Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : HONDA JAZZ รุ่นปรับโฉมใหม่ พร้อมเพิ่มรุ่น RS แต่งสไตล์สปอร์ตเป็นครั้งแรก!

Thursday, 18 May 2017 09:24

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ฮอนด้า แจ๊ซ รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งพัฒนาต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้นจาก ฮอนด้า แจ๊ซ เจเนอเรชั่นที่ 3 เพื่อตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมแฮทช์แบ็ก 5 ประตูยอดนิยม ด้วยดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ทันสมัยยิ่งขึ้น อาทิ กระจังหน้าและกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED และพิเศษกับการแนะนำรุ่น RS ที่มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบเฉพาะในสไตล์สปอร์ตรอบคัน

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในวันนี้ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ได้รับการพัฒนาต่อยอดไปอีกขั้นจาก ฮอนด้า แจ๊ซ เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี เช่นเดียวกับเจเนอเรชั่นอื่นๆ ที่ผ่านมา สมกับเป็นยนตรกรรมแฮทช์แบ็ก 5 ประตูยอดนิยม และเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าหลักของฮอนด้า แจ๊ซ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีไลฟ์สไตล์หลากหลายและใช้ชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัด ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตมากยิ่งขึ้น และพิเศษกับครั้งแรกในการแนะนำรุ่น RS ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะในสไตล์สปอร์ตรอบคัน และครั้งนี้ ฮอนด้า ยังมาพร้อมกับแคมเปญ DO IT WITH MY JAZZ ที่ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกเพื่อถ่ายทอดความเป็นตัวตนของคุณอย่างไร้ขีดจำกัดกับฮอนด้า แจ๊ซ ผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบอีกด้วย”

   ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากขึ้น ด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ เสริมความสปอร์ตภายในห้องโดยสารด้วยเบาะนั่งสีดำลายใหม่

   พิเศษกับครั้งแรกในการแนะนำ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ รุ่น RS นำเสนอความสปอร์ตในทุกมุมมอง ด้วยการออกแบบดีไซน์เฉพาะสไตล์ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมสัญลักษณ์ RS ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกและกันชนหลังแบบสปอร์ตในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น RS กระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม และสีภายนอกใหม่ สีส้มฟีนิกซ์ เฉพาะรุ่น RS

   พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่งอัลตร้าซีท สามารถพับและปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้ถึง 4 โหมดการใช้งาน พร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ มาตรวัดเรืองแสง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น เป็นต้น

   พลังขับเคลื่อนสุดเร้าใจในทุกการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตรที่  4,700  รอบต่อนาที ผสานระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้อัตราเร่งและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมระบบช่วยขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ECO Assist รองรับพลังงานทางเลือก E85

   มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน อาทิ โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)  และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ เป็นต้น

   ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ มีทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่ รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท รุ่น RS ราคา 739,000 บาท รุ่น V+ ราคา 694,000 บาท รุ่น V ราคา 654,000 บาท รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 555,000 บาท และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีขาวทาฟเฟต้า สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวออร์คิด (มุก) และสีใหม่ คือ สีส้มฟีนิกซ์ (มุก)

   นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมรับชม Online Preview “DO IT WITH MY JAZZ” พร้อมทั้งการแนะนำ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ในวันนี้ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ที่ newjazz.honda.co.th ในรูปแบบ Multi-view และ Facebook Fanpage Enjoy Honda Thailand ดำเนินรายการโดยพิธีกรรับเชิญสุดพิเศษซาร่า-นลิน ไฮเลอร์ และแคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ มาพร้อมแคมเปญออนไลน์ DO IT WITH MY JAZZ”
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ลูกค้าจะได้ร่วมถ่ายทอดการใช้ชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัดในสไตล์ของคุณเองกับฮอนด้า แจ๊ซผ่าน Social Media พร้อมติด hashtag #doitwithmyjazz และ #newhondajazz  แล้วตั้งค่าเป็นสาธารณะ (Public) เพื่อร่วมสนุกและลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 2560

   พบกับ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.honda.co.th/jazz

 
 

NEW CARS THAILAND : LEXUS ES300h รุ่นปรับปรุงโฉม

Sunday, 02 August 2015 12:06

 

 

 

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำยนตกรรม ซีดานระดับหรู LEXUS ES300h รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราอย่างลงตัวใน พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ สร้างนิยามใหม่ของรถซีดานหรู ภายใต้แนวคิด “The Finest of Comfort” ประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และโดดเด่นด้วยขุมพลัง Full Hybrid ในแบบฉบับของเลกซัส

ภายนอกสปอร์ต โฉบเฉี่ยว สะกดทุกสายตา

- กระจังหน้า และกันชนหน้า ดีไซน์ใหม่ ... สัญลักษณ์แห่งความดุดัน ให้ความโดดเด่นเหนือใคร

- ไฟหน้า LED headlamps เพิ่มทัศนวิสัยยามค่ำคืน 

- Daytime Running Lights… รูปแบบโฉบเฉี่ยวในสไตล์หัวลูกศร ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ในเวลากลางวัน

- ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ชุดไฟท้าย รูปตัว L สัญลักษณ์ความเป็นเลิศของเลกซัส พร้อมด้วย Active brake lamps  เพิ่มความปลอดภัย เมื่อรถเบรกกระทันหัน

- ล้ออลูมินัมขนาด 17 นิ้ว* ดีไซน์โดดเด่น ผสมผสานสีเทา-ดำเมทัลลิคอย่างลงตัว ดุจงานฝีมือชั้นเลิศ

ภายในเรียบหรู สไตล์อัครสถานส่วนบุคคล

- Rear seat space เพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะนั่งด้านหน้าให้บางขึ้น เพื่อขยายพื้นที่วางขาด้านหลัง พร้อมไฟส่องสว่างแบบ LED บริเวณพื้นที่วางขา เพิ่มความสะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถ

- ระบบปรับสภาพอากาศ 3-Zone air conditioning* ... ควบคุมระบบอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแบบอิสระ 3 โซน สำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารด้านข้าง และบริเวณที่พักวางแขนตรงกลางด้านหลัง

- ระบบกรองอากาศ NANOE … ช่วงยับยั้งเชื้อโรค ขจัดกลิ่น และถนอมผิวให้ชุ่มชื้น ทั่วทั้งห้องโดยสาร

- ม่านบังแดดกระจกหลังแบบไฟฟ้า... ลดระดับอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ปลอดภัยทุกเส้นทาง

- เบาะนั่งด้านหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง*... สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

- นาฬิกา LED แบบอนาล็อก... สะท้อนภาพลักษณ์ของเลกซัส เที่ยงตรง แม่นยำ และเรืองแสงยามค่ำคืน

- Remote Touch Interface* ควบคุมการสั่งงานภายในรถ ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

- พวงมาลัยลายไม้ธรรมชาติ พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย (Wood steering wheel)... สั่งการและควบคุมระบบต่างๆ ภายในรถได้ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

- จอแสดงผลข้อมูล MID และ มาตรวัด Optitron ดีไซน์ใหม่ สวยหรู แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด

- ระบบแผนที่นำทาง*

- ระบบบลูทูธ

เทคโนโลยีความปลอดภัยมาตรฐานโลก

- ระบบเตือนเมื่อมีรถด้านหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)*… ในขณะถอยรถ หากมีรถอยู่ด้านหลัง ระบบจะส่งสัญญาณเตือน ด้วยเสียง และสัญลักษณ์บนกระจกมองข้างด้านนั้นๆ

- ระบบช่วยเปลี่ยนเลน พร้อมสัญญาณเตือนมุมอับสายตา (Lane Change Assist + BSM)*... ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบว่ามีรถอยู่เลนข้างๆ หรือมุมอับสายตา

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

- เครื่องยนต์ ระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-i ที่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ทำงานเงียบและปล่อยไอเสียต่ำสุด เป็นแบบแถวเรียง 4 สูบขนาด 2.5 ลิตร  ความจุกระบอกสูบ 2,494 ซีซี แรงม้าสูงสุด 160 กิโลวัตต์ ที่ 5,700 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด    213 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อน E-CVT (Electrically-controlled Continuously Variable Transmission)

- มาตรฐานไอเสียยูโร 5

ราคาจำหน่ายLEXUS ES300h  

- ES300h Premium      3,970,000                บาท

- ES300h Luxury         3,500,000                บาท

*พิเศษสุด!! พร้อมรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับสิทธิ์เป็นสมาชิก LEXUS Club

สำหรับลูกค้าเลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการและอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย เลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ทั้ง 10 แห่ง ทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : NISSAN MARCH & ALMERA เพิ่มความโดดเด่นและหรูหรา

Monday, 14 September 2015 14:00

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  ได้แนะนำนิสสัน อีโคคาร์ โฉมใหม่ ทั้งนิสสัน มาร์ชและ นิสสัน อัลเมร่า  เพิ่มความ โดดเด่น โดนใจ  ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไดมอนด์ แอลอีดี  (Diamond LED Daytime Running Lights)  พร้อมความคุ้มค่าและทันสมัยด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

   นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและครองใจลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศไทยตั้งแต่เปิดตัวในปี 2553 และปี 2554 ตามลำดับ มียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 240,000 คัน  โดยรถยนต์นิสสัน มาร์ช  ซึ่งเป็นรถอีโคคาร์ รุ่นแรกของเมืองไทย  ยังคงครองตลาดด้วยความโดดเด่น ขับสนุก ล้ำสมัย ขณะที่นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อีโคคาร์ซีดาน 4 ประตู รุ่นแรกของประเทศไทยครองยอดจำหน่ายสะสมในตลาดสูงสุด  ด้วยความโดดเด่นจากห้องโดยสารที่กว้าง  ล้ำสมัย มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมแต่ประหยัดน้ำมัน โดยทั้งสองรุ่นผลิตในประเทศไทยและส่งออกไปสู่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความสำเร็จของทั้งสองรุ่นจากตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

   นิสสัน มาร์ชใหม่ และ นิสสัน อัลเมร่าใหม่ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ โดยเพิ่มความสวยหรู ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไดมอนด์ แอลอีดี (Diamond LED Daytime Running Lights) ใหม่ สำหรับ  นิสสัน อัลเมร่า ยังได้เพิ่มคิ้วโครเมียมขอบประตู ทำให้มุมมองรอบคันสวยเฉียบหรู ขณะที่ภายในห้องโดยสารมีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน ให้ความสะดวกสบาย ทั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อม MP3 อุปกรณ์เชื่อมต่อ Aux-in/USB กุญแจ Intelligent Key ที่สามารถเปิดกระโปรงท้ายรถได้ ปุ่ม Push Start  กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะ

   ด้านขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC-CVT ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล เต็มสมรรถนะ อัตราเร่งดี มีอัตราประหยัดน้ำมันถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร และด้วยเทคโนโลยี นิสสัน เพียว ไดร์ฟ (PURE DRIVE) ทำให้ปล่อยมลพิษต่ำคือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่าระดับมาตรฐาน EURO 4 พร้อมอุ่นใจได้เสมอ ด้วยแนวคิดยานยนต์ปกป้องชีวิต Safety Shield และระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ถุงลม SRS คู่หน้าในทุกรุ่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA ภายใต้โครงสร้าง ZONE BODY CONCEPT ที่เน้นความแข็งแกร่งปกป้องสูงสุดเพื่อลดความเสียหายขณะเกิดอุบัติเหตุ

   นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า โฉมใหม่ มีให้เลือกใน 3 รุ่นคือ EL, V, และ VL โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 518,500 บาท และเริ่มต้นที่ 543,000 บาท สำหรับอัลเมร่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600 โชว์รูมนิสสัน ทั้ง 213 แห่งทั่วประเทศ หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : MG 6 รูปลักษณ์ใหม่ สไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม

Wednesday, 16 September 2015 14:34

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี แบรนด์รถยนต์อังกฤษที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 90 ปี รุกตลาดต่อเนื่องด้วย  MG 6 รุ่นใหม่ในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม  ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอ็มจีในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

   MG6 ถือเป็นทางเลือกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็ค โดยมีเลือก 2 แบบคือ รุ่นฟาสต์แบ็ค และรุ่นซีดานที่มีเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นแบรนด์รถยนต์จากอังกฤษของเอ็มจีได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยใหม่ ๆ อาทิ ระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto-Leveling Headlights) ระบบแจ้งเตือนทิศทางของพวงมาลัยหลังสตาร์ทเครื่องยนต์ (Steering Wheel Reminder) ไฟส่องสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว (Cornering Lights) ระบบทำความสะอาดไฟหน้า (Headlight Washer) และระบบควบคุมแรงบิดของล้อในขณะเข้าโค้ง (Dynamic Wheel Torque Control) ที่เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อต้องหักหมุนพวงมาลัยเพิ่มขึ้นในขณะเข้าโค้ง

   NEW MG6 แรงเร้าใจด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 16 วาล์ว 4 สูบ ขนาด 1,796 ซีซี โดยให้กำลังสูงสุดถึง 161 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด DCT (Dual Clutch Transmission) ที่ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   NEW MG6 ทั้งในรุ่นฟาสต์แบ็คและซีดาน รุ่น C, D และ X พร้อมซันรูฟ มาพร้อมราคาที่เร้าใจ เริ่มต้นตั้งแต่ 818,000 – 1,380,000 บาท พร้อมการรับประกันนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร และมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงตลอดช่วงเวลารับประกัน

 
 

NEW CARS THAILAND : HYUNDAI H-1 Limited เสริมเสน่ห์ความสปอร์ตด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

Monday, 27 July 2015 14:32

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เตรียมเปิดตัวรถใหม่ The New Hyundai H-1 Limited ซึ่งเป็นรถ Sport MPV ที่มีลุคความเป็นสปอร์ต ดุดันทั้งภายในและภายนอก มาพร้อมสีพิเศษ ขาว Creamy White ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มครอบครัวพรีเมี่ยมยุคใหม่ ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย หรูหราในแบบสปอร์ตได้อย่างลงตัว  Hyundai H-1 Limited พร้อมจะเปิดตัวให้ลูกค้าได้สัมผัสและเปิดรับจองเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2015 ระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2558 ณ อาคารแสดงสินค้าไบเทค บางนา และที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ

 

   The New Hyundai H-1 Limited เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ขนาดใหญ่ ที่แตกไลน์มาจากรุ่น Hyundai H-1 Series โดยมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานมาจากรุ่น H-1 Deluxe ซึ่งเป็นรถครอบครัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด  โดย H-1 Limited โดดเด่นกว่าด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่ยกระดับให้พรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถ MPV แบบครอบครัว ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะและประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่าคุ้มราคา ในแบบที่หรูหรา และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   H-1 Limited เป็นรถ MPV ที่ได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ภายนอกมาพร้อมสีขาว Creamy White  ซึ่งเป็นสีพิเศษที่มีเฉพาะรุ่น H-1 Limited เท่านั้น สะท้อนรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่น หรูหรามากยิ่งขึ้น  พร้อมด้วยล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว สีพิเศษ Hyper Black ที่เพิ่มความสปอร์ต หรูหรา และดุดันกว่าเดิม  ด้านท้ายเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้วย โลโก้ตัวอักษรโครเมี่ยมใหม่ “LIMITED” บ่งบอกถึงความมีรสนิยมที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

   ภายในมีการปรับเปลี่ยนลายไม้ใหม่ที่คอนโซลกลางเป็นสีเทาเข้ม เพิ่มความหรูหรา ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเบาะหนังลายใหม่สีเทาและพรมปูพื้นที่นุ่มนวลสีเทาเข้มเต็มคัน ที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับคอนโซลกลาง  ดูกลมกลืน เรียบหรูแบบมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยพวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย ทำให้ H-1 Limited มีความลงตัวแบบสปอร์ต เรียบหรูทั้งภายนอกและภายใน

   H-1 Limited ใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ Hyundai H-1 Series ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร แบบ Commonrail Direct Injection พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน VGT ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 175 แรงม้า และแรงบิด 441 นิวตันเมตร มั่นใจได้ในเรื่องของสมรรถนะและอัตราเร่ง ที่สามารถตอบสนองได้อย่างทันใจ คล่องตัวในทุกช่วงความเร็ว  ซึ่งการเปิดตัว H-1 Limited ในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ด้วยความโดดเด่นของตัวรถที่ลงตัวในเรื่องของสมรรถนะ รูปโฉมภายนอก และภายใน ที่ให้อารมณ์สปอร์ตและหรูหราอย่างเห็นได้ชัด

   H-1 Limited จะเปิดรับจองเป็นครั้งแรกในงาน Big Motor Sale 2015 ระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2558 ในจำนวนจำกัดและมีเพียงสีพิเศษ ขาว Creamy White เพียงสีเดียวเท่านั้น ท่านใดสนใจสามารถเข้ามาเยี่ยมชม H-1 Limited และรถยนต์ฮุนไดรุ่นอื่นๆที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษได้ที่บู๊ธรถยนต์ฮุนได A20 ในงาน Big Motor Sale ณ อาคารแสดงสินค้าไบเทค บางนา ฮอลล์ 104-105 หรือที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป

 
 

NEW CARS THAILAND : TATA Super Ace Mint ครบเครื่อง เรื่องการใช้งาน

Monday, 21 September 2015 02:55

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัวTATA Super Ace Mint รถบรรทุกขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงสมมรรถนะและเสริมความสะดวกสบายในการใช้งาน

    TATA Super Ace Mint ใช้เครื่องยนต์ดีเซล DiCor รุ่นใหม่ แบบคอมมอนเรล ขนาด 1.4 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไดเรคอินเจคชั่น พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 70 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,750 รอบ/นาที และให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ แร็คแอนด์พิเนี่ยน ให้ความปลอดภัยมากขึ้นจากแกนพวงมาลัยแบบยุบตัว

 

   รถบรรทุกเล็กอย่าง Super Ace Mint ที่เปิดตัววางจำหน่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอด หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงสำหรับ Super Ace  เนื่องจากเป็นรถบรรทุกอเนกประสงค์ ที่มีความคล่องตัวสูง ใช้งานได้ทุกพื้น โดยไม่ติดเวลา ทำให้ ทาทา ตัดสินใจพัฒนา Super Ace Mint ขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น และยังเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังให้ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4 สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ทาทาทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำภาพผู้นำยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า เปิดตัว The E 350 e ซีดานหรูรักษ์โลก !

Monday, 15 May 2017 11:39

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า เปิดตัวรถยนต์รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz”   The E 350 e ที่มาเติมเต็มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan  โดยรถยนต์รุ่นนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยอันเป็นเลิศ พร้อมอัตราการปล่อย CO2 ที่ 49-57 กรัม/กิโลเมตร มีให้เลือกสรรถึง 3 ดีไซน์ ได้แก่ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมล้ำสมัยที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ สิ่งที่ดีที่สุด (THE BEST)” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้วางรากฐานไว้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานไปจนถึงปี 2025 โดยในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมไฟฟ้าที่ครบครันมากที่สุดอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz อย่าง The E 350 e ยนตรกรรมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่มาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้เปิดตัว The S 500 e และ The C 350 e ให้คนไทยได้สัมผัสเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมที่นำเสนอรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่หลากหลายครอบคลุมทั้งในกลุ่ม Contemporary Luxury และ SUV ซึ่งจากการเปิดตัว The E 350 e ในครั้งนี้ จะทำให้ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz เป็นจำนวนกว่า 12 รุ่น หลังจากที่ได้เปิดตัว 9 รุ่น อย่าง C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Estate, S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic มาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา”

   “The E-Class นับเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Contemporary Luxury ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ที่มีทุกองค์ประกอบสอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลัก Sensual Purity รวมถึงเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ล่าสุด ยกระดับแนวคิดการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติไปอีกขั้น ซึ่งสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด The E 350 e นั้น ยังคงมาพร้อมรูปลักษณ์อันโดดเด่น สมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยอันเป็นเลิศ ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมมอบสุนทรียะทุกครั้งที่ขับขี่”

   Mercedes-Benz E 350 e คือ รถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด นวัตกรรมด้านยานยนต์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับ The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic ที่โดดเด่นในเรื่องสมรรถนะและอัตราการใช้พลังงานที่เยี่ยมยอด โดยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น The E 350 e ผ่านการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยสำนักงาน TÜV (สำนักงานตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิคแห่งประเทศเยอรมนี - the German Technical Inspection Authority) และได้รับใบรับรองด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งใบรับรองดังกล่าวให้การรับรองรถยนต์รุ่น The E 350 e ว่าผ่านการประเมินระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ซึ่งในกระบวนการตรวจสอบแบบองค์รวมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำรถยนต์ไปตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้วัดอัตราการใช้พลังงานหรืออัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะขับขี่เท่านั้น แต่ยังวัดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ผลการวิเคราะห์เปิดเผยว่ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น The E 350 e ที่ใช้เครื่องยนต์แบบไฮบริดและได้รับการประจุพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐานของทวีปยุโรปนั้นมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์ (นับตั้งแต่กระบวนการผลิตวัสดุสำหรับประกอบเป็นรถยนต์, กระบวนการประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถยนต์, การขับขี่เป็นระยะทาง 250,000 กิโลเมตรโดยใช้เกณฑ์การคำนวณค่าการปล่อยไอเสียตามมาตรฐานสากล และกระบวนการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์) ต่ำกว่ารถยนต์รุ่น E 350 CGI ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและใช้เครื่องยนต์แบบเชื้อเพลิงฟอสซิลถึงร้อยละ 44 และหากใช้แต่พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อประจุแบตเตอรี่แล้ว ค่าความแตกต่างดังกล่าวจะสูงถึงร้อยละ 63 นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ ยังมีอัตราการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหลัก (น้ำมัน) ต่ำกว่ารถยนต์รุ่น E 350 CGI ที่ร้อยละ 31 ถึง 48 ตลอดอายุของผลิตภัณฑ์อีกด้วย

   รถยนต์ The E 350 e มาพร้อมกับความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์ (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์

ดีไซน์ภายนอก

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามอย่างมีระดับตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ  (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG,  ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ซึ่งล่าสุดเทคโนโลยี MULTIBEAM LED ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เลือกใช้กับรถยนต์ในตระกูล The E-Class นั้น ได้รับรางวัล “Red Dot Award” ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกด้านการออกแบบ โดยรางวัลนี้ถือเป็นเครื่องรับรองถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตบรรจง มีการใช้นวัตกรรมอันล้ำสมัย ผสานทั้งคุณภาพและสุนทรียะเข้าไว้อย่างลงตัว ซึ่งเทคโนโลยีไฟหน้า MULTIBEAM LED ถือเป็นก้าวสำคัญทางวิศวกรรมยานยนต์ โดยโคมไฟหน้าแต่ละโคมจะประกอบด้วยหลอดไฟแอลอีดีประสิทธิภาพสูงจำนวน 84 หลอดที่ทำงานได้อย่างเป็นอิสระชุดไฟหน้าจะสามารถส่องพื้นถนนข้างหน้ารถได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีระดับความเข้มของแสงที่สว่างและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยที่ไม่รบกวนสายตาของผู้สัญจรท่านอื่นๆ ซึ่งนอกเหนือจากลำแสงที่เปล่งออกมาอย่างสง่างามเร้าอารมณ์ และมีความร่วมสมัยแล้ว เทคโนโลยีไฟหน้า MULTIBEAM LED ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสที่ล้ำสมัยและมีความอัจฉริยะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเรียงตัวของชุดไฟสำหรับการขับขี่ตอนกลางวันที่มีลักษณะโค้งเป็นวงคล้ายคิ้วของมนุษย์ รวมไปถึงการประกอบชุดโคมไฟโดยใช้วัสดุคุณภาพสูง ซึ่งส่งผลให้รถยนต์ซีดานรุ่นนี้มีภาพลักษณ์ที่สง่าและโดดเด่น

ดีไซน์ภายใน

   สำหรับห้องโดยสารของ The E-Class นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ    บริษัทฯ ด้วยการคว้ารางวัลจากงาน Automotive Interiors Expo Awards ประจำปี 2016 ในด้าน “ห้องโดยสารยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง  (the best interior of a standard-productionautomobile)” และ นวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี จากผลงานการออกแบบแผงควบคุมระบบสัมผัสบนคอพวงมาลัยในรถยนต์ The E-Class อีกด้วย ซึ่งห้องโดยสารของรถยนต์ The E-Class คือผลลัพธ์ของการตีความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวางและเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญา Sensual Purity ของแบรนด์ โดยรถยนต์ตระกูลอี-คลาสรุ่นมิได้เป็นเพียงรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน สถานที่ที่ 3 (third place)” นอกเหนือไปจากบ้านและสถานที่ทำงาน ที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถใช้เวลาเพลิดเพลินกับความหรูหราและร่วมสมัยได้ตลอดการเดินทาง

   โดยสำหรับรถยนต์รุ่น The E 350 e ได้รับการออกแบบให้เบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ  The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  เพิ่มความพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดียนั้น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   The E 350 e มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless  charging for mobile phone) โดย The E 350 e Avantgarde จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ในขณะที่ The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง รวมถึงระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ที่ติดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่นนี้อีกด้วย

   The E 350 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

- The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท
- The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท
- The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : SUBARU FORESTER เอสยูวีสายพันธุ์แรง ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้าน

Monday, 27 April 2015 15:45

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ SUBARU FORESTER 2.0i-L ราคา 1.69 ล้านบาท และ  SUBARU FORESTER 2.0XT ราคา 2.42 ล้านบาท ความสมบูรณ์แบบของรถยนต์เอสยูวีจากซูบารุ เจ้าของรางวัล SUV of The Year 2014 จาก Motortrend ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความสะดวกสบายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ได้อย่างลงตัวทั้งวันทำงานและวันพักผ่อน

   SUBARU FORESTER ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ 4 สูบ โดยรุ่น 2.0i-L มาพร้อมกับขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 150  แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 198 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที และรุ่น2.0XTมาพร้อมกับระบบ DIT (Direct Injection Turbo)  ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 240  แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,400 – 3,600 รอบต่อนาที  พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร และระบบการควบคุมการขับเคลื่อน X-Mode ที่ควบคุมระบบการทำงานของรถในทุกสภาพการขับขี่

   สะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบ SI-Drive (Subaru Intelligent Drive) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนื่อกว่า อาทิ ระบบแสดงข้อมูลแบบ Hi-Grade Multi-Function Display , ระบบเครื่องเสียง ‘Harman/Kardon’ ระดับ 400 วัตต์ มาพร้อมลำโพง 8 ตัว , ระบบไฟฟ้าควบคุมการปิดเปิดประตูท้ายอัตโนมัติพร้อมระบบความจำ  , ระบบฉีดล้างไฟหน้า  พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติและระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ  , บนหลังคาติดตั้ง Sunroof  หลังคาแก้วแบบเปิดกว้างถึงเบาะตอนหลังและติดตั้งราวหลังคาบรรทุกของ , พวงมาลัยเป็นแบบ Multifunction  พร้อมปุ่มเชื่อมต่อโทรศัพท์  ปุ่ม Cruise Control และ SI-Drive , ระบบเครื่องปรับอากาศ Dual-Zone  และเบาะหลังสามารถพับได้ 60/40 2  วิธี  คือการดึงสลักที่ตัวเบาะหรือการกดปุ่ม one touch folding  ที่อยู่บริเวณพื้นที่เก็บสัมภาระ

   สัมผัสสมรรถนะของเอสยูวีคุณภาพสูง SUBARUFORESTER ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 725 1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.motorimage.net

 
 

NEW CARS THAILAND : ALL-NEW TOYOTA FORTUNER เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทย

Thursday, 16 July 2015 13:17

 

 

 

 

 

 

 

   TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 1 เปิดตัวสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi-Purpose Vehicle” สามารถสร้างปรากฏการณ์ เป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ประเภท PPV ในประเทศไทย และในตลาดต่างประเทศ ด้วยชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับ ในคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก สมรรถนะการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน ประโยชน์ใช้สอยและคุ้มค่า ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว จนสามารถครองใจลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

   TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 1 ได้รับความนิยมในประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นกว่า  220,000 คัน และยืนยันด้วยรางวัลด้านคุณภาพมากมายทั้ง รางวัล เจ.ดี.พาวเวอร์ เอเซีย แปซิฟิก (JD Power) รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี (TAQA Awards) และรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car of the year)

   และล่าสุด บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด   ได้เปิดตัว TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 2 โมเดลใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาใหม่หมดให้เป็นยนตกรรมที่เหนือชั้นในทุกข้อจำกัดแห่งการขับขี่ ภายใต้แนวคิดยนตกรรมอเนกประสงค์ตัวจริง ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ พร้อมความมั่นใจในทุกการขับขี่” (The True SUV with Style & Confidence) เพื่อให้ FORTUNER เป็นอีกหนึ่งในรถยนต์ผู้นิยามใหม่ของ “ความแกร่ง” ด้วยการขยายเฟรมให้ใหญ่ขึ้น และพัฒนาช่วงล่างแบบ 4 ลิงค์ เครื่องยนต์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแห่งการขับขี่แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพถนน รวมถึงกำหนดนิยามใหม่แห่ง “ดีไซน์” ด้วยการออกแบบที่หรูหรา ล้ำสมัย ทั้งภายในและภายนอก  โดยเฉพาะ 3 เส้นสายแห่งดีไซน์ ( 3 Iconic lines) อันเป็นเอกลักษณ์แห่งความภาคภูมิของ FORTUNER ใหม่ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่มาตรฐานระดับโลก

   TOYOTA FORTUNER ดีไซน์รูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารใหม่ พร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ลงตัว เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ทั่วโลก ด้วยจุดเด่น 4 จุดหลัก

- NEW LEGEND OF DESIGN นิยามใหม่แห่งดีไซน์ ด้วยดีไซน์ใหม่ของรถอเนกประสงค์แห่งอนาคตกับรูปลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ดุดันและทรงพลัง แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์กับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและพริ้วไหว ทั้งภายในและภายนอก

- NEW LEGEND OF UTILITY  นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิต ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ โอ่โถงกว้างสบาย เพียบพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก สู่ขีดสุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่สมบูรณ์แบบ

- NEW LEGEND OF PERFORMANCE นิยามใหม่แห่งสมรรถนะการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลระบบคอมมอนเรล เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด (GD Efficient Boost)  เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ ให้แรงบิดสูงในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) แต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างเหนือชั้น และสัมผัสใหม่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “ซิกม่าโฟว์” ที่สามารถตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพถนน

- NEW LEGEND OF SAFETY นิยามใหม่แห่งความปลอดภัยเหนือระดับ  สร้างความอุ่นใจในการขับขี่ เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ทั้งแบบปกป้อง และแบบป้องกัน

 

   TOYOTA FORTUNER  ได้รับการดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่หมด ให้ความหรูหรา  แข็งแกร่ง ดุดันและทรงพลัง แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์กับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและพริ้วไหว  มุมมองด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ แบบ Bi-Beam รูปทรงเรียวคมควบคุมการเปิดปิดอัตโนมัติ ดีไซน์รับกับกระจังหน้าและกันชนหน้าอย่างลงตัว พร้อมติดตั้งไฟตัดหมอก หน้าและหลัง เติมเต็มทัศนวิสัยที่ชัดเจนให้ทุกการขับขี่ปลอดภัยอย่างแท้จริง  ด้านข้างตัวถังเด่นที่ความโค้งมนตัดกับเส้นสายที่คมชัด เสริมด้วยกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว และระบบ Welcome Light   เหนือขึ้นไปบนหลังคา มาพร้อมราวหลังคาดีไซน์สปอร์ต และเสารับสัญญาณวิทยุดีไซน์ล้ำแบบ Shark Fin สะท้อนรสนิยมหรู  ปลายสุดของหลังคาเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED   ส่วนด้านท้ายรถเด่นสุดต้องยกให้กับไฟท้าย  LED ทรงเฉียบ แบบ Light Guiding ให้ไฟประกายแสงเด่นชัด มองเห็นจากระยะไกลช่วยเสริมความปลอดภัยไปอีกขั้น  และกันชนท้ายดีไซน์สปอร์ตเพิ่มความลงตัวให้ด้านท้ายโดดเด่นในทุกมุมมอง

 

   ภายในห้องโดยสารดีไซน์ใหม่หมด ผสานความสปอร์ต หรูหรา และความอเนกประสงค์ด้วยพื้นที่ใช้ส้อยที่กว้างขวาง โอ่โถง  เพียบพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดเรืองแสงดีไซน์ล้ำแบบ Optitron ดีไซน์ช่องมาตรวัด ที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น   ,ติดตั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi-Information Display) หน้าจอสีแบบ TFT คมชัดทุกรายละเอียด ที่สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของระบบต่างๆ พร้อมแสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่ตลอดการเดินทาง เช่น ข้อมูลการขับขี่ ,ข้อมูลระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ ,ข้อมูลการขับขี่แบบ ECO ,ข้อมูลระบบนำทาง,ข้อมูลการเล่นเพลง ฯลฯ , ระบบนำทาง (Navigator) พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ T-Connect และการเชื่อมต่อ Bluetooth วางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำ พร้อมสัมผัสความบันเทิงที่ครบครัน และเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับระบบ Hands-free ในรถ , ช่องเสียบอุปกรณ์ USB, iPOD และ AUX เชื่อมต่อความบันเทิงได้อย่างหลากหลาย ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างใจ  , ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องโดยสารให้เย็นสบายอย่างเหมาะสม , บริเวณช่องเก็บของคอนโซลกลางมาพร้อมช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า DC 12 โวลต์ และกระแสไฟฟ้า AC 220 โวลต์  , ติดตั้งกล้องมองหลังแสดงภาพบริเวณมุมมองด้านท้ายของรถ ช่วยให้ทุกจังหวะการถอยจอดมั่นใจเพิ่มขึ้น , ระบบ Push Start สตาร์ทเครื่องยนต์ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส  และกุญแจเป็นแบบ Smart Key ดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบ Immobilizer ตรวจสอบรหัสของกุญแจของเครื่องยนต์ ป้องกันการสตาร์ท ในกรณีรหัสไม่ตรงกัน ช่วยให้ปลอดภัยมั่นใจเต็มที่

   ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับโดยเฉพาะ    จัดเต็มทั้งแต่พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์สปอร์ตพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง  จอแสดงข้อมูลการขับขี่  และ Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) รักษาระดับความเร็วรถให้คงที่ โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง , ชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ดีไซน์สปอร์ต ให้ความแม่นยำในทุกจังหวะเข้าเกียร์  และเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ให้สัมผัสล้ำที่สบาย มั่นใจในทุกการขับขี่

   ความอเนกประสงค์ของ TOYOTA FORTUNER  สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ด้วยการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆที่ช่วยเสริมความสะดวกสบายในการใช้งาน  ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เบาะนั่งที่พับและปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตามรูปแบบการใช้งาน  ทั้งแบบ L-SPACE ปรับพับได้หลากหลาย รองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ , แบบ TUMBLE & SPACE-UP ปรับพับเบาะเพื่ออรรถประโยชน์ในการใช้สอยสูงสุด พร้อมรองรับของที่มีขนาดที่หลากหลาย , แบบ REAR SPACE ปรับพับเบาะแถว 3 เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทั้งผู้โดยสาร และการบรรทุกของได้อย่างลงตัว     ระบบเปิด-ปิดประตูทั้ง 5 บาน ให้ความสะดวกทุกการใช้งาน สั่งงานง่ายผ่านรีโมท  สวิตช์ภายในรถบริเวณที่นั่งคนขับ และบริเวณประตูท้าย สามารถ เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ (Power Back Door with Jam Protection)

    สมรรถนะการขับเคลื่อนตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว ทั้งความแรงและประหยัด ด้วย  เครื่องยนต์ใหม่ GD Efficient Boost    ขีดสุดพลังแรงไร้ขีดจำกัด   ภายใต้แนวคิด “Efficient Boost” ลดการสูญเสียความร้อน และแรงเสียดทานของเครื่องยนต์ ให้แรงบิดสูงสุดในรอบกว้าง Flat Torque พร้อมประหยัดเป็นเยี่ยมในทุกการเดินทาง เหนือชั้นกว่าด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบ และสั่นสะเทือนน้อยกว่า ตอบรับทุกการขับขี่ในทุกรูปแบบ โดยเครื่องยนต์มีให้เลือกถึง 3 พิกัดความแรง

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 - 2,400 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

- เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร Dual VVT-I ให้กำลังสูงสุด 122 กิโลวัตต์ (166 แรงม้า) ที่ 5,200 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   เครื่องยนต์ใหม่ GD Efficient Boost  ยังรวมความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีความแรงสุดล้ำ  ทั้งระบบเทอร์โบแปรผันใหม่ (VN Turbo) ออกแบบให้มีขนาดเล็กลงแต่ประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดครีบปรับแรงดันอากาศด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เที่ยงตรงและแม่นยำสูง แรงต่อเนื่องทุกรอบความเร็ว ช่วยให้เครื่องยนต์ปลดปล่อยพลังงานออกมาได้เต็มกำลัง  , ระบบฉีดน้ำมันอัจฉริยะ พร้อมปั๊มแรงดันสูง 220 MPa ฉีดน้ำมันเป็นละอองฝอย เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบหมดจด เพิ่มระดับความประหยัดให้มากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์เดินเงียบ ลดเสียงและการสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งลดมลภาวะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Roller Rocker Arm with Valve Lash Adjuster ออกแบบพิเศษเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างลูกเบี้ยวและกระเดื่องวาล์วในจังหวะของการเปิด-ปิดวาล์ว พร้อมระบบปรับตั้งวาล์วอัตโนมัติเพื่อกำจัดช่องว่างของการสึกหรอที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการรั่วไหลของไอน้ำมันแม้ใช้งานอย่างยาวนาน ผลลัพธ์คือเครื่องยนต์เดินเงียบ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมัน และประหยัดค่าบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน  , ติดตั้ง EGR (Exhaust Gas Recirculation) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบนำไอเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์ขณะทำงาน ลดมลพิษได้เต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐาน Euro 4 และมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Stop & Start System) เมื่อรถหยุดนิ่ง ระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วขณะ และจะสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อแตะคันเร่ง จึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในระหว่างที่เครื่องยนต์หยุดการทำงานเครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง

   ระบบขับเคลื่อนของ TOYOTA FORTUNER ออกแบบใหม่ ใช้ชื่อว่า ซิกม่าโฟร์ (Ʃ4) มีเฉพาะรุ่น 2.8V ขับเคลื่อน 4 ล้อ  สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ดั่งใจ ด้วยโหมด H2, H4, L4 ผสานการทำงานร่วมกับระบบ DAC และ A-TRC ที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคแห่งการเดินทาง โดย H2 ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สำหรับสภาพถนนปกติ , H4 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับสภาพถนนเปียกลื่นและลูกรัง เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ เกาะถนน และความปลอดภัย , L4 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับเส้นทางวิบาก และเส้นทางที่ต้องการกำลังขับเคลื่อนสูง  นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเสริมการขับขี่ทั้งระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC (Downhill Assist Control)  ซึ่งจะควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติขณะขับลงทางชัน ช่วยควบคุมความเร็วรถให้คงที่ ป้องกันไม่ให้รถลื่นไถลลงเนินอย่างรวดเร็ว โดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องแตะเบรก , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control) ระบบจะเพิ่มแรงดันเบรกไปยังล้อทั้ง 4 อัตโนมัติ ป้องกันรถไหลในจังหวะออกตัว บนทางลาดชัน เพื่อความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (Active Traction Control) เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าล้อใดเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อน ขณะวิ่งผ่านพื้นผิวลื่น ระบบจะลดแรงขับที่ส่งไปยังล้อนั้น เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรี และเพิ่มแรงขับไปยังล้อที่เหลือ เพื่อเคลื่อนที่ต่อไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย

   ส่วนระบบกันสะเทือนออกแบบใหม่ตามมาตรฐานของรถเอสยูวี ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง  ด้านหลังเป็นแบบโฟร์ลิงค์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและการทรงตัวที่ดีเยี่ยม

   ก้าวไปอีกขั้นของระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เริ่มตั้งแต่ระบบป้องกัน  Active Safety จัดเต็มทั้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) ป้องกันการเกิดอาการล้อหมุนฟรี เมื่อขับอยู่บนผิวถนนที่ลื่น ซึ่งเป็นสาเหตุของการลื่นไถลทำให้รถเสียการทรงตัว , ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)  ขณะเข้าโค้งบนถนนที่เปียกลื่น ระบบจะควบคุมกำลังเครื่องยนต์ และส่งแรงเบรกไปยังล้อแต่ละล้อแบบอัตโนมัติ เพื่อป้องกันภาวะมุดโค้ง (Understeer) หรือแหกโค้ง (Oversteer) จึงช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและมั่นคง , ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System)  เมื่อต้องเบรกอย่างกะทันหัน ระบบจะช่วยป้องกันล้อล็อกและลื่นไถล ทำให้สามารถควบคุมรถได้ในทุกสถานการณ์คับขัน , ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution) ปลอดภัยทุกการขับขี่ โดยระบบช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้ออย่างสมดุล เพื่อป้องกันอาการท้ายสะบัดและกระจายแรงเบรกล้อซ้าย-ขวาในขณะเข้าโค้ง เพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น  , ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) ในสภาวะเบรกฉุกเฉิน แรงเบรกจากผู้ขับไม่เพียงพอต่อการหยุดรถ ระบบจะเพิ่มแรงเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยให้สามารถหยุดรถได้ในระยะที่ปลอดภัย  และระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (Trailer Sway Control) เซ็นเซอร์จะปรับแรงดันเบรก และกำลังของเครื่องยนต์ให้เหมาะสม เมื่อวิ่งบนถนนขรุขระ หรือผชิญลมพัดขวางรุนแรง ช่วยรักษาเสถียรภาพป้องกันรถส่าย หรือเสียการทรงตัว

   ระบบปกป้อง Passive Safety จัดเต็มทั้ง ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ , เข็มขัดนิรภัย แบบ ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติสำหรับเบาะคู่หน้า และโครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA ช่วยดูดซับแรงกระแทก เสริมความแข็งแกร่งให้กับบริเวณห้องโดยสาร จากการชนทั้งด้านหน้าและด้านข้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

   TOYOTA FORTUNER มีให้เลือกถึง 5 แบบ และมีสีให้เลือกทั้งสิ้น 7 สี โดยเป็นสีใหม่ด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Phantom Brown และสีน้ำเงิน Nebula Blue ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,199,000 บาท – 1,599,000 บาท พร้อมเป้าหมายการขายที่ 2,600 คันต่อเดือน

   นอกจากนี้ โตโยต้า ยังได้มอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าเพื่อร่วมสัมผัสนิยามใหม่ของ TOYOTA FORTUNER โดยเริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเปิดตัวที่โชว์รูมโตโยต้า 435 แห่งทั่วประเทศ ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ ซึ่งได้จัดเตรียมรถทดลองขับไว้ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่กันอย่างทั่วถึง โดยหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะจัดกิจกรรม Road show ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าทุกภูมิภาคให้สัมผัสและทดลองขับในเดือนสิงหาคม – ตุลาคม นี้

ราคา ALL-NEW TOYOTA FORTUNER

- รุ่น 2.4G MT 2WD ราคา 1,199,000 บาท

- รุ่น 2.4V AT 2WD ราคา 1,369,000 บาท

- รุ่น 2.7V AT 2WD ราคา 1,449,000 บาท

- รุ่น 2.8V AT 2WD ราคา 1,529,000 บาท

- รุ่น 2.8V AT 4WD ราคา 1,599,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : VOLVO V60T5 Special Edition ขุมพลัง Drive-E Powertrain

Wednesday, 13 May 2015 15:40

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    วอลโว่เปิดตัวรถยนต์ VOLVO V60T5 Special Edition  พร้อมเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain ที่ให้สมรรถนะแรงเร้าใจ และ เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสุดยอด สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างเต็มเปี่ยม โดยมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง32 คันเท่านั้น

   VOLVO V60 T5 เป็นรถสปอร์ตแวกอนอีกหนึ่งรุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์ใหม่ในตระกูล Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร น้ำหนักเบาให้ความแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ 6 และ 8 สูบแต่ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซี.ซี. ในปัจจุบันรถรุ่นนี้มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 8 สปีด พร้อม Sport Mode และ Geartronic เป็นเลิศในการขับขี่และตอบสนองทันใจในทุกช่วงความเร็วและจัดเต็มกับขุมพลัง Polestar Performance Optimization เพื่อเพิ่มสมรรถนะและความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น

   Volvo V60 T5 มาพร้อมเครื่องทรงพลัง Drive-E Powertrain แบบ T5 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบไดเร็กอินเจ็กชั่น พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้พลังสูงสุด 220 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที และทอร์ค350นิวตันเมตรในช่วง 1,500-4,000 รอบต่อนาที จึงตอบสนองได้ทันใจในทุกรอบเครื่อง  อัตราเร่ง 0-100ก.ม./ช.ม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขณะเดียวกันก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 144 กรัมต่อกิโลเมตร พร้อมทั้งประหยัดน้ำมันได้อย่างน่าทึ่ง โดยสามารถวิ่งเฉลี่ยใน-นอกเมือง 16.1ก.ม./ลิตร

   VOLVO V60T5 Special Edition เปรียบได้กับรถคูเป้ในรูปลักษณ์สปอร์ตแวกอน ผสานความปราดเปรียว เข้ากับพื้นที่บรรทุกของด้านท้ายที่เพิ่มขึ้น ตอบสนองทุกมิติในชีวิตได้อย่างเต็มพิกัด ดีไซน์ภายนอก สร้างความโดดเด่นเร้าใจด้วยเส้นสายแนวขวางและไฟ Daylight running ที่มุมหน้ารถทั้งสองด้านที่ทำให้ดูเหมือนรถกดต่ำ ไฟหน้าทรงใหม่สไตล์เฉี่ยวที่สื่อถึงความมุ่งมั่น  ฝากระโปรงหน้าใหม่ กระจังหน้าที่กว้างขึ้น  เพิ่มความโฉบเฉี่ยวทรงพลัง สะกดทุกสายตา

   วอลโว่ไม่เพียงใส่ใจความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถ แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ร่วมใช้รถใช้ถนนอีกด้วยวอลโว่ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมามากมาย เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ขับขี่และคนเดินถนนให้ปลอดภัย ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันการชนพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ ที่ให้รถไม่ชนรถ รถไม่ชนคน และรถไม่ชนจักรยาน เป็นครั้งแรกของโลกยนตรกรรม และนี่คือหนึ่งในความมุ่งมั่นที่วอลโว่ต้องการลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตให้เป็นศูนย์ในปี 2020

คุณลักษณ์พิเศษที่เพิ่มขึ้นในรถยนต์VOLVO V60T5  Special Edition

  • นวัตกรรมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง Volvo Drive-E Powertrain
  • ชุดเพิ่มสมรรถนะ Polestar Performance Optimisation
  • ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางดินรถ
  • หมอนหนุนหลังในเบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า
  • กระจกมองหลังแบบไม่มีกรอบ ตัดแสงจ้าอัตโนมัติ
  • ช่วงล่างแบบไดนามิก
  • ชุดปลายท่อคู่แบบเหลี่ยมสไตล์สปอร์ต
  • Sensus Connect ระบบสื่อสารที่สามารถสื่อสารกับรถและเชื่อมต่อกับโลกดิจิตอล พร้อมแอปพลิเคชั่นใหม่ Wikipedia, Glympse, Sticher, Here weather, Find fuel)
  • ระบบแผนที่นำทาง (Navigation)
  • สีภายนอกใหม่ 2 สี Savile Grey และ Bright Silver Metallic
  • เบาะหนังสไตล์สปอร์ตใหม่สี Beachwood Brown/Offblack
  • แผงคอนโซลกลางลาย Piano Blackพร้อม Rotary Jewelry Knobs ล้ออลูมิเนียม ขนาด 8X18” ลาย Titania

   ทั้งหมดนี้คือคุณลักษณ์อันโดดเด่นของ VOLVO V60 T5 รุ่นปี 2015 Special Edition ที่ผู้ชื่นชอบรถหรูเปี่ยมสมรรถนะและความปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ไม่อาจมองข้าม ที่สำคัญเป็นเวอร์ชั่นพิเศษมีเพียง 32 คันเท่านั้นให้ครอบครอง สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมวอลโว่ใกล้บ้านท่าน หรือ ติดต่อวอลโว่ แคร์เซ็นเตอร์ ที่โทร.0 2305 4499

 
 

Page 1 of 12

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )