Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย

Saturday, 15 September 2018 17:46

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ ประเทศไทยโดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมเติมเต็มไลฟ์สไตล์สุดหรูของเหล่าสุภาพบุรุษ ด้วยการเปิดตัวปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid)อย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) ในงาน Gaysorn Menllennialระหว่างวันที่ 10-16 กันยายน 2561ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ

   ภายในงาน Gaysorn Menllennialเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าชายหนุ่มที่มีไลฟ์สไตล์สุดฮิป โดยปอร์เช่ ประเทศไทยได้ขนยนตรกรรมอี-ไฮบริดที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองไปร่วมจัดแสดง ซึ่งไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche CayenneE-Hybrid) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยเหล่าผู้ร่วมงานสามารถสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของกับที่ สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้งขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0ลิตร (340แรงม้า/250กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136แรงม้า/100กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder)อัตราการบริโภคน้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4– 31.2กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78– 72กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9– 20.6กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100กิโลเมตร สนนราคาที่ 7.5 ล้านบาท

   ในงานนี้ เอเอเอสฯ นำรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4E-Hybrid Sport Turismo) ที่สุดแห่งการออกแบบสุดหรูหราและล้ำสมัยด้วยรูปแบบที่นั่ง4+1พรั่งพร้อมด้วยความอเนกประสงค์ โดดเด่นด้วย ฝากระโปรงท้ายขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 520ลิตร และพนักพิงหลังบริเวณห้องโดยสารตอนท้าย สามารถพับเก็บและ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ถึง 1,390ลิตร พานาเมร่า 4อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4-E Hybrid Sport Turismo) คันนี้ให้พลังงานการขับเคลื่อนสูงสุดถึง462แรงม้า มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40กิโลเมตรต่อ ลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 56กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาเริ่มต้น 9.5ล้านบาทมาร่วมอวดโฉมด้วย

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมรับสั่งจองล่วงหน้า

Sunday, 02 September 2018 16:42

   ฟอร์ด ประเทศไทยยืนยันการเปิดตัวฟอร์ด มัสแตง ในประเทศไทย โดยรถสปอร์ตแห่งยุคจะมาถึงโชว์รูมของผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยในเดือนตุลาคม

   ฟอร์ดประกาศราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถล่วงหน้าได้ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่งทั่วประเทศ

   ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย รวมถึงไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full-LEDฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0ลิตรและเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3ลิตร รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10สปีด และเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างโหมดแอพพลิเคชัน Track AppsTMที่ให้ผู้ขับขี่เปิดประสบการณ์การขับขี่แบบในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างระบบ SYNC 3 บนแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น และล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย ที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2507 ที่งานเวิลด์แฟร์ในนครนิวยอร์ค ฟอร์ด มัสแตง กลายเป็นรถยนต์สุดฮิตทันทีด้วยยอดสั่งซื้อถึง 22,000 คัน ภายในวันแรก และในปี 2561ฟอร์ด มัสแตง ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวงการยานยนต์และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏในภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์กว่า 3,000 ครั้ง รวมถึงมียอดผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่ารถยนต์คันใดในโลก

   ด้วยแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดสุนทรียะและอิสระ ฟอร์ด มัสแตง เฉลิมฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน เมื่อไม่นานมานี้ ณ Flat Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

   ฟอร์ด มัสแตง ไม่ได้เป็นเพียงรถไอคอนระดับตำนานแค่ในอเมริกาเท่านั้น กระแส “คลั่งม้าป่า” ได้แพร่สะพัดไปทั่วโลกกับ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่หกที่บุกตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นที่ล่าสุดที่ได้รับการยืนยันการจำหน่าย โดยฟอร์ด จะ ประกาศรายละเอียดโดยสมบูรณ์ของ ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ในประเทศไทย ในช่วงใกล้วันเปิดตัว

   ลูกค้าผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่าย ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และการสั่งจองฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าฟอร์ด โทร 0-2686-5899 หรือ1-800-225-449

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว เลกซัส ES ใหม่ “Of Peace and Power” ยนตรกรรมที่ผสานสุนทรียภาพในการขับขี่และสมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ

Friday, 17 August 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยมร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัสES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำเลกซัส ES ใหม่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

   เลกซัส ES (Executive Sedan) คือ ยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลาง ซึ่งเลกซัส ES รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นพร้อมเปิดตัวแบรนด์เลกซัสคู่กับเลกซัส LS เมื่อปีพ.ศ.2532 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นับจากนั้นมา เลกซัส ES ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากความโดดเด่นด้านความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารซึ่งแตกต่างจากรถยนต์หรูโดยทั่วไป ความนิยมดังกล่าวทำให้เลกซัส ES เป็นรถซีดานที่มียอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเลกซัส

   เลกซัส ES ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 7 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกด้วยเส้นสายที่ดูสปอร์ตเร้าใจเสริมความเฉียบคมให้เข้ากับความหรูหราอย่างลงตัวสมรรถนะการขับขี่อันสมบูรณ์แบบ จากสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่ GA-K (Global Architecture-K Platform) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทรงตัวเยี่ยมและควบคุมได้ดั่งใจขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นล่าสุดทั้งยังมั่นใจตลอดการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2 แต่คงไว้ซึ่งความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดควบคู่กับความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส ES

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ ถือเป็นยนตรกรรมในลำดับที่สาม ต่อจากรุ่น LC และ LS ที่จะนำพาเลกซัสสู่อนาคตใหม่ ด้วยการเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ในการออกแบบทำให้แบรนด์เลกซัสมีความแตกต่างมากกว่าเดิม

   เลกซัส ES คันแรก ที่ถือกำเนิดขึ้น คือเลกซัส ES250 ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเลิศด้านความสะดวกสบายและความนุ่มนวลในการขับขี่ตลอดจนห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงัดมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความหรูหราอย่างแท้จริงถือเป็นยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมียอดขายสะสมทั่วโลกมากถึง 2.18 ล้านคัน

   สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มทำการแนะนำเลกซัส ES เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2537 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยการเป็นรถซีดานหรูโดดเด่นด้านความสะดวกสบายเหนือระดับและความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้มีกลุ่มผู้ชื่นชอบและมอบความไว้วางใจให้กับยานยนต์ที่มาพร้อมความหรูหราสง่างามทั้งรถรุ่นนี้ยังเป็นที่รักในกลุ่มผู้บริหารชาวไทยโดยเลกซัส ES ใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมที่หลายท่านรอคอย”

   มร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัส ES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า“เลกซัส ES ได้รับการแนะนำเป็นครั้งแรกของโลกพร้อมรถรุ่นเรือธงอย่างเลกซัส LS และการแนะนำเลกซัส ES เจนเนอเรชั่นที่ 7 แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญนั่นคือการออกแบบยนตรกรรมที่เหนือความคาดหมายไปจากเดิมด้วยการเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึกบนพื้นฐานของพลวัตในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมโดยรวมนวัตกรรมยานยนต์ของเลกซัสที่สำคัญ ทั้งด้านการออกแบบสมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีล่าสุดที่ก้าวล้ำเข้าด้วยกันภายใต้หลักการพัฒนา 3 จุดหลัก ได้แก่

     • “การออกแบบที่กล้าจะแตกต่าง” (Brave Design) :โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกที่กล้าฉีกแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบเดิม สู่แนวคิดใหม่ความสง่างามที่น่าหลงใหล” (Provocative Elegance)ด้วยเส้นสายที่ดึงดูดสายตา สปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสะท้อนพลวัตในการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

     • "สมรรถนะอันเร้าใจ” (Exhilarating Performance) :ด้วยสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่GA-K (Global Architecture-K Platform) และระบบช่วงล่างด้านหลังใหม่แบบดับเบิ้ลวิชโบนช่วยให้เกาะถนนและทรงตัวเป็นเยี่ยมแต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลในการขับขี่ตามแบบฉบับดั้งเดิมของเลกซัส ES พร้อมด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด เจนเนอเรชั่นที่ 4 ประหยัดน้ำมันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองทุกจังหวะการเร่งได้อย่างทันใจ

     • “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” (Imaginative Technology) :ครบครันและล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระดับสูงมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจนและถือเป็นโอกาสสำคัญของเลกซัสในการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ซึ่งให้คุณค่ากับการออกแบบ และหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบโดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเลกซัส ES ใหม่คือผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่างและประสบการณ์การดูแลลูกค้าสุดเอกซ์คลูซีฟตามแบบฉบับเลกซัส จากความโดดเด่นของ ES ใหม่จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาดภายใต้แนวคิด“Of Peace and Power”สะท้อนถึงการผสานรวมความต่าง ระหว่างความนุ่มนวลและความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของ ES กับสมรรถนะการขับขี่ใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม เลกซัส ES ใหม่ มาพร้อม2 สีใหม่ คือ สี Ice Ecru และสี Sunlight Green ในโอกาสนี้เราขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษด้วยการขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดสำหรับรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการโดยเพิ่มจากปัจจุบัน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง เป็น 10 ปีไม่จำกัดระยะทางสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า“ สำหรับกลยุทธ์การตลาด จะเริ่มจากสร้างการรับรู้ของการเปิดตัวรถเลกซัส ES ใหม่สู่สาธารณชน ในระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ณ ห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่รวมถึงกิจกรรมโรดโชว์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆโดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมทดลองขับเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสมรรถนะการขับขี่ในวันที่22 กันยายนนี้ที่ Toyota Driving Experience Park ด้านการสื่อสาร เราให้ความสำคัญกับ Online Marketing และ Database Management เพื่อความแม่นยำและประสิทธิผลสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบที่แตกต่างกันทั้งนี้เลกซัสมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรูผ่านกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรมLexus Test Drive The Worldที่ประเทศญี่ปุ่น“The L Galleria by Lexus”พื้นที่ Luxury Lifestyle Showcase แห่งแรกในประเทศไทยซึ่งสื่อสารตัวตนของเลกซัสในบริบทที่ทุกคนเข้าถึงและเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างกลมกลืนและในอนาคตเรายังมีแผนงานร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิตกล้องพรีเมี่ยมระดับโลกอย่างLEICA ประเทศไทยอีกด้วย”

เลือกเป็นเจ้าของความหรูหรา สมบูรณ์แบบของ เลกซัส ES ใหม่

สีภายนอก 10 สี พร้อม 2 สีใหม่

Ice Ecru MM สีใหม่
- Sunlight Green MM สีใหม่
- Sonic Quartz
- Sonic Titanium
- Mercury Gray MC.
- Platinum Silver Me.
- Black
- Graphite Black Glass Flake
- Red Mica Crystal Shine
- Deep Blue MC

ราคาจำหน่าย

- ES 300h รุ่น Luxury                  3,590,000 บาท
- ES 300h รุ่น Grand Luxury       3,760,000 บาท
- ES 300h รุ่น Premium              4,190,000 บาท

   พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีไม่จำกัดระยะทาง พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ
     • รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษและสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี
     • อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปีไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัสทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

♦ www.lexus.co.th
♦ www.lexussociety.com
♦ www.facebook.com/lexussociety

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลกซัส ES300h ใหม่

 
 

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่โดดเด่น

Wednesday, 18 July 2018 15:40

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดประกาศเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เติมเต็มรถยนต์ซิตี้คาร์รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มองหาสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ และประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นได้รับการเปิดตัวหลังจาก มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกจำหน่ายเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยซิตี้คาร์รุ่นพิเศษนี้ได้รับการตกแต่งให้สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าและคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งแบบโครเมียมรมดำ สเกิร์ตข้างสีเดียวกับตัวรถผสมผสานภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความหรูหราไว้ได้อย่างลงตัว

   “หลังจากความสำเร็จจากการเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เราเดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ด้วยการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มอบสุนทรียภาพ ประสบการณ์ขับขี่ ความมั่นใจ และการใช้งานที่ไว้วางใจได้ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งพวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายสีแดง พร้อมตกแต่งวัสดุแบบเปียโนแบล็คและโครเมียมหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดงรวมถึงเบาะผ้าดีไซน์สปอร์ตทูโทนสีแดง-ดำ พร้อมเดินด้ายสีแดงสำหรับเบาะนั่งคู่หน้า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ทั้ง ระบบกุญแจรีโมท ระบบเซ็นทรัลล็อก สวิตช์ควบคุมการทำงานบนพวงมาลัย พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และการเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า และราวมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้

   ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบเชิงปกป้องที่เพียบพร้อมประกอบด้วยเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง ELRเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELRถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

   ทั้งนี้มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงใช้เครื่องยนต์ที่มีความประหยัดน้ำมัน ความจุ 1.2 ลิตร DOHC MIVECพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นพร้อมให้ลูกค้าสัมผัสอย่างใกล้ชิดได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 526,000 บาท

1SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่สู่ผู้บริโภคในเมืองไทย นำเสนอสุดยอดการดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่สำหรับคนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน พร้อมเงื่อนไขผ่อนชำระ 19,xx

Tuesday, 11 September 2018 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

   หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40ของเราคือCMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

   สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

   นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง     

ฟีเจอร์หลักของ Volvo XC40

การออกแบบส่วนหน้ารถใหม่สไตล์สวีดิช แบบ Shark Nose และClamshell Hood

   XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถคว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year

   งานออกแบบโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี

   XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

   คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

   XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

   สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)

XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

   การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

   รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

   หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

   เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40 มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด

   XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

รื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

   สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

   แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย

ตัวอย่างฟีเจอร์มาตรฐานที่ติดตั้งมาใน New XC40 Momentum      

•      จอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว

•      ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ

•      แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย

•      ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ (City Safety)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information)

•      ระบบเตือนการชนด้านหลังพร้อมเบรกเมื่อรถหยุดนิ่ง (Rear Collision Warning with braking at standstill)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรก (Cross Traffic Alert with brake support)

•      ระบบตรวจจับ: ยานพานะ คนเดินเท้า จักรยาน สัตว์ใหญ่

•      ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road Mitigation)

•      ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation)

•      ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)

•      ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Aid)

•      กล้องมองหลังสำหรับการจอดรถ (Rear parking camera)

•      ระบบเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดด้านหน้า-หลัง (Park assist front and rear)

สำหรับรุ่นท็อปอย่าง R-Design มอบฟีเจอร์ใหม่เป็นมาตรฐานดังนี้

•      ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามสภาพถนนและระบบแจ้งเตือนป้ายความเร็ว (Adaptive Cruise Control – with speed sign assist)

•      ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)

•      ระบบช่วยในการจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

•      ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Harman Kardon Premium Sound System

ราคาจำหน่าย

   The New Volvo XC40 เสนอ เงื่อนไขพิเศษ เริ่มต้นผ่อนชำระ 19, xxx บาทต่อเดือน ดาวน์ 40% ระยะผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับรุ่นXC40 T4 Momentum (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตหรูเหนือระดับรุ่นใหม่ล่าสุด

Tuesday, 21 August 2018 17:21

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูอย่าง   Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวบรวม   ความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันทั้งดีไซน์  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบของรถยนต์สปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย และนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่จะเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumนำเสนอในราคา 15.99ล้านบาทและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium นำเสนอในราคา 16.72 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ตระกูลS-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์  ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination)และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ทางบริษัทฯ จึงได้นำเสนอสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุดของรถยนต์ตระกูล S-Classในกลุ่ม Dream Car อย่าง  Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabrioletยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์   ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง รวมถึงเป็นการสะท้อนคำว่า หรูหราร่วมสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เป็นอย่างดี”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้   เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600คัน หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นCompact Car, Contemporary Luxury, Dream Car,SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by  Mercedes-Benz ที่สำคัญแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจียังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายเติบโตสูงกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence byMercedes-Benzที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน    การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย โดยรถยนต์ที่อยู่ภายใต้      แบรนด์นี้มียอดขายสูงขึ้นประมาณ 40%”

   “ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราจึงยังคงเดินหน้านำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อมาตอบสนอง   ความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ คือ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นและการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุดเพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ    งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น ซึ่งถือเป็นการนิยามที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มDream Carอย่างแท้จริงโดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ  ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่    รุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitพวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่      ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสารพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุดและโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED สวยงามในทุกมุมมอง”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz   S 560 Cabriolet AMG Premiumรุ่นใหม่เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light Systemที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals)จำนวนรวมทั้งสิ้น 47ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED(Organic Light Emitting Diode)ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำอีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าDiamond grilleสีเงินพร้อมลายโครเมียม 1แถบ และตราสัญลักษณ์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMGพร้อม       คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า,ปลายท่อไอเสียคู่,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย        ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจากAMGแบบ10-spokeขนาด20นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

   โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2ใน 3ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32ตารางเมตร ในขณะที่Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง3ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl)ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ       กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50กม./ชม.อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP)อีกด้วย

   สำหรับ ดีไซน์ภายในนั้น สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสารPremium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียงรวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า4แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaแบบ Exclusive packageตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design,หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ  Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด,ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง,ระบบMAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัดรวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display),ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร(AIR BALANCE package),ระบบCOMAND Online,ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Auto,ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย(Wireless charging),ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยtouchpadและระบบเสียง  รอบทิศทางBurmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุดทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้        มาก่อน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50%ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี   หลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Braking Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPCจะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ         Drive Away Assistที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premiumมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V8เทอร์โบคู่และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเองคือ ECO, Comfort, Sport, Sport+และIndividual

  • Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

   ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่www.mercedes-benz.co.th  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮุนไดเผยโฉมเอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่

Thursday, 09 August 2018 16:11

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ โฉมใหม่

   นับตั้งแต่รถทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในปี 2551และ 2553ฮุนไดเอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้กลายเป็นตัวเลือกรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าที่ชื่นชอบความสะดวกสบายและคุ้มค่า การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและออฟชั่นที่ครบครัน ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

 “ในปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยตัวเลขสองหลักในทุกๆเดือน  ฮุนไดเช่นกันยังคงมีการเติบโตตามกระแสเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และเราจะยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่นี้” มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธานบริษัท  ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

   “ในช่วง10ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่นำรถยนต์ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งด้านรูปลักษณ์และอุปกรณ์ต่างๆมาแล้วหลายครั้ง แต่การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้นับเป็นการปรับรูปลักษณ์ใหม่อย่างเห็นได้ชัด และเรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้”

   “ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังคงคอนเซ็ปต์ความทันสมัยและเหนือระดับได้เหมือนเช่นเคย เรามั่นใจว่าทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮุนไดปัจจุบันจะต้องชื่นชอบการปรับโฉมครั้งนี้ และทั้งสองรุ่นนี้จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องต่อไป” มร.อาโนะ กล่าว

   ภายนอกของฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ถูกออกแบบให้มีความทันสมัยและโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าโครเมียมใหม่แบบแนวนอนช่วยให้ดูแข็งแกร่งและทรงพลัง  โคมไฟหน้าพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์และไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ สอดรับกับกระจังหน้าได้อย่างลงตัว กระโปรงหน้าและกันชนใหม่ ช่วยให้ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 และ 17นิ้ว ดีไซน์ใหม่ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวถูกออกแบบใหม่ให้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความหรูหรา มีระดับอย่างลงตัว

   ภายในห้องโดยสารของฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ได้รับการออกแบบเบาะหนังลายใหม่และลายไม้แบบใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วยระบบระบายอากาศสำหรับที่นั่งผู้ขับขี่ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ, พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางตามสรีระผู้ขับขี่ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมการเปิด -ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (ESP) เป็นต้น

   จำนวนที่นั่งภายในห้องโดยสารยังคงไม่มีการปรับเปลี่ยน ในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง ในขณะที่รุ่น เอช-วัน สามารถรองรับได้ถึง 11 ที่นั่ง

   ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบ Sequential shift ที่ให้การตอบสนองได้อย่างทันใจและประหยัดน้ำมัน

   นอกจากนี้ ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังมีเทคโนโลยีและฟังค์ชั่นอื่นๆเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงระบบกล้องมองรอบทิศทางอัจฉริยะ, ประตูเลื่อนแบบไฟฟ้า และรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร

   ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ครบครัน ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงผ่านหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wifi   สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง ติดตั้งจอ LCD แบบคมชัดขนาด 13.3 นิ้ว ติดเพดานแบบพับไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

   ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ เปิดตัวภายใต้แนวคอนเซ็ปต์  “New Experience” หรือ “โฉมใหม่กับประสบการณ์ใหม่...ที่สมบูรณ์แบบ”ที่สื่อถึงสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ คุณสมบัติที่เพียบพร้อม และความสมบูรณ์แบบ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

   นอกจากนี้ฮุนไดยังคงเลือกใช้คุณ“เปิ้ล”นาคร ศิลาชัย และครอบครัว เป็นตัวแทนนำเสนอรถยนต์ ฮุนได เอช-วัน ใหม่ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว  ครอบครัว “ศิระชัย” สามารถสื่อภาพลักษณ์ในแบบครอบครัวที่ทันสมัยและเป็นนักธุรกิจได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าฮุนไดได้ชัดเจน

- ฮุนได แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นพรีเมี่ยม และ วีไอพี (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Arctic White, Hyper Metallic และ Timeless Black)

- ฮุนได เอช-วัน ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ เดอลุกซ์, อีลิท และทัวริ่ง (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Hyper Metallic, Timeless Black และ Tan Brown)

ราคาจำหน่ายฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่

   ท่านที่สนใจสามารถแวะชมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนได 27 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.hyundai.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่” ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าด้วยเกียร์ 6 จังหวะ พร้อมทางเลือกรุ่น รีโว่ ร็อคโค่ 2.4 ลิตร

Tuesday, 04 September 2018 16:51

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ กับเกียร์ 6 จังหวะ ที่มีอัตราทดต่ำ ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งในรุ่นเกียร์ธรรมดาและรุ่นเกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Sequential Shift เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย ทั้งเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วย "ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร" รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561

bbbบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi Purpose Vehicle” เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2558 มาพร้อมดีไซน์ที่แข็งแกร่งดุดัน เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล GD Efficient Boost และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก และในวันนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้งานเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น


     - เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมระบบ Sequential Shift เจ้าเดียวในตลาดให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ มอบสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ
     - เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ(ยกเว้นรุ่นช่วงล้อสั้น) เพิ่มการประหยัดน้ำมัน แม้บรรทุกหนัก ด้วยขุมพลัง GD Efficient Boost
     - ติดตั้งระบบ T-Connect Telematics ใน ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8 G และ 2.8 ROCCO
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้งด้วยการติดตั้งพูเลย์เสริมหน้าเครื่องในรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     - ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรใหม่ รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ

เติมเต็มทุกรูปแบบการใช้งาน...ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่*

 เพิ่มทางเลือก 4 รุ่นย่อยใหม่ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ เจ้าเดียวในประเทศไทย....ตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 J แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
     - รุ่นสมาร์ทแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นดับเบิ้ลแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
 
 ใหม่...สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - ระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ... แรงเต็มสมรรถนะ ตอบสนองได้อย่างใจ ด้วยอัตราทดเกียร์ต่อเนื่อง พร้อมลดเสียงรบกวน ขับขี่นุ่มนวลทุกเส้นทาง ผสานกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร แรงเต็มพลัง ประหยัดน้ำมันเต็มสมรรถนะ
  
 ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics...รองรับการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า ไร้ขีดจำกัดด้วยระบบการทำงานอันล้ำสมัย เพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย
     - Find My Car ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ผ่าน Smartphone และ Apple watch
     - Stolen Vehicle Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม พร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมง
     - SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
     - หน้าจอแสดงผลที่มากับ Navigator ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร และฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่เชื่อมต่อรถและคุณให้เป็นหนึ่งเดียว

 ใหม่...สำหรับรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้ง...ด้วยพูเลย์เสริมหน้าเครื่อง สนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

 เพิ่มทางเลือกแห่งความแกร่ง กับไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์
     - เครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด…ขีดสุดขุมพลัง เหนือชั้นกว่าด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบ ตอบรับทุกรูปแบบการขับขี่
     รหัสเครื่องยนต์ 2GD-FTV(High)
     ความจุกระบอกสูบ 2,393 ซีซี
     แรงม้าสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบต่อนาที
     แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบต่อนาที

   ภายนอกแกร่ง ดุดัน...ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคัน ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา ชุดตกแต่งกันชนหน้าและซุ้มล้อ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก มือเปิดฝาท้ายสีดำ สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ บ่งบอกตัวตนด้วยสติ๊กเกอร์ ROCCO ด้านข้างกระบะ และโดดเด่นด้วย กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่ง

   ภายในสปอร์ต เร้าใจ...ด้วยมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น พวงมาลัยหุ้มหนัง แผงข้างประตู ช่องปรับอากาศ ฐานเกียร์และหัวเกียร์หุ้มหนังที่ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก สอดรับกับแผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิกกรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ และช่องเก็บของด้านบนพร้อมสัญลักษณ์ HILUX

     นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า“เราเชื่อมั่นว่า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ จะตอบสนองความต้องการและรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี ทั้งเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดในการสื่อสารที่ว่า “ไฮลักซ์ รีโว่...แรงจริง ประหยัดจริง”และในโอกาสครบรอบ 50 ปีของไฮลักซ์ เราขอแนะนำข้อเสนอสุดพิเศษ เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อมั่นที่มีให้กับรถกระบะไฮลักซ์เสมอมา”


ไฮลักซ์ 50 ปี ความเชื่อมั่นแห่งกระบะตัวจริง
     นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2511 ไฮลักซ์ประสบความสำเร็จได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงลูกค้าชาวไทย ที่มอบความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไฮลักซ์ด้วยดีตลอดมา และในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของไฮลักซ์ เราขอแสดงขอบคุณให้กับลูกค้าที่จองและรับรถไฮลักซ์ รีโว่ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษและชุดของขวัญ 50 ปีไฮลักซ์ ซึ่งประกอบด้วย
     - โมเดลรถไฮลักซ์ รีโว่
     - คะแนน T-MEx 2,000 คะแนน
     - ชุดโปสการ์ดไฮลักซ์ รีโว่
     - หนังสือ 50 ปีไฮลักซ์ รีโว่

พร้อมเป็นเจ้าของไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 583,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 619,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 699,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 740,000 บาท

รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์ เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 528,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 564,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 584,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 650,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 784,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,083,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 1,143,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,153,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,203,000 บาท***

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ 2.4
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 839,000 บาท***
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 889,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 949,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 999,000 บาท***
***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

หมายเหตุ : สำหรับสีขาวมุก White Pearl ราคาจะเพิ่ม 10,000 บาท จากราคาที่แสดงข้างบน และสี Solid ราคาจะถูกหักออก 7,000 บาท จากราคาที่แสดงด้านบน

ร่วมสัมผัสและทดลองขับ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3)
และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 471 แห่งทั่วประเทศ
ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป


พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ…..ดาวน์ต่ำผ่อนสบาย และชุดของขวัญสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีไฮลักซ์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้ เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
www.toyota.co.th/hiluxrevo
www.facebook.com/ToyotaHiluxThailand/

“ไฮลักซ์ รีโว่……แรงจริง ประหยัดจริง”

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

Wednesday, 11 July 2018 16:21

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางไปอีกขั้น ด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด ผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สานต่อความโดดเด่นจากฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยการนำความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่มีต่อเอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน มาพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด” นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015)จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด  เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่เราเปิดตัวในวันนี้ จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน”นางสาวยุคนธร กล่าวเสริม

เหนือชั้นด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ คุณภาพของอุปกรณ์อันยอดเยี่ยม และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบประสิทธิภาพและความคล่องตัวเมื่อขับขี่ในเมือง แต่ยังคงความแข็งแกร่งสมบุกสมบันอย่างเหนือชั้นเมื่อขับขี่ออฟโรด

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส ใหม่มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB)เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย เช่น ระบบตรวจจับลมยาง(Tire Pressure Monitoring System) ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

   ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก จะคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับความสะดวกสบายจากระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ยังมาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ได้รับการติดตั้งระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Autoพร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย  

   ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC®ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC®และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

   นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่

- ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

- ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

- ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

-  ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)

- ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด(Cross Traffic Alert)

- กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

ดีไซน์เพื่อการใช้งาน

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HIDที่ส่องสว่างกว่าไฟหน้าทั่วไป พร้อมล้อแมกซ์อัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke)ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมให้รถดูดุดันและหรูหราอย่างมีระดับ

   ห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีดำ มอบความหรูหราให้แก่ห้องโดยสาร และยังเสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งเพิ่มความนุ่มนวลของจุดสัมผัสต่างๆ ในห้องโดยสาร เพื่อความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบายในการใช้งาน

ขุมพลังที่เหนือกว่า

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า (157 กิโลวัตต์) เพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมลดเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบยังสามารถกระจายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1750 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลังและเร่งความเร็ว ช่วยให้การขับรถบนทางลาด เช่น การขับรถขึ้นภูเขาที่ลื่นและลาดชันง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

   “เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ การยกระดับมาตรฐานการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด” มร. จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าหน่วยวิศวกรรม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว

ต้นแบบแห่งความเหนือชั้น
   ศักยภาพในการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมความคล่องตัวในการขับขี่บนทางเรียบและความสะดวกสบาย ปราศจากเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น ได้รับการพัฒนาระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน

   ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation)มอบห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

   ราคา สี และบริการ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ วางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น รวมถึงรุ่นเทรนด์ ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ตามราคาดังต่อไปนี้:

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,799,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,599,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,439,000 บาท

- รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,299,000 บาท

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

หมายเหตุ: รายละเอียดของอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ จะแตกต่างกันไปในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ แต่ละรุ่น

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย

Thursday, 16 August 2018 18:18

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บริษัทฯ ที่มีต่อตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

   ลูกค้าสามารถจอง เทอร์ร่า ใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม นี้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,316,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 V 2WD 7AT  1,349,000 บาทสำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT และ 1,427,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 VL 4WD 7AT โดยมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล เอิร์ธ บราวน์ (Earth Brown), สีดำ แบล็คสตาร์ (Black Star), สีขาว ไวท์เพิร์ล (White Pearl), สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเสอร์ (Brilliant Silver) และ สีเทา ทไวไลท์ เกรย์ (Twilight Gray)

   เทอร์ร่า ใหม่ผสมผสานสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน มีพื้นที่ภายในใช้สอยที่กว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง และเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี ทำให้ลูกค้าเดินทางไปได้ทุกที่ด้วยความมั่นใจ

   “เทอร์ร่า ใหม่ ให้อิสระในการขับขี่ทุกสภาวะเส้นทาง และทุกสภาพอากาศ เช่นเดียวกับเอสยูวีของนิสสัน     รุ่นต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า โดย เทอร์ร่า ใหม่ สร้างขึ้นเพื่อพิชิตความท้าทายต่างๆ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และยกระดับความสะดวกสบาย" มร. อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว "เราภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ จากฐานการผลิตในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตของนิสสัน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

   เทอร์ร่า ใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของแผนธุรกิจในระยะกลางของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย หรือ Nissan M.O.V.E. 2022 ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า มร. บาร์เตส ยังกล่าวเสริมว่า "เทอร์ร่า ใหม่ และ ลีฟ ใหม่ จะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายภายในปีงบประมาณ 2018 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้"

เทอร์ร่า ใหม่ พัฒนาจากประสบการณ์กว่า 60 ปี ทั้งในรถยนต์เอนกประสงค์ และการทำธุรกิจในประเทศไทย   มาพร้อมเครื่องยนต์ YS23DDTTขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งที่ดี ให้พละกำลังต่อเนื่องพร้อมทุกการขับขี่เมื่อเทียบกับเอสยูวีในระดับเดียวกัน

   รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์อัจฉริยะนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดจาก นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เพื่อเสริมการขับขี่ให้ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น โดย เทอร์ร่า ใหม่ เป็นเอสยูวีรายแรก และรายเดียวที่มีเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ หรือ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลังขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW)  เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อม เทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD) โดยทั้งหมดนี้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นควบคู่กับการได้รับความสะดวกสบายอย่างสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกคน

   นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD)และระบบ Electronic Rear Differential-Lock รวมถึง เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยให้สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ในสภาวะการขับขี่ที่สูงชัน และด้วยระยะความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance  ถึง 225 มิลลิเมตร ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่มาจากถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อไม่ราบเรียบ หรือ การขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้อย่างมั่นใจ

   "นี่เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย สำหรับประเทศไทย รวมถึงตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำลังการผลิตรวมของนิสสันในประเทศไทยอยู่ที่ 370,000 คันต่อปีและคาดว่า เทอร์ร่า ใหม่ จะกลายเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวความสำเร็จของการผลิตในภูมิภาคนี้ของนิสสัน" มร. บาร์เตส กล่าว

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ สามารถเยี่ยมชมที่โชว์รูม นิสสัน ที่มีอยู่กว่า 200 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามที่ นิสสัน Call Centerหมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ของนิสสัน (www.nissan.co.th)

 
 

More Articles...

Page 3 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )