Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม ROLLS-ROYCE WRAITH EAGLE VIII คอลเลคชันผลิตพิเศษ พร้อมให้จับจองแล้วเพียง 1 คันในประเทศไทย

Thursday, 30 May 2019 17:40

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์สด้เปิดตัวรถยนต์คอลเลกชันพิเศษล่าสุด “เรธ อีเกิล 8(Wraith Eagle VIII)”ณ งาน Concorso d’Eleganza Villa d’Esteปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 24-26พฤษภาคมที่ผ่านมา ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ทีม Bespoke Collectiveของโรลส์-รอยซ์ ได้สรรสร้างเรธ อีเกิล 8ให้เป็นยนตรกรรมที่สืบสานและถ่ายทอดเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ควรค่าแก่การจารึกที่สุดในศตวรรษที่ 20

   กัปตันจอห์น อัลค็อก (Captain John Alcock)และร้อยโทอาร์เธอร์ บราวน์ (Lieutenant Arthur Brown)ปฏิบัติภารกิจเหินเวหาบนน่านฟ้าที่ยังไม่เคยมีใครได้สำรวจมาก่อน คือการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกแบบไม่หยุดพักได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2462ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเซอร์เฮนรี รอยซ์ กัปตันอัลค็อกและร้อยโทบราวน์บินต่อเนื่องจากเซนต์จอห์นส์ นิวฟาวด์แลนด์ ไปถึงคลิฟเดน ไอร์แลนด์ ด้วยอากาศยานดัดแปลงจาก Vickers Vimyซึ่งถูกใช้ทิ้งระเบิดระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1เครื่องบินปีกคู่ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8ทวิน 20.3ลิตร 350 bhpซึ่งยานยนต์ในคอลเลกชันล่าสุดได้ถูกตั้งชื่อตามชื่อของเครื่องยนต์อันทรงพลังนี้เอง โรลส์-รอยซ์เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100ปีแห่งเกียรติภูมินี้ ด้วยคอลเลกชันอันร่วมสมัยที่สามารถเข้าถึงนักผจญภัยในยุคปัจจุบัน โดยในขณะเดียวกันก็แสดงออกถึงการให้เกียรติและระลึกถึงเหล่าบุคคลผู้เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์

   “ผมบอกไม่ถูกเลยว่าประทับใจอะไรมากที่สุด – ระหว่างความมุทะลุ ความมุ่งมั่น ทักษะ ความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ เครื่องบิน เครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ หรือโชคของพวกเขา” เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลได้กล่าวไว้ หลังการเดินทางอันห้าวหาญที่นำความก้าวหน้าเกินหยั่งถึงมาสู่ยุคศตวรรษที่ 20

กัปตันอัลค็อกและร้อยโทบราวน์ได้สร้างตำนานและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พิเศษที่สุดในโลกเทียบเคียงโดนัลด์ แคมป์เบล, ซีบีอี(Donald Campbell, CBE)บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดความพยายามของมนุษย์เดิมๆ เพื่อสร้างสถิติใหม่ๆ ที่แทบเป็นไปไม่ได้ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศ โดยสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันก็คือพลังแห่งโรลส์-รอยซ์

นักบินทั้งสองต้องฝ่าฟันทุกความท้าทายเท่าที่นักบินคนหนึ่งจะพบเจอได้ โดยเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8เป็นส่วนประกอบเพียงหนึ่งเดียวที่พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่ง เครื่องยนต์นี้เป็นดังขุมกำลังในการเดินทางทางอากาศด้วยความเร็วที่เหนือคาดโดยเฉลี่ย 115ไมล์ต่อชั่วโมง อุปสรรคและอันตรายที่พวกเขาพบเจอนั้นก็เกินที่จะประเมินได้ วิทยุและเครื่องมือนำทางของพวกเขาขัดข้องและใช้งานไม่ได้ในแทบจะทันที ทำให้ทั้งสองต้องบินยามค่ำคืนโดยปราศจากความช่วยเหลือผ่านหมู่เมฆทึบและหมอกอันหนาวเย็นยาวนานหลายชั่วโมง ในบางครั้งก็ต้องบินกลับหัว จนในท้ายที่สุดพวกเขาก็หลุดพ้นจากกลุ่มเมฆ และอาศัยความเชี่ยวชาญด้านทิศทางอันเป็นเลิศของร้อยโทบราวน์ บินผ่านหมู่ดาวไปสู่ชายฝั่งของไอร์แลนด์ได้สำเร็จ

   มร. ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์สกล่าวว่า “เรธ อีเกิล 8เป็นการแสดงความเคารพต่อวีรชน และเป็นตัวละครเอกของเหล่าผู้มีวิสัยทัศน์ในปัจจุบัน คอลเลกชันล่าสุดของโรลส์-รอยซ์นี้แสดงให้ประจักษ์ถึงความชำนาญอันเหนือชั้นของทีม Bespoke Collectiveของเราที่ Home of Rolls-Royceในกู๊ดวูด เวสต์ ซัสเซกซ์ ยนตรกรรมสั่งผลิตพิเศษหรือ Bespoke ยังคงเป็นเพชรยอดมงกุฎของแบรนด์ ซึ่งรังสรรค์สินค้าลักซ์ชัวรีที่สวนกระแสของแมสลักซ์ชัวรีทั่วไปที่ไม่สามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

   ภายนอกยนตรกรรมเรธ อีเกิล 8คอลเลกชัน เป็นการรำลึกถึงการผจญราตรีของกัปตันอัลค็อกและร้อยโทบราวน์ สีกันเมทัลตัดด้วยสีเซลบี เกรย์ (Selby Grey)ซึ่งโทนสีเหล่านี้ถูกแบ่งส่วนโดยเส้นสายทองเหลือง สื่อนัยยะถึงรายละเอียดที่อยู่ด้านใน กระจังสีดำด้านหน้าได้รับอิทธิพลอย่างแจ่มชัดจากเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเครื่องบินทิ้งระเบิด Vickers Vimyส่วนของล้อรถยนต์ถูกเคลือบเงาเป็นบางส่วนด้วยโทนสีเทาเข้ม

   ภายในตัวรถ การตกแต่งที่มีความบรรจงสะท้อนเฉดสีภายนอก หนังสีเซลบี เกรย์ (Selby Grey)และสีดำถูกแต่งขอบด้วยทองเหลือง สื่อถึงกลิ่นอายของเครื่องวัดระยะทางหาเส้นรุ้งและเส้นแวงทองเหลืองซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในครั้งนั้น ภายใต้การออกแบบที่ร่วมสมัย วัสดุทองเหลืองถูกใช้ในบริเวณสำคัญทั่วทั้งส่วนที่นั่งคนขับ ลำโพงหุ้มทองเหลืองแสดงระยะทางโดยประมาณกว่า 1,880ไมล์ของไฟล์ทบินในตำนาน นอกจากนั้นโมโนแกรม ‘RR’ยังถูกตกแต่งด้วยด้ายสีทองเหลืองบนที่วางแขน ความสว่างไสวของทองเหลืองช่วยเติมเต็มช่องใส่ของบริเวณประตู ในขณะที่ประตูด้านคนขับถูกตกแต่งด้วยแผ่นเหล็กสลักถ้อยแถลงของเชอร์ชิลต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของนักบินทั้งสอง

   ด้วยแรงบันดาลใจจากไฟล์ทบินยามราตรีของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ แผงหน้าปัดด้านหน้ารถเปรียบดังวิวทิวทัศน์ซึ่งนักบินทั้งสองได้มีโอกาสชื่นชมในท้ายที่สุดเมื่ออากาศยานของพวกเขาบินฝ่าหมู่เมฆหมอกหนาออกมาได้ ด้วยเทคนิคและวิธีการที่ร่วมสมัยผสมผสานกับขนบแบบดั้งเดิม ไม้ยูคาลิปตัสรมควันผ่านการชุบสุญญากาศเป็นสีทองก่อนจะถูกนำไปเลี่ยมกับเงินและทองแดง เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดอันสวยงามของภาพพื้นผิวโลกยามค่ำคืนเมื่อมองจากเบื้องบน การตกแต่งนี้ทอดยาวไปจนถึงคอนโซลกลาง มอบประสบการณ์ทางอารมณ์อันน่าดื่มด่ำให้แก่ผู้ครอบครองยานยนต์ ส่วนที่นั่งคนขับมีความสอดคล้องกับเพดานรถ ทางด้านล่างส่วนข้างของกลางตัวรถบุและเย็บด้วยด้ายทองเหลือง สื่อถึงเครื่องบิน Vickers Vimyเครื่องยนต์ V12ได้อย่างชัดเจน

   นาฬิกาในยนตรกรรมโรลส์-รอยซ์มักถูกเปรียบเป็นเครื่องประดับอันมีค่าชิ้นหนึ่ง ลูกค้าหลากหลายท่านเลือกพื้นที่ขนาดกะทัดรัดส่วนนี้ในการบอกเล่าเรื่องราวยานยนต์ของพวกเขา เรธ อีเกิล 8ก็เช่นกัน ผู้บุกเบิกที่กล้าหาญของเราพบว่าแผงหน้าปัดอุปกรณ์ของพวกเขาแทบกลายเป็นน้ำแข็งเนื่องจากระดับความสูงและสภาพอากาศอันย่ำแย่ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนั้น มาจากแสงสีเขียวของแผงควบคุมและประกายไฟจากเครื่องยนต์กาบขวาของตัวเครื่องบิน

   และเพื่อรำลึกต่อวีรกรรมดังกล่าว แผนก Bespoke Collectiveของโรลส์-รอยซ์ได้ประกอบตัวนาฬิกาเข้ากับพื้นผิวที่ตกแต่งลูกเล่นเป็นน้ำแข็งอย่างอัจฉริยะ แสงสีเขียวเรืองรองส่องสว่างเมื่อขับขี่ในยามกลางคืน เข็มชั่วโมงสีแดงราวเข็มของเข็มทิศได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายเส้นสายบนแผงหน้าปัดนาฬิกา ในขณะที่พิกัดสถานที่ลงจอดอากาศยานถูกสลักไว้ด้านล่าง

   ส่วนประกอบที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของคอลเลกชันนี้คือเพดานห้องโดยสารที่สวยงามด้วยแสงดาว Starlight Headlinerเส้นใยนำแสงไฟเบอร์ 1,183จุด แสดงถึงตำแหน่งของดวงดาวบนฟากฟ้าในช่วงเวลาของไฟล์ทบินในปี 2462เส้นทางบินและหมู่ดาวต่างๆ ถูกถักร้อยด้วยเส้นด้ายทองเหลือง โดยเรื่องราวของชั่วขณะที่นักบินทั้งสองบินฝ่าหมูเมฆเพื่อใช้ดวงดาวนำทาง ถูกบอกเล่าผ่านเส้นใยนำแสงไฟเบอร์สีแดง ส่วนประกอบอย่างก้อนเมฆถูกตกแต่งลวดลาย นอกจากนั้นยังมีแผ่นเหล็กที่มีข้อความ “The celestial arrangement at the halfway point 00:17am June 15th 1919, 50” 07’ Latitude North – 31”Longitude West”เพื่อแสดงจุดครึ่งทางของการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้

   ด้วยความตระหนักถึงความนิยมชมชอบของประชาชนชาวไทยต่อหัตถศิลป์อันวิจิตรประณีต ยนตรกรรมเรธ อีเกิล 8คอลเลกชันจำนวน 1คัน จากจำนวนจำกัดเพื่อการสะสมทั้งหมดเพียง 50คันทั่วโลก จะเปิดให้ลูกค้าในประเทศไทยผู้มีความหลงไหลในความหรูหราและมีสายตาอันเฉียบคมได้ครอบครอง และเฉกเช่นเดียวกับยานยนต์เรธ อีเกิล 8ทุกคัน ยนตรกรรมคันดังกล่าวจะถูกประกอบขึ้นด้วยมือ ณ Home of Rolls-Royceในกู๊ดวูด เวสต์ ซัสเซกซ์ ศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศในการผลิตยนตรกรรมลักซ์ชัวรีระดับโลก

   นายสุนทรพันธ์ เดชะเทศ ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอกมีความยินดีที่ประเทศไทยได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้จำหน่ายยนตรกรรมคันดังกล่าว “วัฒนธรรมไทยนั้นให้ความสำคัญกับทักษะทางหัตถศิลป์มาโดยตลอด และลูกค้าของเราก็มีความชื่นชอบงานฝีมือที่สวยงามและการสั่งผลิตพิเศษตามรสนิยมเฉพาะบุคคล เรธ อีเกิล 8 จึงเป็นดังการเฉลิมฉลองให้กับศิลปะของการสั่งผลิตพิเศษ และจะกลายเป็นดาวเด่นของคอลเลคชันพิเศษทั้งหมดอย่างแน่นอน”

   หากท่านต้องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับยนตรกรรมเรธ อีเกิล 8โปรดติดต่อโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก โทร  02 670 6060

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ “อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่” ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบ ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต

Wednesday, 22 May 2019 11:33

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5ประตู 7ที่นั่ง “อแวนซา” รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย ครบครัน รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการดีไซน์ให้มีความทันสมัย ภายในห้องโดยสารสไตล์สปอร์ต มีระดับ พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบ ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต เมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2562

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5ประตู 7ที่นั่ง “อแวนซา” ในรูปแบบรถยนต์นั่งแนว Multi - Purpose Vehicle” ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ โดยได้รับการปรับโฉมใหม่ ภายใต้แนวคิด “ปลดปล่อยทุกมิติการใช้ชีวิต” (Start your new dimension) ดีไซน์ภายนอกได้รับการปรับเปลี่ยนรอบคันเพิ่มอารมณ์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างมีระดับ กว้างขวางสบาย ลงตัวในทุกการเดินทาง พร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายด้วยเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7นิ้วพร้อมฟังก์ชัน T-Link เชื่อมต่อแอปพลิเคชันนำทางและความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ อาทิ ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย ให้ความสะดวกสบายมากกว่า ไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่ กล้องมองภาพด้านหลัง ช่วยเพิ่มมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถปรับรูปแบบเบาะนั่งเพื่อบรรทุกสัมภาระ ให้อรรถประโยชน์ในการใช้สอยสูงสุด มอบความ คุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบในทุกรูปแบบการใช้ชีวิต โดยมีทางเลือกทั้งหมด 2รุ่น ได้แก่ 1.5G A/T และ1.5E A/T

อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่...ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย

     ภายนอก...โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์

          •กระจังหน้า และกันชนด้านหน้า…ดีไซน์สปอร์ต ดุดัน

          •ไฟหน้า LED...สว่างไสวเพิ่มความมั่นใจทุกเส้นทางการขับขี่

          •สเกิร์ตด้านข้าง พร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม...ให้ความรู้สึกสปอร์ตเท่

          •กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า…ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการขับขี่

          •ล้ออัลลอย 15นิ้ว...ดีไซน์ใหม่

          •เสาอากาศครีบฉลาม…ให้สัญญาณสื่อสารคมชัด

          •กันชนด้านหลัง…เน้นอารมณ์สปอร์ต

          •สปอยเลอร์ด้านหลัง พร้อมไฟเบรก…เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)

     ภายใน...ห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัย ขยายความสบายให้กว้างขึ้น

          •คอนโซลด้านหน้า...เรียบหรู ลงตัวทุกฟังก์ชัน

          •มาตรวัดความเร็ว…สวย โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

          •แผงข้างประตูและวัสดุหุ้มเบาะผ้าสีดำลายสปอร์ต...คมเข้ม สปอร์ตล้ำ

          •แผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ แบบดิจิตอล...ให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งาน

          •พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง...เติมความเท่แฝงความหรูหราอย่างลงตัว (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)

     อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย...มั่นใจตลอดการเดินทาง

          •เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7นิ้ว...ครบครันทุกความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)

          •ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย…สะดวกสบาย ไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)

          •กล้องมองภาพด้านหลัง…ช่วยเพิ่มมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)

เลือกเป็นเจ้าของ อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ 2รุ่น และ 3สี

(Silver Mica Metallic/ White/ Black Metallic)

          •1.5G A/T เกียร์อัตโนมัติ 699,000บาท

          •1.5E A/T เกียร์อัตโนมัติ 649,000บาท

*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

   เชิญสัมผัส “อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่” ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ พร้อมทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าขยายไลน์อัพ เรนเจอร์ ต่อยอดความสำเร็จของเซ็กเมนต์กระบะด้วย 6 รุ่นย่อยใหม่

Tuesday, 21 May 2019 18:47

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด ประเทศไทยประกาศขยายไลน์อัพของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เปิดตัวสุดยอดกระบะพันธุ์แกร่ง 6 รุ่นย่อยใหม่  เพื่อมอบตัวเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ตอบรับการใช้งานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้เพื่อการทำงานหรือไลฟ์สไตล์อื่นๆ 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ มาพร้อม 6 รุ่นย่อยใหม่ ได้แก่ ไวล์ดแทรค 1 รุ่น XLT 1 รุ่น  XL และ XL+ อีก 4 รุ่น ทำให้ลูกค้าในประเทศไทยมีตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น ถึง 26รุ่น ประกอบด้วย รุ่นไวล์ดแทรค รุ่นลิมิเต็ด รุ่น XLT รุ่น XLS รุ่น XL+ รุ่น XL รุ่นกระบะฐานล้อสั้น (SWB) และสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง อย่าง เรนเจอร์ แร็พเตอร์

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ปฏิวัติมาตรฐานวงการรถกระบะ ด้วยการผสมผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่ง การออกแบบเหนือระดับ และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เหนือกว่า มาพร้อมกับความประณีตและความสะดวกสบาย แต่ยังคงโดดเด่นด้วยมาตรฐานความแกร่งสมบุกสมบันของกระบะนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ นับได้ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ คือ สัญลักษณ์ความแกร่งอันชาญฉลาดที่พร้อมช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

   “การเพิ่มรุ่นของเรนเจอร์นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทัพผลิตภัณฑ์ของเรนเจอร์ในประเทศไทย และเป็นการมอบตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นให้กับลูกค้าในประเทศไทยให้สามารถเลือกรถรุ่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ความคุ้มค่าและตัวเลือกที่หลากหลาย

เรนเจอร์ 6 รุ่นย่อยใหม่ ได้แก่

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแชสซีแค็บ  2.2L XL 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดเหมาะสำหรับการขนส่งสินค้า ด้วยสมรรถนะเหนือชั้นที่ และสามารถดัดแปลงเป็นตู้เก็บของเย็นหรือร้อนได้ ในราคา 528,000 บาท

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL 4x4เกียร์ธรรมดา 6 สปีดรถกระบะสมรรถนะสูงพร้อมรับมือกับงานสุดหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการลากจูง การบรรทุก และออฟโรด ด้วยราคา 649,000 บาท

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ XL 2.2L 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดมาพร้อมกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD เสนอขายที่ราคา 689,000 บาท

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2.2L XL+ 4x2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีดรถกระบะดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตูยกสูงพันธุ์แกร่ง มาพร้อมล้ออัลลอย 16” และขุมพลังสมรรถนะสูง ในราคา 749,000 บาท

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพนแค็บ 2.2L XLT 4x4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดรถกระบะสมรรถนะสูงมาพร้อมกับล้ออัลลอย 17” เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดที่ 799,000 บาท

·         ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2.0Lไวล์ดแทรค เทอร์โบ 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดรถกระบะดับเบิ้ลแค็บพันธุ์แกร่ง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมมอบความสะดวกสบายเหนือระดับ ด้วยราคา 979,000 บาท

แกร่งกว่า ฉลาดกว่า

ฟอร์ด เรนเจอร์ ทุกรุ่น มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เหนือชั้นเพื่อมอบประสบการณ์ขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ในฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวล์ดแทรค 4x4 ประกอบด้วย

·        ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ซึ่งผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับยานพาหนะและคนเดินถนน

·         ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ(Adaptive Cruise Control)

·         ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

·         ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

·         ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

·         ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

·         ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist)

·         กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

·         กุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ท

   ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ใน เรนเจอร์รุ่นแร็พเตอร์ รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่นลิมิเต็ด สามารถรองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง มาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย

   สำหรับรุ่นแร็พเตอร์ รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่นลิมิเต็ด มาพร้อมกับฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift เพื่อช่วยลดการออกแรงและเพิ่มความสะดวกในการปิดเปิดฝาท้าย

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์  ยังเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่ติดตั้งพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าในทุกรุ่น เพื่อเพิ่มสมรรถนะรถกระบะพันธุ์แกร่งในการใช้งานทุกรูปแบบทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและที่ทำงานในไซต์ก่อสร้างรวมถึงพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ

ราคา สี และการบริการ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 26 รุ่น ตามราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้

·       แร็พเตอร์ - ราคา 1,699,000 บาท

·       ไวล์ดแทรค - ราคา 979,000 - 1,265,000 บาท

·       ลิมิเต็ด –ราคา 889,000 - 1,039,000 บาท

·       XLT –ราคา 749,000 - 879,000 บาท

·       XLS – ราคา 659,000-789,000 บาท

·       XL+ –ราคา 659,000-749,000 บาท

·       XL - ราคา 528,000-689,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ มีสีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (เฉพาะรุ่นแร็พเตอร์) สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค รุ่นลิมิเต็ด และรุ่น XLT) สีดำแอพโซลูท สีขาวอาร์กติก ไวท์ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค สีแดงทรู เร้ด และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (ยกเว้น รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่น XL)

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ ยังจะได้รับบริการพิเศษด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี พร้อมรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร จาก Ford Protect

   ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการเปิดตัวรถ 6 รุ่นย่อยใหม่ครั้งนี้ ฟอร์ด ยังได้ปรับปรุงแผงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วให้แสดงผลภาษาไทยได้สำหรับ เรนเจอร์ XLS XLT ลิมิเต็ด ไวล์ดแทรค และแร็พเตอร์ ด้วย

 
 

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ คาเยนน์ คูเป้ (Porsche Cayenne Coupé) – ยนตรกรรมสปอร์ตพันธุ์แกร่ง

Wednesday, 08 May 2019 18:52

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่พร้อมลุยตลาดรถสปอร์ตกลุ่มใหม่ด้วยการเผยโฉม คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé)เป็นครั้งแรก ของโลก นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธการเสริมทัพต่อยอดความสำเร็จของยนตรกรรมสปอร์ต SUVรุ่นใหญ่ เจเนอเรชันที่ 3  เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าอันหลากหลาย รถสปอร์ตอเนกประสงค์คันล่าสุดนี้ สง่างามโดดเด่นด้วยรูปทรงตัวถังอันแข็งแกร่ง เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยบ่งบอกเอกลักษณ์ยานยนต์เปี่ยมสมรรถนะสุดโฉบเฉี่ยวดุดันอย่างแท้จริง

   ความเหนือชั้นของคาเยนน์ เวอร์ชันล่าสุด (The new Porsche Cayenne Coupé)เริ่มตั้งแต่เส้นสายรอบตัวถังที่เฉียบคม มุมมองด้านท้ายรถที่เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว สปอยเลอร์หลังปรับระดับอัตโนมัติ เบาะหลังแบบแยกที่นั่งอิสระ และการออกแบบหลังคาที่แตกต่างกันถึง 2 สไตล์ – หลังคากระจกพาโนรามิกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน หรือเลือกติดตั้ง หลังคาคาร์บอนเป็นอุปกรณ์พิเศษ รูปทรงตัวถังเน้นย้ำความสปอร์ต ผสมผสานงานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ยกระดับ คาเยนน์ คูเป้ ใหม่(The new Cayenne Coupé)ให้งามสง่าเหนือล้ำอย่างไร้คู่เปรียบ แนวหลังคาที่ลาดลงจรดท้าย รถคือภาพแห่งความแข็งแกร่งที่ปรากฎท้าทายต่อสายตาทุกคู่เมื่อมองมาที่ คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé)ปฏิเสธไม่ได้ เลยว่านี่คือยนตรกรรมที่ยืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของสปอร์ตSUVในระดับเดียวกันแหล่งกำเนิดพลังสมรรถนะชั้นเลิศ 2 ขนาดความจุ ได้ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อประจำการใต้ฝากระโปรงของคาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé)เริ่มด้วย เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด340 แรงม้า(250 กิโลวัตต์) สปอร์ตSUVรุ่นล่าสุดนี้สามารถสร้างอัตราเร่งจาก0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลา6.0 วินาที สำหรับรุ่นเรือธง คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Cayenne Turbo Coupé)มั่นใจในความแรงเต็มพิกัดจากเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 4.0ลิตรV8ทวิน เทอร์โบ กำลังสูงสุดกว่า550 แรงม้า(404กิโลวัตต์) ส่งผลต่ออัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำได้ภายในระยะเวลาเพียง3.9 วินาทีเท่านั้น

ปอร์เช่ คาเยนน์(Cayenne)–ความสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

   นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกของ คาเยนน์(Cayenne)เมื่อปี2002 สปอร์ตSUVรุ่นใหญ่คันนี้ได้รับความนิยม อย่างสูงจากลูกค้าทั่วทุกมุมโลกมาอย่างต่อเนื่อง คาเยนน์ (Cayenne) จำนวนมากกว่า864,200 คัน ถูกส่งมอบถึงมือผู้รักในยนตรกรรมอเนกประสงค์สายพันธุ์แรงหรือคิดเป็นยอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อปีถึง 50,000 คัน เฉพาะปี2018คาเยนน์(Cayenne) มียอดส่งมอบทั่วโลกสูงถึงประมาณ71,500 คันมีเพียงปอร์เช่ มาคันน์(Macan) เท่านั้นที่สามารถสร้างสถิติยอดจำหน่ายส่งมอบเหนือกว่า คาเยนน์(Cayenne)ทั้งนี้ตลาดหลักที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีคือประเทศจีน และทวีปยุโรป

   Detlev von Platen, สมาชิกคณะกรรมการบริหารผู้กำกับดูแลส่วนงานขายและการตลาดของPorsche AGให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังที่มีต่อการบุกเบิกแนวทางใหม่ของ คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé)ทั้งในแง่ของภูมิภาคการขายที่แตกต่าง, ลูกค้ากลุ่มใหม่ และอัตราการเติบโตของตลาดรถสปอร์ตในอนาคต:

ภูมิภาคและกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นเป้าหมายหลักของ คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé)

   คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé)คือผู้พิชิตถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อตลาดในทุกภูมิภาคทั่วโลก แน่นอนว่านี่คือรถยนต์ที่จะสร้างความตื่นเต้น ประทับใจ ให้แก่ผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความสปอร์ต เต็มพิกัดของ คาเยนน์ (Cayenne)ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงลูกค้าเดิมหรือลูกค้ารายใหม่ของปอร์เช่– ด้วยความเชื่อมั่นต่อตราสินค้าและศักยภาพในการตอบโจทย์สไตล์การใช้ชีวิตตลาดของรถ SUV ตัวถังคูเป้ ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่เรากำลังจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดงานออกแบบจากDNA ของปอร์เช่ครบถ้วนทุกรายละเอียด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รูปทรงตัวถังของรถคันนี้จะสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์ปอร์เช่ได้อย่างแท้จริง

ในภาพรวมของตลาดทั่วโลก ใครคือกลุ่มลูกค้าของปอร์เช่

   กลุ่มลูกค้าของเรามีความแตกต่างหลากหลายและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ไม่มีคำนิยามมาตรฐานสำหรับการเป็นลูกค้าปอร์เช่ และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความต้องการสูงสุดของลูกค้าแต่ละราย ในขณะเดียวกัน ลูกค้าของเราก็มีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน สิ่งนั้นคือความหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ความทะเยอทะยานเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และความมีเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับทัศนคติซึ่งเป็นแรกผลักดันส่งผลต่อความสำเร็จของพวกเขาเหล่านั้น ลูกค้าของเราให้ความสำคัญกับ ความรู้สึกของบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักพร้อมดูแลสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับสิ่งที่บุคลากรของปอร์เช่มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอต่อลูกค้าของเราทุกคน มีหลายครั้งที่ลูกค้าของปอร์เช่เคยขับขี่รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อื่นมาก่อน แต่เขาก็เปลี่ยนมาใช้รถของเราเมื่อเขาคาดหวังอะไรบางอย่างที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป ลูกค้าบางท่านผ่านประสบการณ์ใช้รถปอร์เช่ในรุ่นเริ่มต้น หลังจากนั้นพวกเขาจะเริ่มเสาะแสวงหายนตรกรรมที่ให้สมรรถนะและความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมซึ่งอาจจะเป็นรุ่น เทอร์โบ(Turbo)หรือ รุ่นจีที(GT) ในกระบวนการดังกล่าว ความพึงพอใจส่วนตัวมีความสำคัญกว่าภาพลักษณ์ภายนอก

การสำรวจและศึกษาเพื่อตัดสินใจทำตลาดรถยนต์ปอร์เช่สักรุ่นหนึ่งมีความสำคัญอย่างไร

   ข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทำตลาดรถยนต์ และลูกค้าของเรามีความคิดเห็นที่เป็น รูปธรรมชัดเจน เราได้รับข้อมูลรายงานมากกว่า300,000ครั้งในแต่ละปี โดยเป็นการเสนอแนะและแสดงออกถึงความต้องการต่างๆ แน่นอนว่าปอร์เช่นำเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่ๆ นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่เรานำเสนอแนวคิดผ่านรถยนต์ต้นแบบเพื่อสำรวจกระแสตอบรับจากลูกค้าปัจจุบันและกลุ่มบุคคลที่จะเป็นลูกค้าในอนาคต คาเยนน์(Cayenne) รุ่นล่าสุดคือกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัด: ในระหว่างการพัฒนาเราได้นำข้อคิดเห็นจำนวนมหาศาลที่ลูกค้าเสนอแนะเกี่ยวกับรถรุ่นที่แล้ว มาพิจารณา ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบภายในห้องโดยสารที่สร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงตามความต้องการ ของบรรดาผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ต ไทคานน์(Taycan)เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของความใส่ใจในรายละเอียดที่เราได้รับจากความต้องการของลูกค้า นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาช่วงเริ่มต้น เราได้สอบถามความคิดเห็นและเสนอ ข้อมูลไปยังลูกค้า เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพที่ควรจะเป็นของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกจากปอร์เช่ จนถึงตอนนี้ เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานก่อนที่รถคันดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เรายังคงสำรวจความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อรับฟังข้อมูลจนกว่ารถคันจริงเผยโฉม

คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé)เป็นตัวแทนของรถสปอร์ตจากปอร์เช่ที่เพิ่มเติมความอเนกประสงค์และอรรถประโยชน์รอบด้าน นี่คือแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตใช่หรือไม่

   แนวทางในการพัฒนาองค์รวมของเรา ไม่ได้เน้นเพียงแค่ตัวรถเท่านั้น แต่เรายังคงให้ความสำคัญของแบรนด์DNAอีกด้วย นั่นคือการผสมผสานความสปอร์ตและศักยภาพในการสนองตอบต่อความต้องการในเชิงของคุณภาพระดับสูงสุดซึ่งเป็นจุดขายและภาพสะท้อนในใจของลูกค้าผู้ครอบครองยนตรกรรมปอร์เช่ทุกรุ่นตั้งแต่อดีต ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของปอร์เช่ ทุกคันคือรถสปอร์ตโดยแท้จริง ไม่เว้นแม้แต่ พานาเมร่า(Panamera) มาคันน์(Macan)หรือ คาเยนน์(Cayenne) ทั้งหมดล้วนถึงพร้อมด้วยอุปกรณ์และระบบเสริมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน ประกอบขึ้นด้วย เอกลักษณ์ที่สืบทอดจากปอร์เช่ 911 (Porsche 911)รถสปอร์ตระดับตำนาน ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดปอร์เช่จึงได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตพันธ์แท้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ทีมงานของเราทุ่มเทปฏิบัติงาน อย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน ในขณะเดียวกัน พวกเรายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ นำเสนอรถสปอร์ตหลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตัวอย่างเช่น อัตราการเติบโตที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าในตลาดที่แข็งแกร่ง ความต้องการรถสปอร์ต SUVที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศจีน พร้อมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถสปอร์ต2 ประตู

ตัวถังสไตล์คูเป้ คือเทรนด์ที่กำลังมาแรงในรถSUV คุณมีวิธีการอย่างไรในการสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกค้าในมุมมองของแบรนด์ปอร์เช่

   ปอร์เช่ ยืนหยัดในวิธีการปฏิบัติงานที่ประณีตบรรจง และสนองตอบต่อความต้องการอันหลากหลายของลูกค้าผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตระดับพรีเมียม เพื่อการนี้ บุคลากรของเราคือหัวใจสำคัญตลอดมา  ปอร์เช่ถือกำเนิดขึ้นด้วยแรงกาย แรงใจของบุคลากรทุกคน: ฝีไม้ลายมือ ความเชี่ยวชาญที่ละเมียดละไม ความรัก และความหลงใหลที่ฝังแน่นอยู่ในทุก รายละเอียดที่ปอร์เช่เป็นหนึ่งเดียว สามัคคีกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกปัญหาที่เผชิญ นี่คือหลักปรัชญาในการ สร้างสรรค์ผลงาน อันนำมาซึ่งคุณภาพอันโดดเด่น และสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศ เราต้องการที่จะสร้างความประทับใจ ให้เกิดขึ้นกับลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่มีอายุน้อยลงด้วย คาเยนน์ คูเป้(Cayenne Coupé) โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้ให้คุณค่ากับ ความพิเศษ และมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา รวมทั้งมีใจรักในการขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูง

- ปอร์เช่ คาเยนน์ คูเป้ (Porsche Cayenne Coupé):

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.6 – 10.7กิโลเมตรต่อลิตร หรือ9.4– 9.3ลิตรต่อ 100กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 215– 212  กรัมต่อกิโลเมตร

- ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Porsche Cayenne Turbo Coupé):

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.7 – 8.8กิโลเมตรต่อลิตร หรือ11.4– 11.3 ลิตรต่อ 100กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 261– 258 กรัมต่อกิโลเมตร

   อัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐาน สากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุดสำหรับค่าการตรวจวัดอัตรา การบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานNEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลา เดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของNEDCที่ได้จากวิธีการอื่นใด ก่อนหน้าการทดสอบนี้

    สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบ อัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เฉลี่ย ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2-Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบันDeutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เร่งเครื่องลุยตลาดรถหรูต่อเนื่อง เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล Mercedes-AMG พร้อมกันถึง 5 รุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำ ในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง

Wednesday, 01 May 2019 17:51

 

 

 

 

 

 

 

+บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้งเปิดตัว    รถสปอร์ตสมรรถนะสูง5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMGเอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+4-Door Coupéและ         Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+4-Door Coupéที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออก        เฉียงใต้,  Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATICรุ่นประกอบในประเทศ และMercedes-AMG E 53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์  ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังพร้อมจัดกิจกรรมมากมาย   ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Loungeคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และ   AMG Driving Academy ที่จะจัดขึ้นเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ

   มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า  “นับเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่แบรนด์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์รถสปอร์ตระดับแถวหน้า ที่โดดเด่นทั้งในด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตและด้านการพัฒนารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาแบรนด์ได้เติบโตขึ้น และมีการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ            อย่างมากมาย โดยยังคงยึดถือหลักการสร้างสรรค์รถยนต์ที่สามารถ ‘ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance’ เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ที่พร้อมส่งมอบเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และ เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมเพื่อมอบความเร้าอารมณ์ให้กับทุกการขับขี่ให้กับผู้ใช้รถอยู่เสมอ จาก ความเอาใจใส่ในความต้องการของลูกค้าและการสร้างความมั่นใจในตัวแบรนด์นี้เองที่ทำให้รถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนยอดขาย ทั่วโลกถึงหกหลักในปีพ.ศ. 2561”

   “สำหรับในประเทศไทย วันนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับการเปิดตัวเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ล่าสุดถึง 5รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+4-Door Coupé,Mercedes-AMG G 63,Mercedes-AMG C 43 4MATICรุ่นประกอบในประเทศและMercedes-AMG E 53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศซึ่งแต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์และความโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่มโดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเดมเลอร์ เอจีให้เปิดตัวMercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé  เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้”

   “การนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที แบบคูเป้ 4 ประตูนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าโรงงาน          ของเราที่เมืองซินเดลฟิงเก้นเป็นโรงงานผลิตและพัฒนารถยนต์หรูชั้นสูงที่เยี่ยมยอดอย่างแท้จริง รถยนต์รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของทีมงานที่มีทั้งความสามารถและความเอาใจใส่ในการผลิตรถยนต์เป็นอย่างมากซึ่งเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีใช้ปรัชญาการผลิตเครื่องยนต์ทุกเครื่อง แบบ              “1 ช่างฝีมือ ต่อเครื่องยนต์ 1 เครื่อง – one man, one engine” กล่าวคือ เครื่องยนต์ของรถยนต์      เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีแต่ละคันจะผลิตด้วยมือและใช้ช่างฝีมือเพียง 1 คนเท่านั้นตลอดกระบวนการประกอบ และในขั้นตอนสุดท้าย ช่างฝีมือที่ประกอบเครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะเซ็นชื่อของตนลงบนแผ่นโลหะที่ติดอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพและมาตรฐานซึ่งก่อนปีพ.ศ.2563ที่กำลังจะมาถึงนี้ กลุ่มบริษัทเดมเลอร์จะลงทุนประมาณ1.5 พันล้านยูโรที่โรงงานผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีแห่งนี้เพื่อสานต่ออนาคตของบริษัทด้วยการปรับเปลี่ยนให้โรงงาน          มีความทันสมัยเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต พร้อมลงทุนเพิ่มอีก 600 ล้านยูโรเพื่อการวิจัยและพัฒนาอีกด้วยซึ่งส่งผลให้การลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่ารวมกว่า 2.1 พันล้านยูโร”          มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

   มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“นอกจากMercedes-AMG GT 534MATIC+ 4-Door Coupé และMercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่จะเปิดตัววันนี้เป็นครั้งแรกแล้ว บริษัทฯ ยังนำเสนอรถยนต์อีก 3 รุ่นไฮไลท์ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ ยอดเยี่ยมจากต่างประเทศอย่าง Mercedes-AMG G 63รถยนต์ที่ถือเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์หรูแบบออฟโร้ด ที่เราได้เสริม         ความแรงด้วยเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสภาพอากาศและ          ทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น รวมถึงรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศอีก 2 รุ่น อย่างMercedes-AMGC 43 4MATICและMercedes-AMG E 53 4MATIC+ที่ในครั้งนี้นำเสนอในรูปแบบของรถยนต์นั่ง 4 ประตู ซึ่งได้รับการปรับโฉมทั้งในด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ อัตราการใช้พลังงาน และความรู้สึกขณะขับขี่ตามสไตล์เอเอ็มจี โดยมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่างระบบอีคิวบูสท์ (EQ Boost) ในรถยนต์ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ พร้อมทั้งบริการ Mercedes me connect”

   “นับตั้งแต่การเปิดตัวแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ. 2560ที่เราได้แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 4 รุ่น อย่าง Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG
GT C Roadsterเราได้รับการตอบรับและความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็นอย่างดี และเราได้เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนเสนอรถยนต์อีก 6 รุ่น ได้แก่C 43 4MATIC Coupé LOCAL PRODUCTION, GLC 43 4MATIC Coupé LOCAL PRODUCTION, E 63 S 4MATIC+, C 43 4MATIC Coupé (Facelift)LOCAL PRODUCTION, CLS 53 4MATIC+ และMercedes-AMG GT Sในปีพ.ศ. 2561 ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นถึง 309% เมื่อเทียบกับปี 2017 โดยในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นนำเสนอรถยนต์ที่ลูกค้าสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ ประเดิมด้วยการเปิดตัวรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีไปแล้ว 2รุ่น คือ Mercedes-AMG CLS53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศ และ        Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า โดยยอดขายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีใน          ไตรมาสแรกในปีนี้เติบโตขึ้นกว่า 79% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา”

   “การเปิดตัวทั้ง 5รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43,45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีทีโดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม   สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Loungeคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์      เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน        ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ              ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง        ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   Mercedes-AMGGT 53 4MATIC+4-Door Coupéและ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé  

   Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé เป็นสมาชิกใหม่ของรถยนต์ตระกูล AMG GTที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด “ชีวิตคือการแข่งขัน – Life is a race”และเป็นรถสปอร์ต 4 ประตูรุ่นแรกที่gมอร์เซเดส-เอเอ็มจีพัฒนาเองทุกกระบวนการรถยนต์รุ่นนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความสะดวกสบาย ความเร้าใจ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเพื่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ รวมถึงตัวเลือกเพื่อการปรับแต่งได้ตามรสนิยม และนวัตกรรมยานยนต์รุ่นล่าสุดเพื่อความสปอร์ตใน        ทุกจังหวะ

   ดีไซน์ภายนอกของMercedes-AMG GT 4-Door Coupé เป็นรถสปอร์ต 4ประตูที่มีรากฐานมาจากทั้งรถยนต์ตระกูล SLS และAMG GT,กระจังหน้าแบบ AMG-Specific radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์,aerofoil ที่สามารถยืดและหดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกทั้งยังมีดิสก์เบรก AMG high-performanceท่อไอเสียคู่แบบ Two round twin tailpipe เฉพาะของ AMGและล้ออัลลอย AMG น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว 5 ก้านคู่ และระบบไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่มีหลอดไฟ LED 84หลอดต่อข้าง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

   ดีไซน์ภายในของรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น เหมาะสมกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ หน้าจอแบบ Widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจอ ที่มาพร้อมกับระบบ MB Audio 20 ที่มีฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay™และ Android Auto,พวงมาลัยแบบ AMGPerformance สปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa และ Touchpad แบบใหม่ที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม และระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound system โดย Mercedes-AMG GT 534MATIC+ 4-Door Coupé มาพร้อมเบาะด้านหลังแบบ 3 ที่นั่ง หุ้มด้วยหนัง ARTICO ตัดสลับ DINAMICA microfibreในขณะที่ Mercedes-AMG GT 63S 4MATIC+ 4-Door Coupé มาพร้อมเบาะที่นั่งด้านหน้า แบบ AMG Performance Seats ที่สามารถปรับให้กระชับกับสรีระ เพิ่มความสบายแต่แฝงด้วยความสปอร์ตอย่างลงตัว เบาะด้านหลังตกแต่งด้วยหนังสุดหรูระดับไฮ-คลาส พร้อมที่นั่งเดี่ยวที่ให้ความสบาย เสมือนนั่งอยู่บนเครื่องบินชั้นธุรกิจ

   นวัตกรรมและเทคโนโลยีของ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé มาพร้อมกับ ระบบอีคิวบูสท์ (EQ Boost) มอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษที่เป็นตัวกลางช่วยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ และยังสามารถสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถที่ใช้แรงดันไฟฟ้า 48โวลต์ได้, AMG Performance 4MATIC+ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่จะรักษาความสมดุลและเสถียรภาพของรถได้เป็นอย่างดีในทุกสภาพถนน,ระบบช่วงล่างAMG RIDE CONTROL+ ที่ใช้ระบบ ADS+ สามารถปรับได้ 3 ระดับตามสไตล์การขับขี่และสภาพถนน, ระบบ AMG DYNAMIC SELECTที่สามารถปรับได้ 3 โหมด คือ Sport, Sport+ และ Individual,ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบ Active Braking Assist ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก, ระบบกุญแจรถยนต์แบบ KEYLESS-GO และระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ที่มาพร้อมกับกล้อง 360 องศา โดย Mercedes-AMG GT 63S 4MATIC+ 4-Door Coupéใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 BITURBO ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 639 แรงม้า                 และมาพร้อมกับระบบควบคุมการเลี้ยวด้วยล้อหลัง (AMG Rear Axle Steering) AMG DYNAMIC PLUS package ที่ช่วยเสริมพลศาสตร์ยานยนต์และลักษณะรถยนต์แบบสปอร์ต นอกจากยางรองแท่นเครื่องยนต์และที่ยึดเกียร์แบบไดนามิกแล้ว แพ็กเกจดังกล่าวยังมีระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตที่ปรับให้แน่นขึ้น รวมถึงระบบบังคับเลี้ยวแบบพิเศษด้วย

   Mercedes-AMG GT 4-Door Coupéใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-speedที่มีชุดคำสั่งเฉพาะที่ช่วยให้ระยะทดกำลังเมื่อเปลี่ยนเกียร์สั้นที่สุดซึ่งทำให้ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในโหมดSport+ และโหมดกำหนดเอง

- Mercedes-AMGGT 53 4MATIC+4-Door Coupéราคา    9,990,000าท

- Mercedes-AMGGT 63 S 4MATIC+4-Door Coupéราคา14,990,000บาท

Mercedes-AMG G 63

   Mercedes-AMG G 63เป็นรถยนต์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของรถยนต์G-Classในตระกูล Mercedes-AMG ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ และสถานะการเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์หรูแบบออฟโร้ดเอาไว้อย่างมั่นคง

   ดีไซน์ภายนอกMercedes-AMG G 63 ได้รับการออกแบบให้สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์เอเอ็มจีและมีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยโครงสร้างตัวถังทรงสี่เหลี่ยมที่ใช้เหล็กกล้าหลากหลายระดับ มีความทนทานและแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าโครงสร้างเดิมถึง 55%และ ยังช่วยดูดซับเสียงรบกวนในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่สปอยเลอร์ ฝากระโปรงหน้า และประตูใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุหลัก รถคันนี้มาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ล้ออัลลอย AMG ขนาด 21นิ้ว5 ก้านคู่ ไฟหน้าทรงกลมที่ใช้ระบบ MULTIBEAM LED เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุดไฟเลี้ยวแบบเชื่อมเข้ากับตัวถัง กันชนเสริมที่ดูดุดันเข้ากับแถบสีดำเงา และตราสัญลักษณ์เอเอ็มจีสีเงิน ที่แขวนยางอะไหล่ด้านหลังพร้อมฝาปิดที่ทำจากสแตนเลสที่มีตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์แบบ 3มิติด้านหน้าของตัวรถเป็นกระจังและกันชนหน้าของเอเอ็มจีที่มีท่อ         รับอากาศด้านข้างและเก็บขอบเป็นสีเงินอิริเดียม นอกจากนี้ส่วนหลังคาของรถยังเชื่อมต่อกับโครงสร้างตัวถังด้วยกระบวนการเชื่อมโดยใช้แสงเลเซอร์แทนที่การเชื่อมแบบอัด ซึ่งช่วยให้        ส่วนหลังคาเรียบเนียนและแข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมทั้งยังมีการเชื่อมหน้าต่างเข้ากับตัวถังโดยตรงเป็นครั้งแรกเพื่อให้ตัวถังแข็งแกร่งขึ้น ลดการสึกกร่อนของกรอบหน้าต่างด้วย

   ดีไซน์ภายในมีการตกแต่งภายในแบบใหม่ เพื่อให้ห้องโดยสารมีความทันสมัยและใหญ่ขึ้น     ในทุกมิติ คือ ยาวกว่าเดิม 101มิลลิเมตร กว้างกว่าเดิม 121มิลลิเมตร และสูงกว่าเดิม  40มิลลิเมตร มาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาแบบ IWC แบบเฉพาะของ AMG และแผงหน้าปัดทั้งแบบanalog และแบบดิจิทัลที่ใช้หน้าจอ widescreenขนาด 12.3นิ้ว 2หน้าจอที่เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวภายในกระจกขนาดใหญ่สามารถแสดงผลได้ 3 แบบคือ Classic, Sporty และ Progressive และแสดงภาพด้วยระบบ COMAND Online บนจอแสดงผลมีพวงมาลัย AMG Performance แบบท้ายตัดหุ้มหนัง NAPPAตัดสลับ DINAMICA Microfibreมีขอบโค้งจับได้กระชับมือและส่วนนูนที่ช่วยบอกตำแหน่งการจับเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ช่องลมของเครื่องปรับอากาศออกแบบให้เป็นทรงกลมเพื่อรับกับไฟหน้าและชุดไฟแสดงสถานะของรถบนแผงคอนโซล           มือจับบนเพดานเพื่อช่วยในการเข้าออกของผู้โดยสารตอนหน้า สวิตช์ปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบช่วงล่างที่เป็นสีเงินโครเมี่ยมเบาะที่นั่งทั้งหมดหุ้มหนัง nappa ที่มีปีกเบาะเสริมการปกป้องด้านข้างของผู้โดยสาร ที่มาพร้อมคุณสมบัติพิเศษมากมาย เช่น ระบบจดจำการปรับตั้งค่าเบาะที่นั่ง ระบบอุ่นเบาะสำหรับทุกคนในห้องโดยสาร และพนักพิงศีรษะสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า เบาะหลังสามารถพับลงได้3 ตอน คือ40%,60% และ 100%อีกทั้งยังติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound systemและระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64สี

   นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4ล้อที่เน้นการกระจายกำลังไปที่ล้อคู่หลังแบบ 40:60,ระบบช่วงล่างAMG RIDE CONTROLที่เป็นระบบมาตรฐานของรถยนต์รุ่นนี้ สามารถปรับได้ตามสไตล์การขับขี่และสภาพถนน โดยระบบจะอ้างอิงข้อมูลต่างๆ เช่นทิศทางและความเร็วของรถ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ 3 โหมด คือ Comfort, Sport, และ Sport+,  ระบบ Active Lane Keeping Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยน         ช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ, ระบบ Active Braking Assist ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์        คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก

   Mercedes-AMG G 63มีอัตราการใช้พลังงานแบบผสมที่ 13.1ลิตรต่อ 100กิโลเมตร             และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสมที่ 299กรัมต่อกิโลเมตรมาพร้อมกับ                        ระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-speed Sportที่มีชุดคำสั่งเฉพาะที่ช่วยให้         ระยะทดกำลังเมื่อเปลี่ยนเกียร์สั้นที่สุดช่วยให้ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะ        เมื่อขับขี่ในโหมดSport+ และโหมดกำหนดเอง

- Mercedes-AMGG 63ราคา 14,790,000บาท

Mercedes-AMG C 43 4MATICรุ่นประกอบในประเทศ

   รถยนต์กลุ่ม C-Class เป็นรถยนต์กลุ่มที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และมีส่วนช่วยเสริมสร้างให้แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงนี้ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนารถยนต์ตระกูล 43ในปีพ.ศ. 2558นั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างและสานต่อความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมาจนถึงปัจจุบัน ความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น                 อย่างต่อเนื่องและเสียงตอบรับอันเยี่ยมยอดจากผู้เป็นเจ้าของเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนารถยนต์         C 43รุ่นปรับโฉมในทุกด้าน ทั้งรูปลักษณ์ สมรรถนะ อัตราการใช้พลังงาน และความรู้สึกขณะ        ขับขี่ตามสไตล์เอเอ็มจี

   ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้ ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าเอเอ็มจีก้านคู่ตกแต่งด้วยสีเงิน แบบด้าน ฝากระโปรงหน้าที่ปรับแต่งด้วยเส้นสายใหม่ให้สวยงามกว่าเดิม โครงสร้างบังคับทิศทางลมที่ยกตัวขึ้นจากฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการออกแบบให้ช่วยควบคุมการไหลเวียนของลมที่ปะทะด้านหน้าของตัวรถให้ดียิ่งขึ้น สเกิร์ตข้างที่ดีไซน์ให้เข้ากับล้ออัลลอยน้ำหนักเบา แบบ             5ก้านคู่ ขนาด 19นิ้ว จากเอเอ็มจี โดยช่องลมและองศาก้านล้อได้รับการปรับปรุงอย่างละเอียดในอุโมงค์ลมเพื่อให้การไหลเวียนของอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาล้ออัลลอยนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ น้ำหนักรถและความร้อนที่ระบบเบรกที่ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะและอัตราการใช้พลังงาน ฝากระโปรงหลังยังมาพร้อมกับโครงสร้างบังคับทิศทางลมที่ดูสะดุดตา รวมถึงดิฟฟิวเซอร์สไตล์ใหม่ที่ช่วยพัฒนาการไหลเวียนของอากาศด้านหลังตัวรถพร้อมท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ แบบ Two round twin tailpipe lookนอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับประตูแบบไร้ขอบ กรอบกระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัวจากตัวถัง ขอบตกแต่งสีดำเงาบริเวณด้านข้างตัวรถและกรอบหน้าต่าง เส้นสายด้านข้างตัวรถที่       ยาวลงไปถึงซุ้มล้อหลัง ตกแต่งรอบคันด้วยAMGBodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง)เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDและ ULTRA RANGE Highbeamที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้าLED มาตรฐาน สามารถปรับความสว่างและความยาวของลำแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650 เมตรรวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ดีไซน์ภายในมาพร้อมชุดเบาะที่นั่ง AMG Sport Seats ด้วยวัสดุหุ้มหนัง ARTICOตัดสลับ DINAMICAกับคุณสมบัติการอุ่นเบาะที่ปรับได้ 3ระดับ เสริมทั้งพนักพิงหลังและปีกทั้ง 2ข้างเพื่อปกป้องด้านข้างของผู้ขับขี่ขณะขับรถด้วยความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น พนักพิงศีรษะที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อช่วยปลุกเร้าความสปอร์ตภายในห้องโดยสาร เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3นิ้วที่มีโหมดการแสดงผล 3แบบในสไตล์เอเอ็มจี คือ Classic, Sportyและ Progressiveพร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่นสูงในการควบคุม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกคำสั่งต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วและสอดคล้องกับสภาพการขับขี่ด้วยความเร็วสูง รวมถึงผู้ขับขี่ยังจะได้พบกับความสปอร์ต เร้าใจมากกว่าที่เคยด้วยพวงมาลัย3ก้านท้ายตัดแบบ AMG Performance Steering Wheelหุ้มด้วยหนังnappaที่มีรูปทรงสปอร์ตท้ายตัดที่ออกแบบเป็นวงโค้งอย่างสมบูรณ์แบบสามารถใช้คำสั่งหรือก้านควบคุมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นคันเกียร์ที่           คอพวงมาลัยชุบวัสดุโลหะและรองรับโหมดเกียร์ธรรมดา และ Touchpad 2ข้างที่คอพวงมาลัยซึ่งเป็นอุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในรุ่นนี้ โดยด้านซ้ายใช้ควบคุมแผงหน้าปัดและ Cruise Controlด้านขวาใช้ควบคุมระบบมัลติมีเดีย ระบบโทรศัพท์ ระบบสั่งการด้วยเสียง เป็นต้น นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า หน้าจอมัลติมีเดีย Apple CarPlay™ขนาด 10.25นิ้ว ทำงานร่วมกับAudio 20 GPS พร้อม Touchpadและ Controller ระบบเสียงรอบทิศทางBurmester®ตกแต่งภายในด้วยAMG Matt SilverGlass-Fibre

   นวัตกรรมและเทคโนโลยีMercedes-AMG C 43 4MATIC มาพร้อมกับชุดคำสั่งเอเอ็มจี          เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้การขับขี่มีความสปอร์ตจนถึงขีดสุด ได้แก่
 

·        หน้าจออุณหภูมิของเหลว (Warm-up)ที่แสดงอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และแรงดันในโหมด Boost

·        หน้าจอการตั้งค่า (Setup) แสดงข้อมูลของโหมดการขับขี่ที่ใช้งานอยู่ การตั้งค่าระบบ      กันสะเทือน โหมดการปล่อยไอเสีย การตั้งค่าระบบ ESP®และเกียร์ที่ใช้อยู่

·        หน้าจอแรงจี (G-Force) แสดงแรงจีปัจจุบันที่กดลงมาที่ตัวรถ เมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วใดๆ และให้คำแนะนำในการขับขี่ให้เหมาะสม

·        หน้าจอจับเวลา(Race Timer)สำหรับการจับเวลาโดยตัวผู้ขับขี่เอง ซึ่งสามารถจับเวลาต่อรอบพร้อมทั้งแสดงรอบที่ใช้เวลาน้อยและมากที่สุดได้พร้อมกัน รวมถึงระยะที่ขับขี่และความเร็วเฉลี่ย

·        หน้าจอข้อมูลเครื่องยนต์ (Engine data)แสดงแรงบิดและกำลังเครื่องยนต์แบบ             กราฟแท่ง รวมถึงแรงดันในโหมด Boost

   นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยังติดตั้งหน้าจอดิจิทัลสำหรับแสดงความเร็วและเกียร์ปัจจุบัน เมื่อเปิดการใช้งานโหมดเกียร์ธรรมดา โดยสัญลักษณ์ตัว M สีเหลืองจะปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอ

   รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือก 5โหมด คือComfort, Sport, Sport+,Individual และโหมดการขับขี่ใหม่ คือ Slippery เพื่อช่วยกระจายกำลังให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพถนนที่เปียกเพราะฝนหรือหิมะ

- Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศราคา 4,310,000บาท

Mercedes-AMG E 534MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ

   ดีไซน์ภายนอกได้รับการออกแบบให้สะท้อนสมรรถนะที่เหนือกว่า ผ่านรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหลและลายเส้นด้านข้างที่ดูทรงพลัง ฝากระโปรงและช่องพาวเวอร์โดม พร้อมตกแต่งกระจกมองข้างและขอบบานกระจกด้วยสีดำที่ช่วยเสริมความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้นท่อไอเสียแบบAMG Sport exhaust system ปลายท่อไอเสียคู่แบบ 2round twin tailpipe lookสปอยเลอร์ด้านหลังบน     ฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler lipปลายสปอยเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเสริมคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วย       สีดำพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี         ไฟเบอร์ออฟติกรวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ดีไซน์ภายในมาพร้อมกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุ Metal-weaveและ Black pianoเบาะที่นั่งหุ้มของเอเอ็มจีและตราสัญลักษณ์เอเอ็มจีด้วย ARTICO leatherตัดสลับ DINAMICA Microfibreเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พวงมาลัยแบบAMG Performance steering wheel หุ้มหนัง nappaตกแต่งด้วย DINAMICA Microfibreที่เป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยไฟฟ้า แบบปรับน้ำหนักตามระดับความเร็ว เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า รวมถึงเพลิดเพลินกับระบบมัลติมีเดีย อย่าง       หน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpitระบบ MB Audio 20พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3นิ้วฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ  Apple CarPlay™และ Android Auto ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สายระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound systemรวมถึงระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ       64สี

   ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีMercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ มีระบบอีคิวบูสท์(EQ Boost)ที่ถูกใส่เข้ามาในรถยนต์รุ่นนี้เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยในการออกตัวรถ และควบคุมการทำงานของระบบไฮบริดโดดเด่นด้วยระบบปรับรูปแบบการขับขี่แบบAMG DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ให้สอดคล้องกับความต้องการได้ ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียวระบบกุญแจKEYLESS-GO พร้อมเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติไม่ต้องใช้มือ(HAND-FREE ACCESS)ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ2-Zones ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist)ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System)ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist)ระบบนำทาง (navigation system)ระบบขับเคลื่อน4 ล้อพร้อมเทคโนโลยีAMG Performance4MATIC+ระบบตรวจเช็คลมยาง (Tyre pressure monitoring system) รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลมAMG RIDE CONTROL+ Suspensionและยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศนี้อีกด้วย ได้แก่ ระบบเตรียมความพร้อมของรถยนต์ ระบบเช็คสภาพรถยนต์ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ทางไกล ระบบโทรศัพท์ฉุกเฉินของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และระบบCommunication module (LTE)เพื่อเชื่อมต่อกับบริการ Mercedes me connect

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันแนะนำอัลเมร่า รุ่นปี 2019 ใหม่ และรุ่นพิเศษ อี สปอร์ตเทค ปรับการออกแบบสไตล์ใหม่ เพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยมากขึ้น

Wednesday, 03 April 2019 20:43

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นิสสันนประเทศไทย ปรับสไตล์อัลเมร่า ใหม่ รุ่นปี 2019 และเพิ่มรุ่นพิเศษ อี สปอร์ตเทค เพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในและภายนอกใหม่อย่างมีสไตล์

   สำหรับ รุ่นพิเศษ อี สปอร์ตเทค ใหม่ ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยสไตล์ และความปลอดภัย โดยเพิ่มอุปกรณ์ชุดแต่งแบบสปอร์ตใหม่มากมาย ได้แก่ พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ D-Shape ใหม่ ขุดครอบกันชนหน้าสีดำ กระจังหน้าโครเมี่ยมสีดำ ชุดสเกิร์ตข้างสีดำ และชุดสเกิร์ตหลังสีดำ ภายนอกมีสามสีให้เลือก ได้แก่ สีขาว ไวท์ เพิร์ล สีดำ แบล็ค สตาร์ และสีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์

   นอกจากนี้ยังตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยวัสดุพรีเมี่ยมสีดำ เปียโน แบล็ค ตัดขอบด้วยสีเงิน ทำให้สไตล์ภายในสวยงามลงตัวมากขึ้น พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ D-Shape ใหม่ ติดตั้งปุ่มควบคุมระบบเสียงที่ใช้งานง่ายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และปลอดภัยมากขึ้น

   “นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถอีโคคาร์แบบซีดานคันแรกของประเทศไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยสำหรับ  รุ่นปี 2019ใหม่นี้ ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความคุ้มค่าให้ลูกค้าทุกคน”คุณ สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธาน สายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “รถยนต์คันนี้มาพร้อมกับฟังก์ชั่นหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า”

   โดย อัลเมร่า รุ่นปี 2019ใหม่ ยังมาพร้อม Display Audio แบบอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว มีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อ    บลูทูธ การเชื่อมต่อกับแอปเปิล คาร์เพลย์ และจอแสดงภาพด้านหลังหรือ Rear View Monitor เพื่อความสะดวกในการจอดรถ ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังพวกเขาโดยแสดงภาพขณะถอยไว้ที่หน้าจอโดยไม่จำเป็นต้องหันหลังไปมอง

   อัลเมร่า รุ่นปี 2019ใหม่ (ตั้งแต่รุ่น 1.2 S MT ขึ้นไปจนถึงรุ่น 1.2 VL Sportech) ยังนำเสนอรูปลักษณ์ภายนอกที่ทันสมัยและมีสไตล์ด้วยไฟหน้าฮาโลเจนพร้อมฟังก์ชั่นระบบไฟหน้า “Follow-me-home” ใหม่ พร้อมกระจกมองข้างใหม่ ที่มีสัญญาณไฟเลี้ยวอยู่ที่ตัวกระจก

   “อัลเมร่า รุ่นปี 2019ใหม่ ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยแนวคิดความปลอดภัยของนิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาและวิศวกรรมของรถยนต์ทุกคันที่นิสสันทำ” สุรีทิพย์ กล่าวเสริม “เทคโนโลยีเหล่านี้ ประกอบด้วยระบบเบรคป้องกันล้อล็อคแบบ ABSระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Force Distribution: EBD) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกและระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assit: BA)”

    เครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ยังคงจุดเด่นในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมัน ระบบเกียร์แปรผันอัจฉริยะ XTRONIC CVT เมื่อเทียบกับระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วไปโดยให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยม ทำให้การขับขี่มีความราบรื่น แต่ปล่อยมลพิษต่ำกว่า 120กรัมต่อกิโลเมตรซึ่งเท่ากับมาตรฐานไอเสียของยุโรป

   นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2019ใหม่  มีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ เพิร์ล (White Pearl) สีเทา ดีพ ไอริส เกรย์ (Deep Iris Grey) สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) สีดำ แบล็ค สตาร์(Black Star) สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red)สีน้ำตาล เกรย์ยิช บรอนซ์ (Grayish Bronze) และสีม่วง พลัม (Plum)ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 445,000 บาทสำหรับรุ่น 1.2 S MT

   สำหรับการทดสอบขับอัลเมร่า ใหม่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมหนึ่งในโชว์รูมนิสสันเกือบ 180 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสันโทร 02 401 9600 หรือเยี่ยมชม www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4G เกียร์อัตโนมัติ “ ให้ทุกความท้าทายเป็นไปได้สำหรับคุณ”

Friday, 10 May 2019 18:23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ รถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่2.4G เกียร์อัตโนมัติ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการประกาศรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ให้กับฟอร์จูนเนอร์ทุกรุ่นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์สู่ตลาดเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ภายใต้โครงการ “IMV : Innovative International Multi-Purpose Vehicle” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า สามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก รวมไปถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ประหยัดน้ำมันและประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่า มาพร้อมกับรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว สร้างความภูมิใจในการเป็นเจ้าของด้วยความเหนือระดับอย่างแท้จริง

   ในปีนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4Gเกียร์อัตโนมัติ 6สปีดพร้อมระบบ Sequential Shift มอบสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังพร้อมด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) เพิ่มความสะดวกสบายและความสนุกสนานในการขับขี่มากยิ่งขึ้นภายนอกเพิ่มทัศนวิสัย         ด้วยไฟส่องสว่างแบบ LEDBi-Beam Projectorให้ความปลอดภัยที่เหนือระดับในทุกการขับขี่ด้วยไฟตัดหมอกหน้าแบบ LEDและกล้องมองภาพขณะถอยหลังพร้อม Back Guide Monitorภายในหรูหราล้ำสมัยด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมติดตั้งเครื่องเสียงDVD หน้าจอสัมผัส เพื่อสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน และระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ทั้งนี้รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์รุ่นปรับปรุงใหม่มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า อีกทั้งยังรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี20ได้อีกด้วย

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4Gเกียร์อัตโนมัติ

- ภายนอก... โดดเด่นเหนือใคร

·       ไฟหน้า Bi-Beam LED...สะท้อนภาพลักษณ์สุดโดดเด่นด้วยไฟ LED โปรเจคเตอร์

·       ฟตัดหมอกหน้า LED…สว่างไสว เพิ่มทัศนวิสัยในขณะฝนตกหนักหรือหมอกลงจัด

·       ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home...ให้แสงสว่างแม้ยามดับเครื่อง

·       กล้องมองหลังในขณะถอยรถ...ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

·       ไฟท้ายแบบ Light Guiding…ส่องสว่าง มองเห็นจากระยะไกล

·       ล้ออัลลอย 18 นิ้ว...บ่งบอกศักดิ์ศรีที่เหนือใครในทุกเส้นทาง

- ภายใน... หรูหราล้ำสมัย

·       เบาะนั่งหนังสีน้ำตาลสะท้อนภาพลักษณ์เหนือระดับ

·       มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ TFT…เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

·       เครื่องเสียงDVD แบบหน้าจอสัมผัส 8นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI...เพิ่มสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง

·       เกียร์อัตโนมัติ 6สปีดพร้อม Sequential Shift ...เพิ่มความเร้าใจในทุกการขับขี่

·       แป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift… ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

·       ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน...เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

- ความปลอดภัย...มั่นใจตลอดการเดินทาง

·       ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)…ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคงแม้ในทางโค้งหรือถนนเปียกลื่น

·       ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)…ควบคุมรถและป้องกันการเกิดอาการล้อหมุนฟรี

·       ระบบถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS3 ตำแหน่งอีกขั้นของการปกป้องที่เหนือชั้น ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

พร้อมเป็นเจ้าของ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่

- 2.8TRD         เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ               1,769,000 บาท

- 2.8TRD         เกียร์อัตโนมัติ                                       1,699,000บาท

- 2.8V             เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ               1,663,000บาท

- 2.8V             เกียร์อัตโนมัติ                                        1,593,000บาท

- 2.4V             เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ               1,499,000บาท

- 2.4V             เกียร์อัตโนมัติ                                        1,419,000บาท

- 2.4G ใหม่      เกียร์อัตโนมัติ                                       1,299,000บาท

   ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ รองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20 ทุกรุ่นพบกันที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมเป็นต้นไป

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่https://www.toyota.co.th/fortuner

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน เผยโฉม นาวารา รุ่นปี 2019 และ แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ ตอกย้ำรถกระบะพันธุ์แกร่งขวัญใจชาวไทย จัดเต็มเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เสริมการขับขี่ที่มั่นใจ เพิ่มความเร้าใจ และ เข้าถึงการเชื่อมต่ออย่างแท้จริง

Sunday, 10 March 2019 18:00

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉม นาวารา รุ่นปี 2019และ แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ ยกระดับความแข็งแกร่ง พร้อมเผชิญการใช้งานหนักแบบรถกระบะอย่างแท้จริง

   การปรับโฉมใหม่ของ นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2019และ แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ นี้มาพร้อมกับ เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor (AVM) ที่ช่วยให้สามารถมองเห็นตัวรถและสิ่งรอบข้างผ่านกล้องที่ถูกติดตั้งรอบคัน นอกจากนั้นทั้งสองรุ่นยังได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์และความต้องการของลูกค้าที่ใช้งานรถกระบะ ซึ่งรวมไปถึงดีไซน์ใหม่ที่เสริมความปลอดภัยและความมั่นใจขณะขับขี่อีกด้วย

   “ด้วยประสบการณ์กว่า 80ปีของนิสสัน ในการทำรถกระบะที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในโลก ผมกล้าพูดว่า นิสสัน     นาวารา รุ่นปี 2019นั้นเป็นรถกระบะที่มาพร้อมกับความล้ำหน้าที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งแน่นอนจะทำให้รถยนต์รุ่นนี้ยังคงเป็นรถกระบะรุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยของเรา” อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว พร้อมเสริมว่า “การเปิดตัว นาวารา รุ่นปี 2019และแบล็ค อิดิชั่น ใหม่ นี้เป็นการเน้นย้ำถึงการนำเสนอรถยนต์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างแท้จริง”

   เทคโนโลยีของ นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility)จะช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจ ให้ความตื่นเต้น และเข้าถึงการเชื่อมต่อได้อย่างแท้จริง โดยนาวารา รุ่นปี 2019นี้มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงแบบที่ให้ความบันเทิงพร้อมข้อมูลเพื่อการเดินทางจาก NissanConnect ที่ทำให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนรวมไปถึง ระบบแอพพลิเคชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิล คาร์เพลย์ (Apple CarPlay) และแอนดรอยด์ ออโต้ (Android Auto) โดยระบบข้อมูลเพื่อความบันเทิงอัจฉริยะนี้ยังสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นทาง ช่องการขับขี่ การรายงานสภาพจราจร และตรวจสอบการขับขี่แบบประหยัดได้

   สำหรับ นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ มาพร้อมการออกแบบภายนอกที่ล้ำสมัย ช่วยเสริมให้ตัวรถดูสปอร์ต แข็งเเกร่ง และทันสมัยยิ่งกว่าเดิมผ่าน การตกแต่งภายนอกโทนสีดำ ด้วยชุดแต่งที่ให้ความดุดันรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED สีดำ กระจังหน้าสีดำ กรอบไฟตัดหมอกสีดำ กระจกมองข้างและมือจับประตูสีดำ บันไดข้างสีดำ คิ้วล้อสีดำ กันชนหลังสีดำ และเสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีส้มมาผสมผสานเพื่อเพิ่มสีสันในส่วนของกันชนไฟหน้า กระจกข้าง และบันไดข้าง รวมไปถึงสติกเกอร์สามมิติดีไซน์ใหม่ด้วย

   ขณะที่ภายในของ นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ มาพร้อมกับสีสันแบบทูโทน ด้วยเบาะหนังสีดำพร้อมเดินตะเข็บเบาะและพวงมาลัยด้วยด้ายสีส้ม ในขณะที่หัวเกียร์และแผงประตูหุ้มด้วยหนังแท้ ยิ่งกว่านั้นยังมีหน้าจอแสดงผลการขับขี่ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบความเร็วและอัตราการบริโภคน้ำมันอีกด้วย

    “การออกแบบทั้งหมดนี้เพื่อตอกย้ำจุดเด่นของ นิสสัน นาวารา ซึ่งเป็นรถกระบะที่สะท้อนสมรรถนะสมบุกสมบัน โดยนิสสัน นาวารา โฉมใหม่นี้ จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดี ทั้งยังรวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถยนต์ที่ต้องการให้รถกระบะของพวกเขา มีรูปลักษร์ที่แข็งแกร่งในขณะเดียวกันยังดูสวยและทันสมัย”  สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานสายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

    นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ รุ่นดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7สปีด อีกทั้งเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง  Around View Monitor (AVM) ที่ช่วยให้สามารถมองเห็นตัวรถและสิ่งรอบข้างผ่านกล้องที่ถูกติดตั้งรอบคัน ทั้งยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายอื่นๆ ซึ่ง รวมถึง ระบบเบรค ABSถุงลมนิรภัย กุญแจรีโมท ปุ่มสตาร์ท และ ช่องแอร์ปรับอากาศด้านหลัง โดย นาวารา รุ่นปี 2019มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 559,500บาท และ นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น ใหม่ มีราคาเริ่มต้นที่ 790,000 บาท

   สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถทดลองขับ นิสสัน นาวารา โฉมใหม่ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันที่มีอยู่ประมาณ 180แห่ง ใน 77จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อ Call Center หมายเลข 024019600หรือที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ ตอกย้ำความสปอร์ตแข็งแกร่งด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ และภายในแบบทูโทน เชิญชวนลูกค้าทดลองขับ พร้อมรับสิทธิพิเศษ

Tuesday, 11 June 2019 07:32

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดแนะนำ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ ดีไซน์สปอร์ตแข็งแกร่ง ด้วยกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยว และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตกว่าที่เคย มาพร้อมสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) พร้อมห้องโดยสารแบบ 3แถว 7ที่นั่ง และแบบ 2 แถว 5ที่นั่ง พื้นที่ใช้สอยปรับเปลี่ยนได้หลากหลายสไตล์ เต็มเปี่ยมด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับพลังงานทางเลือก E85 และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบครันเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ให้พร้อมลุยทุกความท้าทาย พร้อมจัดแคมเปญ “เปลี่ยนคันเก่าเป็นคันใหม่ ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง” และมอบข้อเสนอพิเศษ Double Smile”ให้กับลูกค้าที่สนใจออกรถยนต์ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่

   ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตแข็งแกร่งในทุกมิติ ด้วยกระจังหน้าแบบโครเมียมใหม่ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ภายในเรียบหรูมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยเบาะโดยสารดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายในทุกอิริยาบถ สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีให้เลือก 2 รุ่น

·       รุ่น SVมาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
ไฟตัดหมอกคู่หน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มอารมณ์สปอร์ตระดับพรีเมียมด้วยเสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin)   เบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนดำ-แดงสไตล์สปอร์ต เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 หรือพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) พร้อมปรับเลื่อนหน้า-หลัง เพื่อช่วยให้ผู้โดยสาร
แถวที่ 3เข้า-ออกได้สะดวกยิ่งขึ้น และพนักพิงปรับเอนได้ถึง 3ระดับ เบาะนั่งแถวที่ 3มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50หรือพับตลบไปด้านหน้า 2จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย มาพร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง ราคา835,000 บาท

·       รุ่น Vมาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ เบาะนั่ง 2 แถว 5ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ด้านท้ายขนาดใหญ่ มาพร้อมถาดรองสัมภาระท้ายรถและกล่องอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งแถวที่ 2 ราคา 765,000 บาท

   ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้า และระบบเกียร์ CVTที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม เปี่ยมไปด้วยขุมพลังเต็มสมรรถนะเพื่อการขับขี่และการใช้งาน
ที่หลากหลายและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมอีกทั้งรองรับพลังงานทางเลือก E20 และ E85

   ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยังมอบความสะดวกสบายในทุกการเดินทางด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียมครบครัน ได้แก่  มาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยี   อันล้ำสมัย ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเช่น ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7นิ้ว ที่รองรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ควบคุมง่ายขึ้นอีกขั้นด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย เชื่อมต่อภาพและเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUXพร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) พร้อมไปสู่ทุกจุดหมายอย่างมั่นใจได้ในทุกการขับขี่กับมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน

 

   ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่มีให้เลือกทั้งหมด 6สี ได้แก่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ใหม่ สีขาวแพลทินัม (มุก) ใหม่ สีเงินลูนาร์  (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้า

   พร้อมกันนี้ ฮอนด้ายังจัดแคมเปญ “เปลี่ยนคันเก่าเป็นคันใหม่ ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง” เมื่อลูกค้านำรถยนต์รุ่นใดก็ได้มาขายเพื่อเปลี่ยนเป็น ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ มีสิทธิ์รับทันที BR-V Journey Setมูลค่า 4,590 บาท ซึ่งประกอบด้วยบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000บาท และชุดโต๊ะปิกนิกแบบพับได้ 4ที่นั่ง มูลค่า 1,590บาท ตั้งแต่วันที่ 6มิถุนายน 2562 – 31สิงหาคม 2562อีกทั้งมอบข้อเสนอสุดพิเศษ Double Smile” ดาวน์ 0บาท หรือเลือกผ่อนสบายเริ่มต้น 9,000บาท* ให้แก่ลูกค้าที่จอง ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2562 –30 มิถุนายน 2562 ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

   นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมทดลองขับ“Happy Day Happy Drive”เพื่อเปิดประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้าที่สนใจได้ทดลองขับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น โดยเฉพาะฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ สามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 6มิถุนายน 2562-31สิงหาคม 2562พร้อมรับของสมนาคุณกระเป๋าเก็บอุณหภูมิ Happy Bag มูลค่า 499บาท ฟรีทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24ชั่วโมง โทร 02 341 7777หรือดูข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือwww.honda.co.th/brv

หมายเหตุ:          

- อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีแดงแพสชั่น (มุก) และ สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น SV

- สีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น V

- สีแดงแพสชั่น (มุก)  และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่มเงิน 6,000 บาท

- สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ให้ความกล้า พาชีวิตไปให้สุด

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮุนไดแนะนำรถรุ่นพิเศษ “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี” ใหม่ เพิ่มความหรูหรา ตอบโจทย์มากขึ้น

Wednesday, 20 March 2019 18:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัทฮุนได มอเตอร์  (ไทยแลนด์) จำกัดแนะนำรถรุ่นพิเศษ “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี”ที่ได้รับการตกแต่งให้มีความหรูหรา โดดเด่น มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มออฟชั่นพิเศษและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ที่ชื่นชอบความพรีเมี่ยม สะดวกสบาย ในรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะและการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

   “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี”มาพร้อมกับความพิเศษ เริ่มต้นจากภายนอกเป็นสีขาว ครีมมี่ ไวท์ ซึ่งเป็นสีพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายในรุ่น เอช-วัน ซีรีย์  ติดตั้งหลังคามูนรูฟ 2บาน เปิด - ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมที่บังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลัง ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทาง  ไฟส่องสว่างด้านหน้าควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับให้ไฟหน้าเปิดอัตโนมัติเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีแสงน้อย สะดวกสบาย เพิ่มความปลอดภัยในทุกการขับขี่  ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีเมทาลิคแบบปัดเงา เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้วยโลโก้ “Limited III” ที่ด้านหลัง พร้อมติดตั้งกล้องหลัง ที่มีระบบสัญญาณเตือนเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง เพิ่มความสะดวกในการถอยเข้าจอดแม้ในพื้นที่จำกัด

   ภายในได้รับการดีไซน์ให้เรียบหรูและคลาสสิคยิ่งขึ้นด้วยลายไม้สีเทาลายใหม่และเบาะนั่งโดยสารสีเทา ดูกลมกลืนอย่างลงตัว พร้อมพรมปูพื้นรอบคันพร้อมสัญลักษณ์ “Limited III”  นอกจากนี้ยังได้รับการ ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงด้วยเครื่องเสียงไพโอเนียร์ หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า รองรับ Apple Car Play และไฟล์มัลติมีเดีย   จอ LCD แบบสัมผัสขนาด 10.1นิ้ว ที่หลังหัวหมอนคู่หน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง รองรับหูฟังไร้สายระบบบลูทูธ พร้อมช่องต่อสำหรับ USB และ MicroSD Card ที่ด้านข้างจอ LCD  เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยระบบ Dual Zone ที่แยกแหล่งสื่อบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง ช่วยให้สามารถเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างอิสระ

   “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี” ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร คอมมอนเรลไดเร็คท์อินเจ็คชั่น ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า  แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร พร้อมเกียร์อัตมัติ 5 สปีด ให้การตอบสนองรวดเร็วและนุ่มนวล นอกจากนี้ยังได้เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control), กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, ไฟภายในห้องโดยสารแบบ LED ปรับได้ 6 สี และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

   “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี” เปิดตัวพร้อมรับจองเป็นครั้งแรกในงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40” ด้วยราคาพิเศษ 1,679,000 บาท จำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองขับ “เอช-วัน ลิมิเต็ด ทรี” ได้ที่บู้ธรถยนต์ฮุนไดในงานฯ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27มี.ค. – 7 เม.ย. 2562 และที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hyundai.co.th

 
 

More Articles...

Page 1 of 16

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )