณบรรดาจิตอาสาทุกท่านที่ให้ความสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับโตโยต้าเมืองสีเขียว ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งในความสำเร็จของโตโยต้า ที่ได้ร่วมกับ กรมพลาธิการทหารบก และ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED  ในการต่อยอดการทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม พัฒนา ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)  ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกรักธรรมชาติแก่ประชาชนชาวไทย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง”

 

CSR NEWS : อีซูซุเดินหน้าสานต่อโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” เป็นปีที่ 5 สู่โรงเรียนวัดสนามไชย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ    บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยดร. อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสานต่อปณิธานในการส่งมอบน้ำดื่มสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน รวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ในโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” แห่งที่ 25 ณ โรงเรียนวัดสนามไชย ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

   มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยได้ดำเนินโครงการ อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่   ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน  โดยเราได้ส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อรับทราบถึงปัญหาการขาดแคลน “น้ำดื่มสะอาด” ทั้งการขาดแคลนน้ำ และปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำเกินมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาบริโภคได้ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์ ในการจัดสร้างระบบน้ำดื่มแบบครบวงจรให้กับโรงเรียนต่างๆ สำหรับโรงเรียนวัดสนามไชยแห่งนี้เป็นโรงเรียนแห่งที่ 25 ในโครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้กับโรงเรียนที่เดือดร้อนในจังหวัดต่างๆ สำหรับในปีนี้กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยยังคงเตรียมการเพื่อส่งมอบโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” ลำดับต่อๆ ไปให้กับโรงเรียนที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำในปีนี้อย่างต่อเนื่องตามปณิธานที่มุ่งมั่นของกลุ่มอีซูซุในประเทศไทยที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป”

   โรงเรียนวัดสนามไชย ตั้งอยู่ที่ หมู่  6 บ้านสาละโว้ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2466 เปิดสอนในระดับตั้งแต่  อนุบาล 1 – ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 162 คน จากการสำรวจพบว่าโรงเรียนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค เนื่องจากน้ำไม่ค่อยไหล น้ำมีกลิ่น และสีขุ่น การจะนำน้ำมาบริโภคนั้นต้องพักให้ตกตะกอน และกรองผ่านเครื่องกรองขนาดเล็ก ซึ่งโรงเรียนจำเป็นต้องซื้อ    น้ำถังแกลลอน ถังละ 15 บาท วันละ 5 ถัง เพื่อใช้ในการบริโภค โดยคิดค่าใช่จ่ายเป็นมูลค่า 1,500 บาทต่อเดือน ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีซูซุจึงได้ส่งทีมสนับสนุนลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อดำเนินการสำรวจ และวางแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยการติดตั้งชุดอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำบาดาลครบวงจร รวมถึงระบบกรองน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐาน ตลอดจนดำเนินการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียน ครูและบุคคลากรของโรงเรียน รวมถึงคนในชุมชนข้างเคียงจำนวน 2,582 คน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทำเกษตรพื้นที่ และทำงานนิคมอุตสาหกรรม ฐานะค่อนข้างยากจน ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการมีน้ำสะอาดเพื่อการบริโภคอย่างยั่งยืน และเพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำดื่มสามารถสำเร็จลุล่วงได้ นอกจากนี้ กลุ่มอีซูซุยังมอบทุนสำหรับการพัฒนาโรงเรียนเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท อีกด้วย

   กลุ่มอีซูซุจึงพร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป สำหรับโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มอีซูซุ เพื่อตอกย้ำปรัชญาการดำเนินธุรกิจ หรือ “วิถีอีซูซุ” นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” อย่างแท้จริง

 

CSR NEWS : กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย และ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผนึกพลังชุมชน ร่วมสร้างฝายและอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริฯ ลุ่มน้ำปราจีนบุรีปีที่ 3

 

 

 

 

 

 

 

   นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายวีระ วงศ์แสงนาค กรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย และนายบุญศรี จันทร์ชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงขี้เหล็ก ร่วมในพิธีเปิดกิจกรรมกิจกรรมสร้างฝาย และอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ คืนความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำและช่วยชะลอการไหลของน้ำจากป่าสู่ลำคลองสาขา เพื่อให้ชุมชนดงขี้เหล็ก มีน้ำเก็บไว้ใช้ได้อย่างยั่งยืน โดยมีอาสาสมัครพนักงานกลุ่มบริษัทฮอนด้า ชาวบ้านตำบลดงขี้เหล็ก เข้าร่วมกิจกรรม ณ ค่ายลูกเสือห้วยเกษียร ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

   กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผนึกพลังชุมชน สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยการจัดกิจกรรมจิตอาสา ปรับปรุงฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณคลองยาง ตำบลดงขี้เหล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งน้ำสาขาที่เชื่อมต่อคลองสายสำคัญในการอุปโภคบริโภคในจังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงด้วยการสร้างฝายกักเก็บน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำและรับมือปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนและรับมือปัญหาภัยแล้งให้ประชาชนในชุมชนมีน้ำเก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี และเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

   คุณพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า "จากเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่สร้างสรรค์คุณค่าอยู่คู่สังคมไทย กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย จึงร่วมกันจัดตั้ง “กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 เพื่อเป็นกองทุนฉุกเฉินสำหรับช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยเมื่อประสบภัยพิบัติตามธรรมชาติมาโดยตลอด ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำปราจีนบุรีนี้ถูกจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยการสร้างฝายหินก่อ ฝายภูมิปัญญา บวชป่าและปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำ และชะลอการไหลของแหล่งน้ำสาขาที่เชื่อมต่อคลองสายสำคัญด้านล่างเพื่อให้ชุมชนดงขี้เหล็กมีน้ำเก็บไว้ใช้ เพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คาดว่าจะมีพื้นที่เกษตรได้รับประโยชน์กว่า 1,565 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน กว่า 450 ครัวเรือน”

   ด้านนายวีระ วงศ์แสงนาค กรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่ามูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนที่ประสบความสำเร็จ 60 ชุมชนแกนนำ ขยายผลได้  932 หมู่บ้าน ร่วมดำเนินงานเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดาริ โดยใช้กรอบคิด กรอบงาน และหลักการทรงงาน เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาประยุกต์ใช้ อาทิ การพึ่งตนเอง การคิดให้เชื่อมโยงกัน การใช้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ การจัดงานให้เหมาะสมกับภูมิสังคม การลงมือทำและสร้างตัวอย่างความสำเร็จ จนขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นได้ เกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” ซึ่งปัจจุบันมี 13 แห่ง กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทย”

   โดยกิจกรรมจิตอาสาที่ห้วยเกษียร ตำบลดงขี้เหล็ก ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 โดยกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้ให้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยจำนวนกว่า 23 ล้านบาท ดำเนินการใน 3 พื้นที่ครอบคลุมตำบลนาแขมและเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี และตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยการสร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกหญ้าแฝกและไม้ยืนต้น ตลอดจนบวชป่า คาดว่าหลังจากดำเนินการเสร็จในปี 2560 จะช่วยสำรองน้ำในพื้นที่ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้งและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหลาก รวมพื้นที่ทั้งหมดที่ได้รับประโยชน์ 17,658 ไร่ เพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำรวม 3,529,750 ลบ.ม.ต่อปี มีชาวปราจีนบุรีได้รับประโยชน์กว่า 4,935 ครัวเรือน

เกี่ยวกับกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย

   กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ได้ร่วมกันประกาศจัดตั้งกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 เพื่อเตรียมความพร้อมในการมอบความช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับประชาชนไทยในยามที่ประเทศไทยอาจเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภัยหนาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินงานภายใต้กองทุนดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที โดยมอบเงินสมทบ 1,000 บาทต่อการขายรถยนต์หนึ่งคัน 100 บาทต่อการขายรถจักรยานยนต์หนึ่งคัน และ 10 บาทต่อการขายเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 1 เครื่อง ปัจจุบัน กองทุนฯมียอดเงินสะสม ณ เดือนพฤษภาคม 2560 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้กองทุนฯ ได้กำหนดภารกิจในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเงินทุน  2) ด้านวัสดุอุปกรณ์  3) ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 4) ด้านการส่งเสริมความรู้ในการรับมือภัยพิบัติ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีของการดำเนินการ “กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย” ได้มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ 37 จังหวัด รวมจำนวนเงินกว่า 220 ล้านบาท

 
 

CSR NEWS : โตโยต้าเมืองสีเขียว พาผู้ชนะจากกิจกรรม “ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา” ปีที่ 12 ต่อยอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ความยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พาคณะครู เยาวชน และตัวแทนชุมชน ที่มีผลงานดีเด่นจากการทำกิจกรรมรณรงค์ลดภาวะ  โลกร้อน ภายใต้กิจกรรม “ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ต่อยอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม  ณ ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่าง วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2560

   จากการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในประเทศไทยมาเป็นเวลา 55 ปี โตโยต้ามีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมไทย ด้วยการเป็นองค์กรที่ดี มีจิตสำนึกรับผิดชอบและร่วมพัฒนาสังคมไทย โดยหนึ่งในความมุ่งมั่นและตั้งใจของโตโยต้า คือการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว” เพื่อก่อให้เกิดการบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั่วประเทศ

   กิจกรรม “ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการโตโยต้าเมืองสีเขียว ที่ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 12 ปี จากความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนโรงเรียนและเทศบาลจากทั่วประเทศ จัดทำแผนงานส่งเข้าประกวด เพื่อช่วยสนับสนุนการลดภาวะโลกร้อนภายในชุมชนของตน โดยมีแนวทางในการทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมใน 5 ด้าน ดังนี้

- การลดใช้ไฟฟ้า
- การลดขยะ
- การเดินทางอย่างยั่งยืน
- การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
- การอนุรักษ์น้ำ

   ภายหลังจากการเปิดตัว 20 โรงเรียน และ 20 ชุมชน ผู้เข้าแข่งขันกิจกรรมลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ปีที่ 12 เมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ผู้เข้าแข่งขันได้เข้าร่วมการสัมมนา ศึกษาดูงาน รวมถึงการเข้าค่าย และได้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่ของตนอย่างต่อเนื่อง

โดยผลของการประกวดกิจกรรม “ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา” ปีที่ 12  มีดังนี้

ประเภทโรงเรียน

ถ้วยพระราชทาน รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่
- ถ้วยพระราชทาน รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนกันตังพิทยากร อ.กันตัง จ.ตรัง
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการกันตังพิทยากร ลดเมืองร้อนด้วยมือเรา”
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนวชิรวิทย์ เชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการวชิรวิทย์  ร่วมใจประหยัดพลังงาน”
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนศรีโคตรบูรณ์ อ.เมือง จ.นครพนม
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการลดเมืองร้อน ด้วยมือเราชาวศรีโคตรบูรณ์”

ประเภทชุมชน
- ถ้วยพระราชทาน รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านม่อนแก้ว เทศบาลตำบลบ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการชุมชนบ้านม่อนแก้วร่วมใจ ลดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านดอนแยง เทศบาลตำบลหงาว อ.เถิง จ.เชียงราย
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการลดขยะ ลดเมืองร้อนอย่างยั่งยืนที่ดอนแยง”
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ชุมชนบ้านดงมะปินหวาน เทศบาลตำบลศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการดงมะปินหวานกินอยู่รู้ค่า เพิ่มป่าในบ้าน ให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข”

   สำหรับกิจกรรมดูงานและอบรมด้านสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ มุ่งเน้นในการเพิ่มองค์ความรู้และความเข้าใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยคณะครู เยาวชน และตัวแทนจากชุมชน ผู้ชนะเลิศ ได้มีโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายพร้อมทั้งเปิดประสบการณ์ด้านแนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่

1. ฟอเรสท์ ออฟ โตโยต้า (Forest of Toyota)
วัตถุประสงค์การเข้าเยี่ยมชม :
   เพื่อเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติ และป่าอย่างสมดุล
ผ่านการเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ ภายในพื้นที่ป่าของโตโยต้า ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ด้าน
ป่าไม้ (Forestry Zone) การอนุรักษ์ (Conservation Zone) และการนำมาใช้ประโยชน์ (utilization zone)
2. โตโยต้า ไคคัง (Toyota Kaikan)
วัตถุประสงค์การเข้าเยี่ยมชม :
   เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของผู้ชนะกิจกรรม ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ปีที่ 12 แก่ตัวแทนจาก บริษัท
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์เปอเรชั่น ประเทศที่ญี่ปุ่น และร่วมชมนิทรรศการที่แสดงถึงนวัตกรรมในด้านต่างๆ ของโตโยต้า โดยเฉพาะวิวัฒนาการของรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. ชุมชนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมโตโยต้า (Toyota Ecoful Town)
วัตถุประสงค์การเข้าเยี่ยมชม :
   ศึกษาการจำลองรูปแบบการใช้ชีวิตแห่งอนาคตที่นำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระหว่าง คน รถและบ้าน เช่น ระบบขนส่งในเขตเมือง (Hamo Project) ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างสมดุลของการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและระบบขนส่งสาธารณะ โดยเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งอันจะช่วยลดจำนวนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ลดลงและช่วยลดปัญหารถติด และบ้านอัจฉริยะ (Toyota Smart House) ที่กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์มาแปรสภาพเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ในบ้าน โดยมีระบบควบคุมการใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ควบคุมการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ไม่จำเป็นและจัดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าก่อน-หลัง เพื่อก่อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
4. สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โก (Toyota Shirakawa-go Eco Institiute)  
วัตถุประสงค์การเข้าเยี่ยมชม :
   เพื่อเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ผ่านการเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ อาทิ การดูแลรักษาป่า การทดลองผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแรงดันน้ำ ผ่านการจำลองเครื่องยนต์ของรถยนต์พลังงานเซลล์เชื้อเพลิง ที่เป็นต้นแบบการผลิตรถมิไร (Mirai) และการเดินสำรวจป่าในตอนกลางคืน เพื่อตระหนักถึงการใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ป่าที่ปราศจากแสงไฟในตอนกลางคืน

   โตโยต้าคาดหวังว่าการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดประสบการณ์ให้คณะฯ ได้ศึกษางานด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศและนำความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้มาต่อยอดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนของตน เพื่อที่จะกลายเป็นต้นแบบในการจัดการสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ อันจะก่อให้เกิดเป็นเครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนทั่วประเทศ อันจะถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น “เมืองสีเขียว” อย่างแท้จริง

                                  “โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข”

 

CSR NEWS : ลามิน่า เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมตอบแทนแผ่นดินเกิด ลดโลกร้อนด้วยการติดฟิล์มให้โลกภายใต้โครงการ “รักษ์โลกกับลามิน่า” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ปลูกฟื้นฟูป่า 50 ไร่ ในพื้นที่สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

 


   บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า  ฟิล์มกลุ่มพิเศษลูมาร์ ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ จากสวีเดน ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องรถยนต์ เรือ อากาศยาน ไทรบอส จากอังกฤษ ผลิตภัณฑ์ลำโพงติดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ โซนิค ดีไซน์ จากญี่ปุ่น และฟิล์มนิรภัยติดกระจกด้านนอกรถ เบรย์ จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยนางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ นำทีมปลูกป่าเพิ่มเติม 50 ไร่ ในโครงการรักษ์โลกกับลามิน่าต่อเนื่องเป็นปีที่ 10


   ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธี  และได้รับความร่วมมือจากกรมป่าไม้ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกลุ่มกระทิงโทน คณะผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ผู้จำหน่ายรถยนต์กลุ่มลามิน่าฟิล์มแฟนเพจ ผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่า สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันปลูกป่าพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จำนวนทั้งสิ้น  50 ไร่  ณ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา



   โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ปีที่ 10 ติดฟิล์มให้โลก นับเป็นปีที่พิเศษสุด เนื่องจากแปลงปลูกป่าที่บริษัทฯ จัดเตรียมไว้ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการพัฒนาป่าไม้ทั้งหมด มาเป็นแปลงเพื่อการศึกษาวิจัยและสาธิตรูปแบบการปลูกป่าตามศาสตร์พระราชา   นับได้ว่าเป็นแปลงแรกในประเทศไทยที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้สู่การพัฒนาป่าไม้ไทย  ซึ่งการปลูกป่าแต่ละประเภทจะช่วยสร้างประโยชน์ที่แตกต่างกัน  ตามลักษณะภูมิสังคม


   โดยมีการแบ่งแปลงปลูกออกเป็น 11 รูปแบบ ตามแนวคิดหลัก ได้แก่ แปลงปลูกป่าในใจคน หญ้าแฝก ปลูกป่าบนที่สูง ยางนาราชาแห่งไม้ถวายราชาแห่งแผ่นดิน ปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง ปลูกป่าบนไหล่เขา ปลูกไม้โตเร็วเป็นพี่เลี้ยง ปลูกไม้หลายชั้นเรือนยอด การสร้างป่าเปียกเป็นแนวกันไฟ ฝายชะลอน้ำ และการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก

 

 

   โดยในแต่ละแปลงปลูกนั้นจะมีจุดสื่อความหมายให้ผู้ที่จะศึกษาได้รับความรู้และเข้าใจ เช่น ปลูกป่าในใจคน คือ การจะปลูกป่าได้ต้องปลูกป่าในใจคนก่อนให้คนเข้าใจในความสำคัญของป่าไม้ เพื่อลดการทำลาย แล้วร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ หรือหัวข้อที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง หมายถึง ปลูกป่าอย่างที่หนี่งเพื่อใช้สอย อย่างที่สองใช้กิน อย่างที่สามใช้ในทางเศรษฐกิจ ประโยชน์สี่อย่างคือ นอกจากใช้สอย ใช้กิน ใช้ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำนั่นเอง


   นอกจากนี้ยังได้มอบเงินเพื่อสนับสนุนการดูแลพื้นป่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอีก 2 ปี เพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ในโครงการให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป  ซึ่งการปลูกป่าในโครงการนี้มีอัตรารอดและเติบโตสูงถึง 95%พร้อมทั้งได้บริจาคอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในชุมชน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำเค็ม และโรงเรียนบ้านบุตะโก เพื่อสนับสนุนด้านกีฬาแก่เยาวชนในพื้นที่อีกด้วย

 


   นางสาวจันทร์นภาได้เปิดเผยถึงโครงการนี้ว่า “วัตถุประสงค์ของโครงการรักษ์โลกกับลามิน่าเพื่อฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมลดปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันเปรียบเสมือนการติดฟิล์มกรองแสงเพื่อช่วยลดความร้อนให้กับโลก โดยได้แนวคิดมาจากการติดฟิล์มเพื่อลดความความร้อนในรถยนต์และอาคารบ้านเรือน  ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายฟิล์มกรองแสงได้นำมาใช้ในการดำเนินโครงการนี้”
 

   นับตั้งแต่เริ่มโครงการแรกในปี พ.ศ.2551 จนถึงโครงการล่าสุดในปีนี้ รักษ์โลกกับลามิน่าได้คืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้ประเทศไทยไปแล้วกว่า 450 ไร่ นับเป็นต้นไม้กว่า 100,000 ต้น รวมถึงยังได้ขยายขอบเขตของโครงการเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า หรือแม้แต่การปลูกปะการังเพื่อช่วยฟื้นฟูทะเลไทยในโครงการที่ดำเนินการก่อนหน้านี้

 


   ทั้งนี้ โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในการรักษาสภาพทางนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน โดยลามิน่าริเริ่มโครงการนี้ด้วยความตั้งใจที่จะปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักสิ่งแวดล้อม เกิดความหวงแหนและเล็งเห็นความสำคัญของต้นไม้ที่มีต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของมนุษย์     


   “โครงการรักษ์โลกกับลามิน่าที่ได้ดำเนินงานมาถึงปีที่ 10 นี้ เกิดขึ้นได้จากความช่วยเหลือในทุกภาคส่วน ทั้งนี้บริษัทฯ ต้องขอขอบพระคุณกรมป่าไม้ พี่ๆ น้องๆ กลุ่มกระทิงโทน ครอบครัวลามิน่าฟิล์ม ทั้งศูนย์ตัวแทนจำหน่าย โชว์รูมรถยนต์ทั่วประเทศ กลุ่มลามิน่าฟิล์มแฟนเพจ และสื่อมวลชน รวมถึงผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่าทุกคน ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากการติดฟิล์มลามิน่า ได้นำมาร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสภาวะโลกร้อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง”  



   กรรมการผู้จัดการกล่าวสรุปว่า นอกเหนือจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลามิน่ามุ่งมั่นมาตลอดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 2 ทศวรรษคือ การเติบโตเคียงคู่สังคมไทย รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคมในภาพรวม ซึ่งบริษัทฯ ขอยืนยันที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างสังคมไทยต่อไป

 
 

Page 10 of 14

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )