Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว “นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย” หอดูดาวเคลื่อนที่ รถกระบะอัจฉริยะนิสสันที่เป็นหอดูดาวเคลื่อนที่ ได้รับการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency – ESA)

Wednesday, 26 September 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉม “นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์รถยนต์ต้นแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ที่งานฮันโนเวอร์ มอเตอร์โชว์ 2018พิสูจน์ให้เห็น นวัตกรรมอัจริยะไร้ขีดจำกัด

นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป ภายใต้แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เพื่อสร้างศูนย์วิจัยดาราศาสตร์เคลื่อนที่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงที่ติดตั้งบนรถต่อพ่วงแบบออฟโรด ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะProPILOTที่รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะความปลอดภัย และศักยภาพในขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะในขณะลากจูง

   องค์การอวกาศยุโรปสำรวจดวงดาวด้วยความแม่นยำเป็นประวัติการณ์ด้วยดาวเทียมไกย่า และได้ทำการสำรวจดวงดาวไปแล้วกว่าพันล้านดวง  รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” จะทำหน้าที่สนับสนุนโครงการนี้โดยนำนักดาราศาสตร์ติดตามการสำรวจจักรวาลบนพื้นที่ที่เรียกว่า “ดาร์ค สกาย” หรือพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เข้าถึงได้ยาก และทัศนวิสัยไม่ดี

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมที่นิสสันได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ด้วยแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าของเราพร้อมเดินทางไปได้ทุกที่” กล่าวโดย นาย อัชวานี กุปต้า รองประธานอาวุโส ฝ่ายรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์  (Ashwani Gupta, senior vice president of Nissan’s light commercial vehicle business) “เรากำลังสร้างโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อความท้าทายของธุรกิจไม่ว่าความต้องการเชิงพาณิชย์จะซับซ้อนเพียงใด ผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT”

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” มาพร้อมกับฟีเจอร์อันชาญฉลาดมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนี้

·       เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถผ่านการผสมผสานระหว่างเทคโนโลนีอินเทลลิเจนท์ ครูซ คอนโทรล Intelligent Cruise Control และ เทคโนโลยีช่วยหมุนพวงมาลัย หรือ Steering Assist Technologies เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า ในขณะที่รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” และรถพ่วงเทรลเลอร์แบบออฟโรด ยังสามารถวิ่งอยู่ในเลน หรือแม้ในขณะเข้าโค้ง

·       เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัพเกรดเพื่อช่วยการลากจูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นรอบคันจากภาพมุมสูงหรือ bird-eye-viewและยังทำให้สามารถจอดรถได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เห็นวัตถุในมุมอับที่อยู่ในรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยี การควบคุมและการทรงตัวของรถต่อพ่วง (Intelligent Towing Hitch Alignment)ช่วยควบคุมการขับขี่ การเร่งความเร็ว การเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้สามารถควบคุมตัวรถและรถต่อพ่วงด้านหลังให้อยู่ในระดับเดียวกันเมื่อต้องลากจูงสิ่งของด้านหลังรถ

·       แบตเตอรี่แบบเคลื่อนที่ จากเทคโนโลยีของนิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังไฟฟ้าไร้มลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่ามีแหล่งไฟสำรอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้บรรทุกอุปกรณ์สำคัญ อย่าง กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงเพลนเวฟ เทเลสโคป (PlaneWave telescope)เพื่อขนส่งกล้องโทรทรรศน์นี้ไปยังพื้นที่ที่มีความมือมิดของท้องฟ้าที่ห่างไกลผู้คนได้ ด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility technologies)

   “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย”  ทำให้เราสามารถสำรวจดวงดาวในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแสงไฟของเมืองรบกวน ในขณะเดียวกันก็สามารถขนส่งกล้องดูดาวได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย” นาย เฟร็ด เจนเซ่น ผู้จัดการอาวุโส โครงการองค์การอวกาศยุโรปสำหรับกายา กล่าว “กล้องดูดาวอย่างที่อยู่ในเทรเลอร์นี้ มีความจำเป็นต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี่ของเรา ทำให้พวกเราที่อยู่บนโลกสามารถติดตามข้อมูลของโครงการจากดาวเทียมกายาได้”

   การออกแบบ “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงจักรวาล ภายนอกถูกออกแบบให้มีสีเข้ม พร้อมลวดลายสวยงามตามแบบของกลุ่มก๊าซ เนบิวลา ในลักษณะพาราเมทริค ภายในมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานระหว่างกลุ่มสีเข้มของท้องฟ้ายามกลางคืน กับสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน แนวเส้นสีส้มสะท้อนแสงบนเบาะที่นั่งยังช่วยให้สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟแสงขาว ที่จะมีผลกระทบต่อการดูดาวของนักดาราศาสตร์ในยามค่ำคืน

   ทั้งนี้ แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นตอนกลางคืนของมนุษย์น้อยที่สุด โดยตัวรถ และรถต่อพ่วงจะใช้หลอดไฟสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแสงรบกวนระหว่างการดูดาว

   นิสสันทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอวกาศยุโรป โดยรถต่อพ่วงรุ่นนี้มีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อช่วยให้กล้องดูดาวมีความเสถียร และสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการขนส่งสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

   ในกรณีที่เข้าถึงจุดหมายได้แล้ว หลังคารถต่อพ่วงก็จะถูกเปิดออกเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์สามารถสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ ด้วยหน้าเลนซ์กระจก ขนาด 40 เซ็นติเมตร กล้องโทรทรรศน์นี้สามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดคมชัดได้จากระยะไกลกว่าวงแหวนของดาวเสาร์ สามารถมองเห็น กาแล็กซี่ กลุ่มก๊าซ และซุเปอร์โนว่า

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องวิศวกรรมการออกแบบ อันทำให้นิสสันอยู่ในระดับแนวหน้าของรถกระบะ โดยตัวรถมีแชสซีเหล็กกล้าชิ้นเดียวที่แข็งแรง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ทวิน เทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ที่ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้นาวาราสามารถขับเคลื่อนไปได้บนทุกเส้นทางแม้ในพื้นที่ห่างไกล ขณะบรรทุกกล้องดูดาวที่มีน้ำหนักอยู่ได้อีกด้วย

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ เอ็กซ์สตอเรจ โรม (xStorage ROAM) เป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใช้งานแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิสสันเป็นผู้ผลิตมาใช้งานโดยเมื่อใส่ลงในช่องใส่แบตเตอรี่ ชุดแบตเตอรี่จะอยู่ในโหมดชาร์จตลอดเวลาและพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

   นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์อัจฉริยะอื่นๆ ได้แก่ สัญญาณ Wi-Fi แท่นวางแล็บท็อป และสัญญาณโทรทัศน์ย่านความถี่สูงแบบ UHF เพื่อส่งสัญญาณได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม มีการติดตั้งเรดาร์ 8 ตัวรอบคันรถรวมถึงรถต่อพ่วง ทำให้สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวรถได้ โดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัสของ นิสสัน คอนเน็ค อินโฟเทนเม้น (NissanConnect infotainment) บริเวณแผงควบคุมรถ

   เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ เหล่านี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ รถต้นแบบ นิสสัน ดาร์ค สกาย เป็นรถกระบะอัจฉริยะที่สุดเพื่อการลากจูง ภายใต้แนวคิดนี้ ทำให้นาวาราสามารถลากรถต่อพ่วงที่บรรทุกกล้องดูดาวสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ด้วยเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องสแกนจะตรวจสอบภูมิประเทศโดยรอบเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เรียบและเหมาะสมเพื่อจอดรถต่อพ่วง รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มีระยะความสูงใต้ท้องรถมากกว่ารถกระบะนาวาราในรุ่นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการ “ไปได้ทุกที่”

   โดยหลังจากงาน ฮันโนเวอร์ มอเตอร์ โชว์ นิสสันจะบริจาคกล้องดูดาวนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและการผจญภัย อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการศึกษาเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ในงานซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11

Wednesday, 03 October 2018 16:38

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ครุ่นใหม่ (The New Subaru Outback) ภายในงาน Subaru Thailand Palm Challenge 2018   “ซูบารุแตะรถชิงรถครั้งที่ 11” โดยซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น  พร้อมจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคา 2,512,000 บาท

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

6

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

 

 

 

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ สร้างนิยามใหม่ของยานยนต์ลักชัวรี่แห่งอนาคต ตอกย้ำทิศทางแบรนด์สู่ผู้นำพลังงานสะอาด เปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ Volvo XC90 และ S90 R-Design T8 Twin Engine AWD 407hp

Wednesday, 15 August 2018 06:28

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่แบรนด์รถยนต์สแกนดิเนเวียนระดับโลก เปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุดVolvo XC90 และVolvo S90 พร้อมการตกแต่งแบบ R-Design ในเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD 407hp นำเสนอมิติใหม่ของยานยนต์ระดับลักชั่วรี่ที่ผสานสุดยอดแห่งงานดีไซน์สุดล้ำเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเลิศในการออกแบบสไตล์ R-DESIGN อันเลื่องชื่อ โดยรูปแบบ R-DESIGN จะมอบความหรูหราที่เหนือชั้นและนำเสนอมาตรฐานใหม่ของวอลโว่ โดยผสานกลิ่นอายแบบสปอร์ตด้วยดีไซน์ขอบข้างตัวรถที่มอบความดุดันและรายละเอียดการออกแบบที่พิถีพิถันเพื่อสร้างรูปทรงที่โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม R-DESIGNจึงสร้างนิยามใหม่แห่งการออกแบบยานยนต์วอลโว่ พร้อมนำเสนอความโดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่า ด้วยเฉดสีใหม่ น้ำเงินเมทัลลิค Bursting Blueที่หรูหราเกินห้ามใจ

   การออกแบบสไตล์  R-DESIGNใช้การตกแต่งภายในด้วย Nubuck Fine Nappa Perforated Leather สำหรับห้องผู้โดยสาร เพื่อให้สมดุลกับภาพลักษณ์ภายนอกแนวสปอร์ตที่ดุดัน จึงเพิ่มความหรูหราขึ้นอีกระดับซึ่งทั้งนักขับและผู้โดยสารสามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ วอลโว่ยังจับมือเป็นพันธมิตรกับHarman Kardon แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลก โดยติดตั้งระบบ Harman Kardon Premium Soundให้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ  R-DESIGN โดยทั้งรุ่น S90 และ XC90 R-Design จะเชื่อมต่อระบบ Sensus Connect ของวอลโว่เข้ากับเครื่องเสียง Harman Kardon Premium Sound (ระบบ Dolby Pro Logic II) ทำงานผ่านลำโพงและซับวูเฟอร์ 13 ตัวเพื่อมอบคุณภาพเสียงที่ใสกังวาน พร้อมบาลานซ์ ความหนักแน่น และความคมชัดที่ผสานกันอย่างกลมกลืน มอบประสบการณ์ความบันเทิงอันน่าประทับใจภายในห้องโดยสารเพื่อคุณ

   Volvo XC90 R-Designได้รับการออกแบบโดยสตูดิโอEuropean R-DESIGN เพื่อสร้างสรรค์ยานยนต์เอสยูวีขนาด 7 ที่นั่งระดับหรู มอบภาพลักษณ์โฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตและความโออ่าที่จะสะกดทุกสายตาในทันทีที่ปรากฏบนท้องถนน โดดเด่นด้วยตะแกรงหน้าและตะแกรงฝาครอบสีดำขลับแบบPiano Blackขอบหน้าต่างข้างและครอบกระจกหูช้างหุ้มโลหะเรียบหรู และท่อไอเสียคู่สุดเฉี่ยว มาพร้อมล้ออัลลอยDiamond Cutสีดำด้าน แบบ 5 หมุดขนาดมาตรฐาน 20 นิ้วที่ดูเท่ล้ำในทุกมุมมอง สำหรับการตกแต่งห้องโดยสาร เน้นการหุ้มเฟอร์นิเจอร์ด้วยวัสดุหนังฉลุFine Nappa leatherหรือผ้าNubuckเนื้อนุ่ม ผสานกับการฝังลายตาข่ายอลูมิเนียม (Metal Mesh aluminium Inlays) เพื่อเสริมลุคแบบเครื่องจักรที่แลดูหรูหราประณีต ทันสมัย แต่แฝงด้วยความรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นคงในส่วนที่นั่งของผู้ขับขี่

   Volvo XC90 R-Designนำเสนอ 4 เฉดสี ซึ่งถูกออกแบบมาให้สอดรับกับรูปทรงของตัวรถและแสดงถึงความโดดเด่นขั้นสุดยอด ได้แก่สีขาว (Crystal White Premium Metallic) น้ำเงิน (Bursting Blue) ซึ่งเป็นเฉดสีใหม่ล่าสุด และอีก 2 เฉดสีเดิม ได้แก่สีเทา (Osmium Grey Metallic) และสีดำ (Onyx Black Metallic) โดย Volvo XC90ถือเป็นเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเอสยูวีขนาดกลางระดับพรีเมียม ซึ่งนอกจากจะมีเบาะขนาดใหญ่ถึง 7 ที่นั่ง(ซึ่งโดยทั่วไปมีเพียง 5 ที่นั่ง) ยังมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง หรูหรา สะดวกสบาย และได้รับการตกแต่งอย่างมีสไตล์ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงจากเครื่องยนต์T8 Twin Engine AWD 407hpที่ให้กำลังเครื่องรวมสูงถึง 407 แรงม้าในโหมดการขับขี่แบบผสม พร้อมประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ 43.5 กม./ลิตร และขับขี่ได้ไกลถึง 40 โลเมตร เมื่อใช้โหมดการขับขี่แบบ Pure Mode  

- VolvoXC90 T8 TwEn AWD R-Design ราคาเริ่มต้นที่ 4,590,000 บาท

   Volvo S90 R-Designถือเป็นการตอกย้ำปรัชญาของวอลโว่ที่ว่า รถยนต์ควรตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของผู้ใช้เป็นอันดับแรก วอลโว่จึงสร้างสรรค์รูปแบบ R-DESIGN ใหม่ ซึ่งทุกองค์ประกอบแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน ทำให้ S90 R-Designซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ที่สุดในระดับเดียวกันที่ผงาดสู่ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมได้อย่างภาคภูมิ โดดเด่นด้วยตะแกรงหน้า ตะแกรงล่าง และขอบบัมเพอร์สีดำขลับมันวาวสไตล์ R-DESIGN ล้ออัลลอย (รุ่น255/40 R19 & 19” 5-Spoke Matt Black Diamond Cut Alloy Wheel)และท่อไอเสียคู่ สำหรับการออกแบบห้องโดยสาร นำเสนอเบาะนั่งสไตล์ R-Design Contour Seat พวงมาลัยพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ การฝังลายคาร์บอนไฟเบอร์และการตกแต่งโครงห้องโดยสารด้วยเฉดสีดำชาร์โคลเพื่อสร้างความรู้สึกที่มุ่งมั่นและเคร่งขรึม มอบความหรูหราที่พร้อมให้คุณสัมผัสได้ในทุกวัน เสริมด้วยความสบายของการบุเฟอร์นิเจอร์สไตล์ R-Design Nubuck Fine Nappa Perforated Leather  

   เครื่องยนต์T8 Twin Engine AWDของวอลโว่ใน S90 ยังทำให้คุณพุ่งทะยานไปได้อย่างใจปรารถนา ถือเป็นเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybridที่ดีที่สุดของตลาด และเป็นรุ่นเดียวที่ให้กำลังเครื่องรวมสูงถึง 407 แรงม้า ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ 55.6 กม./ลิตร และขับขี่ได้ไกลถึง 52.03  โลเมตร เมื่อใช้โหมดการขับขี่แบบ Pure Mode

   Volvo S90 R-Designนำเสนอ 4 เฉดสี ซึ่งนำเสนอความสวยงามของการออกแบบตัวรถได้อย่างเต็มตา ได้แก่ สีขาว (Crystal White Premium Metallic) สีเทา (Osmium Grey Metallic) สีดำ (Onyx Black Metallic) และ สีน้ำเงิน (Bursting Blue Premium Metallic)

- S90 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid R-Design ราคาเริ่มต้นที่ 3,590,000 บาท

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นล่าสุดทั้งXC90 และ S90 หลังจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวอลโว่ในประเทศไทย โดยรถยนต์รุ่นใหม่ของเราล้วนได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะล่าสุดและนำเสนอดีไซน์รถยนต์แบบสแกนดิเนเวียนที่โดดเด่นไม่เป็นรองใครสู่ท้องถนนของเมืองไทย และวันนี้ เราได้นำเสนอมิติใหม่ของงานออกแบบรถยนต์สัญชาติสวีดิช ด้วยการเปิดตัวการตกแต่งแบบ R-DESIGNทั้งในรุ่น XC90 และ S90 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเปี่ยมด้วยสไตล์อันโดดเด่น พร้อมการตอบสนองที่ฉับไวและการควบคุมที่เป็นเยี่ยม การตกแต่งแบบ R-DESIGNใหม่ล่าสุดนี้สามารถพบได้ทั้งในรุ่น S90, XC60 และXC90ซึ่งมอบความโฉบเฉี่ยวในแนวสปอร์ต ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยสะดุดตาและเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของวอลโว่”

Volvo T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybridพร้อมปรับเปลี่ยนอย่างฉับไวเพื่อการขับขี่ในทุกเส้นทาง

   เครื่องยนต์ Twin Engine ของวอลโว่มอบประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจยิ่งกว่า ด้วยโหมดการขับขี่ 3 แบบ ทั้ง Pure, Hybrid และ Power สำหรับผู้ขับที่ต้องการขับขี่ที่เงียบสงบและผ่อนคลาย เพียงหมุนลูกกลิ้งของXC90 T8 เข้าสู่โหมด Pure ก็จะสามารถเพลิดเพลินไปกับสมรรถนะขั้นสูงที่แตกต่างจากรถยนต์พลังไฟฟ้าทั่วไปและสามารถใช้งานได้ทุกวันโดยไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิง โดยสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 75 ไมล์/ชม. และชาร์จไฟเครื่องยนต์เต็มในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง โดย Twin Engine ของวอลโว่เป็นเครื่องยนต์ไฮบริดแบบสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเลือกใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือจากเชื้อเพลิงได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะในการขับขี่ โดยสามารถผสานการใช้พลังงานได้อย่างง่ายดาย

   ทั้งรุ่น XC90 และ S90 ถือเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับเดียวกันในด้านความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนการประเมินประสิทธิภาพที่ทิ้งห่างคู่แข่ง เนื่องจากนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยทั้งแบบ activeและ passiveของวอลโว่ในรุ่น XC90 และ S90 มีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อวอลโว่ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นกับการพัฒนายานยนต์ด้วยระบบปลอดภัยอัจฉริยะ(Smart Safety)

   XC90มอบระบบความปลอดภัยผู้โดยสารขั้นสูงแบบครบวงจร ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกของวอลโว่ในด้านสวัสดิภาพการขับขี่บนท้องถนน นำเสนอระบบเบรกที่ดีที่สุด ซึ่งจะทำงานทันทีที่รถยนต์ทำการเลี้ยวในขณะที่มีรถคันอื่นกำลังแล่นเข้าหา โดยทำงานผสานกับโซลูชั่นระดับเวิลด์คลาสซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดอัตราการไถลออกนอกเส้นทางของตัวรถ

   สำหรับ S90รุ่นใหม่ได้มีการอัพเกรดประสิทธิภาพของPilot Assist (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ) ซึ่งทำงานได้ที่ระดับความเร็วสูงถึง 125กม./ชม. (78 ไมล์ต่อชม.) ทำให้สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องขับขี่ตามหลังรถคันอื่น ๆ ระบบยังช่วยปรับองศาการหักพวงมาลัยเพื่อควบคุมทิศทางรถยนต์ให้ในเส้นทาง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย โดยถูกติดตั้งในระบบ City Safetyรุ่นใหม่ พร้อมด้วยระบบอื่น ๆ ดังนี้

- Large animal detection and Night time detection (ระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่และการขับขี่เวลากลางคืน)

- Intersection braking(ระบบเบรกอัตโนมัติบริเวณทางแยก)

- Pre-prepared front seat belt retraction (electrical, reversible retractor belt branded ‘Since 1959’)  หรือระบบเตรียมรั้งตรึงเข็มขัดนิรภัยเบาะหน้าอัตโนมัติ (ระบบไฟฟ้า โดยอัพเกรดจากระบบเข็มขัดนิรภัยแบบแปรผันของแบรนด์ซึ่งฝช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959)

- Run-off Road Mitigation - detects car leaving the road, prepares front seat belts and energy-absorbing seat structure (ระบบป้องกันอันตรายจากรถตกถนน คอยตรวจจับเมื่อรถออกนอกเส้นทาง เตรียมการรัดตรึงเข็มขัดนิรภัยเบาะหน้าและใช้โครงสร้างเบาะที่ช่วยดูดซับพลังงาน)

- Park Assist Pilot for parallel and perpendicular parking with 360º parking camera(ระบบช่วย​จอด​รถอัตโนมัติสำหรับการจอดแบบขนานและแบบตั้งฉากด้วยกล้องช่วยจอด 360°​)

- ใช้เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งระดับ Ultra-high คิดเป็นน้ำหนัก 35% ของตัวรถ

ฟีเจอร์การทำงานระดับพรีเมียมซึ่งเป็นมาตรฐานของ S90 และ XC90R-Designได้แก่

· Pilot Assist (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ)

· Keyless Entry(การเปิดปิดแบบไร้กุญแจ) และระบบเปิดประตูท้ายรถแบบ Hand-free

· จอแสดงผลทัชสกรีนกลางขนาด 9 นิ้ว

            · จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง

   โดยทั้งรุ่น XC90 และ S90 มาพร้อมฟังก์ชั่นการแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display) ทำให้ผู้ขับทราบข้อมูลได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับขี่ พร้อมระบบเชื่อมต่อ Sensus Connect ในการมอบความบันเทิง คำแนะนำในการขับขี่ และช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับโลกกว้างได้ตลอดเวลาที่ผ่อนคลายอยู่ในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างหรูหรา สง่างามของวอลโว่ ผู้ขับยังสามารถดูข้อมูลอื่น ๆ ได้จากจอแสดงผล Full Digital TFT Driver Displayในขณะที่ผู้โดยสารจะรู้สึกผ่อนคลายไปกับหลังคาโปร่งใสแบบPower Panoramic Sunroof (รุ่น XC90)และประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก

   รถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากผู้แทนจำหน่ายของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จะได้รับแพ็คเกจมาตรฐานเป็นการรับประกันจากวอลโว่ 3 ปี หรือ 100,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 1 ปี

สำหรับรุ่น XC90 และ S90 R-Design T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid 407 hpรุ่นปี 2019

- XC90 T8 Twin Engine AWDPlug-in Hybrid R-Design ราคาเริ่มต้นที่4,590,000 บาท

- S90 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid R-Designราคาเริ่มต้นที่ 3,590,000บาท

โปรโมชั่น Secret Dealและข้อเสนอสุดคุ้มจากวอลโว่

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย สมนาคุณแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย จัดโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ตามคำเรียกร้อง Secret Deal” เฉพาะวันที่ 18-19 สิงหาคม 2561 ที่โชว์รูมวอลโว่ทุกแห่ง โดยโปรแกรมสุดเอ็กซ์ลูซีฟนี้จะนำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษแก่ผู้ซื้อรถยนต์วอลโว่ทุกรุ่น พร้อมลุ้นโอกาสจับสลากชิงรางวัลใหญ่ Secret Rewardsรวมมูลค่าสูงถึง 2 ล้านบาท โดยลูกค้าที่ซื้อรถยนต์วอลโว่คันใหม่จะได้รับแพ็คเกจซ่อมบำรุงและการดูแลแบบครบเซ็ต ซึ่งประกอบด้วยประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี และบริการบำรุงรักษานาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร บริการรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

   เชิญสัมผัสรถยนต์วอลโว่เจ้าของรางวัลระดับโลกหลากหลายรุ่น พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมายตลอดระยะเวลาสองวันของโปรโมชั่น Secret Deal เพื่อแฟนวอลโว่ตัวจริงโดยเฉพาะ

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการเปิดตัว NEW CX-3 ดึงเซเลบริตี้ดังของเมืองไทยร่วมพรีเซนต์ตัวตนลูกค้า

Saturday, 21 July 2018 17:55

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยจัดงานเปิดตัวแนะนำ  คอมแพคเอสยูวี“มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น”ฉีกกฎการเปิดตัวรถยนต์แบบธรรมดา เนรมิตพื้นที่อัดแน่นด้วยกิจกรรม 3D Facial Production Mapping ร่วมด้วยการนำเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องราวที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนลูกค้า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ มาพร้อมแนวคิดที่แตกต่าง DRIVE YOUR ATTITUDE นิยามใหม่เลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุก่อนปิดท้ายงานด้วยมินิคอนเสิร์ตของศิลปินฮิพฮอพสุดมันส์จาก TWOPEEสร้างความต่างอย่างมีไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ นอกจากนี้ยังประกาศปรับราคารุ่นท็อปลง แต่ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปจนล้นคัน ณ ดิ เอ็มควอเทียร์ ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การปรับโฉมของมาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ ในวันนี้ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ได้รับการออกแบบใหม่หมดตั้งแต่ภายในจรดภายนอก ผนวกกับการกำหนดราคาใหม่ที่น่าดึงดูดใจแก่กลุ่มลูกค้า โดยคาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่แสนพิเศษของผู้ชื่นชอบรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวีที่แตกต่างจากรถยนต์นั่ง หรือรถเอสยูวีขนาดใหญ่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายเหมาะสำหรับลูกค้าผู้หลงใหลรูปลักษณ์สไตล์การออกแบบที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ สะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างน่าอิจฉา ทำกิจกรรมที่ท้าทาย ตื่นเต้น มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ คือรถยนต์ที่ถูกออกแบบให้เข้ากับทัศนคติของลูกค้ามาสด้ามากที่สุด รวมถึงตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ขับขี่

   การเปิดตัวแนะนำ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นในครั้งนี้ มาสด้ากำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปที่กลุ่ม Liberating Explorersทั้งนี้เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาสด้าได้ดึงเอาเซเลบริตี้ชื่อดังของเมืองไทยมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า มีแนวความคิดเป็นตัวของตัวเอง พร้อมไลฟ์สไตล์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางกระแสนิยมที่หลั่งไหลเข้ามารอบตัว แต่ยังคงชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เหล่าสาวกสายพันธุ์สปอร์ตของมาสด้าได้ร่วมสนุกอย่างเต็มที่ โดยมี คุณโอ๋ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ ศิลปินนักร้องสมาชิกวงฟูตอง ซึ่งเป็นทั้งนักแสดง นักเขียน ดีไซเนอร์ นักออกแบบชื่อดัง และ คุณปันปัน นาคประเสริฐ นักออกแบบการแสดงโชว์ นักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ ครูสอนเต้น และ Drag Queen มาร่วมถ่ายทอดตัวตนของลูกค้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังปิดท้ายความสนุกสนานของงานเปิดตัวด้วยศิลปินฮิพฮอพชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยอย่างคุณโต้ง TWOPEE จากวง Southside มาร่วมสร้างบรรยากาศและเพิ่มสีสันภายในงานเปิดตัว

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นเป็นรถที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวี ที่ได้รับการออกแบบภายใต้รูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตระดับพรีเมี่ยมและโดนใจด้วยอุปกรณ์มาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย และความปลอดภัยระดับโลก มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน

- ดีไซน์ภายนอกและภายในใหม่หมด ฟังก์ชั่นครบครันในรูปแบบของคอมแพคเอสยูวีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

- ขนาดรูปทรงและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกสบาย

- การขับขี่ที่สนุก คล่องตัวสูง ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร

- ครบครันด้วยอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก

- ห้องโดยสารใหม่หมด พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นที่สุดในคลาส (One Class Above)

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับปีนี้ตลาดรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์กระแสกำลังมาแรงไม่แพ้ตลาดรถเอสยูวี จากการที่หลายๆ ค่ายต่างทยอยส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความนิยมสูงขึ้น ถึงแม้ว่าในปีนี้รถยนต์มาสด้าที่ได้แนะนำออกสู่ตลาดจะเป็นรุ่นไมเนอร์เช้นจ์ทั้งหมด แต่ก็ได้มีการผสมผสานทั้งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และรถเอสยูวี โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปีเราได้เปิดตัว มาสด้า2ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ตามมาด้วย มาสด้า3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น และครั้งนี้เราได้เปิดตัว มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นโดยเฉพาะสีที่ใช้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เป็นสีใหม่ ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์ และสีแดงโซลเรด คริสตัล ที่สะท้อนความ พรีเมี่ยมสวยงามได้อย่างลงตัว โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งแนวคิดการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม เน้นไปในเรื่องของการออกแบบในวิถีดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร แต่แฝงไปด้วยความหรูหราและทันสมัย พร้อมมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต ซึ่งเป็นปรัชญาการขับขี่ของมาสด้า

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์กล่าวถึงงานเปิดตัวในครั้งนี้ว่า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น จัดขึ้นที่ควอเทียร์ แกลลอรี่ ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ แหล่งช้อปปิ้งสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ  เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาสด้าวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของรถอเนกประสงค์ขนาดกลางที่มีลักษณะเป็นครอสโอเวอร์ในเซ็กเมนท์คอมแพคเอสยูวี แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระ หรือครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น มาพร้อมแนวคิด DRIVE YOUR ATTITUDEเลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุณเพราะแต่ละคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกัน แต่เราเลือกที่จะแตกต่าง ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ มีแนวทางในการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ต้องค้นหาตัวตน แค่เป็นตัวเองในแบบที่เราเป็น มีไลฟ์สไตล์ไม่ซ้ำใคร แค่นี้ก็สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง เป็นหนึ่งเดียวในแบบที่เป็นคุณ

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Liberating Explorersคือเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย  มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีสไตล์ชัดเจน เป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอมีทัศนคติที่ดีต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย ชอบพบปะสังสรรค์ รวมทั้งชอบสื่อสังคมออนไลน์ ให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์ หลงใหลเทคโนโลยี เป็นคนแอคทีฟกับเทรนด์ใหม่ๆ มีการเลือกสรรแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และมุมมองที่เป็นตัวเองเลือกทางเดินและตัดสินใจด้วยตัวเอง กล้าที่จะคิดต่างในแบบฉบับของตนเองนอกจากนี้ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น ยังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้า URBAN MILLENNIALS ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์มีการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย

เทคโนโลยีi-ACTIVSENSEในมาสด้า ซีเอ็กซ์3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- ระบบ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM) & Rear Cross Traffic Alert (RCTA)ระบบตรวจจับยานพาหนะจากด้านข้างและด้านหลังที่กำลังใกล้เข้ามาบริเวณจุดบอด พร้อมทั้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะทำการเปลี่ยนเลน RCTAจะช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

- ระบบ Lane Departure Warning System (LDWS)ระบบคาดการณ์การเบี่ยงออกนอกเลน และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายผ่านทางเสียง

- ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบปรับการทำงานของไฟหน้าสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้ายขวาอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนน ตำแหน่งรถคันหน้า รวมถึงรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่

- ระบบ Driver Attention Alert (DAA) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากความเมื่อยล้า โดยส่งเสียงและสัญญาณไฟเตือนให้หยุดพัก เมื่อตรวจพบพฤติกรรมเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

- ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC)ช่วยควบคุมความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ  

- ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง หรือ 360o View Monitor พร้อมมุมกล้องในแบบ Top Viewช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

- ระบบ Smart City Brake Support(SCBS)และระบบSmart City Brake Support-Reverse (SCBS-R)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะเดินหน้าและถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการชน

- ระบบ Smart Brake Support (SBS)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อพบความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

ราคาจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- รุ่น 2.0 E              เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 879,000 บาท

- รุ่น 2.0 C               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 955,000 บาท

- รุ่น 2.0 S               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,029,000 บาท

- รุ่น 2.0 SP            เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,083,000 บาท

- รุ่น 1.5 XDL          เครื่องยนต์คลีนดีเซลสกายแอคทีฟ-ดี     ขนาด 1.5 ลิตร   ราคา 1,189,000 บาท

สีตัวถังภายนอก

   สำหรับสีตัวถังภายนอกของ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ประกอบด้วย 2 สีใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์และสีแดงโซลเรด คริสตัล โดยสีใหม่นี้ทำให้เกิดความเจิดจรัส มีพลังและมิติความลึก แวววาว อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการพ่นสีแบบ TAKUMINURIของมาสด้า  โดยสีนั้นจะมีความอิ่มตัวขึ้น 20%และดูมีความลึก 50%มากกว่าสีแดงเดิม มีความแวววาว สะท้อนแสงมากยิ่งขึ้น ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือกนอกจากนี้ ได้แก่

- สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช

- สีดำ เจ็ท แบล็ก

- สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

- สีขาว เซรามิก เมทัลลิค

- สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

   นอกจากมาสด้าจะจัดงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนแล้ว ยังมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่สนใจและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือทางหน้าเฟซบุคของมาสด้าด้วย โดยงานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2561เพิ่มความพิเศษขั้นสุดให้กับลูกค้าที่จองรถ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นภายในงานเปิดตัว รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมพร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 2.15% รับฟรีประกันภัย ชั้น 1 Mazda Premium Insuranceจากมาสด้า และค่าบำรุงรักษา หรือ Mazda Care นานสูงสุด 5 ปี

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าโดดร่วมสงครามปิกอัพส่งรุ่นพิเศษ 2018 คอลเลคชั่น บีที-50 โปร ธันเดอร์ จับตลาดบน

Tuesday, 18 September 2018 17:05

 

 

 

 

 

 

 

 

   ตลาดรถปิกอัพเริ่มร้อนระอุ เมื่อค่ายมาสด้าหวนกลับมาทำตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง หลังจากทุ่มเทอย่างหนักกับตลาดเก๋งจนประสบความสำเร็จทำให้รถยนต์นั่งก้าวขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และครองอันดับ 3 ของตลาดรถเก๋งอย่างถาวร ถึงเวลาที่มาสด้าต้องกลับมาทวงบัลลังก์ยอดขายรถปิกอัพ โดยที่หลังก่อนหน้านี้ปล่อยให้คู่แข่งขันเปิดสงครามแลกหมัดกันอย่างเมามัน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมามาสด้าไม่ได้นิ่งเฉย กลับซุ่มเงียบเพื่อการออกแบบดีไซน์ใหม่ แล้ววันนี้ มาสด้าเผยหมัดเด็ดด้วยการส่งรุ่นพิเศษลงสู้ศึก ภายใต้ชื่อ Mazda BT-50 PRO THUNDER พร้อมวางกลยุทธ์ที่ไม่ต้องต่อกรกับคู่แข่งโดยตรง แต่ฉีกหนีภาพลักษณ์แบบรถปิกอัพสไตล์เดิมๆ ที่เน้นแข็งแกร่งดุดัน มาสด้ามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่เรียกว่ารถปิกอัพอเนกประสงค์ เน้นลูกค้าที่ต้องการความหรูหรา ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย

   มาสด้าไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในส่วนของรถยนต์นั่งเท่านั้น แต่มาสด้ายังได้สร้างสรรค์รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ที่มีความชื่นชอบในการใช้รถปิกอัพสไตล์รถเก๋ง ดังนั้นมาสด้าจึงมุ่งค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะตน ทั้งในเรื่องการออกแบบที่สวยงาม ดีไซน์สปอร์ตหรู พร้อมกับห้องโดยสารกว้างขวาง เพราะรถปิกอัพนั้นไม่ใช่เพียงรถที่ไว้บรรทุกของ แต่ยังสามารถนำมาใช้เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน รวมถึงเพื่อการท่องเที่ยวเดินทางไปยังที่สถานที่ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย และในวันนี้มาสด้าได้เผยโฉม มาสด้า บีที-50 โปร ธันเดอร์ ใหม่ภายใต้แนวคิด “ให้ทุกเป้าหมายเป็นจริงได้”

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถกระบะนั้นครองอันดับ 1ครองยอดส่วนแบ่งตลาดสูงสุดมาโดยตลอด เนื่องจากประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศเกษตรกรรม รถกระบะจึงเป็นยานพาหนะที่เหมาะสมในการใช้งานรอบด้าน ซึ่งปัจจุบันรถปิกอัพโดยส่วนใหญ่ในตลาดนั้นจะเน้นคุณสมบัติของการบรรทุกเป็นหลัก ดังนั้น มาสด้าจึงฉีกแนวรูปลักษณ์ของรถกระบะแบบเดิมๆ ด้วยการเพิ่มในส่วนของการออกแบบที่สวยงามยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ผลลัพธ์ของการใช้งานที่หลากหลายเช่นเดียวกับรถอเนกประสงค์ และสัมผัสได้ในสไตล์รถยนต์นั่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับดีไซน์ใหม่ในครั้งนี้ มาสด้าได้เพิ่มสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิกด้านข้าง พร้อมดีไซน์กันชนหน้าใหม่ เพิ่มกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์ใหม่ ให้มุมมองความสปอร์ตและเพิ่มความหรูหรามากยิ่งขึ้น

   การเปิดตัวรถกระบะ บีที-50 โปร THUNDER ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นกลุ่มผู้บริโภคในเรื่องของการสร้างการจดจำของแบรนด์ในส่วนของไลน์รถกระบะของมาสด้า ซึ่งในปีนี้มาสด้าวางเป้ายอดขายรถกระบะ บีที-50 โปร ในปีนี้ไว้ที่ 7,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15% ตอบโจทย์กลุ่มกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถกระบะที่มีสมรรถนะสูงให้ทั้งความแรงและประหยัด ด้วยช่วงล่างอัจฉริยะ ซูเปอร์ ดีอี (super DE-S)ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัย ทั้งยังนุ่มสบายและดูดซับแรงสะเทือนไม่ให้เข้าถึงห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี เสริมด้วยเหล็กกันโคลงหน้า ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว และมีประสิทธิภาพสูงในเรื่องยึดเกาะถนน พร้อมสมรรถนะการบังคับควบคุมที่ดีเยี่ยม

   รถกระบะมาสด้า BT-50 PRO THUNDER รุ่นพิเศษ ปี 2018 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับดีไซน์ภายนอกให้ความสปอร์ตหรูหราไปอีกขั้น เน้นเอกลักษณ์การออกแบบเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งของมาสด้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะแบบอเนกประสงค์ แต่ให้ความสปอร์ตหรู ช่วงล่างดี ห้องโดยสารกว้าง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของลูกค้าในปัจจุบัน มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่ารถปิกอัพทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด โดยรุ่นพิเศษนี้มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบฟรีสไตล์แคบ หรือบานแค็ปเปิดได้ FSC Hi-Race เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และรุ่น 4 ประตู DBLHi-Racer ทั้งแบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ประกอบด้วย สีขาว คลูไวท์, สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิค, สีดำ เจ็ทแบล็ก และสีขาวมุก สโนว์เฟลก

ราคาจำหน่ายรวมอุปกรณ์ตกแต่ง

- Mazda BT-50 PRO THUNDER FSC Hi-Racer 2.2L 6MT            ราคา     701,000 บาท*

- Mazda BT-50 PRO THUNDER DBL Hi-Racer 2.2L 6MT            ราคา     792,000 บาท*

- Mazda BT-50 PRO THUNDER DBL Hi-Racer 2.2L 6AT            ราคา     952,000 บาท**

(*สีเมทัลลิค เพิ่ม 7,000 บาท และ **สีขาวมุก สโนว์เฟลก เพิ่ม 7,000 บาท)

   มาสด้า บีที-50 โปร THUNDER มาพร้อมระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก และเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่มีในรถยนต์นั่งมาสด้าทุกรุ่น โดยรถรุ่นพิเศษนี้จะมีให้เลือกทั้งในรุ่นฟรีสไตล์แค็ปและรุ่นดับเบิ้ลแค็ป ทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ด้วยเครื่องยนต์ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร สามารถเรียกกำลังได้ทั้งในรอบต่ำและรอบสูง

   มาสด้าบีที-50 โปร ปลอดภัยเหนือระดับ...มั่นใจตลอดเส้นทาง

- โครงสร้างตัวถังขึ้นรูปจากเหล็กกล้าทนแรงดึงสูงที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเหมาะสมกับขนาดเครื่องยนต์

- ระบบเพิ่มแรงเบรกฉุกเฉิน EBA (Emergency Brake Assist) และระบบเบรกอัตโนมัติ BOS (Brake Override System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินกะพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)

- เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ 3 จุด 2 ตำแหน่ง

- ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

- เครื่องเล่น DVD พร้อมระบบนำทาง Navigator

- เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD)

- กล้องมองหลัง

   โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ www.mazda.co.thและMazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018

Monday, 20 August 2018 08:05

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว อ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน   บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ ทั้งนี้ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ไม่เพียงบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย แต่รถยนต์รุ่นดังกล่าว ยังถือเป็นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยของบริษัทฯ ทั้งยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ต้องการผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้า

   เอ็กซ์แพนเดอร์นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า  คนรุ่นใหม่ ผู้ที่กำลังสร้างครอบครัว ผู้ที่ต้องการรถครอสโอเวอร์ที่มีความกว้างขวางและความ อเนกประสงค์ มีสมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยมและรองรับทุกการใช้งาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส    ประเทศไทย นำเสนอ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น GLS-LTDมีราคาจำหน่าย 779,000 บาทและ รุ่น GTมีราคาจำหน่าย 849,000บาท

   มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายในงานแถลงข่าวที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่จะส่งมอบคุณค่าและความพึงพอใจที่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าด้วยการบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย ซึ่ง มิตซูบิชิ      เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการถ่ายทอดเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญด้านรถอเนกประสงค์ของเรา ให้เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะแกร่งพร้อมผ่านอุปสรรคในทุกเส้นทางแบบรถเอสยูวี ผสานเข้ากับความสะดวกสบาย และความประณีตหรูหรา เพื่อส่งมอบสุนทรีภาพการขับขี่ที่ดีที่สุด ทั้งในโลกของรถเอสยูวีและรถเอ็มพีวี และนี่คือนิยามใหม่ของครอสโอเวอร์”

   “หลังจากเราได้เสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากการเปิดตัวต่อสื่อมวลชนและในกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดรถครอสโอเวอร์ของประเทศไทย ทั้งนี้ มิตซูบิชิ  เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังนำเสนอรถยนต์รุ่นยอดนิยมอื่นๆ อย่างครบครันที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ ไทรทัน และไทรทัน แอทลีท มิตซูบิชิ มิราจ และ มิตซูบิชิ แอททราจ

เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์

“เช่นเดียวกับรถทุกคันของเรา เราเริ่มต้นด้วยการฟังเสียงจากลูกค้าเสมอ  มิตซูบิชิ  เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จะช่วยสร้างสปิริตแห่งการผจญภัยในตัวคุณ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ คือนิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สำหรับลูกค้าชาวไทย และถือเป็นคำเชิญให้คุณได้ออกไปค้นหาและเปิดประสบการณ์ใหม่” มร. ซึเนฮิโระ คุนิโมโตะรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าว

   รูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มาจากแนวคิด AdvancedDynamic Shieldเอกลักษณ์ด้านการดีไซน์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้านหน้าตัวรถมีลักษณะคล้ายโล่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการปกป้องคุ้มครองทุกคน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปจนถึงบุคคลภายนอกรถอีกด้วย เป็นการผสานทั้งการปกป้องความปลอดภัยและสมรรถนะเหนือระดับเอาไว้ด้วยกัน เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จึงเปี่ยมด้วยความปลอดภัย

   และสำหรับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ จีที ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด จะมาพร้อมไฟตัดหมอกหน้า มือจับประตูและคิ้วขอบกระจกโครเมียม แผงกันกระแทกด้านหน้าและด้านหลังรวมถึงคิ้วด้านข้างสีเงิน รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยโดยมีระยะห่างจากพื้นถึง 205 มม.

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง ภายในมอบความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน ด้วยพื้นที่ช่วงขาและไหล่ที่กว้างขวาง พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารเมื่อปรับเบาะให้แบนราบที่เหนือกว่า ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นสูงสุดยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหน้าจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบสามมิติ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง มีระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย จอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว และเบาะนั่งหุ้มหนังทั้ง 3 แถว

   “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ได้รับการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถอเนกประสงค์ สังเกตได้จากซุ้มล้อที่ดูบึกบึน ระยะความสูงจากพื้นที่สูงอันโดดเด่นและความสามารถที่เหนือกว่าในการลุยผ่านแอ่งน้ำ  มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับการขับขี่ในฤดูฝนและทุกสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ภายในอันกว้างขวางของ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังมาพร้อมกับความสะดวกสบายที่หลากหลาย  ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีเยี่ยม เพื่อสร้างความมั่นใจและสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ดีไซน์ของ มิตซูบิชิ ไม่เพียงแต่คำนึงถึงความสวยงามทันสมัยเท่านั้น ด้วยพันธกิจของเราคือการมุ่งมั่นออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างรอบด้าน”  มร. คุนิโมโตะ กล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน MIVEC DOHC16 วาล์ว ความจุ 1.5 ลิตร มีพละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาให้มีความประหยัดน้ำมันและเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะ พร้อมลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้มีการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลยิ่งกว่าตลอดการเดินทาง

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสและเป็นเจ้าของที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ระหว่างวันที่ 18-26 สิงหาคม พ.ศ. 2561และที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ กำหนดส่งมอบให้ลูกค้าตั้งแต่วันที่เปิดตัวเป็นต้นไป

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ โดดเด่นด้วยขุมพลังใหม่ ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้น เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า

Sunday, 22 July 2018 18:38

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันนี้ พร้อมนำเสนอรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่สร้างนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’รุ่นใหม่นี้ สานต่อศักยภาพและสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างลงตัว

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 20 รุ่น ซึ่งรวมถึงรุ่นไวล์ดแทรค XLTXLS XL กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) และรุ่นใหม่ ‘ลิมิเต็ด’(Limited)และยังรวมถึง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ผลิตจากโรงงานรุ่นแรกและรุ่นเดียวของเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

   “ด้วยเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ พร้อมขุมพลังใหม่ที่มอบสมรรถนะอันเหนือกว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่จะสานต่อความแข็งแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ รวมถึงสร้างการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น” นางสาวยุคนธร ‘วิคกี้’วิเศษโกสิน ประธานฟอร์ด อาเซียน และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว “เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ จะยังคงเดินหน้าปฏิวัติมาตรฐานของวงการรถกระบะ และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกค้าจำนวนมากเชื่อมั่นในฟอร์ด เรนเจอร์เช่นเดียวกับเรา”

ขุมพลังขั้นสูงเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกถึง 3 แบบเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร เทอร์โบ และเครื่องยนต์ดูราทอร์ค ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ ที่ผ่านบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งมาแล้ว

   เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ของฟอร์ดผลิตจากวัสดุและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยระบบคอมมอนเรล หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่น ท่อร่วมไอดี และสายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง

   พิเศษสุดสำหรับรุ่นแร็พเตอร์ และรุ่นไวล์ดแทรค 4x4 เครื่องยนต์ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมมอบแรงบิดที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้เสียงเครื่องยนต์เงียบลงกว่าเดิม ช่วยให้การเดินทางด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สะดวกสบายยิ่งขึ้น

   เครื่องยนต์ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0ลิตร ใช้ระบบ Sequentail Turbocharging ที่ผสานการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้ง 2 ตัว เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเต็มประสิทธิภาพและมอบสมรรถนะสูงสุด โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวแรกเป็นแบบเทอร์โบแปรผัน (Vartiable Turbocharger) จะช่วยเร่งการตอบสนองของคันเร่ง และลดช่วงการรอรอบ ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดและแรงม้าสูงแม้ตอนใช้ความเร็วต่ำ ในขณะที่เทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวที่สองซึ่งเป็นระบบเทอร์โบFixed-geometry จะรับหน้าที่ต่อเพื่อเพิ่มกำลังและความเรียบลื่นให้กับเครื่องยนต์ขณะใช้ความเร็วสูง

   ด้วยแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ไบเทอร์โบมอบแรงบิดที่เหนือกว่า และอัตราทดเกียร์ที่แคบลงของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะช่วยเพิ่มพลังและแรงเร่ง ทำให้การไต่เขาที่ลื่นและสูงชันง่ายดายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์และไวล์ดแทรค ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการบรรทุกและลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500กิโลกรัม

   เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ในรุ่นไวล์ดแทรค 4x2 และรุ่นใหม่ลิมิเต็ด (Limited) มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ล้ำหน้าของฟอร์ด มอบกำลังสูงถึง 180 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร สำหรับรุ่น Limited ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้เลือกอีกด้วย

   ส่วนรุ่น XLT XLSและ XL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบมอบกำลัง 160 แรงม้า และแรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

แกร่งกว่า ฉลาดกว่า

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะทำการช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน  ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

   เทคโนโลยีเที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist - APA) ซึ่งช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

   นอกจากนี้ เรนเจอร์รุ่นไวล์ดแทรค และ LTDมาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เปิดปิดฝากระบะท้ายง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   พิเศษสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ยังเพิ่มระบบพวงมาลัยไฟฟ้าในรุ่นXLและ XLS ถือเป็นครั้งแรกของตลาดรถกระบะระดับเดียวกัน ที่อุปกรณ์นี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฟอร์ด มอบสมรรถนะที่เหนือกว่าให้แก่รถกระบะพันธุ์แกร่ง ให้พร้อมรับมือทุกงานหนักในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านขนส่ง การค้าเชิงพาณิชย์ งานในโครงการก่อสร้าง หรืองานเกษตรกรรมทั่วประเทศ

โฉมใหม่ของเรนเจอร์

   รูปลักษณ์ของเรนเจอร์ใหม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อสื่อถึงความสมบุกสมบันแบบออฟโรดและความโฉบเฉี่ยวยามอยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เริ่มจากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติที่เด่นชัด และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค และรุ่น Limitedมาพร้อมไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

   “ดีไซน์ที่ประสบความสำเร็จควรสื่อถึงคุณลักษณะของรถได้ในทันทีที่มองเห็น” มร. ท็อดด์ วิลลิ่ง ผู้อำนวยการด้านการออกแบบ ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก กล่าว “ด้วยชื่อเสียงของเรนเจอร์ในฐานะยนตรกรรมที่เปี่ยมสมรรถนะและรองรับทุกความต้องการใช้งาน งานของเราคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่สื่อถึงคุณสมบัติเหล่านี้ให้เด่นชัด โดยยังคงความสวยงามที่เปี่ยมเสน่ห์ไว้”

   นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แต่ละรุ่นยังมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน ด้วยสีและการตกแต่งที่สื่อถึงลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่พร้อมรองรับทุกงานหนัก เช่น เรนเจอร์ XL XLS หรือรุ่นไวล์ดแทรค ที่พร้อมลุยไปทุกที่

   การตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียมในเรนเจอร์ XLTและ Limitedรวมไปถึงการตกแต่งแบบโดดเด่นในเรนเจอร์ ไวล์ดแทรค สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่เฉพาะรุ่น นั่นคือสี ‘เซเบรอ’สีส้มประกายบลอนด์ ซึ่งตัดกันอย่างงดงามกับกระจังหน้าสีเทาเข้ม สปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยังช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี

ควบคุมทุกสถานการณ์

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มอบความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ (PEPS)และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่นไวล์ดแทรค

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน ทั้งในวันทำงานที่หนักหน่วง การเดินทางไกลในช่วงสุดสัปดาห์หรือการผจญภัยแบบออฟโรด ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางของเรนเจอร์ตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมพื้นผิววัสดุตรงจุดสัมผัสที่ทนทานเพื่อคุณภาพการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมเพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งรายละเอียดด้วยโครเมียมและการเดินด้ายสีเงิน

   นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว รวมถึงได้รับความบันเทิงสูงสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยังเพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) ในรุ่นไวล์ดแทรค ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย

   ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) รองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบซิงค์ 3 ยังครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบช่วยโทรฉุกเฉินนี้จะติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ทุกคันที่ใช้ระบบซิงค์ 3

นุ่มสบายบนท้องถนน เอาชนะทุกเส้นทางออฟโรด

   ระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดการโคลงตัวและการควบคุมการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โดยเน้นที่การยกระดับประสบการณ์การขับขี่เมื่อบรรทุกและลากของหนัก

   ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างใหม่นี้ ช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น ลดการโคลงตัวและเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมทิศทาง โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการลากจูงและบรรทุกสิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ไว้ได้

   “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเรนเจอร์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบรรทุกของ ลากเรือ หรือรถคาราวานไปทั่วประเทศ” มร. จอห์น วิลเล่มส์ หัวหน้าวิศวกรรมโปรแกรม เรนเจอร์ กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยิ่งทำงานหนักเท่าไร ยิ่งขับขี่ได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น ทั้งยังควบคุมรถได้ง่าย จึงใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการบรรทุกและลากจูง และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางระยะไกลอีกด้วย”

ราคา สี และบริการ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 20 รุ่น ตามราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้:

  • แร็พเตอร์ – ราคา 1,699,000 บาท
  • ไวล์ดแทรค – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 1,029,000 – 1,265,000 บาท
  • ลิมิเต็ด(LTD)– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 889,000 – 1,029,000 บาท
  • XLT– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 749,000 – 869,000 บาท
  • XLS– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 659,000 – 789,000 บาท
  • XL– มีให้เลือก 3รุ่น ราคาตั้งแต่ 559,000 – 649,000 บาท
  • กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 589,000 – 799,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีใหม่ 2สี นั่นคือ สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) และสีมาตรฐาน ได้แก่ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค (Aluminuim Metallic) สีดำแอพโซลูท แบล็ค เมทัลลิค (Absolute Black Metallic) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (Meteor Grey Metallic) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีแดงทรู เร้ด (True Red)

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ซึ่งเป็นสีใหม่เฉพาะแร็พเตอร์เท่านั้น และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) และสีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ผลิตที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ที่จังหวัดระยอง สำหรับการจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาใจคนรักความเร็วแรง เปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ด้วยราคา 4.69 ล้านบาท

Friday, 20 July 2018 16:31

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เร่งเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความเร็ว เปิดตัวรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศลำดับที่ 2จากค่ายรถยนต์สมรรถนะสูง Mercedes-AMGอย่าง The GLC 43 4MATIC Coupéหวังชิงตลาดรถยนต์สายพันธุ์แรง ด้วยความโดดเด่นจาก  การผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้ นำเสนอในราคา 4.69ล้านบาท ณ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการ       ทั้ง 11แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า   “ตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองไทย ซึ่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ทางบริษัทฯ จึงได้ทำการเปิดตัว       แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมที่หลากหลาย สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่  ชื่นชอบความเร็วและความแรงโดยเฉพาะ โดยในครึ่งปีแรก ยอดขายภายใต้รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เติบโตขึ้นกว่า 179%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น          ผลจากการเปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ          ที่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถยนต์แบรนด์นี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงเกิดจากความมั่นใจในการให้บริการหลังการขายจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ที่มีถึง 11แห่งทั่วประเทศ”

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ เราได้รุกตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูงอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่      ผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะและประโยชน์ใช้สอยซึ่งเหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยเหตุผลที่ทางบริษัทฯ เลือกนำรถยนต์รุ่นนี้มาเป็นรถยนต์ลำดับที่ 2จากค่ายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่ประกอบในประเทศไทย เนื่องจากเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีซึ่งรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรุ่นประกอบในประเทศนี้ มาพร้อมดีไซน์ ภายนอก-ภายใน ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีอันล้ำสมัย รวมถึงระบบมัลติมีเดียเหมือนกับรถยนต์รุ่นนำเข้าทุกประการ พร้อมเพิ่มเติมความพิเศษด้วยระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist DISTRONICและฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS(Apple CarPlay™) เพื่อลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ”

   “นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดสำหรับแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างต่อเนื่องรวมถึงงานจัดแสดงรถยนต์ “สตาร์เฟส 2018”ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่  18-22 กรกฎาคม 2561โดยMercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศที่เปิดตัวในวันนี้ จะนำไปจัดแสดงภายในงานสตาร์เฟสพร้อมกับยนตรกรรมอันหลากหลายภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 17คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้เข้าไปสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงานจะได้พบกับข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ พร้อมรับของที่ระลึกแบบพรีเมี่ยมเฉพาะผู้ที่จองรถภายในงานเท่านั้น” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลผลิตภัณฑ์Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่ายแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบAMG Performance 4MATICและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จาก ดีไซน์ภายนอก ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystylingรอบคัน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System,ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5ก้านคู่ขนาด 21นิ้ว, ตกแต่งด้านท้ายด้วย AMG Spoiler-lip, ปลายท่อไอเสีย 2ท่อ แบบ4-pipe look,ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMGและระบบกันสะเทือนแบบ AMG Sports Suspension Based on  AIR BODY CONTROLพร้อมการปรับแต่งแบบAMG sportsซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

   ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบ AMG Sport seatตัดสลับ DINAMICA microfibre ตกแต่งด้วยด้ายสีแดงเพิ่มความเร้าใจด้วยAMG Carbon-fibreโดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด  หุ้มด้วยหนัง nappaคุณภาพสูง, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ,กาบบันได สเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMGแบบเรืองแสง,ระบบกุญแจแบบKEYLESS-GO รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ3 สีและอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดีMB Audio 20,ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth),ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS          (Apple CarPlay™) รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ด้านเทคโนโลยีมาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบขับขี่ AMG DYNAMIC SELECTและ   ระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยมากมายอาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า   (Distance Pilot DISTRONIC) ซึ่งระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้า  ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติรวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด โดยระบบนี้สามารถตั้งค่าความเร็วของรถที่ผู้ขับขี่ต้องการได้ตั้งแต่ความเร็วที่ 0-200กม./ชม.

   Mercedes-AMG GLC 434MATIC Coupéมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V6เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ(boost pressure)ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

 ราคา Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéราคา4,690,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ปล่อยความแรงเร้าใจเต็มพิกัด ในดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา

Wednesday, 01 August 2018 14:35

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทยส่งสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ สร้างความเร้าใจด้วยขีดสุดแห่งความแรงจากขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ อวดโฉมสมรรถนะสุดปราดเปรียวด้วยจิตวิญญาณของรถแข่งโกคาร์ทอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้แก่สาวกชาวไทย ในดีไซน์เปิดประทุนที่โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตาตามสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมเครื่องยนต์ทรงพลังปราดเปรียวสนุกสนานได้ในทุกเส้นทาง

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทยกล่าวว่า “หลังจากที่ได้เราเผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ รุ่นปรับโฉมใหม่ ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วันนี้ มินิ ประเทศไทยกลับมาอีกครั้งพร้อมมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ เสริมความแรงอย่างต่อเนื่องเต็มพิกัดไม่แพ้ในรุ่นแฮทช์ ผสานเครื่องยนต์ทรงพลังและระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเทียบชั้นกับรถแข่ง เข้ากันอย่างลงตัวกับดีไซน์สปอร์ตและชุดแต่งที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา โดยเฉพาะไฟท้ายลายธงยูเนียน แจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์ด้วยสมรรถนะปราดเปรียวและรูปลักษณ์สุดคลาสสิกของมินิ”

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของมินิ ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turboทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสริมสมรรถนะการขับเคลื่อนด้วยระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่มอบพลังเสียงเร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน

   อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่คือหลังคาผ้าแบบอัตโนมัติ ที่สามารถเปิด-ปิดได้อย่างไร้เสียงด้วยระบบไฟฟ้า และยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากขึ้นอีกด้วย โดยการเปิด-ปิดหลังคาสามารถทำงานด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว และใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียงแค่ 18 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับเลื่อนเปิดหลังคาเฉพาะส่วนหน้าได้มากสุดถึง 40 เซนติเมตร โดยไม่จำกัดความเร็วขณะขับขี่

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังพกขีดสุดแห่งความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง ด้วยการติดตั้งระบบช่วงล่างที่สามารถปรับสภาพตามรูปแบบการขับขี่ (Adaptive Suspension) และชุดเบรกแบบสปอร์ตมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับรุ่นคอนเวิร์ตทิเบิล พร้อมชุดแต่งaerodynamicsจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เต็มรูปแบบ และล้ออัลลอยลายJohn Cooper Works Cup Spoke 2-toneขนาด 18 นิ้ว ที่เสริมลุคสปอร์ตอันทรงพลังให้แก่มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิลเจเนอเรชั่นใหม่นี้

   นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังได้มีการปรับโฉมใหม่เช่นเดียวกับรถยนต์มินิรุ่นอื่น ๆ เพื่อยกระดับคาแรคเตอร์และเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เด่นชัดยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร โดยไฟเบรกจะใช้เส้นแนวตั้ง ส่วนไฟเลี้ยวจะเป็นเส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง ส่วนไฟหน้าล่าสุดมาพร้อมกับเทคโนโลยี Adaptive LED ที่ทำงานร่วมกับ Matrix light ยกระดับทัศนวิสัยในการขับขี่ด้วยการใช้ระบบกล้องหน้ารถตรวจจับหารถยนต์คันอื่นที่ขับสวนมา เพื่อหลีกเลี่ยงการยิงไฟสูงใส่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในขณะที่ยังคงส่องสว่างส่วนอื่น ๆ ของท้องถนน เพิ่มความปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง และอีก

   สำหรับภายในตัวรถ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ยังคงมอบความรู้สึกสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหนังแท้ แป้นเบรก คันเร่ง และที่พักเท้าสแตนเลส สตีล มือจับประตูและที่หุ้มเกียร์ รวมทั้งเพดานห้องโดยสารสีดำ anthraciteในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และยังให้ความสนุกสนานในทุกการขับขี่ด้วยพลังเสียงจากลำโพงHarman Kardon HiFiถึง 12 ตัว พร้อมจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ MINI Connectedเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดกับสมาร์ทโฟน

   มินิยังนำเทคโนโลยีล่าสุดอย่างแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging)มาติดตั้งไว้ยังบริเวณช่องในที่วางแขนกึ่งกลางตัวรถ โดยสามารถวางโทรศัพท์รุ่นที่รองรับระบบการชาร์จไร้สายบนแท่นเพื่อชาร์จได้เลย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB เพิ่มเติมอีก 2 ช่องที่คอนโซลหน้ารถอีกด้วย

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,468,000 บาท ให้ผู้ขับขี่ได้โลดแล่นอย่างอุ่นใจด้วยแพ็คเกจ MINI Service Inclusive (MSI) Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

   ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมินิ ประเทศไทย ได้ที่เฟซบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/MINI.Thailand หรือติดต่อ MINI Contact Center ได้ที่ 1-401-269-269

 
 

ฮุนไดมอบรถยนต์ไอออนิค อิเล็คทริกให้กับผู้ชนะมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018

Tuesday, 18 September 2018 17:42

   มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดพร้อมด้วยผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบรางวัล รถยนต์ฮุนไดไออนิค อิเล็กทริก มูลค่า 1,749,000 บาท ให้แก่ น.ส. นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์  ผู้ได้รับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ณ พาลาเดี่ยม ฮอลส์ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลี่ย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

   การร่วมเป็นผู้สนับสนุนในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ฮุนได เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่ได้รับการยอมรับและนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยมานานกว่า 10 ปี   โดยฮุนไดไอออนิค เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีดีไซน์ที่สวยงามพร้อมเทคโนโลยี และระบบเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ที่ล้ำสมัย

 
 

More Articles...

Page 2 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )