Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ “Yaris G+” และ “ATIV S+” ความคุ้มค่าที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ

Tuesday, 16 October 2018 16:45

 

 

 

 

 

 

 

 

    นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยมของคนไทย โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมmujกสดหกสด กับรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในตกแต่งให้ดูพรีเมียม สวยสะดุดตา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบตอบรับกับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถอีโคคาร์แฮทช์แบ็ค โตโยต้ายาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2ลิตร ในเดือนตุลาคมปี 2556เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทยและในเดือน สิงหาคมปี 2560ได้เปิดตัวรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกกับโตโยต้ายาริส เอทีฟ ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น กว้างขวางสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกในทุกการขับขี่    และยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ  5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)* ทำให้ครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยดีตลอดมา โดยรถอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สร้างยอดขายสะสมรวมมากกว่า 50,000* คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2561 เป็นต้นมาถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ของรถอีโคคาร์ในตลาดเมืองไทยและเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร โตโยต้าได้แนะนำ 2 รุ่นใหม่ คือ โตโยต้า ยาริส จีพลัส(Yaris G+)  ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+)ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในสปอร์ต หรูหรา ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น  ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

โตโยต้ายาริส จีพลัส(Yaris G+)...สะดวกสบายสูงสุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

vใหม่...อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          เครื่องเสียงพร้อมDVD หน้าจอสัมผัส 7นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI และMicro     SDCard...ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบ

-          ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน...เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

-          กล้องมองหลัง ในขณะถอยรถ...ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

vภายนอก...เปลี่ยนให้ดูคมเข้ม ดุดัน

-          กระจังหน้าสีดำเงา...เพิ่มความคมเข้ม ทันสมัย

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตที่ทันสมัย

vภายใน...ปรับให้ดูสปอร์ต หรูหรา

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สะดุดตา หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          พวงมาลัยหุ้มหนัง...เติมเต็มความหรูหรา

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

โตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส(Yaris ATIV S+)...รูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในดูพรีเมียม หรูหรา

vภายนอก...ปรับให้สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นกว่าที่เคยสัมผัส

-          กระจังหน้าสีดำเงา ด้านล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง...เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกสีดำเงา...ความโฉบเฉี่ยว โดดเด่น    พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นที่ทันสมัย

vภายในล้ำสมัย ให้ความหรูหราอย่างมีสไตล์

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สปอร์ต  หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 473 แห่งทั่วประเทศ

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand                                               

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

Friday, 05 October 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด ประเทศไทยเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เผยโฉม “ฟอร์ด มัสแตง” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รถสปอร์ตแห่งตำนาน ที่มาพร้อมดีไซน์ปราดเปรียว เครื่องยนต์อันทรงพลังและระบบกันสะเทือนที่เหนือกว่า ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ชาวไทยที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแห่งตำนานรุ่นนี้

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท และ ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท พร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นจะเป็นแบบหลังลาด (Fastback) นอกจากรูปทรงภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว ฟอร์ด มัสแตง ยังมาพร้อมดีไซน์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไฟ LED ที่เหนือชั้น สีภายนอกที่มีให้เลือกมากถึง 4 สี และล้ออัลลอยแบบใหม่

   เครื่องยนต์ของฟอร์ด มัสแตง คือ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ที่พร้อมมอบขุมพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่จากฟอร์ด จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น

   ด้วยการปรับแต่งเครื่องให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ ฟอร์ด มัสแตง มอบความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ (Drive Modes) มากมาย รวมถึงโหมดใหม่ My Mode ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ ระหว่างขับขี่ในโหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามดึก

   เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะในฟอร์ด มัสแตง รวมไปถึง มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งช่วยมอบความเพลิดเพลินให้กับการขับขี่ยิ่งขึ้น ภายในตัวห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัยด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มสบายมือ พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว เพื่อประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นและความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสาร

   “ฟอร์ดมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง รถแห่งตำนาน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “มีรถเพียงไม่กี่รุ่นบนท้องถนน ที่มีตำนานอันยาวนาน และมีสไตล์และสมรรถนะ ที่โดดเด่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้เท่ากับฟอร์ด มัสแตง”

ฟอร์ด มัสแตง ที่ไม่เหมือนใคร

   รูปลักษณ์ภายนอกของฟอร์ด มัสแตง นั้นปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม โดยยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน ฝากระโปรงหน้าได้รับการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง ส่งผลให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ดูดุดัน โฉบเฉี่ยว และยังเหมาะกับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   วิศวกรของฟอร์ดยังปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้า เพื่อเพิ่มแรงกด ในช่วงหน้าของตัวรถให้สามารถยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์

   กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง ในขณะที่ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

   ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด มัสแตง ทุกคัน จะมาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบน

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ออเรนจ์ ฟิวรี่ เมทัลลิค ไตร-โค้ท (Orange Fury Metallic Tri-Coat) สีดำชาโดว์ แบล็ค เมทัลลิค (Shadow Black Metallic)สีแดง เรซ เรด (Race Red)และ สีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด มัสแตง ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอะลูมิเนี่ยม

   มื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่ามัสแตงขณะพัก

สุดยอดสมรรถนะ

   สมรรถนะที่น่าตื่นตาและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ คือ ดีเอ็นเอของฟอร์ด มัสแตง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่เปิดตัวมัสแตงรุ่นแรกในปี 2507 ทั้งขุมพลังใหม่ แชสซีและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เพลิดเพลินที่สุดเท่าที่เคยมีมา

   เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ของฟอร์ด ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่อง red line ที่สูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) จึงมอบพลังสูงสุดถึง  460 แรงม้า และแรงบิด 556 นิวตันเมตร อีกทั้งยังเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบเครื่องต่ำ เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดของฟอร์ด ยังสามารถมอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้สูงถึง7.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัม/กิโลเมตร

   นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเกียร์ อัตโนมัติ 10 สปีด จะมอบขุมพลัง 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น Overboost ยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศจากเทอร์โบทุกครั้งที่ เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สนุกสนานกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วดั่งใจในทุกการเร่งเครื่อง

   ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านการทดสอบมากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร สามารถมอบประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่เหนือกว่าด้วยแรงเสียดทานต่ำ ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกสนานกับการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   ระบบควบคุมอิเล็คทรอนิคของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ช่วยให้สามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขับชมวิวริมทะเล หรือการขับรถในสนามแข่ง และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์ช่วยให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้ทุกจังหวะ

   “โดยปกติอัตราเร่งที่ช้าลงเพราะมันจะเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนเกียร์”มร. แมธเธียส ทอนน์ หัวหน้าวิศวกร มัสแตง ฟอร์ด ยุโรป กล่าว “ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่ ของมัสแตง ช่วยให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ เพื่อการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าและการขับขี่อย่างนุ่มนวลไม่ติดขัด”

   ระบบ Electronic Line Lock ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย และพร้อมกับการแข่งทางตรง (drag strip)ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack

   วิศวกรของฟอร์ดได้ทำการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ด มัสแตง ไปอีกขั้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โช้คอัพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้งที่สามารถนำไปสู่การบิดของตัวถังได้ เหล็กกันโคลงที่หนาขึ้นยังช่วยลดอาการโคลง (body-roll) และช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย  Active Valve Performance Exhaustให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ โดยมี 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) คือ:

·       โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง

·       โหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ

   เทคโนโลยีปรับระดับความดังท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับความดังเสียงของท่อไอเสียได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมี Quiet Mode โหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านสามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะตอนที่สตาร์ทเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร อันทรงพลังในตอนเช้าตรู่

เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

   ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อีกมากมาย เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง ซึ่งทำการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System)

   แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว จะแสดงข้อมูลที่เหมาะสมกับโหมดขับขี่แต่ละโหมด คล้ายกับที่มีในรถซุปเปอร์คาร์ อย่างรถฟอร์ด จีที เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกการขับขี่ โดยการแสดงผลจะเปลี่ยนตามโหมดขับขี่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เมื่อใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับขี่ยังจะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนหน้าจอ 12 นิ้วอีกด้วย

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศด้วยการสั่งงานด้วยเสียงและการสั่งงานด้วยการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC 3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto™

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   ฟอร์ด มัสแตงพร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

   สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2686-5899(กรุงเทพฯ) และต่างจังหวัดโทรฟรีที่ 1-800-225-449หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศ ที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด

Friday, 28 September 2018 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัดเปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะ  The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่   อันโดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอในสามรุ่นย่อย ได้แก่ The C 220 d Avantgardeราคา 2,349,000บาท The C 220 d Exclusiveราคา 2,690,000 บาท และ The C 220 d AMG Dynamic    ราคา 2,890,000 บาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่าย   เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง32แห่งทั่วประเทศ

   มร .ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้         กลยุทธ์ “เดอะ เบสท์”(THE BEST) เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเสนอ  “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งจากความสำเร็จและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคตลอดระยะเวลา 4ปีที่ผ่านมาของ The new C-Classเจนเนอเรชั่นปัจจุบัน ทำให้ในปี 2560 ที่ผ่านมา The C-Class แบบซาลูนและเอสเตทมียอดขายทั่วโลกรวมกันสูงถึงกว่า 415,000 คัน  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรุ่นย่อยที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกสรร ซึ่งรวมถึงรถยนต์แบบสปอร์ตคูเป้ และคาบริโอเลต์  สองประตูที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2558 และ 2559 ตามลำดับด้วย”

   “รถยนต์ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ผลิตในปีนี้ ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน โดยจะเน้นที่รูปลักษณ์ด้านหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ The C-Class รุ่นนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Classเพื่อยกระดับความปลอดภัยเชิงรุกของรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมความสามารถในการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ในบางสถานการณ์อีกด้วย โดยการเปิดตัว The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศในวันนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น The C 220 d ทั้งหมด 3รุ่นย่อยด้วยกัน คือ รุ่นที่นำมาจัดแสดงในงานวันนี้  The C 220 d Avantgardeและ The C 220 d AMG Dynamic รวมถึงรุ่นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ อย่างรุ่น The C 220 d Exclusive อีกด้วย”มร. ฟรังค์        กล่าวเพิ่มเติม

The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศ

   The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ปรับโฉมใหม่ เป็นการผสมผสานคุณสมบัติอัจฉริยะ และความเร้าใจเข้าด้วยกัน ซึ่งรูปลักษณ์ใหม่นี้ มีความโดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอกของรุ่น         The C 220 d Avantgardeจะใช้กระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม พร้อมตราสัญลักษณ์            เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว

   รุ่น The C 220 d Exclusive         จะเป็นกระจังหน้าแบบคลาสสิค พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์อยู่เหนือฝากระโปรงหน้าและล้ออัลลอยแบบ multi-spoke ขนาด 18 นิ้ว

   ส่วนในรุ่น The C 220 d AMG Dynamic    จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งด้วยสีดำ โดยมีกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังแบบใหม่ได้รับการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสร้าง                ความประทับใจสูงสุดในแง่รูปลักษณ์ และความรู้สึก รวมถึงการใช้ไฟหน้าแบบ LED High Performance ในรุ่น The C 220 d Avantgarde และเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamเป็นครั้งแรกในรถยนต์The C-Class ซึ่งไฟหน้านี้ประกอบด้วยหลอดไฟLED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ ซึ่งระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้าLED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 19 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม)เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย ทั้งนี้ ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam           จะทำงานอัตโนมัติ หากระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีผู้สัญจรในทางรถสวน ถนนข้างหน้าเป็นทางตรง และผู้ขับขี่กำลังใช้ความเร็วตั้งแต่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamจะช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถโดยสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรนอกจากนี้ในรุ่น The C 220 dAMG Dynamic ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

   ดีไซน์ภายใน และห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้างที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde จะมาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ในขณะที่ The C 220 d Exclusive และThe C 220 d AMG Dynamic จะใช้พวงมาลัยที่มาพร้อมระบบพาวเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าและ          ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ซึ่งในรุ่น The C 220 d AMG Dynamicจะเพิ่มพวงมาลัยที่มา พร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชัน ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde และ The C 220 d Exclusive ใช้เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO และ The C 220 d AMG Dynamicใช้เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะด้านหลังของทุกรุ่น           ยังสามารถพับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3อีกด้วย ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์        (Push Start) ในขณะที่รุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic จะมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย นอกจากนั้น The new C-Class ยังได้นำเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานมาจากรถยนต์ The S-Class โดยมีระบบ All-Digital instrument display ที่ทำให้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลของรุ่น The C 200 d AMG Dynamic มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว และยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, ProgressiveและSport โดยรถยนต์ The new C-Class ยังมาพร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch padไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay™                   ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และในรุ่น The C 220 d Exclusiveยังได้ติดตั้งฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package)ที่ช่วยฟอกอากาศ พร้อมปรับอากาศให้มีกลิ่นหอมด้วยน้ำหอมชนิดเดียวกับในรถยนต์   The S-Classเพื่อยกระดับความสบายในการโดยสารขั้นสูงสุด

   ระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยที่มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุดสำหรับตระกูล The C-Classซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์The S-Class อาทิ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKEพร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system), ระบบรักษาความเร็ว(Cruise Control) และจำกัดความเร็ว(SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist),ระบบ DYNAMIC SELECT คือแบบ Sport, Sport+ และ Comfort, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Autoและระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetoothนอกจากนั้นยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC)กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียงรอบทิศทางBurmester®surround sound system ที่เป็นฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาในรุ่น AMG Dynamic ระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งเฉพาะในรุ่น The C 220 d Exclusive และ           The C 220 d AMG Dynamic และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing camera) ที่มีเฉพาะในรุ่นThe C 220 dAvantgarde และ The C 220 d Exclusive ด้วย

·         C 220 d Avantgarde ราคา2,349,000บาท

·         C 220 d Exclusive ราคา2,690,000บาท

·         C 220 d AMG Dynamic ราคา2,890,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว “นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย” หอดูดาวเคลื่อนที่ รถกระบะอัจฉริยะนิสสันที่เป็นหอดูดาวเคลื่อนที่ ได้รับการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency – ESA)

Wednesday, 26 September 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉม “นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์รถยนต์ต้นแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ที่งานฮันโนเวอร์ มอเตอร์โชว์ 2018พิสูจน์ให้เห็น นวัตกรรมอัจริยะไร้ขีดจำกัด

นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป ภายใต้แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เพื่อสร้างศูนย์วิจัยดาราศาสตร์เคลื่อนที่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงที่ติดตั้งบนรถต่อพ่วงแบบออฟโรด ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะProPILOTที่รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะความปลอดภัย และศักยภาพในขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะในขณะลากจูง

   องค์การอวกาศยุโรปสำรวจดวงดาวด้วยความแม่นยำเป็นประวัติการณ์ด้วยดาวเทียมไกย่า และได้ทำการสำรวจดวงดาวไปแล้วกว่าพันล้านดวง  รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” จะทำหน้าที่สนับสนุนโครงการนี้โดยนำนักดาราศาสตร์ติดตามการสำรวจจักรวาลบนพื้นที่ที่เรียกว่า “ดาร์ค สกาย” หรือพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เข้าถึงได้ยาก และทัศนวิสัยไม่ดี

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมที่นิสสันได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ด้วยแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าของเราพร้อมเดินทางไปได้ทุกที่” กล่าวโดย นาย อัชวานี กุปต้า รองประธานอาวุโส ฝ่ายรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์  (Ashwani Gupta, senior vice president of Nissan’s light commercial vehicle business) “เรากำลังสร้างโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อความท้าทายของธุรกิจไม่ว่าความต้องการเชิงพาณิชย์จะซับซ้อนเพียงใด ผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT”

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” มาพร้อมกับฟีเจอร์อันชาญฉลาดมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนี้

·       เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถผ่านการผสมผสานระหว่างเทคโนโลนีอินเทลลิเจนท์ ครูซ คอนโทรล Intelligent Cruise Control และ เทคโนโลยีช่วยหมุนพวงมาลัย หรือ Steering Assist Technologies เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า ในขณะที่รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” และรถพ่วงเทรลเลอร์แบบออฟโรด ยังสามารถวิ่งอยู่ในเลน หรือแม้ในขณะเข้าโค้ง

·       เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัพเกรดเพื่อช่วยการลากจูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นรอบคันจากภาพมุมสูงหรือ bird-eye-viewและยังทำให้สามารถจอดรถได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เห็นวัตถุในมุมอับที่อยู่ในรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยี การควบคุมและการทรงตัวของรถต่อพ่วง (Intelligent Towing Hitch Alignment)ช่วยควบคุมการขับขี่ การเร่งความเร็ว การเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้สามารถควบคุมตัวรถและรถต่อพ่วงด้านหลังให้อยู่ในระดับเดียวกันเมื่อต้องลากจูงสิ่งของด้านหลังรถ

·       แบตเตอรี่แบบเคลื่อนที่ จากเทคโนโลยีของนิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังไฟฟ้าไร้มลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่ามีแหล่งไฟสำรอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้บรรทุกอุปกรณ์สำคัญ อย่าง กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงเพลนเวฟ เทเลสโคป (PlaneWave telescope)เพื่อขนส่งกล้องโทรทรรศน์นี้ไปยังพื้นที่ที่มีความมือมิดของท้องฟ้าที่ห่างไกลผู้คนได้ ด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility technologies)

   “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย”  ทำให้เราสามารถสำรวจดวงดาวในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแสงไฟของเมืองรบกวน ในขณะเดียวกันก็สามารถขนส่งกล้องดูดาวได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย” นาย เฟร็ด เจนเซ่น ผู้จัดการอาวุโส โครงการองค์การอวกาศยุโรปสำหรับกายา กล่าว “กล้องดูดาวอย่างที่อยู่ในเทรเลอร์นี้ มีความจำเป็นต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี่ของเรา ทำให้พวกเราที่อยู่บนโลกสามารถติดตามข้อมูลของโครงการจากดาวเทียมกายาได้”

   การออกแบบ “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงจักรวาล ภายนอกถูกออกแบบให้มีสีเข้ม พร้อมลวดลายสวยงามตามแบบของกลุ่มก๊าซ เนบิวลา ในลักษณะพาราเมทริค ภายในมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานระหว่างกลุ่มสีเข้มของท้องฟ้ายามกลางคืน กับสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน แนวเส้นสีส้มสะท้อนแสงบนเบาะที่นั่งยังช่วยให้สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟแสงขาว ที่จะมีผลกระทบต่อการดูดาวของนักดาราศาสตร์ในยามค่ำคืน

   ทั้งนี้ แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นตอนกลางคืนของมนุษย์น้อยที่สุด โดยตัวรถ และรถต่อพ่วงจะใช้หลอดไฟสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแสงรบกวนระหว่างการดูดาว

   นิสสันทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอวกาศยุโรป โดยรถต่อพ่วงรุ่นนี้มีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อช่วยให้กล้องดูดาวมีความเสถียร และสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการขนส่งสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

   ในกรณีที่เข้าถึงจุดหมายได้แล้ว หลังคารถต่อพ่วงก็จะถูกเปิดออกเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์สามารถสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ ด้วยหน้าเลนซ์กระจก ขนาด 40 เซ็นติเมตร กล้องโทรทรรศน์นี้สามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดคมชัดได้จากระยะไกลกว่าวงแหวนของดาวเสาร์ สามารถมองเห็น กาแล็กซี่ กลุ่มก๊าซ และซุเปอร์โนว่า

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องวิศวกรรมการออกแบบ อันทำให้นิสสันอยู่ในระดับแนวหน้าของรถกระบะ โดยตัวรถมีแชสซีเหล็กกล้าชิ้นเดียวที่แข็งแรง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ทวิน เทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ที่ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้นาวาราสามารถขับเคลื่อนไปได้บนทุกเส้นทางแม้ในพื้นที่ห่างไกล ขณะบรรทุกกล้องดูดาวที่มีน้ำหนักอยู่ได้อีกด้วย

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ เอ็กซ์สตอเรจ โรม (xStorage ROAM) เป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใช้งานแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิสสันเป็นผู้ผลิตมาใช้งานโดยเมื่อใส่ลงในช่องใส่แบตเตอรี่ ชุดแบตเตอรี่จะอยู่ในโหมดชาร์จตลอดเวลาและพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

   นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์อัจฉริยะอื่นๆ ได้แก่ สัญญาณ Wi-Fi แท่นวางแล็บท็อป และสัญญาณโทรทัศน์ย่านความถี่สูงแบบ UHF เพื่อส่งสัญญาณได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม มีการติดตั้งเรดาร์ 8 ตัวรอบคันรถรวมถึงรถต่อพ่วง ทำให้สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวรถได้ โดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัสของ นิสสัน คอนเน็ค อินโฟเทนเม้น (NissanConnect infotainment) บริเวณแผงควบคุมรถ

   เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ เหล่านี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ รถต้นแบบ นิสสัน ดาร์ค สกาย เป็นรถกระบะอัจฉริยะที่สุดเพื่อการลากจูง ภายใต้แนวคิดนี้ ทำให้นาวาราสามารถลากรถต่อพ่วงที่บรรทุกกล้องดูดาวสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ด้วยเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องสแกนจะตรวจสอบภูมิประเทศโดยรอบเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เรียบและเหมาะสมเพื่อจอดรถต่อพ่วง รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มีระยะความสูงใต้ท้องรถมากกว่ารถกระบะนาวาราในรุ่นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการ “ไปได้ทุกที่”

   โดยหลังจากงาน ฮันโนเวอร์ มอเตอร์ โชว์ นิสสันจะบริจาคกล้องดูดาวนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและการผจญภัย อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการศึกษาเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ในงานซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11

Wednesday, 03 October 2018 16:38

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ภายในงาน Subaru Thailand Palm Challenge 2018   “ซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11” โดยซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น  พร้อมจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคา 2,512,000 บาท

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

6

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

 

 

 

 
 

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย

Saturday, 15 September 2018 17:46

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ ประเทศไทยโดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมเติมเต็มไลฟ์สไตล์สุดหรูของเหล่าสุภาพบุรุษ ด้วยการเปิดตัวปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid)อย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) ในงาน Gaysorn Menllennialระหว่างวันที่ 10-16 กันยายน 2561ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ

   ภายในงาน Gaysorn Menllennialเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าชายหนุ่มที่มีไลฟ์สไตล์สุดฮิป โดยปอร์เช่ ประเทศไทยได้ขนยนตรกรรมอี-ไฮบริดที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองไปร่วมจัดแสดง ซึ่งไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche CayenneE-Hybrid) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยเหล่าผู้ร่วมงานสามารถสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของกับที่ สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้งขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0ลิตร (340แรงม้า/250กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136แรงม้า/100กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder)อัตราการบริโภคน้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4– 31.2กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78– 72กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9– 20.6กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100กิโลเมตร สนนราคาที่ 7.5 ล้านบาท

   ในงานนี้ เอเอเอสฯ นำรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4E-Hybrid Sport Turismo) ที่สุดแห่งการออกแบบสุดหรูหราและล้ำสมัยด้วยรูปแบบที่นั่ง4+1พรั่งพร้อมด้วยความอเนกประสงค์ โดดเด่นด้วย ฝากระโปรงท้ายขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 520ลิตร และพนักพิงหลังบริเวณห้องโดยสารตอนท้าย สามารถพับเก็บและ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ถึง 1,390ลิตร พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4-E Hybrid Sport Turismo) คันนี้ให้พลังงานการขับเคลื่อนสูงสุดถึง462แรงม้า มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40กิโลเมตรต่อ ลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 56กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาเริ่มต้น 9.5ล้านบาทมาร่วมอวดโฉมด้วย

 
 

ฮุนไดมอบรถยนต์ไอออนิค อิเล็คทริกให้กับผู้ชนะมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018

Tuesday, 18 September 2018 17:42

   มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดพร้อมด้วยผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบรางวัล รถยนต์ฮุนไดไออนิค อิเล็กทริก มูลค่า 1,749,000 บาท ให้แก่ น.ส. นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์  ผู้ได้รับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ณ พาลาเดี่ยม ฮอลส์ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลี่ย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

   การร่วมเป็นผู้สนับสนุนในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ฮุนได เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่ได้รับการยอมรับและนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยมานานกว่า 10 ปี   โดยฮุนไดไอออนิค เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีดีไซน์ที่สวยงามพร้อมเทคโนโลยี และระบบเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ที่ล้ำสมัย

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่สู่ผู้บริโภคในเมืองไทย นำเสนอสุดยอดการดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่สำหรับคนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน พร้อมเงื่อนไขผ่อนชำระ 19,xx

Tuesday, 11 September 2018 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

   หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40ของเราคือCMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

   สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

   นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง     

ฟีเจอร์หลักของ Volvo XC40

การออกแบบส่วนหน้ารถใหม่สไตล์สวีดิช แบบ Shark Nose และClamshell Hood

   XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถคว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year

   งานออกแบบโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี

   XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

   คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

   XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

   สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)

XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

   การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

   รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

   หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

   เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40 มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด

   XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

รื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

   สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

   แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย

ตัวอย่างฟีเจอร์มาตรฐานที่ติดตั้งมาใน New XC40 Momentum      

•      จอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว

•      ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ

•      แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย

•      ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ (City Safety)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information)

•      ระบบเตือนการชนด้านหลังพร้อมเบรกเมื่อรถหยุดนิ่ง (Rear Collision Warning with braking at standstill)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรก (Cross Traffic Alert with brake support)

•      ระบบตรวจจับ: ยานพานะ คนเดินเท้า จักรยาน สัตว์ใหญ่

•      ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road Mitigation)

•      ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation)

•      ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)

•      ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Aid)

•      กล้องมองหลังสำหรับการจอดรถ (Rear parking camera)

•      ระบบเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดด้านหน้า-หลัง (Park assist front and rear)

สำหรับรุ่นท็อปอย่าง R-Design มอบฟีเจอร์ใหม่เป็นมาตรฐานดังนี้

•      ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามสภาพถนนและระบบแจ้งเตือนป้ายความเร็ว (Adaptive Cruise Control – with speed sign assist)

•      ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)

•      ระบบช่วยในการจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

•      ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Harman Kardon Premium Sound System

ราคาจำหน่าย

   The New Volvo XC40 เสนอ เงื่อนไขพิเศษ เริ่มต้นผ่อนชำระ 19, xxx บาทต่อเดือน ดาวน์ 40% ระยะผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับรุ่นXC40 T4 Momentum (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมรับสั่งจองล่วงหน้า

Sunday, 02 September 2018 16:42

   ฟอร์ด ประเทศไทยยืนยันการเปิดตัวฟอร์ด มัสแตง ในประเทศไทย โดยรถสปอร์ตแห่งยุคจะมาถึงโชว์รูมของผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยในเดือนตุลาคม

   ฟอร์ดประกาศราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถล่วงหน้าได้ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่งทั่วประเทศ

   ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย รวมถึงไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full-LEDฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0ลิตรและเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3ลิตร รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10สปีด และเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างโหมดแอพพลิเคชัน Track AppsTMที่ให้ผู้ขับขี่เปิดประสบการณ์การขับขี่แบบในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างระบบ SYNC 3 บนแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น และล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย ที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2507 ที่งานเวิลด์แฟร์ในนครนิวยอร์ค ฟอร์ด มัสแตง กลายเป็นรถยนต์สุดฮิตทันทีด้วยยอดสั่งซื้อถึง 22,000 คัน ภายในวันแรก และในปี 2561ฟอร์ด มัสแตง ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวงการยานยนต์และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏในภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์กว่า 3,000 ครั้ง รวมถึงมียอดผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่ารถยนต์คันใดในโลก

   ด้วยแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดสุนทรียะและอิสระ ฟอร์ด มัสแตง เฉลิมฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน เมื่อไม่นานมานี้ ณ Flat Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

   ฟอร์ด มัสแตง ไม่ได้เป็นเพียงรถไอคอนระดับตำนานแค่ในอเมริกาเท่านั้น กระแส “คลั่งม้าป่า” ได้แพร่สะพัดไปทั่วโลกกับ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่หกที่บุกตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นที่ล่าสุดที่ได้รับการยืนยันการจำหน่าย โดยฟอร์ด จะ ประกาศรายละเอียดโดยสมบูรณ์ของ ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ในประเทศไทย ในช่วงใกล้วันเปิดตัว

   ลูกค้าผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่าย ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และการสั่งจองฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าฟอร์ด โทร 0-2686-5899 หรือ1-800-225-449

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตหรูเหนือระดับรุ่นใหม่ล่าสุด

Tuesday, 21 August 2018 17:21

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูอย่าง   Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวบรวม   ความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันทั้งดีไซน์  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบของรถยนต์สปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย และนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่จะเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumนำเสนอในราคา 15.99ล้านบาทและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium นำเสนอในราคา 16.72 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ตระกูลS-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์  ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination)และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ทางบริษัทฯ จึงได้นำเสนอสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุดของรถยนต์ตระกูล S-Classในกลุ่ม Dream Car อย่าง  Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabrioletยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์   ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง รวมถึงเป็นการสะท้อนคำว่า หรูหราร่วมสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เป็นอย่างดี”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้   เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600คัน หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นCompact Car, Contemporary Luxury, Dream Car,SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by  Mercedes-Benz ที่สำคัญแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจียังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายเติบโตสูงกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence byMercedes-Benzที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน    การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย โดยรถยนต์ที่อยู่ภายใต้      แบรนด์นี้มียอดขายสูงขึ้นประมาณ 40%”

   “ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราจึงยังคงเดินหน้านำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อมาตอบสนอง   ความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ คือ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นและการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุดเพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ    งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น ซึ่งถือเป็นการนิยามที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มDream Carอย่างแท้จริงโดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ  ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่    รุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitพวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่      ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสารพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุดและโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED สวยงามในทุกมุมมอง”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz   S 560 Cabriolet AMG Premiumรุ่นใหม่เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light Systemที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals)จำนวนรวมทั้งสิ้น 47ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED(Organic Light Emitting Diode)ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำอีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าDiamond grilleสีเงินพร้อมลายโครเมียม 1แถบ และตราสัญลักษณ์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMGพร้อม       คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า,ปลายท่อไอเสียคู่,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย        ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจากAMGแบบ10-spokeขนาด20นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

   โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2ใน 3ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32ตารางเมตร ในขณะที่Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง3ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl)ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ       กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50กม./ชม.อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP)อีกด้วย

   สำหรับ ดีไซน์ภายในนั้น สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสารPremium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียงรวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า4แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaแบบ Exclusive packageตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design,หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ  Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด,ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง,ระบบMAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัดรวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display),ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร(AIR BALANCE package),ระบบCOMAND Online,ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Auto,ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย(Wireless charging),ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยtouchpadและระบบเสียง  รอบทิศทางBurmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุดทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้        มาก่อน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50%ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี   หลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Braking Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPCจะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ         Drive Away Assistที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premiumมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V8เทอร์โบคู่และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเองคือ ECO, Comfort, Sport, Sport+และIndividual

  • Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

   ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่www.mercedes-benz.co.th  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

 
 

More Articles...

Page 1 of 20

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )