Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

Sunday, 19 November 2017 20:05

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”เจนเนอเรชั่นที่ 2ในปี 2558 บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ตลอดจนระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของรถกระบะไฮลักซ์  ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสุดยอดรถกระบะที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ รถกระบะไฮลักซ์ในโครงการ IMV ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายสะสมภายในประเทศกว่า 1,900,000คัน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยภายใต้คุณภาพการผลิตมาตรฐานโตโยต้า ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV ไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,000,000 คัน

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เต็มพลัง ให้มีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยยังคงไว้ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก เปี่ยมอรรถประโยชน์ใช้สอย ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost)ที่ให้แรงบิดสูงสุดในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) เต็มประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและเร่งแซงแต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแข็งแกร่งทนทานมีอายุการใช้งานยืนยาว ทำให้ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ เป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของและสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO) รุ่นตกแต่งพิเศษ…แกร่งเกินนิยาม

   ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่(ROCCO)  รุ่นตกแต่งพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งเกินนิยาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเหนือใครและรักการผจญภัย พร้อมที่จะลุยฝ่าไปในทุกเส้นทาง โดย ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO)มาพร้อมเอกลักษณ์และความโดดเด่นของดีไซน์ที่ดุดัน ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างจาก      รุ่นธรรมดา พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันถือเป็นอีกรุ่นสำคัญที่จะสร้างสีสันและเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไฮลักซ์ รีโว่...รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ)

และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)

ไฮลักซ์ รีโว่ ROCCO รุ่นตกแต่งพิเศษ

v มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น

รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

vอุปกรณ์ภายนอก (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา

กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา

ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น

ยาง 265/60R18 All Terrain

กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก

มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก

สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ

สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ

มือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค

กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง

vอุปกรณ์ภายใน (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น

แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

พวงมาลัยหุ้มหนัง/ แผงข้างประตู / ช่องปรับอากาศ / หัวเกียร์หุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ)ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก และฐานเกียร์

กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ

ช่องเก็บของด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ HILUX

Smart Key ดีไซน์เฉพาะรุ่น (ดับเบิ้ลแค็บ)

   ร่วมสัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรกในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 11ธันวาคม 2560และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470แห่งทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว NEW MG ZS สมาร์ทเอสยูวี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Wednesday, 15 November 2017 14:36

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NEW MG ZS” รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ด้วยการติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก มุ่งตอบสนองการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ รูปลักษณ์โดดเด่นสะกดสายตาด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่ให้ความหรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารเพียบพร้อมความสะดวกสบาย กว้างขวาง  พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ ที่ครบครันยิ่งกว่า  

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการพัฒนา NEW MG ZS คือการนำเสนอ ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่เพียงตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดเคยทำมาก่อน เราจึงติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะใหม่ล่าสุด i-SMART ไว้ในรถยนต์ NEW MG ZS ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย รวมถึงรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบด้วยอีกขั้นของความล้ำสมัย สะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้า โดยเราคาดการว่า NEW MG ZS จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 12,000 คัน ต่อปี”

   NEW MG ZS คือรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

   นอกจากนี้ ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

   รูปลักษณ์ของ NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยมากขึ้นและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษของเอ็มจี โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟ การออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว  

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบ โดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป ตกแต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุ ซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และแผงคอนโซล มอบผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวาแบบสปอร์ต มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

   นอกเหนือจากระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว NEW MG ZS ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

   NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   เอ็มจี ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง  CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

   ทั้งนี้ NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight) พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ NEW MG ZS จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mgcars.com

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 ใหม่ ที่สุดของที่สุด Make All Chapters Remarkable รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่คนไทยรอคอย

Monday, 13 November 2017 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นร่วมกันจัดงานเปิดตัวแนะนำที่สุดของรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ ล่าสุด มาพร้อมรูปทรงการออกแบบอันสง่างามทั้งภายนอกและภายใน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของงานศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา หรูหราแบบพรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุขสำหรับการพักผ่อนให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน เติมเต็มความสปอร์ตหรูหราสไตล์ยุโรป รวมเอาสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้แนวทางการออกแบบ “less is moreหรือ การออกแบบด้วยการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ดูเรียบง่าย แต่สุขุมและยังคงให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาทเท่านั้น ตั้งเป้าขาย 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100%

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดว่าALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEนี้คือรถอเนกประสงค์ที่เป็นที่สุดในคลาส One Class Aboveภายใต้การออกแบบใหม่ล่าสุดจาก โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่สะท้อนถึงพลังของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเคลื่อนไหวอันสง่างาม ผนวกกับวิวัฒนาการที่ก้าวไปอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิต มีรสนิยม ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ หลงใหลการออกแบบรูปทรงอันสง่างาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงใช้ชีวิตแบบครอบครัวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร มีความหรูหรา สามารถเก็บของได้มากมาย เป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนด้วยกันได้ทุกที่

   นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นประเทศญี่ปุ่น กำกับดูแลมาสด้าในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า รถยนต์มาสด้า CX-5เผยโฉมสู่สาธารณชนทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 และเข้าสู่ตลาดประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อม “SKYACTIV TECHNOLOGY” และการออกแบบภายใต้ “KODO Design” Soul of Motion รถยนต์มาสด้า CX-5 กลายเป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยสมรรถนะพลังแรงของเครื่องยนต์แต่ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายครบครัน ส่งผลทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกตลาด จวบจนปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 1 ล้าน 5 แสนคันทั่วโลก  ถือเป็นโมเดลหลักที่สำคัญของมาสด้ารองจาก Mazda3 ที่ขายได้กว่า 5 ล้านคันทั่วโลก โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยให้การตอบรับอย่างล้นหลาม และกำลังวิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทยกว่า 18,000 คัน รวมทั้งยังส่งผลต่อการเปิดตัวในโมเดลรุ่นต่อๆ มาของมาสด้าและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข แสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยว่า ปีนี้ถือว่าตลาดรถยนต์มีทิศทางที่ดี ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมรอบทิศทาง ทั้งราคาสินค้าการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ส่งผลดีต่อตลาดทำให้ยอดขายพุ่งสูงกว่า 690,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%มาสด้าคาดว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศปีนี้ประมาณการว่าจะทะลุถึง 840,000คัน นับว่าเติบโตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี การเปิดตัวมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้า ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับปีนี้มาสด้าตั้งเป้าไว้สูงถึง 51,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% การแนะนำมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มในเซ็กเมนต์ที่สำคัญ มาสด้ากำหนดราคาขายเริ่มต้นเพียงล้านต้นๆ เท่านั้น เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า CX-5 จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ทำให้เราตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ไว้สูงถึง 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100% ที่สำคัญจะเป็นโมเดลหลักที่จะทำให้มาสด้าสามารถขึ้นแท่นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมยึดบัลลังก์ผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

   วิเคราะห์เจาะลึกถึงข้อมูลและคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะส่งผลให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สงครามตลาดรถยนต์ในปีนี้ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่คือที่สุดของที่สุดในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีในเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแสดงออกการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมันดีที่สุดคลาส ด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร  175 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า รวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในอันงดงามภายใต้ “โคโดะ ดีไซน์” อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECTพร้อมหน้าจอดีไซน์ใหม่ และระบบความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSEที่ครบครันยิ่งขึ้น เติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมสไตล์ยุโรป และฟังก์ชั่นการใช้งานให้ลงตัวยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าที่หลากหลาย

   ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดว่า มาสด้า CX-5เป็นรถที่ได้รับความนิยมมาแล้วทั่วโลก โดยเจนเนอร์เรชั่นใหม่นี้ ตัวโปรดักซ์มีการปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในเน้นความหรูหรามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าผู้หลงใหลการออกแบบอันสง่างาม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาจนล้นคันทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย มีรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มาสด้าวางตำแหน่งการเข้าสู่ตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมเทียบเท่ากับคู่แข่งรถยนต์จากค่ายยุโรป ซึ่งมาสด้ากำลังจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตลาดรถอเนกประสงค์ของประเทศไทย เนื่องจากเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ที่ให้ทั้งในเรื่องสมรรถนะขับขี่ การประหยัดน้ำมัน สมบูรณ์แบบด้วย i-ACTIVSENSEความปลอดภัยระดับโลกที่เพียบพร้อมกว่าเดิม ระบบ MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ GVC

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่องทางการสื่อสารมาสด้ายังให้ความสำคัญกับทุกๆ ช่องทางที่จะสามารถสื่อสารเข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโซเชียลมีเดีย รวมทั้งคอมมูนิตี้ครอบครัว ซูม-ซูม ผ่านทางไลน์ออฟฟิศเชียล เฟชบุ๊ค และเว็บไซต์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกช่องทาง ภายใต้แนวคิด “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE กลุ่มลูกค้าประกอบด้วย

- กลุ่มแรก Executivesคือ ผู้บริหารรุ่นใหม่ เน้นการใช้ชีวิตอย่างอิสระ รักความก้าวหน้าเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น ทางเลือกใหม่สำหรับรถระดับพรีเมี่ยม

- กลุ่มที่สอง Coupleคือ คนที่ใช้ชิวิตสมับใหม่ มีการใช้เวลาเพื่อตัวเองและในชีวิตคู่ ชอบความตื่นเต้นแสวงหาสิ่งใหม่เพื่อสร้างครอบครัวให้มั่นคง มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ คือ โอกาสในการค้นหาสิ่งใหม่รอบตัวกับรถเอนกประสงค์

- และกลุ่มที่สาม Young Familyคือ ครอบครัวเริ่มต้นและมีบุตร มีความมุ่งมั่นเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น สิ่งที่แสดงถึงความสำเร็จกับบทบาทในครอบครัว ทุกคนในครอบครัว จะปลอดภัย สามารถพักผ่อนและมีความสุขกับรถคันนี้ 

   นี่คือกลยุทธ์หลักที่นำพารถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดประเทศไทย นอกจากเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต และที่กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ลูกค้าที่สนใจสามารถจองและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ทุกโชว์รูมมาสด้าทั้ง 147 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 ที่สำคัญลูกค้าสามารถรับรถได้ทันที ทุกรุ่น ทุกสี ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ราคาจำหน่ายรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5

1.      รุ่น 2.0C           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,290,000 บาท

2.      รุ่น 2.0S           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,400,000 บาท

3.      รุ่น 2.0SP เครื่องยนต์เบนซิน                    ราคาจำหน่าย 1,530,000 บาท

4.      รุ่น XD   เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,560,000 บาท

5.      รุ่น XDL             เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ CX-5

การออกแบบ TAKING KODO DESIGN TO A HIGHER LEVEL อีกระดับของดีไซน์โคโดะ

   สัมผัสเอกลักษณ์แห่งดีไซน์ใหม่ของมาสด้า CX-5โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีที่พัฒนาแนวคิดการออกแบบ KODO DESIGN ให้โดดเด่นเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น(Japanese Aesthetic) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงามและทรงพลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในใหม่ที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม ทุกองค์ประกอบพร้อมมอบความเพลิดเพลิน และความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนนอกจากนี้ สีแดงใหม่ Soul Red Crystal ยังช่วยยกระดับให้มาสด้า CX-5โฉมใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยมิติความลึกของสี นับเป็นบทใหม่แห่งการดีไซน์ที่พร้อมสะท้อนความสําเร็จในทุกบทบาทของชีวิต

MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEเป็นที่สุดในทุกบทบาท

   ไม่ว่านิยามความสําเร็จของคุณเป็นอย่างไร สิ่งสําคัญ คือ ความพร้อมในการก้าวสู่อีกขั้นของบทบาทในชีวิต ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกท้าทายมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สะท้อนภาพลักษณ์และรสนิยมในแบบฉบับของคุณ ให้คุณขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จที่น่าจดจําในทุกบทของชีวิต

   เทคโนโลยีสกายแอคทีฟในมาสด้าCX-5โฉมใหม่ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกระดับเพื่อสร้างความประทับใจทั้งเรื่องสมรรถนะที่แรงและการประหยัดน้ำมันจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก

-       SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล2.2 ลิตรประหยัดสูงสุด 17.5 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถทํางานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้นเครื่องยนต์ทํางานเงียบมากขึ้นให้กําลัง175 แรงม้าแรงบิดสูง420 นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน2.0 ลิตรประหยัดสูงสุด 13.9 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้ดีขึ้นให้กําลัง 165แรงม้า แรงบิดสูง 210นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-DRIVEเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ6 สปีดที่รวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบตอบสนองได้แม่นยําเปลี่ยนเกียร์ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว

-       SKYACTIV-BODYโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่งให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-       SKYACTIV-CHASSISช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคง และให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยํา ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

-       i-ACTIVAWDระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตโนมัติ ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น

ENHANCE DRIVING ENJOYMENT พลังที่เหนือกว่า ขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จอีกระดับ

-       2-STAGE TURBOCHARGERเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบสองขั้นช่วยให้เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลมีแรงบิดสูงแม้ในรอบต่ำเพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์

-       NATURALSOUNDSMOOTHER &NATURAL SOUND FREQUENCY CONTROLช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลในรอบเดินเบา ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเงียบขึ้น

-       DRIVE SELECTION* สวิตช์ Drive Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport ได้ เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง ให้ความรู้สึกสนุกเร้าใจเหมือนขับเกียร์ธรรมดา

-       i-Stop (Idling Stop System)ระบบประหยัดน้ำมันที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทํางานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่งขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยังคงทํางานตามปกติ ทําให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องยนต์จะกลับมาทํางานอัตโนมัติทันทีเมื่อรถพร้อมออกตัว

   SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICSอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ผสานและควบคุมการทํางานของรถทั้งคัน ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง ไปจนถึงช่วงล่าง ให้ทํางานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ของมาสด้า ให้ผู้ขับและรถเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นและยังให้ผู้โดยสารสัมผัสถึงความรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง

   ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดภายใต้ชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยําและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับมาสด้าCX-5 โฉมใหม่สัมผัสความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นการทํางานของระบบ GVCระบบจะทํางานโดยประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงน้ำหนักของเท้าที่กดลงบนแป้นคันเร่ง จากนั้นระบบจะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ และเกิดการถ่ายน้ำหนักที่เหมาะสมไปสู่แต่ละล้อ ทําให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมได้แม่นยําในทุกสถานการณ์

   PREMIUM DESIGN EVOLUTION AND FINE CRAFTSMANSHIPอีกระดับแห่งความหรูหรา ผสานความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายในห้องโดยสารของมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะชั้นสูงอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิด “Hand-Crafted Design” คัดสรรวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหราสไตล์ยุโรป ให้ความประทับใจในทุกการสัมผัส คอนโซลหน้าแบบ Metal Wood ผสานความสปอร์ตด้วยเบาะหนังสีดําแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล พร้อมให้คุณเพลิดเพลินกับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ที่มอบความสุนทรีย์ และเติมจังหวะความสนุกให้ทุกการเดินทาง

-       POWER SLIDING GLASS SUNROOF หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าELECTRONIC PARKING BRAKE ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold เพื่อเพิ่มความสบายในการขับขี่

-       STEERING WHEEL พวงมาลัยดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ตพรีเมี่ยม จับกระชับมือพร้อมปุ่มควบคุมการทํางานที่พวงมาลัย

-       BOSE® SOUND SYSTEM ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทางลำโพง 10 ตำแหน่ง พร้อมเทคโนโลยีAUDIOPILOTTM2 และ Centerpoint®2 ที่ช่วยชดเชย และปรับแต่งเสียงให้สมจริงมากยิ่งขึ้น

   DELIVER OUTSTANDING PASSENGER COMFORTเติมเต็มความสะดวกสบายให้ทุกเส้นทางให้ทุกการเดินทางของคุณและครอบครัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายกับมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ที่พัฒนาห้องโดยสารภายใต้ปรัชญา HUMAN-CENTERED DESIGNด้วยการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตําแหน่งศูนย์กลาง เหมาะสมกับการใช้งาน โดยผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน ห้องโดยสารกว้างขวาง พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้ และสามารถแยกพับได้ 3 ส่วน แบบ 40:20:40 อิสระจากกัน เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตําแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ที่สามารถบันทึกได้ 2 ตําแหน่งช่อง USB 2.1 แอมป์ ช่องเก็บของ พร้อมที่วางแก้ว ถูกจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน และช่องแอร์สําหรับที่นั่งตอนหลังที่เพิ่มความสบายยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทําให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมให้คุณสัมผัสถึงความหรูหรา สะดวกสบาย ในทุกเส้นทางสู่ความเป็นที่สุดในทุกบทของชีวิต พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้

   SEAMLESS CONNECTIVITY WITH MZD CONNECTเชื่อมต่อทุกความสําเร็จได้ไร้ขีดจํากัดล้ำหน้าไปกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อออนไลน์ MZD CONNECT ในมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ไม่พลาดทุกการติดต่อทั้งเรื่องงาน และครอบครัว อัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ตลอดการเดินทาง หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetoothพร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น Aha by HARMANTM รวมถึงระบบนำทาง Navigator*

   CENTER DISPLAYจอทัชสกรีนดีไซน์ใหม่ ขนาด 7 นิ้ว แสดงเมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECTและตั้งค่าฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ หรือเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Command

CENTER COMMANDERปุ่มควบคุมระบบ MZD CONNECT ที่คอนโซลกลางตรงตําแหน่งใกล้มือผู้ขับใช้งานง่ายเพียงหมุนหาคําสั่งที่ปรากฏขึ้นบนจอ CENTER DISPLAY ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือรถจอดนิ่ง ให้ผู้ขับใช้สมาธิกับการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

WINDSHIELD ACTIVE

DRIVING DISPLAYแสดงข้อมูลสําคัญในการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้ารถ ในระดับสายตาผู้ขับ

-       JINBA ITTAIมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ พัฒนาบนพื้นฐานของปรัชญา “จินบะ-อิไต”คือการพัฒนารถที่ผสานรวมผู้ขับขี่และรถให้เป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และปลอดภัย รับข้อมูลและตอบสนองกับสิ่งรอบตัวได้อย่างแม่นยํา ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความสนุกเร้าใจในการขับขี่อย่างแท้จริง

-       HMI (Human - Machine Interface)คอนเซ็ปต์การออกแบบอุปกรณ์และฟังก์ชั่นใช้งานภายในรถ เน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ให้อยู่ในตําแหน่งศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนภาพแสดงตำแหน่งคันเร่งและเบรกในรถทั่วไปตําแหน่งของล้อหน้า ทําให้คันเร่งและเบรกต้องอยู่เยื้องไปด้านซ้ายในรถมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ขยับตําแหน่งของล้อไปด้านหน้ามากขึ้น ทําให้สามารถยืดขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

-       POWER LIFTGATE ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้ามาสด้า CX-5 โฉมใหม่ให้คุณจัดเก็บสัมภาระได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยประตูท้ายที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าสามารถเปิด-ปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสและรีโมทคอนโทรลสามารถปรับตั้งระดับการเปิดได้ตามที่คุณต้องการ

-     i-ACTIVSENSEเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อคุณและคนสำคัญ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่เพิ่มอีกระดับของความปลอดภัยกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสุดล้ำi-ACTIVSENSE ที่สามารถคาดการณ์อย่างแม่นยำและส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้รอบคัน SBS ALH SCBS MRCC LAS & LDWS DAA ABSM RCTA SCBS –R

-       ALH (Adaptive LED Headlamps)ระบบไฟหน้าLED อัจฉริยะปรับการทํางานของไฟสูง- ต่ำแยกอิสระซ้าย- ขวาโดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพถนนระยะห่างจากตําแหน่งของรถคันหน้าหรือรถที่วิ่งสวนมาเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทํางานของไฟสูงไม่ไปรบกวนรถคันอื่น MRCC (Mazda Radar Cruise Control)ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติพร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าหากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่าระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติโดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัยทั้งนี้ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า

-       LDWS (Lane Departure Warning System)ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัดพร้อมส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

-       DAA (Driver Attention Alert)ไฟสูงไม่รบกวนรถคันที่วิ่งสวนมาระบบจะขึ้นสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอ

-       Windshield Active DrivingDisplayระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันนาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนําให้หยุดพัก

-       LAS (Lane-keep Assist System)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในกรณีที่ตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัยและช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ไฟต่ำมุมกว้างเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

-       SBS (Smart Brake Support)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติระบบจะตรวจจับระยะห่างระหว่างรถของคุณและรถคันหน้าหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนรถคันหน้าระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียงเตือนอย่างต่อเนื่องถ้าผู้ขับไม่ได้ทําการเบรกระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

-       ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กําลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น ไฟสูงไม่รบกวนรถคันหน้า

-       SCBS (Smart City Brake Support)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากระบบตรวจสอบพบว่าไม่สามารถเลี่ยงการชนได้ระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

-       SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

-       RCTA (Rear Cross Traffic Alert)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนพร้อมไฟกะพริบเตือนที่กระจกมองข้างขณะขับรถถอยหลังหากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง

   WORLD-CLASS SAFETYมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ มีจุดเด่นด้านความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และแบบปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) จึงมั่นใจได้ในทุกเส้นทางทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

   ACTIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ มีระบบDSCไม่มีระบบ DSC (Dynamic Stability Control)ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว กระจกมองหลังระบบตัดแสงอัตโนมัติ ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนยิ่งขึ้น

PASSIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ

-       ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner and Load Limiterเข็มขัดนิรภัยเบาะคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ผสานการทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัย โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมและม่านถุงลมนิรภัย

-       HLA (Hill Launch Assist)ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง

-       Headrest ออกแบบให้มีองศาและตำแหน่งเหมาะสมที่สุด เพื่อ ลดโอกาสบาดเจ็บ

-       เมื่อเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลังรถคันหลังสามารถลดความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจากรถคันหน้าเมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรกสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนรถหยุดนิ่งสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินยังคงกะพริบเพื่อเตือนรถคันหลัง

-       ESS (Emergency Signal System)สัญญาณไฟกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ทุกรุ่น

-       ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก

-       ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย

-       DSC: Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ

-       HLA: Hill Launch Assist ช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน

-       TCS: Traction Control System ช่วยป้องกันรถลื่นไถล

-       ALLOY WHEELล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และขนาด17นิ้ว

โครงสร้างใต้เบาะนั่งด้านหลัง

   เบาะนั่งด้านหลัง ออกแบบให้มีองศาที่รองรับน้ำหนักของคนนั่งได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารพุ่งออก จากเบาะนั่งไปทางด้านหน้า โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการชนที่ด้านหน้ารถพื้นที่รับแรงกระแทก

สีภายนอก EXTERIOR COLORประกอบด้วย

-       สีแดง โซล เรด คริสตัล Soul Red Crystalสีเกรดพรีเมี่ยมใหม่ล่าสุดเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคขั้นสูง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้ได้เนื้อสีที่มีความละเอียดสูง สีสด มีความวาว สะท้อนแสงได้ดี และดูมีมิติยิ่งขึ้น

-       สีเทา แมชชีน เกรย์ Machine Grayสีเมทัลลิคเกรดพรีเมี่ยมเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคพิเศษ เนื้อสีจึงใส สะท้อนแสงได้ดี ส่องประกายมันวาว

-       สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล Snowflake White Pearl

-       สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ Sonic Silver

-       สีฟ้า ดีพ คริสตัล บลู Deep Crystal Blue

-       สีดำ เจ็ท แบล็ก Jet black

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ชูที่สุดแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายในการขับขี่

Tuesday, 07 November 2017 16:55

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่ออีกหนึ่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมยานยนต์ในเซ็กเมนต์พรีเมียม พร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่รถยนต์หรูที่พร้อมสืบทอดเอกลักษณ์สุดสร้างสรรค์ของหนึ่งในสุดยอดรถยนต์ต้นแบบจากบีเอ็มดับเบิลยู โดยมาพร้อมกับ การพัฒนาและปรับปรุงอย่างรอบด้านในทุกแง่มุม

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “เพื่อปูทางไปสู่งาน Motor Expo 2017ที่จะถึงนี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แนะนำอีกหนึ่งสมาชิกใหม่จากจากทัพยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ที่โดดเด่นด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมและงานออกแบบที่หรูหราเหนือใคร บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่คือส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบระหว่างความสะดวกสบายสุดพรีเมียมและการใช้งานที่ตอบโจทย์ พร้อมด้วยสไตล์การขับขี่อันปราดเปรียวในแบบของรถสปอร์ต ที่พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสความเพลิดเพลินในการขับขี่ทางไกล พร้อมไปกับความสะดวกสบายและเสน่ห์ในสไตล์ของรถยนต์คูเป้อย่างครบถ้วน”

   รถยนต์ Gran Turismoรุ่นดั้งเดิมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยแบบรอบด้านจากรูปลักษณ์ของตัวถัง เข้ากับความสะดวกสบายและพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ จึงพร้อมมอบประสบการณ์สุดผ่อนคลายบนทุกเส้นทาง จุดเด่นทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาขัดเกลาและรวบรวมไว้ในรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 6 Gran Turismoที่ต่อยอดจากความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoทั้งในด้านความหรูหราแบบสปอร์ต อุปกรณ์และฟีเจอร์ทันสมัย ระบบการควบคุมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยความปราดเปรียวและประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

เบากว่า สปอร์ตกว่า พร้อมสะดวกสบายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

   ด้วยการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมและเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถและแชสซี บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่จึงมีน้ำหนักลดลงจาก    รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

   เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ดีไซน์เน้นย้ำสัดส่วนปราดเปรียวและเส้นสายเรียบหรู

   ด้านหน้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและทรงพลังด้วยเลนส์ไฟหน้า LED ที่ทอดยาวไปจนถึงกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว   จะเห็นได้ถึงความหรูหราสไตล์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู โดดเด่นด้วยฟีเจอร์คุ้นตาเช่นฝากระโปรงหน้าทรงยาว ห้องโดยสารที่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวรถ ประตูที่มาพร้อมกับหน้าต่างแบบ  ไร้กรอบ และแนวขอบหน้าต่างที่ลากยาวไปจนถึงท้ายตัวรถ ส่วนหลังคารถลาดเทลงมาบรรจบกับส่วนท้ายรถในสไตล์โฉบเฉี่ยวแบบรถยนต์คูเป้ ขณะที่ช่วงท้ายรถเองก็มีความสูงลดลงถึง 64 มิลลิเมตร ด้านไฟท้ายออกแบบมาในสไตล์สามมิติ เสริมความโดดเด่นให้น่าค้นหายิ่งขึ้น ชุดแต่ง M Aerodynamics ขับเน้นบุคลิกความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครยิ่งขึ้น

สุดยอดส่วนผสมแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางไกล   และประโยชน์ใช้สอย

   ภายในรถถูกออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ พร้อมด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ เบาะที่นั่งยกสูงเปิดมุมมองที่ครอบคลุมทุกทิศทางให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่การจัดวางฟังก์ชั่นการควบคุมต่างๆ เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์อย่างไร้ที่ติ จึงสร้างความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้ถึงขีดสุด เส้นสายต่างๆ วัสดุที่ใช้ และความประณีตแม่นยำในการตกแต่ง เสริมความพรีเมียมหรูหราให้กับห้องโดยสารยิ่งขึ้น ส่วนห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ประกอบไปด้วย 3 ที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40 : 20 : 40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย ส่วนฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบบันเทิงได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control)

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 4,739,000 บาท พร้อม BSIStandard ให้บริการบำรุงรักษา3ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ม่จำกัดระยะทาง

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุเปิดตัว ดีแมคซ์ “บลูเพาเวอร์” รุ่นใหม่ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่งท้ายปี

Monday, 30 October 2017 15:51

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมปิกอัพรุ่นล่าสุด “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0  ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่งท้ายปีทองแห่งความยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย    ด้วยเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่จะยกระดับการขับขี่ให้ถึงขีดสุดอีกครั้ง  สานต่อความแรงของ “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์” ให้กระหึ่มต่อเนื่อง  พร้อมจัดงานใหญ่เชิญชวนผู้ใช้รถในประเทศไทยร่วมสัมผัสความสำเร็จ 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย และรถปิกอัพรุ่นใหม่ล่าสุด ในวันเสาร์ที่  11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1  อิมแพค เมืองทองธานี

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์  เป็นรถปิกอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปี พ.ศ.2558  และสร้างปรากฏการณ์สำคัญยิ่งกับวงการรถยนต์เมืองไทย โดยได้รับการขนานนามว่า “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์”  ด้วยความโดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นล่าสุด  “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก!”  ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Power of Less”  มาใช้ในรถปิกอัพครั้งแรกในโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสุด ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด ค่ามลพิษต่ำสุด ประหยัดน้ำมันสูงสุด อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถที่มีการออกแบบที่ล้ำสมัยและลงตัวสูงสุด ทำให้ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างสูงจากผู้ใช้รถ

   ในปี พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย   อีซูซุพร้อมแล้วที่จะตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถปิกอัพเมืองไทยอีกครั้งด้วย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ที่พัฒนาให้สมบูรณ์แบบขึ้นในทุกๆ ด้าน ภายใต้แนวคิด Sharp/ Aggressive/ Solid  เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์นวัตกรรมยานยนต์ปิกอัพแห่งอนาคตทั้งภายนอกและภายใน  ผ่านเส้นสายที่ต่อเนื่อง ทรงพลัง หรูหราและสง่างามยิ่งขึ้น ผสานความสปอร์ตและล้ำสมัย รวมทั้งบรรยากาศใหม่ภายในห้องโดยสารแต่ละรุ่นที่บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัว ควบคู่กับการติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถ อาทิ ครั้งแรกในวงการปิกอัพกับไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight  เทคโนโลยีสุดล้ำ อีกทั้งยังปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้ถึง 4 ระดับ ความบันเทิงเหนือระดับกับ ใหม่! Isuzu iConnect พร้อม Built-in Navigator  และใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone ได้ ต่อยอดความสะดวกสบายสูงสุดตามแบบฉบับอีซูซุ โดยตอกย้ำจุดยืนการเป็นหนึ่งเดียวของวงการปิกอัพที่ออกแบบบุคลิกรถแต่ละรุ่นให้แตกต่างอย่างชัดเจน    

   นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสมรรถนะการบรรทุกใหม่ให้กับ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ สปาร์ค” โดยมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟถึง 2 ตำแหน่ง คือ เกียร์ 5 และ 6  ให้เลือกในรุ่นเครื่องยนต์ อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ให้พร้อมตอบสนองการใช้งานเต็มประสิทธิภาพขั้นสุด ด้วยอัตราทดใหม่ ทรงพลัง ให้กำลังฉุดลากสูงยิ่งขึ้น ออกตัวดีแม้บรรทุกหนัก เป็นต้น” 

    “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แต่ละรุ่นได้รับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบสู่ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

- ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ V-Cross MAX 4x4 ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก สปอร์ตออฟโรดที่พร้อมตอบรับทุกความท้าทาย ดีไซน์ภายนอกใหม่! ผสานความแกร่งและสปอร์ตเป็นหนึ่งเดียว ดุดัน บึกบึนเต็มขั้น ด้วยโทนสีเทาดำ สไตล์สปอร์ตออฟโรดตัวจริง ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED พร้อม MultifunctionalDaylight กระจังหน้าใหม่พร้อม Engine Hood Garnishพร้อมชุดแต่งรอบคัน MAX 4X4  ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ห้องโดยสารบรรยากาศใหม่! เพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกสัมผัส หรูหราทุกรายละเอียด พร้อมสัญลักษณ์ V-Cross ที่เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ทูโทนสีน้ำตาลเทาเดินด้ายสีส้ม  

- ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ รุ่น Hi-Lander   ขีดสุดแห่งความโดดเด่นเหนือชั้นของนวัตกรรมปิกอัพยกสูง  ทรงพลัง  แต่ยังคงอารมณ์สปอร์ต ให้มิติรถดูสูง สง่างามยิ่งขึ้น เท่ สะดุดตาด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวต่อเนื่อง  ตอบรับกับกระจังหน้าโครเมี่ยมและชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED เทคโนโลยีไฟส่องสว่างใหม่ล่าสุดพร้อม MultifunctionalDaylight ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมทำหน้าที่เป็นไฟหรี่เวลากลางคืนล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว พร้อมขีดสุดแห่งความหรูหรากับดีไซน์ห้องโดยสารใหม่ กว้างขวาง สะดวกสบายทุกรายละเอียดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีน้ำตาล ครบครันด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัยให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

- ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์รุ่น Cab 4 และ Spacecab  ปรับลุคใหม่ สปอร์ต ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวขั้นสุดในทุกมิติ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LEDพร้อม MultifunctionalDaylight และกระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่  บรรยากาศห้องโดยสารใหม่! โทนสีเทาเข้ม เท่ ลงตัว เติมอารมณ์สปอร์ตไปอีกขั้นกว้างขวาง เติมเต็มความสะดวกสบายทุกสัมผัส  พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายดาย ตอบรับทุกการขับขี่

   นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย เติมเต็มความสุนทรีย์ให้ทุกการเดินทางด้วยระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ  ใหม่! ISUZU iConnect พร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม Air Mirroring  รองรับการเชื่อมต่อแบบ ไร้สายกับ Smartphone   สะดวกสบายเพื่อไลฟ์สไตล์เหนือระดับ และ ใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่พัฒนาไปอีกขั้นผ่านแอพพลิเคชั่นใหม่  สามารถดาวน์โหลดข้อมูลรายงานการขับขี่อีซูซุอินไซท์ผ่านสมาร์ทโฟน  เพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่ ทั้งด้านความปลอดภัย และประหยัดน้ำมัน

   “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” มีหลายรุ่นให้เลือกสรร ตอบสนองการใช้งานครอบคลุมหลากรูปแบบ  โดยมี 8 สีให้เลือก พร้อม 3 สีใหม่ล่าสุด  สำหรับราคาจะปรับเพิ่มขึ้น 3,000 – 30,000 บาท

   ร่วมสัมผัสความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลา 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย  พร้อมทั้งชมรถปิกอัพรุ่นล่าสุด  “ใหม่!  อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์”   ได้ในวันเสาร์ที่  11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา         11.00 – 19.00 น.

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ตอบรับกระแสปลั๊กอิน ไฮบริด มาแรง!

Wednesday, 01 November 2017 14:55

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สมาชิกใหม่ในตระกูลปลั๊กอิน ไฮบริด ตอกย้ำนวัตกรรมเหนือระดับแห่งยานยนต์อย่างต่อเนื่องให้แก่แฟนๆ พร้อมประกาศความสำเร็จในการสร้างสถิติยอดขายรวม 9 เดือนแรกในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จครั้งสำคัญจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยสถิติยอดขายรวมจนถึงเดือนกันยายน จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ มากถึง 7,702 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตปีที่ 30% ซึ่งถือเป็นสถิติยอดขายใน 3 ไตรมาสแรกของปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมด้วยสถิติใหม่ด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยูในเดือนกันยายน 2560 เพียงเดือนเดียว ถึง 1,003 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

   ส่วนในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน ด้วยยอดขาย 239,764 คันในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนับเป็นส่วนหนึ่งของสถิติยอดขายใหม่จาก 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 1,811,234 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.7%

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในปี 2560 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในตลาดยานยนต์พรีเมียม และยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบีเอ็มดับเบิลยู  ด้วยสถิติยอดขายสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์อีกหลากหลายรุ่นที่เราเตรียมเปิดตัวออกสู่ตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าปี 2560 นี้ จะต้องเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

   “และเพื่อเริ่มต้นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้พร้อมกับไฮไลท์อีกหลายรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มีความภูมิใจที่จะนำเสนอ บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดประเทศไทย โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด ที่มอบมาตรฐานคุณภาพชั้นเยี่ยม ทั้งในด้านการขับขี่และความประหยัดน้ำมัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดความสำเร็จด้วยผลงานยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง”

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นสปอร์ตซีดานพันธุ์แท้ที่ออกแบบมาเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่ ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบและเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ทรงพลัง สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมให้สมรรถนะที่ตอบสนองได้ทันใจในเสี้ยววินาที ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำเพียง 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร และลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น แต่ยังคงความทรงพลังในสไตล์สปอร์ตด้วยอัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   โดยแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยใช้เวลาในการชาร์จให้เต็มประมาณ 3 ชั่วโมง หรือหากชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ราคาเริ่มต้นที่ 2,259,000 บาท พร้อม BSI Standard ให้บริการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Double-Spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุผิวหน้าอลูมิเนียมแต่งลายเส้นทางยาวพร้อมแถบโครเมียม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าและระบบจำตำแหน่งสำหรับคนขับ จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชี่ยล เซอร์วิสให้เลือกสรร

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

NEW CARS THAILAND : Lexus NX รุ่นปรับโฉม “The urbaNXplorer”

Tuesday, 31 October 2017 16:40

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำสุดยอด Urban X-Over (เออเบิน ครอสโอเวอร์) ระดับหรู เลกซัส NX รุ่นปรับโฉมภายใต้แนวคิด  “The urbaNXplorer” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร ชอบเดินทางออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำมากำหนดและสร้างรูปแบบของการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

   Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่สะท้อนความโดดเด่นเฉพาะตัว พร้อมสุนทรียภาพในการขับขี่กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เต็มสมรรถนะ เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+) ผสานกับการออกแบบภายในที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการผลิตจากช่างฝีมือระดับสูงของญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านความปราณีต ทำให้ เลกซัส NX เป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่นที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์และพร้อมที่จะสร้างนิยามใหม่ของยนตกรรม Urban X-Over สุดหรู

   ทั้งนี้เลกซัส NX ถือเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของเลกซัสในประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดจำหน่ายรวมภายในประเทศกว่า 1,400 คัน พร้อมการันตีถึงความนิยมด้วยยอดจำหน่ายสะสม ทั่วโลก กว่า 400,000 คัน

   เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฮบริด2.5 ลิตร ในรุ่น NX300h เต็มสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Lexus Hybrid Drive อัจฉริยะ และขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น NX300 ให้สมรรถนะแรงเต็มพลังในทุกระดับความเร็ว

   เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ สะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้าแบบ LED 3-Eye Projector-Type และไฟ Daytime running lights สง่างามกว่าด้วยไฟเลี้ยวใหม่ แบบ Sequential Turning Lamps อีกทั้งชุดไฟท้ายรูปตัว L เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส สะดวกยิ่งขึ้นด้วยประตูหลังเปิดปิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่มาพร้อมกับระบบ Kick Sensor ภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย ด้วยหน้าจอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาดใหญ่ และระบบปฏิบัติการ Remote Touch Interface (RTI) ให้ทุกการควบคุมทำได้ง่ายขึ้น เหนือกว่าด้วยการขับขี่ที่เร้าใจกับโหมดการขับขี่รูปแบบใหม่ Customize Mode พร้อมเพิ่มทางเลือกแห่งความหรูหราด้วยวัสดุหุ้มเบาะ สี Ochre และผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+)

   จุดขายหลักของเลกซัส NX รุ่นปรับโฉม ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

- ชุดไฟหน้าและไฟส่องสว่าง LED 3-Eye Projector-Type ดีไซน์ใหม่* …ชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เรียงตัวในลักษณะสามเหลี่ยมซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Sport Coupe อย่าง Lexus LC มาพร้อมกับไฟส่องสว่างในเวลากลางวันและไฟเลี้ยวใหม่แบบ Sequential Turning Lamps ที่แสงสัญญาณไฟเลี้ยวจะกระพริบจากด้านในเลื่อนสู่ด้านนอก ซึ่งนอกจากจะสร้างความโดดเด่นแล้วยังช่วยเพิ่ม
ทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (*สำหรับเกรด Grand Luxury ขึ้นไป)

- สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่…เพิ่มความดุดันด้วยกระจังหน้า Spindle Grille แบบเต็มกรอบ ตอกย้ำเอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส เสริมความสง่างามและสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น

- ชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ LED Rear Combinations Lamps ไฟท้าย LED รูปตัว L ถูกขยายให้ยาวขึ้นรับกับเส้นสายท้ายตัวรถและช่วยเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็นแก่ผู้ร่วมทาง

- กันชนหลังดีไซน์ใหม่.. ทำให้เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบกันชนด้านหลังให้มีเส้นสายที่รับกันกับลำตัวรถ และสำหรับรุ่น NX 300 ที่มีท่อไอเสียแบบคู่สะท้อนความสปอร์ตอย่างแตกต่าง

- ประตูหลังเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติที่มาพร้อมกับระบบ Kick Sensor*.. .ทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ใต้กันชน มอบความสะดวกสบายสูงสุดโดยเฉพาะเวลาที่คุณมีสัมภาระในมือเป็นจำนวนมาก (*สำหรับเกรด Grand Luxury ขึ้นไป)

- ล้ออลูมินัมอัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่*สะท้อนความสปอร์ตและหรูหราอย่างลงตัว (*สำหรับเกรด Grand Luxury และ Premium)

   การออกแบบภายในเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพของการขับขี่

- โดดเด่นด้วยคุณภาพของวัสดุหุ้มเบาะและการตัดเย็บอย่างประณีตจากเลกซัสเฉกเช่นงานฝีมือชั้นครู เลกซัสได้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพของวัสดุและการตัดเย็บเป็นอย่างมาก โดยเบาะนั่งและงานหนังทุกชิ้นถูกตัดเย็บมาด้วยทักษะชั้นครูของช่างฝีมือระดับสูงของญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) ทำให้งานเย็บทุกฝีเข็มออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ แข็งแรง ทนต่อความร้อนสูง สำหรับ เลกซัส NX รุ่นปรับโฉมได้เสนอทางเลือกใหม่ สี Ochre (สีน้ำตาลอ่อน) ในเกรด Premium และ Grand Luxury และสี Flare Red ในเกรด F SPORT

- จอแสดงผลข้อมูลElectro Multi Vision (EMV)  ขนาดใหญ่ 10.3 นิ้ว* สวยหรู แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด (*สำหรับเกรด Premium และ F SPORT)

- ระบบปฏิบัติการแบบสัมผัสอันล้ำหน้า Remote Touch Interface* ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสั่งการระบบนำทางและระบบความบันเทิงได้อย่างง่ายดายเพียงนิ้วสัมผัส

- Drive Mode Select ทำให้สามารถเลือกการขับขี่ทั้งโหมด Normal, Eco, Sport S และสำหรับเกรด F SPORT ให้คุณได้เร้าใจกับการขับขี่เพิ่มเติมในรูปแบบ Sport S+ และโหมดใหม่ Customize ซึ่งจะมาพร้อมระบบรองรับแปรผัน AVS* ที่จะช่วยปรับระดับความหนืดของโช๊คอัพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติตลอดเวลาได้มากถึง 650 ระดับ เพิ่มความมั่นใจในการทรงตัวบนทุกย่านความเร็ว

   พร้อมเลือกเป็นเจ้าของ Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่  ได้แล้ววันนี้

   NX300

- รุ่น F SPORT แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ                         4,450,000 บาท

-รุ่น Grand Luxury                                             3,440,000 บาท

   NX300h

-รุ่น F SPORT                                                   4,050,000 บาท

-รุ่น Premium                                                   3,550,000 บาท

- รุ่น Grand Luxury                                             3,140,000 บาท

-รุ่น Luxury                                                      2,930,000 บาท

   พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

  • รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี
  • อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

   พบกับ เลกซัส NX300h และ NX300 ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

- บริษัท เลกซัส กรุงเทพ จำกัด (พระราม 9) โทรศัพท์  0 2716 8999

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม. 2) โทรศัพท์  0 2521 1111

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สาขา สุขุมวิท (ซอย18)     โทรศัพท์  0 2260 8123

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLA คอมแพ็คเอสยูวีโฉมใหม่ พร้อมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

Monday, 24 July 2017 16:14

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกั รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ The GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ที่มอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในดีไซน์อันปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันมากกว่าที่เคย พร้อมเผยโฉมรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่มาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงโดยเฉพาะ โดยผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดได้อย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ตั้งแต่วันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้  ณ โซน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในครึ่งปีหลังของปี 2017 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นแนวคิดที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด”  ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์หรูในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ด้วยการแนะนำ The GLA โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยล่าสุด มานำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มีคาแรคเตอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยท่องเที่ยว แต่แฝงไปด้วยความสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร”

   “The GLA ถือเป็นผู้นำของรถยนต์ในกลุ่ม Premium Compact Car ประเภท SUV ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์สไตล์คอมแพ็ค อันโฉบเฉี่ยว ทำให้รถยนต์กลุ่ม Compact Car ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายทั้งหมด 10,962 คันในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์กลุ่ม ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการเปิดตัว The GLA 2 รุ่นย่อย อย่าง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic แล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ปรับโฉมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะ อย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC เพื่อเอาใจคนที่ชื่นชอบความเร็วและแรงแต่ยังคงดีไซน์สไตล์คอมแพ็คเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากการเปิดตัวในวันนี้ ทางบริษัทฯ จะนำรถยนต์รุ่นใหม่นี้ ไปจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ครั้งแรกของการจัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในรูปแบบคาราวาน ที่เริ่มต้นจุดหมายแรก ณ ลาน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้า  เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้ ก่อนออกเดินทางไปยังอีก 4 จุดหมายทั่วประเทศไทย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุรินทร์ ในวันที่ 26-31 สิงหาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในวันที่ 5-11 กันยายน, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ขอนแก่น  ในวันที่ 18-24 กันยายน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 26 กันยายน - 2 ตุลาคมนี้ ซึ่งนอกจากการจัดแสดงรถยนต์แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้ตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์ในด้าน ความรับผิดชอบ(Responsibility) ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ประกอบด้วยสมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอ จำนวน 1,700 ชุด แก่ เด็กนักเรียนผู้ยากไร้ในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งชุดเครื่องเขียนที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX) เมื่อปลายปีที่แล้ว”

   “ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 16 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนารูปลักษณ์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการทดลองภายในอุโมงค์ลมที่สามารถ  ปล่อยลมความเร็วสูงได้ โดยอุโมงค์ลมนี้ตั้งอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเมืองซินเดลฟิงเก้น ประเทศเยอรมนี โดยรูปลักษณ์ที่ลู่ลมของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นี้ส่งผลโดยตรงให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำเมื่อขับขี่ในสภาวะปกติ

   ทั้งนี้ แนวคิดทางการออกแบบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นั้นประกอบไปด้วยการปรับปรุงรูปร่างของเสาเอให้ ลาดเป็นวงโค้ง การปรับปรุงกรอบกระจกรอบตัวถังให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศด้านใต้ท้องรถ การปรับแต่งปลายขอบตัวถังบริเวณส่วนล่างของตัวรถให้เป็นพื้นที่ลู่ลมขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับแต่งบริเวณส่วนกลางของเพลาหลังและ ท่อเก็บเสียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับดิฟฟิวเซอร์อีกด้วย นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้ง สปอยเลอร์หลังคา พร้อมติดตั้งไฟหลังที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ที่ด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศทางด้านหลังของตัวรถให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ดีไซน์ภายนอกของ The GLA โฉมใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์อันเร้าอารมณ์ในแบบฉบับรถยนต์คอมแพ็ค ที่ผสานกับความสปอร์ต อเนกประสงค์ และสมรรถนะอันดีเยี่ยม เหมาะทั้งการขับภายในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับการยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโร้ดให้ดีขึ้น ด้วยตำแหน่งที่นั่งซึ่งยกสูงขึ้นและรูปลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบันมากกว่าที่เคย, กันชนแบบใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance มาทดแทนระบบไฟหน้าแบบ Bi-Xenon โดยระบบไฟนี้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการส่องสว่างอันยอดเยี่ยม พร้อมด้วยอุณหภูมิแสงที่ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ที่จะช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตาผู้ขับขี่เมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน พร้อมระบบ Adaptive highbeam Assist ที่ช่วยปรับไฟสูงแบบอัตโนมัติ เพื่อลดการบดบังทัศนวิสัยของผู้ร่วมใช้ถนน, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED

   ในกรอบไฟหน้า, ไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างปรับระดับ และพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่   และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้า, ราวหลังคาอะลูมิเนียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อ โดยสำหรับรถยนต์ในรุ่น  GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18” และรถยนต์ GLA 250 AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด  ด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi - spoke ขนาด 19”            

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียมาตรฐานรุ่นใหม่ อย่าง หน้าจอขนาด 8 นิ้ว,มาตรวัดรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเข็มชี้สีแดงซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารอ่านค่าสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และระบบ HANDFREE ACCESS ที่สามารถเปิดประตูท้ายได้โดยไม่ใช้มือในรุ่น GLA 250 AMG Dynamic โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบ ไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังปรับองศาได้ พร้อมกล่องเก็บของ ตาข่ายสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth), รองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™), MB Apps, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่เพิ่มเติมสำหรับทั้ง 2 รุ่น คือ การติดตั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นระบบความปลอดภัยมาตรฐาน โดยระบบนี้จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ขับอยู่กับรถยนต์คันข้างหน้านั้นมีน้อยเกินไป และหากจำเป็น ระบบนี้สามารถสั่งชะลอหรือหยุดรถให้โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะที่เหมาะสมได้หากเกิดสถานการณ์อันตราย ระบบนี้ยังสามารถสั่งหยุดรถได้โดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)

     Mercedes-AMG GLA 45 4MATICเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ด้วยการใช้โครงสร้างรถยนต์หลากหลายรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผสานกับนวัตกรรมด้านสมรรถนะของเอเอ็มจีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งการปรับแต่งคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น มิได้เพียงแต่จะช่วยลดแรงต้านที่ตัวรถ แต่ยังช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความสมดุลย์ขณะขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 โฉมใหม่นี้ โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงที่ลู่ลมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ด้านหน้าของตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น, ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้าใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Aerodynamic package ที่เพิ่มชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอสให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยช่องรับอากาศจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ

  ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และระบบอุ่นร้อน, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel Nappa / DINAMICA ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ ตกแต่งภายในด้วย AMG Design trim in black / red แบบ CARBON FIBRE ที่คมเข้มดุดัน มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เข้ากับสีเบาะ ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ต น่าหลงใหล, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ  AMG DYNAMIC SELECT, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10 ก้าน ขนาด 20” และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, หน้าจอแบบยกตัว ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเพิ่มความรื่นรมย์ตลอดการขับขี่ด้วยเครื่องเสียงแบบ Harman Kardon® Logic 7® surround sound system ที่ให้เสียงรอบทิศทาง, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง GARMIN MAP PILOT รวมถึงหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

    ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot), ระบบเบรก AMG High Performance Braking System ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มความเร้าใจและปลอดภัยขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง, ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ SPORT+ ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด

   นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน 

   หนึ่งในคุณสมบัติอันล้ำสมัยของเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้กับรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือหัวฉีดน้ำมันแบบตรงที่สามารถฉีดน้ำมันเป็นละอองได้ กล่าวคือ หัวฉีดแบบเพียร์โซนั้นจะติดตั้งอยู่ที่จุดกึ่งกลางของกระบอกสูบทั้ง 4 กระบอกและสามารถฉีดน้ำมันได้แม้ในกระบอกสูบจะมีความดันสูงถึง 200 บาร์ การฉีดน้ำมันและการจุดระเบิดได้หลายครั้งต่อจังหวะการเคลื่อนที่ของกระบอกสูบ 1 รอบนั้นช่วยประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic) ของเครื่องยนต์ จึงช่วยลดปริมาณไอเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ได้เป็นอย่างมาก ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบมีทางเดินไอเสีย 2 ช่อง (Twin-scroll) ที่ทำงานอย่างสอดประสานกับระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันและการปล่อยไอเสียนั้นช่วยปรับปรุงกระบวนการ อัดอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างที่ผู้ขับขี่ปรารถนามากที่สุด

   เมื่ออยู่บนถนน เทอร์โบชาร์จเจอร์และเครื่องยนต์ 4 สูบขนาดความจุกระบอกสูบ 2 ลิตร ที่ประกอบด้วยมือทุกขั้นตอนจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยอัตราการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่สูง การทำงานที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์อย่างที่สุด เสียงของเครื่องยนต์นี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้งานอยู่ในขณะนั้น อีกด้านหนึ่ง ระบบไอเสียของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่นั้นมีวาล์วควบคุมไอเสียแบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 

   ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่มาพร้อมระบบควบคุมไอเสียเอเอ็มจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เอ็กซอส ซิสเต็ม (AMG Performance Exhaust System®) โดยระบบไอเสียนี้สามารถสร้างเสียงของเครื่องยนต์ที่ฟังแล้วสปอร์ต เร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีระบบลดเสียงการทำงานของระบบควบคุมไอเสียที่ปรับแต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียง

   การทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างชัดเจนและเร้าใจกว่าเดิม ผู้ขับขี่สามารถเลือกเสียงของ เครื่องยนต์ที่ต่างกันได้เมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ หรือกดปุ่มที่คอนโซลเพื่อเปิดหรือปิดการทำงาน และนอกจากนี้ยังมีระบบ RACE START ที่ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที   

   Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มอบความรู้สึกคล่องตัวและอัตราการทำงานของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้นขณะขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่สั้นในเกียร์ 3 ถึงเกียร์ 7 รวมถึงอัตราการตอบสนองของเกียร์ที่ดีขึ้นและระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงอัตราเร่งที่ดีขึ้นในทุกย่านความเร็วได้อย่างชัดเจนในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเกียร์และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  AMG Performance 4MATIC เป็นระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาตรฐานของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ ที่มอบการยึดเกาะพื้นถนนอย่างมั่นใจแม้ในสภาพการขับขี่แบบออฟโร้ด โดยระบบช่วงล่างนี้จะถ่ายทอดพลังงานจากเครื่องยนต์สู่ล้อทั้ง 4  การส่งแรงบิดที่คงที่อย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยการกระจายแรงบิดที่ล้อคู่หน้าและคู่หลังอย่างเท่ากัน ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีทั้งความสปอร์ต ความประหยัดน้ำมัน และการยึดเกาะที่เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นผิวถนน นอกเหนือจากนี้ รถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ยังติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งโหมดการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ได้2 แบบ คือแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหรือแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะมีอัตราการถ่ายเทกำลังเท่ากันที่ร้อยละ 50 ต่อ 50

  • GLA 200 Urban   ราคา   2,090,000   บาท
  • GLA 250 AMG Dynamic   าคา   2,390,000   บาท
  • Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC   ราคา   4,840,000   บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : BMWซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่

Tuesday, 25 July 2017 23:50

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury, และบีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ครบครันทั้งด้านสุนทรียภาพแห่งการออกแบบและสมรรถนะอันปราดเปรียว และยังมาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและระบบกันสะเทือนที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ผสานประสิทธิภาพการขับขี่และความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว             

      บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้ด้วยช่องดักอากาศที่กันชนหน้าซึ่งออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ดีไซน์ด้านหน้าให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคงและกว้างขวางช่องดักอากาศมาพร้อมแถบบาร์ที่ทอดยาว สีดำเงาสำหรับรุ่น Sport และสีโครเมียมในรุ่น Luxury เสริมความสมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ต สง่างาม และทรงพลังมากยิ่งขึ้น

   ไฟซีนอนในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ได้รับการแทนที่ด้วยไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ และมาพร้อมไฟหน้า ตัดหมอก LED เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ยังได้รับการเพิ่มไฟท้าย LED ให้ความรู้สึกโดดเด่น ปราดเปรียวมากขึ้น ช่องดักอากาศที่ได้รับการปรับเปลี่ยน อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ และกระบังด้านหลังส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่สวยงามเร้าใจกว่าที่เคย

   การออกแบบภายในของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สวยงามลงตัวด้วยวัสดุตกแต่งภายในที่เคลือบด้วยสีเงินและโครเมียม ตัดกับสีดำเงาของแผงคอนโซลกลางอย่างลงตัว ให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราและทันสมัย โดดเด่นด้วยแผงควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตด้วยการเย็บแบบตะเข็บคู่ และยังมาพร้อมกับเครื่องหนังและตะเข็บสีใหม่ให้เลือกแต่งได้ตามสไตล์ที่เหมาะกับบุคลิกของผู้ขับ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่มีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ สีน้ำเงิน Snapper Rocks และสีส้ม Sunset โดดเด่น ดึงดูดทุกสายตา และยังมีอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกสรรได้ตามความชอบ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบช่วงล่างใหม่ เพื่อการตอบสนองในการขับขี่ที่ ยอดเยี่ยมกว่าเดิม คงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความสะดวกสบายในการขับขี่ไว้ได้เป็นอย่างดี ให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างโลดแล่นในทุกรูปแบบของการเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่อยู่บนตัวรถ ด้วยระบบควบคุมช่วงล่างใหม่ ซึ่งรวมไปถึงแบบ M Sport suspension มีความมั่นคงและตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งานระบบนำทางในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบ Tile ขนาดใหญ่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถปรับให้แสดงสัญลักษณ์ของเมนูต่างๆ ที่สำคัญตามต้องการ เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที

- บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้: ดีไซน์แห่งยนตรกรรมที่สมดุล

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury: 3,499,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport : 3,799,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะอันเปี่ยมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ด้วยความยาวของฐานล้อและความกว้างของตัวรถที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ความสูงลดลง เพิ่มความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต คูเป้มากยิ่งขึ้น ผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู ได้แก่ ระยะห่างระหว่างล้อกับกันชนหน้าที่สั้น แต่มีความยาวของฝากระโปรงหน้า มากขึ้น และห้องโดยสารที่เน้นความสะดวกสบาย รวมถึงแนวหลังคาที่ลาดลงอย่างไหลลื่นสวยงาม ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้เป็นที่สุดแห่งการดีไซน์ และยังเหมาะสำหรับการใช้งานขับขี่ในทุก ๆ วัน

   เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ ส่งกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.8 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic เสริมความสง่างามด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังพิเศษแบบ Individual

   ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport มากับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic Sport และกล้องแสดงภาพด้านหลัง โฉบเฉี่ยวหรูหราด้วยชุดแต่ง M aerodynamics ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วแบบ Double-spoke และตกแต่งภายนอกด้วยขอบหน้าต่างสีดำเงาภายใน โดดเด่นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ และมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล: ที่สุดแห่งอิสระอันไร้ที่ติ

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury : 3,999,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport : 4,299,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล มาพร้อมความเร้าใจในสไตล์รถเปิดประทุน ความสูงหลังคาที่เพิ่มขึ้นเพิ่มความรู้สึกดุดันกว้างขวาง ในขณะที่ฝากระโปรงท้ายที่ยาวขึ้นช่วยเน้นความแข็งแกร่งโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ส่วนหลังคาเปิดประทุนที่ให้ความรู้สึกราวกับองค์ประกอบเรือที่หรูหรา เติมเต็มความสง่างามให้สมบูรณ์แบบ

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke หลังคาเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยเก็บสัมภาระขณะหลังคาเปิด และตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line

   ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics  ล้ออัลลอย Mขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual หลังคาภายในตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวด้วยวัสดุสีดำ anthracite จาก BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

 

บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ : ราคาเริ่มต้นที่ 8,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 6 สูบแบบใหม่ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ผสานข้อได้เปรียบของเครื่องยนต์รอบสูงทั่วไปที่ไม่ใช้ระบบอัดอากาศ     เข้ากับความแรงของเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุดของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังประสบความสำเร็จในการลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

   หัวใจแห่งความสำเร็จของสมรรถภาพทรงพลังสูงสุดและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนักของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม และด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เอง ส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวม และการตอบสนองที่แม่นยำและความคล่องตัว ด้วยดีไซน์อัจฉริยะที่คัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้พลาสติกเสริม  ใยคาร์บอน (CFRP) และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซีและตัวถัง นอกจากนี้ หลังคาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังสร้างจากวัสดุคาร์บอนเสริมใยทั้งหมด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON Limited Edition เสริมทัพด้วยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

Saturday, 08 July 2017 15:21

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ด้วยการเพิ่มรุ่น Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition อีก 1 รุ่นเป็นทางเลือกในการตอบโจทย์ลูกค้าที่มากขึ้น

   สำหรับรุ่น Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition และรุ่น Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT/ 5AT Limited Edition ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดตั้งแต่เปิดตัวยังคงมีให้เลือกเช่นเคย  ซึ่งมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคันแรงด้วยขุมพลังนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร MIVEC เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย เบาและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี VG Turbo ช่วยรีดกำลังออกมาได้สูงสุด 181 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 430 นิวตันเมตร พร้อมให้ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำเพียง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 20%

   มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ใช้งานง่าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบ ให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนน ไปให้สุดกับระบบล็อกเพลาหลัง Rear Diff Lock ให้คุณเอาชนะทุกอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย พร้อมให้ความอุ่นใจในความปลอดภัย ด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, บริเวณเข่าคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ซึ่งทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทาง เฉพาะด้านคนขับ สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง

   รูปลักษณ์แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีดำรอบคัน ประกอบไปด้วย กระจังหน้าสีดำ, ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ, ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว, โป่งซุ้มล้อสีดำ, บันไดข้างสีดำ, กันชนหลังสีดำ และฐานไฟหน้าสีดำ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคัน

   ส่วนอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษภายใน มีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับ กระจกกรองแสง (หน้าต่างแถวที่ 2 และบานหลัง) พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พิเศษในรุ่น Double Cab Plus ที่ยังมาพร้อมกับจอเพดานหลังขนาด 10.2 นิ้ว

   มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยข้อเสนอพิเศษกับ แพคเกจ 3553ประกอบไปด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี และฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปี4 ทั้งยังมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานาน 3 ปี

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยทางเลือก 4 รุ่นย่อย

  • Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition 
    สีดำ ราคา 746,000 บาท และสีขาว ราคา 753,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition
    สีดำ ราคา 869,000 บาท และสีขาว ราคา 876,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 914,000 บาท และสีขาว ราคา 921,000 บาท
  • Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 1,072,000 บาท และสีขาว ราคา 1,079,000 บาท
 
 

Page 1 of 15

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )