Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

Wednesday, 11 July 2018 16:21

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางไปอีกขั้น ด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด ผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สานต่อความโดดเด่นจากฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยการนำความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่มีต่อเอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน มาพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด” นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015)จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด  เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่เราเปิดตัวในวันนี้ จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน”นางสาวยุคนธร กล่าวเสริม

เหนือชั้นด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ คุณภาพของอุปกรณ์อันยอดเยี่ยม และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบประสิทธิภาพและความคล่องตัวเมื่อขับขี่ในเมือง แต่ยังคงความแข็งแกร่งสมบุกสมบันอย่างเหนือชั้นเมื่อขับขี่ออฟโรด

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส ใหม่มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB)เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย เช่น ระบบตรวจจับลมยาง(Tire Pressure Monitoring System) ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

   ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก จะคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับความสะดวกสบายจากระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ยังมาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ได้รับการติดตั้งระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Autoพร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย  

   ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC®ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC®และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

   นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่

- ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

- ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

- ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

-  ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)

- ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด(Cross Traffic Alert)

- กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

ดีไซน์เพื่อการใช้งาน

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HIDที่ส่องสว่างกว่าไฟหน้าทั่วไป พร้อมล้อแมกซ์อัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke)ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมให้รถดูดุดันและหรูหราอย่างมีระดับ

   ห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีดำ มอบความหรูหราให้แก่ห้องโดยสาร และยังเสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งเพิ่มความนุ่มนวลของจุดสัมผัสต่างๆ ในห้องโดยสาร เพื่อความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบายในการใช้งาน

ขุมพลังที่เหนือกว่า

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า (157 กิโลวัตต์) เพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมลดเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบยังสามารถกระจายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1750 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลังและเร่งความเร็ว ช่วยให้การขับรถบนทางลาด เช่น การขับรถขึ้นภูเขาที่ลื่นและลาดชันง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

   “เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ การยกระดับมาตรฐานการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด” มร. จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าหน่วยวิศวกรรม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว

ต้นแบบแห่งความเหนือชั้น
   ศักยภาพในการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมความคล่องตัวในการขับขี่บนทางเรียบและความสะดวกสบาย ปราศจากเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น ได้รับการพัฒนาระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน

   ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation)มอบห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

   ราคา สี และบริการ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ วางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น รวมถึงรุ่นเทรนด์ ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ตามราคาดังต่อไปนี้:

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,799,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,599,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,439,000 บาท

- รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,299,000 บาท

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

หมายเหตุ: รายละเอียดของอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ จะแตกต่างกันไปในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ แต่ละรุ่น

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัวแล้ว นิสสัน ลีฟ ใหม่ นวัตกรรมระดับโลกสู่ประเทศไทย นิสสัน เปิดให้จองรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ รุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ได้แล้ว

Thursday, 06 December 2018 18:08

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้  ที่งานมหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018วันนี้

ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจองนิสสัน ลีฟ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ ในราคา 1,990,000บาท พร้อมส่งมอบในเดือนเมษายนปี พ. ศ. 2562พร้อมรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3ปี หรือ 100,000กิโลเมตร รับประกันระบบไฟฟ้ารถยนต์เป็นเวลา 5ปี หรือ 100,000กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา8 ปีหรือ 160,000กิโลเมตร ปัจจุบันมีศูนย์บริการที่ผ่านการรับรอง33แห่งทั่วประเทศที่พร้อมนำเสนอข้อมูลของ    นิสสัน ลีฟ ใหม่ รวมถึงพนักงานที่มีทักษะ และการบริการหลังการขาย

   "การนำ นิสสัน ลีฟ ใหม่ เข้าสู่ประเทศไทยเป็นการย้ำถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อน เพราะเราเชื่อว่า เราจะนำพาผู้คนให้ไปสู่โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่มีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เชื่อมต่อกันถึงกัน และเป็นอิสระมากขึ้น และเราเชื่อว่านิสสัน ลีฟ ใหม่ จะเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่และการใช้ชีวิตของทุกคน" นายอันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ นวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) โดยให้ระยะการขับขี่ 311 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองในการขับขี่ของยุโรป NEDCและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนถึง 60เปอร์เซ็นต์ต่อการชาร์จ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น

   ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ใหม่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ด้วยกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่นของนิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ e-Pedalที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่เริ่มขับขี่ เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว โดยการเหยียบหรือผ่อนคันเร่ง เมื่อปล่อยคันเร่งทั้งหมดรถจะชะลอและหยุดโดยอัตโนมัติ นำรถไปสู่การหยุดอย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีผู้ขับขี่ได้ตลอดไป ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของการขับขี่โดยใช้เพียงคันเร่งเดียวเท่านั้น

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจที่พบได้ในลีฟ ใหม่ คือ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ซึ่งประกอบด้วยชุดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Alert Assist)

   ทางด้าน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยของนิสสัน ลีฟ ใหม่ มีลักษณะเพรียวบาง รวมถึงไฟหน้าทรงบูมเมอแรงที่เป็นเอกลักษณ์และการออกแบบด้านหน้าแบบ V-Motion กระจังหน้าแบบแฟลชที่มีสีน้ำเงินชัดเจนและคิ้วรถสีน้ำเงินของกันชนด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของนิสสันอย่างชัดเจน

   "ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ทันสมัยและเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก ในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทผู้บุกเบิกแนวคิดในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตอย่างโดดเด่น เราจึงมีความคิดว่ารถยนต์จะเป็นมากกว่ายานพาหนะ" นายอันตวน เสริม วิสัยทัศน์นี้ได้ขยายความไปถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างนิสสัน อุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"

   ในฐานะที่ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่นิสสัน ประเทศไทย ทำ การเปิดตัวลีฟ ใหม่ นับเป็นอีกก้าวของการจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางของนิสสันหรือ NissanM.O.V.E2022 ภายใต้การดำเนินงานของนิสสันประเทศไทย ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

   ลีฟ ใหม่ ถูกออกแบบขึ้นตามรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตำนานเมื่อ70ปีผ่านมา นั่นรวมถึงทามะ 1947 ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของนิสสัน นี่จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ รถยนต์จะไม่เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ยังจะสร้างอนาคตอันน่าตื่นเต้นและยั่งยืนสำหรับทุกคน" นายอันตวน กล่าวเสริม

   ด้วยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดระหว่างการไฟฟ้านครหลวงแห่งประเทศไทยกับนิสสัน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการทำให้เจ้าของลีฟชาวไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และบนท้องถนน โดยใช้ระบบการชำระค่าไฟฟ้า โดยการสร้างวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

   "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สำหรับรัฐบาลไทยกับการริเริ่มนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาด แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่มาพร้อมระบบไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์ในอนาคต นิสสันจะยังคงร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องไฟฟ้าของประเทศ" นายอันตวน กล่าวเสริม

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสันได้ที่ 02 401 9600หรือไปที่ https://www.nissan.co.th/vehicles/new-vehicles/leaf.html

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ซิตี้คาร์ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา

Wednesday, 31 October 2018 19:23

 

 

 

 

 

 

+บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยกระดับความโดดเด่นด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอกย้ำความทันสมัยให้รถซิตี้คาร์ยอดนิยมและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ด้วยราคาเริ่มต้น   483,000 บาท

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ฮันนี่โคมบ์ พร้อมคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งโครเมียมรมดำ และยังสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สีดำขนาด 15 นิ้ว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ คือรถซิตี้คาร์ทีมีคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบและเทคโนโลยีไปจนถึงความปลอดภัยและสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาความพิเศษ ความมั่นใจและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า มิตซูบิชิ แอททราจ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถซิตี้คาร์เสมอมา” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ จะมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการปรับปรุงภายนอก ภายใน และเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติม เราต้องการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาไปกับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่” มร. ชกกิกล่าวเพิ่มเติม

   การปรับปรุงภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มีทั้งเซ็นทรัลล็อก พร้อมปุ่มล็อกและปลดล็อก แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกส่องหน้าและฝาปิด ที่พักแขนบริเวณเบาะคนขับ และเบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้ สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ พร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ และช่องเก็บของด้านหลังเบาะที่นั่งคู่หน้า และมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้ เพิ่มสัมผัสเหนือระดับด้วยเบาะหนังสีดำ (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ยังเพียบพร้อมด้วยติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย อาทิ กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบครูสคอนโทรล ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์รองรับ Apple CarPlay1 พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์บลูทูธแบบไร้สาย พร้อมจอแสดงภาพระบบสัมผัสรองรับ DVD/MP3

   ระบบความปลอดภัยในเชิงป้องกันและปกป้องใน มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ครบครันด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ (FCM-LS)ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-FORWARD) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) รวมถึงกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเลกทรอนิกส์ (EBD)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ออกจำหน่าย 4รุ่น ได้แก่รุ่น GLX (เกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ) รุ่น GLS และรุ่น GLS-LTDด้วยสีตัวถังมีให้เลือกสรร 6 สี ได้แก่ สีแดง Wine RedสีขาวมุกWhite Pearl สีดำPyreness Blackรวมถึงสีเมทัลลิกทั้งสีฟ้า Cerulean Blue Micaสีเงิน Cool Silverและสีเทา Titanium Gray

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ผสานความเชื่อมั่นและความปลอดภัยเข้ากับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่จะตอบสนองผู้ขับขี่ที่มีความมั่นใจและกล้าแสดงออก  สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้ากับความมุ่งมั่นสู่ความก้าวหน้าเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่

1Apple CarPlay และ SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่ง ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ “สเทลธ์” (STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา เสริมทัพลุยตลาดปลายปี

Monday, 22 October 2018 09:04

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเปิดตัวยนตรกรรมปิกอัพพันธุ์ดุ ลุยตลาดไตรมาสสุดท้าย นำทัพโดย ใหม่!อีซูซุ   ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!สเทลธ์(STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน STEALTH BLACK PACKAGE เข้มเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน ควบคู่กับการปรับโฉมรุ่นไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอสู่ความเป็นสปอร์ตล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น  ตามติดด้วยการเผยโฉมลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ดีสุดสุด  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย สมบูรณ์แบบในทุกมิติ  ทุกรุ่นพร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์และเสริมส่งภาพลักษณ์ของผู้ใช้รถให้โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์  

   กลุ่มตรีเพชร  โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  เพื่อตอบรับเทรนด์ความชื่นชอบของผู้ใช้รถปิกอัพรุ่นใหม่ที่ต้องการ “ความแตกต่าง”      ไม่เหมือนใครและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ครั้งนี้อีซูซุจึงได้เลือกรถปิกอัพรุ่นไฮ-แลนเดอร์      รถปิกอัพขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งอีซูซุเป็นผู้บุกเบิกตลาด จนเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถปิกอัพ รวมทั้งในกลุ่มลูกค้าอีซูซุเอง จึงทำให้เราได้นำมาจัดทำรุ่นพิเศษ โดยให้ชื่อว่า “สเทลธ์” (STEALTH) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ STEALTH ที่มีภาพลักษณ์แสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน ด้วยความเท่ ล้ำสมัยเหนือระดับ ดุดันในทุกองศาจากชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE ดีไซน์พิเศษ พร้อมความโดดเด่นด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยตามแบบฉบับอีซูซุ จัดทำพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์อีซูซุ       1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์เท่านั้น พร้อมจะเผยโฉมที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ได้แก่

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ ยอดปิกอัพพันธุ์ดุที่พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น ดุดันทุกองศา ทรงพลังเกินพิกัดกับชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

·       STEALTH BLACK EXTERIOR  ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมชุดกระจังหน้าที่ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวเร้าใจกับชุดแต่งสเกิร์ตหน้า โดดเด่นด้วยเส้น STEALTH LINEดีไซน์ต่อเนื่องรับกับ     ไฟหน้า และสเกิร์ตหน้า สปอร์ตอีกระดับกับกรอบไฟตัดหมอกสีดำ ทรงพลังทุกองศากับล้ออัลลอย     ทูโทน ขนาด 18นิ้ว  และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ดุดันเต็มมิติ

·       STEALTH BLACK INTERIORล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่น ทุกรายละเอียด กับบรรยากาศห้องโดยสารดีไซน์ใหม่! ทูโทน  เท่ ล้ำสมัย สไตล์สปอร์ต ยกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำ พร้อมสัญลักษณ์ STEALTH ที่แผงข้างประตู

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มีเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เสริมส่งความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีให้เลือก สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)หรือสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 887,000 บาท  

   นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับโฉม “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ       บลูเพาเวอร์”สู่ความสปอร์ต  ล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น ด้วยใหม่! กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ บึกบึน ทรงพลังยิ่งขึ้น และใหม่! ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมแห่งความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) 

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 การปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ทั้งภายนอกและภายใน บึกบึน ทรงพลัง เท่ทุกมุมมองสไตล์สปอร์ตมีระดับ ห้องโดยสารหรูหรายิ่งขึ้น ยกระดับความสะดวกสบายขั้นสุด กับชุดแต่ง MAX 4X4ดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นความเร้าใจถึงขีดสุด ด้วยยอดแห่งสมรรถนะความแกร่งที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขันครอสคันทรีสุดโหดระดับนานาชาติ และความแรงจัดของเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูง  เพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสุดยอดแห่งประสบการณ์ลุยในแบบฉบับออฟโรดตัวจริง  

·       ใหม่! Bumper Ganishโทนเทาดำตัดรับกระจังหน้า เท่เข้มลงตัว  

·       ใหม่! Front Bumper Guard ทูโทนดีไซน์ใหม่! ให้ความรู้สึกบึกบึน  เพิ่มมิติความเข้ม  

·       ใหม่! ล้ออัลลอยทูโทน  ขนาด 18 นิ้ว สี Matt Black เท่สะดุดตา  ได้อารมณ์สปอร์ต

·       ใหม่! กันชนท้ายโทนเทาดำ  เท่ เข้ม ดุดัน

·       ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้  สไตล์ทูโทน น้ำตาล-ดำ เดินด้านสีส้มรอบตัวเบาะ พร้อมปักสัญลักษณ์ V-Cross เท่ หรู ในทุกรายละเอียด

·       หน้าจอใหม่! ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ใช้งานสะดวกขึ้น พร้อมระบบสัมผัสตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

·       ครั้งแรกในวงการรถปิกอัพ  ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ  พร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้าขณะขับขี่ เพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

·       อีกขั้นของนวัตกรรมระบบความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System)ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  เลือกความเท่ลุคใหม่ได้ 4 สี  ได้แก่  แดงเอทนา (Etna Red)  ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,064,000 บาท

   เชิญรับชมภาพยนตร์โฆษณารถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=apA7-fIYmRU   และเชิญสัมผัสรถ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์  อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ ปรับโฉมใหม่ และใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  อย่างใกล้ชิด   ตั้งแต่วันที่ 29ตุลาคม ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://isuzu-tis.com/isuzu-pick-up-4-door-stealth  หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ “Yaris G+” และ “ATIV S+” ความคุ้มค่าที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ

Tuesday, 16 October 2018 16:45

 

 

 

 

 

 

 

 

    นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยมของคนไทย โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมmujกสดหกสด กับรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในตกแต่งให้ดูพรีเมียม สวยสะดุดตา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบตอบรับกับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถอีโคคาร์แฮทช์แบ็ค โตโยต้ายาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2ลิตร ในเดือนตุลาคมปี 2556เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทยและในเดือน สิงหาคมปี 2560ได้เปิดตัวรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกกับโตโยต้ายาริส เอทีฟ ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น กว้างขวางสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกในทุกการขับขี่    และยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ  5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)* ทำให้ครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยดีตลอดมา โดยรถอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สร้างยอดขายสะสมรวมมากกว่า 50,000* คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2561 เป็นต้นมาถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ของรถอีโคคาร์ในตลาดเมืองไทยและเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร โตโยต้าได้แนะนำ 2 รุ่นใหม่ คือ โตโยต้า ยาริส จีพลัส(Yaris G+)  ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+)ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในสปอร์ต หรูหรา ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น  ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

โตโยต้ายาริส จีพลัส(Yaris G+)...สะดวกสบายสูงสุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

vใหม่...อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          เครื่องเสียงพร้อมDVD หน้าจอสัมผัส 7นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI และMicro     SDCard...ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบ

-          ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน...เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

-          กล้องมองหลัง ในขณะถอยรถ...ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

vภายนอก...เปลี่ยนให้ดูคมเข้ม ดุดัน

-          กระจังหน้าสีดำเงา...เพิ่มความคมเข้ม ทันสมัย

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตที่ทันสมัย

vภายใน...ปรับให้ดูสปอร์ต หรูหรา

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สะดุดตา หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          พวงมาลัยหุ้มหนัง...เติมเต็มความหรูหรา

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

โตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส(Yaris ATIV S+)...รูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในดูพรีเมียม หรูหรา

vภายนอก...ปรับให้สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นกว่าที่เคยสัมผัส

-          กระจังหน้าสีดำเงา ด้านล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง...เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกสีดำเงา...ความโฉบเฉี่ยว โดดเด่น    พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นที่ทันสมัย

vภายในล้ำสมัย ให้ความหรูหราอย่างมีสไตล์

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สปอร์ต  หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 473 แห่งทั่วประเทศ

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand                                               

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่สู่ผู้บริโภคในเมืองไทย นำเสนอสุดยอดการดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่สำหรับคนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน พร้อมเงื่อนไขผ่อนชำระ 19,xx

Tuesday, 11 September 2018 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

   หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40ของเราคือCMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

   สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

   นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง     

ฟีเจอร์หลักของ Volvo XC40

การออกแบบส่วนหน้ารถใหม่สไตล์สวีดิช แบบ Shark Nose และClamshell Hood

   XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถคว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year

   งานออกแบบโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี

   XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

   คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

   XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

   สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)

XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

   การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

   รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

   หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

   เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40 มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด

   XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

รื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

   สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

   แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย

ตัวอย่างฟีเจอร์มาตรฐานที่ติดตั้งมาใน New XC40 Momentum      

•      จอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว

•      ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ

•      แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย

•      ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ (City Safety)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information)

•      ระบบเตือนการชนด้านหลังพร้อมเบรกเมื่อรถหยุดนิ่ง (Rear Collision Warning with braking at standstill)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรก (Cross Traffic Alert with brake support)

•      ระบบตรวจจับ: ยานพานะ คนเดินเท้า จักรยาน สัตว์ใหญ่

•      ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road Mitigation)

•      ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation)

•      ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)

•      ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Aid)

•      กล้องมองหลังสำหรับการจอดรถ (Rear parking camera)

•      ระบบเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดด้านหน้า-หลัง (Park assist front and rear)

สำหรับรุ่นท็อปอย่าง R-Design มอบฟีเจอร์ใหม่เป็นมาตรฐานดังนี้

•      ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามสภาพถนนและระบบแจ้งเตือนป้ายความเร็ว (Adaptive Cruise Control – with speed sign assist)

•      ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)

•      ระบบช่วยในการจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

•      ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Harman Kardon Premium Sound System

ราคาจำหน่าย

   The New Volvo XC40 เสนอ เงื่อนไขพิเศษ เริ่มต้นผ่อนชำระ 19, xxx บาทต่อเดือน ดาวน์ 40% ระยะผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับรุ่นXC40 T4 Momentum (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตหรูเหนือระดับรุ่นใหม่ล่าสุด

Tuesday, 21 August 2018 17:21

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูอย่าง   Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวบรวม   ความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันทั้งดีไซน์  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบของรถยนต์สปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย และนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่จะเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumนำเสนอในราคา 15.99ล้านบาทและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium นำเสนอในราคา 16.72 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ตระกูลS-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์  ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination)และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ทางบริษัทฯ จึงได้นำเสนอสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุดของรถยนต์ตระกูล S-Classในกลุ่ม Dream Car อย่าง  Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabrioletยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์   ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง รวมถึงเป็นการสะท้อนคำว่า หรูหราร่วมสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เป็นอย่างดี”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้   เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600คัน หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นCompact Car, Contemporary Luxury, Dream Car,SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by  Mercedes-Benz ที่สำคัญแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจียังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายเติบโตสูงกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence byMercedes-Benzที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน    การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย โดยรถยนต์ที่อยู่ภายใต้      แบรนด์นี้มียอดขายสูงขึ้นประมาณ 40%”

   “ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราจึงยังคงเดินหน้านำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อมาตอบสนอง   ความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ คือ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นและการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุดเพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ    งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น ซึ่งถือเป็นการนิยามที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มDream Carอย่างแท้จริงโดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ  ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่    รุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitพวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่      ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสารพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุดและโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED สวยงามในทุกมุมมอง”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz   S 560 Cabriolet AMG Premiumรุ่นใหม่เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light Systemที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals)จำนวนรวมทั้งสิ้น 47ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED(Organic Light Emitting Diode)ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำอีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าDiamond grilleสีเงินพร้อมลายโครเมียม 1แถบ และตราสัญลักษณ์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMGพร้อม       คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า,ปลายท่อไอเสียคู่,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย        ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจากAMGแบบ10-spokeขนาด20นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

   โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2ใน 3ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32ตารางเมตร ในขณะที่Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง3ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl)ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ       กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50กม./ชม.อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP)อีกด้วย

   สำหรับ ดีไซน์ภายในนั้น สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสารPremium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียงรวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า4แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaแบบ Exclusive packageตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design,หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ  Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด,ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง,ระบบMAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัดรวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display),ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร(AIR BALANCE package),ระบบCOMAND Online,ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Auto,ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย(Wireless charging),ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยtouchpadและระบบเสียง  รอบทิศทางBurmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุดทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้        มาก่อน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50%ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี   หลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Braking Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPCจะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ         Drive Away Assistที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premiumมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V8เทอร์โบคู่และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเองคือ ECO, Comfort, Sport, Sport+และIndividual

  • Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

   ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่www.mercedes-benz.co.th  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว เลกซัส ES ใหม่ “Of Peace and Power” ยนตรกรรมที่ผสานสุนทรียภาพในการขับขี่และสมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ

Friday, 17 August 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยมร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัสES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำเลกซัส ES ใหม่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

   เลกซัส ES (Executive Sedan) คือ ยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลาง ซึ่งเลกซัส ES รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นพร้อมเปิดตัวแบรนด์เลกซัสคู่กับเลกซัส LS เมื่อปีพ.ศ.2532 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นับจากนั้นมา เลกซัส ES ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากความโดดเด่นด้านความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารซึ่งแตกต่างจากรถยนต์หรูโดยทั่วไป ความนิยมดังกล่าวทำให้เลกซัส ES เป็นรถซีดานที่มียอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเลกซัส

   เลกซัส ES ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 7 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกด้วยเส้นสายที่ดูสปอร์ตเร้าใจเสริมความเฉียบคมให้เข้ากับความหรูหราอย่างลงตัวสมรรถนะการขับขี่อันสมบูรณ์แบบ จากสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่ GA-K (Global Architecture-K Platform) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทรงตัวเยี่ยมและควบคุมได้ดั่งใจขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นล่าสุดทั้งยังมั่นใจตลอดการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2 แต่คงไว้ซึ่งความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดควบคู่กับความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส ES

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ ถือเป็นยนตรกรรมในลำดับที่สาม ต่อจากรุ่น LC และ LS ที่จะนำพาเลกซัสสู่อนาคตใหม่ ด้วยการเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ในการออกแบบทำให้แบรนด์เลกซัสมีความแตกต่างมากกว่าเดิม

   เลกซัส ES คันแรก ที่ถือกำเนิดขึ้น คือเลกซัส ES250 ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเลิศด้านความสะดวกสบายและความนุ่มนวลในการขับขี่ตลอดจนห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงัดมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความหรูหราอย่างแท้จริงถือเป็นยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมียอดขายสะสมทั่วโลกมากถึง 2.18 ล้านคัน

   สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มทำการแนะนำเลกซัส ES เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2537 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยการเป็นรถซีดานหรูโดดเด่นด้านความสะดวกสบายเหนือระดับและความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้มีกลุ่มผู้ชื่นชอบและมอบความไว้วางใจให้กับยานยนต์ที่มาพร้อมความหรูหราสง่างามทั้งรถรุ่นนี้ยังเป็นที่รักในกลุ่มผู้บริหารชาวไทยโดยเลกซัส ES ใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมที่หลายท่านรอคอย”

   มร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัส ES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า“เลกซัส ES ได้รับการแนะนำเป็นครั้งแรกของโลกพร้อมรถรุ่นเรือธงอย่างเลกซัส LS และการแนะนำเลกซัส ES เจนเนอเรชั่นที่ 7 แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญนั่นคือการออกแบบยนตรกรรมที่เหนือความคาดหมายไปจากเดิมด้วยการเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึกบนพื้นฐานของพลวัตในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมโดยรวมนวัตกรรมยานยนต์ของเลกซัสที่สำคัญ ทั้งด้านการออกแบบสมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีล่าสุดที่ก้าวล้ำเข้าด้วยกันภายใต้หลักการพัฒนา 3 จุดหลัก ได้แก่

     • “การออกแบบที่กล้าจะแตกต่าง” (Brave Design) :โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกที่กล้าฉีกแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบเดิม สู่แนวคิดใหม่ความสง่างามที่น่าหลงใหล” (Provocative Elegance)ด้วยเส้นสายที่ดึงดูดสายตา สปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสะท้อนพลวัตในการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

     • "สมรรถนะอันเร้าใจ” (Exhilarating Performance) :ด้วยสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่GA-K (Global Architecture-K Platform) และระบบช่วงล่างด้านหลังใหม่แบบดับเบิ้ลวิชโบนช่วยให้เกาะถนนและทรงตัวเป็นเยี่ยมแต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลในการขับขี่ตามแบบฉบับดั้งเดิมของเลกซัส ES พร้อมด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด เจนเนอเรชั่นที่ 4 ประหยัดน้ำมันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองทุกจังหวะการเร่งได้อย่างทันใจ

     • “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” (Imaginative Technology) :ครบครันและล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระดับสูงมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจนและถือเป็นโอกาสสำคัญของเลกซัสในการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ซึ่งให้คุณค่ากับการออกแบบ และหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบโดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเลกซัส ES ใหม่คือผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่างและประสบการณ์การดูแลลูกค้าสุดเอกซ์คลูซีฟตามแบบฉบับเลกซัส จากความโดดเด่นของ ES ใหม่จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาดภายใต้แนวคิด“Of Peace and Power”สะท้อนถึงการผสานรวมความต่าง ระหว่างความนุ่มนวลและความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของ ES กับสมรรถนะการขับขี่ใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม เลกซัส ES ใหม่ มาพร้อม2 สีใหม่ คือ สี Ice Ecru และสี Sunlight Green ในโอกาสนี้เราขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษด้วยการขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดสำหรับรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการโดยเพิ่มจากปัจจุบัน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง เป็น 10 ปีไม่จำกัดระยะทางสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า“ สำหรับกลยุทธ์การตลาด จะเริ่มจากสร้างการรับรู้ของการเปิดตัวรถเลกซัส ES ใหม่สู่สาธารณชน ในระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ณ ห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่รวมถึงกิจกรรมโรดโชว์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆโดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมทดลองขับเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสมรรถนะการขับขี่ในวันที่22 กันยายนนี้ที่ Toyota Driving Experience Park ด้านการสื่อสาร เราให้ความสำคัญกับ Online Marketing และ Database Management เพื่อความแม่นยำและประสิทธิผลสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบที่แตกต่างกันทั้งนี้เลกซัสมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรูผ่านกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรมLexus Test Drive The Worldที่ประเทศญี่ปุ่น“The L Galleria by Lexus”พื้นที่ Luxury Lifestyle Showcase แห่งแรกในประเทศไทยซึ่งสื่อสารตัวตนของเลกซัสในบริบทที่ทุกคนเข้าถึงและเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างกลมกลืนและในอนาคตเรายังมีแผนงานร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิตกล้องพรีเมี่ยมระดับโลกอย่างLEICA ประเทศไทยอีกด้วย”

เลือกเป็นเจ้าของความหรูหรา สมบูรณ์แบบของ เลกซัส ES ใหม่

สีภายนอก 10 สี พร้อม 2 สีใหม่

Ice Ecru MM สีใหม่
- Sunlight Green MM สีใหม่
- Sonic Quartz
- Sonic Titanium
- Mercury Gray MC.
- Platinum Silver Me.
- Black
- Graphite Black Glass Flake
- Red Mica Crystal Shine
- Deep Blue MC

ราคาจำหน่าย

- ES 300h รุ่น Luxury                  3,590,000 บาท
- ES 300h รุ่น Grand Luxury       3,760,000 บาท
- ES 300h รุ่น Premium              4,190,000 บาท

   พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีไม่จำกัดระยะทาง พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ
     • รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษและสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี
     • อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปีไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัสทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

♦ www.lexus.co.th
♦ www.lexussociety.com
♦ www.facebook.com/lexussociety

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลกซัส ES300h ใหม่

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย

Thursday, 16 August 2018 18:18

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บริษัทฯ ที่มีต่อตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

   ลูกค้าสามารถจอง เทอร์ร่า ใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม นี้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,316,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 V 2WD 7AT  1,349,000 บาทสำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT และ 1,427,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 VL 4WD 7AT โดยมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล เอิร์ธ บราวน์ (Earth Brown), สีดำ แบล็คสตาร์ (Black Star), สีขาว ไวท์เพิร์ล (White Pearl), สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเสอร์ (Brilliant Silver) และ สีเทา ทไวไลท์ เกรย์ (Twilight Gray)

   เทอร์ร่า ใหม่ผสมผสานสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน มีพื้นที่ภายในใช้สอยที่กว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง และเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี ทำให้ลูกค้าเดินทางไปได้ทุกที่ด้วยความมั่นใจ

   “เทอร์ร่า ใหม่ ให้อิสระในการขับขี่ทุกสภาวะเส้นทาง และทุกสภาพอากาศ เช่นเดียวกับเอสยูวีของนิสสัน     รุ่นต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า โดย เทอร์ร่า ใหม่ สร้างขึ้นเพื่อพิชิตความท้าทายต่างๆ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และยกระดับความสะดวกสบาย" มร. อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว "เราภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ จากฐานการผลิตในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตของนิสสัน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

   เทอร์ร่า ใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของแผนธุรกิจในระยะกลางของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย หรือ Nissan M.O.V.E. 2022 ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า มร. บาร์เตส ยังกล่าวเสริมว่า "เทอร์ร่า ใหม่ และ ลีฟ ใหม่ จะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายภายในปีงบประมาณ 2018 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้"

เทอร์ร่า ใหม่ พัฒนาจากประสบการณ์กว่า 60 ปี ทั้งในรถยนต์เอนกประสงค์ และการทำธุรกิจในประเทศไทย   มาพร้อมเครื่องยนต์ YS23DDTTขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งที่ดี ให้พละกำลังต่อเนื่องพร้อมทุกการขับขี่เมื่อเทียบกับเอสยูวีในระดับเดียวกัน

   รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์อัจฉริยะนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดจาก นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เพื่อเสริมการขับขี่ให้ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น โดย เทอร์ร่า ใหม่ เป็นเอสยูวีรายแรก และรายเดียวที่มีเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ หรือ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลังขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW)  เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อม เทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD) โดยทั้งหมดนี้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นควบคู่กับการได้รับความสะดวกสบายอย่างสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกคน

   นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD)และระบบ Electronic Rear Differential-Lock รวมถึง เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยให้สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ในสภาวะการขับขี่ที่สูงชัน และด้วยระยะความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance  ถึง 225 มิลลิเมตร ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่มาจากถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อไม่ราบเรียบ หรือ การขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้อย่างมั่นใจ

   "นี่เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย สำหรับประเทศไทย รวมถึงตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำลังการผลิตรวมของนิสสันในประเทศไทยอยู่ที่ 370,000 คันต่อปีและคาดว่า เทอร์ร่า ใหม่ จะกลายเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวความสำเร็จของการผลิตในภูมิภาคนี้ของนิสสัน" มร. บาร์เตส กล่าว

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ สามารถเยี่ยมชมที่โชว์รูม นิสสัน ที่มีอยู่กว่า 200 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามที่ นิสสัน Call Centerหมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ของนิสสัน (www.nissan.co.th)

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ต และความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวีในระดับคอมแพคท์

Friday, 15 June 2018 16:30

 

 

 

 

 

 

  
  
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมด้วยรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)   พบกับฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัดกล่าวว่า“ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 นับเป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดและเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน และเพื่อเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม มากยิ่งขึ้น ฮอนด้า จึงได้แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ 18,000 คันภายใน 1 ปี”

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

   สปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมองด้วย ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RSที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคันกันชนหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LEDชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย

   ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ

   ขับสนุกเร้าใจทุกเส้นทาง ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.8ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16วาล์ว 141แรงม้าที่ 6,500รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172นิวตัน-เมตร ที่ 4,300รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

   นอกจากนี้ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS และ EL)

   ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความกว้างขวาง และประโยชน์ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จึงถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารทางการตลาดด้วยคอนเซปท์What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน...ตามไปให้สุดซึ่งสะท้อนชีวิตอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการออกไปใช้ชีวิตตามที่หัวใจเรียกร้อง

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น ELราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)   

   พบกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   และยังสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ก่อนใคร ที่งาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม นี้ ณ บูธ A04 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ฮอลล์ 106และที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตซาลอน 2018ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2อิมแพ็ค เมืองทองธานี

หมายเหตุ:           

- อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีแดงแพสชั่น (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น RS

- สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก)เพิ่ม 10,000บาท

- สำหรับสีแดงแพสชั่น (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

 
 

More Articles...

Page 3 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )