Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

CSR NEWS

CSR NEWS : โตโยต้าประกาศผลรางวัลการประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest 2017 ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายสุรศักดิ์ สุทองวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายพีรศักดิ์ รัตนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 7 และ 8 และ นางสุภัชชา สุทธิพล รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมเป็นประธานในงานประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศ โครงการประกวดภาพวาดระบายสีรถยนต์ในฝัน “TOYOTA Dream Car Art Contest 2017” เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม 2560 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

   TOYOTA Dream Car Art Contest คือ โครงการประกวดภาพวาด และระบายสีระดับโลก ที่จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยมุ่งหวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นพลังแห่งอนาคตที่สำคัญยิ่ง ได้มีโอกาสแสดงออกถึงความฝันผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการโดยมีศิลปะเป็นสื่อกลาง ผ่านการวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “รถยนต์ในฝัน" พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่เกิดความสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาสและสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยให้พัฒนาก้าวไกลสู่เวทีระดับสากล

   นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 7 ที่เราได้จัดกิจกรรมโครงการประกวดภาพวาดระบายสีรถยนต์ในฝัน “TOYOTA Dream Car Art Contest 2017”  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากนักเรียนทั่วประเทศเป็นอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนผู้ส่งผลงานเข้าประกวดเพิ่มขึ้นเป็นลำดับถึงกว่า 80,000 ชิ้นงานทั่วประเทศ

   ในการนี้ โตโยต้ายังได้มุ่งเน้นที่จะยกระดับและเสริมสร้างทักษะของเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถด้านศิลปะให้กับนักเรียนและอาจารย์  กิจกรรมให้ความรู้พื้นฐานการวาดภาพภายใต้หัวข้อรถยนต์ในฝัน  รวมถึงร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าในการจัดกิจกรรมให้ความรู้กับนักเรียนในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ  ซึ่งจากกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการสร้างผลงานของนักเรียนที่ส่งเข้าประกวดได้อย่างมีคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะทางด้านศิลปะ วิธีการนำเสนอผลงาน และการผสมผสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยลงในผลงานได้อย่างโดดเด่นและสวยงาม”

ผลการประกวดภาพวาดระบายสีในโครงการ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2017”

รุ่นระดับอายุต่ำกว่า 8 ปี

- ยอดเยี่ยมอันดับ 1 : ด.ญ. ไรวินธ์ สิริลัพธ์ จากโรงเรียนปิยมิตรวิทยา จ.พะเยา

ในชื่อผลงาน The Face Dream Car

- ยอดเยี่ยมอันดับ 2 : ด.ญ. สรัณญา สมบัติพรม จากโรงเรียนเทศบาลแม่เมาะ จ.ลำปาง

ในชื่อผลงาน รถเจ้าเต่าสร้างท้องทะเล

- ยอดเยี่ยมอันดับ 3 : ด.ญ. แพรว พิบูลย์ จากโรงเรียนโสมาภา นวมินทร์ จ.กรุงเทพมหานคร

ในชื่อผลงาน รถรับเลี้ยงแมวจรจัด

รุ่นระดับอายุ 8 – 11 ปี

- ยอดเยี่ยมอันดับ 1 : ด.ญ. ภควรรณ ชาญประเสริฐกิจ จากโรงเรียนรังษีวิทยา จ.เชียงใหม่

ในชื่อผลงาน Gold Fish Family Car

- ยอดเยี่ยมอันดับ 2 : ด.ญ.ภัควรัญชญ์ แก้วขาว จากโรงเรียนบ้านห้วยไชงัว จ.หนองคาย

ในชื่อผลงาน รถนกกระจอกเทศ

- ยอดเยี่ยมอันดับ 3 : ด.ญ. ภัทรวดี หมายเขา จากโรงเรียนบางแคเหนือ จ.กรุงเทพมหานคร

ในชื่อผลงาน รถเอราวัณกำจัดเชื้อโรค

รุ่นระดับอายุ 12 – 15 ปี

- ยอดเยี่ยมอันดับ 1 : ด.ญ. เปรมมิกา มีพารา จากโรงเรียนบางแคเหนือ จ.กรุงเทพมหานคร

ในชื่อผลงาน รถนกเงือกพิทักษ์ชีพ

- ยอดเยี่ยมอันดับ 2 : ด.ญ. ไอริณ เหลืองอ่อน จากโรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยา จ.ชลบุรี

ในชื่อผลงาน รถนาคีสไลเดอร์

- ยอดเยี่ยมอันดับ 3 : ด.ช. ทินกร ทินกระโทก จากโรงเรียนบ้านท่าตะแบก จ.นครราชสีมา

ในชื่อผลงาน SLIM CAR

   ผู้ชนะเลิศรางวัลอันดับ 1 ในแต่ละรุ่นอายุ จะได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่โครงการฯ และเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ผู้ชนะการประกวดระดับประเทศ ทั้ง 9 คนจะได้รับทุนการศึกษาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมประกาศนียบัตรที่รับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ทั้งยังได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประกวดกับผลงานจากนานาชาติ ในเวที Toyota Dream Car Art Contest ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะประกาศผลและมีพิธีมอบรางวัลในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560

   นายพีรศักดิ์ กล่าวว่า “ปีนี้ นับเป็นการก้าวสู่ปีที่ 7 สำหรับกิจกรรมดีๆ เพื่อเยาวชน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและผลักดันศักยภาพและจินตนาการของเยาวชนไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีระดับโลก ทั้งยังเชื่อมั่นว่า ตัวแทนเยาวชนไทยทั้ง 9 คน จะสามารถคว้ารางวัลบนเวทีระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นได้อีกอย่างแน่นอน”

   นางสุภัชชา กล่าวว่า “สำหรับในปีนี้ ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการดีๆ เช่นนี้ อีกทั้งร่วมประชาสัมพันธ์โครงการฯพร้อมทั้งกระจายข่าวสาร ไปยังหน่วยงานที่ดูแลการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อเชิญชวนเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้อีกด้วย”

   นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เยาวชนไทยจากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัล Dream Car Art Contest ในเวทีประกวดระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นมาได้โดยตลอด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้วตัวแทนจากประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียง คว้าเหรียญรางวัลมาได้มากที่สุดถึง 7 รางวัล จากจำนวน 20 ประเภทรางวัล ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมดกว่า 85,000  ผลงาน จาก 81 ประเทศทั่วโลก นับเป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้า ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เยาวชนไทยที่มีความสามารถได้ก้าวสู่เวทีระดับสากล”  

   “สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ผลงานของเยาวชนไทย ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลในการประกวดระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งความสุขที่ โตโยต้า ขอมอบให้กับสังคมไทย” นายสุรศักดิ์ กล่าวในที่สุด

   ติดตามข่าวสารข้อมูลและร่วมลุ้นผลงานของเยาวไทยในระดับโลก facebook: DreamCarArtContest  หรือ www.dreamcarthailand.com

 

CSR NEWS : ตามรอย 6 นวัตกรน้อยผู้ชนะ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คิดส์” จากไทย บินลัดฟ้าโชว์ไอเดียกระหึ่มโลก พร้อมบุกอาณาจักรฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

 

 

 

 

   ปลื้มจนยิ้มแก้มปริกันทั้ง 6 นวัตกรน้อยจากประเทศไทย น้องมีมี่ น้องคิดิน น้องล๊อตโต น้องชาช่า น้องโดนัท และน้องอู่อู๋ ผู้ชนะในโครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2016” ภายใต้แนวคิด คิด(ส์) กระหึ่มโลก โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่กลับจากการเหินฟ้าไปหาไอเดียดีๆ จากค่ายเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คิดส์" ร่วมกับ 6 ตัวแทน นวัตกรน้อยจากประเทศญี่ปุ่น ณ อาณาจักรฮอนด้า ทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะได้ชื่นชมวิวัฒนาการ นวัตกรรรมที่สำคัญต่าง ๆ ของฮอนด้า ได้สำรวจธรรมชาติและบ้านนกหลากหลายดีไซน์แปลกตาภายในป่าเฮลโล วูดส์แล้ว ยังได้กระทบไหล่กับ “อาซิโม” หุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์ที่สุด ขวัญใจของเด็กๆ ทั่วโลกอีกด้วย

   ก่อนที่จะไปดูว่าภายในอาณาจักรฮอนด้า ที่สร้างสรรค์รถยนต์ดีๆ ให้กับทุกคนทั่วโลกเป็นยังไง เรามาทำความรู้จักกับผลงานของน้อง ๆ ตัวแทนจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นที่ได้ไปร่วมเข้าค่ายในครั้งนี้กัน

   น้องมีมี่ หรือ ด.ญ. ศุภสุตา  สามัตถิยดีกุล ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม เจ้าของรางวัลชนะเลิศ โล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่นำไอเดียสิ่งประดิษฐ์ “ปืนลงทะเบียนต้นไม้”มาแบ่งปันให้เพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น พร้อมบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยวิธีการทำงานของปืนนี้จะใช้กระสุนฝังชิพเพื่อยิงเข้าไปในต้นไม้ในเขตอนุรักษ์ โดยจะใช้กระสุน 2 นัด นัดแรกเพื่อตรวจสอบอายุ ความสมบูรณ์ส่วนอีกนัดหนึ่งเพื่อฝังรหัสต้นไม้ เก็บไว้เป็นข้อมูลสถิติที่กรมป่าไม้ อีกทั้งยังตรวจสอบด้วยว่าต้นไม้ต้นนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนหรือไม่ เพื่อตรวจสอบการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

   “วันนี้ดีใจมากค่ะที่ได้มาเจอกับเพื่อนใหม่ แล้วก็ได้มาทำกิจกรรมหลายๆ อย่างด้วยกัน ที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเด็กๆ มาก มีที่ให้เด็กได้ลองเรียนขับขี่ ใช้ถนนอย่างปลอดภัยด้วยค่ะ การเรียนขับรถตั้งแต่เด็กก็เหมือนการเรียนมารยาท แล้วพอเด็กโตไปก็จะกลายเป็นคนที่มีมารยาทค่ะ ขอขอบคุณฮอนด้ามากๆ ที่พามาเปิดประสบการณ์ที่นี่ค่ะ ที่ชอบสุดๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ อาซิโม ฉลาดและเก่งมากๆ เลยค่ะ”

   ด้านเยาวชนญี่ปุ่นผู้ชนะเลิศจากโครงการฯ ด.ญ. รินโกะ โคดามะ ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการคิดผลงาน "แฮรี่ เม่นจิ๋ว ไม่กลัวหรอก!" ว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัว ทั้งความมืด และเสียงดัง เวลามีฟ้าร้อง แผ่นดินไหว หรือแม้กระทั่งเวลาต้องไปห้องน้ำคนเดียวก็จะกลัวจึงคิดประดิษฐ์เม่นน้อยชื่อแฮรี่ ที่จะคอยเป็นเพื่อนเวลาที่เราเกิดความกลัว จมูกของเม่นจะส่องแสง และเมื่อมันจับความกลัวของเราได้ หนามของเม่นจิ๋วจะแตกตัวออกกลายเป็นดวงดาวเพื่อให้แสงสว่างและปลอบใจเรา" 

   มร.มิสึอากิ มิยาซากิ ผู้จัดการ สำนักกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรม บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า "ค่ายเยาวชนฮอนด้า ซูเปอร์ไอเดีย คิดส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพี่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมีโอกาสพัฒนาให้เป็นจริงต่อไปในอนาคตได้มากขึ้นกว่าเดิม ฮอนด้าเชื่อในพลังแห่งความฝัน ดังเช่นจุดเริ่มต้นของพวกเราทั้งหมดที่นี่ก็ล้วนแล้วแต่มาจากความฝันของชายที่ชื่อว่า มร.โซอิจิโร่ ฮอนด้า เราจึงต้องการให้พวกเขามีพัฒนาการทางความคิดและเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคมในที่สุด เพราะการพัฒนาความคิดจะส่งผลดีต่อทั้งประเทศและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ก็จะมีผลต่อการเรียนรู้ของเขา ซึ่งต่อไปในอนาคตความคิดเหล่านี้ก็สามารถนำไปต่อยอดได้อย่างแน่นอน”

   สำหรับค่ายเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คิดส์ ได้จัดขึ้นภายใน อาณาจักรฮอนด้า ทวินริงโมเตกิ ณ เมืองโมเตกิ ในมณฑลโตชิกิ บนเทือกเขาฮักโกะ ด้วยพื้นที่ยิ่งใหญ่รวมถึง 640 เฮกเตอร์ (4,000 ไร่)  ซึ่งทวินริง หมายถึงสนามแข่งรถ 2 สนามนั่นก็คือ Super Speedway สนามแข่งรถวงรีสไตล์อเมริกัน และ Road Course สนามแข่งสไตล์ยุโรป ซึ่งยังได้ใช้เป็นสนามแข่งขันรถยนต์ระดับโลกอย่าง Moto GP ซูเปอร์ฟอร์มูล่า (Super Formula) ซูเปอร์จีที (Super GT) เอ็มเอฟเจ ซูเปอร์ไบค์ (MFJ Superbike) มอเตอร์ไซค์ไต่เขาชิงแชมป์โลก (Trial World Championship)

   โดยกิจกรรมที่เหล่านวัตกรตัวน้อยทั้ง 12 คนได้สัมผัสเป็นอย่างแรกได้แก่ การเรียนรู้วิธีการขับขี่ปลอดภัยบนสนามทดสอบกับรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้ารุ่นจิ๋ว โดยมีครูฝึกขับขี่ปลอดภัยชาวญี่ปุ่นคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

   ต่อจากนั้นก็ไปเยี่ยมชม Honda Collection สถานที่ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมยนตรกรรมของฮอนด้าทุกชิ้นกว่า    60 ปี ที่ภายในมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ของฮอนด้ากว่า 300 คัน ตั้งแต่ยุคแรกๆ ในประวัติศาสตร์ของฮอนด้าไปจนถึงยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งรถยนต์ไฮบริด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถ Fuel Cell (FCX)  รวมไปถึงรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถแข่งต่าง ๆ มากมายและน้องๆ ยังได้พบกับ “อาซิโม” หรือ ASIMO (Advanced Step in Innovative Mobility) หุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์ที่สุดในโลกของบริษัทฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นในปี 2543 และได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านต่างๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้มีความเหมือนมนุษย์มากที่สุด จนทำให้อาซิโมรุ่นปัจจุบัน สามารถออกท่าทางต่างๆ ได้มากมาย สามารถเดินและวิ่งได้อย่างอิสระและหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ ขึ้นบันได หรือเต้นรำท่าต่างๆ รับรู้ลักษณะกิริยาท่าทางของมนุษย์ สามารถจดจำใบหน้าและเรียกชื่อของคนได้มากกว่า 200 คน และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย

   และนอกจากการสัมผัสโลกแห่งความเร็วและเทคโนโลยีล้ำสมัยแล้ว เหล่านวัตกรน้อยยังได้เรียนรู้กับธรรมชาติในบริเวณ ป่าเฮลโล วูดส์ ภายในอาณาจักรฮอนด้า ที่ได้รับการฟื้นฟูดูแลโดยเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าของฮอนด้า พื้นที่ทั้งหมดเป็นป่าต้นสนและโอ๊ค โดยทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยภายในบริเวณป่าเฮลโล วูดส์นี้จะเป็นการอยู่ด้วยกันอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าที่มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงนกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในบ้านนกที่ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรฮอนด้า ซึ่งมาร่วมออกแบบบ้านนกที่มีความโดดเด่น สร้างสรรค์ สวยงาม ทั้งยังเหมาะกับประเภทและขนาดของนกแต่ละชนิดด้วย โดยบ้านนกเหล่านี้เป็นงานที่ทำขึ้นจากเศษไม้ที่เหลือใช้จากในป่า เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงคุณค่าของป่าและเข้าใจในการดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิตและธรรมชาติในโลกแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำหน้านี้

กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น รอบกองไฟ

เดินสำรวจธรรมชาติภายในบริเวณป่าเฮลโล วูดส์

กิจกรรมและเปลี่ยนวัฒนธรรมการจากประดิษฐ์โดยใช้วัสดุที่ได้จากป่าเฮลโล วูดส์

บ้านนกหลากหลายดีไซน์ในป่าเฮลโล วูดส์

   ทั้งนี้สนามแข่งทวิน ริง โมเตกิ ถูกสร้างขึ้นให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นป่าโปร่ง และเทือกเขาเป็นสนามทดสอบรถยนต์ที่คำนึงถึงเทคโนโลยีในการผลิต รวมทั้งสามารถตอบโจทย์การรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดหลักของการสร้างสนามแข่ง พื้นที่ทุกตารางนิ้วของที่นี่ต้องคำนึงถึงการรักษาธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยผืนป่ารายรอบและการรักษาระบบน้ำตามธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด ด้วยการพยายามเพิ่มปริมาณป่าและต้นไม้ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ภายในทวิน ริง โมเตกิ ยังมีโรงแรมระดับ 5 ดาว 135 ห้อง และสถานที่กิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้ง “ฮอนด้า คอลเลกชั่น ฮอลล์” (Honda Collection Hall) สถานที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นหลากหลายจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของฮอนด้า “ป่าเฮลโล วูดส์” (Hello Woods) ป่าลูกโอ๊คและนัทหลากชนิด แหล่งพักพิงของสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่าง ๆ อยู่ร่วมกันตามระบบนิเวศ และ “ศูนย์ฝึกการขับขี่ปลอดภัย” (Active Safety Training Park) ที่สามารถสัมผัสสถานการณ์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจริงบนท้องถนน ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขณะสนุกสนานไปกับการขับขี่และบังคับรถ

เกี่ยวกับโครงการ ฮอนด้า ซูเปอร์ไอเดีย คอนเทสต์

   โครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ไอเดีย คอนเทสต์” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2548 มีต้นกำเนิดจากโครงการ ฮอนด้า คิดส์ไอเดีย คอนเทสต์ ของบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ รักความท้าทาย กล้าที่จะทำความฝันให้เป็นจริง โดยเปิดรับไอเดียสิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคตที่สนุก สร้างสรรค์ และมีประโยชน์ต่อสังคมของเยาวชนระดับประถมศึกษาจาก
ทั่วประเทศ ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลทัศนศึกษาประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันฮอนด้าได้ดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12

 

CSR NEWS : “ฮอนด้า” ร่วมกับ “ช่อง 7 สี” เปิด ลานสุขภาพชุมชน สนับสนุนโดยการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2017 เป็นแห่งที่ 4 ในจังหวัดปทุมธานี

 

 

 

 

 

 

 

   เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และนายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 พร้อมนักแสดงช่อง 7 สี ร่วมพิธีเปิดเพื่อส่งมอบ “ลานสุขภาพชุมชน สนับสนุนโดย การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ  ไทยแลนด์ 2017” ให้กับชุมชน ต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

   เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนได้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมสันทนาการ หรือเพื่อการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังได้มอบอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์การเรียนการสอน ให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดเชิงท่าอีกด้วย โดยมีนางรัตนาภรณ์ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเชิงท่า เป็นผู้แทนรับมอบ ทั้งนี้ ลานสุขภาพชุมชนแห่งนี้ นับเป็นแห่งที่ 4 ที่ทางฮอนด้าและช่อง 7 ได้ส่งมอบให้กับชุมชน เพื่อเป็นการตอบแทนสังคม โดยเมื่อปีที่แล้ว ได้ส่งมอบลานสุขภาพชุมชนไป 3 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี และปราจีนบุรี

 
 

CSR NEWS : "ฮอนด้า" จัดอบรมขับขี่ปลอดภัยเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ สร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   นายณัฏฐ์ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ พล.ต.ต. พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 เปิดการอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ภารกิจถวายความปลอดภัย และรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมทักษะเชิงเทคนิคในการควบคุมรถยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ

   เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ ความสามารถด้านการขับรถยนต์ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ของกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในการปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ (ถนนรามคำแหง) เมื่อเร็วๆ นี้

 

CSR NEWS : โครงการ สาทรโมเดล ขยายสู่กรุงเทพมหานคร ผลการดำเนินโครงการและแผนที่นำทาง สู่การแก้ไขปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

 

   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย พลตำรวจโท วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นาย สุธน อาณากุล ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชิน อาโอยามะ เจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโตโยต้า  โมบิลิตี และนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานร่วมคณะกรรมการโครงการคมนาคมอย่างยั่งยืน 2.0 กรุงเทพมหานคร และประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวในงาน โครงการสาทรโมเดลขยายสู่กรุงเทพมหานคร”  เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560 ณ ห้อง 2001 ชั้นที่ 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“สาทร โมเดล”  เพื่อการแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

   โครงการสาทรโมเดล ริเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2557 โดยสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับภาคเอกชน และได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน เพื่อบรรเทาการจราจรที่ติดขัดบนถนนสาทร

   เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 โครงการได้มีการศึกษาทดลองดำเนินงาน โดยใช้มาตรการแก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบบนถนนสาทรและบริเวณโดยรอบ เช่น การริเริ่มรถบัสรับส่ง (Shuttle Bus) ที่โรงเรียนกรุงเทพ        คริสเตียนวิทยาลัย รวมถึงมาตรการจอดแล้วจร (Park & Ride) พื้นที่จอดรถที่เชื่อมระบบขนส่งสาธารณะ และมาตรการควบคุมจัดการจราจร (Traffic Flow Management) บนถนนสาทร โดยได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในการวางพื้นฐานบริการคมนาคม ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้สัญจรบนท้องถนน

   ต่อมาในเดือนเมษายน 2558 มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี ได้สนับสนุนเงินทุนจำนวนประมาณ 110 ล้านบาทให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินโครงการสาทรโมเดลให้มีขอบเขตการทำงานที่มากขึ้น  โดยมุ่งยกระดับการดำเนินการทดลอง รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยกันในโครงการนี้

   เป็นครั้งแรกที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาจราจร แบบบูรณาการ ทำให้โครงการมีความคืบหน้าไปเป็นอย่างมาก โดยมีการกำหนดมาตรการในบริเวณถนนสาทร ซึ่งผลจากโครงการต้นแบบ พร้อมที่จะนำขยายสู่พื้นที่อื่นซึ่งเพิ่มความสุขในการเดินทางและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

  • มาตรการจอดแล้วจร : เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสู่ถนนสาทร

   โครงการจอดแล้วจร (Park & Ride) มาตรการเพิ่มทางเลือกสำหรับการเดินทางของประชาชนเข้าสู่พื้นที่ถนนสาทร จากความร่วมมือของสมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมห้างสรรพสินค้าไทยและบริษัท นิปปอน ปาร์คกิ้ง ดีเวลลอบเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แบ่งปันพื้นที่จอดรถ รวมถึงได้พัฒนาพื้นที่จอดรถขึ้นมาใหม่ ในทำเลที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ 504 คน โดยเฉพาะจำนวนของผู้ใช้จุดจอดแล้วจรกรุงธนบุรีเฉลี่ย  280 คน ต่อวัน

   สำหรับความเป็นไปได้ในการพัฒนาจุดจอดแล้วจรในอนาคต ทางโครงการเสนอให้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดหาที่ดินสำหรับจัดทำจุดจอดแล้วจรในบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่จะเปิดในอนาคต โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนก่อสร้างและดำเนินการจุดจอดแล้วจรในที่ดินของรัฐ และได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ นอกจากนี้ รัฐควรมีหน่วยงานเจ้าภาพที่สามารถทำหน้าที่การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นให้ให้มีจุดจอดแล้วจรเพียงพอโดยดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจอื่นในบริเวณเดียวกันด้วยเพื่อสร้างรายได้และช่วยลดภาระทางการเงินที่ต้องใช้ดำเนินการจุดจอดแล้วจร

  • มาตรการรถรับส่ง : เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลบริเวณถนนสาทร

   ในโครงการฯได้พัฒนาการให้บริการรถโรงเรียน ( School Bus ) ที่มีความปลอดภัยสูงในรูปแบบ สถานีถึงโรงเรียน (Station to School) ทั้ง 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยผู้ปกครองมาส่งบุตรหลานตามจุดจอดที่กำหนดไว้ แล้วเดินทางต่อสู่โรงเรียนด้วยรถรับส่งที่โครงการจัดไว้ เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียน ประหยัดเวลาในการรับส่งบุตรหลาน อีกทั้งยังเป็นการฝึกเยาวชนให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองในการเดินทางมาโรงเรียน

   โครงการใช้รถร่วมกัน (ทางเดียวกันมาด้วยกัน) หรือ ACP Car Sharing ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ผู้ปกครองที่ปกติใช้รถยนต์ส่วนตัวในการมารับส่งบุตรหลาน เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ร่วมกันเดินทางมาโรงเรียน  โดยโครงการได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ปกครองและคณะผู้บริหารโรงเรียน โดยได้มีการสำรวจข้อมูลที่อยู่อาศัย จัดกลุ่มนักเรียนที่อาศัยอยู่ใกล้กันหรือในแนวเส้นทางเดียวกัน  และสร้างกลุ่มทางสังคมในการประชาสัมพันธ์และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เพื่อนนักเรียนและผู้ปกครองอื่นๆ

   ทั้งสองมาตรการเป็นการช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่มุ่งหน้าสู่โรงเรียนในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยมีจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมในโครงการทั้งสิ้น 117 คน สำหรับนักเรียนที่ใช้บริการรถโรงเรียนสามารถประหยัดเวลาการเดินทางของผู้ปกครองได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับการขับรถยนต์มาส่งถึงหน้าโรงเรียนในตอนเช้า ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรได้ ปัจจุบันทั้งสองโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนที่ใช้บริการรับส่งจากบ้านถึงโรงเรียนซึ่งบริหารงานโดยทางโรงเรียนเอง จำนวน 665 คนจากโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และ 801 คน จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

  • มาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน : เพื่อกระจายปริมาณรถยนต์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

   มาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน (Flexible Working Time) เพื่อกระจายปริมาณรถยนต์ที่เข้าสู่พื้นที่ถนนสาทรในชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยความร่วมมือของบริษัทเอกชนที่มีสำนักงานในบริเวณถนนสาทร และสีลม โดยใช้ข้อมูลการเดินทางของพนักงานที่ได้จาก Linkflow Application เพื่อใช้ออกแบบวางแนวทางการใช้มาตรการเหลื่อมเวลาทำงานใน  แต่ละบริษัทที่เข้าร่วม ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อพนักงานคือ สามารถวางแผนการเดินทางเพื่อเข้าทำงานหรือเลิกงานได้เหมาะสม มีส่วนช่วยลดความแออัดบนท้องถนนลงได้ โดยมีพนักงานที่เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 4,300 คน จาก 12 บริษัท

  • มาตรการบริหารจัดการจราจร

1. สนับสนุนให้มีการทำแผนแม่บทการจอดแล้วจรและนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับการขยายแนวเส้นทางระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพเป็นจุดจอดรถ การลดอุปสรรคด้านข้อกฎหมายในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ รวมถึงการสร้างรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมจากการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐฯและเอกชน เพื่อให้ผู้เดินทางเปลี่ยนมาใช้การจอดแล้วจรอย่างมากขึ้นและแพร่หลาย

2. ปริมาณการจราจรที่มากช่วงเวลาเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนใหญ่ที่ผู้ปกครองใช้รถยนต์ส่วนตัวรับส่งบุตรหลาน สภาพปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียนจึงแตกต่างกันไปตามลักษณะการเดินทางของเด็กนักเรียน จึงจำเป็นต้องวางแนวทางที่เหมาะสมแต่ละโรงเรียน โดยเริ่มจากการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักเรียนและผู้ปกครอง วิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกในการเดินทาง  เช่นโครงการรถรับส่ง หรือโครงการใช้รถร่วมกัน จากนั้นกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครอง และประชาสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มผู้มีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกอันดีงามแก่เยาวชน ทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนและเข้าร่วมอย่างจริงจังจากผู้บริหารโรงเรียน อันจะเป็นการช่วยลดปริมาณรถยนต์ในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างมีนัยสำคัญ

3. ส่งเสริมให้มีการจัดทำข้อตกลงโดยสมัครใจร่วมกันระหว่างภาครัฐฯและองค์กรหรือสมาคมธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทสมาชิกแต่ละบริษัท นำมาตรการเหลื่อมเวลาทำงานไปประยุกต์ใช้กับพนักงานอย่างทั่วถึง รวมถึงการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางแก่พนักงาน

4. แนวทางสำหรับการบริหารจัดการจราจร ได้แก่
4.1 ขยายมาตรการต่างๆ เพื่อลดคอขวดบนท้องถนน ไปยังถนนสายหลักอื่นๆ พระรามสี่ เจริญกรุง    
      สุขุมวิท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอื่นๆ
4.2 สนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับปรุงการบริหารสัญญาณไฟจราจร ด้วยมาตรฐานการ
      ปฏิบัติงานซึ่งได้จากการรวบรวมองค์ความรู้และเทคนิควิธีการที่เหมาะสม
4.3 การผสานความร่วมมือภาครัฐฯ-เอกชน (PPP) ในการวางแผนและใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัด
      ปริมาณจราจร (เซ็นเซอร์)
4.4 จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมวิศวกรรมจราจร เพื่อสนับสนุนงานแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร

   จากการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก เมื่อวันที่ 9 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2560 โดยมี  นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินการของโครงการคมนาคมอย่างยั่งยืน 2.0 (Sustainable Mobility Project 2.0) สาทรโมเดล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชน สถานศึกษา ภาคเอกชน และภาครัฐ ทำให้เกิดกระบวนการทำงานร่วมกันผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่สามารถลดความแออัดของพื้นที่ โดยรอบถนนสาทรได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการของแผนที่นำทางการขยายมาตรการที่ได้ดำเนินการในสาทรโมเดลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ (Roadmap) ไปสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การจัดการจราจร และการบริหารความต้องการการเดินทาง เพื่อขยายมาตรการที่ได้ดำเนินการในสาทรโมเดลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในการจัดตั้งองค์การด้านการสัญจรอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility Institute : SMI) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนและดำเนินการตามแนวทางการขนส่งที่ยั่งยืนเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ขยายความสุขในการเดินทาง จากสาทร สู่กรุงเทพฯ“

 
 

Page 14 of 17

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )