Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ โดดเด่นด้วยขุมพลังใหม่ ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้น เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า

Sunday, 22 July 2018 18:38

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันนี้ พร้อมนำเสนอรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่สร้างนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’รุ่นใหม่นี้ สานต่อศักยภาพและสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างลงตัว

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 20 รุ่น ซึ่งรวมถึงรุ่นไวล์ดแทรค XLTXLS XL กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) และรุ่นใหม่ ‘ลิมิเต็ด’(Limited)และยังรวมถึง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ผลิตจากโรงงานรุ่นแรกและรุ่นเดียวของเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

   “ด้วยเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ พร้อมขุมพลังใหม่ที่มอบสมรรถนะอันเหนือกว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่จะสานต่อความแข็งแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ รวมถึงสร้างการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น” นางสาวยุคนธร ‘วิคกี้’วิเศษโกสิน ประธานฟอร์ด อาเซียน และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว “เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ จะยังคงเดินหน้าปฏิวัติมาตรฐานของวงการรถกระบะ และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกค้าจำนวนมากเชื่อมั่นในฟอร์ด เรนเจอร์เช่นเดียวกับเรา”

ขุมพลังขั้นสูงเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกถึง 3 แบบเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร เทอร์โบ และเครื่องยนต์ดูราทอร์ค ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ ที่ผ่านบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งมาแล้ว

   เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ของฟอร์ดผลิตจากวัสดุและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยระบบคอมมอนเรล หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่น ท่อร่วมไอดี และสายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง

   พิเศษสุดสำหรับรุ่นแร็พเตอร์ และรุ่นไวล์ดแทรค 4x4 เครื่องยนต์ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมมอบแรงบิดที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้เสียงเครื่องยนต์เงียบลงกว่าเดิม ช่วยให้การเดินทางด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สะดวกสบายยิ่งขึ้น

   เครื่องยนต์ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0ลิตร ใช้ระบบ Sequentail Turbocharging ที่ผสานการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้ง 2 ตัว เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเต็มประสิทธิภาพและมอบสมรรถนะสูงสุด โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวแรกเป็นแบบเทอร์โบแปรผัน (Vartiable Turbocharger) จะช่วยเร่งการตอบสนองของคันเร่ง และลดช่วงการรอรอบ ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดและแรงม้าสูงแม้ตอนใช้ความเร็วต่ำ ในขณะที่เทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวที่สองซึ่งเป็นระบบเทอร์โบFixed-geometry จะรับหน้าที่ต่อเพื่อเพิ่มกำลังและความเรียบลื่นให้กับเครื่องยนต์ขณะใช้ความเร็วสูง

   ด้วยแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ไบเทอร์โบมอบแรงบิดที่เหนือกว่า และอัตราทดเกียร์ที่แคบลงของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะช่วยเพิ่มพลังและแรงเร่ง ทำให้การไต่เขาที่ลื่นและสูงชันง่ายดายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์และไวล์ดแทรค ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการบรรทุกและลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500กิโลกรัม

   เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ในรุ่นไวล์ดแทรค 4x2 และรุ่นใหม่ลิมิเต็ด (Limited) มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ล้ำหน้าของฟอร์ด มอบกำลังสูงถึง 180 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร สำหรับรุ่น Limited ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้เลือกอีกด้วย

   ส่วนรุ่น XLT XLSและ XL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบมอบกำลัง 160 แรงม้า และแรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

แกร่งกว่า ฉลาดกว่า

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะทำการช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน  ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

   เทคโนโลยีเที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist - APA) ซึ่งช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

   นอกจากนี้ เรนเจอร์รุ่นไวล์ดแทรค และ LTDมาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เปิดปิดฝากระบะท้ายง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   พิเศษสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ยังเพิ่มระบบพวงมาลัยไฟฟ้าในรุ่นXLและ XLS ถือเป็นครั้งแรกของตลาดรถกระบะระดับเดียวกัน ที่อุปกรณ์นี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฟอร์ด มอบสมรรถนะที่เหนือกว่าให้แก่รถกระบะพันธุ์แกร่ง ให้พร้อมรับมือทุกงานหนักในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านขนส่ง การค้าเชิงพาณิชย์ งานในโครงการก่อสร้าง หรืองานเกษตรกรรมทั่วประเทศ

โฉมใหม่ของเรนเจอร์

   รูปลักษณ์ของเรนเจอร์ใหม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อสื่อถึงความสมบุกสมบันแบบออฟโรดและความโฉบเฉี่ยวยามอยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เริ่มจากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติที่เด่นชัด และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค และรุ่น Limitedมาพร้อมไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

   “ดีไซน์ที่ประสบความสำเร็จควรสื่อถึงคุณลักษณะของรถได้ในทันทีที่มองเห็น” มร. ท็อดด์ วิลลิ่ง ผู้อำนวยการด้านการออกแบบ ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก กล่าว “ด้วยชื่อเสียงของเรนเจอร์ในฐานะยนตรกรรมที่เปี่ยมสมรรถนะและรองรับทุกความต้องการใช้งาน งานของเราคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่สื่อถึงคุณสมบัติเหล่านี้ให้เด่นชัด โดยยังคงความสวยงามที่เปี่ยมเสน่ห์ไว้”

   นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แต่ละรุ่นยังมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน ด้วยสีและการตกแต่งที่สื่อถึงลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่พร้อมรองรับทุกงานหนัก เช่น เรนเจอร์ XL XLS หรือรุ่นไวล์ดแทรค ที่พร้อมลุยไปทุกที่

   การตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียมในเรนเจอร์ XLTและ Limitedรวมไปถึงการตกแต่งแบบโดดเด่นในเรนเจอร์ ไวล์ดแทรค สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่เฉพาะรุ่น นั่นคือสี ‘เซเบรอ’สีส้มประกายบลอนด์ ซึ่งตัดกันอย่างงดงามกับกระจังหน้าสีเทาเข้ม สปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยังช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี

ควบคุมทุกสถานการณ์

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มอบความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ (PEPS)และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่นไวล์ดแทรค

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน ทั้งในวันทำงานที่หนักหน่วง การเดินทางไกลในช่วงสุดสัปดาห์หรือการผจญภัยแบบออฟโรด ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางของเรนเจอร์ตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมพื้นผิววัสดุตรงจุดสัมผัสที่ทนทานเพื่อคุณภาพการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมเพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งรายละเอียดด้วยโครเมียมและการเดินด้ายสีเงิน

   นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว รวมถึงได้รับความบันเทิงสูงสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยังเพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) ในรุ่นไวล์ดแทรค ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย

   ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) รองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบซิงค์ 3 ยังครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบช่วยโทรฉุกเฉินนี้จะติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ทุกคันที่ใช้ระบบซิงค์ 3

นุ่มสบายบนท้องถนน เอาชนะทุกเส้นทางออฟโรด

   ระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดการโคลงตัวและการควบคุมการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โดยเน้นที่การยกระดับประสบการณ์การขับขี่เมื่อบรรทุกและลากของหนัก

   ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างใหม่นี้ ช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น ลดการโคลงตัวและเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมทิศทาง โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการลากจูงและบรรทุกสิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ไว้ได้

   “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเรนเจอร์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบรรทุกของ ลากเรือ หรือรถคาราวานไปทั่วประเทศ” มร. จอห์น วิลเล่มส์ หัวหน้าวิศวกรรมโปรแกรม เรนเจอร์ กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยิ่งทำงานหนักเท่าไร ยิ่งขับขี่ได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น ทั้งยังควบคุมรถได้ง่าย จึงใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการบรรทุกและลากจูง และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางระยะไกลอีกด้วย”

ราคา สี และบริการ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 20 รุ่น ตามราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้:

  • แร็พเตอร์ – ราคา 1,699,000 บาท
  • ไวล์ดแทรค – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 1,029,000 – 1,265,000 บาท
  • ลิมิเต็ด(LTD)– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 889,000 – 1,029,000 บาท
  • XLT– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 749,000 – 869,000 บาท
  • XLS– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 659,000 – 789,000 บาท
  • XL– มีให้เลือก 3รุ่น ราคาตั้งแต่ 559,000 – 649,000 บาท
  • กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 589,000 – 799,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีใหม่ 2สี นั่นคือ สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) และสีมาตรฐาน ได้แก่ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค (Aluminuim Metallic) สีดำแอพโซลูท แบล็ค เมทัลลิค (Absolute Black Metallic) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (Meteor Grey Metallic) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีแดงทรู เร้ด (True Red)

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ซึ่งเป็นสีใหม่เฉพาะแร็พเตอร์เท่านั้น และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) และสีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ผลิตที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ที่จังหวัดระยอง สำหรับการจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการเปิดตัว NEW CX-3 ดึงเซเลบริตี้ดังของเมืองไทยร่วมพรีเซนต์ตัวตนลูกค้า

Saturday, 21 July 2018 17:55

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยจัดงานเปิดตัวแนะนำ  คอมแพคเอสยูวี“มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น”ฉีกกฎการเปิดตัวรถยนต์แบบธรรมดา เนรมิตพื้นที่อัดแน่นด้วยกิจกรรม 3D Facial Production Mapping ร่วมด้วยการนำเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องราวที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนลูกค้า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ มาพร้อมแนวคิดที่แตกต่าง DRIVE YOUR ATTITUDE นิยามใหม่เลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุก่อนปิดท้ายงานด้วยมินิคอนเสิร์ตของศิลปินฮิพฮอพสุดมันส์จาก TWOPEEสร้างความต่างอย่างมีไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ นอกจากนี้ยังประกาศปรับราคารุ่นท็อปลง แต่ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปจนล้นคัน ณ ดิ เอ็มควอเทียร์ ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การปรับโฉมของมาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ ในวันนี้ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ได้รับการออกแบบใหม่หมดตั้งแต่ภายในจรดภายนอก ผนวกกับการกำหนดราคาใหม่ที่น่าดึงดูดใจแก่กลุ่มลูกค้า โดยคาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่แสนพิเศษของผู้ชื่นชอบรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวีที่แตกต่างจากรถยนต์นั่ง หรือรถเอสยูวีขนาดใหญ่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายเหมาะสำหรับลูกค้าผู้หลงใหลรูปลักษณ์สไตล์การออกแบบที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ สะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างน่าอิจฉา ทำกิจกรรมที่ท้าทาย ตื่นเต้น มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ คือรถยนต์ที่ถูกออกแบบให้เข้ากับทัศนคติของลูกค้ามาสด้ามากที่สุด รวมถึงตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ขับขี่

   การเปิดตัวแนะนำ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นในครั้งนี้ มาสด้ากำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปที่กลุ่ม Liberating Explorersทั้งนี้เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาสด้าได้ดึงเอาเซเลบริตี้ชื่อดังของเมืองไทยมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า มีแนวความคิดเป็นตัวของตัวเอง พร้อมไลฟ์สไตล์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางกระแสนิยมที่หลั่งไหลเข้ามารอบตัว แต่ยังคงชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เหล่าสาวกสายพันธุ์สปอร์ตของมาสด้าได้ร่วมสนุกอย่างเต็มที่ โดยมี คุณโอ๋ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ ศิลปินนักร้องสมาชิกวงฟูตอง ซึ่งเป็นทั้งนักแสดง นักเขียน ดีไซเนอร์ นักออกแบบชื่อดัง และ คุณปันปัน นาคประเสริฐ นักออกแบบการแสดงโชว์ นักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ ครูสอนเต้น และ Drag Queen มาร่วมถ่ายทอดตัวตนของลูกค้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังปิดท้ายความสนุกสนานของงานเปิดตัวด้วยศิลปินฮิพฮอพชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยอย่างคุณโต้ง TWOPEE จากวง Southside มาร่วมสร้างบรรยากาศและเพิ่มสีสันภายในงานเปิดตัว

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นเป็นรถที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวี ที่ได้รับการออกแบบภายใต้รูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตระดับพรีเมี่ยมและโดนใจด้วยอุปกรณ์มาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย และความปลอดภัยระดับโลก มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน

- ดีไซน์ภายนอกและภายในใหม่หมด ฟังก์ชั่นครบครันในรูปแบบของคอมแพคเอสยูวีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

- ขนาดรูปทรงและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกสบาย

- การขับขี่ที่สนุก คล่องตัวสูง ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร

- ครบครันด้วยอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก

- ห้องโดยสารใหม่หมด พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นที่สุดในคลาส (One Class Above)

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับปีนี้ตลาดรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์กระแสกำลังมาแรงไม่แพ้ตลาดรถเอสยูวี จากการที่หลายๆ ค่ายต่างทยอยส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความนิยมสูงขึ้น ถึงแม้ว่าในปีนี้รถยนต์มาสด้าที่ได้แนะนำออกสู่ตลาดจะเป็นรุ่นไมเนอร์เช้นจ์ทั้งหมด แต่ก็ได้มีการผสมผสานทั้งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และรถเอสยูวี โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปีเราได้เปิดตัว มาสด้า2ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ตามมาด้วย มาสด้า3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น และครั้งนี้เราได้เปิดตัว มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นโดยเฉพาะสีที่ใช้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เป็นสีใหม่ ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์ และสีแดงโซลเรด คริสตัล ที่สะท้อนความ พรีเมี่ยมสวยงามได้อย่างลงตัว โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งแนวคิดการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม เน้นไปในเรื่องของการออกแบบในวิถีดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร แต่แฝงไปด้วยความหรูหราและทันสมัย พร้อมมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต ซึ่งเป็นปรัชญาการขับขี่ของมาสด้า

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์กล่าวถึงงานเปิดตัวในครั้งนี้ว่า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น จัดขึ้นที่ควอเทียร์ แกลลอรี่ ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ แหล่งช้อปปิ้งสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ  เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาสด้าวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของรถอเนกประสงค์ขนาดกลางที่มีลักษณะเป็นครอสโอเวอร์ในเซ็กเมนท์คอมแพคเอสยูวี แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระ หรือครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น มาพร้อมแนวคิด DRIVE YOUR ATTITUDEเลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุณเพราะแต่ละคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกัน แต่เราเลือกที่จะแตกต่าง ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ มีแนวทางในการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ต้องค้นหาตัวตน แค่เป็นตัวเองในแบบที่เราเป็น มีไลฟ์สไตล์ไม่ซ้ำใคร แค่นี้ก็สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง เป็นหนึ่งเดียวในแบบที่เป็นคุณ

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Liberating Explorersคือเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย  มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีสไตล์ชัดเจน เป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอมีทัศนคติที่ดีต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย ชอบพบปะสังสรรค์ รวมทั้งชอบสื่อสังคมออนไลน์ ให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์ หลงใหลเทคโนโลยี เป็นคนแอคทีฟกับเทรนด์ใหม่ๆ มีการเลือกสรรแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และมุมมองที่เป็นตัวเองเลือกทางเดินและตัดสินใจด้วยตัวเอง กล้าที่จะคิดต่างในแบบฉบับของตนเองนอกจากนี้ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น ยังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้า URBAN MILLENNIALS ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์มีการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย

เทคโนโลยีi-ACTIVSENSEในมาสด้า ซีเอ็กซ์3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- ระบบ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM) & Rear Cross Traffic Alert (RCTA)ระบบตรวจจับยานพาหนะจากด้านข้างและด้านหลังที่กำลังใกล้เข้ามาบริเวณจุดบอด พร้อมทั้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะทำการเปลี่ยนเลน RCTAจะช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

- ระบบ Lane Departure Warning System (LDWS)ระบบคาดการณ์การเบี่ยงออกนอกเลน และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายผ่านทางเสียง

- ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบปรับการทำงานของไฟหน้าสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้ายขวาอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนน ตำแหน่งรถคันหน้า รวมถึงรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่

- ระบบ Driver Attention Alert (DAA) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากความเมื่อยล้า โดยส่งเสียงและสัญญาณไฟเตือนให้หยุดพัก เมื่อตรวจพบพฤติกรรมเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

- ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC)ช่วยควบคุมความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ  

- ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง หรือ 360o View Monitor พร้อมมุมกล้องในแบบ Top Viewช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

- ระบบ Smart City Brake Support(SCBS)และระบบSmart City Brake Support-Reverse (SCBS-R)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะเดินหน้าและถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการชน

- ระบบ Smart Brake Support (SBS)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อพบความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

ราคาจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- รุ่น 2.0 E              เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 879,000 บาท

- รุ่น 2.0 C               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 955,000 บาท

- รุ่น 2.0 S               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,029,000 บาท

- รุ่น 2.0 SP            เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,083,000 บาท

- รุ่น 1.5 XDL          เครื่องยนต์คลีนดีเซลสกายแอคทีฟ-ดี     ขนาด 1.5 ลิตร   ราคา 1,189,000 บาท

สีตัวถังภายนอก

   สำหรับสีตัวถังภายนอกของ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ประกอบด้วย 2 สีใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์และสีแดงโซลเรด คริสตัล โดยสีใหม่นี้ทำให้เกิดความเจิดจรัส มีพลังและมิติความลึก แวววาว อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการพ่นสีแบบ TAKUMINURIของมาสด้า  โดยสีนั้นจะมีความอิ่มตัวขึ้น 20%และดูมีความลึก 50%มากกว่าสีแดงเดิม มีความแวววาว สะท้อนแสงมากยิ่งขึ้น ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือกนอกจากนี้ ได้แก่

- สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช

- สีดำ เจ็ท แบล็ก

- สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

- สีขาว เซรามิก เมทัลลิค

- สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

   นอกจากมาสด้าจะจัดงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนแล้ว ยังมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่สนใจและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือทางหน้าเฟซบุคของมาสด้าด้วย โดยงานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2561เพิ่มความพิเศษขั้นสุดให้กับลูกค้าที่จองรถ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นภายในงานเปิดตัว รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมพร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 2.15% รับฟรีประกันภัย ชั้น 1 Mazda Premium Insuranceจากมาสด้า และค่าบำรุงรักษา หรือ Mazda Care นานสูงสุด 5 ปี

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัวแล้ว นิสสัน ลีฟ ใหม่ นวัตกรรมระดับโลกสู่ประเทศไทย นิสสัน เปิดให้จองรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ รุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ได้แล้ว

Thursday, 06 December 2018 18:08

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้  ที่งานมหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018วันนี้

ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจองนิสสัน ลีฟ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ ในราคา 1,990,000บาท พร้อมส่งมอบในเดือนเมษายนปี พ. ศ. 2562พร้อมรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3ปี หรือ 100,000กิโลเมตร รับประกันระบบไฟฟ้ารถยนต์เป็นเวลา 5ปี หรือ 100,000กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา8 ปีหรือ 160,000กิโลเมตร ปัจจุบันมีศูนย์บริการที่ผ่านการรับรอง33แห่งทั่วประเทศที่พร้อมนำเสนอข้อมูลของ    นิสสัน ลีฟ ใหม่ รวมถึงพนักงานที่มีทักษะ และการบริการหลังการขาย

   "การนำ นิสสัน ลีฟ ใหม่ เข้าสู่ประเทศไทยเป็นการย้ำถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อน เพราะเราเชื่อว่า เราจะนำพาผู้คนให้ไปสู่โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่มีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เชื่อมต่อกันถึงกัน และเป็นอิสระมากขึ้น และเราเชื่อว่านิสสัน ลีฟ ใหม่ จะเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่และการใช้ชีวิตของทุกคน" นายอันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ นวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) โดยให้ระยะการขับขี่ 311 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองในการขับขี่ของยุโรป NEDCและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนถึง 60เปอร์เซ็นต์ต่อการชาร์จ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น

   ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ใหม่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ด้วยกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่นของนิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ e-Pedalที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่เริ่มขับขี่ เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว โดยการเหยียบหรือผ่อนคันเร่ง เมื่อปล่อยคันเร่งทั้งหมดรถจะชะลอและหยุดโดยอัตโนมัติ นำรถไปสู่การหยุดอย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีผู้ขับขี่ได้ตลอดไป ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของการขับขี่โดยใช้เพียงคันเร่งเดียวเท่านั้น

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจที่พบได้ในลีฟ ใหม่ คือ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ซึ่งประกอบด้วยชุดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Alert Assist)

   ทางด้าน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยของนิสสัน ลีฟ ใหม่ มีลักษณะเพรียวบาง รวมถึงไฟหน้าทรงบูมเมอแรงที่เป็นเอกลักษณ์และการออกแบบด้านหน้าแบบ V-Motion กระจังหน้าแบบแฟลชที่มีสีน้ำเงินชัดเจนและคิ้วรถสีน้ำเงินของกันชนด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของนิสสันอย่างชัดเจน

   "ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ทันสมัยและเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก ในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทผู้บุกเบิกแนวคิดในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตอย่างโดดเด่น เราจึงมีความคิดว่ารถยนต์จะเป็นมากกว่ายานพาหนะ" นายอันตวน เสริม วิสัยทัศน์นี้ได้ขยายความไปถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างนิสสัน อุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"

   ในฐานะที่ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่นิสสัน ประเทศไทย ทำ การเปิดตัวลีฟ ใหม่ นับเป็นอีกก้าวของการจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางของนิสสันหรือ NissanM.O.V.E2022 ภายใต้การดำเนินงานของนิสสันประเทศไทย ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

   ลีฟ ใหม่ ถูกออกแบบขึ้นตามรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตำนานเมื่อ70ปีผ่านมา นั่นรวมถึงทามะ 1947 ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของนิสสัน นี่จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ รถยนต์จะไม่เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ยังจะสร้างอนาคตอันน่าตื่นเต้นและยั่งยืนสำหรับทุกคน" นายอันตวน กล่าวเสริม

   ด้วยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดระหว่างการไฟฟ้านครหลวงแห่งประเทศไทยกับนิสสัน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการทำให้เจ้าของลีฟชาวไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และบนท้องถนน โดยใช้ระบบการชำระค่าไฟฟ้า โดยการสร้างวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

   "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สำหรับรัฐบาลไทยกับการริเริ่มนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาด แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่มาพร้อมระบบไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์ในอนาคต นิสสันจะยังคงร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องไฟฟ้าของประเทศ" นายอันตวน กล่าวเสริม

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสันได้ที่ 02 401 9600หรือไปที่ https://www.nissan.co.th/vehicles/new-vehicles/leaf.html

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่” ยนตรกรรมเหนือระดับที่มอบความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น อีกครั้ง…กับคำตอบที่ใช่

Friday, 09 November 2018 17:51

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ (ฟอร์จูนเนอร์ทีอาร์ดี สปอร์ตติโว่) รุ่น 2.8 ขับเคลื่อนสี่ล้อ และรุ่น 2.8 ขับเคลื่อนสองล้อ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

   โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ครองยอดขายอันดับหนึ่งนับตั้งแต่การแนะนำสู่ประเทศไทยครั้งนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์ที่ยังคงไว้ด้วยความสปอร์ต โตโยต้าจึงตอกย้ำความนิยมดังกล่าวด้วยการกลับมาของฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่โดยยกระดับการออกแบบภายนอกให้มีความสปอร์ต และทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตและกระจังหน้าสีดำเมทัลลิกพร้อมสเกิร์ตหน้ากระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก กรอบไฟตัดหมอกกันชนท้ายพร้อมสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่และคิ้วประตูท้ายสีดำเมทัลลิกทั้งเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอย TRD 20 นิ้วสีทูโทนภายในสปอร์ตหรูมีระดับ ด้วยวัสดุหนังและหนังสังเคราะห์สีดำสลับแดงพร้อมชุดแต่งลายCarbon Kevlar (คาร์บอน เคฟล่า) กับแถบโครเมียมรมดำ และมาตรวัดเรืองแสงแบบOptitron สีแดงลาย Carbon Kevlar พร้อมสัญลักษณ์ TRDซึ่งมาพร้อมกับสมรรถนะอันทรงพลังจากเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.8 ลิตรที่ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนซิกม่าโฟร์ และชุดแต่งช่วงล่างเฉพาะรุ่นTRD Sportivo ครั้งนี้มาพร้อมกับทางเลือก 2 สีภายนอก ได้แก่ สีขาวมุกWhite Pearl Crystal พร้อมหลังคาแบบสปอร์ตสีดำ Black Top และสีดำ Attitude Black Mica

สะกดทุกสายตา… ด้วยดีไซน์ใหม่ที่ตอบทุกหัวใจสปอร์ต
     - กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตและกระจังหน้าสีดำเมทัลลิก มาพร้อมสเกิร์ตหน้า และกรอบไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่...สปอร์ตเท่เร้าใจ โดดเด่นทุกมุมมอง
     - ล้ออัลลอย TRD 20 นิ้ว สีทูโทน...อีกระดับแห่งความสปอร์ตเหนือชั้น
     - สคัฟเพลทพร้อมไฟเรืองแสงสัญลักษณ์ TRD...บ่งบอกความสปอร์ตที่เป็นคุณ
     - หลังคาแบบสปอร์ต BLACK TOP*... เผยเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ต เหนือชั้นแตกต่างอย่างมีระดับ ด้วยหลังคาเคลือบฟิล์มดำสุดโฉบเฉี่ยว (*เฉพาะสี WHITE PEARL CS)
     - กันชนท้ายพร้อมสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ และคิ้วประตูท้ายสีดำเมทัลลิก...ตอบความเร้าใจสไตล์สปอร์ต
     - ท่อไอเสียสแตนเลส TRD...ดีไซน์สปอร์ต หรูมีสไตล์
     - สัญลักษณ์รุ่น TRD Sportivo...ตอบตัวตนสปอร์ตเหนือชั้น
     - ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟส่องสว่างสัญลักษณ์ TRD...เต็มอารมณ์สปอร์ต

ภายในโดดเด่นลงตัว… สะท้อนภาพลักษณ์เหนือระดับที่ทุกคนยอมรับ
สปอร์ตเต็มขั้น ด้วยวัสดุหนังและหนังสังเคราะห์สีดำสลับแดง พร้อมชุดแต่งลายCarbon Kevlar และแถบโครเมียมรมดำผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด
     - เบาะหนังคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง สีดำสลับแดง พร้อมเดินด้ายแดงสไตล์สปอร์ต
     - มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron สีแดงลาย Carbon Kevlar พร้อมสัญลักษณ์ TRD
     - ชุดเครื่องเสียง Premium Audio พาวเวอร์แอมป์ และลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง 11 ลำโพง
   - ระบบนำทาง (Navigator) รองรับ T-Connect พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เชื่อมต่อ Bluetooth และกล้องมองหลัง
     - ปุ่ม Push Start พร้อมสัญลักษณ์ TRD...เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต
     - กุญแจ Smart Key พร้อมสัญลักษณ์ TRD...สะท้อนความสปอร์ตมีระดับ
     - ชุดพรมปูพื้น TRD Sportivo...สปอร์ตในทุกรายละเอียด

เร้าใจเต็มสมรรถนะ…เหนือกว่าทุกขุมพลังที่เคยสัมผัส
     - เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด)
      กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที
      แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที
     - ระบบขับเคลื่อนซิกม่าโฟร์...เอาชนะทุกความท้าทาย ก้าวข้ามทุกอุปสรรคแห่งการเดินทางด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งโหมด H2 H4 และ L4 ผสานการทำงานร่วมกับระบบ DAC และ A-TRC (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
     - ดิสก์เบรก 4 ล้อ...โลดแล่นมั่นใจสไตล์สปอร์ต ด้วยดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ล้อ
    - ชุดแต่งช่วงล่าง TRD Sportivo...ตอบรับทุกการขับขี่สไตล์สปอร์ต นุ่มนวลเหนือชั้น ทรงตัวและเกาะถนนดีเยี่ยมในทุกสภาพถนน

     อีกครั้ง…กับคำตอบที่ใช่”กับการกลับมาของฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo เพื่อตอกย้ำความสำเร็จและการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้เสมอมา ในครั้งนี้ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ จึงเป็นคำตอบของทุกการรอคอยด้วยการออกแบบอย่างสปอร์ตที่ลงตัวในทุกรายละเอียดตลอดจนสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ซึ่งถือเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมที่จะสามารถสะท้อนบุคลิกความเป็นผู้นำและเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับชีวิตที่เหนือระดับได้อย่างแท้จริง

เลือกเป็นเจ้าของ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ดีไซน์ใหม่ได้ 2 สี
สีขาวมุก...White Pearl Crystal หลังคาดำ Black Top และ สีดำ... Attitude Black Mica

สีขาวมุก White Pearl Crystal / Black Top
- รุ่น 2.8 TRD Sportivo 2WD 1,719,000 บาท***
- รุ่น 2.8 TRD Sportivo 4WD 1,789,000 บาท***

สีดำ Attitude Black Mica
- รุ่น 2.8 TRD Sportivo 2WD 1,699,000 บาท***
- รุ่น 2.8 TRD Sportivo 4WD 1,769,000 บาท***
***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
ค้นหาคำตอบที่ใช่กับ “โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่”ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
www.toyota.co.th
Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE ID: @ToyotaThailan

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018

Monday, 20 August 2018 08:05

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว อ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน   บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ ทั้งนี้ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ไม่เพียงบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย แต่รถยนต์รุ่นดังกล่าว ยังถือเป็นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยของบริษัทฯ ทั้งยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ต้องการผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้า

   เอ็กซ์แพนเดอร์นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า  คนรุ่นใหม่ ผู้ที่กำลังสร้างครอบครัว ผู้ที่ต้องการรถครอสโอเวอร์ที่มีความกว้างขวางและความ อเนกประสงค์ มีสมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยมและรองรับทุกการใช้งาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส    ประเทศไทย นำเสนอ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น GLS-LTDมีราคาจำหน่าย 779,000 บาทและ รุ่น GTมีราคาจำหน่าย 849,000บาท

   มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายในงานแถลงข่าวที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่จะส่งมอบคุณค่าและความพึงพอใจที่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าด้วยการบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย ซึ่ง มิตซูบิชิ      เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการถ่ายทอดเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญด้านรถอเนกประสงค์ของเรา ให้เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะแกร่งพร้อมผ่านอุปสรรคในทุกเส้นทางแบบรถเอสยูวี ผสานเข้ากับความสะดวกสบาย และความประณีตหรูหรา เพื่อส่งมอบสุนทรีภาพการขับขี่ที่ดีที่สุด ทั้งในโลกของรถเอสยูวีและรถเอ็มพีวี และนี่คือนิยามใหม่ของครอสโอเวอร์”

   “หลังจากเราได้เสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากการเปิดตัวต่อสื่อมวลชนและในกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดรถครอสโอเวอร์ของประเทศไทย ทั้งนี้ มิตซูบิชิ  เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังนำเสนอรถยนต์รุ่นยอดนิยมอื่นๆ อย่างครบครันที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ ไทรทัน และไทรทัน แอทลีท มิตซูบิชิ มิราจ และ มิตซูบิชิ แอททราจ

เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์

“เช่นเดียวกับรถทุกคันของเรา เราเริ่มต้นด้วยการฟังเสียงจากลูกค้าเสมอ  มิตซูบิชิ  เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จะช่วยสร้างสปิริตแห่งการผจญภัยในตัวคุณ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ คือนิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สำหรับลูกค้าชาวไทย และถือเป็นคำเชิญให้คุณได้ออกไปค้นหาและเปิดประสบการณ์ใหม่” มร. ซึเนฮิโระ คุนิโมโตะรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าว

   รูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มาจากแนวคิด AdvancedDynamic Shieldเอกลักษณ์ด้านการดีไซน์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้านหน้าตัวรถมีลักษณะคล้ายโล่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการปกป้องคุ้มครองทุกคน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปจนถึงบุคคลภายนอกรถอีกด้วย เป็นการผสานทั้งการปกป้องความปลอดภัยและสมรรถนะเหนือระดับเอาไว้ด้วยกัน เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จึงเปี่ยมด้วยความปลอดภัย

   และสำหรับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ จีที ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด จะมาพร้อมไฟตัดหมอกหน้า มือจับประตูและคิ้วขอบกระจกโครเมียม แผงกันกระแทกด้านหน้าและด้านหลังรวมถึงคิ้วด้านข้างสีเงิน รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยโดยมีระยะห่างจากพื้นถึง 205 มม.

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง ภายในมอบความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน ด้วยพื้นที่ช่วงขาและไหล่ที่กว้างขวาง พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารเมื่อปรับเบาะให้แบนราบที่เหนือกว่า ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นสูงสุดยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหน้าจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบสามมิติ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง มีระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย จอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว และเบาะนั่งหุ้มหนังทั้ง 3 แถว

   “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ได้รับการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถอเนกประสงค์ สังเกตได้จากซุ้มล้อที่ดูบึกบึน ระยะความสูงจากพื้นที่สูงอันโดดเด่นและความสามารถที่เหนือกว่าในการลุยผ่านแอ่งน้ำ  มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับการขับขี่ในฤดูฝนและทุกสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ภายในอันกว้างขวางของ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังมาพร้อมกับความสะดวกสบายที่หลากหลาย  ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีเยี่ยม เพื่อสร้างความมั่นใจและสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ดีไซน์ของ มิตซูบิชิ ไม่เพียงแต่คำนึงถึงความสวยงามทันสมัยเท่านั้น ด้วยพันธกิจของเราคือการมุ่งมั่นออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างรอบด้าน”  มร. คุนิโมโตะ กล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน MIVEC DOHC16 วาล์ว ความจุ 1.5 ลิตร มีพละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาให้มีความประหยัดน้ำมันและเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะ พร้อมลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้มีการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลยิ่งกว่าตลอดการเดินทาง

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสและเป็นเจ้าของที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ระหว่างวันที่ 18-26 สิงหาคม พ.ศ. 2561และที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ กำหนดส่งมอบให้ลูกค้าตั้งแต่วันที่เปิดตัวเป็นต้นไป

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว เลกซัส ES ใหม่ “Of Peace and Power” ยนตรกรรมที่ผสานสุนทรียภาพในการขับขี่และสมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ

Friday, 17 August 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยมร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัสES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำเลกซัส ES ใหม่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

   เลกซัส ES (Executive Sedan) คือ ยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลาง ซึ่งเลกซัส ES รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นพร้อมเปิดตัวแบรนด์เลกซัสคู่กับเลกซัส LS เมื่อปีพ.ศ.2532 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นับจากนั้นมา เลกซัส ES ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากความโดดเด่นด้านความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารซึ่งแตกต่างจากรถยนต์หรูโดยทั่วไป ความนิยมดังกล่าวทำให้เลกซัส ES เป็นรถซีดานที่มียอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเลกซัส

   เลกซัส ES ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 7 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกด้วยเส้นสายที่ดูสปอร์ตเร้าใจเสริมความเฉียบคมให้เข้ากับความหรูหราอย่างลงตัวสมรรถนะการขับขี่อันสมบูรณ์แบบ จากสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่ GA-K (Global Architecture-K Platform) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทรงตัวเยี่ยมและควบคุมได้ดั่งใจขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นล่าสุดทั้งยังมั่นใจตลอดการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2 แต่คงไว้ซึ่งความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดควบคู่กับความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส ES

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ ถือเป็นยนตรกรรมในลำดับที่สาม ต่อจากรุ่น LC และ LS ที่จะนำพาเลกซัสสู่อนาคตใหม่ ด้วยการเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ในการออกแบบทำให้แบรนด์เลกซัสมีความแตกต่างมากกว่าเดิม

   เลกซัส ES คันแรก ที่ถือกำเนิดขึ้น คือเลกซัส ES250 ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเลิศด้านความสะดวกสบายและความนุ่มนวลในการขับขี่ตลอดจนห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงัดมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความหรูหราอย่างแท้จริงถือเป็นยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมียอดขายสะสมทั่วโลกมากถึง 2.18 ล้านคัน

   สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มทำการแนะนำเลกซัส ES เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2537 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยการเป็นรถซีดานหรูโดดเด่นด้านความสะดวกสบายเหนือระดับและความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้มีกลุ่มผู้ชื่นชอบและมอบความไว้วางใจให้กับยานยนต์ที่มาพร้อมความหรูหราสง่างามทั้งรถรุ่นนี้ยังเป็นที่รักในกลุ่มผู้บริหารชาวไทยโดยเลกซัส ES ใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมที่หลายท่านรอคอย”

   มร.ยูกิฮิโระ คิโตะผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัส ES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า“เลกซัส ES ได้รับการแนะนำเป็นครั้งแรกของโลกพร้อมรถรุ่นเรือธงอย่างเลกซัส LS และการแนะนำเลกซัส ES เจนเนอเรชั่นที่ 7 แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญนั่นคือการออกแบบยนตรกรรมที่เหนือความคาดหมายไปจากเดิมด้วยการเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึกบนพื้นฐานของพลวัตในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมโดยรวมนวัตกรรมยานยนต์ของเลกซัสที่สำคัญ ทั้งด้านการออกแบบสมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีล่าสุดที่ก้าวล้ำเข้าด้วยกันภายใต้หลักการพัฒนา 3 จุดหลัก ได้แก่

     • “การออกแบบที่กล้าจะแตกต่าง” (Brave Design) :โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกที่กล้าฉีกแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบเดิม สู่แนวคิดใหม่ความสง่างามที่น่าหลงใหล” (Provocative Elegance)ด้วยเส้นสายที่ดึงดูดสายตา สปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสะท้อนพลวัตในการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

     • "สมรรถนะอันเร้าใจ” (Exhilarating Performance) :ด้วยสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่GA-K (Global Architecture-K Platform) และระบบช่วงล่างด้านหลังใหม่แบบดับเบิ้ลวิชโบนช่วยให้เกาะถนนและทรงตัวเป็นเยี่ยมแต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลในการขับขี่ตามแบบฉบับดั้งเดิมของเลกซัส ES พร้อมด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด เจนเนอเรชั่นที่ 4 ประหยัดน้ำมันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองทุกจังหวะการเร่งได้อย่างทันใจ

     • “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” (Imaginative Technology) :ครบครันและล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระดับสูงมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plus เจนเนอเรชั่นที่ 2

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า“เลกซัสES ใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจนและถือเป็นโอกาสสำคัญของเลกซัสในการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ซึ่งให้คุณค่ากับการออกแบบ และหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบโดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเลกซัส ES ใหม่คือผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่างและประสบการณ์การดูแลลูกค้าสุดเอกซ์คลูซีฟตามแบบฉบับเลกซัส จากความโดดเด่นของ ES ใหม่จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาดภายใต้แนวคิด“Of Peace and Power”สะท้อนถึงการผสานรวมความต่าง ระหว่างความนุ่มนวลและความเงียบภายในห้องโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของ ES กับสมรรถนะการขับขี่ใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม เลกซัส ES ใหม่ มาพร้อม2 สีใหม่ คือ สี Ice Ecru และสี Sunlight Green ในโอกาสนี้เราขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษด้วยการขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดสำหรับรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการโดยเพิ่มจากปัจจุบัน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง เป็น 10 ปีไม่จำกัดระยะทางสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า“ สำหรับกลยุทธ์การตลาด จะเริ่มจากสร้างการรับรู้ของการเปิดตัวรถเลกซัส ES ใหม่สู่สาธารณชน ในระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ณ ห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่รวมถึงกิจกรรมโรดโชว์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆโดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมทดลองขับเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสมรรถนะการขับขี่ในวันที่22 กันยายนนี้ที่ Toyota Driving Experience Park ด้านการสื่อสาร เราให้ความสำคัญกับ Online Marketing และ Database Management เพื่อความแม่นยำและประสิทธิผลสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบที่แตกต่างกันทั้งนี้เลกซัสมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรูผ่านกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรมLexus Test Drive The Worldที่ประเทศญี่ปุ่น“The L Galleria by Lexus”พื้นที่ Luxury Lifestyle Showcase แห่งแรกในประเทศไทยซึ่งสื่อสารตัวตนของเลกซัสในบริบทที่ทุกคนเข้าถึงและเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างกลมกลืนและในอนาคตเรายังมีแผนงานร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิตกล้องพรีเมี่ยมระดับโลกอย่างLEICA ประเทศไทยอีกด้วย”

เลือกเป็นเจ้าของความหรูหรา สมบูรณ์แบบของ เลกซัส ES ใหม่

สีภายนอก 10 สี พร้อม 2 สีใหม่

Ice Ecru MM สีใหม่
- Sunlight Green MM สีใหม่
- Sonic Quartz
- Sonic Titanium
- Mercury Gray MC.
- Platinum Silver Me.
- Black
- Graphite Black Glass Flake
- Red Mica Crystal Shine
- Deep Blue MC

ราคาจำหน่าย

- ES 300h รุ่น Luxury                  3,590,000 บาท
- ES 300h รุ่น Grand Luxury       3,760,000 บาท
- ES 300h รุ่น Premium              4,190,000 บาท

   พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีไม่จำกัดระยะทาง พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ
     • รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษและสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี
     • อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปีไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัสทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

♦ www.lexus.co.th
♦ www.lexussociety.com
♦ www.facebook.com/lexussociety

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลกซัส ES300h ใหม่

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศ ที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด

Friday, 28 September 2018 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัดเปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะ  The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่   อันโดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอในสามรุ่นย่อย ได้แก่ The C 220 d Avantgardeราคา 2,349,000บาท The C 220 d Exclusiveราคา 2,690,000 บาท และ The C 220 d AMG Dynamic    ราคา 2,890,000 บาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่าย   เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง32แห่งทั่วประเทศ

   มร .ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้         กลยุทธ์ “เดอะ เบสท์”(THE BEST) เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเสนอ  “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งจากความสำเร็จและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคตลอดระยะเวลา 4ปีที่ผ่านมาของ The new C-Classเจนเนอเรชั่นปัจจุบัน ทำให้ในปี 2560 ที่ผ่านมา The C-Class แบบซาลูนและเอสเตทมียอดขายทั่วโลกรวมกันสูงถึงกว่า 415,000 คัน  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรุ่นย่อยที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกสรร ซึ่งรวมถึงรถยนต์แบบสปอร์ตคูเป้ และคาบริโอเลต์  สองประตูที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2558 และ 2559 ตามลำดับด้วย”

   “รถยนต์ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ผลิตในปีนี้ ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน โดยจะเน้นที่รูปลักษณ์ด้านหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ The C-Class รุ่นนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Classเพื่อยกระดับความปลอดภัยเชิงรุกของรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมความสามารถในการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ในบางสถานการณ์อีกด้วย โดยการเปิดตัว The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศในวันนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น The C 220 d ทั้งหมด 3รุ่นย่อยด้วยกัน คือ รุ่นที่นำมาจัดแสดงในงานวันนี้  The C 220 d Avantgardeและ The C 220 d AMG Dynamic รวมถึงรุ่นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ อย่างรุ่น The C 220 d Exclusive อีกด้วย”มร. ฟรังค์        กล่าวเพิ่มเติม

The new C-Classรุ่นประกอบในประเทศ

   The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ปรับโฉมใหม่ เป็นการผสมผสานคุณสมบัติอัจฉริยะ และความเร้าใจเข้าด้วยกัน ซึ่งรูปลักษณ์ใหม่นี้ มีความโดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอกของรุ่น         The C 220 d Avantgardeจะใช้กระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม พร้อมตราสัญลักษณ์            เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว

   รุ่น The C 220 d Exclusive         จะเป็นกระจังหน้าแบบคลาสสิค พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์อยู่เหนือฝากระโปรงหน้าและล้ออัลลอยแบบ multi-spoke ขนาด 18 นิ้ว

   ส่วนในรุ่น The C 220 d AMG Dynamic    จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งด้วยสีดำ โดยมีกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังแบบใหม่ได้รับการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสร้าง                ความประทับใจสูงสุดในแง่รูปลักษณ์ และความรู้สึก รวมถึงการใช้ไฟหน้าแบบ LED High Performance ในรุ่น The C 220 d Avantgarde และเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamเป็นครั้งแรกในรถยนต์The C-Class ซึ่งไฟหน้านี้ประกอบด้วยหลอดไฟLED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ ซึ่งระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้าLED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 19 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม)เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย ทั้งนี้ ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam           จะทำงานอัตโนมัติ หากระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีผู้สัญจรในทางรถสวน ถนนข้างหน้าเป็นทางตรง และผู้ขับขี่กำลังใช้ความเร็วตั้งแต่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamจะช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถโดยสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรนอกจากนี้ในรุ่น The C 220 dAMG Dynamic ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

   ดีไซน์ภายใน และห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้างที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde จะมาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ในขณะที่ The C 220 d Exclusive และThe C 220 d AMG Dynamic จะใช้พวงมาลัยที่มาพร้อมระบบพาวเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าและ          ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ซึ่งในรุ่น The C 220 d AMG Dynamicจะเพิ่มพวงมาลัยที่มา พร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชัน ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control โดยรุ่น The C 220 d Avantgarde และ The C 220 d Exclusive ใช้เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO และ The C 220 d AMG Dynamicใช้เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะด้านหลังของทุกรุ่น           ยังสามารถพับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3อีกด้วย ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์        (Push Start) ในขณะที่รุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic จะมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย นอกจากนั้น The new C-Class ยังได้นำเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานมาจากรถยนต์ The S-Class โดยมีระบบ All-Digital instrument display ที่ทำให้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลของรุ่น The C 200 d AMG Dynamic มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว และยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, ProgressiveและSport โดยรถยนต์ The new C-Class ยังมาพร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch padไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay™                   ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ในรุ่น The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และในรุ่น The C 220 d Exclusiveยังได้ติดตั้งฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package)ที่ช่วยฟอกอากาศ พร้อมปรับอากาศให้มีกลิ่นหอมด้วยน้ำหอมชนิดเดียวกับในรถยนต์   The S-Classเพื่อยกระดับความสบายในการโดยสารขั้นสูงสุด

   ระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยที่มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุดสำหรับตระกูล The C-Classซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์The S-Class อาทิ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKEพร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system), ระบบรักษาความเร็ว(Cruise Control) และจำกัดความเร็ว(SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist),ระบบ DYNAMIC SELECT คือแบบ Sport, Sport+ และ Comfort, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Autoและระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetoothนอกจากนั้นยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC)กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียงรอบทิศทางBurmester®surround sound system ที่เป็นฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาในรุ่น AMG Dynamic ระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งเฉพาะในรุ่น The C 220 d Exclusive และ           The C 220 d AMG Dynamic และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing camera) ที่มีเฉพาะในรุ่นThe C 220 dAvantgarde และ The C 220 d Exclusive ด้วย

·         C 220 d Avantgarde ราคา2,349,000บาท

·         C 220 d Exclusive ราคา2,690,000บาท

·         C 220 d AMG Dynamic ราคา2,890,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่สู่ผู้บริโภคในเมืองไทย นำเสนอสุดยอดการดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่สำหรับคนเมือง ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน พร้อมเงื่อนไขผ่อนชำระ 19,xx

Tuesday, 11 September 2018 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

   หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40ของเราคือCMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

   สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

   มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

   นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง     

ฟีเจอร์หลักของ Volvo XC40

การออกแบบส่วนหน้ารถใหม่สไตล์สวีดิช แบบ Shark Nose และClamshell Hood

   XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถคว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year

   งานออกแบบโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี

   XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

   คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

   XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

   สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)

XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

   การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

   รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

   หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

   เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40 มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด

   XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

รื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

   สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

   แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย

ตัวอย่างฟีเจอร์มาตรฐานที่ติดตั้งมาใน New XC40 Momentum      

•      จอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว

•      ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ

•      แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย

•      ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ (City Safety)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information)

•      ระบบเตือนการชนด้านหลังพร้อมเบรกเมื่อรถหยุดนิ่ง (Rear Collision Warning with braking at standstill)

•      ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรก (Cross Traffic Alert with brake support)

•      ระบบตรวจจับ: ยานพานะ คนเดินเท้า จักรยาน สัตว์ใหญ่

•      ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road Mitigation)

•      ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation)

•      ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)

•      ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Aid)

•      กล้องมองหลังสำหรับการจอดรถ (Rear parking camera)

•      ระบบเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดด้านหน้า-หลัง (Park assist front and rear)

สำหรับรุ่นท็อปอย่าง R-Design มอบฟีเจอร์ใหม่เป็นมาตรฐานดังนี้

•      ระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามสภาพถนนและระบบแจ้งเตือนป้ายความเร็ว (Adaptive Cruise Control – with speed sign assist)

•      ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)

•      ระบบช่วยในการจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

•      ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Harman Kardon Premium Sound System

ราคาจำหน่าย

   The New Volvo XC40 เสนอ เงื่อนไขพิเศษ เริ่มต้นผ่อนชำระ 19, xxx บาทต่อเดือน ดาวน์ 40% ระยะผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับรุ่นXC40 T4 Momentum (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่” ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าด้วยเกียร์ 6 จังหวะ พร้อมทางเลือกรุ่น รีโว่ ร็อคโค่ 2.4 ลิตร

Tuesday, 04 September 2018 16:51

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ กับเกียร์ 6 จังหวะ ที่มีอัตราทดต่ำ ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งในรุ่นเกียร์ธรรมดาและรุ่นเกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Sequential Shift เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย ทั้งเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วย "ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร" รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561

bbbบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi Purpose Vehicle” เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2558 มาพร้อมดีไซน์ที่แข็งแกร่งดุดัน เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล GD Efficient Boost และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก และในวันนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้งานเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น


     - เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมระบบ Sequential Shift เจ้าเดียวในตลาดให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ มอบสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ
     - เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ(ยกเว้นรุ่นช่วงล้อสั้น) เพิ่มการประหยัดน้ำมัน แม้บรรทุกหนัก ด้วยขุมพลัง GD Efficient Boost
     - ติดตั้งระบบ T-Connect Telematics ใน ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8 G และ 2.8 ROCCO
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้งด้วยการติดตั้งพูเลย์เสริมหน้าเครื่องในรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     - ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรใหม่ รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ

เติมเต็มทุกรูปแบบการใช้งาน...ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่*

 เพิ่มทางเลือก 4 รุ่นย่อยใหม่ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ เจ้าเดียวในประเทศไทย....ตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 J แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
     - รุ่นสมาร์ทแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นดับเบิ้ลแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
 
 ใหม่...สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - ระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ... แรงเต็มสมรรถนะ ตอบสนองได้อย่างใจ ด้วยอัตราทดเกียร์ต่อเนื่อง พร้อมลดเสียงรบกวน ขับขี่นุ่มนวลทุกเส้นทาง ผสานกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร แรงเต็มพลัง ประหยัดน้ำมันเต็มสมรรถนะ
  
 ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics...รองรับการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า ไร้ขีดจำกัดด้วยระบบการทำงานอันล้ำสมัย เพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย
     - Find My Car ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ผ่าน Smartphone และ Apple watch
     - Stolen Vehicle Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม พร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมง
     - SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
     - หน้าจอแสดงผลที่มากับ Navigator ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร และฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่เชื่อมต่อรถและคุณให้เป็นหนึ่งเดียว

 ใหม่...สำหรับรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้ง...ด้วยพูเลย์เสริมหน้าเครื่อง สนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

 เพิ่มทางเลือกแห่งความแกร่ง กับไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์
     - เครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด…ขีดสุดขุมพลัง เหนือชั้นกว่าด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบ ตอบรับทุกรูปแบบการขับขี่
     รหัสเครื่องยนต์ 2GD-FTV(High)
     ความจุกระบอกสูบ 2,393 ซีซี
     แรงม้าสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบต่อนาที
     แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบต่อนาที

   ภายนอกแกร่ง ดุดัน...ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคัน ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา ชุดตกแต่งกันชนหน้าและซุ้มล้อ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก มือเปิดฝาท้ายสีดำ สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ บ่งบอกตัวตนด้วยสติ๊กเกอร์ ROCCO ด้านข้างกระบะ และโดดเด่นด้วย กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่ง

   ภายในสปอร์ต เร้าใจ...ด้วยมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น พวงมาลัยหุ้มหนัง แผงข้างประตู ช่องปรับอากาศ ฐานเกียร์และหัวเกียร์หุ้มหนังที่ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก สอดรับกับแผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิกกรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ และช่องเก็บของด้านบนพร้อมสัญลักษณ์ HILUX

     นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า“เราเชื่อมั่นว่า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ จะตอบสนองความต้องการและรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี ทั้งเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดในการสื่อสารที่ว่า “ไฮลักซ์ รีโว่...แรงจริง ประหยัดจริง”และในโอกาสครบรอบ 50 ปีของไฮลักซ์ เราขอแนะนำข้อเสนอสุดพิเศษ เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อมั่นที่มีให้กับรถกระบะไฮลักซ์เสมอมา”


ไฮลักซ์ 50 ปี ความเชื่อมั่นแห่งกระบะตัวจริง
     นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2511 ไฮลักซ์ประสบความสำเร็จได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงลูกค้าชาวไทย ที่มอบความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไฮลักซ์ด้วยดีตลอดมา และในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของไฮลักซ์ เราขอแสดงขอบคุณให้กับลูกค้าที่จองและรับรถไฮลักซ์ รีโว่ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษและชุดของขวัญ 50 ปีไฮลักซ์ ซึ่งประกอบด้วย
     - โมเดลรถไฮลักซ์ รีโว่
     - คะแนน T-MEx 2,000 คะแนน
     - ชุดโปสการ์ดไฮลักซ์ รีโว่
     - หนังสือ 50 ปีไฮลักซ์ รีโว่

พร้อมเป็นเจ้าของไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 583,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 619,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 699,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 740,000 บาท

รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์ เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 528,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 564,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 584,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 650,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 784,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,083,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 1,143,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,153,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,203,000 บาท***

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ 2.4
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 839,000 บาท***
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 889,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 949,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 999,000 บาท***
***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

หมายเหตุ : สำหรับสีขาวมุก White Pearl ราคาจะเพิ่ม 10,000 บาท จากราคาที่แสดงข้างบน และสี Solid ราคาจะถูกหักออก 7,000 บาท จากราคาที่แสดงด้านบน

ร่วมสัมผัสและทดลองขับ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3)
และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 471 แห่งทั่วประเทศ
ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป


พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ…..ดาวน์ต่ำผ่อนสบาย และชุดของขวัญสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีไฮลักซ์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้ เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
www.toyota.co.th/hiluxrevo
www.facebook.com/ToyotaHiluxThailand/

“ไฮลักซ์ รีโว่……แรงจริง ประหยัดจริง”

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก อีกขั้นของความปลอดภัย สะดวกสบาย สมบูรณ์แบบ

Friday, 08 June 2018 05:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำรถบรรทุกอันดับหนึ่งในวงการโลจิสติกส์เมืองไทย รุกเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” (New! ISUZU ELF) เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ที่พัฒนาไปสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพิ่มแอร์แบค กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น!พร้อมเพิ่มสมรรถนะการบรรทุกมากขึ้น เพื่อก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง พร้อมกระจังหน้าใหม่ URBAN STYLEทันสมัยตามแบบฉบับ “Isuzu King of Trucks”

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า“นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502ที่ “อีซูซุเอลฟ์” รถบรรทุกขนาดกลางของอีซูซุได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จวบจนถึงปัจจุบันได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการขนส่งในหลายประเทศให้เป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน ทั้งความเป็นผู้นำด้านขุมพลังดีเซล “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล” อันเลื่องชื่อที่มอบความเหนือชั้นด้วยสมรรถนะที่ให้พลังแรงจัดแต่ประหยัดน้ำมัน และทนทานเป็นเยี่ยม  ตลอดจนระบบส่งกำลังอันทรงประสิทธิภาพ  ช่วงล่างที่แข็งแกร่ง เกาะถนน และทรงตัวดีเยี่ยม ใช้งานง่าย คล่องตัวทุกการขับขี่ รองรับการบรรทุกหนักและใช้งานที่หลากหลาย  นอกจากนี้ยังเป็นรถบรรทุกขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการรถบรรทุกเมืองไทยนับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายตราบจนถึงปัจจุบัน   

   ดังนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มายกระดับมาตรฐานรถบรรทุกเมืองไทย อีซูซุจึงมีความยินดีที่จะแนะนำ “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ที่พัฒนาสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ  ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้งานบรรทุกและก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง กับระบบความปลอดภัยที่มั่นใจยิ่งขึ้น “ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น!” ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ “กระจังหน้าดีไซน์ใหม่!แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย” “ใหม่! กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อกทุกรุ่น” พร้อมอีกทางเลือกเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น “อีซูซุ สมูธเทอร์” ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า) ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานง่ายเสมือนเกียร์อัตโนมัติ มอบความคุ้มค่าสุด! ตลอดอายุการใช้งานตามแบบฉบับอีซูซุ ได้แก่ ประหยัดน้ำมันสุด อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการทั่วประเทศ และราคาขายต่อสูงเพื่อก้าวสู่ความเป็นที่หนึ่งร่วมกันของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ”

 “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  มาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัย และสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับสมรรถนะและความทนทานในธุรกิจขนส่ง ประกอบด้วย   

·       ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น! ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ

·       ใหม่! ผ้าเบรกขนาดใหญ่ขึ้น (ในรุ่น NMR)และทุกรุ่นมาพร้อมระบบเบรกแบบไฮดรอลิกเพิ่มประสิทธิภาพงานบรรทุก

·       ใหม่! กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น! เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

·       กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย

·       วงเลี้ยวแคบสุดในรถระดับเดียวกัน คล่องตัวสำหรับการขนส่งในเมืองที่มีถนนแคบและการจราจรหนาแน่น (ในรุ่น NLR)

·       ขุมพลังเครื่องยนต์ อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล ให้กำลังแรงจัด ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า พร้อมระบบส่งกำลังสมบูรณ์แบบ เข้าเกียร์ง่าย แม่นยำ ให้อัตราทดสัมพันธ์ต่อเนื่องทุกอัตราเร่ง         ช่วยประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ให้กำลังฉุดลากสูง เพื่องานบรรทุกหนักโดยเฉพาะ และมีให้เลือกหลากหลายรุ่น

-          175แรงม้า รุ่น 4HK1-TCC  เครื่องยนต์ขนาด 5,193  ซีซี แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที (ในรุ่น NQR)

-          150 แรงม้า รุ่น 4HK1-TCN เครื่องยนต์ขนาด 5,193ซีซี แรงบิดสูงสุด 404นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NPR)

-          130 แรงม้า รุ่น 4JJ1E3N เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี แรงบิดสูงสุด 330นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NMR/NLR)

·       แชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับการขนส่งที่หลากหลาย

·       ความสามารถในการบรรทุกที่หลากหลาย

-          GVW. 9.5 ตัน ในรุ่น NQR 175 แรงม้า

-          GVW. 8.5 ตัน ในรุ่น NPR 150 แรงม้า

-          GVW. 6.5-7.4 ตัน ในรุ่น NMR 130 แรงม้า

-          GVW. 4.5 ตัน ในรุ่น NLR 130 แรงม้า

GVW. คือ น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก

    -       พร้อมอีกทางเลือก อีซูซุ สมูธเทอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานได้เสมือนเกียร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำมัน และสะดวกสบายยิ่งขึ้น (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า)

   พร้อมความมั่นใจสุดด้วยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ครอบคลุมมากกว่า 250แห่ง   ทั่วประเทศ รับประกัน 2ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอะไหล่คุณภาพ และบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 24ชั่วโมง

   “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางรุ่นล่าสุดของสุดยอดรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks” พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดสู่ความเป็นผู้นำในวงการรถบรรทุกเมืองไทยอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งยุคใหม่ให้ก้าวไกลด้วยมาตรฐานรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก!เชิญสัมผัส “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ตั้งแต่วันที่ 14มิถุนายน ศกนี้ ที่โชว์รูมอีซูซุ ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

 
 

More Articles...

Page 4 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )