Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON ATHLETE เติมอารมณ์สปอร์ตเต็มคัน!

Thursday, 11 January 2018 16:17

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะสปอร์ตพันธุ์เข้ม รุ่นล่าสุด ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์ความเป็นสปอร์ตและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมภายใต้แนวคิด “Drive your Ambition” นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมาย

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รถกระบะสไตล์สปอร์ตดีไซน์ใหม่ล่าสุด เพิ่มความโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันของแท้จากโรงงาน 19รายการ อาทิ กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ สปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วกราฟฟิกรอบคันตกแต่งพิเศษสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ TRITON รุ่นมาตราฐาน

   ภายในห้องโดยสารตกแต่งใหม่สีทูโทนส้ม-ดำ หัวเกียร์และเบาะนั่งผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม เอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น แอทลีท ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE   ให้สมรรถนะผสมผสานทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4ลิตร 181แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 430นิวตันเมตร เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง มั่นใจและพร้อมลุยบนทุกเส้นทาง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4ล้อแบบ Super Select 4WD II และระบบล็อคเฟืองท้ายหลัง (เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รุ่นล่าสุดนี้เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์กลยุทธ์หลักที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่แต่เฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยMITSUBISHI TRITON  ATHLETE    เคาะราคาเริ่มต้นที่ 879,000 บาท ด้วยตัวรถแบบ 4 ประตู (Double Cab) ที่มาให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อยกสูง (2WD) และ แบบ 4 ล้อ (4WD) มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ (Diamond Black) สีเทา (Titanium Gray) และสีขาว (White Pearl) สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

Sunday, 19 November 2017 20:05

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”เจนเนอเรชั่นที่ 2ในปี 2558 บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ตลอดจนระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของรถกระบะไฮลักซ์  ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสุดยอดรถกระบะที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ รถกระบะไฮลักซ์ในโครงการ IMV ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายสะสมภายในประเทศกว่า 1,900,000คัน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยภายใต้คุณภาพการผลิตมาตรฐานโตโยต้า ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV ไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,000,000 คัน

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เต็มพลัง ให้มีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยยังคงไว้ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก เปี่ยมอรรถประโยชน์ใช้สอย ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost)ที่ให้แรงบิดสูงสุดในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) เต็มประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและเร่งแซงแต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแข็งแกร่งทนทานมีอายุการใช้งานยืนยาว ทำให้ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ เป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของและสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO) รุ่นตกแต่งพิเศษ…แกร่งเกินนิยาม

   ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่(ROCCO)  รุ่นตกแต่งพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งเกินนิยาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเหนือใครและรักการผจญภัย พร้อมที่จะลุยฝ่าไปในทุกเส้นทาง โดย ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO)มาพร้อมเอกลักษณ์และความโดดเด่นของดีไซน์ที่ดุดัน ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างจาก      รุ่นธรรมดา พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันถือเป็นอีกรุ่นสำคัญที่จะสร้างสีสันและเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไฮลักซ์ รีโว่...รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ)

และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)

ไฮลักซ์ รีโว่ ROCCO รุ่นตกแต่งพิเศษ

v มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น

รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

vอุปกรณ์ภายนอก (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา

กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา

ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น

ยาง 265/60R18 All Terrain

กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก

มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก

สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ

สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ

มือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค

กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง

vอุปกรณ์ภายใน (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น

แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

พวงมาลัยหุ้มหนัง/ แผงข้างประตู / ช่องปรับอากาศ / หัวเกียร์หุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ)ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก และฐานเกียร์

กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ

ช่องเก็บของด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ HILUX

Smart Key ดีไซน์เฉพาะรุ่น (ดับเบิ้ลแค็บ)

   ร่วมสัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรกในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 11ธันวาคม 2560และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470แห่งทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว NEW MG ZS สมาร์ทเอสยูวี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Wednesday, 15 November 2017 14:36

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NEW MG ZS” รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ด้วยการติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก มุ่งตอบสนองการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ รูปลักษณ์โดดเด่นสะกดสายตาด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่ให้ความหรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารเพียบพร้อมความสะดวกสบาย กว้างขวาง  พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ ที่ครบครันยิ่งกว่า  

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการพัฒนา NEW MG ZS คือการนำเสนอ ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่เพียงตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดเคยทำมาก่อน เราจึงติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะใหม่ล่าสุด i-SMART ไว้ในรถยนต์ NEW MG ZS ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย รวมถึงรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบด้วยอีกขั้นของความล้ำสมัย สะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้า โดยเราคาดการว่า NEW MG ZS จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 12,000 คัน ต่อปี”

   NEW MG ZS คือรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

   นอกจากนี้ ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

   รูปลักษณ์ของ NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยมากขึ้นและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษของเอ็มจี โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟ การออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว  

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบ โดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป ตกแต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุ ซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และแผงคอนโซล มอบผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวาแบบสปอร์ต มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

   นอกเหนือจากระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว NEW MG ZS ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

   NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   เอ็มจี ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง  CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

   ทั้งนี้ NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight) พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ NEW MG ZS จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mgcars.com

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 ใหม่ ที่สุดของที่สุด Make All Chapters Remarkable รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่คนไทยรอคอย

Monday, 13 November 2017 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นร่วมกันจัดงานเปิดตัวแนะนำที่สุดของรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ ล่าสุด มาพร้อมรูปทรงการออกแบบอันสง่างามทั้งภายนอกและภายใน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของงานศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา หรูหราแบบพรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุขสำหรับการพักผ่อนให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน เติมเต็มความสปอร์ตหรูหราสไตล์ยุโรป รวมเอาสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้แนวทางการออกแบบ “less is moreหรือ การออกแบบด้วยการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ดูเรียบง่าย แต่สุขุมและยังคงให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาทเท่านั้น ตั้งเป้าขาย 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100%

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดว่าALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEนี้คือรถอเนกประสงค์ที่เป็นที่สุดในคลาส One Class Aboveภายใต้การออกแบบใหม่ล่าสุดจาก โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่สะท้อนถึงพลังของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเคลื่อนไหวอันสง่างาม ผนวกกับวิวัฒนาการที่ก้าวไปอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิต มีรสนิยม ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ หลงใหลการออกแบบรูปทรงอันสง่างาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงใช้ชีวิตแบบครอบครัวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร มีความหรูหรา สามารถเก็บของได้มากมาย เป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนด้วยกันได้ทุกที่

   นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นประเทศญี่ปุ่น กำกับดูแลมาสด้าในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า รถยนต์มาสด้า CX-5เผยโฉมสู่สาธารณชนทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 และเข้าสู่ตลาดประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อม “SKYACTIV TECHNOLOGY” และการออกแบบภายใต้ “KODO Design” Soul of Motion รถยนต์มาสด้า CX-5 กลายเป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยสมรรถนะพลังแรงของเครื่องยนต์แต่ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายครบครัน ส่งผลทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกตลาด จวบจนปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 1 ล้าน 5 แสนคันทั่วโลก  ถือเป็นโมเดลหลักที่สำคัญของมาสด้ารองจาก Mazda3 ที่ขายได้กว่า 5 ล้านคันทั่วโลก โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยให้การตอบรับอย่างล้นหลาม และกำลังวิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทยกว่า 18,000 คัน รวมทั้งยังส่งผลต่อการเปิดตัวในโมเดลรุ่นต่อๆ มาของมาสด้าและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข แสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยว่า ปีนี้ถือว่าตลาดรถยนต์มีทิศทางที่ดี ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมรอบทิศทาง ทั้งราคาสินค้าการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ส่งผลดีต่อตลาดทำให้ยอดขายพุ่งสูงกว่า 690,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%มาสด้าคาดว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศปีนี้ประมาณการว่าจะทะลุถึง 840,000คัน นับว่าเติบโตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี การเปิดตัวมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้า ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับปีนี้มาสด้าตั้งเป้าไว้สูงถึง 51,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% การแนะนำมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มในเซ็กเมนต์ที่สำคัญ มาสด้ากำหนดราคาขายเริ่มต้นเพียงล้านต้นๆ เท่านั้น เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า CX-5 จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ทำให้เราตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ไว้สูงถึง 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100% ที่สำคัญจะเป็นโมเดลหลักที่จะทำให้มาสด้าสามารถขึ้นแท่นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมยึดบัลลังก์ผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

   วิเคราะห์เจาะลึกถึงข้อมูลและคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะส่งผลให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สงครามตลาดรถยนต์ในปีนี้ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่คือที่สุดของที่สุดในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีในเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแสดงออกการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมันดีที่สุดคลาส ด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร  175 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า รวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในอันงดงามภายใต้ “โคโดะ ดีไซน์” อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECTพร้อมหน้าจอดีไซน์ใหม่ และระบบความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSEที่ครบครันยิ่งขึ้น เติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมสไตล์ยุโรป และฟังก์ชั่นการใช้งานให้ลงตัวยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าที่หลากหลาย

   ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดว่า มาสด้า CX-5เป็นรถที่ได้รับความนิยมมาแล้วทั่วโลก โดยเจนเนอร์เรชั่นใหม่นี้ ตัวโปรดักซ์มีการปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในเน้นความหรูหรามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าผู้หลงใหลการออกแบบอันสง่างาม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาจนล้นคันทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย มีรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มาสด้าวางตำแหน่งการเข้าสู่ตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมเทียบเท่ากับคู่แข่งรถยนต์จากค่ายยุโรป ซึ่งมาสด้ากำลังจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตลาดรถอเนกประสงค์ของประเทศไทย เนื่องจากเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ที่ให้ทั้งในเรื่องสมรรถนะขับขี่ การประหยัดน้ำมัน สมบูรณ์แบบด้วย i-ACTIVSENSEความปลอดภัยระดับโลกที่เพียบพร้อมกว่าเดิม ระบบ MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ GVC

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่องทางการสื่อสารมาสด้ายังให้ความสำคัญกับทุกๆ ช่องทางที่จะสามารถสื่อสารเข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโซเชียลมีเดีย รวมทั้งคอมมูนิตี้ครอบครัว ซูม-ซูม ผ่านทางไลน์ออฟฟิศเชียล เฟชบุ๊ค และเว็บไซต์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกช่องทาง ภายใต้แนวคิด “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE กลุ่มลูกค้าประกอบด้วย

- กลุ่มแรก Executivesคือ ผู้บริหารรุ่นใหม่ เน้นการใช้ชีวิตอย่างอิสระ รักความก้าวหน้าเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น ทางเลือกใหม่สำหรับรถระดับพรีเมี่ยม

- กลุ่มที่สอง Coupleคือ คนที่ใช้ชิวิตสมับใหม่ มีการใช้เวลาเพื่อตัวเองและในชีวิตคู่ ชอบความตื่นเต้นแสวงหาสิ่งใหม่เพื่อสร้างครอบครัวให้มั่นคง มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ คือ โอกาสในการค้นหาสิ่งใหม่รอบตัวกับรถเอนกประสงค์

- และกลุ่มที่สาม Young Familyคือ ครอบครัวเริ่มต้นและมีบุตร มีความมุ่งมั่นเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น สิ่งที่แสดงถึงความสำเร็จกับบทบาทในครอบครัว ทุกคนในครอบครัว จะปลอดภัย สามารถพักผ่อนและมีความสุขกับรถคันนี้ 

   นี่คือกลยุทธ์หลักที่นำพารถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดประเทศไทย นอกจากเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต และที่กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ลูกค้าที่สนใจสามารถจองและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ทุกโชว์รูมมาสด้าทั้ง 147 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 ที่สำคัญลูกค้าสามารถรับรถได้ทันที ทุกรุ่น ทุกสี ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ราคาจำหน่ายรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5

1.      รุ่น 2.0C           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,290,000 บาท

2.      รุ่น 2.0S           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,400,000 บาท

3.      รุ่น 2.0SP เครื่องยนต์เบนซิน                    ราคาจำหน่าย 1,530,000 บาท

4.      รุ่น XD   เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,560,000 บาท

5.      รุ่น XDL             เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ CX-5

การออกแบบ TAKING KODO DESIGN TO A HIGHER LEVEL อีกระดับของดีไซน์โคโดะ

   สัมผัสเอกลักษณ์แห่งดีไซน์ใหม่ของมาสด้า CX-5โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีที่พัฒนาแนวคิดการออกแบบ KODO DESIGN ให้โดดเด่นเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น(Japanese Aesthetic) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงามและทรงพลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในใหม่ที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม ทุกองค์ประกอบพร้อมมอบความเพลิดเพลิน และความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนนอกจากนี้ สีแดงใหม่ Soul Red Crystal ยังช่วยยกระดับให้มาสด้า CX-5โฉมใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยมิติความลึกของสี นับเป็นบทใหม่แห่งการดีไซน์ที่พร้อมสะท้อนความสําเร็จในทุกบทบาทของชีวิต

MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEเป็นที่สุดในทุกบทบาท

   ไม่ว่านิยามความสําเร็จของคุณเป็นอย่างไร สิ่งสําคัญ คือ ความพร้อมในการก้าวสู่อีกขั้นของบทบาทในชีวิต ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกท้าทายมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สะท้อนภาพลักษณ์และรสนิยมในแบบฉบับของคุณ ให้คุณขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จที่น่าจดจําในทุกบทของชีวิต

   เทคโนโลยีสกายแอคทีฟในมาสด้าCX-5โฉมใหม่ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกระดับเพื่อสร้างความประทับใจทั้งเรื่องสมรรถนะที่แรงและการประหยัดน้ำมันจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก

-       SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล2.2 ลิตรประหยัดสูงสุด 17.5 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถทํางานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้นเครื่องยนต์ทํางานเงียบมากขึ้นให้กําลัง175 แรงม้าแรงบิดสูง420 นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน2.0 ลิตรประหยัดสูงสุด 13.9 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้ดีขึ้นให้กําลัง 165แรงม้า แรงบิดสูง 210นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-DRIVEเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ6 สปีดที่รวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบตอบสนองได้แม่นยําเปลี่ยนเกียร์ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว

-       SKYACTIV-BODYโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่งให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-       SKYACTIV-CHASSISช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคง และให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยํา ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

-       i-ACTIVAWDระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตโนมัติ ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น

ENHANCE DRIVING ENJOYMENT พลังที่เหนือกว่า ขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จอีกระดับ

-       2-STAGE TURBOCHARGERเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบสองขั้นช่วยให้เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลมีแรงบิดสูงแม้ในรอบต่ำเพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์

-       NATURALSOUNDSMOOTHER &NATURAL SOUND FREQUENCY CONTROLช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลในรอบเดินเบา ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเงียบขึ้น

-       DRIVE SELECTION* สวิตช์ Drive Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport ได้ เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง ให้ความรู้สึกสนุกเร้าใจเหมือนขับเกียร์ธรรมดา

-       i-Stop (Idling Stop System)ระบบประหยัดน้ำมันที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทํางานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่งขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยังคงทํางานตามปกติ ทําให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องยนต์จะกลับมาทํางานอัตโนมัติทันทีเมื่อรถพร้อมออกตัว

   SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICSอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ผสานและควบคุมการทํางานของรถทั้งคัน ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง ไปจนถึงช่วงล่าง ให้ทํางานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ของมาสด้า ให้ผู้ขับและรถเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นและยังให้ผู้โดยสารสัมผัสถึงความรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง

   ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดภายใต้ชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยําและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับมาสด้าCX-5 โฉมใหม่สัมผัสความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นการทํางานของระบบ GVCระบบจะทํางานโดยประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงน้ำหนักของเท้าที่กดลงบนแป้นคันเร่ง จากนั้นระบบจะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ และเกิดการถ่ายน้ำหนักที่เหมาะสมไปสู่แต่ละล้อ ทําให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมได้แม่นยําในทุกสถานการณ์

   PREMIUM DESIGN EVOLUTION AND FINE CRAFTSMANSHIPอีกระดับแห่งความหรูหรา ผสานความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายในห้องโดยสารของมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะชั้นสูงอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิด “Hand-Crafted Design” คัดสรรวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหราสไตล์ยุโรป ให้ความประทับใจในทุกการสัมผัส คอนโซลหน้าแบบ Metal Wood ผสานความสปอร์ตด้วยเบาะหนังสีดําแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล พร้อมให้คุณเพลิดเพลินกับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ที่มอบความสุนทรีย์ และเติมจังหวะความสนุกให้ทุกการเดินทาง

-       POWER SLIDING GLASS SUNROOF หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าELECTRONIC PARKING BRAKE ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold เพื่อเพิ่มความสบายในการขับขี่

-       STEERING WHEEL พวงมาลัยดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ตพรีเมี่ยม จับกระชับมือพร้อมปุ่มควบคุมการทํางานที่พวงมาลัย

-       BOSE® SOUND SYSTEM ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทางลำโพง 10 ตำแหน่ง พร้อมเทคโนโลยีAUDIOPILOTTM2 และ Centerpoint®2 ที่ช่วยชดเชย และปรับแต่งเสียงให้สมจริงมากยิ่งขึ้น

   DELIVER OUTSTANDING PASSENGER COMFORTเติมเต็มความสะดวกสบายให้ทุกเส้นทางให้ทุกการเดินทางของคุณและครอบครัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายกับมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ที่พัฒนาห้องโดยสารภายใต้ปรัชญา HUMAN-CENTERED DESIGNด้วยการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตําแหน่งศูนย์กลาง เหมาะสมกับการใช้งาน โดยผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน ห้องโดยสารกว้างขวาง พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้ และสามารถแยกพับได้ 3 ส่วน แบบ 40:20:40 อิสระจากกัน เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตําแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ที่สามารถบันทึกได้ 2 ตําแหน่งช่อง USB 2.1 แอมป์ ช่องเก็บของ พร้อมที่วางแก้ว ถูกจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน และช่องแอร์สําหรับที่นั่งตอนหลังที่เพิ่มความสบายยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทําให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมให้คุณสัมผัสถึงความหรูหรา สะดวกสบาย ในทุกเส้นทางสู่ความเป็นที่สุดในทุกบทของชีวิต พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้

   SEAMLESS CONNECTIVITY WITH MZD CONNECTเชื่อมต่อทุกความสําเร็จได้ไร้ขีดจํากัดล้ำหน้าไปกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อออนไลน์ MZD CONNECT ในมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ไม่พลาดทุกการติดต่อทั้งเรื่องงาน และครอบครัว อัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ตลอดการเดินทาง หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetoothพร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น Aha by HARMANTM รวมถึงระบบนำทาง Navigator*

   CENTER DISPLAYจอทัชสกรีนดีไซน์ใหม่ ขนาด 7 นิ้ว แสดงเมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECTและตั้งค่าฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ หรือเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Command

CENTER COMMANDERปุ่มควบคุมระบบ MZD CONNECT ที่คอนโซลกลางตรงตําแหน่งใกล้มือผู้ขับใช้งานง่ายเพียงหมุนหาคําสั่งที่ปรากฏขึ้นบนจอ CENTER DISPLAY ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือรถจอดนิ่ง ให้ผู้ขับใช้สมาธิกับการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

WINDSHIELD ACTIVE

DRIVING DISPLAYแสดงข้อมูลสําคัญในการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้ารถ ในระดับสายตาผู้ขับ

-       JINBA ITTAIมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ พัฒนาบนพื้นฐานของปรัชญา “จินบะ-อิไต”คือการพัฒนารถที่ผสานรวมผู้ขับขี่และรถให้เป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และปลอดภัย รับข้อมูลและตอบสนองกับสิ่งรอบตัวได้อย่างแม่นยํา ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความสนุกเร้าใจในการขับขี่อย่างแท้จริง

-       HMI (Human - Machine Interface)คอนเซ็ปต์การออกแบบอุปกรณ์และฟังก์ชั่นใช้งานภายในรถ เน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ให้อยู่ในตําแหน่งศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนภาพแสดงตำแหน่งคันเร่งและเบรกในรถทั่วไปตําแหน่งของล้อหน้า ทําให้คันเร่งและเบรกต้องอยู่เยื้องไปด้านซ้ายในรถมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ขยับตําแหน่งของล้อไปด้านหน้ามากขึ้น ทําให้สามารถยืดขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

-       POWER LIFTGATE ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้ามาสด้า CX-5 โฉมใหม่ให้คุณจัดเก็บสัมภาระได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยประตูท้ายที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าสามารถเปิด-ปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสและรีโมทคอนโทรลสามารถปรับตั้งระดับการเปิดได้ตามที่คุณต้องการ

-     i-ACTIVSENSEเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อคุณและคนสำคัญ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่เพิ่มอีกระดับของความปลอดภัยกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสุดล้ำi-ACTIVSENSE ที่สามารถคาดการณ์อย่างแม่นยำและส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้รอบคัน SBS ALH SCBS MRCC LAS & LDWS DAA ABSM RCTA SCBS –R

-       ALH (Adaptive LED Headlamps)ระบบไฟหน้าLED อัจฉริยะปรับการทํางานของไฟสูง- ต่ำแยกอิสระซ้าย- ขวาโดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพถนนระยะห่างจากตําแหน่งของรถคันหน้าหรือรถที่วิ่งสวนมาเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทํางานของไฟสูงไม่ไปรบกวนรถคันอื่น MRCC (Mazda Radar Cruise Control)ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติพร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าหากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่าระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติโดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัยทั้งนี้ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า

-       LDWS (Lane Departure Warning System)ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัดพร้อมส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

-       DAA (Driver Attention Alert)ไฟสูงไม่รบกวนรถคันที่วิ่งสวนมาระบบจะขึ้นสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอ

-       Windshield Active DrivingDisplayระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันนาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนําให้หยุดพัก

-       LAS (Lane-keep Assist System)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในกรณีที่ตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัยและช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ไฟต่ำมุมกว้างเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

-       SBS (Smart Brake Support)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติระบบจะตรวจจับระยะห่างระหว่างรถของคุณและรถคันหน้าหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนรถคันหน้าระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียงเตือนอย่างต่อเนื่องถ้าผู้ขับไม่ได้ทําการเบรกระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

-       ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กําลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น ไฟสูงไม่รบกวนรถคันหน้า

-       SCBS (Smart City Brake Support)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากระบบตรวจสอบพบว่าไม่สามารถเลี่ยงการชนได้ระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

-       SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

-       RCTA (Rear Cross Traffic Alert)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนพร้อมไฟกะพริบเตือนที่กระจกมองข้างขณะขับรถถอยหลังหากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง

   WORLD-CLASS SAFETYมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ มีจุดเด่นด้านความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และแบบปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) จึงมั่นใจได้ในทุกเส้นทางทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

   ACTIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ มีระบบDSCไม่มีระบบ DSC (Dynamic Stability Control)ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว กระจกมองหลังระบบตัดแสงอัตโนมัติ ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนยิ่งขึ้น

PASSIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ

-       ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner and Load Limiterเข็มขัดนิรภัยเบาะคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ผสานการทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัย โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมและม่านถุงลมนิรภัย

-       HLA (Hill Launch Assist)ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง

-       Headrest ออกแบบให้มีองศาและตำแหน่งเหมาะสมที่สุด เพื่อ ลดโอกาสบาดเจ็บ

-       เมื่อเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลังรถคันหลังสามารถลดความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจากรถคันหน้าเมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรกสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนรถหยุดนิ่งสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินยังคงกะพริบเพื่อเตือนรถคันหลัง

-       ESS (Emergency Signal System)สัญญาณไฟกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ทุกรุ่น

-       ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก

-       ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย

-       DSC: Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ

-       HLA: Hill Launch Assist ช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน

-       TCS: Traction Control System ช่วยป้องกันรถลื่นไถล

-       ALLOY WHEELล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และขนาด17นิ้ว

โครงสร้างใต้เบาะนั่งด้านหลัง

   เบาะนั่งด้านหลัง ออกแบบให้มีองศาที่รองรับน้ำหนักของคนนั่งได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารพุ่งออก จากเบาะนั่งไปทางด้านหน้า โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการชนที่ด้านหน้ารถพื้นที่รับแรงกระแทก

สีภายนอก EXTERIOR COLORประกอบด้วย

-       สีแดง โซล เรด คริสตัล Soul Red Crystalสีเกรดพรีเมี่ยมใหม่ล่าสุดเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคขั้นสูง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้ได้เนื้อสีที่มีความละเอียดสูง สีสด มีความวาว สะท้อนแสงได้ดี และดูมีมิติยิ่งขึ้น

-       สีเทา แมชชีน เกรย์ Machine Grayสีเมทัลลิคเกรดพรีเมี่ยมเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคพิเศษ เนื้อสีจึงใส สะท้อนแสงได้ดี ส่องประกายมันวาว

-       สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล Snowflake White Pearl

-       สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ Sonic Silver

-       สีฟ้า ดีพ คริสตัล บลู Deep Crystal Blue

-       สีดำ เจ็ท แบล็ก Jet black

 
 

NEW CARS THAILAND : THE ALL-NEW SUBARU XV เผยโฉมครั้งแรกสะดุดทุกสายตาในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017

Sunday, 03 December 2017 15:35

 

 

 

 

 

 

 

   ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) เผยโฉม ALL-NEW SUBARU XVครอสโอเวอร์เอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีซูบารุโกลบอล แพลทฟอร์ม SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE) พร้อมโหมดการขับขี่แบบ X-MODE เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017

    ALL-NEW SUBARU XV เป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดของซูบารุที่ใช้ SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกพัฒนาใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งและความปลอดภัย  เมื่อผสานกับรูปลักษณ์การดีไซน์ทั้งภายในและภายนอกที่หรูหราโฉบเฉี่ยวสไตล์ครอสส์โอเวอร์ อีกทั้งประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น จากการพัฒนาสมรรถนะใหม่ครบทุกด้านเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ALL-NEW SUBARU XV โดดเด่นด้วยโครงสร้างใหม่ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากขึ้นถึง 40% มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงอีก 5 มม. ตัวโครงสร้างมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 70-100% จึงทำให้ลดการโคลงของตัวรถยนต์ (BODY SWAY) เวลาขับขี่ถึง 50 % ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถึง 30% พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC: VEHICLE DYNAMICS CONTROL SYSTEM) และระบบตรวจจับการหมุนของรถยนต์ (ATV: ACTIVE TORQUE VECTORING) ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบตำแหน่งพวงมาลัย เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G ระบบนี้จะสั่งการเบรกไปยังล้อหน้าที่อยู่ด้านในโค้งและกระจายแรงบิดหรือ TORQUE สำหรับล้อที่อยู่ด้านนอกโค้งโดยอัตโนมัติ ทำให้ควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้ง่ายยิ่งขึ้น

   ด้านระบบความปลอดภัยก็มั่นใจได้ในความครบครัน อาทิ ถุงลมนิรภัย (SRS-AIRBAG) ทั้งหมด  7 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สำหรับเบาะหลังและที่นั่งกลาง รวมทั้งติดตั้งระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น กล้องมองหลัง ระบบกันขโมย อิมโมบิไลเซอร์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ทั้งนี้ ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี (THE ALL-NEW SUBARU XV) ยังคงเร้าใจตามแบบฉบับของซูบารุด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (BOXER) บล็อคใหม่ล่าสุด FB20 สมดุลซ้าย/ขวาและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาแก้ไขชิ้นส่วนต่างๆ ไปถึงเกือบ 80%  ของชิ้นส่วนทั้งหมดในเครื่องยนต์เพื่อลดน้ำหนัก  และจ่ายเชื้อเพลิงระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง  (ไดเรคอินเจคชัน) ขนาด 2.0 ลิตร กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 12.5:1 (เดิม 10.5:1) กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. (เดิม 150 แรงม้า ที่ 6,200 รตน. แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รตน. (เดิม 4,200 รตน.) ให้กำลังเต็มสมรรถนะด้วยระบบควบคุมวาล์วแบบแอคทีฟ (AVCS: ACTIVE VALVE CONTROL SYSTEM) ทั้งไอดี  และไอเสีย พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดช่วงรอบต่ำให้อัตราเร่งที่ดียิ่งขึ้น

   ในส่วนของระบบส่งถ่ายกำลังแบบอัตราทดต่อเนื่อง (CVT) ใหม่ แบบ 7 สปีด พัฒนาเพิ่มช่วงของอัตราทดเกียร์ให้กว้างขึ้นทำให้อัตราเร่งดีขึ้น และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ปรับปรุงและลดน้ำหนักส่วนเกินลง เพิ่มการตอบสนองรวดเร็ว สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้จากพวงมาลัย เอกสิทธิ์เฉพาะของ SUBARU พัฒนาขึ้นสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตรตลอดเวลา (SYMMETRICAL AWD) ซึ่งการขับเคลื่อนในรูปแบบนี้ ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีและขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบ X-MODE เป็นตัวช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบส่งถ่ายกำลังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร เบรค และ อุปกรณ์อื่นๆ  ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพถนน

    ALL-NEW SUBARU XVยังถูกออกแบบให้นั่งสบาย ตัวรถความยาวโดยรวม 4,465 มม. เพิ่มขึ้น 15 มม. ความกว้างโดยรวม 1,800 มม. เพิ่มขึ้น 20 มม. ความสูงโดยรวม 1,615 มม. ความสูงจากพื้นถึงตัวรถมากถึง 220 มม. โดดเด่นด้วยไฟหน้าโคมสีดำ ระบบส่องสว่างแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมหลอด LED เพิ่มอารมณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น กระจังหน้ารูปทรงเหลี่ยมแบบเรขาคณิต มีลวดลายแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง เส้นสายบนฝากระโปรงดุดัน เสริมด้วยไฟตัดหมอกที่กันชนหน้า ตกแต่งด้วยแถบสีดำบริเวณชายกันชน และชายข้างตัวรถที่ลากยาวผ่านซุ้มล้อไปถึงไฟเบรคในกันชนหลัง ไฟท้ายรูปทรงทันสมัย  แต่แฝงความแกร่งด้วยเหลี่ยมมุมอันแปลกตาเช่นเดียวกับกันชนหลัง เพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 และเสาอากาศแบบครีบฉลาม เสริมขอบบังโคลน หรือโอเวอร์เฟนเดอร์ พร้อมติดตั้งราวแรคหลังคา (สี SILVER) รวมทั้งล้อแมกลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว สีดำ สีทูโทนที่แสดงถึงความแข็งแกร็งสไตล์เอสยูวี มาพร้อมสีส้มใหม่ สดใส (เข้มกว่า TANGERINE ORANGE)

   สำหรับการออกแบบภายในALL-NEW SUBARU XV ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์สไตล์สปอร์ตที่รวมความเอนกประสงค์ไว้อย่างครบครัน ห้องโดยสารใช้โทนสีดำให้อารมณ์สปอร์ต ตกแต่งด้วยสีเงินบริเวณคอนโซล เกียร์ และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อมแพดเดิล ชิฟท์ ติดตั้งระบบสาระบันเทิงที่มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้รู้สึกถึงความทันสมัย ติดตั้งหน้าจอแสดงผลมัลติฟังก์ชันแบบใหม่ และหน้าจอแสดงผลร่วม แสดงข้อมูลสำคัญสำหรับการใช้งานต่างๆ ระบบมัลติมีเดียครบครันด้วยเครื่องเล่นดีวีดี เอมพี 3 เชื่อมต่อสะดวกด้วยพอร์ท USB AUX HDMI BLUETOOTH NFC พร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์ เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ DUAL-ZONE เบาะคู่หน้าโอบกระชับนุ่มนั่งสบาย  เบาะหลังเก็บในระนาบเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ  ห้องโดยสารกว้างขึ้น สะดวกสบายขึ้นเพิ่มความจุด้านท้ายพร้อมแผ่นปิดห้องเก็บสัมภาระ ช่องเก็บของหลายจุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สะดวกในการใช้งาน สมเป็นรถอเนกประสงค์

   ALL-NEW SUBARU XV ครอสส์โอเวอร์เอสยูวีเจนที่ 2 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีซูบารุโกลบอล แพลทฟอร์ม SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน (BOXER) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE) พร้อมโหมดการขับขี่แบบ  X-MODE เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017 ราคาจำหน่าย รุ่น 2.0i ราคา 1,159,000 บาท รุ่น 2.0i-P ราคา 1,259,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 725 1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.subaru.asia/th

 
 

NEW CARS THAILAND : มินิ ประเทศไทย เผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ส่งตรงความแรงจากสนามแข่งสู่ท้องถนน สัมผัสขีดสุดแห่งความเร้าใจในทุกเส้นทาง

Wednesday, 22 November 2017 14:38

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แฟนๆมินิชาวไทยอีกครั้ง ด้วยการอวดโฉมรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในงาน “MINI JCW True Respect Night” พร้อมกิจกรรมมากมายให้ทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนร่วมสนุก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ณ เดอะ ลิงค์ อโศก-มักกะสัน พกความเร็วสุดเร้าใจจากสนามแข่ง สู่ความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ตในทุกการเดินทาง พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ยกระดับประสบการณ์ความแรงด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดในตระกูลมินิ เพลิดเพลินไปกับการขับขี่ได้ทั้งในแบบออนโรดและออฟโรด โดยมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน จะเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของทัพรถยนต์จากมินิ ประเทศไทย ให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันในงาน Thailand International Motor Expo 2017 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2560 นี้

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องของขนาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ความแรงของสมรรถนะ ความคล่องตัวในการขับขี่ และยังคงให้ความรู้สึกคลาสสิคของ go-kart-feeling ในแบบฉบับมินิ พร้อมยกระดับประสบการณ์ของความปราดเปรียวและประโยชน์ในการใช้งาน ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำให้ได้สัมผัส เราจึงมั่นใจว่ามินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ จะเป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ธรรมดาสำหรับลูกค้าชาวไทยอย่างแน่นอน”

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ รถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนจิตวิญญาณรถแข่งโกคาร์ทอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง ระบบช่วงล่าง และชุด aerodynamics ในแบบฉบับจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ ALL4 และขุมพลังจากเทคโนโลยี มินิ Twin Power Turbo มอบความเร็วเร้าใจด้วย            กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 6.5 วินาที ในความเร็วสูงสุด 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,500 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 161 กรัมต่อกิโลเมตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อมแป้น paddle shift บนพวงมาลัย มอบสมรรถนะรวดเร็วทันใจ ขับขี่ได้คล่องตัว พร้อมเผชิญทุกความท้าทายในทุกสภาพท้องถนน

   ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ บ่งบอกถึงสมรรถนะความสปอร์ตและความปราดเปรียว ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke ขนาด 19 นิ้ว และเอกลักษณ์จานเบรคสีแดง พร้อมด้วยโลโก้จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และชุด aerodynamics มอบความรู้สึกทรงพลังแก่รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่นี้

   ภายในมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังพกพาชุดแต่งในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ขนานแท้ที่ทำให้การขับขี่ในวันธรรมดา เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจราวกับอยู่ในสนามแข่ง ด้วยที่นั่งแบบยกสูงและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง ทั้งพวงมาลัยหนังแท้และเบาะสปอร์ตสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแม้ระหว่างขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบแสดงผล Head-Up Display อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่โดยแสดงผลข้อมูลต่างๆ โดยไม่รบกวนการมองถนน เสริมสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ด้วยความคลาสสิกสไตล์มินิอย่างแท้จริง

   นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถอุ่นใจด้วยโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ให้เลือกสรรตามความต้องการ ด้วยแพ็คเกจเริ่มต้น MSI Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

   แฟนๆ มินิและผู้ที่ชื่นชอบการชับขี่อย่างมีเอกลักษณ์ สามารถสัมผัสประสบการณ์ความเร้าใจของ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ได้ที่ผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมินิ ประเทศไทย ได้ที่เฟสบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/MINI.Thailand หรือติดต่อ MINI Contact Center ได้ที่ 1-401-269-269

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม 2 ที่สุดแห่งความสง่า The new S-Class และ The Mercedes-Maybach S-Class สัญลักษณ์แห่งผู้นำ เติมเต็มประสบการณ์ แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

Tuesday, 28 November 2017 14:54

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว2สุดยอดรถยนต์หรูแห่งยุค อย่าง รถยนต์ระดับเรือธง The new S-Class ที่สุดแห่งความสง่า มาพร้อมกับความหรูหราดีไซน์เหนือระดับความสะดวกสบายอันไร้ขีดจำกัด และระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย อันล้ำสมัยเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่สำหรับผู้นำให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และ The Mercedes-Maybach S-Class สุดยอดแห่งยนตรกรรมที่รวบรวมความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันโดยรถยนต์ The S 350 d AMG Premium นำเสนอในราคา 7.64ล้านบาท และ The Mercedes-Maybach S-Class นำเสนอในราคา 17.44ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมาThe S-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดทั่วโลก และสร้างยอดขายรวมกว่า300,000คันนับตั้งแต่ปีค.ศ.2013 และกว่า4,000,000 คันนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัว The S-Class สู่สาธารณชนซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นยนตรกรรมหรูระดับเรือธงที่เป็นศูนย์รวมของสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์นั่งทุกระดับโดย The S-Class มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น The S-Class จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้นำโดยแท้จริง”

   “และเพื่อเป็นการสานต่อปรัชญาในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้าในปีนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้พัฒนา The new S-Class ที่มาพร้อมกับมิติใหม่แห่งสุนทรียะในการขับขี่ ด้วยนวัตกรรมหลากหลายด้าน ทั้งความสะดวกสบายขณะขับขี่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistance package และความประหยัดน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำให้รถซาลูนหรูรุ่นดังกล่าวยกระดับสู่การเป็นรถยนต์ที่ “ดีที่สุด” ขึ้นไปอีกขั้นนอกจากนี้ เรายังได้นำเสนออีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมเหนือระดับรุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ในทุกมิติได้เป็นอย่างดีมาให้ลูกค้ากลุ่มผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มธุรกิจฟลีทกับโรงแรมชั้นนำของเมืองไทย เพื่อให้บริการเหล่าลูกค้าคนสำคัญ”มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์2รุ่นที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ ได้แก่รุ่น The S 350 d AMG Premium ยนตรกรรมหรูเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 6สูบเทอร์โบคู่ สุดยอดนวัตกรรมที่ทำให้เครื่องยนต์ทรงพลังมากขึ้น ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และปล่อยไอเสียน้อยลง และ Mercedes-Maybach S 560 Premium เครื่องยนต์เบนซินรหัส M 176 แบบ V8 เทอร์โบคู่ ที่มีความจุ 4.0 ลิตร พร้อมแรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร ด้วย Inner-V turbochargers ทำให้ได้ประสิทธิภาพอันทรงพลัง แต่เครื่องยนต์ไร้เสียงรบกวน ที่มาเปลี่ยนคำนิยามของความผ่อนคลายด้วยดีไซน์อันโดดเด่น ตามมาตรฐานแบบเฟิร์สคลาส พร้อมระบบอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เพื่อมอบประสบการณ์แสนสบายตลอดการเดินทางของคุณ"

   “โดยรถยนต์ทั้ง2 รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติอัจฉริยะมากมายซึ่งส่งผลให้สมาชิกลำดับล่าสุดของรถยนต์ตระกูล The S-Classและ Mercedes-Maybach ถือเป็นอีกขั้นของการพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ขับขี่กึ่งอัตโนมัติยกตัวอย่างเช่น ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ระบบช่วยนำรถเข้า-ออก จากที่จอดอัตโนมัติ ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง, ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) หรือระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า (Evasive Steering Assist) เป็นต้น” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

The new S-Class

   ดีไซน์ภายนอก ของ The S 350 d AMG Premium หรูหราทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ 3ก้าน งามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDพร้อมไฟ daytime สำหรับขับขี่กลางวันแบบ LED 3 เส้น รับกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ Multi-spoke ขนาด 20นิ้ว

   MULTIBEAM LED คือเทคโนโลยีชั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ในยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการควบคุมหลอดไฟแบบ LED จำนวน 84 หลอด ให้ปรับระดับความสว่างอย่างเป็นอิสระจากกัน โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวและคำนวณระดับ ความสว่างอัตโนมัติ และตอบสนองความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ  ที่สำคัญคือความปลอดภัยในขณะมีรถสวนทาง ด้วยระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System) ปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขับขี่และรูปแบบของถนน ระบบ ALS – Active Light System ปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ระบบ Cornering Light เพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ที่วิ่งอยู่ในเลนตรงข้าม

   นอกจากนี้ MULTIBEAM LED ยังตรวจจับทางโค้ง มุมอับสายตาได้ในระยะที่ไกลมากกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยี ULTRA RANGE ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง650 เมตรโดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่วิ่งสวนทางมา

   ดีไซน์ภายในรวมถึงบริเวณห้องโดยสารของ The new S-Class สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย ด้วยระบบ ENERGIZING Comfort Control ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก โดยเทคโนโลยีนี้จะควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม อย่าง เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง Exclusive nappa ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design ที่สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และฟังก์ชั่นอุ่นที่นั่งและระบายอากาศ ด้านบนของคอนโซลหน้าและส่วนกลางของแผงประตูหุ้มด้วยหนังnappa ที่วางแขนบริเวณคอนโซลกลางด้านหน้าและด้านหลังหุ้มด้วยหนัง nappa ผ้าหลังคาและแผงบังแดดด้านหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre ที่รองขาแบบปรับระดับ พร้อมที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลังฝั่งซ้าย รวมถึงเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าที่สามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าเพิ่มขึ้นอีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7ซม. เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

   สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารของ The S 350 d AMG Premium  มาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONICแบบ 4-ZONE ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package) ระบบ COMAND Online พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบแผนที่นำทาง (Navigation system) ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ เครื่องเล่น Blu-rayสำหรับที่นั่งด้านหลัง ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging) สำหรับที่นั่งด้านหน้า ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®surround sound system ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง

The Mercedes-Maybach S-Class

   ดีไซน์ภายนอกอันหรูหราสง่างาม โดยการคงไว้ซึ่งการออกแบบบริเวณด้านหน้าให้ยังคงความหรูหราแบบ The new S-Class เอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับโลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรงลาย3แถบเสริมโครเมียม ฝากระโปรงหน้าที่ยาว พร้อมคิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า กระจกหน้าต่างสีเขียว กรองแสงรอบคัน พร้อมกระจกนิรภัยด้านหลัง, ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System,ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก, ล้ออัลลอยแบบforgedขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรถยนต์แบบ Run-flat และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน MAGIC SKY CONTROL, ระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL พร้อมปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยโลโก้ “Maybach” บนฝากระโปรงหลังโดย Mercedes-Maybach มาพร้อมกับความยาวตัวรถประมาณ 5,462มม. (S-Classยาว 5,271มม.) ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน ยังคงเน้นการผสมผสานความหรูหรา ความนุ่มสบายขณะขับขี่ และ ความกว้างขวาง เข้าไว้ด้วยกัน โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง designo Exclusive semi-aniline,ด้านบนของคอนโซลหน้า และส่วนกลางของแผงประตูหุ้มหนัง nappa,ผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre,นาฬิกา IWC แบบอนาล็อก, พวงมาลัยนิรภัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3ก้าน หุ้มหนังสลับลายไม้ พร้อมสัญลักษณ์ MAYBACH และปุ่มควบคุมแบบ Touch Control,ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือแบบ Apple Carplay™ & Android Auto, ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย สำหรับที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® high-end 3D surround sound system

   ห้องโดยสารภายในมาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่าง แบบ climatised ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นอุ่นที่นั่งและระบายอากาศ พร้อมทั้งสามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำโดยเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้า ได้มากกว่าปกติถึง 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 เซนติเมตร เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ multi-contour ที่มาพร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ รวมถึงการเพิ่มความสบายตลอดการเดินทางให้มากยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING6 รูปแบบที่พร้อมเพิ่มความสบายในการพักผ่อนด้วยที่รองขาปรับระดับ สำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา,ตู้เย็นภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งด้านหลัง,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร,ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 4-Zone รวมถึงการช่วยเติมเต็มทุกบรรยากาศการขับขี่ด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี

   เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ Mercedes-Maybach ได้ถูกออกแบบให้ทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดเช่นเดียวกับรถยนต์ตระกูล The new S-Class พร้อมเพิ่มเติมระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night View Assist Plus) และสัญญาณป้องกันการโจรกรรม พร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ

   The S 350 d AMG Premium และ Mercedes-Maybach S 560 Premium มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยสูงสุดมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30 วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12 กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3 เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มีหลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Brake Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง ซึ่งมีเฉพาะใน The new S-Class โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ  Drive Away Assist ที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   นอกจากนี้ รถยนต์ The S 350 d AMG Premiumยังมีระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (AIRMATIC) พร้อมระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ เพื่อมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ด้วยระบบที่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ในทุกสภาวะอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยระบบนี้ ยังสามารถปรับให้เหมาะกับการขับขี่ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ในโหมดComfort และ Sport ซึ่งระบบกันสะเทือนจะถูกปรับการใช้งานให้สอดคล้องในแต่ละโหมด โดยสามารถปรับยกตัวรถได้สูงถึง 30 มม. เมื่อขับขี่บนถนนที่ขรุขระหรือมีหลุมบ่อ และระบบจะปรับตัวรถลง 20 มม. โดยอัตโนมัติเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น

·        The S 350 d AMG Premiumนำเสนอในราคา 7,640,000บาท

·        Mercedes-Maybach S 560 Premiumนำเสนอในราคา 17,440,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : อาวดี้ เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย! กับ Audi A5 Sportback และ Audi A4 Avant Black Edition ชูจุดแข็งเติมเต็มโปรดักส์ไลน์อัพ ราคาสุดคุ้มโดนใจรุกตลาดปลายปี

Thursday, 23 November 2017 13:44

 

 

 

 

 

 

 

   โค้งสุดท้ายปลายปีตลาดรถยนต์สุดคึกคัก อาวดี้ ประเทศไทย เดินหน้าสร้างความแตกต่างส่งรถ 2 รุ่นใหม่ ที่กำลังสร้างความฮือฮาทั่วโลกมาเสริมทัพเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับ Audi A5 Sportback และ AudiA4 AvantBlack Edition มั่นใจจุดแข็งผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงกลยุทธ์ด้านราคาที่ให้ความคุ้มค่าโดนใจ พร้อมยลโฉมตัวจริงได้ในงาน Motor Expo

   นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทยกล่าวว่า “บริษัทฯ ได้นำรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ไม่เคยนำเข้ามาทำตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมาก่อน มาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Motor Expo ปี นี้คือรุ่น Audi A5 Sportback และ AudiA4 AvantBlack Edition โดยรถรุ่น Audi A5 Sportback เป็นรถยนต์นั่งแบบ 5 ประตูที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นผสานความอเนกประสงค์ และความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สวยงาม สะดุดตาทุกมุมมอง ตกแต่งแบบสปอร์ต ด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line และอีกรุ่นคือ AudiA4 AvantBlack Edition ยนตรกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ด้วยบุคลิกและการตกแต่งแบบสปอร์ตเหนือระดับ ตอบสนองทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นนี้จะเป็นไฮไลท์เด่นที่สร้างความร้อนแรง และคึกคักให้กับบูธอาวดี้ ในงาน Motor Expo2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม 2560 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี”

   “การเปิดตัวยนตกรรมรุ่นใหม่ๆ นั้นเป็นไปตามกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ในเรื่องของ Product Variety ที่จะนำเสนอความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าของเรา และภายใต้นโยบาย Right Product Right Price เราได้พิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจของเรา ซึ่งต้องขอบคุณ AUDIAG ที่ให้การสนับสนุนอย่างดีทุกอย่าง ทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่ได้ประกาศไว้ ทั้งการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ การขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ การให้บริการหลังการขาย และการบริหารจัดการอะไหล่ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า รวมถึงการกำหนดราคาที่เหมาะสมทำให้ลูกค้าเป็นเจ้าของอาวดี้ได้อย่างสบายใจ”นายกฤษณะกร กล่าว

Audi A5Sportback ความลงตัวเหนือระดับ “สวยงาม สปอร์ต สะดวกสบาย”

   Audi A5 Sportback รถยนต์นั่งแบบ 5 ประตู หลังคาทรง Coupe ที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมสูง ผสมผสานจุดเด่นในด้านต่างๆ เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีความสวยงามในทุกมุมมองทั้งภายนอกและภายใน ให้อารมณ์สปอร์ต ที่น่าหลงใหล ชวนให้ขับขี่ ทั้งรูปทรงโดยรวม และการตกแต่งด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line และยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนตัวในชีวิตประจำวัน หรือใช้เป็นรถสำหรับครอบครัว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มีความความโดดเด่นเพียบพร้อม และให้ความสะดวกสบาย

   Audi A5 Sportback ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้เหนือขึ้น และดีขึ้นไปอีกทั้งรูปทรงและสมรรถนะ ตัวถังมีความยาว 4,733 มม. ความยาวฐานล้อ  2,824 มม. ความกว้าง 1,843 มม. และความสูง 1,386 มม. ฐานล้อที่ยาว และการออกแบบให้ตัวถังมีระยะโอเวอร์แฮงก์ที่สั้น ช่วยให้รถมีการขับขี่ควบคุมที่ดีขึ้น ขณะที่น้ำหนักรถลดลง 85 กก.

   ด้านหน้า Audi A5 Sportback ถูกออกแบบให้มีบุคลิกความเป็นสปอร์ตที่ชัดเจน กระจังหน้ากว้าง ส่วนการออกแบบด้านข้างเน้นเส้นสายที่คมชัด สปอร์ต ลื่นไหลเหมือนคลื่น และมีมิติจากแสงเงาที่ตกกระทบจากเสาเอ หลังคาถูกยกขึ้นในมุมที่ให้อารมณ์สปอร์ตไล่เรื่อยไปถึงด้านหลังในรูปแบบแบนเรียบ ช่วยเพิ่มมุมมองที่ดุดัน และมีแอร์โรไดนามิคที่ดี ด้านหลังคุมอารมณ์ด้วยรูปทรงเส้นสายแนวนอน 3 มิติ ช่วยให้รถดูกว้าง สปอร์ต พร้อมสปอยเลอร์ในตัวที่ช่วยทำให้รถมีหลักอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น ไฟท้ายรูปทรง 3มิติ บางเฉียบ เพิ่มความคมเข้มให้มุมมองด้านท้าย มาพร้อมเทคโนโลยีไฟแอลอีดี และไฟเลี้ยวแอลอีดีแบบไดนามิค ขณะที่ไฟเบรกดวงที่ 3 ติดตั้งไว้อย่างกลมกลืนบริเวณขอบกระจกบังลมหลัง

   ภายในAudi A5Sportbackเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียม และให้อารมณ์สัมผัสที่ดี ห้องโดยสารออกแบบให้โปร่งโล่ง นั่งสบายไม่อึดอัด โดยความยาวภายในห้องโดยสารเพิ่มขึ้น 17 มม. พื้นที่ช่วงไหล่ด้านผู้ขับเพิ่มขึ้น 9 มม. และผู้โดยสารด้านหน้าเพิ่มขึ้น 11มม. พื้นที่ช่วงเข่าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเพิ่มขึ้น 24 มม. เบาะหลังพับได้แบบ 40:20:40  เมื่อพับเบาะทั้งหมดจะเพิ่มพื้นที่การบรรทุกสัมภาระจาก 480ลิตร เป็น 1,300 ลิตร อุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานและควบคุมได้ง่าย รวมถึงระบบมัลติมีเดีย อินโฟเทนเมนท์ (MMI) ที่ใช้งานง่าย และชุดไฟเรืองแสงแบบแอมเบียนท์ไลท์ที่ตอบสนองทุกอารมณ์ถึง 30 สีให้เลือกใช้

   Audi A5Sportbackมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน TFSI2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252แรงม้า ทำงานร่วมกับ เกียร์อัตโนมัติ เอส-ทรอนิค 7สปีด คลัทช์คู่ ตอบสนองฉับไว ขับเคลื่อนล้อหน้าในรุ่น 40 TFSI และขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่น 45TFSI quattro S lineช่วงล่างมัลติลิงค์ 5 จุด ปรับปรุงใหม่ช่วยลดการสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวล และควบคุมได้ง่ายขึ้น ช่วงล่างแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งภายนอก และภายในแบบ S line หลังคา        พาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line ระบบ Comfort key พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดบานประตูท้ายโดยไม่ต้องใช้มือ ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsenพร้อมระบบเสียง 3 มิติ ราคานั้นนับได้ว่าคุ้มค่าโดนใจ โดยมีให้เลือกเป็นเจ้าของถึง 2 รุ่นด้วยกันคือรุ่น

-  A5 Sportback 40 TFSI  เครื่องยนต์เบนซิน 190 แรงม้า ราคา 3,299,000 บาท

-  A5 Sportback 45 TFSI quattro S line เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 4,299,000 บาท

Audi A4 AvantBlack Edition โดดเด่น แตกต่าง ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของชีวิตทันสมัย

   Audi A4 AvantBlack Editionเป็นรถแบบ Avant ที่เป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป การตกแต่งแบบสปอร์ต เพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย แต่ไม่ละเลยดีเอ็นเอของความเป็นอาวดี้ ที่ต้องมีบุคลิกที่โดดเด่น สวยงาม สปอร์ต และมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดี ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว จาก Audi Sport ลาย 5ก้าน สีไทเทเนียมแบบด้าน รถมีขนาดความยาว 4,725 มม. ความยาวช่วงล้อ     2,820 มม. น้ำหนักตัวลดลงสูงสุด 110 กก. ช่วยให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

   Audi A4 AvantBlack Editionถูกออกแบบโดยรวมให้มีอารมณ์ร่วมกับรุ่นอื่นๆ เน้นเส้นสายแนวนอน ช่วยให้รถดูกว้างขวาง มั่นคง ทรงพลัง กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าแอลอีดี มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เต็มคัน พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบ S Sports หุ้มด้วยหนัง Fine Nappa ตัดเย็บแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต ท้ายตัด และสง่างามยิ่งขึ้นด้วยหลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ช่วงล่างสปอร์ต แป้นเบรก และคันเร่งแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งแบบเปียโน แบล็ค พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบท้ายตัดตกแต่งด้วยหนัง Perforated ผ้าบุหลังคาสีดำ Audi A4 AvantBlack Editionมาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0TFSI ให้กำลังสูงสุด 252แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอัตราเร่ง   เร้าใจ 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 6วินาที  ความโดดเด่นในการใช้งานบรรทุกสัมภาระด้วยพื้นที่ มากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 15 ลิตร โดยที่เมื่อพับพนักพิงผู้โดยสารด้านหลังแล้วจะมีพื้นที่ความจุสูงสุดถึง 1,510 ลิตร และเพิ่มความสะดวกในการขนของขึ้นลง ด้วยความสูงห้องเก็บสัมภาระแค่ 63ซม. มาพร้อมกับราคาที่โดนใจ A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 3,249,000 บาท

   นอกจากสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น เป็นครั้งแรกในไทยแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมการให้บริการลูกค้าควบคู่กันไปด้วยแคมเปญ Audi Protection สำหรับลูกค้าทุกคนที่ซื้อรถใหม่จากทาง อาวดี้ ประเทศไทย จะได้รับการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษต่างๆ หรือนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์อาวดี้ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) และเตรียมพบกับบูธ Audi Thailand ในงาน Motor Expo 2017 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพคเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม 2560

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า เผยโฉมอันร้อนแรงของ ฮอนด้า ซีวิค สีแดงแรลลี่ ส่งท้ายปี พร้อมมอบความสุขให้ลูกค้าชาวไทยด้วยข้อเสนอพิเศษมากมาย ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34

Wednesday, 29 November 2017 16:27

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จุดประกายความร้อนแรงส่งท้ายปีด้วยการเผยโฉม ฮอนด้า ซีวิค สีใหม่ สีแดงแรลลี่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จัดแสดงพร้อมกับยนตรกรรมฮอนด้าอีก 11 รุ่น ที่ครอบคลุมทุกความต้องการและตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว พร้อมกันนี้ ฮอนด้า ยังได้มอบความสุขให้ลูกค้าชาวไทยด้วยข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ณ บูธฮอนด้า A14 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและหรูหราในสไตล์สปอร์ต โดยเฉพาะเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร VTEC TURBO และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ในรูปแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู เพื่อตอกย้ำ Sport DNA ของ ฮอนด้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายผลิตภัณฑ์ ฮอนด้า ซีวิค และในวันนี้ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ได้ถูกปลุกเร้าจิตวิญญาณความสปอร์ตให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นด้วยการแนะนำสีสันใหม่ สีแดงแรลลี่ เพื่อเอาใจกลุ่มคนที่ชื่นชอบความสปอร์ต”

   สำหรับยนตรกรรมไฮไลท์ ฮอนด้า ซีวิค มาพร้อมกับสปิริตความสปอร์ตที่ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยสีแดงแรลลี่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย นำเสนอใน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น TURBO RS  เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และรุ่น 1.8 EL เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ในราคาเท่าเดิม

   ทั้งนี้ ฮอนด้า ยังได้จัดแสดงกลุ่มยนตรกรรม SUV ที่พร้อมเติมเต็มในทุกระดับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ดีไซน์ภายนอกผสานความหรูหราและความแข็งแกร่งในทุกมิติ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อน ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ฮอนด้า เอชอาร์-วี ดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัยสไตล์สปอร์ต ภายในกว้างขวางสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม พร้อมพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ และ ฮอนด้า บีอาร์-วี มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่งในทุกมิติ และช่วงล่างยกสูงสไตล์รถ SUV ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับทุกการใช้งาน ทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

  นอกจากยนตรกรรมฮอนด้าทั้ง 12 รุ่น ที่นำมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด ฮอนด้ายังได้จัดแสดงเทคโนโลยี ฮอนด้า คอนเนค เป็นครั้งแรกภายในงานนี้ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยี Telematics มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และรถยนต์สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และที่สำคัญที่สุด ระบบยังแสดงสถานะความพร้อมของรถยนต์ และข้อมูลลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในตลอดทุกการเดินทาง นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ฮอนด้าตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบความสุขให้กับการใช้ชีวิตของทุกคนในสังคม

   “จากการมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิตที่หลากหลาย รวมถึงการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้สดใหม่อยู่เสมอ ฮอนด้า จึงได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด โดยได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ จาก TAQA ติดต่อกันถึง 5 ปี และคาดหวังว่าเราจะได้รับรางวัลนี้ในปีนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังสามารถครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังจะก้าวสู่การเป็นผู้นำติดต่อกันเป็นปีที่ 3” นายพิทักษ์ กล่าวเสริม

   ตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้ามาโดยตลอด ฮอนด้า จึงขอมอบข้อเสนอพิเศษให้กับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นตั้งแต่วันนี้จนถึง
31 ธันวาคม 2560 ทั้งภายในงานและที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ดังนี้

ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น* อาทิ

  • ฮอนด้า บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ ดอกเบี้ย 19%
  • ฮอนด้า ซิตี้ ดอกเบี้ย 79%
  • ฮอนด้า แจ๊ซ ซีวิค ซีอาร์-วี และ โมบิลิโอ ดอกเบี้ย 99%
  • ฮอนด้า บีอาร์-วี และ เอชอาร์-วี ดอกเบี้ย 79%
  • ฮอนด้า แอคคอร์ด และ แอคคอร์ด ไฮบริด ดอกเบี้ย 19%

 

พร้อมแคมเปญพิเศษเพิ่มเติม* อาทิ

  • แคมเปญ Honda Winter พาเธอเที่ยว รับกระเป๋าเดินทาง Samsonite ขนาด 29 นิ้ว รุ่น NIAR SPINNER 7/29 EXP มูลค่า 16,900 บาท เมื่อออกรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น
  • ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าเจ้าของ
    รถยนต์ฮอนด้า รับดอกเบี้ยพิเศษลดลง 15% จากลูกค้าทั่วไปตามตารางรายการส่งเสริมการขาย
    เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ
  • แคมเปญ ฮอนด้า ช่วยผ่อน ได้แก่

            - ฮอนด้า บริโอ้ และบริโอ้ อเมซ ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า โมบิลิโอ ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า บีอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 2,000 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า เอชอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน

  • ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ เพิ่มทางเลือกแคมเปญชุดแต่งรอบคันโมดูโล (Modulo Sport Aero Package) มูลค่า 16,050 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
  • ฮอนด้า โมบิลิโอ สำหรับลูกค้าที่จองรถรุ่น โมบิลิโอ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รับตุ๊กตาหมีโมบิลิโอ ขนาด 36 นิ้ว มูลค่า 6,000 บาท
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และขยายสิทธิพิเศษ
    บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และสามารถเลือกรับแคมเปญส่งเสริมการขายต่อไปนี้เพิ่มเติม ได้แก่ Family Reward Package มูลค่า 10,000 บาท (ประกอบด้วย บัตรของขวัญในเครือโรงแรมเซ็นทารามูลค่า 5,000 บาท บัตรน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท และบัตรรับประทานอาหาร MK มูลค่า 2,000 บาท) หรือ เลือกรับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท

   ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธจัดแสดงยนตรกรรมฮอนด้า พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 ณ บูธฮอนด้า A14 อาคารชาเลนเจอร์ 2  อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน –  11 ธันวาคม 2560 และพบกับข้อเสนอเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.honda.co.th

หมายเหตุ* รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาการขายภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ชูที่สุดแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายในการขับขี่

Tuesday, 07 November 2017 16:55

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่ออีกหนึ่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมยานยนต์ในเซ็กเมนต์พรีเมียม พร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่รถยนต์หรูที่พร้อมสืบทอดเอกลักษณ์สุดสร้างสรรค์ของหนึ่งในสุดยอดรถยนต์ต้นแบบจากบีเอ็มดับเบิลยู โดยมาพร้อมกับ การพัฒนาและปรับปรุงอย่างรอบด้านในทุกแง่มุม

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “เพื่อปูทางไปสู่งาน Motor Expo 2017ที่จะถึงนี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แนะนำอีกหนึ่งสมาชิกใหม่จากจากทัพยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ที่โดดเด่นด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมและงานออกแบบที่หรูหราเหนือใคร บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่คือส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบระหว่างความสะดวกสบายสุดพรีเมียมและการใช้งานที่ตอบโจทย์ พร้อมด้วยสไตล์การขับขี่อันปราดเปรียวในแบบของรถสปอร์ต ที่พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสความเพลิดเพลินในการขับขี่ทางไกล พร้อมไปกับความสะดวกสบายและเสน่ห์ในสไตล์ของรถยนต์คูเป้อย่างครบถ้วน”

   รถยนต์ Gran Turismoรุ่นดั้งเดิมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยแบบรอบด้านจากรูปลักษณ์ของตัวถัง เข้ากับความสะดวกสบายและพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ จึงพร้อมมอบประสบการณ์สุดผ่อนคลายบนทุกเส้นทาง จุดเด่นทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาขัดเกลาและรวบรวมไว้ในรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 6 Gran Turismoที่ต่อยอดจากความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoทั้งในด้านความหรูหราแบบสปอร์ต อุปกรณ์และฟีเจอร์ทันสมัย ระบบการควบคุมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยความปราดเปรียวและประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

เบากว่า สปอร์ตกว่า พร้อมสะดวกสบายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

   ด้วยการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมและเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถและแชสซี บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่จึงมีน้ำหนักลดลงจาก    รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

   เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ดีไซน์เน้นย้ำสัดส่วนปราดเปรียวและเส้นสายเรียบหรู

   ด้านหน้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและทรงพลังด้วยเลนส์ไฟหน้า LED ที่ทอดยาวไปจนถึงกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว   จะเห็นได้ถึงความหรูหราสไตล์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู โดดเด่นด้วยฟีเจอร์คุ้นตาเช่นฝากระโปรงหน้าทรงยาว ห้องโดยสารที่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวรถ ประตูที่มาพร้อมกับหน้าต่างแบบ  ไร้กรอบ และแนวขอบหน้าต่างที่ลากยาวไปจนถึงท้ายตัวรถ ส่วนหลังคารถลาดเทลงมาบรรจบกับส่วนท้ายรถในสไตล์โฉบเฉี่ยวแบบรถยนต์คูเป้ ขณะที่ช่วงท้ายรถเองก็มีความสูงลดลงถึง 64 มิลลิเมตร ด้านไฟท้ายออกแบบมาในสไตล์สามมิติ เสริมความโดดเด่นให้น่าค้นหายิ่งขึ้น ชุดแต่ง M Aerodynamics ขับเน้นบุคลิกความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครยิ่งขึ้น

สุดยอดส่วนผสมแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางไกล   และประโยชน์ใช้สอย

   ภายในรถถูกออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ พร้อมด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ เบาะที่นั่งยกสูงเปิดมุมมองที่ครอบคลุมทุกทิศทางให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่การจัดวางฟังก์ชั่นการควบคุมต่างๆ เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์อย่างไร้ที่ติ จึงสร้างความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้ถึงขีดสุด เส้นสายต่างๆ วัสดุที่ใช้ และความประณีตแม่นยำในการตกแต่ง เสริมความพรีเมียมหรูหราให้กับห้องโดยสารยิ่งขึ้น ส่วนห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ประกอบไปด้วย 3 ที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40 : 20 : 40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย ส่วนฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบบันเทิงได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control)

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 4,739,000 บาท พร้อม BSIStandard ให้บริการบำรุงรักษา3ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ม่จำกัดระยะทาง

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

More Articles...

Page 1 of 15

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )