Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ซูซูกิ เปิดตัว All New Suzuki SWIFT สปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ด้วยคอนเซ็ปต์สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT

Saturday, 10 February 2018 15:46

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม All New Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วยสปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT พร้อมดีไซน์สปอร์ตคงเอกลักษณ์ DNA ของ SWIFT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 15,700คัน

   นายโยจิ มุโรซากะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “SWIFT เป็นรถรุ่นสำคัญของซูซูกิในระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของซูซูกิด้านรถยนต์คอมแพคและความทุ่มเทในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีทั้งดีไซน์สวยทันสมัยและความสนุกในการขับขี่ Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ที่ผ่านมา สำหรับรุ่นล่าสุดนี้ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นที่ 3ของ SWIFT ยังเป็นรถยนต์หนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ RJC Car of the Year 2018จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่นหลังจากที่ 2เจเนอเรชั่นก่อนได้รับรางวัลนี้มาแล้วในปี 2005และ 2010ตามลำดับซูซูกิจึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะแนะนำ ALL NEW Suzuki SWIFT สู่ประเทศไทย เราเชื่อว่า SWIFT เจเนอเรชัน 3นี้จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์ของไทยได้อย่างแน่นอน”

   นายมาซาโอะ โกโบริ หัวหน้าวิศวกร ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า “รถรุ่นนี้พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “INNOVATION – Fun & Sporty” โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ All New Suzuki SWIFT มีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ในด้านการออกแบบภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แต่มีกลิ่นอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร ทำให้ All New Suzuki SWIFT มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น โดยเรายังเน้นให้ All New Suzuki SWIFT มีภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตดุดัน ด้วยเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LEDล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในส่วนของสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJETที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่าเดิมมากกว่า 23 กม.ต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M 1.2ลิตร  

   นอกจากนั้น ในด้านความปลอดภัยมีการนำแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT มาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมันรวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCSช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOPที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Controlที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRSถึง 6 ตำแหน่ง   

   ทั้งนี้ All New Suzuki SWIFTยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย แผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น มาตรวัดสไตล์สปอร์ตที่ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connectขนาด 7 นิ้ว ที่ควบรวมระบบนำทางที่แม่นยำ กับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรมสุดล้ำ Apple CarPlay สำหรับ iOS รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวถึง กลยุทธ์การตลาดว่า “กลุ่มเป้าหมายของ All New Suzuki SWIFT คือผู้ที่ซื้อรถเพื่อใช้งานเป็นรถคันแรก รายได้ระดับปานกลางขึ้นไป อายุตั้งแต่ 21-39ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและเริ่มต้นสร้างครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอายุ 21-29ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับดีไซน์เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ชอบรถที่ขับสนุก ควบคุมง่าย และกลุ่มที่มีอายุ 30-39ปี ซึ่งชอบรถที่มีดีไซน์ที่บอกถึงตัวตนและมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ ‘All New Suzuki SWIFT,
WE STANDOUT
สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง’

 ในด้านการตลาด ครั้งนี้ทางซูซูกิได้ดึง ชาริล ชัปปุยส์ และ “วี” วิโอเลต วอเทียร์ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดของ All New Suzuki SWIFTเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุม ซึ่งเน้นสื่อออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สื่ออื่นๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ จอดิจิทัลและบิลบอร์ดทั่วประเทศ รวมถึงด้านบริการของพนักงานที่ผ่านขั้นตอนโปรแกรมการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานของซูซูกิ พร้อมบริการให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
ด้วยโชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิซึ่งจะครอบคลุม 120 สาขาทั่วประเทศ ภายในเดือนมีนาคมนี้

 “นอกจากนี้ ซูซูกิยังร่วมมือกับสถาบันการเงินจัดโปรแกรม My Way ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ต่อเดือน และแคมเปญพิเศษ Loyalty Program สำหรับลูกค้า SWIFT เพียงนำ SWIFT คันเดิมมาเปลี่ยนเป็น SWIFT ใหม่ รับทันทีส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 20,000บาทอีกทั้งเราจะจัดกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมซูซูกิทั้งหมดทั่วประเทศในวันที่ 10-11กุมภาพันธ์ และกิจกรรมพิเศษที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศในวันที่ 17-18กุมภาพันธ์ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.suzuki.co.th หรือ www.allnewsuzukiswift.com”

   นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดในปี 2560อยู่ที่ 156,239คัน ซึ่งซูซูกิมียอดจำหน่ายรวมเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์จำนวน 21,300คัน เติบโตขึ้นถึง 13.39% และมีส่วนแบ่งทางการตลาดของรถในกลุ่มนี้อยู่ที่ 13.63% สำหรับซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์สายพันธุ์สปอร์ต ยังคงเป็นรถที่ได้รับความนิยม มียอดจำหน่ายสูงถึง 8,080คัน เชื่อมั่นว่าในปี 2561จากการที่แนวโน้มสภาพตลาดรถยนต์
ที่มีทิศทางดีขึ้น ซูซูกิ ก็จะสามารถสร้างการเติบโตได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

   All New Suzuki SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl โดยมีทั้งหมด 4รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GA CVT, GL CVT, GLX CVT และ GLX-Navi CVT


ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

http://www.suzuki.co.th

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

https://www.facebook.com/SuzukiCarryFoodTruck

ช่องทางติดต่อทาง Call Center

โทรศัพท์พื้นฐาน          โทร 1800-600-900    

โทรศัพท์เคลื่อนที่         โทร 1401-600-900

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งรุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” เขย่าตลาดต่อเนื่อง

Monday, 12 February 2018 17:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   หลังจากแนะนำ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนมกราคม  อีซูซุได้เขย่าตลาดรถเมืองไทยระลอกสองอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการแนะนำ รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน  จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“รุ่นพิเศษ!“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุด ที่มาเพิ่มทางเลือกและต่อยอดความแรงของ “The New Isuzu MU-X”ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดยเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว หรูหรา งดงามทุกรายละเอียด อาทิ สปอร์ตเท่รอบคันกับชุดแต่ง ICONIC STYLE ห้องโดยสารโทนเข้ม LAVA BLACK ขับเน้นอารมณ์สปอร์ต ระบบความบันเทิงพร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner และล้ออัลลอย 18” ICONIC CROSS ทำให้เป็นยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถที่มีสไตล์อันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน โดยมีให้เลือก 2สี ได้แก่ ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White)และดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)ราคาจำหน่าย 1,354,000 – 1,411,000 บาท

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุด  รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน เผย เทอร์รา รุ่นใหม่ล่าสุด หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อน สู่เป้าหมายของแผนระยะกลางของบริษัท

Monday, 26 February 2018 18:07

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เทอร์รา (Nissan Terra) ใหม่เอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์ รุ่นแรกที่พัฒนาโดยฝ่ายโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCV) ของนิสสัน ภายใต้แผนดำเนินงานระยะกลางของบริษัท หรือ “Nissan M.O.V.E to 2022”โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้

   กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งประกอบด้วยรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ รถกระบะ รถตู้แบบต่างๆ และรถบรรทุกขนาดเล็ก เป็นกำลังสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายแผนงานระยะกลางของบริษัทฯ โดยในการขายรถยนต์นิสสันทุกๆ 6คันทั่วโลก จะมีหนึ่งในหกคันนั้นเป็นรถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ดังนั้นบริษัทฯ จึงผลักดันให้หน่วยงานนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความสำคัญ สู่ความสำเร็จ มีเป้าหมาย ภายใต้แผนงานระยะกลาง โดยการเพิ่มยอดขายให้ได้มากกว่าร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2565พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดรถกระบะและรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์

   “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าเร็วๆ นี้ นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะเริ่มบุกตลาดประเทศจีน  รถเอนกประสงค์ตัวจริงต้องแข็งแกร่ง  สมบุกสมบัน สามารถตะลุยได้ในทุกเส้นอย่างเทอร์รา ใหม่” มร.อัชวานี กุปตา รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก กล่าว “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ โดยเริ่มต้นจากประเทศจีน ก่อนจะตามมาด้วยตลาดกลุ่มอาเซียน”

   มร. กุปตายังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ของนิสสันมีความมั่นใจอย่างมากต่อการเติบโตอย่างมั่นคง ตามแผนงานระยะกลางพร้อมกับการขยายจำนวนสายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ตื่นเต้นมากที่จะนำเสนอนิสสัน เทอร์รา ออกสู่ตลาด และในขณะเดียวกันนิสสัน นาวารา ที่ได้รับรางวัลมากมายก็จำหน่ายใน 133ตลาดทั่วโลก และมีลูกค้าอีกมากมายทั่วโลกที่นิยมรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กของเรา”

   ในปี พ.ศ. 2560รถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กของนิสสัน มียอดจำหน่ายรวมที่ 907,929คัน โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของนิสสัน เทอร์ราจะได้รับการประกาศในเดือนเมษายนนี้

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ดเผยโฉม “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก

Wednesday, 07 February 2018 17:15

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ประเทศไทย ในวันนี้

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ “เกิดมาแกร่ง” ให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

   “เราตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่” มร. จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)กล่าว

   “ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance)รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)”

การออกแบบที่ดุดัน

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก

   เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ มอบความโดดเด่นเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นอันคละคลุ้ง ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LEDพร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

   แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black)สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey)ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey)เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

   รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5องศา มุมคร่อมที่ 24องศา และมุมจากที่ 24องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา

   เมื่อพิจารณาไล่ตั้งแต่ด้านล่างขึ้นไป จะสังเกตได้ว่าบันไดข้างรถของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นเหนือชั้นกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด โดยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วนและรอยเปื้อนที่เกิดจากอากาศและสภาพแวดล้อม

   บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

   การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง

   ฟอร์ดได้จัดการทดสอบขับขี่ในระยะไกลหลายครั้งเพื่อประเมินคุณภาพของเบาะที่นั่งเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นบนถนนใหญ่หรือเส้นทางออฟโรดสุดสมบุกสมบันเพื่อจำลองการใช้งานจริงของลูกค้า เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้างและยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่  

   เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ขับขี่เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยมาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ

   ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Markerที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง

   แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ

   ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

   แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17นิ้ว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

   “ประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดของเรนเจอร์ แร็พเตอร์นั้น โดดเด่นเหนือกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด และยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อขับขี่บนทางเรียบ” มร. ดาเมียน รอส หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ ของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

   “ทุกอย่างของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากฟอร์ด เรนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะอันเหนือชั้นและความรู้สึกที่โดดเด่นเมื่อยามขับขี่ จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการขับขี่ที่เร้าใจ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จึงเป็นรถที่มีความพิเศษและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง”

   ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD)ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ

   โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shoxใช้ลูกสูบขนาด 46.6มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

เอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถูกพัฒนามาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันแบบต่าง ๆ จึงเลือกใช้ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838มิลลิเมตร กว้าง 285มิลลิเมตร แก้มยางมีความแข็งแรงสูงซึ่งเหมาะในการลุยทุกสภาพพื้นผิว ด้วยดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ ผู้ขับขี่จึงสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน พื้นทราย และหิมะ

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering - EPAS)ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive - FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS)สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างดีที่สุด ผู้ขับขี่จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพโหมดการขับขี่ อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

-           โหมดปกติ– เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

-           โหมดสปอร์ต– ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

-           โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ– ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

-           โหมดโคลน/ทราย– ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

-           โหมดหิน– ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ

-           โหมดบาฮา– ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

   ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

   นวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะและการตอบสนองอันยอดเยี่ยมของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

   ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้ทำการทดสอบระบบส่งกำลังแบบใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและทนทาน

   การทดสอบ เทอร์โมไซเคิล (Thermo cycle) นี้ เป็นการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่มีประสิทธิภาพและเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้

   ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง(HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้ง 2ตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น  

   เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น และทีมวิศวกรก็สามารถออกแบบระบบเกียร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

   ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shiftเพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3(SYNCÒ3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ

   นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

   กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate)ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถได้ โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยการกดปุ่ม ในกรณีที่แบตเตอรี่อ่อน กุญแจที่เป็นกลไกก็ยังสามารถใช้งานทดแทนได้

ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่จากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามผสานกับดีเอ็นเอของ เอฟ-150แร็พเตอร์ ตามแบบฉบับของรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมแล้วที่จะสะกดทุกสายตาทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและทั่วโลก

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือยนตกรรมอันน่าทึ่ง ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง ดุดัน และสมรรถนะที่จะยกระดับมาตรฐานการขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น และจะกระตุ้นอะดรีนาลีนของเหล่านักขับรถออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ” มร. ฮามีดิกล่าว

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เปรียบเสมือนรถกระบะที่รวมเอกลักษณ์ความเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก สโนว์โมบิล และรถเอทีวีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ปูทางสู่มอเตอร์โชว์ 2018 เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ รถสปอร์ตซีดานสุดหรู พร้อมโฉบเฉี่ยวทุกเส้นทางด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive

Saturday, 24 February 2018 16:03

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยกระดับสมรรถนะเหนือชั้นของรถยนต์ซีดานหรูไปอีกขั้นสำหรับแฟน ๆ ชาวไทย ด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive เป็นครั้งแรก ในงาน exclusive preview ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม –8 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นสำหรับการขับขี่ในทุกเส้นทาง และทุกสภาพท้องถนน

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ผสานสุดยอดประสิทธิภาพแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทำให้ทุกการเดินทางในชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่รถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นที่ 6 นี้ ถือเป็นหนึ่งในรถซีดานสมรรถนะสูงที่ประสบความสำเร็จมากทีสุด ด้วยนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDriveซึ่งไม่เพียงสร้างความเร้าใจในการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นศักราช 2561 ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย อย่างสวยงาม และเรายังจะนำนวัตกรรมเหนือระดับจากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นใหม่อีกมากมายมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ชาวไทยในปีนี้อย่างแน่นอน”

   มิติใหม่แห่งความคล่องตัวในการขับขี่และที่สุดของความแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive

   ระบบขับเคลื่อน M xDriveเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มอบสมรรถนะเร้าใจที่สุดในเซกเมนต์ของรถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งเป็นครั้งแรกของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน M xDrive มอบประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตั้งค่าลักษณะการขับได้อย่างหลากหลายตามความต้องการถึง 5 โหมดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (หรือ DSCที่สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ DSCหรือเลือกการขับขี่ด้วยโหมด M Dynamic)  และยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยระบบ M xDrive ซึ่งแบ่งเป็นโหมด 4WD, 4WD Sport และ 2WDที่ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความแรงเร้าใจด้วยความคล่องตัวสูงสุดบนท้องถนน รวมทั้งระบบเฟืองท้าย Active M ที่มอบเสถียรภาพการกระจายกำลังอย่างเต็มสมรรถนะ ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดยช่วยลดความแตกต่างของความเร็วรอบระหว่างล้อหลัง

   อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความสปอร์ตอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ คือปุ่ม M1 และ M2 สีแดงสองปุ่ม ซึ่งอยู่ติดกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้ถึง 2 แบบเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าระบบ M xDriveระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก(DSC) ระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบระบายอากาศ ระบบการควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการตั้งค่ารูปแบบของการแสดงผลบน Head-Up Display

สุดยอดสมรรถนะขุมพลังและเสถียรภาพที่เหนือกว่าจากเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ V8 ใหม่

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ / 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   เครื่องยนต์อันทรงพลังนี้ มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogicเพื่อความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังให้ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติในเวลาอันสั้น

สะกดทุกสายตาด้วยเอกลักษณ์ดุดันที่ออกแบบมาเพื่อความเหนือชั้นอย่างแท้จริง

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ เป็นการผสานกันอย่างลงตัวของความสง่างามตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 และลุคสปอร์ตปราดเปรียวของรถยนต์ในตระกูล M ช่องอากาศด้านหน้าได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนและระบบเบรก ระบบท่อไอเสีย 4 ท่อ ช่วยเสริมความดุดันด้านหลัง และตอกย้ำถึงขุมพลังเครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ พร้อมให้เสียงทรงพลังที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านกลไกวาล์วไอเสียรวม ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับเสียงให้นุ่มนวลหรือดุดันขึ้นได้ผ่านทางปุ่มควบคุมเสียง

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ยังมาพร้อมชุดเบรกในสไตล์ M เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยด้านหน้าเป็นเบรกคาลิเปอร์ M สีน้ำเงิน แบบ 6 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นคาลิเปอร์แบบ 1 ลูกสูบลอย ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเบรกเหล็กหล่อแบบเดิม และยังโดดเด่นด้วยการช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง ที่แม้จะมาพร้อมระบบ M xDriveแต่บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ก็ยังคงมีน้ำหนักเบากว่าบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นก่อน ๆ ช่วยเพิ่มความคล่องตัว สมรรถนะ และ

 

   ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมดีไซน์ M สร้างเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นเฉพาะตัวที่ลากยาวไปตามแนวหลังคาผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ให้น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษกว่ารุ่นก่อนหน้า แม้จะรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ระบบไอเสีย และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive แสดงให้เห็นถึงการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเซกเมนต์

   นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์

   อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spokeเบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merinoและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ Mรวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control)และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ จะเริ่มเปิดรับจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 ในราคาจำหน่าย 13,339,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชียและโอเชียเนีย

Friday, 09 February 2018 16:14

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชีย และโอเชียเนียในปีงบประมาณหน้า เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในการนำเสนออนาคตแห่งการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

   นิสสันจะเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ในออสเตรเลีย ฮ่องกง มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย นอกจากนี้ นิสสันยังกำลังเตรียมข้อมูลในการนำเสนอรถยนต์ไร้มลพิษในตลาดอื่นๆของภูมิภาค เช่นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

   รองประธานอาวุโส ระดับภูมิภาคของนิสสัน ยูตากะ ซานาดะ กล่าวว่า บริษัทฯกำลังดำเนินการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกเจนเนอเรชั่นใหม่ออกจำหน่ายในหลายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นิสสัน ลีฟ ใหม่คือสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ซึ่งเป็นแนวทางของบริษัทในการพาผู้คนไปสู่โลกที่ดีขึ้น โดยการพลิกโฉมรถยนต์ทั้งในด้านพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน การขับขี่ และหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

   “นิสสัน ลีฟ ใหม่คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และจับต้องได้จริงที่สุดในขณะนี้” ซานาดะกล่าว “รถยนต์อันชาญฉลาดนี้จะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า และกเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ากระแสหลักรุ่นอื่น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ในหลายตลาดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเป็นผู้นำในระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และมอบระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตให้แก่ภูมิภาคนี้” ซานาดะกล่าวเพิ่มเติม

   นิสสันกำลังศึกษาถึงความต้องการในตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก่อนที่จะมีการเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่ ในครั้งต่อไป ซานาดะเสริม

   การประกาศการจัดจำหน่ายลีฟ ใหม่มีขึ้นภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นการรวมตัวในสิงคโปร์ของผู้บริหารระดับสูงทั้งจาก หน่วยงานภาครัฐ อุตสาหกรรม และสื่อมวลชนทั่วทั้งเอเชีย และโอเชียเนีย โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นระยะ 3 วัน ประกอบด้วยการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในรถยนต์และการสร้างเทคโนโลยีขับขี่ที่ก้าวล้ำหน้าให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของยานยนต์ ที่มากกว่าพลังไฟฟ้า”

   ผลการสำรวจของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนที่เปิดเผยภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์สในวันนี้ ระบุว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีศักยภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการสูงมาก

   นิสสันได้จำหน่ายลีฟไปแล้วมากกว่า 300,000 คันทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 บริษัทเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ที่มาพร้อมการออกแบบใหม่หมดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของนิสสัน เช่น e-Pedal ที่ผู้ขับสามารถขับขี่ได้ด้วยการใช้แป้นเหยียบเดียว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ยังมาพร้อมพละกำลังที่สูงขึ้นและระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่าเดิม ตลอดจนความหรูหราและสะดวกสบาย ระบบขับเคลื่อนของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้มอบพละกำลัง 110 กิโลวัตต์และ 320 นิวตันเมตร ทำให้มีอัตราเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและเพิ่มความสนุกสนานให้แก่ผู้ขับขี

   นิสสัน ลีฟ ใหม่เริ่มขายที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 และต่อมาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในเดือนมกราคม และวางตลาดในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะออกจำหน่ายใน 60 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการ และการขนส่งเพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง nissan-global.com หรือ asia.nissannews.com, Facebook, Instagram, Twitter และ Linkedin พร้อมรับชมวีดีโอล่าสุดได้ที่ YouTube

 

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัวแนะนำมาสด้า2 ใหม่ เพิ่มออพชั่นล้นคันเอาใจวัยรุ่น

Tuesday, 20 February 2018 16:11

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก มาสด้าพร้อมเดินเครื่องต่อยอดทันที ประเดิมด้วยการเปิดตัวแนะนำมาสด้า2รุ่น 2018 คอลเลคชั่นลุยตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด “EXCITEMENT NEVER ENDS”หรือ “เร้าใจ ไม่เคยหยุด”ใส่ออพชั่นเพิ่มจนล้นคันหวังมัดใจสาวก ซูม-ซูม พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับระบบ G-VECTORING CONTROLเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากมาสด้า เพิ่มออพชั่นเต็มคันแต่ไม่เพิ่มราคา

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวมาสด้า2 รุ่นปี 2018 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นไปหลังจากโมเดลล่าสุดที่มาสด้าแสดงให้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใส่ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเรายังมีการต่อยอดพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจตามแบบฉบับของมาสด้าทั้งนี้มาสด้า2ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะรถยนต์รุ่นนี้มียอดขายในประเทศไทยมากกว่า 200,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และรุ่นเจนเนอเรชั่นปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อปี 2558มียอดขายสูงถึงกว่า 80,000คัน การเปิดตัวมาสด้า2รุ่นปี 2018 ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในเป้าหมายของความสำเร็จทางด้านยอดขาย ซึ่งในปีนี้มาสด้าวางเป้ายอดขายไว้สูงถึง 60,000คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15%

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า สำหรับการสื่อสารของรถมาสด้า2 รุ่นปี 2018 ในปีนี้ เราจะสื่อสารผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยมุ่งเน้นช่องทางออฟไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ในช่วงเปิดตัว และใช้ช่องทางออนไลน์ในการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการสื่อสารและเลือกประเภทกิจกรรมหรือช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ที่สนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเว็บเพจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ หรือนำเสนอกิจกรรมที่สนุกเร้าใจในแบบที่แตกต่าง พร้อมสื่อสารเอกลักษณ์ของมาสด้า2 ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น  ที่ตอบสนองความต้องการได้ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านฟังก์ชั่น และด้านอารมณ์ ที่ให้ทั้งความสวยงาม ความสปอร์ตพรีเมี่ยมด้วยสีแดงใหม่ โซลเรด คริสตัล  ระบบความปลอดภัยสุดล้ำ พร้อมความแรง ความประหยัด ความบันเทิง และเทคโนโลยีสุดล้ำต่างๆ อย่างลงตัว

   และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้ามาสด้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจทั้งเรื่องคุณภาพของรถยนต์ รวมทั้งการบริการตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโชว์รูมไปจนถึงการบริการหลังการขาย มาสด้าได้เพิ่มออพชั่นสำหรับมาสด้า2 รุ่น 2018 คอลเลคชั่น ทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3L และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5L ทั้งตัวถังแบบซีดานและแฮตช์แบค หวังมัดใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่ายด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานที่หลากหลาย ประกอบด้วย

- มาสด้า 2 รุ่นปี 2018 พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

- สีใหม่ล่าสุด สีแดงโซลเรด คริสตัล ที่ให้ความสดใสเป็นประกายของสีแดง

- ระบบเชื่อมต่อโลกการสื่อสาร MZD Connect

- ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ

- ที่ปัดน้ำฝนแบบกระจกหน้าแบบอัตโนมัติ

- ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light

- ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (AdvanceBlind Spot Monitoring, ABSM)

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert, RCTA)

- ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)

- หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี

*ออพชั่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นของรถ

   มาสด้า2 รุ่นปี 2018นั้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังมีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ท้าทายแบบใหม่ๆ ให้ทั้งความแรงและประหยัด สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย

   รถยนต์มาสด้า2รุ่นปรับโฉมใหม่ มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4ประตู และแบบแฮตช์แบค 5ประตู โดยในแต่ละรูปแบบตัวถังจะมี 7รุ่นย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4รุ่นและเครื่องยนต์คลีนดีเซล 3รุ่น โดยสีภายนอกมี มีให้เลือกทั้งหมด 7สี ซึ่งสีใหม่ล่าสุดคือ สีแดง โซลเรด คริสตัล,สีขาว สโนว์เฟค ไวท์ เพิร์ล,สีน้ำตาล ไททาเนียมแฟลช, สีเงิน อลูมินัม เมทัลลิค, สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู, สีเทา เมทิเออ เกรย์ และสีดำ เจ็ท แบล็ก

   มาสด้า 2 รุ่นปี 2018 พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ www.mazda.co.th MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

นิสสัน เสริมทัพ นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงการบรรทุกหนักที่ลุยได้ทุกเส้นทาง

Tuesday, 13 February 2018 16:53

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเสริมทัพ นาวารา   ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงเพื่อการบรรทุกหนักที่สามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

    นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รอง   ประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเปิดเผยว่า นิสสัน นาวารา ถือเป็นรถยนต์กระบะ ที่ได้รับการรตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยความทนทาน ความแข็งแกร่ง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าชาวไทย ปิคอัพนิสสันทุกรุ่นอยู่เคียงคู่กับความสำเร็จของเจ้าของธุรกิจชาวไทยมานานกว่า50ปี นับแต่รุ่นสร้างชื่ออย่าง   “นิสสัน ช้างเหยียบ”  “นิสสัน บิ๊กเอ็ม”(Big M) และ “นิสสัน ฟรอนเทียร์” (Frontier)ซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ และนอกจากเรื่องของเครื่องยนต์พละกำลังสูง นาวารายังมีความสามารถในการบรรทุกหนักที่ถือเป็นเอกลักษณ์ และคุณสมบัติมาตรฐานที่สำคัญของรถกระบะนิสสันมายาวนาน จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือ นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2018 ที่ได้เสริมเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility)อย่างระบบกล้องมองรอบคันอัจฉริยะ หรือ Around View Monitor (AVM)ที่ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มรถกระบะ นอกเหนือจากอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มรูปแบบ

นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDเพื่อการบรรทุกหนักและสามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

   นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ยังคงพละกำลังสูงที่พร้อมเปลี่ยนทุกอุปสรรค ให้กลายเป็นความสำเร็จ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร DOHCแบบ 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที และด้วยระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังมีอัตราทดเกียร์นุ่มนวลกว่า แต่ยังคงสมรรรถนะการออกตัว และเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และระบบขับเคลื่อน4ล้อทำในนาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDใหม่พร้อมสำหรับการบรรทุกหนักและยังสามารถบุกตะลุยเพื่อใช้งานได้ในทุกสภาพถนน

   ด้านรูปโฉมภายนอก นาวาราทุกรุ่นมีรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยแต่คงความบึกบึน ขณะที่การบรรทุกแกร่งยังเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของรถกระบะจากนิสสันด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งอันเป็นเอกสิทธิ์ของ   นิสสัน สามารถรองรับแรงการบรรทุกหนัก และการใช้งานอย่างสมบุกสมบันในทุกสภาพถนน และคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ จะมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกและความปลอดภัยอาทิ ที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้างสำหรับการขนของขึ้นลงจากตัวรถ และกล้องมองหลังที่อยู่เป็นสัดส่วนกับที่เปิดฝาท้าย

   ขณะที่การออกแบบภายในของนิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ยังคงรูปแบบของเส้นสายที่ต่อเนื่องจากแผงคอนโซลกลางไปยังเส้นสายด้านข้างประตูรถ โดยคำนึงถึงการออกแบบในเชิงอรรถประโยชน์ เพื่อให้มั่นใจว่าห้องโดยสารดูโปร่งสบาย นิสสันได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบภายในรถกระบะ ด้วยแผงหน้าปัดดีไซน์หรู พวงมาลัยดีไซน์พรีเมียม พร้อมกับการใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมในการตกแต่งคอนโซลกลาง

   โดย นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่มีสีให้เลือกถึง 3สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ โซลิค, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีเทา ทไวไลท์ เกรย์โดยมีราคาที่ 653,000 บาท ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับข้อเสนอพิเศษดาวน์ต่ำเพียง 9,999 บาท โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่มากกว่า 190 แห่ง ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 02 401 9600 หรือที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ เปิดตัว มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่เร้าใจ “เป็นตัวเอง ไปให้สุด”

Wednesday, 07 March 2018 16:54

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจลิมิเต็ด อิดิชั่น ยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์ พร้อมการตกแต่งภายนอกและภายในที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับและจับจองที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 564,000 บาท

   “มิตซูบิชิ มิราจได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยการเป็นหนึ่งในรถที่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดในประเทศไทย ด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสมสำหรับการการขับขี่ที่คล่องตัวในเมืองและการเดินทางไกลที่สะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว  

   “นอกเหนือจากการมอบความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ ตามแบบฉบับซิตี้คาร์อัจฉริยะของมิตซูบิชิแล้ว  รุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น นี้ยังได้รับการตกแต่งพิเศษเพื่อสร้างความโดดเด่นยิ่งขึ้นสะท้อนบุคลิกของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ กล้าแสดงออกและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นมาพร้อมสีภายนอก 2 สไตล์ คือ สีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาดำ และสีขาวมุก (White Pearl)ตัดกับหลังคาสีดำ เน้นความดุดันและทันสมัย ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังรักษารูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตและความปราดเปรียวเช่นเดิม  

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 10 รายการ เริ่มจากกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดี สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบแอลอีดี ล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว และตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิก ชุดอุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวช่วยให้ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อคงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก พร้อมได้รับการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่สวยงามผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะผ้าสีทูโทน ดำ-แดงพร้อมตะเข็บสีแดง หัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งเสริมเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยสีดำแบล็กเปียโนและโครเมียม เดินตะเข็บสีแดง มาพร้อมกระจกส่องหน้าบนแผงบังแดดคู่หน้า และราวมือจับเหนือศีรษะสามตำแหน่งแบบพับได้

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้ง ระบบสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ห้องโดยสารที่กว้างขวางและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบายอย่างมีสไตล์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในการขับขี่ทุกเส้นทาง

   ระบบความปลอดภัยของมิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความครบครันเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกประกอบด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกัน การลื่นไถล (TCL) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward) ทุกระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วปกติในเมืองและความเร็วสูงบนถนนทางไกล

   นอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังมาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมด้วยระบบเสริมแรงเบรก (BA) ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ รถแฮทช์แบ็กรุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX สองตำแหน่ง

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นแรงด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHCพร้อม MIVECระบบวาล์วแปรผันเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันสูงสุดและลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างยอดเยี่ยม

   เครื่องยนต์ดังกล่าวผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 มีอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม.ต่อลิตร และมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัมต่อกม. ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECIIICVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-SENSOR) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ราคา564,000 บาทสำหรับรุ่นสีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 571,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ บุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 เปิดตัว The new CLS สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุด

Thursday, 08 March 2018 18:18

 

 

 

 

 

 

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูลCLSอย่างThe new CLS300d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์ อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐานและเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นพร้อมสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียะในการขับขี่ ได้เป็นอย่างดี โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้มีการปรับรูปลักษณ์ให้มีความเรียบง่ายขึ้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเร้าอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของรถยนต์CLSรุ่นแรก ที่เป็นเสมือนภาพต้นแบบของรถยนต์คูเป้แบบ 4ประตูของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยทุกองค์ประกอบของรถยนต์สอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลักปรัชญาด้าน

   สำหรับดีไซน์ภายนอกของ The new CLS300d AMG Premiumมีจุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าแบบ diamond-pattern grilleที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GTรูปทรงของไฟหน้าที่ดูราบเรียบไปกับตัวถังยังได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้าอย่างลงตัว ด้านข้างตัวรถเสริมความสง่า ด้วยลายเส้นที่อยู่สูงและลากเป็นวงโค้งตลอดคันรถ พร้อมมีการใช้เส้นสายที่ดูแข็งแกร่งบริเวณตัวถังเหนือล้อคู่หลังที่ค่อยๆ ทอดต่ำลงและผสานเข้ากับฝากระโปรงหลังที่มีลักษณะราบเรียบ  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของรถยนต์ตระกูล TheCLSนอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า,กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG,สัญลักษณ์Mercedes-Benzบนคาลิปเปอร์เบรก,ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 19"อีกทั้งยังมีชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ LEDพร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

   ดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ The new CLS300 d AMG Premiumนั้นหรูหราเรียบง่าย    แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิโดยการกระพริบเป็นเวลาสั้นๆ เป็นสีแดงเมื่อมีการปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้นและเป็นสีฟ้าเมื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลง รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิตอล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร โดยรูปแบบการแสดงผลทั้ง 3แบบประกอบไปด้วยแบบคลาสสิก สปอร์ต และโปรเกรสซีฟ โดยแบบคลาสสิกและแบบสปอร์ตจะมีมาตรวัดจำนวน 2ตัว ในขณะที่แบบโปรเกรสซีฟจะมีมาตรขนาดใหญ่ตรงกลางและมีมาตรวัดขนาดเล็กอยู่ข้างใน

    นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสรุ่นใหม่โดยเฉพาะ พร้อมปรับการจัดวางเบาะที่นั่งของ The new CLSเป็นแบบ 5ที่นั่งเป็นครั้งแรก โดยวัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40ได้เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุสูงถึง 520ลิตร,เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ,พวงมาลัยพาวเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3ก้านท้ายตัด  ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappaพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบAUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpitขนาด 12.3นิ้วต่อกัน 2 จอ,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz,ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ตอีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64สี (Premium ambient lighting)

   ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วยระบบ DYNAMIC SELECTที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECTมีโหมดการขับขี่ 5แบบ คือ ECOที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน,INDIVIDUALที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORTที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORTเน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และSPORT+ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด,ระบบกุญแจKEYLESS-GO พร้อมHAND-FREE ACCESS,ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า(Head-up display),ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ 2-Zone,ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist),ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System),ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist),ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบนำทาง (navigation system), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple Carplay & Android Autoและระบบ Bluetoothสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่

   The new CLS 300 d AMG Premiumมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9จังหวะ 9G-TRONICและระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering - wheel Gearshift Paddles)ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลงช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 
 

More Articles...

Page 1 of 17

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )