Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาใจคนรักความเร็วแรง เปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ด้วยราคา 4.69 ล้านบาท

Friday, 20 July 2018 16:31

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เร่งเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความเร็ว เปิดตัวรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศลำดับที่ 2จากค่ายรถยนต์สมรรถนะสูง Mercedes-AMGอย่าง The GLC 43 4MATIC Coupéหวังชิงตลาดรถยนต์สายพันธุ์แรง ด้วยความโดดเด่นจาก  การผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้ นำเสนอในราคา 4.69ล้านบาท ณ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการ       ทั้ง 11แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า   “ตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองไทย ซึ่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ทางบริษัทฯ จึงได้ทำการเปิดตัว       แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมที่หลากหลาย สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่  ชื่นชอบความเร็วและความแรงโดยเฉพาะ โดยในครึ่งปีแรก ยอดขายภายใต้รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เติบโตขึ้นกว่า 179%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น          ผลจากการเปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ          ที่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถยนต์แบรนด์นี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงเกิดจากความมั่นใจในการให้บริการหลังการขายจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ที่มีถึง 11แห่งทั่วประเทศ”

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ เราได้รุกตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูงอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่      ผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะและประโยชน์ใช้สอยซึ่งเหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยเหตุผลที่ทางบริษัทฯ เลือกนำรถยนต์รุ่นนี้มาเป็นรถยนต์ลำดับที่ 2จากค่ายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่ประกอบในประเทศไทย เนื่องจากเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีซึ่งรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรุ่นประกอบในประเทศนี้ มาพร้อมดีไซน์ ภายนอก-ภายใน ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีอันล้ำสมัย รวมถึงระบบมัลติมีเดียเหมือนกับรถยนต์รุ่นนำเข้าทุกประการ พร้อมเพิ่มเติมความพิเศษด้วยระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist DISTRONICและฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS(Apple CarPlay™) เพื่อลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ”

   “นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดสำหรับแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างต่อเนื่องรวมถึงงานจัดแสดงรถยนต์ “สตาร์เฟส 2018”ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่  18-22 กรกฎาคม 2561โดยMercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศที่เปิดตัวในวันนี้ จะนำไปจัดแสดงภายในงานสตาร์เฟสพร้อมกับยนตรกรรมอันหลากหลายภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 17คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้เข้าไปสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงานจะได้พบกับข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ พร้อมรับของที่ระลึกแบบพรีเมี่ยมเฉพาะผู้ที่จองรถภายในงานเท่านั้น” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลผลิตภัณฑ์Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่ายแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบAMG Performance 4MATICและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จาก ดีไซน์ภายนอก ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystylingรอบคัน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System,ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5ก้านคู่ขนาด 21นิ้ว, ตกแต่งด้านท้ายด้วย AMG Spoiler-lip, ปลายท่อไอเสีย 2ท่อ แบบ4-pipe look,ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMGและระบบกันสะเทือนแบบ AMG Sports Suspension Based on  AIR BODY CONTROLพร้อมการปรับแต่งแบบAMG sportsซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

   ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบ AMG Sport seatตัดสลับ DINAMICA microfibre ตกแต่งด้วยด้ายสีแดงเพิ่มความเร้าใจด้วยAMG Carbon-fibreโดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด  หุ้มด้วยหนัง nappaคุณภาพสูง, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ,กาบบันได สเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMGแบบเรืองแสง,ระบบกุญแจแบบKEYLESS-GO รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ3 สีและอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดีMB Audio 20,ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth),ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS          (Apple CarPlay™) รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ด้านเทคโนโลยีมาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบขับขี่ AMG DYNAMIC SELECTและ   ระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยมากมายอาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า   (Distance Pilot DISTRONIC) ซึ่งระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้า  ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติรวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด โดยระบบนี้สามารถตั้งค่าความเร็วของรถที่ผู้ขับขี่ต้องการได้ตั้งแต่ความเร็วที่ 0-200กม./ชม.

   Mercedes-AMG GLC 434MATIC Coupéมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V6เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ(boost pressure)ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

 ราคา Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéราคา4,690,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ต และความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวีในระดับคอมแพคท์

Friday, 15 June 2018 16:30

 

 

 

 

 

 

  
  
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมด้วยรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)   พบกับฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัดกล่าวว่า“ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 นับเป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดและเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน และเพื่อเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม มากยิ่งขึ้น ฮอนด้า จึงได้แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ 18,000 คันภายใน 1 ปี”

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

   สปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมองด้วย ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RSที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคันกันชนหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LEDชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย

   ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ

   ขับสนุกเร้าใจทุกเส้นทาง ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.8ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16วาล์ว 141แรงม้าที่ 6,500รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172นิวตัน-เมตร ที่ 4,300รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

   นอกจากนี้ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS และ EL)

   ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความกว้างขวาง และประโยชน์ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จึงถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารทางการตลาดด้วยคอนเซปท์What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน...ตามไปให้สุดซึ่งสะท้อนชีวิตอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการออกไปใช้ชีวิตตามที่หัวใจเรียกร้อง

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น ELราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)   

   พบกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   และยังสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ก่อนใคร ที่งาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม นี้ ณ บูธ A04 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ฮอลล์ 106และที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตซาลอน 2018ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2อิมแพ็ค เมืองทองธานี

หมายเหตุ:           

- อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีแดงแพสชั่น (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น RS

- สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก)เพิ่ม 10,000บาท

- สำหรับสีแดงแพสชั่น (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ซิตี้คาร์ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา

Wednesday, 31 October 2018 19:23

 

 

 

 

 

 

+บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยกระดับความโดดเด่นด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอกย้ำความทันสมัยให้รถซิตี้คาร์ยอดนิยมและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ด้วยราคาเริ่มต้น   483,000 บาท

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ฮันนี่โคมบ์ พร้อมคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งโครเมียมรมดำ และยังสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สีดำขนาด 15 นิ้ว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ คือรถซิตี้คาร์ทีมีคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบและเทคโนโลยีไปจนถึงความปลอดภัยและสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาความพิเศษ ความมั่นใจและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า มิตซูบิชิ แอททราจ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถซิตี้คาร์เสมอมา” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ จะมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการปรับปรุงภายนอก ภายใน และเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติม เราต้องการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาไปกับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่” มร. ชกกิกล่าวเพิ่มเติม

   การปรับปรุงภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มีทั้งเซ็นทรัลล็อก พร้อมปุ่มล็อกและปลดล็อก แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกส่องหน้าและฝาปิด ที่พักแขนบริเวณเบาะคนขับ และเบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้ สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ พร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ และช่องเก็บของด้านหลังเบาะที่นั่งคู่หน้า และมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้ เพิ่มสัมผัสเหนือระดับด้วยเบาะหนังสีดำ (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ยังเพียบพร้อมด้วยติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย อาทิ กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบครูสคอนโทรล ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์รองรับ Apple CarPlay1 พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์บลูทูธแบบไร้สาย พร้อมจอแสดงภาพระบบสัมผัสรองรับ DVD/MP3

   ระบบความปลอดภัยในเชิงป้องกันและปกป้องใน มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ครบครันด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ (FCM-LS)ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-FORWARD) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) รวมถึงกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเลกทรอนิกส์ (EBD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ออกจำหน่าย 4รุ่น ได้แก่รุ่น GLX (เกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ) รุ่น GLS และรุ่น GLS-LTDด้วยสีตัวถังมีให้เลือกสรร 6 สี ได้แก่ สีแดง Wine RedสีขาวมุกWhite Pearl สีดำPyreness Blackรวมถึงสีเมทัลลิกทั้งสีฟ้า Cerulean Blue Micaสีเงิน Cool Silverและสีเทา Titanium Gray

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ผสานความเชื่อมั่นและความปลอดภัยเข้ากับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่จะตอบสนองผู้ขับขี่ที่มีความมั่นใจและกล้าแสดงออก  สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้ากับความมุ่งมั่นสู่ความก้าวหน้าเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่

1Apple CarPlay และ SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย

Saturday, 15 September 2018 17:46

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ ประเทศไทยโดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมเติมเต็มไลฟ์สไตล์สุดหรูของเหล่าสุภาพบุรุษ ด้วยการเปิดตัวปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid)อย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) ในงาน Gaysorn Menllennialระหว่างวันที่ 10-16 กันยายน 2561ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ

   ภายในงาน Gaysorn Menllennialเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าชายหนุ่มที่มีไลฟ์สไตล์สุดฮิป โดยปอร์เช่ ประเทศไทยได้ขนยนตรกรรมอี-ไฮบริดที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองไปร่วมจัดแสดง ซึ่งไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche CayenneE-Hybrid) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยเหล่าผู้ร่วมงานสามารถสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของกับที่ สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้งขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0ลิตร (340แรงม้า/250กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136แรงม้า/100กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder)อัตราการบริโภคน้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4– 31.2กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78– 72กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9– 20.6กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100กิโลเมตร สนนราคาที่ 7.5 ล้านบาท

   ในงานนี้ เอเอเอสฯ นำรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4E-Hybrid Sport Turismo) ที่สุดแห่งการออกแบบสุดหรูหราและล้ำสมัยด้วยรูปแบบที่นั่ง4+1พรั่งพร้อมด้วยความอเนกประสงค์ โดดเด่นด้วย ฝากระโปรงท้ายขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 520ลิตร และพนักพิงหลังบริเวณห้องโดยสารตอนท้าย สามารถพับเก็บและ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ถึง 1,390ลิตร พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4-E Hybrid Sport Turismo) คันนี้ให้พลังงานการขับเคลื่อนสูงสุดถึง462แรงม้า มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40กิโลเมตรต่อ ลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 56กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาเริ่มต้น 9.5ล้านบาทมาร่วมอวดโฉมด้วย

 
 

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่โดดเด่น

Wednesday, 18 July 2018 15:40

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดประกาศเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เติมเต็มรถยนต์ซิตี้คาร์รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มองหาสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ และประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นได้รับการเปิดตัวหลังจาก มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกจำหน่ายเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยซิตี้คาร์รุ่นพิเศษนี้ได้รับการตกแต่งให้สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าและคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งแบบโครเมียมรมดำ สเกิร์ตข้างสีเดียวกับตัวรถผสมผสานภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความหรูหราไว้ได้อย่างลงตัว

   “หลังจากความสำเร็จจากการเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เราเดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ด้วยการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มอบสุนทรียภาพ ประสบการณ์ขับขี่ ความมั่นใจ และการใช้งานที่ไว้วางใจได้ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งพวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายสีแดง พร้อมตกแต่งวัสดุแบบเปียโนแบล็คและโครเมียมหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดงรวมถึงเบาะผ้าดีไซน์สปอร์ตทูโทนสีแดง-ดำ พร้อมเดินด้ายสีแดงสำหรับเบาะนั่งคู่หน้า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ทั้ง ระบบกุญแจรีโมท ระบบเซ็นทรัลล็อก สวิตช์ควบคุมการทำงานบนพวงมาลัย พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และการเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า และราวมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้

   ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบเชิงปกป้องที่เพียบพร้อมประกอบด้วยเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง ELRเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELRถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

   ทั้งนี้มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงใช้เครื่องยนต์ที่มีความประหยัดน้ำมัน ความจุ 1.2 ลิตร DOHC MIVECพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นพร้อมให้ลูกค้าสัมผัสอย่างใกล้ชิดได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 526,000 บาท

1SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าโดดร่วมสงครามปิกอัพส่งรุ่นพิเศษ 2018 คอลเลคชั่น บีที-50 โปร ธันเดอร์ จับตลาดบน

Tuesday, 18 September 2018 17:05

 

 

 

 

 

 

 

 

   ตลาดรถปิกอัพเริ่มร้อนระอุ เมื่อค่ายมาสด้าหวนกลับมาทำตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง หลังจากทุ่มเทอย่างหนักกับตลาดเก๋งจนประสบความสำเร็จทำให้รถยนต์นั่งก้าวขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และครองอันดับ 3 ของตลาดรถเก๋งอย่างถาวร ถึงเวลาที่มาสด้าต้องกลับมาทวงบัลลังก์ยอดขายรถปิกอัพ โดยที่หลังก่อนหน้านี้ปล่อยให้คู่แข่งขันเปิดสงครามแลกหมัดกันอย่างเมามัน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมามาสด้าไม่ได้นิ่งเฉย กลับซุ่มเงียบเพื่อการออกแบบดีไซน์ใหม่ แล้ววันนี้ มาสด้าเผยหมัดเด็ดด้วยการส่งรุ่นพิเศษลงสู้ศึก ภายใต้ชื่อ Mazda BT-50 PRO THUNDER พร้อมวางกลยุทธ์ที่ไม่ต้องต่อกรกับคู่แข่งโดยตรง แต่ฉีกหนีภาพลักษณ์แบบรถปิกอัพสไตล์เดิมๆ ที่เน้นแข็งแกร่งดุดัน มาสด้ามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่เรียกว่ารถปิกอัพอเนกประสงค์ เน้นลูกค้าที่ต้องการความหรูหรา ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย

   มาสด้าไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในส่วนของรถยนต์นั่งเท่านั้น แต่มาสด้ายังได้สร้างสรรค์รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ที่มีความชื่นชอบในการใช้รถปิกอัพสไตล์รถเก๋ง ดังนั้นมาสด้าจึงมุ่งค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะตน ทั้งในเรื่องการออกแบบที่สวยงาม ดีไซน์สปอร์ตหรู พร้อมกับห้องโดยสารกว้างขวาง เพราะรถปิกอัพนั้นไม่ใช่เพียงรถที่ไว้บรรทุกของ แต่ยังสามารถนำมาใช้เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน รวมถึงเพื่อการท่องเที่ยวเดินทางไปยังที่สถานที่ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย และในวันนี้มาสด้าได้เผยโฉม มาสด้า บีที-50 โปร ธันเดอร์ ใหม่ภายใต้แนวคิด “ให้ทุกเป้าหมายเป็นจริงได้”

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถกระบะนั้นครองอันดับ 1ครองยอดส่วนแบ่งตลาดสูงสุดมาโดยตลอด เนื่องจากประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศเกษตรกรรม รถกระบะจึงเป็นยานพาหนะที่เหมาะสมในการใช้งานรอบด้าน ซึ่งปัจจุบันรถปิกอัพโดยส่วนใหญ่ในตลาดนั้นจะเน้นคุณสมบัติของการบรรทุกเป็นหลัก ดังนั้น มาสด้าจึงฉีกแนวรูปลักษณ์ของรถกระบะแบบเดิมๆ ด้วยการเพิ่มในส่วนของการออกแบบที่สวยงามยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ผลลัพธ์ของการใช้งานที่หลากหลายเช่นเดียวกับรถอเนกประสงค์ และสัมผัสได้ในสไตล์รถยนต์นั่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับดีไซน์ใหม่ในครั้งนี้ มาสด้าได้เพิ่มสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิกด้านข้าง พร้อมดีไซน์กันชนหน้าใหม่ เพิ่มกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์ใหม่ ให้มุมมองความสปอร์ตและเพิ่มความหรูหรามากยิ่งขึ้น

   การเปิดตัวรถกระบะ บีที-50 โปร THUNDER ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นกลุ่มผู้บริโภคในเรื่องของการสร้างการจดจำของแบรนด์ในส่วนของไลน์รถกระบะของมาสด้า ซึ่งในปีนี้มาสด้าวางเป้ายอดขายรถกระบะ บีที-50 โปร ในปีนี้ไว้ที่ 7,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15% ตอบโจทย์กลุ่มกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถกระบะที่มีสมรรถนะสูงให้ทั้งความแรงและประหยัด ด้วยช่วงล่างอัจฉริยะ ซูเปอร์ ดีอี (super DE-S)ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัย ทั้งยังนุ่มสบายและดูดซับแรงสะเทือนไม่ให้เข้าถึงห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี เสริมด้วยเหล็กกันโคลงหน้า ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว และมีประสิทธิภาพสูงในเรื่องยึดเกาะถนน พร้อมสมรรถนะการบังคับควบคุมที่ดีเยี่ยม

   รถกระบะมาสด้า BT-50 PRO THUNDER รุ่นพิเศษ ปี 2018 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับดีไซน์ภายนอกให้ความสปอร์ตหรูหราไปอีกขั้น เน้นเอกลักษณ์การออกแบบเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งของมาสด้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะแบบอเนกประสงค์ แต่ให้ความสปอร์ตหรู ช่วงล่างดี ห้องโดยสารกว้าง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของลูกค้าในปัจจุบัน มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่ารถปิกอัพทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด โดยรุ่นพิเศษนี้มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบฟรีสไตล์แคบ หรือบานแค็ปเปิดได้ FSC Hi-Race เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และรุ่น 4 ประตู DBLHi-Racer ทั้งแบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ประกอบด้วย สีขาว คลูไวท์, สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิค, สีดำ เจ็ทแบล็ก และสีขาวมุก สโนว์เฟลก

ราคาจำหน่ายรวมอุปกรณ์ตกแต่ง

- Mazda BT-50 PRO THUNDER FSC Hi-Racer 2.2L 6MT            ราคา     701,000 บาท*

- Mazda BT-50 PRO THUNDER DBL Hi-Racer 2.2L 6MT            ราคา     792,000 บาท*

- Mazda BT-50 PRO THUNDER DBL Hi-Racer 2.2L 6AT            ราคา     952,000 บาท**

(*สีเมทัลลิค เพิ่ม 7,000 บาท และ **สีขาวมุก สโนว์เฟลก เพิ่ม 7,000 บาท)

   มาสด้า บีที-50 โปร THUNDER มาพร้อมระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก และเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่มีในรถยนต์นั่งมาสด้าทุกรุ่น โดยรถรุ่นพิเศษนี้จะมีให้เลือกทั้งในรุ่นฟรีสไตล์แค็ปและรุ่นดับเบิ้ลแค็ป ทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ด้วยเครื่องยนต์ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร สามารถเรียกกำลังได้ทั้งในรอบต่ำและรอบสูง

   มาสด้าบีที-50 โปร ปลอดภัยเหนือระดับ...มั่นใจตลอดเส้นทาง

- โครงสร้างตัวถังขึ้นรูปจากเหล็กกล้าทนแรงดึงสูงที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเหมาะสมกับขนาดเครื่องยนต์

- ระบบเพิ่มแรงเบรกฉุกเฉิน EBA (Emergency Brake Assist) และระบบเบรกอัตโนมัติ BOS (Brake Override System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินกะพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)

- เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ 3 จุด 2 ตำแหน่ง

- ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

- เครื่องเล่น DVD พร้อมระบบนำทาง Navigator

- เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD)

- กล้องมองหลัง

   โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ www.mazda.co.thและMazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

NEW CARS THAILAND : มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ปล่อยความแรงเร้าใจเต็มพิกัด ในดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา

Wednesday, 01 August 2018 14:35

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทยส่งสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ สร้างความเร้าใจด้วยขีดสุดแห่งความแรงจากขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ อวดโฉมสมรรถนะสุดปราดเปรียวด้วยจิตวิญญาณของรถแข่งโกคาร์ทอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้แก่สาวกชาวไทย ในดีไซน์เปิดประทุนที่โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตาตามสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมเครื่องยนต์ทรงพลังปราดเปรียวสนุกสนานได้ในทุกเส้นทาง

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทยกล่าวว่า “หลังจากที่ได้เราเผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ รุ่นปรับโฉมใหม่ ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วันนี้ มินิ ประเทศไทยกลับมาอีกครั้งพร้อมมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ เสริมความแรงอย่างต่อเนื่องเต็มพิกัดไม่แพ้ในรุ่นแฮทช์ ผสานเครื่องยนต์ทรงพลังและระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเทียบชั้นกับรถแข่ง เข้ากันอย่างลงตัวกับดีไซน์สปอร์ตและชุดแต่งที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา โดยเฉพาะไฟท้ายลายธงยูเนียน แจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์ด้วยสมรรถนะปราดเปรียวและรูปลักษณ์สุดคลาสสิกของมินิ”

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของมินิ ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turboทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสริมสมรรถนะการขับเคลื่อนด้วยระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่มอบพลังเสียงเร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน

   อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่คือหลังคาผ้าแบบอัตโนมัติ ที่สามารถเปิด-ปิดได้อย่างไร้เสียงด้วยระบบไฟฟ้า และยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากขึ้นอีกด้วย โดยการเปิด-ปิดหลังคาสามารถทำงานด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว และใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียงแค่ 18 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับเลื่อนเปิดหลังคาเฉพาะส่วนหน้าได้มากสุดถึง 40 เซนติเมตร โดยไม่จำกัดความเร็วขณะขับขี่

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังพกขีดสุดแห่งความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง ด้วยการติดตั้งระบบช่วงล่างที่สามารถปรับสภาพตามรูปแบบการขับขี่ (Adaptive Suspension) และชุดเบรกแบบสปอร์ตมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับรุ่นคอนเวิร์ตทิเบิล พร้อมชุดแต่งaerodynamicsจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เต็มรูปแบบ และล้ออัลลอยลายJohn Cooper Works Cup Spoke 2-toneขนาด 18 นิ้ว ที่เสริมลุคสปอร์ตอันทรงพลังให้แก่มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิลเจเนอเรชั่นใหม่นี้

   นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังได้มีการปรับโฉมใหม่เช่นเดียวกับรถยนต์มินิรุ่นอื่น ๆ เพื่อยกระดับคาแรคเตอร์และเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เด่นชัดยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร โดยไฟเบรกจะใช้เส้นแนวตั้ง ส่วนไฟเลี้ยวจะเป็นเส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง ส่วนไฟหน้าล่าสุดมาพร้อมกับเทคโนโลยี Adaptive LED ที่ทำงานร่วมกับ Matrix light ยกระดับทัศนวิสัยในการขับขี่ด้วยการใช้ระบบกล้องหน้ารถตรวจจับหารถยนต์คันอื่นที่ขับสวนมา เพื่อหลีกเลี่ยงการยิงไฟสูงใส่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในขณะที่ยังคงส่องสว่างส่วนอื่น ๆ ของท้องถนน เพิ่มความปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง และอีก

   สำหรับภายในตัวรถ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ยังคงมอบความรู้สึกสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหนังแท้ แป้นเบรก คันเร่ง และที่พักเท้าสแตนเลส สตีล มือจับประตูและที่หุ้มเกียร์ รวมทั้งเพดานห้องโดยสารสีดำ anthraciteในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และยังให้ความสนุกสนานในทุกการขับขี่ด้วยพลังเสียงจากลำโพงHarman Kardon HiFiถึง 12 ตัว พร้อมจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ MINI Connectedเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดกับสมาร์ทโฟน

   มินิยังนำเทคโนโลยีล่าสุดอย่างแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging)มาติดตั้งไว้ยังบริเวณช่องในที่วางแขนกึ่งกลางตัวรถ โดยสามารถวางโทรศัพท์รุ่นที่รองรับระบบการชาร์จไร้สายบนแท่นเพื่อชาร์จได้เลย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB เพิ่มเติมอีก 2 ช่องที่คอนโซลหน้ารถอีกด้วย

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,468,000 บาท ให้ผู้ขับขี่ได้โลดแล่นอย่างอุ่นใจด้วยแพ็คเกจ MINI Service Inclusive (MSI) Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

   ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมินิ ประเทศไทย ได้ที่เฟซบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/MINI.Thailand หรือติดต่อ MINI Contact Center ได้ที่ 1-401-269-269

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

Wednesday, 11 July 2018 16:21

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางไปอีกขั้น ด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด ผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สานต่อความโดดเด่นจากฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยการนำความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่มีต่อเอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน มาพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด” นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015)จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด  เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่เราเปิดตัวในวันนี้ จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน”นางสาวยุคนธร กล่าวเสริม

เหนือชั้นด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ คุณภาพของอุปกรณ์อันยอดเยี่ยม และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบประสิทธิภาพและความคล่องตัวเมื่อขับขี่ในเมือง แต่ยังคงความแข็งแกร่งสมบุกสมบันอย่างเหนือชั้นเมื่อขับขี่ออฟโรด

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส ใหม่มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB)เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย เช่น ระบบตรวจจับลมยาง(Tire Pressure Monitoring System) ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

   ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก จะคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับความสะดวกสบายจากระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ยังมาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ได้รับการติดตั้งระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Autoพร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย  

   ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC®ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC®และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

   นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่

- ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

- ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

- ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

-  ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)

- ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด(Cross Traffic Alert)

- กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

ดีไซน์เพื่อการใช้งาน

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HIDที่ส่องสว่างกว่าไฟหน้าทั่วไป พร้อมล้อแมกซ์อัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke)ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมให้รถดูดุดันและหรูหราอย่างมีระดับ

   ห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีดำ มอบความหรูหราให้แก่ห้องโดยสาร และยังเสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งเพิ่มความนุ่มนวลของจุดสัมผัสต่างๆ ในห้องโดยสาร เพื่อความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบายในการใช้งาน

ขุมพลังที่เหนือกว่า

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า (157 กิโลวัตต์) เพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมลดเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบยังสามารถกระจายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1750 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลังและเร่งความเร็ว ช่วยให้การขับรถบนทางลาด เช่น การขับรถขึ้นภูเขาที่ลื่นและลาดชันง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

   “เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ การยกระดับมาตรฐานการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด” มร. จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าหน่วยวิศวกรรม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว

ต้นแบบแห่งความเหนือชั้น
   ศักยภาพในการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมความคล่องตัวในการขับขี่บนทางเรียบและความสะดวกสบาย ปราศจากเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น ได้รับการพัฒนาระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน

   ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation)มอบห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

   ราคา สี และบริการ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ วางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น รวมถึงรุ่นเทรนด์ ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ตามราคาดังต่อไปนี้:

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,799,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,599,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,439,000 บาท

- รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,299,000 บาท

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

หมายเหตุ: รายละเอียดของอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ จะแตกต่างกันไปในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ แต่ละรุ่น

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน เทียน่า ใหม่ ปรับดีไซน์เติมความสปอร์ต เปิดตัวด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สะท้อนความเหนือระดับในเรื่องการออกแบบ ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ครบครัน

Friday, 02 November 2018 17:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยปรับดีไซน์ เทียน่า ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Energetic Flow” หรือ ดีไซน์ที่ทรงพลัง สง่างาม ปราดเปรียว พร้อมลายเส้นที่พลิ้วไหวจากภายนอกสู่ภายในที่กว้างขวางสไตล์สปอร์ต

   การปรับดีไซน์ในครั้งนี้ เสริมความสดใหม่ให้กับ เทียน่า ด้วยดีไซน์ และเส้นสายด้านหน้าใหม่ เริ่มจากบริเวณเสาที่เชื่อมระหว่างตัวถังส่วนหน้าและหลังคารถยนต์ หรือ เสา A (A-pillars) แผงกันชนหน้า รวมถึงไฟหน้า นอกจากนี้ ยังเพิ่มความโดดเด่นที่เน้นกระจังหน้าแบบ V-Motion และไฟหน้าทรงบูมเมอแรง อันเป็น แนวทางหลักของการออกแบบรถยนต์ของนิสสัน

   ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมท (Remote Engine Start) เป็นอีกนวัตกรรมที่รวมอยู่ในนิสสัน เทียน่า ใหม่  ทีช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถ และเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเริ่มใช้งานโดยประตูรถยังล็อคอยู่ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เป็นกังวลในเรื่องอุณหภูมิของห้องโดยสาร

   นอกจากนี้ เทียน่า ใหม่ ยังคงพื้นที่กว้างขวางของห้องโดยสาร พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเข้าถึงการตกแต่งภายในที่ทันสมัยและสะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

   เทคโนโลยีอันล้ำสมัยในเรื่องความปลอดภัยภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับขี่จากเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ประกอบด้วย กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) พร้อม เทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection(MOD) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนนในเมือง การเข้าจอดรถในพื้นที่จำกัด หรือขับรถระยะทางไกลบนทางหลวง

   เทียน่า ใหม่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสู่ความเป็นที่ยนตรกรรมพรีเมี่ยมที่ผสมผสานในเรื่องดีไซน์ทันสมัยผนวกกับ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ จึงทำให้เทียน่า ใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยม สมกับที่เป็นอีกหนึ่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมของนิสสัน

   นิสสัน ตอกย้ำในการนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้า (Innovation that Excites) ด้วยงานเปิดตัว เทียน่า ใหม่ ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ Virtual Reality(VR) ครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ใช้เทคนิคนี้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

   "การเปิดตัวด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะที่ทันสมัยในครั้งนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม พฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทยที่มีการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ ทั้ง วิดีโอ รูปถ่าย และการรีวิวต่าง ๆ ที่มากขึ้น ในขณะที่     นิสสัน ยังคงมุ่งเน้นไปที่ฟีเจอร์ความปลอดภัย และเทคโนโลยี อินเทลลิเจนท์   โมบิลิตี้ อันถือเป็นแนวทางหลักของเราในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ" นายอันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   เทียน่า ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ QR25DE ในรุ่น 2.5L และเครื่องยนต์ MR20DE ในรุ่น 2.0Lโดยทั้งคู่มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ XTRONIC CVT ที่ให้อัตราเร่งและการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

   สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเยี่ยมและทดลองขับ เทียน่า ใหม่ ได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้นที่ 1,339,000  บาท สำหรับรุ่น 2.0XE 1,426,000 บาท สำหรับรุ่น 2.0XL 1,476,000  บาท สำหรับรุ่น 2.0XL Navi และ 1,674,000  บาท สำหรับรุ่น 2.5XV Navi โดยมาพร้อมสีใหม่ เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) และอีก 5 สีให้เลือก ได้แก่ สีเทา ดีพ ไอริส เกรย์ (Deep Iris Gray) สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) สีดำ แบล็คสตาร์ (Black Star) สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) และสีน้ำตาล เกรย์ยิช บรอนซ์ (Grayish Bronze)

   "ที่นิสสัน เราให้ความสำคัญกับลูกค้า เพราะเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ สิ่งที่เราทำ ผมเชื่อว่าด้วยการออกแบบ ฟีเจอร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ จาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ที่ทันสมัยนี้ จะทำให้ เทียน่า ใหม่ สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าของเราได้ดีที่สุด" นายบาร์เตส กล่าวเสริม

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว “นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย” หอดูดาวเคลื่อนที่ รถกระบะอัจฉริยะนิสสันที่เป็นหอดูดาวเคลื่อนที่ ได้รับการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency – ESA)

Wednesday, 26 September 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉม “นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์รถยนต์ต้นแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ที่งานฮันโนเวอร์ มอเตอร์โชว์ 2018พิสูจน์ให้เห็น นวัตกรรมอัจริยะไร้ขีดจำกัด

นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป ภายใต้แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เพื่อสร้างศูนย์วิจัยดาราศาสตร์เคลื่อนที่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงที่ติดตั้งบนรถต่อพ่วงแบบออฟโรด ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะProPILOTที่รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะความปลอดภัย และศักยภาพในขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะในขณะลากจูง

   องค์การอวกาศยุโรปสำรวจดวงดาวด้วยความแม่นยำเป็นประวัติการณ์ด้วยดาวเทียมไกย่า และได้ทำการสำรวจดวงดาวไปแล้วกว่าพันล้านดวง  รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” จะทำหน้าที่สนับสนุนโครงการนี้โดยนำนักดาราศาสตร์ติดตามการสำรวจจักรวาลบนพื้นที่ที่เรียกว่า “ดาร์ค สกาย” หรือพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เข้าถึงได้ยาก และทัศนวิสัยไม่ดี

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมที่นิสสันได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ด้วยแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าของเราพร้อมเดินทางไปได้ทุกที่” กล่าวโดย นาย อัชวานี กุปต้า รองประธานอาวุโส ฝ่ายรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์  (Ashwani Gupta, senior vice president of Nissan’s light commercial vehicle business) “เรากำลังสร้างโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อความท้าทายของธุรกิจไม่ว่าความต้องการเชิงพาณิชย์จะซับซ้อนเพียงใด ผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT”

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” มาพร้อมกับฟีเจอร์อันชาญฉลาดมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนี้

·       เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถผ่านการผสมผสานระหว่างเทคโนโลนีอินเทลลิเจนท์ ครูซ คอนโทรล Intelligent Cruise Control และ เทคโนโลยีช่วยหมุนพวงมาลัย หรือ Steering Assist Technologies เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า ในขณะที่รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” และรถพ่วงเทรลเลอร์แบบออฟโรด ยังสามารถวิ่งอยู่ในเลน หรือแม้ในขณะเข้าโค้ง

·       เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัพเกรดเพื่อช่วยการลากจูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นรอบคันจากภาพมุมสูงหรือ bird-eye-viewและยังทำให้สามารถจอดรถได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เห็นวัตถุในมุมอับที่อยู่ในรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย

·       เทคโนโลยี การควบคุมและการทรงตัวของรถต่อพ่วง (Intelligent Towing Hitch Alignment)ช่วยควบคุมการขับขี่ การเร่งความเร็ว การเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้สามารถควบคุมตัวรถและรถต่อพ่วงด้านหลังให้อยู่ในระดับเดียวกันเมื่อต้องลากจูงสิ่งของด้านหลังรถ

·       แบตเตอรี่แบบเคลื่อนที่ จากเทคโนโลยีของนิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังไฟฟ้าไร้มลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่ามีแหล่งไฟสำรอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

   รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้บรรทุกอุปกรณ์สำคัญ อย่าง กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงเพลนเวฟ เทเลสโคป (PlaneWave telescope)เพื่อขนส่งกล้องโทรทรรศน์นี้ไปยังพื้นที่ที่มีความมือมิดของท้องฟ้าที่ห่างไกลผู้คนได้ ด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility technologies)

   “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย”  ทำให้เราสามารถสำรวจดวงดาวในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแสงไฟของเมืองรบกวน ในขณะเดียวกันก็สามารถขนส่งกล้องดูดาวได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย” นาย เฟร็ด เจนเซ่น ผู้จัดการอาวุโส โครงการองค์การอวกาศยุโรปสำหรับกายา กล่าว “กล้องดูดาวอย่างที่อยู่ในเทรเลอร์นี้ มีความจำเป็นต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี่ของเรา ทำให้พวกเราที่อยู่บนโลกสามารถติดตามข้อมูลของโครงการจากดาวเทียมกายาได้”

   การออกแบบ “รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงจักรวาล ภายนอกถูกออกแบบให้มีสีเข้ม พร้อมลวดลายสวยงามตามแบบของกลุ่มก๊าซ เนบิวลา ในลักษณะพาราเมทริค ภายในมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานระหว่างกลุ่มสีเข้มของท้องฟ้ายามกลางคืน กับสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน แนวเส้นสีส้มสะท้อนแสงบนเบาะที่นั่งยังช่วยให้สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟแสงขาว ที่จะมีผลกระทบต่อการดูดาวของนักดาราศาสตร์ในยามค่ำคืน

   ทั้งนี้ แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นตอนกลางคืนของมนุษย์น้อยที่สุด โดยตัวรถ และรถต่อพ่วงจะใช้หลอดไฟสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแสงรบกวนระหว่างการดูดาว

   นิสสันทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอวกาศยุโรป โดยรถต่อพ่วงรุ่นนี้มีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อช่วยให้กล้องดูดาวมีความเสถียร และสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการขนส่งสู่พื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

   ในกรณีที่เข้าถึงจุดหมายได้แล้ว หลังคารถต่อพ่วงก็จะถูกเปิดออกเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์สามารถสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ ด้วยหน้าเลนซ์กระจก ขนาด 40 เซ็นติเมตร กล้องโทรทรรศน์นี้สามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดคมชัดได้จากระยะไกลกว่าวงแหวนของดาวเสาร์ สามารถมองเห็น กาแล็กซี่ กลุ่มก๊าซ และซุเปอร์โนว่า

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องวิศวกรรมการออกแบบ อันทำให้นิสสันอยู่ในระดับแนวหน้าของรถกระบะ โดยตัวรถมีแชสซีเหล็กกล้าชิ้นเดียวที่แข็งแรง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ทวิน เทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ที่ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้นาวาราสามารถขับเคลื่อนไปได้บนทุกเส้นทางแม้ในพื้นที่ห่างไกล ขณะบรรทุกกล้องดูดาวที่มีน้ำหนักอยู่ได้อีกด้วย

   รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ เอ็กซ์สตอเรจ โรม (xStorage ROAM) เป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใช้งานแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิสสันเป็นผู้ผลิตมาใช้งานโดยเมื่อใส่ลงในช่องใส่แบตเตอรี่ ชุดแบตเตอรี่จะอยู่ในโหมดชาร์จตลอดเวลาและพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

   นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์อัจฉริยะอื่นๆ ได้แก่ สัญญาณ Wi-Fi แท่นวางแล็บท็อป และสัญญาณโทรทัศน์ย่านความถี่สูงแบบ UHF เพื่อส่งสัญญาณได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม มีการติดตั้งเรดาร์ 8 ตัวรอบคันรถรวมถึงรถต่อพ่วง ทำให้สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวรถได้ โดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัสของ นิสสัน คอนเน็ค อินโฟเทนเม้น (NissanConnect infotainment) บริเวณแผงควบคุมรถ

   เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ เหล่านี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ รถต้นแบบ นิสสัน ดาร์ค สกาย เป็นรถกระบะอัจฉริยะที่สุดเพื่อการลากจูง ภายใต้แนวคิดนี้ ทำให้นาวาราสามารถลากรถต่อพ่วงที่บรรทุกกล้องดูดาวสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ด้วยเซ็นเซอร์เรดาร์ และกล้องสแกนจะตรวจสอบภูมิประเทศโดยรอบเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เรียบและเหมาะสมเพื่อจอดรถต่อพ่วง รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มีระยะความสูงใต้ท้องรถมากกว่ารถกระบะนาวาราในรุ่นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการ “ไปได้ทุกที่”

   โดยหลังจากงาน ฮันโนเวอร์ มอเตอร์ โชว์ นิสสันจะบริจาคกล้องดูดาวนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและการผจญภัย อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการศึกษาเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

 
 

More Articles...

Page 3 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )