Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The GLA คอมแพ็คเอสยูวีโฉมใหม่ พร้อมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

Monday, 24 July 2017 16:14

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกั รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ The GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ที่มอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในดีไซน์อันปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันมากกว่าที่เคย พร้อมเผยโฉมรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่มาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงโดยเฉพาะ โดยผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดได้อย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ตั้งแต่วันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้  ณ โซน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในครึ่งปีหลังของปี 2017 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นแนวคิดที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด”  ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์หรูในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ด้วยการแนะนำ The GLA โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยล่าสุด มานำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มีคาแรคเตอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยท่องเที่ยว แต่แฝงไปด้วยความสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร”

   “The GLA ถือเป็นผู้นำของรถยนต์ในกลุ่ม Premium Compact Car ประเภท SUV ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์สไตล์คอมแพ็ค อันโฉบเฉี่ยว ทำให้รถยนต์กลุ่ม Compact Car ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายทั้งหมด 10,962 คันในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์กลุ่ม ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการเปิดตัว The GLA 2 รุ่นย่อย อย่าง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic แล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ปรับโฉมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะ อย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC เพื่อเอาใจคนที่ชื่นชอบความเร็วและแรงแต่ยังคงดีไซน์สไตล์คอมแพ็คเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากการเปิดตัวในวันนี้ ทางบริษัทฯ จะนำรถยนต์รุ่นใหม่นี้ ไปจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ครั้งแรกของการจัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในรูปแบบคาราวาน ที่เริ่มต้นจุดหมายแรก ณ ลาน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้า  เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้ ก่อนออกเดินทางไปยังอีก 4 จุดหมายทั่วประเทศไทย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุรินทร์ ในวันที่ 26-31 สิงหาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในวันที่ 5-11 กันยายน, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ขอนแก่น  ในวันที่ 18-24 กันยายน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 26 กันยายน - 2 ตุลาคมนี้ ซึ่งนอกจากการจัดแสดงรถยนต์แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้ตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์ในด้าน ความรับผิดชอบ(Responsibility) ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ประกอบด้วยสมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอ จำนวน 1,700 ชุด แก่ เด็กนักเรียนผู้ยากไร้ในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งชุดเครื่องเขียนที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX) เมื่อปลายปีที่แล้ว”

   “ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 16 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

The GLA

   เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนารูปลักษณ์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการทดลองภายในอุโมงค์ลมที่สามารถ  ปล่อยลมความเร็วสูงได้ โดยอุโมงค์ลมนี้ตั้งอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเมืองซินเดลฟิงเก้น ประเทศเยอรมนี โดยรูปลักษณ์ที่ลู่ลมของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นี้ส่งผลโดยตรงให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำเมื่อขับขี่ในสภาวะปกติ

   ทั้งนี้ แนวคิดทางการออกแบบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นั้นประกอบไปด้วยการปรับปรุงรูปร่างของเสาเอให้ ลาดเป็นวงโค้ง การปรับปรุงกรอบกระจกรอบตัวถังให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศด้านใต้ท้องรถ การปรับแต่งปลายขอบตัวถังบริเวณส่วนล่างของตัวรถให้เป็นพื้นที่ลู่ลมขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับแต่งบริเวณส่วนกลางของเพลาหลังและ ท่อเก็บเสียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับดิฟฟิวเซอร์อีกด้วย นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้ง สปอยเลอร์หลังคา พร้อมติดตั้งไฟหลังที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ที่ด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศทางด้านหลังของตัวรถให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ดีไซน์ภายนอก ของ The GLA โฉมใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์อันเร้าอารมณ์ในแบบฉบับรถยนต์คอมแพ็ค ที่ผสานกับความสปอร์ต อเนกประสงค์ และสมรรถนะอันดีเยี่ยม เหมาะทั้งการขับภายในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับการยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโร้ดให้ดีขึ้น ด้วยตำแหน่งที่นั่งซึ่งยกสูงขึ้นและรูปลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบันมากกว่าที่เคย, กันชนแบบใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance มาทดแทนระบบไฟหน้าแบบ Bi-Xenon โดยระบบไฟนี้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการส่องสว่างอันยอดเยี่ยม พร้อมด้วยอุณหภูมิแสงที่ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ที่จะช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตาผู้ขับขี่เมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน พร้อมระบบ Adaptive highbeam Assist ที่ช่วยปรับไฟสูงแบบอัตโนมัติ เพื่อลดการบดบังทัศนวิสัยของผู้ร่วมใช้ถนน, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED

   ในกรอบไฟหน้า, ไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างปรับระดับ และพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่   และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้า, ราวหลังคาอะลูมิเนียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อ โดยสำหรับรถยนต์ในรุ่น  GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18” และรถยนต์ GLA 250 AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด  ด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi - spoke ขนาด 19”            

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียมาตรฐานรุ่นใหม่ อย่าง หน้าจอขนาด 8 นิ้ว,มาตรวัดรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเข็มชี้สีแดงซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารอ่านค่าสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และระบบ HANDFREE ACCESS ที่สามารถเปิดประตูท้ายได้โดยไม่ใช้มือในรุ่น GLA 250 AMG Dynamic โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบ ไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังปรับองศาได้ พร้อมกล่องเก็บของ ตาข่ายสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth), รองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™), MB Apps, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่เพิ่มเติมสำหรับทั้ง 2 รุ่น คือ การติดตั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นระบบความปลอดภัยมาตรฐาน โดยระบบนี้จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ขับอยู่กับรถยนต์คันข้างหน้านั้นมีน้อยเกินไป และหากจำเป็น ระบบนี้สามารถสั่งชะลอหรือหยุดรถให้โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะที่เหมาะสมได้หากเกิดสถานการณ์อันตราย ระบบนี้ยังสามารถสั่งหยุดรถได้โดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)

Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ด้วยการใช้โครงสร้างรถยนต์หลากหลายรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผสานกับนวัตกรรมด้านสมรรถนะของเอเอ็มจีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งการปรับแต่งคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น มิได้เพียงแต่จะช่วยลดแรงต้านที่ตัวรถ แต่ยังช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความสมดุลย์ขณะขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก  ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 โฉมใหม่นี้ โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงที่ลู่ลมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ด้านหน้าของตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น, ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้าใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Aerodynamic package ที่เพิ่มชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอสให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยช่องรับอากาศจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ

ดีไซน์ภายใน โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และระบบอุ่นร้อน, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel Nappa / DINAMICA ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ ตกแต่งภายในด้วย AMG Design trim in black / red แบบ CARBON FIBRE ที่คมเข้มดุดัน มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เข้ากับสีเบาะ ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ต น่าหลงใหล, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ  AMG DYNAMIC SELECT, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10 ก้าน ขนาด 20” และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, หน้าจอแบบยกตัว ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเพิ่มความรื่นรมย์ตลอดการขับขี่ด้วยเครื่องเสียงแบบ Harman Kardon® Logic 7® surround sound system ที่ให้เสียงรอบทิศทาง, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง GARMIN MAP PILOT รวมถึงหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot), ระบบเบรก AMG High Performance Braking System ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มความเร้าใจและปลอดภัยขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง, ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ SPORT+ ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด

   นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน 

   หนึ่งในคุณสมบัติอันล้ำสมัยของเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้กับรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือหัวฉีดน้ำมันแบบตรงที่สามารถฉีดน้ำมันเป็นละอองได้ กล่าวคือ หัวฉีดแบบเพียร์โซนั้นจะติดตั้งอยู่ที่จุดกึ่งกลางของกระบอกสูบทั้ง 4 กระบอกและสามารถฉีดน้ำมันได้แม้ในกระบอกสูบจะมีความดันสูงถึง 200 บาร์ การฉีดน้ำมันและการจุดระเบิดได้หลายครั้งต่อจังหวะการเคลื่อนที่ของกระบอกสูบ 1 รอบนั้นช่วยประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic) ของเครื่องยนต์ จึงช่วยลดปริมาณไอเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ได้เป็นอย่างมาก ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบมีทางเดินไอเสีย 2 ช่อง (Twin-scroll) ที่ทำงานอย่างสอดประสานกับระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันและการปล่อยไอเสียนั้นช่วยปรับปรุงกระบวนการ อัดอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างที่ผู้ขับขี่ปรารถนามากที่สุด

   เมื่ออยู่บนถนน เทอร์โบชาร์จเจอร์และเครื่องยนต์ 4 สูบขนาดความจุกระบอกสูบ 2 ลิตร ที่ประกอบด้วยมือทุกขั้นตอนจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยอัตราการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่สูง การทำงานที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์อย่างที่สุด เสียงของเครื่องยนต์นี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้งานอยู่ในขณะนั้น อีกด้านหนึ่ง ระบบไอเสียของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่นั้นมีวาล์วควบคุมไอเสียแบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 

   ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่มาพร้อมระบบควบคุมไอเสียเอเอ็มจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เอ็กซอส ซิสเต็ม (AMG Performance Exhaust System®) โดยระบบไอเสียนี้สามารถสร้างเสียงของเครื่องยนต์ที่ฟังแล้วสปอร์ต เร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีระบบลดเสียงการทำงานของระบบควบคุมไอเสียที่ปรับแต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียง

   การทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างชัดเจนและเร้าใจกว่าเดิม ผู้ขับขี่สามารถเลือกเสียงของ เครื่องยนต์ที่ต่างกันได้เมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ หรือกดปุ่มที่คอนโซลเพื่อเปิดหรือปิดการทำงาน และนอกจากนี้ยังมีระบบ RACE START ที่ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที   

Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มอบความรู้สึกคล่องตัวและอัตราการทำงานของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้นขณะขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่สั้นในเกียร์ 3 ถึงเกียร์ 7 รวมถึงอัตราการตอบสนองของเกียร์ที่ดีขึ้นและระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงอัตราเร่งที่ดีขึ้นในทุกย่านความเร็วได้อย่างชัดเจนในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเกียร์และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  AMG Performance 4MATIC เป็นระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาตรฐานของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ ที่มอบการยึดเกาะพื้นถนนอย่างมั่นใจแม้ในสภาพการขับขี่แบบออฟโร้ด โดยระบบช่วงล่างนี้จะถ่ายทอดพลังงานจากเครื่องยนต์สู่ล้อทั้ง 4  การส่งแรงบิดที่คงที่อย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยการกระจายแรงบิดที่ล้อคู่หน้าและคู่หลังอย่างเท่ากัน ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีทั้งความสปอร์ต ความประหยัดน้ำมัน และการยึดเกาะที่เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นผิวถนน นอกเหนือจากนี้ รถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ยังติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งโหมดการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ได้2 แบบ คือแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหรือแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะมีอัตราการถ่ายเทกำลังเท่ากันที่ร้อยละ 50 ต่อ 50

  • GLA 200 Urban   ราคา   2,090,000   บาท
  • GLA 250 AMG Dynamic   าคา   2,390,000   บาท
  • Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC   ราคา   4,840,000   บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : TOYOTA CAMRY 2.0G Extremo ปรับดีไซน์ใหม่ สำหรับปี2017

Tuesday, 11 July 2017 14:18

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  ประกาศแนะนำรถยนต์นั่งขนาดกลาง Toyota Camry 2.0G Extremo รุ่นปรับโฉมใหม่ สำหรับทำตลาดในปี 2017  

   Toyota Camry 2.0G Extremo ใหม่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบความโดดเด่นพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยได้รับการปรับปรุงและยกระดับความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอก เพิ่มอารมณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งดีไซน์สปอร์ตหรูรอบคันพร้อมกระจังหน้าดีไซน์หรูล้ำสะกดทุกสายตา พร้อมคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ VVT-iW  ระบบการฉีดน้ำมันแบบ D-4S และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift ให้อัตราเร่งเต็มพลังถึง 167 แรงม้า กำลังสูงสุด 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 4,600 รอบต่อนาที แต่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัดน้ำมัน รวมไปถึงระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากลที่ครบครัน

   นายวุฒิกร กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะแนะนำCamry 2.0G Extremo ใหม่ที่พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ชื่นชอบยนตกรรมที่มาพร้อมความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ดีไซน์ที่โดดเด่นและสะท้อนไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ที่สำคัญCamry 2.0G Extremo ใหม่พร้อมสร้างความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของคัมรี”

Toyota Camry 2.0G Extremo ดีไซน์ภายนอกเพิ่มความสปอร์ตหรู ไล่ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ LED Dual Projector รมดำดีไซน์สปอร์ตพิเศษ ส่องสว่างได้กว้างไกล  ปลอดภัยสูงสุดทุกการเดินทาง ,เพิ่มความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งรอบคันทั้งสเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลังและ       สปอยเลอร์หลัง ที่ได้รับการออกแบบใหม่อย่างมีสไตล์ , ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลายใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเพิ่มความเร้าใจ ส่วนห้องโดยสารเน้นตกแต่งด้วยสีดำ เพิ่มความทันสมัยจากลายไม้ใหม่ Carbon Wood

   Toyota Camry 2.0G Extremo ดีไซน์ใหม่มีให้เลือก 2 สี สีขาวมุกWhite Pearl Crystal และ สีดำAttitude Black Mica ราคา  1,525,000  บาท

  

   สนใจเชิญสัมผัส Toyota Camry 2.0G Extremoใหม่   ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 464 แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON Limited Edition เสริมทัพด้วยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

Saturday, 08 July 2017 15:21

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ด้วยการเพิ่มรุ่น Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition อีก 1 รุ่นเป็นทางเลือกในการตอบโจทย์ลูกค้าที่มากขึ้น

   สำหรับรุ่น Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition และรุ่น Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT/ 5AT Limited Edition ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดตั้งแต่เปิดตัวยังคงมีให้เลือกเช่นเคย  ซึ่งมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคันแรงด้วยขุมพลังนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร MIVEC เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย เบาและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี VG Turbo ช่วยรีดกำลังออกมาได้สูงสุด 181 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 430 นิวตันเมตร พร้อมให้ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำเพียง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 20%

   มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ใช้งานง่าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบ ให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนน ไปให้สุดกับระบบล็อกเพลาหลัง Rear Diff Lock ให้คุณเอาชนะทุกอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย พร้อมให้ความอุ่นใจในความปลอดภัย ด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, บริเวณเข่าคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ซึ่งทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทาง เฉพาะด้านคนขับ สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง

   รูปลักษณ์แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีดำรอบคัน ประกอบไปด้วย กระจังหน้าสีดำ, ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ, ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว, โป่งซุ้มล้อสีดำ, บันไดข้างสีดำ, กันชนหลังสีดำ และฐานไฟหน้าสีดำ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคัน

   ส่วนอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษภายใน มีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับ กระจกกรองแสง (หน้าต่างแถวที่ 2 และบานหลัง) พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พิเศษในรุ่น Double Cab Plus ที่ยังมาพร้อมกับจอเพดานหลังขนาด 10.2 นิ้ว

   มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยข้อเสนอพิเศษกับ แพคเกจ 3553ประกอบไปด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี และฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปี4 ทั้งยังมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานาน 3 ปี

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยทางเลือก 4 รุ่นย่อย

  • Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition 
    สีดำ ราคา 746,000 บาท และสีขาว ราคา 753,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition
    สีดำ ราคา 869,000 บาท และสีขาว ราคา 876,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 914,000 บาท และสีขาว ราคา 921,000 บาท
  • Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 1,072,000 บาท และสีขาว ราคา 1,079,000 บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : BENTLEY BENTAYGA SUV ที่สุดแห่งพลัง และความหรูหรา

Saturday, 24 June 2017 15:28

 

 

 

 

 

 

 

   ยานยนต์สายพันธ์อังกฤษแท้ผสมผสานความหรูหรากับสมรรถนะสปอร์ต และ off-road เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการใช้งานในทุกสภาพถนนและทุกวันของชีวิต พร้อมเผชิญในทุกสภาวะของการขับขี่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัน พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและมีเอกลักษณ์ที่ด้วยการออกแบบที่ข้ามขีดจำกัดแห่งกาลเวลา ให้ดุลยภาพระหว่างความแข็งแกร่งและความสง่างามอย่างลงตัวปราณีตในทุกรายละเอียด ด้วยวัสดุคุณภาพสูงภายในห้องโดยสารร่วมสมัยจากช่างฝีมือขั้นเทพ

   Bentayga ทายาทลำดับที่ 4 จากสายการผลิตของ Bentley มาในรูปแบบ SUV ที่ล้ำหน้าระดับโลกเร็ว ด้วยพลังความ หรูหราที่พิเศษสุด ด้วยเครื่องยนต์ W12 รุ่นใหม่ เปิดประสบการณ์แห่งการขับขี่อันทรงพลังในแบบของ Bentley พรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย ดีไซน์การออกแบบทางวิศวกรรมยานยนต์และงานฝีมือระดับปรมาจารย์ของโรงงานเมือง Crewe ส่งผลให้ Bentayga ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็น Bentley ในทุกรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลเวลา แสดงออกถึงดุลยภาพระหว่างความแข็งแกร่งและความงดงามอย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยโคมไฟคู่หน้า LED 4 ดวงและกระจังตาข่ายขนาดใหญ่ โฉบเฉี่ยวดุดันจากแนวเส้นตัวถังราวกับมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วย DNA ของ Bentley ในทุกอณู

   Bentley Bentayga สร้างมาตรฐานการออกแบบใหม่ของงานตกแต่งภายใน จากผลงานที่ไร้เทียมทาน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของชิ้นงานโลหะ ลายไม้ และหนังแท้คัดคุณภาพ รวมไปถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตและประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างปราณีตบรรจง รังสรรค์บรรยากาศสุดหรูหรา ร่วมสมัย  สไตล์อังกฤษ ความสมบูรณ์แบบดังกล่าวเกิดขึ้นได้ด้วยจิตใจมุ่งมั่นทุ่มเทและทักษะความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญผนึกกำลังอย่างเต็มที่ในโรงงาน Bentley เมือง Crewe ขุมพลังเครื่องยนต์ W12 ทวินเทอร์โบใหม่ล่าสุด ขนาดความจุ 6.0 ลิตร คือหัวใจของ Bentayga เครื่องยนต์ 12 สูบทรงพลังเครื่องนี้ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความนุ่มนวล ถึงพร้อมด้วยพลังและแรงบิดมหาศาล ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 608 แรงม้า (600 bhp) และแรงบิด 900 นิวตันเมตร (663 lb.ft) ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 301 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (187 ไมล์ต่อชั่วโมง) ส่งผลให้ Bentayga กลายเป็นยนตกรรม SUV ที่เร็วที่สุดในโลก

   ตัวถังได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bentayga ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของยนตกรรม SUV ระดับหรู สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมใช้งานในทุกเส้นทาง หรือแม้แต่ภาระลากจูง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (48V active anti-roll control system) ช่วยลดภาวะการโคลงตัวในยามขับขี่ นั่นหมายความว่า Bentayga พร้อมฝ่าฟันไปในทุกสภาวะการณ์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในแบบ off-road และในอนาคตยังมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล  รุ่นเครื่องยนต์กึ่งไฟฟ้า Plug-in Hybrid และอุปกรณ์พิเศษเบาะนั่ง 7 ที่นั่ง ซึ่งจะติดตามมาในโอกาสต่อไป

   นายวูลฟ์แกงค์  ดูร์ไฮม์เมอร์ (Wolfgang Dürheimer) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “เบนเทย์ก้า นับเป็นเบนท์ลีย์แท้ๆในหมู่เอสยูวี  รถยนต์รุ่นนี้จะกำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราในตลาดรถยนต์เอสยูวีและยังนำเสนอประสบการณ์ความเป็นเบนท์ลีย์ในทุกสภาพแวดล้อม ด้วยคุณลักษณะพิเศษจำเพาะนี้ จะทำให้เบนท์ลีย์ก้าวไปสู่การเจริญเติบโตอันแข็งแกร่งและความสำเร็จด้านยอดขาย  เบนเทย์ก้าจะเป็นก้าวต่อไปในการนำพาเบนท์ลีย์ไปสู่อนาคตอันเข้มแข็ง”

นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย

   ระบบช่วยเหลือผู้ขับในการขับขี่และระบบสาระบันเทิงได้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกสบาย  ทำให้เบนเทย์ก้า เป็นรถเอสยูวีที่เชื่อมโยงกับผู้ขับขี่ได้ดี การขับขี่ทั้งบนถนนและออฟโรดของเบนเทย์ก้าสามารถปรับแต่งการทำงานได้จากระบบการปรับการขับขี่ (Drive Dynamics Mode) และอุปกรณ์เสริมในการปรับแต่งการขับขี่แบบออฟโรด (Responsive Off-Road Setting) ระบบดังกล่าวสามารถปรับตั้งการทำงานได้ถึง 8 ระดับโดยผู้ขับขี่สามารถปรับได้อย่างง่ายดายโดยการหมุนปุ่มเพื่อเลือกการขับขี่ในสภาพถนนหรือพื้นผิวในทุกสถานการณ์  ระบบนี้ยังได้รับการสนับสนุนการทำงานจากระบบ Bentley Dynamic Ride (ระบบป้องกันการโคลงตัวของตัวรถด้วยไฟฟ้า 48V) และระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power-Assisted Steering -EPAS).

   ระบบปรับการขับขี่แบบออฟโรด (Responsive Off-Road Setting) สามารถเลือกการปรับแต่งรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวออฟโรดที่หลากหลายได้  โดยจะแสดงผลผ่านหน้าจอ Driver Information Panel เพื่อให้ทราบถึงระดับความเรียบของพื้น การหมุนของล้อ  องศาของพวงมาลัย  ความสูงและทิศทางการขับขี่ระบบตั้งความเร็วปรับระดับความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control -ACC) ร่วมด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในสภาพรถติด (Stop & Go), ระบบคาดการณ์เพื่อการปรับความเร็วล่วงหน้า (Predictive ACC) และระบบช่วยเหลือในการจราจร (Traffic Assist) จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถที่จะกำหนดระยะห่างกับรถยนต์คันข้างหน้า ระบบคาดการณ์เพื่อการปรับความเร็วล่วงหน้า (Predictive ACC) ทำงานโดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทาง, เซนเซอร์ และกล้องเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับโค้งถนน, เขตเมือง และเขตจำกัดความเร็ว เพื่อนำมาปรับความเร็วของรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายและช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมือง  เบนเทย์ก้าติดตั้งระบบช่วยเหลือมากมายเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ในการใช้รถในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น  ระบบแสดงผลป้ายจราจร (Traffic Sign Recognition) ซึ่งจะสามารถตรวจจับป้ายจราจรต่างๆและแสดงผลให้ผู้ขับขี่ทราบ; ระบบตรวจจับวัตถุผ่านท้ายรถ (Rear Crossing Traffic Warning), ซึ่งใช้เรดาห์ในการตรวจสอบวัตถุที่ผ่านท้ายรถในขณะที่กำลังถอยรถออกจากที่จอด  และระบบกล้องรอบคัน (Top View) ซึ่งจะใช้กล้องสี่ตัวรอบรถยนต์เพื่อแสดงภาพรถยนต์รอบคันจากมุมบน

   เบนเทย์ก้า ยังสามารถติดตั้งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Park Assist) ซึ่งจะช่วยแนะนำที่จอดรถที่เหมาะสม (ทั้งจอดขนานและจอดเข้าช่องจอด) และหมุนพวงมาลัยอัตโนมัติเพื่อเข้าจอดในช่องจอดรถที่แคบและยากในการจอดนวัตกรรมใหม่อื่นๆของเบนเทย์ก้าประกอบด้วยระบบกล้องอัตโนมัติตอนกลางคืน (Electronic Night Vision) ซึ่งใช้รังสีอินฟราเรดในการตรวจจับวัตถุที่ขวางอยู่ด้านหน้า, และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-Up Display) ซึ่งสามารถลดการละสายตาจากถนนของผู้ขับขี่เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น เบนเทย์ก้าถูกติดตั้งระบบสาระบันเทิงแบบจอสัมผัสขนาด 8” พร้อมด้วยระบบนำทาง, หน่วยความจำขนาด 60GB, และยังสามารถเลือกภาษาได้มากกว่า 30 ภาษา ผู้โดยสารด้านหลังได้รับประโยชน์จากระบบสาระบันเทิงแบบแท็บเบล็ต (Bentley Entertainment Tablet) ซึ่งประกอบไปด้วยแท็บเบล็ตที่เคลื่อนย้ายได้ขนาด 10.2” ระบบปฏิบัติการ Android ระบบ 4G พร้อม WiFi และ Bluetooth ในการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตอย่างไร้รอยต่อ

   เบนเทย์ก้ามีระบบเครื่องเสียงให้เลือกสามรูปแบบ: ระบบเครื่องเสียงมาตรฐาน (Bentley Standard Audio), ระบบเครื่องเสียงเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ (Bentley Signature Audio) และระบบเครื่องเสียงพิเศษจาก Naim (Naim for Bentley Premium Audio) โดยเครื่องเสียงชุดหลังนี้นับว่าเป็นเครื่องเสียงที่มีพละกำลังสูงสุดในรถระดับเดียวกันด้วยกำลังขับขนาด1,950 วัตต์ เชื่อมต่อกับลำโพง 18 ตัวและลำโพงเสียงแหลมพิเศษ super-tweeters สำหรับสร้างสรรค์รายละเอียดของเสียงในช่วงคลื่นความถี่สูงสุด

รูปทรงประดุจงานปฏิมากรรม, เส้นสายคมกริบ, สง่างามและภูมิฐาน

   โค้งซุ้มล้อ แก้มหน้าและฝากระโปรงหน้าของเบนเทย์ก้า แสดงออกถึงสมดุลยภาพระหว่างความสปอร์ตและความบึกบึนตามแบบฉบับของรถเอสยูวี  เส้นสายข้างตัวเสมือนมัดกล้าม รวมถึงบริเวณด้านท้ายแสดงความแข็งแกร่งจากทุกมุมมอง เครื่องหมายการค้าของเบนท์ลีย์ยังคงพบได้ในรถรุ่นนี้ นั้นคือกระจังหน้าขนาดใหญ่ลายรังผึ้งพร้อมตัวอักษร B ติดปีกซึ่งสามารถสะท้อนความทันสมัย กระฉับกระเฉง สง่าสงามของ เบนเทย์ก้า กระจังหน้าถูกขนาบด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมสี่ดวง  ดวงไฟหน้าถูกฝังอยู่ในแก้มหน้า ซึ่งขึ้นรูปขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ พร้อมที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าที่ถูกฝังเป็นชิ้นเดียวกับไฟหน้าคู่นอก บ่งบอกถึงความใส่ใจในรายละเอียด

   เพื่อตอกย้ำความสามารถในการไปได้ทุกที่ของเบนเทย์ก้า  ทีมงานออกแบบของเบนท์ลีย์ได้ติดตั้งแผ่นกันกระแทกที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ อยู่ที่ส่วนล่างของกันชนหน้า ใต้ช่องระบายอากาศรูปปีกนก ในส่วนท้ายรถ  ภายในของไฟท้ายจะมีกราฟิกเรืองแสงเป็นรูปตัวอักษร B เพื่อที่จะบ่งบอกความเป็นเบนเทย์ก้าได้อย่างชัดเจนในยามค่ำคืน หลังคากระจกพาโนรามิคเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเบนเทย์ก้า  พื้นที่กระจกมีมากถึงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่หลังคารวมทั้งหมด  กระจกขนาด 1.35 ตารางเมตรแบ่งเป็นสองส่วน  ส่วนหน้าของกระจกสามารถกระดกและเลื่อนได้  พื้นที่กระจกสามารถปิดบังแสงได้จากแผงกันแดดไฟฟ้าครอบคลุมทั้งบาน ด้านข้างของหลังคากระจกทั้งสองข้างเป็นราวหลังคาอลูมิเนียมซึ่งชิ้นงานมีการตกแต่งสองส่วน คือฐานทำสีชิ้นงานเป็นสีดำเงา  ส่วนด้านบนเป็นสีเงินเงา ล้ออัลลอยใหม่ของเบนเทย์ก้าก็มีให้เลือกได้ตั้งแต่ล้อขนาด ถึง 21 นิ้ว

ห้องโดยสารที่ประณีตที่สุด  รังสรรค์ด้วยมือที่บ้านของเบนท์ลีย์ในเมืองครูว์

   เมื่อก้าวเข้าไปในเบนเทย์ก้า ท่านจะได้สัมผัสถึงที่สุดของความประณีตในอุตสาหรรมยานยนต์ของโลกด้วยงานไม้และหนังแท้ที่บรรจงประดิษฐ์ด้วยมือด้วยความละเอียด เพื่อนำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบ ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของโลหะ ไม้และหนังแท้ นับเป็นอัตลักษณ์ของความหรูหราตามแบบฉบับอังกฤษ  ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมของทีมงานที่ครูว์

   เบนเทย์ก้า สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในส่วนของความหรูหราและรายละเอียดของรอยต่อระหว่างชิ้นงานไม้และโลหะ  แผงคอนโซลนำเอาเอกลักษณ์รูปปีกของเบนท์ลีย์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบพร้อมด้วยการตกแต่งและผิวสัมผัสที่สวยงามพาดผ่านจากประตูสู่ประตู ทั้งส่วนด้านบนของแผงหน้าปัด  ด้านล่างของคอนโซลกลาง ไล่ไปจนถึงฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าและที่วางเท้า แผ่นไม้ที่ได้รับการคัดเลือกลวดลายอย่างประณีตถูกนำมารังสรรค์เป็นพื้นผิวที่ดูงดงามและสง่างามทั่วทั้งห้องโดยสาร  จาก 15 ชิ้นงานไม้ผ่านการประดิษฐ์มาจากช่างฝีมือเยี่ยมของเบนท์ลีย์ซึ่งแผ่นไม้สามารถเลือกสรรจาก 7 ชนิด และนำมาตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด

   โลหะที่ผ่านการขัดเงาและประดิษฐ์ด้วยมือถูกนำมาประดับลงบนแผงหน้าปัด คอนโซลกลางและประตู  เอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ยังสามารถพบได้ทั้งในปุ่มปรับรูปแบบการขับขี่ หัวเกียร์ ปุ่มดึงต่างๆที่แสดงออกถึงรายละเอียดและความประณีต เบาะนั่งด้านหน้าถูกประดิษฐ์ด้วยมือในครูว์  สามารถปรับได้ 22 ทิศทางซึ่งรวมถึงการปรับการรองรับและการหนุนหลังช่วยให้ความสะดวกสบายและโอบอุ้มผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์  ความรู้สึกนุ่มสบายเช่นนี้ยังถูกเสริมเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบนวด 6 โปรแกรม ระบบอุ่นเบาะและระบายอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเบาะแบบสี่ที่นั่งหรือห้าที่นั่ง  เบาะหนังแท้ของเบนเทย์ก้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งรอยเย็บของเบาะนั่งแบบสีแตกต่างจากตัวเบาะ (contrast stitching) และการเดินลายเบาะรูปเพชร (quilted diamond design) ตรงเบาะบริเวณหัวใหล่และบั้นเอว เพื่อสะท้อนรูปแบบของการตัดเย็บเสื้อหนังล่าสัตว์ของชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญของเบนท์ลีย์จะทำการเลือกหนังวัวคุณภาพเยี่ยม โดยหนังวัวทั้งหมดมีแหล่งกำเนิดมาจากทวีปยุโรปในเขตอาการหนาวเย็น ผ่านการตากแดดตามธรรมชาติและไม่มีการพิมพ์ลาย  ลูกค้าสามารถเลือกได้ 15 สี และการทำหนังสีสลับได้ 3 รูปแบบ และสีเดียวอีก 1 รูปแบบ รูปแบบเบาะที่นั่งแบบสี่ที่นั่งบ่งบอกถึงการออกแบบ ความสะดวกสบาย และความหรูหรา  เบาะนั่งแถวหลังแบบแยก 2 ที่นั่งสามารถปรับได้ 18 ทิศทาง พร้อมทั้งระบบนวด ระบบระบายอากาศ และที่พักเท้า  บริเวณคอนโซลด้านหลังหุ้มหนังแท้พร้อมลายไม้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆเช่น ที่วางแก้วน้ำ ที่เก็บของและช่อง USB ที่สามารถชาร์จไฟได้

   ความรู้สึกโปร่งสบายในห้องโดยสารยังถูกเสริมด้วยแผ่นปิดด้านหลังเพื่อแบ่งพื้นที่ภายในห้องโดยสารกับที่เก็บสัมภาระออกจากกัน  ห้องโดยสารด้านหลังยังสามารถประดับลายเพชรบนเบาะและยังสามารถติดตั้งระบบเก็บอุปกรณ์ต่างๆเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ในห้องโดยสารด้านหลังของกลุ่มรถยนต์เอสยูวี หลังคาพาโนรามิคที่มีความยาวเต็มพร้อมด้วยวัสดุซับเสียงยังสามารถทำให้แสงแดดรำไรตกลงบนพื้นผิวของวัสดุในห้องโดยสารสะท้อนให้เห็นรายละเอียดของชิ้นงานได้เป็นอย่างดี เมื่อเปิดท้ายรถโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส นอกจากจะได้พบกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่แล้ว  ยังพบกับอุปกรณ์พิเศษของเบนท์ลีย์อีกหนึ่งสิ่งคือ เบาะในพื้นที่สัมภาระที่พับเก็บได้ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งหรือชื่นชมธรรมชาติ นวัตกรรมเบาะพับได้หุ้มหนังแท้ถูกประดิษฐ์ได้สอดคล้องกับเบาะที่นั่งในห้องโดยสารและยังผสมผสานเข้ากับเบาะนั่งหลังของรถได้อย่างไร้รอยต่อ

เครื่องยนต์ W12 ใหม่ – ประสิทธิภาพพร้อมพละกำลังและแรงบิดมหาศาล

   หัวใจของเบนเทย์ก้าคือเครื่องยนต์ใหม่ที่ผลิตจากโรงงานในเมืองครูว์ แบบ W12 TSI ขนาด 6.0 ลิตร เทอร์โบคู่ นับเป็นเครื่องยนต์ 12 สูบที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก  สร้างแรงม้าได้ถึง 608 แรงม้า (600 bhp / 447 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 900 นิวตันเมตร (663 ฟุตปอนด์) ที่รอบความเร็ว 1,350 รอบต่อนาที จนถึง 4,500 รอบต่อนาที  พละกำลังของเครื่องอันมหาศาลนี้ส่งผลให้ตัวเลขด้านสมรรถนะออกมาน่าประทับใจด้วยเช่นกัน

   เครื่องยนต์ W12 ใหม่นี้ใช้ระบบหัวฉีดสองรูปแบบทั้งระบบฉีดตรงและระบบฉีดไม่ตรง (direct and indirect fuel injection) โดยการปรับเปลี่ยนการทำงานของหัวฉีดเป็นไปอย่างอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดทั้งความนุ่มนวล  มลพิษที่น้อยลง และพละกำลังแรงบิดได้มาก ด้วยอัตราการปล่อย CO2 ที่ 296 กรัม/กม. ซึ่งอัตราดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยระบบขนาดความจุเครื่องยนต์แบบแปรผัน (Variable Displacement system) ซึ่งทำงานโดยการปิดการทำงานของเครื่องยนต์ครึ่งหนึ่งภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด  ระบบวาล์วไอดีและไอเสีย หัวฉีด และระบบจุดระเบิดจะหยุดการทำงานในสูบที่กำหนดทำให้เครื่องยนต์ทำงานเพียง 6 สูบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ถูกจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อได้ถูกพัฒนาให้มีความแข็งแรงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อแรงบิดอันมหาศาลในการขับขี่ออฟโรด

   ระบบเทคโนโลยีดับเครื่องเมื่อรถหยุด (Start-Stop) ของเบนเทย์ก้าได้รับการพัฒนาให้เหนือขึ้นไปอีกซึ่งรถยนต์สามารถแล่นไปได้โดยซึ่งเครื่องยนต์จะถูกพักการทำงานไม่เฉพาะเวลาที่รถหยุดแต่จะหยุดการทำงานเมื่อรถ ‘ใกล้จะหยุด’ โดยไม่ต้องหยุดสนิท ในเกียร์ที่ 5 ถึง 8 เมื่อผู้ขับขี่ถอนคันเร่ง (อาทิเช่นขับอยู่บนทางด่วน) รถยนต์จะเปิดการทำงาน ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ (torque converter) ลดการทำงานของเครื่องยนต์ให้ไปอยู่ในรอบเดินเบาและรถก็จะสามารถ “แล่น” ต่อไปได้  เมื่อคันเร่งถูกใช้งานอีกครั้งหรือรถยนต์กำลังเข้าสู่ทางลาดลงและอัตราความเร็วของรถเพิ่มขึ้น  ระบบส่งกำลังก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง เครื่องยนต์ W12 ใหม่มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์รุ่นเดิม  เบนเทย์ก้าจะมีเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์ไฮบริดในอนาคตต่อไป

ความหรูหราพร้อมกับความสามารถในการเดินทางไปได้ทุกที่

   กระบวนการพัฒนารถยนต์เบนเทย์ก้านับได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ยากที่สุดในประวิติศาสตร์ของเบนท์ลีย์ ครอบคลุมการทดสอบใน 5 ทวีป จากทางฝุ่นและกรวดในแอฟริกาใต้ ไปยังทะเลทรายในดูไบ  ต่อไปถึงทุ่งโคลนในชีไชร์ (Cheshire) และจากอากาศ  -30°C ในขั้วโลกเหนือ ไปยังอากาศร้อน 50°C ในทะเลทราย  เบนเทย์ก้าได้แสดงสมรรถนะในทุกๆพื้นผิวและสภาพอากาศ และยังได้โลดแล่นในสนามส่วนเหนือของเนอร์เบิร์กริง (Nürburgring Nordschleife circuit) มากว่า 400 รอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของแชสซีและการปรับแต่งการบังคับควบคุมต่างๆรวมถึง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  เอกลักษณ์ของสนามส่วนเหนือนี้คือมีการเปลี่ยนระดับความสูงอันหลากหลาย  การเกาะพื้นผิวของถนนหลากหลายรูปแบบ  การเข้าโค้งด้วยความเร็วที่หลากหลาย ทำให้สนามนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนารถยนต์เอสยูวีที่เร็วที่สุดและมีพละกำลังระดับสูงมาก

   เบนเทย์ก้ายังได้แนะนำระบบ Bentley Dynamic Ride ซึ่งนับเป็นระบบป้องกันการโคลงตัวของตัวรถด้วยไฟฟ้า ครั้งแรกของโลก  ระบบนี้ได้รับการพัฒนาต่อมาจากรถขนาดใหญ่ที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูง ระบบนี้จะช่วยจะปรับการทำงานของรถให้สัมพันธ์กับแรงกระทำทางด้านข้าง เพื่อให้ล้อสัมผัสกับพื้นให้ได้มากที่สุดในเวลาเข้าโค้ง อันจะนำมาซึ่งเสถียรสภาพของห้องโดยสาร  ความนุ่มนวลสะดวกสบายและการบังคับควบคุม

   ขณะที่เหล็กกันโคลงปกติจะช่วยในการควบคุมการโคลงตัวแต่ความนุ่มนวลจะถูกลดลง ระบบของเบนท์ลีย์ที่สามารถปรับและตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆได้จะช่วยให้เบนเทย์ก้าสามารถนำเสนอความคล่องตัวและความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกท่านในทุกช่วงเวลา  การใช้ระบบไฟ 48V ทำให้การทำงานมีความเงียบ ตอบสนองฉับไวและมีพละกำลังเพียงพอในการรองรับกับถนนในทุกพื้นผิว เบนเทย์ก้าได้รับการติดตั้งระบบพวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า (Electric Power-Assisted Steering -EPAS) ระบบใหม่นี้ช่วยเพิ่มการตอบสนองให้กับผู้ขับขี่ แต่ลดการสั่นสะเทือนของพวงมาลัยมาสู่ผู้ขับขี่เมื่อขับทั้งบนถนนและออฟโรด   ระบบ EPAS ยังประกอบไปด้วยอัตราทดพวงมาลัยแปรผันซึ่งทำให้การหมุนพวงมาลัยทำได้อย่างเบามือและรวดเร็วในขณะที่รถเคลื่อนตัวช้าๆและจะลดความไวของการตอบสนองลงเพื่อทำให้รถมีเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   เบนเทย์ก้านำเสนอความนุ่มนวลในการขับขี่ระดับเยี่ยมยอด การบังคับควบคุมที่ให้ความรู้สึกดีเยี่ยม ซึ่งมีผลมาจากแชสซีย์ที่ดีและระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Control -ESC) นอกจากนั้นเบนเทย์ก้ายังได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการเกาะถนน (Traction Control -TCS) และระบบควบคุมการขับลงเขา (Hill Descent Control -HDC) ระบบ HDC จะทำการคำนวณความเร็วของรถและความลาดชันและปรับความเร็วอัตโนมัติซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมาธิไปกับการหักหลบสิ่งกีดขวางให้ได้มากที่สุด  ระบบนี้สามารถตั้งความเร็วล่วงหน้าได้ตั้งแต่ความเร็วระหว่าง 2 ถึง 30 กม./ชม. และทำงานบนความลาดชันที่มากกว่าห้าเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับเบนท์ลีย์ทุกรุ่น  เบนเทย์ก้ามาพร้อมกับระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับ ผู้ขับขี่เบนเทย์ก้าสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ 4 รูปแบบ: High 2High 1 , Normal และ Low ในรูปแบบ High 2 ผู้ขับขี่สามารถเลือกเองได้เพื่อใช้งานในสภาพถนนที่ทุรกันดาร  ลูกค้ายังสามารถที่จะเลือกปรับลดระดับท้ายรถเพื่อให้ง่ายต่อการยกของขึ้นและการติดตั้งหัวลาก โดยกดปุ่มที่อยู่ในท้ายรถ

รายละเอียดทางเทคนิค

   Bentley Motors เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ระดับสูงแห่งหนึ่งของโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Crewe ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับ การออกแบบ วิจัยพัฒนา และ สร้างสรรค์วิศวกรรมยานยนต์ เพื่อผลิตรถยนต์ Bentley ทั้งสี่รุ่น ได้แก่ Continental, Flying Spur, Bentayga และ Mulsanne ทั้งหมดนี้ล้วนได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานของ งานฝีมืออันประณีตบรรจง ได้รับการสืบทอดทักษะจากรุ่นสู่รุ่น เข้าด้วยกันกับเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์อันล้ำหน้า ก่อกำเนิด Bentley รถยนต์หรูสายพันธุ์อังกฤษ สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความล้ำค่า จากสายการผลิตที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของทุกคนที่ Crewe กว่า 4,000 ชีวิต

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ครอสโอเวอร์สายพันธุ์แรง

Wednesday, 21 June 2017 16:18

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์หรู รุกหนักผลิตภัณฑ์กลุ่มเอสยูวี เปิดตัวยนตรกรรมประกอบในประเทศรุ่นล่าสุด อย่าง  “GLC 250 d 4MATIC Coupé” รถยนต์ที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเสริมทัพเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบความเร็วด้วยสมาชิกลำดับที่9ในกลุ่ม Mercedes-AMG สไตล์ครอสโอเวอร์สมรรถนะสูง อย่าง  Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé โดยรถยนต์รุ่น “GLC 250 d 4MATIC Coupé” นำเสนอสองรุ่นย่อย ได้แก่ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท ส่วน  Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé นำเสนอในราคา 5,790,000 บาท

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“รถยนต์ตระกูลเอสยูวี ถือเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากในปีที่ผ่านมา กลุ่มรถยนต์เอสยูวีเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตสูงสุดด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 706,170 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์หรู รวมถึงเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า เราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง”

   “รถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราตั้งใจนำเสนอให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาและคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งคัดเลือกรุ่นรถยนต์ที่ดำเนินการประกอบภายในประเทศ เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ ของรถให้เหมาะสมกับสภาพท้องถนนตลอดจนลักษณะการขับขี่และการใช้งานในเมืองไทย ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นแบรนด์รถหรูเพียงแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มีการประกอบรถยนต์ภายในประเทศครบทั้ง 3 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การประกอบโครงสร้างตัวถังรถ (Body shop) ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีทั้งเหล็กชนิดพิเศษและอลูมิเนียม เพื่อความแข็งแรงและน้ำหนักเบา การทำสี (Paint) ซึ่งใช้มาตรฐานการทำสีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Assembly) ด้วยความพิถีพิถันโดยมีการใช้อะไหล่ที่ผลิตในประเทศมากกว่า 40% ภายใต้มาตรฐานคุณภาพการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จาก บริษัท เดมเลอร์ เอจี ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังถือเป็นค่ายรถยนต์หรูเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่นำเสนอรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศที่มีจำนวนรุ่นให้เลือกสรรมากที่สุด โดยหลังจากการเปิดตัว The GLC Coupé รุ่นประกอบประเทศไทยวันนี้ จะส่งผลให้ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศถึง 21 รุ่น ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz อีกด้วย ทั้งนี้ เรายังคงตั้งใจที่จะผลิตรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยให้ดีที่สุด”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ มีผลจากการที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรุ่นรถยนต์ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีรถยนต์กลุ่มเอสยูวีทั้งหมด 11 รุ่นที่ครอบคลุมทุกขนาดและเซ็กเมนต์ ได้แก่ GLA 200 Urban, GLA 250 AMG Dynamic, GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD, GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive, GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic, GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic, GLS 350 d 4MATIC AMG Premium, G 350 d Sport รวมถึงรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวในวันนี้ อย่าง GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus

   “GLC 250 d 4MATIC Coupé” รุ่นประกอบในประเทศไทย เป็นยนตรกรรมขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง The GLC Coupé มีให้เลือกสรรถึง 2 แบบ คือ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูปราดเปรียว ด้วยลายเส้นโค้งเว้า ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม”

  

GLC 250 d 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย

   ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมโดดเด่นด้วยการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งThe GLC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย มีให้เลือกสรรถึง 2 แบบ คือ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูปราดเปรียว ด้วยลายเส้นโค้งเว้า ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว รวมถึง การออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และระบบความปลอดภัยมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยทุกท่าน

ดีไซน์ภายนอก

   ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลาง เสริมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-optic เพื่อการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ เส้นสายหลังคาและลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย ที่เน้นดีไซน์แบบ  เรียบหรู ล้ำสมัยเสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกันด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ พร้อมด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว ระบบกันสะเทือนแบบ DYNAMIC BODY CONTROL, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายใน

   ของ The GLC-Class Coupé มาพร้อมจุดเด่นภายในห้องโดยสาร อย่าง แดชบอร์ดและคอนโซลกลางที่มีขอบลายเส้นที่ดูไหลลื่น โดยแผงคอนโซลที่มีขนาดใหญ่และถูกออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวนี้ วางทอดตัวยาวจากช่องลมระบบปรับอากาศบริเวณตรงกลางของแผงหน้าปัดลงมาจนถึงพนักวางแขนบริเวณกึ่งกลางระหว่างเบาะที่นั่งของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งเส้นสายบริเวณแผงคอนโซลที่ดูเรียบง่ายแต่เร้าอารมณ์ช่วยให้ห้องโดยสารดูกว้างขวาง เรียบง่าย และ ล้ำสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ทั้ง 2 แบบยังมาพร้อมกับพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ พร้อมเสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น เมื่อเลือกใช้โหมดของระบบกันสะเทือนแบบ COMFORT, SPORT และ SPORT+, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO, ฟังก์ชัน ECO start/stop, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน, เบาะนั่งสำหรับ  ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกหน่วยความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3/2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวางด้วยความจุ 500-1,400 ลิตร ซึ่งนับเป็นความจุที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มเดียวกัน รวมถึงระบบมัลติมีเดีย อย่าง ระบบวิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad และระบบรองรับการใช้งานอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ระบบแผนที่นำทาง (SD-Card Navigation System), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) โดย GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ตพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต และพรมปูพื้นพร้อมสัญลักษณ์ AMG

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   ของ The GLC Coupé มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) พร้อมระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (Tyre pressure loss warning system) เป็นต้น พร้อมทั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรถยนต์ The GLC-Class Coupé รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ

   นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่รองรับระบบ DYNAMIC SELECT ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL  ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT และ SPORT+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่าย AMG ที่มาพร้อมระบบส่งกำลัง AMG Performance 4MATIC และความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จากดีไซน์ภายนอก จากชุดตกแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5 ก้านขนาด 21 นิ้ว, AMG Spoiler-lip (สปอยเลอร์ด้านหลังบนฝากระโปรงท้าย), ปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ (4-pipe look), ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG และช่วงล่างแบบ AMG sports Suspension Based on AIR BODY CONTROL ซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์ภายใน

   โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ AMG DYNAMIC SELECT และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   มาพร้อมกับระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, CONFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SLIPPERY เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ (boost pressure) ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

  • GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท
  • GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท
  • Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ราคา 5,790,000 บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : All-New Subaru XV Crossover เจเนอเรชั่นที่ 2 พัฒนาใหม่ภายใต้ Subaru Global Platform

Tuesday, 20 June 2017 13:25

 

 

 

 

 

+

 

 

 

   มอเตอร์ อิมเมจ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการใน 9 ประเทศทั่วเอเชีย ประกาศเปิดตัว  All-New Subaru XV Crossover อย่างเป็นทางการในไต้หวัน

   นับจากก้าวแรกของการเปิดตัว ซูบารุ เอ็กซ์วี ในปี 2555   ก็ได้ทำในวงการยานยนต์โลกได้สัมผัสถึงนิยามบทใหม่ของรถยนต์ครอสโอเวอร์คุณภาพมากสมรรถนะที่เหมาะแก่การขับขี่ในเมืองและทะยานสู่โลกกว้างได้อย่างลงตัว มาวันนี้กับ ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ในฐานะรถยนต์ซูบารุรุ่นที่ 2 ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ ‘Subaru Global Platform’ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเพื่อสุนทรียแห่งการขับขี่ที่ผสานความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสมรรถนะการควบคุมในระดับสูงสุด

   “ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ครอสโอเวอร์ (the All-New Subaru XV Crossover) ได้ฉายแววความโดดเด่นแห่งเอกลักษณ์ของรถครอสโอเวอร์อย่างลงตัว โดยผสานหลักสุนทรียศาสตร์และสมรรถนะการขับขี่ไว้เป็นหนึ่งเดียว ที่พร้อมจะนำผู้ขับขี่ให้โลดแล่นไปสัมผัสกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองรักและปรารถนาอย่างเต็มอิ่ม”  มร. เกลน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว “ซูบารุ ภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้นำ Subaru Global Platform มาพัฒนาเสริมสมรรถนะทั้งการออกแบบภายในและภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่ผ่านประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ไม่เป็นรองใคร”

ความโดดเด่นที่เหนือกว่าของ ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี (The All-New Subaru XV):
- ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ Subaru Global Platform ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล เกาะถนน ให้ได้สนุกกับทุกการขับขี่
- เครื่องยนต์ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรงแบบสูบนอน 2.0 ลิตร (2.0-litre Direct Injection Naturally Aspirated Boxer Engine)
- สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า ด้วยระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive ) และระบบ X-MODE
- ออกแบบภายในและภายนอกในมีความเป็นรถสปอร์ตอย่างลงตัว
- รวมอุปกรณ์และระบบความปลอดภัยไว้อย่างครบครัน อาทิ High Beam Assist, Steering Responsive Headlights และ Subaru Rear View Detection

ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ถูกนำเสนอสู่ตลาดด้วยขุมพลังแรงม้าสูงสุด 156PS ที่ 6,000 rpm มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย
- Subaru XV 2.0i
- Subaru XV 2.0i-S
   เครื่องยนต์สูบนอนขนาด 2.0 ลิตรถูกพัฒนาขึ้นใหม่ ทำให้มีน้ำหนักเบาลงอีก 12 กิโลกรัม พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง เพิ่มพลังในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน ตลอดจนการออกแบบเกียร์  Lineartronic ยังเบากว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 7.8 กิโลกรัมพร้อมทั้งมีระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (auto-step shift control) และโหมดควบคุมความเร็วด้วยตนเอง 7 สปีด (7-speed manual mode) และซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ดีมากขึ้น

   นอกจากระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive ) แล้ว ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ยังมาพร้อมกับระบบ X-MODE ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนภูมิประเทศที่ท้าทายด้วยการควบคุมเครื่องยนต์, ระบบขับเคลื่อนล้อ, เบรคและหน้าที่อื่นๆ รวมถึงระบบการตั้งค่า Hill Descent Control ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการความคุมความเร็วให้ลดต่ำลงในพื้นที่บนเนินเขาที่ลาดชัน

   ทั้งนี้ การพัฒนาภายใต้ Subaru Global Platform ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้สูงขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ ซึ่งจะช่วยลดการสั่นสะเทือนและเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน จึงมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวล นอกจากนี้ ยังมีอัตราส่วนการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวขึ้นและจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

   ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี มีการออกแบบที่โดดเด่นผสานความสปอร์ต ซึ่งรวมเอาปรัชญาการออกแบบ DYNAMIC x SOLID แบบใหม่ของซูบารุ ซึ่งจะทำให้การออกแบบสุนทรียศาสตร์ของ ซูบารุ มีความสวยงามยิ่งขึ้น พร้อมกับการตกแต่งภายในและภายนอกอย่างมีสไตล์

   กระจังด้านหน้าถูกออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยตะแกรงหกเหลี่ยม ไฟหน้ารูปตัว C ตลอดจนการออกแบบกันชนด้านหน้าและล้ออลูมิเนียมใหม่หมด ทั้งยังนำหลักอากาศพลศาสตร์ที่เหนือกว่ามาใช้ และรักษาความสูงจากพื้นดินที่ 220 มิลลิเมตรระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถยนต์ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8.0 นิ้ว ที่ติดตั้งระบบ Apple CarPlay ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อได้อย่างปลอดภัยทุกการขับขี่ การออกแบบที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ช่วยให้การตกแต่งภายในดูสปอร์ตยิ่งกว่าอย่างกลมกลืน  นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับปรุงฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ การมองเห็นในทุกมุมภายในห้องโดยสารรวมถึงด้านท้ายของตัวรถ

   ซูบารุมีความภูมิใจอย่างยิ่งด้านสมรรถนะความปลอดภัย เพราะล่าสุด ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ได้รับรางวัล Grand Prix Award จากการประเมินความปลอดภัยด้านการชนของญี่ปุ่นในโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ (JNCAP) ด้วยคะแนนสูงสุด

   ด้านความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ของผู้โดยสารนั้น ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ได้รับการปรับปรุงใหม่อันเป็นผลมาจาก Subaru Global Platform ด้วยความแข็งแรงตัวถังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เหล็กที่ทนแรงดึงสูงขึ้น ทำให้สามารถดูดกลืนพลังงานจากการชนได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี ได้นำเทคโนโลยี High Beam Assist  ซึ่งใช้กล้องที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองหลังเพื่อ ตรวจจับยานพาหนะบริเวณด้านหน้าและที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ เพื่อเป็นการปรับความสูงต่ำของไฟหน้าอัตโนมัติ และกระจกภายในรถยังมีการปรับการสะท้อนแสงโดยอัตโนมัติเพื่อลดแสงจ้า ทำให้การขับขี่ในเวลากลางคืนปลอดภัยยิ่งขึ้น

   ไฟหน้าแบบตอบสนองการปรับทิศทางสอดคล้องกับการเคลื่อนตัวของพวงมาลัยแบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในยามค่ำคืนและเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการติดตั้ง Subaru Rear View Detection เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย โดยเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบๆ จะช่วยตรวจจับจุดบอดและแจ้งเตือนผู้ขับขี่เพื่อช่วยในการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย

   ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลสำหรับรุ่นที่จัดจำหน่ายในสาธารัฐจีน (ไต้หวัน) เท่านั้น สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะแนะนำ ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี เข้าสู่ตลาดในเร็วๆนี้

 
 

NEW CARS THAILAND : NISSAN SYLPHY MY2017เสริมความสปอร์ตและความหรูหรา

Thursday, 15 June 2017 15:40

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำรถยนต์นิสสัน ซิลฟี รุ่นปี 2017 เสริมความสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยชุดแต่งดีไซน์ใหม่ ตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย

   นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิสสัน ซิลฟี เป็นรถยนต์ซีดานที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ตั้งแต่เปิดตัว นิสสัน ซิลฟี มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ     นิสสัน ซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบ ที่มีสมรรถนะสูงให้อารมณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ต และการพัฒนานิสสัน ซิลฟี ให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง อี85 เพื่อความคุ้มค่า และล่าสุด นิสสัน ซิลฟี รุ่นปี 2017 มีการปรับดีไซน์ใหม่ เสริมความสปอร์ตโดยเน้นเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวรอบคัน เสริมความพรีเมี่ยมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมาพร้อมความคุ้มค่าคุ้มราคา จากอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ครบครัน

ปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมเสริมความหรูด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน

   นิสสัน ซิลฟี ใหม่ ได้รับการปรับโฉมด้วยการดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน อาทิ กันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอก กันชนหลัง สเกิร์ตข้าง และ สปอยเลอร์หลัง เสริมภาพลักษณ์ที่ให้ความโฉบเฉี่ยวและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงผสมผสานกับความหรูหราสไตล์ซิลฟีอย่างลงตัว ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง ตกแต่งในโทนสีดำพร้อมวัสดุสีเงินเสริมความสปอร์ตและหรูหรา พร้อมเพิ่มหน้าจอ LCD เป็นขนาด 7.0 นิ้ว พร้อมกล้องมองหลัง* เพื่อความสะดวกสบายทุกการขับขี่

   นิสสัน ซิลฟี มาพร้อมขุมพลังที่พร้อมตอบสนองกับลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงในรุ่นเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร หัวฉีด ไดเร็ค อินเจคชั่น มาพร้อมกับระบบวาล์วแปรผันคู่  เทอร์โบชาร์จเจอร์ ที่สามารถรีดกำลังได้สูงสุดถึง 190 แรงม้า หรือ เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร โดยมาพร้อมระบบหัวฉีดคู่ (Dual Injection) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถยนต์ระดับเดียวกัน ช่วยให้ระบบเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น และระบบเกียร์ Xtronic CVT เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดี นุ่มนวลและประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

   ดีไซน์ภายนอกของนิสสัน ซิลฟี สะท้อนถึงความมีระดับ ภายในออกแบบให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย จากพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง วัสดุคุณภาพสูงช่วยให้ห้องโดยสารมีความเงียบแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่มีมาให้ครบในรถยนต์รุ่นนี้  เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง สวิชต์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ระบบนำทาง (เฉพาะรุ่น) กล้องมองหลังและระบบสัญญาณ Bluetooth เบาะหนัง และสีภายในที่มีให้เลือกทั้งสีดำและสีเบจ พร้อมวัสดุบุนุ่ม (Soft pad) เพื่อให้ทุกสัมผัสนุ่มนวลทุกการขับเคลื่อน

   สำหรับ ซิลฟี รุ่นปี 2017 มีราคาเริ่มต้นที่ 859,000 บาท ผู้ที่สนใจ นิสสัน ซิลฟี ใหม่ สามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อัตรดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,088 บาท กับ Nissan Easy Pay** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี โดยสามารถทดลองขับ รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันที่มีอยู่กว่า 200 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ  หรือติดต่อ Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือ  www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : LEXUS ES300h รุ่นปรับปรุงโฉม

Sunday, 02 August 2015 12:06

 

 

 

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำยนตกรรม ซีดานระดับหรู LEXUS ES300h รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราอย่างลงตัวใน พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ สร้างนิยามใหม่ของรถซีดานหรู ภายใต้แนวคิด “The Finest of Comfort” ประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และโดดเด่นด้วยขุมพลัง Full Hybrid ในแบบฉบับของเลกซัส

ภายนอกสปอร์ต โฉบเฉี่ยว สะกดทุกสายตา

- กระจังหน้า และกันชนหน้า ดีไซน์ใหม่ ... สัญลักษณ์แห่งความดุดัน ให้ความโดดเด่นเหนือใคร

- ไฟหน้า LED headlamps เพิ่มทัศนวิสัยยามค่ำคืน 

- Daytime Running Lights… รูปแบบโฉบเฉี่ยวในสไตล์หัวลูกศร ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ในเวลากลางวัน

- ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ชุดไฟท้าย รูปตัว L สัญลักษณ์ความเป็นเลิศของเลกซัส พร้อมด้วย Active brake lamps  เพิ่มความปลอดภัย เมื่อรถเบรกกระทันหัน

- ล้ออลูมินัมขนาด 17 นิ้ว* ดีไซน์โดดเด่น ผสมผสานสีเทา-ดำเมทัลลิคอย่างลงตัว ดุจงานฝีมือชั้นเลิศ

ภายในเรียบหรู สไตล์อัครสถานส่วนบุคคล

- Rear seat space เพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะนั่งด้านหน้าให้บางขึ้น เพื่อขยายพื้นที่วางขาด้านหลัง พร้อมไฟส่องสว่างแบบ LED บริเวณพื้นที่วางขา เพิ่มความสะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถ

- ระบบปรับสภาพอากาศ 3-Zone air conditioning* ... ควบคุมระบบอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแบบอิสระ 3 โซน สำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารด้านข้าง และบริเวณที่พักวางแขนตรงกลางด้านหลัง

- ระบบกรองอากาศ NANOE … ช่วงยับยั้งเชื้อโรค ขจัดกลิ่น และถนอมผิวให้ชุ่มชื้น ทั่วทั้งห้องโดยสาร

- ม่านบังแดดกระจกหลังแบบไฟฟ้า... ลดระดับอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ปลอดภัยทุกเส้นทาง

- เบาะนั่งด้านหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง*... สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

- นาฬิกา LED แบบอนาล็อก... สะท้อนภาพลักษณ์ของเลกซัส เที่ยงตรง แม่นยำ และเรืองแสงยามค่ำคืน

- Remote Touch Interface* ควบคุมการสั่งงานภายในรถ ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

- พวงมาลัยลายไม้ธรรมชาติ พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย (Wood steering wheel)... สั่งการและควบคุมระบบต่างๆ ภายในรถได้ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

- จอแสดงผลข้อมูล MID และ มาตรวัด Optitron ดีไซน์ใหม่ สวยหรู แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด

- ระบบแผนที่นำทาง*

- ระบบบลูทูธ

เทคโนโลยีความปลอดภัยมาตรฐานโลก

- ระบบเตือนเมื่อมีรถด้านหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)*… ในขณะถอยรถ หากมีรถอยู่ด้านหลัง ระบบจะส่งสัญญาณเตือน ด้วยเสียง และสัญลักษณ์บนกระจกมองข้างด้านนั้นๆ

- ระบบช่วยเปลี่ยนเลน พร้อมสัญญาณเตือนมุมอับสายตา (Lane Change Assist + BSM)*... ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบว่ามีรถอยู่เลนข้างๆ หรือมุมอับสายตา

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

- เครื่องยนต์ ระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-i ที่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ทำงานเงียบและปล่อยไอเสียต่ำสุด เป็นแบบแถวเรียง 4 สูบขนาด 2.5 ลิตร  ความจุกระบอกสูบ 2,494 ซีซี แรงม้าสูงสุด 160 กิโลวัตต์ ที่ 5,700 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด    213 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อน E-CVT (Electrically-controlled Continuously Variable Transmission)

- มาตรฐานไอเสียยูโร 5

ราคาจำหน่ายLEXUS ES300h  

- ES300h Premium      3,970,000                บาท

- ES300h Luxury         3,500,000                บาท

*พิเศษสุด!! พร้อมรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับสิทธิ์เป็นสมาชิก LEXUS Club

สำหรับลูกค้าเลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการและอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย เลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ทั้ง 10 แห่ง ทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : NISSAN MARCH & ALMERA เพิ่มความโดดเด่นและหรูหรา

Monday, 14 September 2015 14:00

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  ได้แนะนำนิสสัน อีโคคาร์ โฉมใหม่ ทั้งนิสสัน มาร์ชและ นิสสัน อัลเมร่า  เพิ่มความ โดดเด่น โดนใจ  ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไดมอนด์ แอลอีดี  (Diamond LED Daytime Running Lights)  พร้อมความคุ้มค่าและทันสมัยด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

   นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและครองใจลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศไทยตั้งแต่เปิดตัวในปี 2553 และปี 2554 ตามลำดับ มียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 240,000 คัน  โดยรถยนต์นิสสัน มาร์ช  ซึ่งเป็นรถอีโคคาร์ รุ่นแรกของเมืองไทย  ยังคงครองตลาดด้วยความโดดเด่น ขับสนุก ล้ำสมัย ขณะที่นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อีโคคาร์ซีดาน 4 ประตู รุ่นแรกของประเทศไทยครองยอดจำหน่ายสะสมในตลาดสูงสุด  ด้วยความโดดเด่นจากห้องโดยสารที่กว้าง  ล้ำสมัย มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมแต่ประหยัดน้ำมัน โดยทั้งสองรุ่นผลิตในประเทศไทยและส่งออกไปสู่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความสำเร็จของทั้งสองรุ่นจากตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

   นิสสัน มาร์ชใหม่ และ นิสสัน อัลเมร่าใหม่ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ โดยเพิ่มความสวยหรู ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไดมอนด์ แอลอีดี (Diamond LED Daytime Running Lights) ใหม่ สำหรับ  นิสสัน อัลเมร่า ยังได้เพิ่มคิ้วโครเมียมขอบประตู ทำให้มุมมองรอบคันสวยเฉียบหรู ขณะที่ภายในห้องโดยสารมีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน ให้ความสะดวกสบาย ทั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อม MP3 อุปกรณ์เชื่อมต่อ Aux-in/USB กุญแจ Intelligent Key ที่สามารถเปิดกระโปรงท้ายรถได้ ปุ่ม Push Start  กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะ

   ด้านขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC-CVT ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล เต็มสมรรถนะ อัตราเร่งดี มีอัตราประหยัดน้ำมันถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร และด้วยเทคโนโลยี นิสสัน เพียว ไดร์ฟ (PURE DRIVE) ทำให้ปล่อยมลพิษต่ำคือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่าระดับมาตรฐาน EURO 4 พร้อมอุ่นใจได้เสมอ ด้วยแนวคิดยานยนต์ปกป้องชีวิต Safety Shield และระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ถุงลม SRS คู่หน้าในทุกรุ่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA ภายใต้โครงสร้าง ZONE BODY CONCEPT ที่เน้นความแข็งแกร่งปกป้องสูงสุดเพื่อลดความเสียหายขณะเกิดอุบัติเหตุ

   นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า โฉมใหม่ มีให้เลือกใน 3 รุ่นคือ EL, V, และ VL โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 518,500 บาท และเริ่มต้นที่ 543,000 บาท สำหรับอัลเมร่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600 โชว์รูมนิสสัน ทั้ง 213 แห่งทั่วประเทศ หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : MG 6 รูปลักษณ์ใหม่ สไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม

Wednesday, 16 September 2015 14:34

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี แบรนด์รถยนต์อังกฤษที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 90 ปี รุกตลาดต่อเนื่องด้วย  MG 6 รุ่นใหม่ในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม  ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอ็มจีในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

   MG6 ถือเป็นทางเลือกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็ค โดยมีเลือก 2 แบบคือ รุ่นฟาสต์แบ็ค และรุ่นซีดานที่มีเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นแบรนด์รถยนต์จากอังกฤษของเอ็มจีได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยใหม่ ๆ อาทิ ระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto-Leveling Headlights) ระบบแจ้งเตือนทิศทางของพวงมาลัยหลังสตาร์ทเครื่องยนต์ (Steering Wheel Reminder) ไฟส่องสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว (Cornering Lights) ระบบทำความสะอาดไฟหน้า (Headlight Washer) และระบบควบคุมแรงบิดของล้อในขณะเข้าโค้ง (Dynamic Wheel Torque Control) ที่เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อต้องหักหมุนพวงมาลัยเพิ่มขึ้นในขณะเข้าโค้ง

   NEW MG6 แรงเร้าใจด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 16 วาล์ว 4 สูบ ขนาด 1,796 ซีซี โดยให้กำลังสูงสุดถึง 161 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด DCT (Dual Clutch Transmission) ที่ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   NEW MG6 ทั้งในรุ่นฟาสต์แบ็คและซีดาน รุ่น C, D และ X พร้อมซันรูฟ มาพร้อมราคาที่เร้าใจ เริ่มต้นตั้งแต่ 818,000 – 1,380,000 บาท พร้อมการรับประกันนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร และมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงตลอดช่วงเวลารับประกัน

 
 

Page 1 of 13

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )