Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เปิดตัวแล้ว นิสสัน ลีฟ ใหม่ นวัตกรรมระดับโลกสู่ประเทศไทย นิสสัน เปิดให้จองรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ รุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ได้แล้ว

Thursday, 06 December 2018 18:08

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้  ที่งานมหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018วันนี้

ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจองนิสสัน ลีฟ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ ในราคา 1,990,000บาท พร้อมส่งมอบในเดือนเมษายนปี พ. ศ. 2562พร้อมรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3ปี หรือ 100,000กิโลเมตร รับประกันระบบไฟฟ้ารถยนต์เป็นเวลา 5ปี หรือ 100,000กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา8 ปีหรือ 160,000กิโลเมตร ปัจจุบันมีศูนย์บริการที่ผ่านการรับรอง33แห่งทั่วประเทศที่พร้อมนำเสนอข้อมูลของ    นิสสัน ลีฟ ใหม่ รวมถึงพนักงานที่มีทักษะ และการบริการหลังการขาย

   "การนำ นิสสัน ลีฟ ใหม่ เข้าสู่ประเทศไทยเป็นการย้ำถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อน เพราะเราเชื่อว่า เราจะนำพาผู้คนให้ไปสู่โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่มีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เชื่อมต่อกันถึงกัน และเป็นอิสระมากขึ้น และเราเชื่อว่านิสสัน ลีฟ ใหม่ จะเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่และการใช้ชีวิตของทุกคน" นายอันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ นวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) โดยให้ระยะการขับขี่ 311 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองในการขับขี่ของยุโรป NEDCและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนถึง 60เปอร์เซ็นต์ต่อการชาร์จ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น

   ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ใหม่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ด้วยกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่นของนิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ e-Pedalที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่เริ่มขับขี่ เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว โดยการเหยียบหรือผ่อนคันเร่ง เมื่อปล่อยคันเร่งทั้งหมดรถจะชะลอและหยุดโดยอัตโนมัติ นำรถไปสู่การหยุดอย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีผู้ขับขี่ได้ตลอดไป ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของการขับขี่โดยใช้เพียงคันเร่งเดียวเท่านั้น

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจที่พบได้ในลีฟ ใหม่ คือ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ซึ่งประกอบด้วยชุดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Alert Assist)

   ทางด้าน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยของนิสสัน ลีฟ ใหม่ มีลักษณะเพรียวบาง รวมถึงไฟหน้าทรงบูมเมอแรงที่เป็นเอกลักษณ์และการออกแบบด้านหน้าแบบ V-Motion กระจังหน้าแบบแฟลชที่มีสีน้ำเงินชัดเจนและคิ้วรถสีน้ำเงินของกันชนด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของนิสสันอย่างชัดเจน

   "ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ทันสมัยและเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก ในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทผู้บุกเบิกแนวคิดในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตอย่างโดดเด่น เราจึงมีความคิดว่ารถยนต์จะเป็นมากกว่ายานพาหนะ" นายอันตวน เสริม วิสัยทัศน์นี้ได้ขยายความไปถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างนิสสัน อุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"

   ในฐานะที่ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่นิสสัน ประเทศไทย ทำ การเปิดตัวลีฟ ใหม่ นับเป็นอีกก้าวของการจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางของนิสสันหรือ NissanM.O.V.E2022 ภายใต้การดำเนินงานของนิสสันประเทศไทย ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

   ลีฟ ใหม่ ถูกออกแบบขึ้นตามรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตำนานเมื่อ70ปีผ่านมา นั่นรวมถึงทามะ 1947 ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของนิสสัน นี่จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ รถยนต์จะไม่เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ยังจะสร้างอนาคตอันน่าตื่นเต้นและยั่งยืนสำหรับทุกคน" นายอันตวน กล่าวเสริม

   ด้วยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดระหว่างการไฟฟ้านครหลวงแห่งประเทศไทยกับนิสสัน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการทำให้เจ้าของลีฟชาวไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และบนท้องถนน โดยใช้ระบบการชำระค่าไฟฟ้า โดยการสร้างวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

   "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สำหรับรัฐบาลไทยกับการริเริ่มนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาด แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่มาพร้อมระบบไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์ในอนาคต นิสสันจะยังคงร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องไฟฟ้าของประเทศ" นายอันตวน กล่าวเสริม

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสันได้ที่ 02 401 9600หรือไปที่ https://www.nissan.co.th/vehicles/new-vehicles/leaf.html

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ซิตี้คาร์ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา

Wednesday, 31 October 2018 19:23

 

 

 

 

 

 

+บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยกระดับความโดดเด่นด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอกย้ำความทันสมัยให้รถซิตี้คาร์ยอดนิยมและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ด้วยราคาเริ่มต้น   483,000 บาท

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ฮันนี่โคมบ์ พร้อมคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งโครเมียมรมดำ และยังสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สีดำขนาด 15 นิ้ว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ คือรถซิตี้คาร์ทีมีคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบและเทคโนโลยีไปจนถึงความปลอดภัยและสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาความพิเศษ ความมั่นใจและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า มิตซูบิชิ แอททราจ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถซิตี้คาร์เสมอมา” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ จะมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการปรับปรุงภายนอก ภายใน และเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติม เราต้องการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาไปกับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่” มร. ชกกิกล่าวเพิ่มเติม

   การปรับปรุงภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มีทั้งเซ็นทรัลล็อก พร้อมปุ่มล็อกและปลดล็อก แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกส่องหน้าและฝาปิด ที่พักแขนบริเวณเบาะคนขับ และเบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้ สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ พร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ และช่องเก็บของด้านหลังเบาะที่นั่งคู่หน้า และมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้ เพิ่มสัมผัสเหนือระดับด้วยเบาะหนังสีดำ (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ยังเพียบพร้อมด้วยติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย อาทิ กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบครูสคอนโทรล ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์รองรับ Apple CarPlay1 พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์บลูทูธแบบไร้สาย พร้อมจอแสดงภาพระบบสัมผัสรองรับ DVD/MP3

   ระบบความปลอดภัยในเชิงป้องกันและปกป้องใน มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ครบครันด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ (FCM-LS)ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-FORWARD) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) รวมถึงกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเลกทรอนิกส์ (EBD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ออกจำหน่าย 4รุ่น ได้แก่รุ่น GLX (เกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ) รุ่น GLS และรุ่น GLS-LTDด้วยสีตัวถังมีให้เลือกสรร 6 สี ได้แก่ สีแดง Wine RedสีขาวมุกWhite Pearl สีดำPyreness Blackรวมถึงสีเมทัลลิกทั้งสีฟ้า Cerulean Blue Micaสีเงิน Cool Silverและสีเทา Titanium Gray

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ผสานความเชื่อมั่นและความปลอดภัยเข้ากับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่จะตอบสนองผู้ขับขี่ที่มีความมั่นใจและกล้าแสดงออก  สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้ากับความมุ่งมั่นสู่ความก้าวหน้าเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่

1Apple CarPlay และ SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า คัมรีใหม่ Soul Striking Luxury ที่สุดของยนตรกรรมแห่งความเหนือระดับ

Tuesday, 30 October 2018 14:34

 

 

 

 

 

 

+มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางสุดหรูรุ่นใหม่ล่าสุด "The All-New CAMRY…Soul Striking Luxury” เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด“คัมรี”   ที่สมบูรณ์แบบด้วยภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา ผ่านการออกแบบอย่างพิถิพิถัน เด่นชัดด้วยเส้นสายรอบคัน สื่อถึงความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ภายในกว้างขวาง ใส่ใจในทุกรายละเอียดการตกแต่ง พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยผสานยนตรกรรมกับผู้ขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า ให้ความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เหนือความคาดหมาย ถือเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นและเหนือระดับอย่างแท้จริง 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ คัมรี ได้รับการเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นในปี 2523ในฐานะ รถสปอร์ตซีดาน ระดับตำนาน อย่าง Celica โดยใช้ชื่อว่า Celica-Camry และขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2ปีแม้ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ แต่ Celica-Camry ได้สร้างความประทับใจที่โดดเด่น จากนั้นในปี 2525คัมรีเจเนอเรชั่นที่ 1ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะรถซีดานเครื่องยนต์หน้า และขับเคลื่อน   ล้อหน้า ที่มาพร้อมกับภายในกว้างขวาง มากกว่ารุ่น Crown ในขณะนั้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คัมรี ได้กลายเป็นรถรุ่นสำคัญของโตโยต้า ในระดับโลกที่ได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้นในกว่า100 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยโดยปัจจุบันมีจำนวนยอดจำหน่ายสะสมของรถคัมรี ทั่วโลกก้าวเข้าสู่  20ล้านคัน*(*ข้อมูลยอดขายสะสมรวมทั่วโลกตั้งแต่   ปี 2525 ถึงกันยายนปี 2561)  สำหรับ  ในประเทศไทยนั้น คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 2536โดย คัมรี ได้รับความสนใจจากลูกค้าชาวไทย ที่มองหารถยนต์หรูที่มาพร้อมกับประสบการณ์เหนือระดับ และด้วยกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ คัมรี เจนเนอเรชั่นที่ 4ถูกนำมาประกอบ ในประเทศไทย เมื่อปี 2542ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังเป็นผู้บุกเบิกยนตรกรรมระบบไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2552  คัมรี ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 200,000คัน** (*ข้อมูลยอดขายสะสมของคัมรีรวมถึงเดือนกันยายนปี 2561)

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่าเนื่องจากความนิยมที่มีต่อคัมรีในฐานะยนตรกรรมหรูขนาดกลาง ส่งผลให้ความคาดหวังของลูกค้าจึงสูงขึ้น ปัจจุบันลูกค้าชาวไทยมอง คัมรี เทียบเท่ารถยุโรป ดังนั้นเราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆหากแต่ยังเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ให้กับรถรุ่นนี้อีกด้วย เราตั้งใจมอบความภาคภูมิใจในการครอบครอง รวมไปถึงความสบายใจในการเป็นเจ้าของ เราจึงได้รับแรงบันดาลในการสรรสร้าง ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ดียิ่งกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยเหตุนี้  คัมรี ใหม่ จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” จากแรงบันดาลใจในการออกแบบของ Sensual-Smart Confidence ส่งผลให้คัมรี ใหม่ ถูกพัฒนา ไปสู่การเป็นรถยนต์ ที่หรูหรา สปอร์ต และล้ำสมัย แบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นอกจากนี้ เรายังยกระดับ สมรรถนะในการขับขี่ ด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGA ได้แก่ การนำโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ผสานเข้ากับเครื่องยนต์ Dynamic Force    รุ่นล่าสุด มากกว่านั้น เรายังนำระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่พัฒนามาเพื่อมอบความรู้สึกสนุกในการขับขี่ พร้อมประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น”

   มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า  ที่ผ่านมาผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับกับคัมรี จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยคัมรี ได้รับการชื่นชมว่าเป็นรถที่มีความสมเหตุสมผลที่ดีที่สุด (Best of Rational) ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือ และความสะดวกสบาย แต่ในคัมรีใหม่นั้น เราได้เปลี่ยนวิธีคิดด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ด้วยเหตุนี้ คัมรีใหม่ จึงได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด "Unprecedented Change" ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้นำสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGAที่ถือเป็นหลักในการปฏิรูปโครงสร้างและเครื่องยนต์ มาปรับใช้กับคัมรีใหม่นี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้แนวคิดการท้าทายในการผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-Better Cars)

- ดีไซน์ภายนอกสปอร์ต หรูหรา ภายในกว้างขวาง พิถีพิถันในทุกการออกแบบ

   รูปลักษณ์สปอร์ต เส้นสายที่คมชัด ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และยังคงรักษาพื้นที่ภายใน           ที่กว้างขวาง ทันสมัย สัมผัสได้ถึงความละเอียดปราณีตในการออกแบบ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ง่ายต่อการใช้งานทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

- ที่สุดของสมรรถนะการขับขี่ สร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

   จากเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ที่ถูกนำมาใช้กับเหล็กกล้าคุณภาพเยี่ยม ทำให้โครงสร้างตัวถังรถมีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงบิด นอกจากนั้นตัวรถยังได้รับการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ มีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ พร้อมด้วยระบบ ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสบายและความเงียบตลอดการเดินทาง

   นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ คือ เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถได้สูงสุด ส่งผลให้มีอัตราการเร่งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่เร้าใจ สำหรับรุ่นไฮบริด ที่มาพร้อมกับไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอัตราการเร่งที่ดีขึ้น และสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

- ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย

   ความสะดวกสบายของผู้โดยสารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ที่เรามุ่งเน้นพัฒนาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ (Rear Reclining Seat) ให้ความรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง และT-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้คุณอัพเดตสถานะรถได้ตลอดเวลา

- มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า เพิ่มความมั่นใจสูงสุด

   ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกของโตโยต้า โดยคัมรี ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-COLLISION SYSTEM) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (DYNAMIC RADAR CRUISE CONTROL) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (LANE DEPARTURE ALERT) พร้อมด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคัน 9 ลูก ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในรถระดับเดียวกัน

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า “ทางโตโยต้าตระหนักถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ ที่ไม่ได้มองเพียงดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน สมรรถนะที่ดีเยี่ยม ความสะดวกสบาย  หรือระบบความปลอดภัยเท่านั้น ลูกค้ากลุ่มนี้ยังมองหาความสบายใจ โดยไร้ความกังวลตลอดการใช้งานอีกด้วย ดังนั้น­ คัมรีใหม่ จึงเป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบภายนอกที่มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ควบคุมได้ดั่งใจ อันเป็นผลมาจากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ออกแบบทุกองค์ประกอบใหม่ทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือระดับ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เรายังมอบประสบการณ์การครอบครอง  ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าคัมรีทุกท่าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผ่าน “Ultimate Ownership Package” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วันแรกของการครอบครอง ตลอดระยะเวลาการใช้งาน ได้แก่ การขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5ปี การรับประกันแบตเตอรีไฮบริด 10ปี การให้ค่าแรงเช็กระยะฟรีถึง 5 ปี และการรับประกันมูลค่ารถยนต์ไฮบริดในอนาคต (Guaranteed Future Value)”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์  กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากประสบการณ์การครอบครองตัวรถแล้ว คัมรี ยังมีกิจกรรม“The Ultimate Experience” ที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบเหนือระดับ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจคัมรีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมแพคเกจทางเลือกไว้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่ง TRDSportivoสำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์และแพคเกจประกันภัยระยะยาวผ่านโปรแกรม Convini Insureที่รวมประกันภัยระยะยาว 3 ปีและแพคเกจบำรุงรักษา 5 ปีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระรวมในค่างวดได้ หรือประกันภัยแบบขับน้อย จ่ายน้อย (Pay As You Drive Insurance) ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้รถน้อยอีกด้วย”

   ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ พร้อมให้การดูแลลูกค้าทุกท่าน และจะมอบความพึงพอใจ ความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ รวมไปถึงความรู้สึกสบายใจตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถรุ่นนี้ สุดท้ายนี้   ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้การสนับสนุนการส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง คัมรีใหม่ ได้ในราคาที่เหมาะสม และผมยินดีที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบถึงความคืบหน้าในการผลิตแบตเตอรีภายในประเทศ เราจะเริ่มต้นการผลิตในกลางปี 2562ที่โรงงานเกตุเวย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อตอบสนองนโยบายของภาครัฐ”มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวในที่สุด

   พิเศษสำหรับลูกค้า The All-New CAMRY ผ่อนเริ่มต้นเพียง 17,000 บาท ต่อ เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับThe All-New CAMRY ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้ากว่า470 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

   และศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3) พิเศษพร้อมรับ Premium Travel Case(จำนวนจำกัด)

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่ง ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ “สเทลธ์” (STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา เสริมทัพลุยตลาดปลายปี

Monday, 22 October 2018 09:04

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเปิดตัวยนตรกรรมปิกอัพพันธุ์ดุ ลุยตลาดไตรมาสสุดท้าย นำทัพโดย ใหม่!อีซูซุ   ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!สเทลธ์(STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน STEALTH BLACK PACKAGE เข้มเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน ควบคู่กับการปรับโฉมรุ่นไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอสู่ความเป็นสปอร์ตล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น  ตามติดด้วยการเผยโฉมลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ดีสุดสุด  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย สมบูรณ์แบบในทุกมิติ  ทุกรุ่นพร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์และเสริมส่งภาพลักษณ์ของผู้ใช้รถให้โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์  

   กลุ่มตรีเพชร  โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  เพื่อตอบรับเทรนด์ความชื่นชอบของผู้ใช้รถปิกอัพรุ่นใหม่ที่ต้องการ “ความแตกต่าง”      ไม่เหมือนใครและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ครั้งนี้อีซูซุจึงได้เลือกรถปิกอัพรุ่นไฮ-แลนเดอร์      รถปิกอัพขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งอีซูซุเป็นผู้บุกเบิกตลาด จนเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถปิกอัพ รวมทั้งในกลุ่มลูกค้าอีซูซุเอง จึงทำให้เราได้นำมาจัดทำรุ่นพิเศษ โดยให้ชื่อว่า “สเทลธ์” (STEALTH) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ STEALTH ที่มีภาพลักษณ์แสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน ด้วยความเท่ ล้ำสมัยเหนือระดับ ดุดันในทุกองศาจากชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE ดีไซน์พิเศษ พร้อมความโดดเด่นด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยตามแบบฉบับอีซูซุ จัดทำพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์อีซูซุ       1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์เท่านั้น พร้อมจะเผยโฉมที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ได้แก่

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ ยอดปิกอัพพันธุ์ดุที่พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น ดุดันทุกองศา ทรงพลังเกินพิกัดกับชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

·       STEALTH BLACK EXTERIOR  ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมชุดกระจังหน้าที่ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวเร้าใจกับชุดแต่งสเกิร์ตหน้า โดดเด่นด้วยเส้น STEALTH LINEดีไซน์ต่อเนื่องรับกับ     ไฟหน้า และสเกิร์ตหน้า สปอร์ตอีกระดับกับกรอบไฟตัดหมอกสีดำ ทรงพลังทุกองศากับล้ออัลลอย     ทูโทน ขนาด 18นิ้ว  และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ดุดันเต็มมิติ

·       STEALTH BLACK INTERIORล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่น ทุกรายละเอียด กับบรรยากาศห้องโดยสารดีไซน์ใหม่! ทูโทน  เท่ ล้ำสมัย สไตล์สปอร์ต ยกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำ พร้อมสัญลักษณ์ STEALTH ที่แผงข้างประตู

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มีเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เสริมส่งความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีให้เลือก สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)หรือสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 887,000 บาท  

   นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับโฉม “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ       บลูเพาเวอร์”สู่ความสปอร์ต  ล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น ด้วยใหม่! กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ บึกบึน ทรงพลังยิ่งขึ้น และใหม่! ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมแห่งความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) 

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 การปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ทั้งภายนอกและภายใน บึกบึน ทรงพลัง เท่ทุกมุมมองสไตล์สปอร์ตมีระดับ ห้องโดยสารหรูหรายิ่งขึ้น ยกระดับความสะดวกสบายขั้นสุด กับชุดแต่ง MAX 4X4ดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นความเร้าใจถึงขีดสุด ด้วยยอดแห่งสมรรถนะความแกร่งที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขันครอสคันทรีสุดโหดระดับนานาชาติ และความแรงจัดของเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูง  เพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสุดยอดแห่งประสบการณ์ลุยในแบบฉบับออฟโรดตัวจริง  

·       ใหม่! Bumper Ganishโทนเทาดำตัดรับกระจังหน้า เท่เข้มลงตัว  

·       ใหม่! Front Bumper Guard ทูโทนดีไซน์ใหม่! ให้ความรู้สึกบึกบึน  เพิ่มมิติความเข้ม  

·       ใหม่! ล้ออัลลอยทูโทน  ขนาด 18 นิ้ว สี Matt Black เท่สะดุดตา  ได้อารมณ์สปอร์ต

·       ใหม่! กันชนท้ายโทนเทาดำ  เท่ เข้ม ดุดัน

·       ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้  สไตล์ทูโทน น้ำตาล-ดำ เดินด้านสีส้มรอบตัวเบาะ พร้อมปักสัญลักษณ์ V-Cross เท่ หรู ในทุกรายละเอียด

·       หน้าจอใหม่! ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ใช้งานสะดวกขึ้น พร้อมระบบสัมผัสตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

·       ครั้งแรกในวงการรถปิกอัพ  ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ  พร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้าขณะขับขี่ เพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

·       อีกขั้นของนวัตกรรมระบบความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System)ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  เลือกความเท่ลุคใหม่ได้ 4 สี  ได้แก่  แดงเอทนา (Etna Red)  ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,064,000 บาท

   เชิญรับชมภาพยนตร์โฆษณารถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=apA7-fIYmRU   และเชิญสัมผัสรถ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์  อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ ปรับโฉมใหม่ และใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  อย่างใกล้ชิด   ตั้งแต่วันที่ 29ตุลาคม ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://isuzu-tis.com/isuzu-pick-up-4-door-stealth  หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ “Yaris G+” และ “ATIV S+” ความคุ้มค่าที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ

Tuesday, 16 October 2018 16:45

 

 

 

 

 

 

 

 

    นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยมของคนไทย โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมmujกสดหกสด กับรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในตกแต่งให้ดูพรีเมียม สวยสะดุดตา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบตอบรับกับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถอีโคคาร์แฮทช์แบ็ค โตโยต้ายาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2ลิตร ในเดือนตุลาคมปี 2556เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทยและในเดือน สิงหาคมปี 2560ได้เปิดตัวรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกกับโตโยต้ายาริส เอทีฟ ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น กว้างขวางสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกในทุกการขับขี่    และยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ  5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)* ทำให้ครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยดีตลอดมา โดยรถอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สร้างยอดขายสะสมรวมมากกว่า 50,000* คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2561 เป็นต้นมาถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ของรถอีโคคาร์ในตลาดเมืองไทยและเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร โตโยต้าได้แนะนำ 2 รุ่นใหม่ คือ โตโยต้า ยาริส จีพลัส(Yaris G+)  ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+)ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในสปอร์ต หรูหรา ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น  ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

โตโยต้ายาริส จีพลัส(Yaris G+)...สะดวกสบายสูงสุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

vใหม่...อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          เครื่องเสียงพร้อมDVD หน้าจอสัมผัส 7นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI และMicro     SDCard...ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบ

-          ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน...เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

-          กล้องมองหลัง ในขณะถอยรถ...ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

vภายนอก...เปลี่ยนให้ดูคมเข้ม ดุดัน

-          กระจังหน้าสีดำเงา...เพิ่มความคมเข้ม ทันสมัย

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตที่ทันสมัย

vภายใน...ปรับให้ดูสปอร์ต หรูหรา

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สะดุดตา หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          พวงมาลัยหุ้มหนัง...เติมเต็มความหรูหรา

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

โตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส(Yaris ATIV S+)...รูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในดูพรีเมียม หรูหรา

vภายนอก...ปรับให้สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นกว่าที่เคยสัมผัส

-          กระจังหน้าสีดำเงา ด้านล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง...เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกสีดำเงา...ความโฉบเฉี่ยว โดดเด่น    พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นที่ทันสมัย

vภายในล้ำสมัย ให้ความหรูหราอย่างมีสไตล์

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สปอร์ต  หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 473 แห่งทั่วประเทศ

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand                                               

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

Friday, 05 October 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด ประเทศไทยเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เผยโฉม “ฟอร์ด มัสแตง” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รถสปอร์ตแห่งตำนาน ที่มาพร้อมดีไซน์ปราดเปรียว เครื่องยนต์อันทรงพลังและระบบกันสะเทือนที่เหนือกว่า ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ชาวไทยที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแห่งตำนานรุ่นนี้

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท และ ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท พร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นจะเป็นแบบหลังลาด (Fastback) นอกจากรูปทรงภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว ฟอร์ด มัสแตง ยังมาพร้อมดีไซน์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไฟ LED ที่เหนือชั้น สีภายนอกที่มีให้เลือกมากถึง 4 สี และล้ออัลลอยแบบใหม่

   เครื่องยนต์ของฟอร์ด มัสแตง คือ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ที่พร้อมมอบขุมพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่จากฟอร์ด จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น

   ด้วยการปรับแต่งเครื่องให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ ฟอร์ด มัสแตง มอบความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ (Drive Modes) มากมาย รวมถึงโหมดใหม่ My Mode ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ ระหว่างขับขี่ในโหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามดึก

   เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะในฟอร์ด มัสแตง รวมไปถึง มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งช่วยมอบความเพลิดเพลินให้กับการขับขี่ยิ่งขึ้น ภายในตัวห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัยด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มสบายมือ พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว เพื่อประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นและความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสาร

   “ฟอร์ดมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง รถแห่งตำนาน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “มีรถเพียงไม่กี่รุ่นบนท้องถนน ที่มีตำนานอันยาวนาน และมีสไตล์และสมรรถนะ ที่โดดเด่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้เท่ากับฟอร์ด มัสแตง”

ฟอร์ด มัสแตง ที่ไม่เหมือนใคร

   รูปลักษณ์ภายนอกของฟอร์ด มัสแตง นั้นปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม โดยยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน ฝากระโปรงหน้าได้รับการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง ส่งผลให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ดูดุดัน โฉบเฉี่ยว และยังเหมาะกับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   วิศวกรของฟอร์ดยังปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้า เพื่อเพิ่มแรงกด ในช่วงหน้าของตัวรถให้สามารถยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์

   กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง ในขณะที่ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

   ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด มัสแตง ทุกคัน จะมาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบน

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ออเรนจ์ ฟิวรี่ เมทัลลิค ไตร-โค้ท (Orange Fury Metallic Tri-Coat) สีดำชาโดว์ แบล็ค เมทัลลิค (Shadow Black Metallic)สีแดง เรซ เรด (Race Red)และ สีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด มัสแตง ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอะลูมิเนี่ยม

   มื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่ามัสแตงขณะพัก

สุดยอดสมรรถนะ

   สมรรถนะที่น่าตื่นตาและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ คือ ดีเอ็นเอของฟอร์ด มัสแตง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่เปิดตัวมัสแตงรุ่นแรกในปี 2507 ทั้งขุมพลังใหม่ แชสซีและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เพลิดเพลินที่สุดเท่าที่เคยมีมา

   เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ของฟอร์ด ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่อง red line ที่สูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) จึงมอบพลังสูงสุดถึง  460 แรงม้า และแรงบิด 556 นิวตันเมตร อีกทั้งยังเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบเครื่องต่ำ เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดของฟอร์ด ยังสามารถมอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้สูงถึง7.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัม/กิโลเมตร

   นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเกียร์ อัตโนมัติ 10 สปีด จะมอบขุมพลัง 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น Overboost ยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศจากเทอร์โบทุกครั้งที่ เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สนุกสนานกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วดั่งใจในทุกการเร่งเครื่อง

   ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านการทดสอบมากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร สามารถมอบประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่เหนือกว่าด้วยแรงเสียดทานต่ำ ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกสนานกับการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   ระบบควบคุมอิเล็คทรอนิคของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ช่วยให้สามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขับชมวิวริมทะเล หรือการขับรถในสนามแข่ง และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์ช่วยให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้ทุกจังหวะ

   “โดยปกติอัตราเร่งที่ช้าลงเพราะมันจะเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนเกียร์”มร. แมธเธียส ทอนน์ หัวหน้าวิศวกร มัสแตง ฟอร์ด ยุโรป กล่าว “ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่ ของมัสแตง ช่วยให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ เพื่อการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าและการขับขี่อย่างนุ่มนวลไม่ติดขัด”

   ระบบ Electronic Line Lock ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย และพร้อมกับการแข่งทางตรง (drag strip)ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack

   วิศวกรของฟอร์ดได้ทำการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ด มัสแตง ไปอีกขั้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โช้คอัพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้งที่สามารถนำไปสู่การบิดของตัวถังได้ เหล็กกันโคลงที่หนาขึ้นยังช่วยลดอาการโคลง (body-roll) และช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย  Active Valve Performance Exhaustให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ โดยมี 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) คือ:

·       โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง

·       โหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ

   เทคโนโลยีปรับระดับความดังท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับความดังเสียงของท่อไอเสียได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมี Quiet Mode โหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านสามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะตอนที่สตาร์ทเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร อันทรงพลังในตอนเช้าตรู่

เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

   ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อีกมากมาย เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง ซึ่งทำการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System)

   แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว จะแสดงข้อมูลที่เหมาะสมกับโหมดขับขี่แต่ละโหมด คล้ายกับที่มีในรถซุปเปอร์คาร์ อย่างรถฟอร์ด จีที เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกการขับขี่ โดยการแสดงผลจะเปลี่ยนตามโหมดขับขี่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เมื่อใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับขี่ยังจะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนหน้าจอ 12 นิ้วอีกด้วย

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศด้วยการสั่งงานด้วยเสียงและการสั่งงานด้วยการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC 3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto™

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   ฟอร์ด มัสแตงพร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

   สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2686-5899(กรุงเทพฯ) และต่างจังหวัดโทรฟรีที่ 1-800-225-449หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ในงานซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11

Wednesday, 03 October 2018 16:38

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ภายในงาน Subaru Thailand Palm Challenge 2018   “ซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11” โดยซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น  พร้อมจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคา 2,512,000 บาท

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

6

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

 

 

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศ ที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด

Friday, 28 September 2018 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัดเปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะ  The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่   อันโดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอในสามรุ่นย่อย ได้แก่ The C 220 d Avantgardeราคา 2,349,000บาท The C 220 d Exclusiveราคา 2,690,000 บาท และ The C 220 d AMG Dynamic    ราคา 2,890,000 บาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่าย   เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง32แห่งทั่วประเทศ

   มร .ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้         กลยุทธ์ “เดอะ เบสท์”(THE BEST) เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเสนอ  “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งจากความสำเร็จและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคตลอดระยะเวลา 4ปีที่ผ่านมาของ The new C-Classเจนเนอเรชั่นปัจจุบัน ทำให้ในปี 2560 ที่ผ่านมา The C-Class แบบซาลูนและเอสเตทมียอดขายทั่วโลกรวมกันสูงถึงกว่า 415,000 คัน  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรุ่นย่อยที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกสรร ซึ่งรวมถึงรถยนต์แบบสปอร์ตคูเป้ และคาบริโอเลต์  สองประตูที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2558 และ 2559 ตามลำดับด้วย”

   “รถยนต์ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ผลิตในปีนี้ ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน โดยจะเน้นที่รูปลักษณ์ด้านหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ The C-Class รุ่นนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Classเพื่อยกระดับความปลอดภัยเชิงรุกของรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมความสามารถในการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ในบางสถานการณ์อีกด้วย โดยการเปิดตัว The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศในวันนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น The C 220 d ทั้งหมด 3รุ่นย่อยด้วยกัน คือ รุ่นที่นำมาจัดแสดงในงานวันนี้  The C 220 d Avantgardeและ The C 220 d AMG Dynamic รวมถึงรุ่นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ อย่างรุ่น The C 220 d Exclusive อีกด้วย”มร. ฟรังค์        กล่าวเพิ่มเติม

The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศ

   The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ปรับโฉมใหม่ เป็นการผสมผสานคุณสมบัติอัจฉริยะ และความเร้าใจเข้าด้วยกัน ซึ่งรูปลักษณ์ใหม่นี้ มีความโดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอกของรุ่น         The C 220 d Avantgardeจะใช้กระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม พร้อมตราสัญลักษณ์            เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว

   รุ่น The C 220 d Exclusive         จะเป็นกระจังหน้าแบบคลาสสิค พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์อยู่เหนือฝากระโปรงหน้าและล้ออัลลอยแบบ multi-spoke ขนาด 18 นิ้ว

   ส่วนในรุ่น The C 220 d AMG Dynamic    จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งด้วยสีดำ โดยมีกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังแบบใหม่ได้รับการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสร้าง                ความประทับใจสูงสุดในแง่รูปลักษณ์ และความรู้สึก รวมถึงการใช้ไฟหน้าแบบ LED High Performance ในรุ่น The C 220 d Avantgarde และเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamเป็นครั้งแรกในรถยนต์The C-Class ซึ่งไฟหน้านี้ประกอบด้วยหลอดไฟLED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ ซึ่งระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้าLED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 19 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม)เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย ทั้งนี้ ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam           จะทำงานอัตโนมัติ หากระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีผู้สัญจรในทางรถสวน ถนนข้างหน้าเป็นทางตรง และผู้ขับขี่กำลังใช้ความเร็วตั้งแต่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamจะช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถโดยสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรนอกจากนี้ในรุ่น The C 220 dAMG Dynamic ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

   ดีไซน์ภายใน และห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้างที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde จะมาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ในขณะที่ The C 220 d Exclusive และThe C 220 d AMG Dynamic จะใช้พวงมาลัยที่มาพร้อมระบบพาวเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าและ          ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ซึ่งในรุ่น The C 220 d AMG Dynamicจะเพิ่มพวงมาลัยที่มา พร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชัน ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde และ The C 220 d Exclusive ใช้เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO และ The C 220 d AMG Dynamicใช้เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะด้านหลังของทุกรุ่น           ยังสามารถพับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3อีกด้วย ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์        (Push Start) ในขณะที่รุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic จะมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย นอกจากนั้น The new C-Class ยังได้นำเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานมาจากรถยนต์ The S-Class โดยมีระบบ All-Digital instrument display ที่ทำให้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลของรุ่น The C 200 d AMG Dynamic มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว และยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, ProgressiveและSport โดยรถยนต์ The new C-Class ยังมาพร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch padไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay™                   ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และในรุ่น The C 220 d Exclusiveยังได้ติดตั้งฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package)ที่ช่วยฟอกอากาศ พร้อมปรับอากาศให้มีกลิ่นหอมด้วยน้ำหอมชนิดเดียวกับในรถยนต์   The S-Classเพื่อยกระดับความสบายในการโดยสารขั้นสูงสุด

   ระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยที่มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุดสำหรับตระกูล The C-Classซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์The S-Class อาทิ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKEพร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system), ระบบรักษาความเร็ว(Cruise Control) และจำกัดความเร็ว(SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist),ระบบ DYNAMIC SELECT คือแบบ Sport, Sport+ และ Comfort, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Autoและระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetoothนอกจากนั้นยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC)กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียงรอบทิศทางBurmester®surround sound system ที่เป็นฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาในรุ่น AMG Dynamic ระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งเฉพาะในรุ่น The C 220 d Exclusive และ           The C 220 d AMG Dynamic และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing camera) ที่มีเฉพาะในรุ่นThe C 220 dAvantgarde และ The C 220 d Exclusive ด้วย

·         C 220 d Avantgarde ราคา2,349,000บาท

·         C 220 d Exclusive ราคา2,690,000บาท

·         C 220 d AMG Dynamic ราคา2,890,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว “นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย” หอดูดาวเคลื่อนที่ รถกระบะอัจฉริยะนิสสันที่เป็นหอดูดาวเคลื่อนที่ ได้รับการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency – ESA)

Wednesday, 26 September 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉม “นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์รถยนต์ต้นแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ที่งานฮันโนเวอร์ มอเตอร์โชว์ 2018พิสูจน์ให้เห็น นวัตกรรมอัจริยะไร้ขีดจำกัด

นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป ภายใต้แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เพื่อสร้างศูนย์วิจัยดาราศาสตร์เคลื่อนที่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงที่ติดตั้งบนรถต่อพ่วงแบบออฟโรด ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะProPILOTที่รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะความปลอดภัย และศักยภาพในขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะในขณะลากจูง

   องค์การอวกาศยุโรปสำรวจดวงดาวด้วยความแม่นยำเป็นประวัติการณ์ด้วยดาวเทียมไกย่า และได้ทำการสำรวจดวงดาวไปแล้วกว่าพันล้านดวง  รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” จะทำหน้าที่สนับสนุนโครงการนี้โดยนำนักดาราศาสตร์ติดตามการสำรวจจักรวาลบนพื้นที่ที่เรียกว่า “ดาร์ค สกาย” หรือพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เข้าถึงได้ยาก และทัศนวิสัยไม่ดี

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมที่นิสสันได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ด้วยแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าของเราพร้อมเดินทางไปได้ทุกที่” กล่าวโดย นาย อัชวานี กุปต้า รองประธานอาวุโส ฝ่ายรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์  (Ashwani Gupta, senior vice president of Nissan’s light commercial vehicle business) “เรากำลังสร้างโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อความท้าทายของธุรกิจไม่ว่าความต้องการเชิงพาณิชย์จะซับซ้อนเพียงใด ผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT”

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” มาพร้อมกับฟีเจอร์อันชาญฉลาดมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนี้

·       เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถผ่านการผสมผสานระหว่างเทคโนโลนีอินเทลลิเจนท์ ครูซ คอนโทรล Intelligent Cruise Control และ เทคโนโลยีช่วยหมุนพวงมาลัย หรือ Steering Assist Technologies เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า ในขณะที่รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” และรถพ่วงเทรลเลอร์แบบออฟโรด ยังสามารถวิ่งอยู่ในเลน หรือแม้ในขณะเข้าโค้ง

·       เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัพเกรดเพื่อช่วยการลากจูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นรอบคันจากภาพมุมสูงหรือ bird-eye-viewและยังทำให้สามารถจอดรถได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เห็นวัตถุในมุมอับที่อยู่ในรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยี การควบคุมและการทรงตัวของรถต่อพ่วง (Intelligent Towing Hitch Alignment)ช่วยควบคุมการขับขี่ การเร่งความเร็ว การเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้สามารถควบคุมตัวรถและรถต่อพ่วงด้านหลังให้อยู่ในระดับเดียวกันเมื่อต้องลากจูงสิ่งของด้านหลังรถ

·       แบตเตอรี่แบบเคลื่อนที่ จากเทคโนโลยีของนิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังไฟฟ้าไร้มลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่ามีแหล่งไฟสำรอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้บรรทุกอุปกรณ์สำคัญ อย่าง กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงเพลนเวฟ เทเลสโคป (PlaneWave telescope)เพื่อขนส่งกล้องโทรทรรศน์นี้ไปยังพื้นที่ที่มีความมือมิดของท้องฟ้าที่ห่างไกลผู้คนได้ ด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility technologies)

   “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย”  ทำให้เราสามารถสำรวจดวงดาวในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแสงไฟของเมืองรบกวน ในขณะเดียวกันก็สามารถขนส่งกล้องดูดาวได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย” นาย เฟร็ด เจนเซ่น ผู้จัดการอาวุโส โครงการองค์การอวกาศยุโรปสำหรับกายา กล่าว “กล้องดูดาวอย่างที่อยู่ในเทรเลอร์นี้ มีความจำเป็นต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี่ของเรา ทำให้พวกเราที่อยู่บนโลกสามารถติดตามข้อมูลของโครงการจากดาวเทียมกายาได้”

   การออกแบบ “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงจักรวาล ภายนอกถูกออกแบบให้มีสีเข้ม พร้อมลวดลายสวยงามตามแบบของกลุ่มก๊าซ เนบิวลา ในลักษณะพาราเมทริค ภายในมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานระหว่างกลุ่มสีเข้มของท้องฟ้ายามกลางคืน กับสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน แนวเส้นสีส้มสะท้อนแสงบนเบาะที่นั่งยังช่วยให้สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟแสงขาว ที่จะมีผลกระทบต่อการดูดาวของนักดาราศาสตร์ในยามค่ำคืน

   ทั้งนี้ แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นตอนกลางคืนของมนุษย์น้อยที่สุด โดยตัวรถ และรถต่อพ่วงจะใช้หลอดไฟสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแสงรบกวนระหว่างการดูดาว

   นิสสันทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอวกาศยุโรป โดยรถต่อพ่วงรุ่นนี้มีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อช่วยให้กล้องดูดาวมีความเสถียร และสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการขนส่งสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

   ในกรณีที่เข้าถึงจุดหมายได้แล้ว หลังคารถต่อพ่วงก็จะถูกเปิดออกเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์สามารถสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ ด้วยหน้าเลนซ์กระจก ขนาด 40 เซ็นติเมตร กล้องโทรทรรศน์นี้สามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดคมชัดได้จากระยะไกลกว่าวงแหวนของดาวเสาร์ สามารถมองเห็น กาแล็กซี่ กลุ่มก๊าซ และซุเปอร์โนว่า

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องวิศวกรรมการออกแบบ อันทำให้นิสสันอยู่ในระดับแนวหน้าของรถกระบะ โดยตัวรถมีแชสซีเหล็กกล้าชิ้นเดียวที่แข็งแรง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ทวิน เทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ที่ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้นาวาราสามารถขับเคลื่อนไปได้บนทุกเส้นทางแม้ในพื้นที่ห่างไกล ขณะบรรทุกกล้องดูดาวที่มีน้ำหนักอยู่ได้อีกด้วย

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ เอ็กซ์สตอเรจ โรม (xStorage ROAM) เป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใช้งานแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิสสันเป็นผู้ผลิตมาใช้งานโดยเมื่อใส่ลงในช่องใส่แบตเตอรี่ ชุดแบตเตอรี่จะอยู่ในโหมดชาร์จตลอดเวลาและพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

   นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์อัจฉริยะอื่นๆ ได้แก่ สัญญาณ Wi-Fi แท่นวางแล็บท็อป และสัญญาณโทรทัศน์ย่านความถี่สูงแบบ UHF เพื่อส่งสัญญาณได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม มีการติดตั้งเรดาร์ 8 ตัวรอบคันรถรวมถึงรถต่อพ่วง ทำให้สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวรถได้ โดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัสของ นิสสัน คอนเน็ค อินโฟเทนเม้น (NissanConnect infotainment) บริเวณแผงควบคุมรถ

   เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ เหล่านี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ รถต้นแบบ นิสสัน ดาร์ค สกาย เป็นรถกระบะอัจฉริยะที่สุดเพื่อการลากจูง ภายใต้แนวคิดนี้ ทำให้นาวาราสามารถลากรถต่อพ่วงที่บรรทุกกล้องดูดาวสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ด้วยเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องสแกนจะตรวจสอบภูมิประเทศโดยรอบเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เรียบและเหมาะสมเพื่อจอดรถต่อพ่วง รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มีระยะความสูงใต้ท้องรถมากกว่ารถกระบะนาวาราในรุ่นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการ “ไปได้ทุกที่”

   โดยหลังจากงาน ฮันโนเวอร์ มอเตอร์ โชว์ นิสสันจะบริจาคกล้องดูดาวนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและการผจญภัย อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการศึกษาเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่สู่ผู้บริโภคในเมืองไทย นำเสนอสุดยอดการดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่สำหรับคนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน พร้อมเงื่อนไขผ่อนชำระ 19,xx

Tuesday, 11 September 2018 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

   หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40ของเราคือCMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

   สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

   นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง     

ฟีเจอร์หลักของ Volvo XC40

การออกแบบส่วนหน้ารถใหม่สไตล์สวีดิช แบบ Shark Nose และClamshell Hood

   XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถคว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year

   งานออกแบบโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี

   XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

   คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

   XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

   สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)

XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

   การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

   รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

   หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

   เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40 มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด

   XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

รื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

   สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

   แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย

ตัวอย่างฟีเจอร์มาตรฐานที่ติดตั้งมาใน New XC40 Momentum      

•      จอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว

•      ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ

•      แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย

•      ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ (City Safety)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information)

•      ระบบเตือนการชนด้านหลังพร้อมเบรกเมื่อรถหยุดนิ่ง (Rear Collision Warning with braking at standstill)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรก (Cross Traffic Alert with brake support)

•      ระบบตรวจจับ: ยานพานะ คนเดินเท้า จักรยาน สัตว์ใหญ่

•      ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road Mitigation)

•      ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation)

•      ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)

•      ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Aid)

•      กล้องมองหลังสำหรับการจอดรถ (Rear parking camera)

•      ระบบเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดด้านหน้า-หลัง (Park assist front and rear)

สำหรับรุ่นท็อปอย่าง R-Design มอบฟีเจอร์ใหม่เป็นมาตรฐานดังนี้

•      ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามสภาพถนนและระบบแจ้งเตือนป้ายความเร็ว (Adaptive Cruise Control – with speed sign assist)

•      ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)

•      ระบบช่วยในการจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

•      ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Harman Kardon Premium Sound System

ราคาจำหน่าย

   The New Volvo XC40 เสนอ เงื่อนไขพิเศษ เริ่มต้นผ่อนชำระ 19, xxx บาทต่อเดือน ดาวน์ 40% ระยะผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับรุ่นXC40 T4 Momentum (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

 
 

More Articles...

Page 1 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )