Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : อีซูซุเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก อีกขั้นของความปลอดภัย สะดวกสบาย สมบูรณ์แบบ

Friday, 08 June 2018 05:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำรถบรรทุกอันดับหนึ่งในวงการโลจิสติกส์เมืองไทย รุกเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” (New! ISUZU ELF) เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ที่พัฒนาไปสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพิ่มแอร์แบค กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น!พร้อมเพิ่มสมรรถนะการบรรทุกมากขึ้น เพื่อก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง พร้อมกระจังหน้าใหม่ URBAN STYLEทันสมัยตามแบบฉบับ “Isuzu King of Trucks”

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า“นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502ที่ “อีซูซุเอลฟ์” รถบรรทุกขนาดกลางของอีซูซุได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จวบจนถึงปัจจุบันได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการขนส่งในหลายประเทศให้เป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน ทั้งความเป็นผู้นำด้านขุมพลังดีเซล “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล” อันเลื่องชื่อที่มอบความเหนือชั้นด้วยสมรรถนะที่ให้พลังแรงจัดแต่ประหยัดน้ำมัน และทนทานเป็นเยี่ยม  ตลอดจนระบบส่งกำลังอันทรงประสิทธิภาพ  ช่วงล่างที่แข็งแกร่ง เกาะถนน และทรงตัวดีเยี่ยม ใช้งานง่าย คล่องตัวทุกการขับขี่ รองรับการบรรทุกหนักและใช้งานที่หลากหลาย  นอกจากนี้ยังเป็นรถบรรทุกขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการรถบรรทุกเมืองไทยนับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายตราบจนถึงปัจจุบัน   

   ดังนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มายกระดับมาตรฐานรถบรรทุกเมืองไทย อีซูซุจึงมีความยินดีที่จะแนะนำ “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ที่พัฒนาสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ  ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้งานบรรทุกและก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง กับระบบความปลอดภัยที่มั่นใจยิ่งขึ้น “ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น!” ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ “กระจังหน้าดีไซน์ใหม่!แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย” “ใหม่! กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อกทุกรุ่น” พร้อมอีกทางเลือกเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น “อีซูซุ สมูธเทอร์” ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า) ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานง่ายเสมือนเกียร์อัตโนมัติ มอบความคุ้มค่าสุด! ตลอดอายุการใช้งานตามแบบฉบับอีซูซุ ได้แก่ ประหยัดน้ำมันสุด อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการทั่วประเทศ และราคาขายต่อสูงเพื่อก้าวสู่ความเป็นที่หนึ่งร่วมกันของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ”

 “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  มาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัย และสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับสมรรถนะและความทนทานในธุรกิจขนส่ง ประกอบด้วย   

·       ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น! ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ

·       ใหม่! ผ้าเบรกขนาดใหญ่ขึ้น (ในรุ่น NMR)และทุกรุ่นมาพร้อมระบบเบรกแบบไฮดรอลิกเพิ่มประสิทธิภาพงานบรรทุก

·       ใหม่! กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น! เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

·       กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย

·       วงเลี้ยวแคบสุดในรถระดับเดียวกัน คล่องตัวสำหรับการขนส่งในเมืองที่มีถนนแคบและการจราจรหนาแน่น (ในรุ่น NLR)

·       ขุมพลังเครื่องยนต์ อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล ให้กำลังแรงจัด ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า พร้อมระบบส่งกำลังสมบูรณ์แบบ เข้าเกียร์ง่าย แม่นยำ ให้อัตราทดสัมพันธ์ต่อเนื่องทุกอัตราเร่ง         ช่วยประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ให้กำลังฉุดลากสูง เพื่องานบรรทุกหนักโดยเฉพาะ และมีให้เลือกหลากหลายรุ่น

-          175แรงม้า รุ่น 4HK1-TCC  เครื่องยนต์ขนาด 5,193  ซีซี แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที (ในรุ่น NQR)

-          150 แรงม้า รุ่น 4HK1-TCN เครื่องยนต์ขนาด 5,193ซีซี แรงบิดสูงสุด 404นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NPR)

-          130 แรงม้า รุ่น 4JJ1E3N เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี แรงบิดสูงสุด 330นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NMR/NLR)

·       แชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับการขนส่งที่หลากหลาย

·       ความสามารถในการบรรทุกที่หลากหลาย

-          GVW. 9.5 ตัน ในรุ่น NQR 175 แรงม้า

-          GVW. 8.5 ตัน ในรุ่น NPR 150 แรงม้า

-          GVW. 6.5-7.4 ตัน ในรุ่น NMR 130 แรงม้า

-          GVW. 4.5 ตัน ในรุ่น NLR 130 แรงม้า

GVW. คือ น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก

    -       พร้อมอีกทางเลือก อีซูซุ สมูธเทอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานได้เสมือนเกียร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำมัน และสะดวกสบายยิ่งขึ้น (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า)

   พร้อมความมั่นใจสุดด้วยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ครอบคลุมมากกว่า 250แห่ง   ทั่วประเทศ รับประกัน 2ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอะไหล่คุณภาพ และบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 24ชั่วโมง

   “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางรุ่นล่าสุดของสุดยอดรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks” พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดสู่ความเป็นผู้นำในวงการรถบรรทุกเมืองไทยอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งยุคใหม่ให้ก้าวไกลด้วยมาตรฐานรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก!เชิญสัมผัส “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ตั้งแต่วันที่ 14มิถุนายน ศกนี้ ที่โชว์รูมอีซูซุ ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

 
 

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ครั้งแรกในโลก พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ 17 พ.ย. นี้ ก่อนส่งออกสู่ 150 ประเทศทั่วโลก

Saturday, 10 November 2018 07:34

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่นได้เปิดตัวรถกระบะ  มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ครั้งแรกในโลกที่กรุงเทพมหานคร และจะเริ่มจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ถือเป็นรถกระบะมิตซูบิชิรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผลิตขึ้น ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังของ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ควบคู่กับการฉลองครบ 40ปี แห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิในปีนี้

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งภายหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทยนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

   มร. โอซามุ มาสุโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้กล่าวที่งานเปิดตัวครั้งแรกในโลกว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 เป็นหนึ่งในยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกที่สำคัญยิ่ง และความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดสมรรนะและความแข็งแกร่งที่ไว้ใจได้  รวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถกระบะมิตซูบิชิ มาตลอดระยะเวลา 40ปี ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 นี้ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดีเยี่ยม”

ภาพรวม

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’พร้อมการพัฒนาเพื่อยกระดับในทุกมิติ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าในการขับขี่ไปบนเส้นทางออฟโรด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย

ดีไซน์ทรงพลังสะท้อนความ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ได้รับการปรับโฉมภายใต้แนวคิด “แกร่งดังหินผา”ทั้งภายในและภายนอกสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ที่มีมาอย่างยาวนาน

ด้านหน้า

   ดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ “Dynamic Shield”ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

ด้านข้างและด้านหลัง

   ตัวถังดีไซน์ใหม่ผสานกันอย่างลงตัวด้วยส่วนโค้งมนตัดกับเส้นสายอันโฉบเฉี่ยว พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่เน้นความแกร่งและความทันสมัยของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รวมถึงชุดไฟท้ายและชุดกันชนดีไซน์ใหม่ช่วยเพิ่มความบึกบึน

ภายใน

   ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยและสะท้อนถึงความแกร่งได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะการออกแบบแผงควบคุมตลอดจนช่องแอร์ ที่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุบุนุ่มและการตัดเย็บที่บริเวณกล่องคอนโซลข้างคนขับ ที่วางแขนและเบรกมือ ซึ่งผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน

เทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อเอาชนะทุกอุปสรรค

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกทั้งแบบ Super-Select 4WDIIที่มอบพละกำลังและการควบคุมตัวรถได้อย่างเหนือชั้น พร้อมฝ่าทุกอุปสรรคบนทุกสภาพถนน หรือจะเลือกระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Easy-Select 4WDที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย เพื่อเลือกให้เหมาะกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งระบบ  Super-Select 4WDและระบบ Easy-Select 4WDใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น

โหมดการขับขี่ออฟโรดใหม่

   เทคโนโลยีการขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งระบบ  Super-Select 4WD IIและระบบ Easy-Select 4WDใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้มีการเพิ่มเติมโหมดใหม่สำหรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าให้เหมาะสมกับรูปแบบการขับขี่ ได้แก่ GRAVEL MUD/SNOW SAND และROCK(ในตำแหน่ง 4LLc-ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำเท่านั้น) โดยเมื่อขับเคลื่อน มิตซูบิชิ
ไทรทัน ใหม่ ในโหมดออฟโรด ระบบดังกล่าวจะช่วยควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง รวมถึงระบบเบรก เพื่อการกระจายกำลังไปยังล้ออย่างเหมาะสม สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรคไปบนทุกเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขับขี่ไปบนเส้นทางโคลนหรือหิมะที่เปียกลื่นได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน

   ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้การขับขี่ขณะลงทางลาดชันและเปียกลื่นเป็นไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 สืบทอดความแกร่งจากอดีตสู่ปัจจุบันด้วยโครงสร้างตัวถังและแชสซีส์ที่ทนทาน พร้อมโครงสร้างห้องโดยสารแบบนิรภัยที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ประกอบไปด้วย

- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) สามารถตรวจจับได้ทั้งพาหนะและคน

- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาและแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSWwith LCA) ช่วยตรวจจับพาหนะที่มาจากด้านข้างและด้านหลังขณะเปลี่ยนเลน พร้อมการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยระบบเสียงและสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง

- ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ป้องการการชนขณะขับถอยหลังออกจากช่องจอด

- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ช่วยลดอุบัติเหตุจากการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจขณะรถออกตัว หรือ ถอยรถออกจากช่องจอดรถ หรือ พื้นที่อับสายตา

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยกล้องมองภาพรอบคันที่ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพจากมุมสูงพร้อมเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดรถ

กระบะอเนกประสงค์ที่เปี่ยมสมรรถนะ

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200ได้รับการปรับเปลี่ยนหลายรายการ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวจริงของรถกระบะ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ทนทานและมั่นใจได้เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็ยังมอบความสะดวกสบายเหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ พัฒนาระบบเบรกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้นในคู่หน้าพร้อมคาลิปเปอร์เบรก

   สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทกที่ดีกว่าเดิมด้วยโช้คอัพหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการใช้ระบบส่งกำลังชุดใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด จากเดิม 5สปีด เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการเร่งแซงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวลขึ้น

แผนการเปิดตัว

   หลังจากเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน นี้ เป็นต้นไป มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกา ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

   ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น วางแผนที่จะจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และรุ่นเดิม ที่ประมาณ 180,000 คัน ภายในปีงบประมาณนี้ โดยรถรุ่นดังกล่าวถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เมื่อปีงบประมาณที่แล้ว รองจากรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์

 
 

NEW CAR THAILAND : ปอร์เช่ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปี เสริมทัพด้วย คาเยนน์ (Cayenne) และ มาคันน์ รุ่นใหม่ (The new Macan)

Monday, 12 November 2018 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์หรูมากว่า 30 ปี เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีการเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

   ในโอกาสพิเศษนี้เอเอเอสฯ พร้อมมอบราคาสุดเร้าใจในรุ่นคาเยนน์ ใหม่ (The new Cayenne) ราคาเริ่มต้นที่ 6.3 ล้านบาท และรุ่น มาคันน์ ใหม่ (The new Macan) ราคาเริ่มต้นที่ 4.8 ล้านบาท สำหรับรุ่น มาคันน์ มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายการเชื่อมต่อด้วยระบบสื่อสารเพื่อการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบอุปกรณ์พื้นฐานที่ได้รับการติดตั้งมากมาย อาทิ หน้าจอสัมผัส 10.9 นิ้วสำหรับควบคุม การทำงานของระบบความบันเทิงและติดต่อสื่อสาร หรือ Porsche Communication Management (PCM) ไฟหน้า และไฟเบรค LED แบบ 4 ลำแสงนอกจากนี้ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความโดดเด่นมากขึ้นด้วยช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ด้านหน้าไฟท้ายที่ได้รับการออกแบบ 3 มิติ three-dimensional และแนวไฟท้ายแบบใหม่ที่ผสมผสานเข้ากับตัวอักษร Porsche lettering แบบ 3 มิติ

   ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของ Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปีนี้ ประกอบด้วยระบบเครื่องเสียง BOSE® Surround Sound System ระบบสั่งการด้วยเสียง Apple® CarPlay, ระบบ Ambient Lighting ในห้องโดยสาร, ม่านบังแสงอัตโนมัติ (Mechanical Sunblinds) และ กระจกปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Mirrors) คืออุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาซึ่งรวมอยู่ในราคาเริ่มต้นของมาคันน์รุ่นใหม่นี่คือการผสมผสานความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับรถยนต์สายพันธุ์ Compact SUV ได้อย่างลงตัว

   อาเธอร์ วิลมันน์ กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิคเปิดเผยว่า “ประเทศไทยนับว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเรามีความยินดีและตื่นเต้นกับศักยภาพในอนาคตที่ปอร์เช่จะมีร่วมกันกับเอเอเอสฯ ในฐานะที่ เอเอเอสฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจของเรามาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสามารถในการแข่งขันการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งปอร์เช่และเอเอเอสฯ กำลังรอคอยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นไทคานน์ (Taycan) รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่ซึ่งกำลังจะมาถึงในต้นปี 2020 นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยนั้นมีผู้ชื่นชอบรถยนต์ปอร์เช่ให้การตอบรับกับรถยนต์รุ่น Plug-in Hybrid และ Porsche E-Performance เป็นอย่างดีตั้งแต่แรกเริ่ม”

   ปีเตอร์โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าปอร์เช่ในประเทศไทยจะได้เพลิดเพลินและพึงพอใจยิ่งขึ้นกับการซื้อรถยนต์ปอร์เช่นอกเหนือจากการรับประกันจากโรงงานหรือ Factory warranty ที่ให้ความรู้สึกสบายใจกับลูกค้าแล้ว ปอร์เช่ในรุ่นคาเยนน์และมาคันน์ยังถูกปรับปรุงมาตรฐานเพิ่มเติมใหม่ ซึ่งจะมอบทั้งความสะดวกสบายความปลอดภัย และความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

   นับตั้งแต่เปิดให้บริการPorsche Centre Bangkok ในปี พ.ศ. 2536 เอเอเอสฯได้ขยายการให้บริการแก่ลูกค้าปอร์เช่ในประเทศไทยด้วยการเปิดศูนย์บริการและโชว์รูมรวมทั้งสิ้น3 แห่ง และในเร็วๆ นี้ Porsche Studio Bangkok จะเป็นอีกแห่งหนึ่งที่พร้อมเปิดให้บริการ โดย Porsche Studio Bangkok ถือเป็นโชว์รูมในคอนเซ็ปต์ Porsche Studio แห่งแรกในอาเซียนซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของประเทศไทยรวมถึงความหลงใหลในรถยนต์ปอร์เช่ของลูกค้าชาวไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เอเอเอสได้เปิดศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ คลาสสิค พาร์ทเนอร์ (Porsche Classic Partner) แห่งแรกของโลกนอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เอเชีย แปซิฟิคและเป็นตลาดสำคัญของรถยนต์ปอร์เช่ในตระกูล E-Performance อีกด้วย

 
 

NEW CARS THAILAND : เรนาสโซ มอเตอร์ ส่ง อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี รุ่นแรกของโลก เปิดตลาดรถหรูสำหรับครอบครัวไทย

Wednesday, 28 November 2018 19:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   เรนาสโซ มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เปิดตัว อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี คันแรกของโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และการมอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตที่เหนือระดับ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันและทุกสภาพการขับขี่ อูรุส จึงนับเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถยนต์ลักซูรี ในฐานะซูเปอร์เอสยูวี ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   อูรุสคือรถลัมโบร์กินีสายพันธุ์ใหม่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับครอบครัว ที่คงคาแรกเตอร์ของลัมโบร์กินีทั้งภายนอกและภายในไว้อย่างชัดเจน ดีไซน์ภายในสปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ยังสามารถควบคุมและขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารตลอดการเดินทางบนทุกสภาพถนน ผ่านTamburo– Lamborghinidriving dynamics control อูรุสจึงเป็นซูเปอร์เอสยูวีตัวจริงที่ก้าวข้ามขีดจำกัด และทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของลูกค้าทั่วโลก

   มร. ดาวิเด ซเฟรโคลา ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินีกล่าว“ลัมโบร์กินี อูรุส คือวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำในการผนวกดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี เข้ากับยนตรกรรมอเนกประสงค์หรือรถยนต์เอสยูวี อูรุสจึงยกระดับเอสยูวีให้ก้าวล้ำเกินกว่าสิ่งที่เคยเป็นไปได้ในวงการที่เรียกว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวีซึ่งเราเป็นแบรนด์ลัคชัวรี่ที่ไม่เหมือนใครพร้อมจะเปลี่ยนอนาคตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเราอยากให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นที่สุดในโลก ที่ลัมโบร์กินีเท่านั้นจะมอบประสบการณ์นี้ให้กับคุณได้”

   ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด หรือ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ กล่าวว่า“ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯมีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอ “ลัมโบร์กินี อูรุส” ซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลกให้แก่ลูกค้าในเมืองไทย ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลก ผมเชื่อมั่นว่า อูรุส ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินีมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์ของรถซูเปอร์สปอร์ตลักซูรี จะยกระดับมาตรฐานรถซูเปอร์สปอร์ตให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น กลายเป็นขวัญใจหนึ่งเดียวของคนรักรถซูเปอร์เอสยูวี และครองใจผู้บริโภคไทยในทันทีที่เปิดตัว”

   “ลัมโบร์กินี อูรุส มีราคาเริ่มต้นที่ 23.42 ล้านบาท พร้อมบริการหลังการขายระดับท็อปคลาสและบริการซ่อมบำรุงครบวงจรเป็นเวลา 5 ปี โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการดูแลรถซูเปอร์คาร์หรูมากว่า 20 ปี ผมมั่นใจว่า อูรุสจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ในฐานะซูเปอร์เอสยูวีหนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์ลักซูรีของไทย ทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของ อูรุสในตลาดโลก” ม.ล. ณัฐสิทธิ์กล่าวเสริม

   “ลัมโบร์กินี อูรุสรถซูเปอร์เอสยูวี 5 ที่นั่งที่มาพร้อมกับความหรูหราและทรงพลังที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกันและยังให้ประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบรูปทรงและเส้นสายของตัวรถยังคงเอกลักษณ์ความเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ทั้งรูปทรงด้านหน้าที่ดูปราดเปรียว ลาดลง และช่องรับอากาศด้านหน้าที่เป็นรูปตัว Y เข้ากันกับไฟหน้าแบบ LED ที่ดูเพรียวบาง โฉบเฉี่ยวไปกับประตูแบบไร้ขอบ ห้องโดยสารภายในสปอร์ตหรู สะท้อนเอกลักษณ์ลัมโบร์กินีด้วยดีไซน์ทรงหกเหลี่ยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องระบายอากาศที่จับประตู และที่วางแก้ว นอกจากนี้อูรุสยังขับเคลื่อนด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งการขับขี่และความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยสามก้านพร้อมระบบลดการสั่นสะเทือนและระบบมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยที่ช่วยควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์เฉพาะของลัมโบร์กินี (Lamborghini Infotainment System-LIS) ทั้งการตั้งค่าในรถยนต์ ระบบแอปเปิลคาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ การควบคุมโทรศัพท์ ระบบนำทาง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ
ไร้กุญแจ พร้อมระบบปลดล็อคประตูรถแบบสัมผัสที่ประตูและกระโปรงหลัง เบาะนั่งปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ  และโหมดการขับขี่ EGO Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของรถให้ผู้ขับขี่เกิดความพึงพอใจสูงสุด

   ลัมโบร์กินี อูรุสขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 650 แรงม้า (478 กิโลวัตต์) รอบสูงสุดที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตรที่ 2,250 รอบ/นาที จึงจัดได้ว่ามีสมรรถนะสูงสุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกัน ด้วยอัตราส่วนแรงม้าต่อที่ทำแรงม้าได้ถึง 162.7 แรงม้าต่อลิตร และอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถทำได้ดีที่สุดที่ 3.38 กก./แรงม้า นั่นเป็นเหตุผลให้อูรุสเป็นเอสยูวีที่ทำความเร็วได้ดีที่สุดด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมงในเวลา 3.6 วินาที อัตราเร่งจาก 0-200 กม./ ชั่วโมงในเวลา 12.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 305 กม./ชั่วโมง

 ระบบ Tamburo ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกมากถึง 6 โหมด ได้แก่

- STRADA สำหรับการขับขี่ทั่วไปที่ให้ความสบายเหนือชั้น

- SPORT   สำหรับการขับขี่อย่างมั่นคงและแม่นยำในความเร็วสูง

- CORSA  สำหรับการขับขี่ที่เน้นสมรรถนะ และความแม่นยำสูงสุด

- NEVE   สำหรับการขับขี่บนถนนที่มีหิมะ

  - TERRA   สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด

- SABBIA  สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ดบนผืนทราย

   ทั้งนี้ อูรุสยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัย (Advanced Driver Assistance Systems-ADAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของลัมโบร์กินี ให้ความมั่นคง ปลอดภัย และสุนทรียภาพในการขับขี่สูงสุด รวมทั้งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เซนเซอร์หน้าและหลังสำหรับจอดรถ ระบบครูซคอนโทรล และระบบ PreCongnition ที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงจากการปะทะ นอกจากนี้ยังมีออฟชั่น ADAS ซึ่งมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่บนท้องถนน เช่น กล้องจับภาพด้านบน และฟังก์ชั่นตะขอพ่วงรถด้านท้าย เป็นต้น

   อูรุสถือว่าเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ ขุมพลังและสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายและสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งนี่คือรถลัมโบร์กินีที่มีความอเนกประสงค์มากที่สุด

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของลัมโบร์กินี อูรุส ที่ www.lamborghini.com/en-en/models/urus

 
 

NEW CARS THAILAND : Audi Thailand เพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้ตลาด และงาน Motor Expo 2018 เผยโฉม Audi A6 Avant ใหม่ พร้อมเปิดราคาสุดเซอร์ไพรส์ 4.999 ล้านบาท มั่นใจความโดดเด่น “ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่

Tuesday, 27 November 2018 16:30

 

 

 

 

 

 

 

 

  

   อาวดี้ ประเทศไทย เพิ่มดีกรีความร้อนแรงและความคึกคักให้ตลาดรถยนต์หรูช่วงท้ายปี และงาน  Motor Expo 2018  เพิ่มขึ้นไปอีก  ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นเข้าสู่ตลาด “The new Audi A6 Avant”  เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่รอคอยการมาของยนตรกรรมที่มีดีไซน์ล้ำสมัย สะกดใจ และมีความลงตัวเหนือระดับทุกมิติ ทั้งความหรูหรา ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ สมรรถนะสูง  สะดวกสบาย และตอบสนองทุกการเดินทางอย่างยอดเยี่ยม

   นายกฤษณะกร เศวตนันทน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จะมีการเปิดตัว “The new Audi A6 Avantอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expoที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29พฤศจิกายน -10ธันวาคม 2561  ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3อิมแพค เมืองทองธานี  มั่นใจว่าความโดดเด่นและความยอดเยี่ยมของ Audi A6  Avant ใหม่  ที่เกิดจากการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีความลงตัวอย่างกลมกลืนระหว่างสมรรถนะ ความสวยงาม ความล้ำสมัย  และความคล่องตัว สะดวกสบาย จะเพิ่มดีกรีความพึงพอใจ และความประทับใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Audi ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก  โดยรุ่นที่นำเข้ามาจะเป็น  “Audi A6  Avant 55 TFSI quattro  S line”  พร้อมข้อเสนอราคาพิเศษสุดคุ้มค่า ที่4,999,000 บาท  โดยเปิดรับจองยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูม Audi ทุกแห่ง และที่งาน Motor Expo 2018

   The new Audi  A6  Avant เป็นยนตรกรรมแบบAvant ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของ Audi ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป นับเป็นยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ เป็นรถที่ขับสนุกทุกสภาพถนน แฝงด้วยความหรูหรา  ความสะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ  

   The new  Audi  A6  Avant  ได้รับการออกแบบภายนอก ให้โดดเด่น สวยงาม  สะท้อนถึงความเป็นดีเอ็นเอของAudi   และเป็นการออกแบบแบบยุคใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัยทุกมิติ   ดูมีพลัง ด้วยเส้นสายแนวนอนทำให้รถดูมีความเคลื่อนไหวพร้อมตอบสนองการขับขี่ทุกเวลา ให้ความรู้สึกหรูหรา ไปพร้อมๆ กับอารมณ์สปอร์ต  และมีสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมให้ประสบการณ์ความมั่นใจดีเยี่ยม ภายใต้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดแบบ quattro withultratechnologyซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนที่สามารถเปลี่ยนการขับในโหมด 4ล้อ หรือ 2ล้อ ภายในเสี้ยววินาที ทั้งเกาะถนน และช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

   ขุมพลัง ใน  Audi A6  Avant  ใหม่  มาพร้อมทุกด้านทั้งพละกำลัง ความนุ่มนวล ความประหยัด และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี Mild Hybrid(MHEV) ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน วี 6ขนาด 3.0ลิตร กับระบบไฟฟ้า 48โวลต์ ให้กำลังสูงสุด  340 แรงม้า และอัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.3 วินาที            

   ภายในห้องโดยสาร Audi A6 Avant  ใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นไปตามแนวคิดใหม่ New Audi design language”   ซึ่งนอกจากความสวยงาม โฉบเฉี่ยว สปอร์ต  พื้นที่กว้างขวาง และหรูหราแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า เช่น จอมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัสขนาด 10.0นิ้ว และมาพร้อมระบบ MMI Navigation Plusส่วนจอขนาด 8.6นิ้วด้านล่าง ใช้สำหรับควบคุมระบบปรับอากาศ แบบแยกอิสระ 4โซน เพิ่มความพึงพอใจให้กับทุกที่นั่งในทุกการเดินทาง และยังเพิ่มความสุนทรีย์ ความเพลิดเพลินในการเดินทาง ด้วยระบบเสียง 3มิติ คุณภาพสูงจากเครื่องเสียง Bang & Olufsenที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

   Audi  A6  Avant  ใหม่  มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ Matrix LEDช่วยให้การส่องสว่างสอดคล้องกับสภาพเส้นทาง ลดการรบกวนสายตาผู้ใช้รถคันอื่นอัตโนมัติ แต่ส่องสว่างในพื้นที่อื่นๆ ด้านหน้า ได้ไกล ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นในช่วงค่ำคืน  เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้มากขึ้น

   สำหรับ “The new A6 Avant 55  TFSI quattro S line” ที่อาวดี้ประเทศไทยนำเข้ามาจำหน่าย  ยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา โฉบเฉี่ยว  ล้ำสมัย   ด้วยหลังคาแบบพาโนรามิค ที่ใช้งานสะดวกด้วยการควบคุมการเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า และยังถูกเสริมความดุดัน สวยงาม และอารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยชุดแต่ง

   แบบ S line  เช่น กันชนหน้า กันชนหลัง และล้ออัลลอยขนาด 20นิ้ว  ภายในเพิ่มความหรูหรา ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูง Valconaทรง S sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S lineและพวงมาลัยแบบสปอร์ต 3  ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ หรือมัลติฟังก์ชัน

   โครงสร้างตัวถังภายนอกของThe new A6 Avantมีความยาว 4,939มม. กว้าง 1,886  มม. สูง 1,467มม. บวกกับการออกแบบอย่างละเอียดในส่วนต่างๆ ทำให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสะดวกสบายเมื่ออยู่ในรถ ไม่อึดอัด เมื่อยล้า เช่น พื้นที่วางขาที่มากกว่า ช่วยให้การเดินทางไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล มีความรื่นรมย์มากขึ้น ขณะที่พื้นที่การบรรทุกสัมภาระกว้างขวางรองรับปริมาณกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์กีฬา และเครื่องใช้ต่างๆ ได้มากถึง 565  ลิตร และเพิ่มได้เป็น 1,680ลิตร หากพับเบาะนั่งแถวหลังลง ทำให้สามารถบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ หรือมีความยาวเป็นพิเศษได้ ทั้งนี้อาวดี้ ออกแบบให้เบาะนั่งแถวหลังพับได้แบบ 40:20:40ตามความเหมาะสมของการใช้งาน ทั้งแบบโดยสาร หรือแบบบรรทุกสัมภาระ ซึ่งสามารถพับได้ราบเรียบ ช่วยให้การขนสัมภาระขึ้นลงทำได้ง่ายขึ้น       และสำหรับพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ยังมีแผ่นบังที่ออกแบบให้ทำงานได้ทั้งการเลื่อนเปิด-ปิด อัตโนมัติ หรือจะควบคุมเองก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ฝาท้ายรถเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่

   The new A6  Avantยังถูกออกแบบให้ภายในห้องโดยสารเงียบเป็นพิเศษ จึงเป็นรถที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล หรือการที่ต้องอยู่ในรถเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบโครงสร้างตัวถังให้มี Aerodynamicsค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.27ทำให้ลดเสียงปะทะของลม และยังช่วยให้ประหยัดน้ำมัน รวมถึงมีการยึดเกาะถนนที่ดีอีกด้วย  ขณะที่ระบบควบคุมการทำงานต่างๆ มีความล้ำสมัย    ใช้งานง่าย สะดวกสบายสุดๆ

   นายกฤษณะกร กล่าวว่า มีความมั่นใจกับการมาของ Audi A 6 Avant ใหม่ ว่าจะเพิ่มความคึกคัก และร้อนแรงให้กับบูธของ Audi เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งนอกจากจะมีเงื่อนไขและแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปีมอบให้ลูกค้า ด้วยแคมเปญ “รูดแสนบาท ได้แสนพอยท์” พร้อมกล้อง LeicaQ-P  รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 180,000 บาทสำหรับลูกค้า 100ท่านแรก (ยกเว้นQ 2 และ A6 Avant ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) แล้ว ในงาน  Motor

   expo ยังให้ลูกค้า Audi สามารถมาสัมผัสยนตรกรรมรุ่นใหม่ รุ่นยอดนิยมที่ทางอาวดี้จะยกขบวนมาให้ชม อย่าง ใกล้ชิด  อาทิ รถสปอร์ตคูเป้ TT  หนึ่งในไอคอนแห่ง  Audi  ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง และพรีเมียม SUVตระกูล Q series  ที่นอกจาก Q5, Q7แล้ว ยังมี Q8 เรือธงของ  Audi SUV มาด้วย ส่วนในกลุ่ม พรีเมียม ซีดาน  A7 Sportback, A8Lที่มาพร้อมความหรูหรา สปอร์ต และดีไซน์สะกดใจ งดงามทุกมุมมอง ก็พร้อมมาอวดโฉมในงานนี้ด้วยเช่นกัน

   ทั้งนี้ลูกค้าที่จองรถใหม่ทุกคันจะได้รับการดูแลจาก Audi Protectionด้วยการรับประกันรถใหม่ 5ปี หรือระยะทาง 150,000กิโลเมตรและการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24ชั่วโมงนาน 5ปี” ลูกค้าอาวดี้สามารถสอบถามรายละเอียด The new Audi  A6  Avant  รวมถึงยนตกรรมรุ่นอื่นๆ และปรึกษาแคมเปญ ต่างๆ ได้ ที่บูธ Audi  ในงาน  Motor Expo และ ที่ส่วนงานขาย สำนักงานใหญ่ Audi Centre Thailand  027658888  หรือ ติดต่อโชว์รูม  Audi New Petchburi  020234888(ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) ที่โชว์รูม Audi Pattaya 038197888 และพบกับ Audi Phuket เร็วๆ นี้

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 ใหม่ ที่สุดของที่สุด Make All Chapters Remarkable รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่คนไทยรอคอย

Monday, 13 November 2017 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นร่วมกันจัดงานเปิดตัวแนะนำที่สุดของรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ ล่าสุด มาพร้อมรูปทรงการออกแบบอันสง่างามทั้งภายนอกและภายใน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของงานศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา หรูหราแบบพรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุขสำหรับการพักผ่อนให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน เติมเต็มความสปอร์ตหรูหราสไตล์ยุโรป รวมเอาสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้แนวทางการออกแบบ “less is moreหรือ การออกแบบด้วยการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ดูเรียบง่าย แต่สุขุมและยังคงให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาทเท่านั้น ตั้งเป้าขาย 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100%

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดว่าALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEนี้คือรถอเนกประสงค์ที่เป็นที่สุดในคลาส One Class Aboveภายใต้การออกแบบใหม่ล่าสุดจาก โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่สะท้อนถึงพลังของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเคลื่อนไหวอันสง่างาม ผนวกกับวิวัฒนาการที่ก้าวไปอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิต มีรสนิยม ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ หลงใหลการออกแบบรูปทรงอันสง่างาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงใช้ชีวิตแบบครอบครัวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร มีความหรูหรา สามารถเก็บของได้มากมาย เป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนด้วยกันได้ทุกที่

   นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นประเทศญี่ปุ่น กำกับดูแลมาสด้าในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า รถยนต์มาสด้า CX-5เผยโฉมสู่สาธารณชนทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 และเข้าสู่ตลาดประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อม “SKYACTIV TECHNOLOGY” และการออกแบบภายใต้ “KODO Design” Soul of Motion รถยนต์มาสด้า CX-5 กลายเป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยสมรรถนะพลังแรงของเครื่องยนต์แต่ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายครบครัน ส่งผลทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกตลาด จวบจนปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 1 ล้าน 5 แสนคันทั่วโลก  ถือเป็นโมเดลหลักที่สำคัญของมาสด้ารองจาก Mazda3 ที่ขายได้กว่า 5 ล้านคันทั่วโลก โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยให้การตอบรับอย่างล้นหลาม และกำลังวิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทยกว่า 18,000 คัน รวมทั้งยังส่งผลต่อการเปิดตัวในโมเดลรุ่นต่อๆ มาของมาสด้าและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข แสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยว่า ปีนี้ถือว่าตลาดรถยนต์มีทิศทางที่ดี ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมรอบทิศทาง ทั้งราคาสินค้าการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ส่งผลดีต่อตลาดทำให้ยอดขายพุ่งสูงกว่า 690,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%มาสด้าคาดว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศปีนี้ประมาณการว่าจะทะลุถึง 840,000คัน นับว่าเติบโตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี การเปิดตัวมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้า ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับปีนี้มาสด้าตั้งเป้าไว้สูงถึง 51,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% การแนะนำมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มในเซ็กเมนต์ที่สำคัญ มาสด้ากำหนดราคาขายเริ่มต้นเพียงล้านต้นๆ เท่านั้น เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า CX-5 จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ทำให้เราตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ไว้สูงถึง 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100% ที่สำคัญจะเป็นโมเดลหลักที่จะทำให้มาสด้าสามารถขึ้นแท่นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมยึดบัลลังก์ผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

   วิเคราะห์เจาะลึกถึงข้อมูลและคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะส่งผลให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สงครามตลาดรถยนต์ในปีนี้ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่คือที่สุดของที่สุดในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีในเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแสดงออกการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมันดีที่สุดคลาส ด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร  175 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า รวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในอันงดงามภายใต้ “โคโดะ ดีไซน์” อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECTพร้อมหน้าจอดีไซน์ใหม่ และระบบความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSEที่ครบครันยิ่งขึ้น เติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมสไตล์ยุโรป และฟังก์ชั่นการใช้งานให้ลงตัวยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าที่หลากหลาย

   ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดว่า มาสด้า CX-5เป็นรถที่ได้รับความนิยมมาแล้วทั่วโลก โดยเจนเนอร์เรชั่นใหม่นี้ ตัวโปรดักซ์มีการปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในเน้นความหรูหรามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าผู้หลงใหลการออกแบบอันสง่างาม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาจนล้นคันทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย มีรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มาสด้าวางตำแหน่งการเข้าสู่ตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมเทียบเท่ากับคู่แข่งรถยนต์จากค่ายยุโรป ซึ่งมาสด้ากำลังจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตลาดรถอเนกประสงค์ของประเทศไทย เนื่องจากเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ที่ให้ทั้งในเรื่องสมรรถนะขับขี่ การประหยัดน้ำมัน สมบูรณ์แบบด้วย i-ACTIVSENSEความปลอดภัยระดับโลกที่เพียบพร้อมกว่าเดิม ระบบ MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ GVC

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่องทางการสื่อสารมาสด้ายังให้ความสำคัญกับทุกๆ ช่องทางที่จะสามารถสื่อสารเข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโซเชียลมีเดีย รวมทั้งคอมมูนิตี้ครอบครัว ซูม-ซูม ผ่านทางไลน์ออฟฟิศเชียล เฟชบุ๊ค และเว็บไซต์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกช่องทาง ภายใต้แนวคิด “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE กลุ่มลูกค้าประกอบด้วย

- กลุ่มแรก Executivesคือ ผู้บริหารรุ่นใหม่ เน้นการใช้ชีวิตอย่างอิสระ รักความก้าวหน้าเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น ทางเลือกใหม่สำหรับรถระดับพรีเมี่ยม

- กลุ่มที่สอง Coupleคือ คนที่ใช้ชิวิตสมับใหม่ มีการใช้เวลาเพื่อตัวเองและในชีวิตคู่ ชอบความตื่นเต้นแสวงหาสิ่งใหม่เพื่อสร้างครอบครัวให้มั่นคง มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ คือ โอกาสในการค้นหาสิ่งใหม่รอบตัวกับรถเอนกประสงค์

- และกลุ่มที่สาม Young Familyคือ ครอบครัวเริ่มต้นและมีบุตร มีความมุ่งมั่นเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น สิ่งที่แสดงถึงความสำเร็จกับบทบาทในครอบครัว ทุกคนในครอบครัว จะปลอดภัย สามารถพักผ่อนและมีความสุขกับรถคันนี้ 

   นี่คือกลยุทธ์หลักที่นำพารถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดประเทศไทย นอกจากเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต และที่กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ลูกค้าที่สนใจสามารถจองและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ทุกโชว์รูมมาสด้าทั้ง 147 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 ที่สำคัญลูกค้าสามารถรับรถได้ทันที ทุกรุ่น ทุกสี ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ราคาจำหน่ายรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5

1.      รุ่น 2.0C           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,290,000 บาท

2.      รุ่น 2.0S           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,400,000 บาท

3.      รุ่น 2.0SP เครื่องยนต์เบนซิน                    ราคาจำหน่าย 1,530,000 บาท

4.      รุ่น XD   เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,560,000 บาท

5.      รุ่น XDL             เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ CX-5

การออกแบบ TAKING KODO DESIGN TO A HIGHER LEVEL อีกระดับของดีไซน์โคโดะ

   สัมผัสเอกลักษณ์แห่งดีไซน์ใหม่ของมาสด้า CX-5โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีที่พัฒนาแนวคิดการออกแบบ KODO DESIGN ให้โดดเด่นเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น(Japanese Aesthetic) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงามและทรงพลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในใหม่ที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม ทุกองค์ประกอบพร้อมมอบความเพลิดเพลิน และความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนนอกจากนี้ สีแดงใหม่ Soul Red Crystal ยังช่วยยกระดับให้มาสด้า CX-5โฉมใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยมิติความลึกของสี นับเป็นบทใหม่แห่งการดีไซน์ที่พร้อมสะท้อนความสําเร็จในทุกบทบาทของชีวิต

MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEเป็นที่สุดในทุกบทบาท

   ไม่ว่านิยามความสําเร็จของคุณเป็นอย่างไร สิ่งสําคัญ คือ ความพร้อมในการก้าวสู่อีกขั้นของบทบาทในชีวิต ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกท้าทายมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สะท้อนภาพลักษณ์และรสนิยมในแบบฉบับของคุณ ให้คุณขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จที่น่าจดจําในทุกบทของชีวิต

   เทคโนโลยีสกายแอคทีฟในมาสด้าCX-5โฉมใหม่ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกระดับเพื่อสร้างความประทับใจทั้งเรื่องสมรรถนะที่แรงและการประหยัดน้ำมันจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก

-       SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล2.2 ลิตรประหยัดสูงสุด 17.5 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถทํางานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้นเครื่องยนต์ทํางานเงียบมากขึ้นให้กําลัง175 แรงม้าแรงบิดสูง420 นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน2.0 ลิตรประหยัดสูงสุด 13.9 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้ดีขึ้นให้กําลัง 165แรงม้า แรงบิดสูง 210นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-DRIVEเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ6 สปีดที่รวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบตอบสนองได้แม่นยําเปลี่ยนเกียร์ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว

-       SKYACTIV-BODYโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่งให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-       SKYACTIV-CHASSISช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคง และให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยํา ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

-       i-ACTIVAWDระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตโนมัติ ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น

ENHANCE DRIVING ENJOYMENT พลังที่เหนือกว่า ขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จอีกระดับ

-       2-STAGE TURBOCHARGERเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบสองขั้นช่วยให้เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลมีแรงบิดสูงแม้ในรอบต่ำเพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์

-       NATURALSOUNDSMOOTHER &NATURAL SOUND FREQUENCY CONTROLช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลในรอบเดินเบา ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเงียบขึ้น

-       DRIVE SELECTION* สวิตช์ Drive Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport ได้ เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง ให้ความรู้สึกสนุกเร้าใจเหมือนขับเกียร์ธรรมดา

-       i-Stop (Idling Stop System)ระบบประหยัดน้ำมันที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทํางานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่งขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยังคงทํางานตามปกติ ทําให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องยนต์จะกลับมาทํางานอัตโนมัติทันทีเมื่อรถพร้อมออกตัว

   SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICSอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ผสานและควบคุมการทํางานของรถทั้งคัน ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง ไปจนถึงช่วงล่าง ให้ทํางานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ของมาสด้า ให้ผู้ขับและรถเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นและยังให้ผู้โดยสารสัมผัสถึงความรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง

   ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดภายใต้ชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยําและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับมาสด้าCX-5 โฉมใหม่สัมผัสความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นการทํางานของระบบ GVCระบบจะทํางานโดยประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงน้ำหนักของเท้าที่กดลงบนแป้นคันเร่ง จากนั้นระบบจะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ และเกิดการถ่ายน้ำหนักที่เหมาะสมไปสู่แต่ละล้อ ทําให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมได้แม่นยําในทุกสถานการณ์

   PREMIUM DESIGN EVOLUTION AND FINE CRAFTSMANSHIPอีกระดับแห่งความหรูหรา ผสานความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายในห้องโดยสารของมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะชั้นสูงอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิด “Hand-Crafted Design” คัดสรรวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหราสไตล์ยุโรป ให้ความประทับใจในทุกการสัมผัส คอนโซลหน้าแบบ Metal Wood ผสานความสปอร์ตด้วยเบาะหนังสีดําแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล พร้อมให้คุณเพลิดเพลินกับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ที่มอบความสุนทรีย์ และเติมจังหวะความสนุกให้ทุกการเดินทาง

-       POWER SLIDING GLASS SUNROOF หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าELECTRONIC PARKING BRAKE ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold เพื่อเพิ่มความสบายในการขับขี่

-       STEERING WHEEL พวงมาลัยดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ตพรีเมี่ยม จับกระชับมือพร้อมปุ่มควบคุมการทํางานที่พวงมาลัย

-       BOSE® SOUND SYSTEM ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทางลำโพง 10 ตำแหน่ง พร้อมเทคโนโลยีAUDIOPILOTTM2 และ Centerpoint®2 ที่ช่วยชดเชย และปรับแต่งเสียงให้สมจริงมากยิ่งขึ้น

   DELIVER OUTSTANDING PASSENGER COMFORTเติมเต็มความสะดวกสบายให้ทุกเส้นทางให้ทุกการเดินทางของคุณและครอบครัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายกับมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ที่พัฒนาห้องโดยสารภายใต้ปรัชญา HUMAN-CENTERED DESIGNด้วยการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตําแหน่งศูนย์กลาง เหมาะสมกับการใช้งาน โดยผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน ห้องโดยสารกว้างขวาง พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้ และสามารถแยกพับได้ 3 ส่วน แบบ 40:20:40 อิสระจากกัน เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตําแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ที่สามารถบันทึกได้ 2 ตําแหน่งช่อง USB 2.1 แอมป์ ช่องเก็บของ พร้อมที่วางแก้ว ถูกจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน และช่องแอร์สําหรับที่นั่งตอนหลังที่เพิ่มความสบายยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทําให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมให้คุณสัมผัสถึงความหรูหรา สะดวกสบาย ในทุกเส้นทางสู่ความเป็นที่สุดในทุกบทของชีวิต พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้

   SEAMLESS CONNECTIVITY WITH MZD CONNECTเชื่อมต่อทุกความสําเร็จได้ไร้ขีดจํากัดล้ำหน้าไปกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อออนไลน์ MZD CONNECT ในมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ไม่พลาดทุกการติดต่อทั้งเรื่องงาน และครอบครัว อัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ตลอดการเดินทาง หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetoothพร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น Aha by HARMANTM รวมถึงระบบนำทาง Navigator*

   CENTER DISPLAYจอทัชสกรีนดีไซน์ใหม่ ขนาด 7 นิ้ว แสดงเมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECTและตั้งค่าฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ หรือเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Command

CENTER COMMANDERปุ่มควบคุมระบบ MZD CONNECT ที่คอนโซลกลางตรงตําแหน่งใกล้มือผู้ขับใช้งานง่ายเพียงหมุนหาคําสั่งที่ปรากฏขึ้นบนจอ CENTER DISPLAY ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือรถจอดนิ่ง ให้ผู้ขับใช้สมาธิกับการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

WINDSHIELD ACTIVE

DRIVING DISPLAYแสดงข้อมูลสําคัญในการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้ารถ ในระดับสายตาผู้ขับ

-       JINBA ITTAIมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ พัฒนาบนพื้นฐานของปรัชญา “จินบะ-อิไต”คือการพัฒนารถที่ผสานรวมผู้ขับขี่และรถให้เป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และปลอดภัย รับข้อมูลและตอบสนองกับสิ่งรอบตัวได้อย่างแม่นยํา ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความสนุกเร้าใจในการขับขี่อย่างแท้จริง

-       HMI (Human - Machine Interface)คอนเซ็ปต์การออกแบบอุปกรณ์และฟังก์ชั่นใช้งานภายในรถ เน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ให้อยู่ในตําแหน่งศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนภาพแสดงตำแหน่งคันเร่งและเบรกในรถทั่วไปตําแหน่งของล้อหน้า ทําให้คันเร่งและเบรกต้องอยู่เยื้องไปด้านซ้ายในรถมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ขยับตําแหน่งของล้อไปด้านหน้ามากขึ้น ทําให้สามารถยืดขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

-       POWER LIFTGATE ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้ามาสด้า CX-5 โฉมใหม่ให้คุณจัดเก็บสัมภาระได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยประตูท้ายที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าสามารถเปิด-ปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสและรีโมทคอนโทรลสามารถปรับตั้งระดับการเปิดได้ตามที่คุณต้องการ

-     i-ACTIVSENSEเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อคุณและคนสำคัญ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่เพิ่มอีกระดับของความปลอดภัยกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสุดล้ำi-ACTIVSENSE ที่สามารถคาดการณ์อย่างแม่นยำและส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้รอบคัน SBS ALH SCBS MRCC LAS & LDWS DAA ABSM RCTA SCBS –R

-       ALH (Adaptive LED Headlamps)ระบบไฟหน้าLED อัจฉริยะปรับการทํางานของไฟสูง- ต่ำแยกอิสระซ้าย- ขวาโดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพถนนระยะห่างจากตําแหน่งของรถคันหน้าหรือรถที่วิ่งสวนมาเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทํางานของไฟสูงไม่ไปรบกวนรถคันอื่น MRCC (Mazda Radar Cruise Control)ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติพร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าหากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่าระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติโดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัยทั้งนี้ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า

-       LDWS (Lane Departure Warning System)ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัดพร้อมส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

-       DAA (Driver Attention Alert)ไฟสูงไม่รบกวนรถคันที่วิ่งสวนมาระบบจะขึ้นสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอ

-       Windshield Active DrivingDisplayระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันนาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนําให้หยุดพัก

-       LAS (Lane-keep Assist System)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในกรณีที่ตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัยและช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ไฟต่ำมุมกว้างเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

-       SBS (Smart Brake Support)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติระบบจะตรวจจับระยะห่างระหว่างรถของคุณและรถคันหน้าหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนรถคันหน้าระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียงเตือนอย่างต่อเนื่องถ้าผู้ขับไม่ได้ทําการเบรกระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

-       ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กําลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น ไฟสูงไม่รบกวนรถคันหน้า

-       SCBS (Smart City Brake Support)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากระบบตรวจสอบพบว่าไม่สามารถเลี่ยงการชนได้ระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

-       SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

-       RCTA (Rear Cross Traffic Alert)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนพร้อมไฟกะพริบเตือนที่กระจกมองข้างขณะขับรถถอยหลังหากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง

   WORLD-CLASS SAFETYมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ มีจุดเด่นด้านความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และแบบปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) จึงมั่นใจได้ในทุกเส้นทางทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

   ACTIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ มีระบบDSCไม่มีระบบ DSC (Dynamic Stability Control)ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว กระจกมองหลังระบบตัดแสงอัตโนมัติ ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนยิ่งขึ้น

PASSIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ

-       ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner and Load Limiterเข็มขัดนิรภัยเบาะคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ผสานการทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัย โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมและม่านถุงลมนิรภัย

-       HLA (Hill Launch Assist)ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง

-       Headrest ออกแบบให้มีองศาและตำแหน่งเหมาะสมที่สุด เพื่อ ลดโอกาสบาดเจ็บ

-       เมื่อเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลังรถคันหลังสามารถลดความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจากรถคันหน้าเมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรกสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนรถหยุดนิ่งสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินยังคงกะพริบเพื่อเตือนรถคันหลัง

-       ESS (Emergency Signal System)สัญญาณไฟกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ทุกรุ่น

-       ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก

-       ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย

-       DSC: Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ

-       HLA: Hill Launch Assist ช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน

-       TCS: Traction Control System ช่วยป้องกันรถลื่นไถล

-       ALLOY WHEELล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และขนาด17นิ้ว

โครงสร้างใต้เบาะนั่งด้านหลัง

   เบาะนั่งด้านหลัง ออกแบบให้มีองศาที่รองรับน้ำหนักของคนนั่งได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารพุ่งออก จากเบาะนั่งไปทางด้านหน้า โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการชนที่ด้านหน้ารถพื้นที่รับแรงกระแทก

สีภายนอก EXTERIOR COLORประกอบด้วย

-       สีแดง โซล เรด คริสตัล Soul Red Crystalสีเกรดพรีเมี่ยมใหม่ล่าสุดเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคขั้นสูง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้ได้เนื้อสีที่มีความละเอียดสูง สีสด มีความวาว สะท้อนแสงได้ดี และดูมีมิติยิ่งขึ้น

-       สีเทา แมชชีน เกรย์ Machine Grayสีเมทัลลิคเกรดพรีเมี่ยมเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคพิเศษ เนื้อสีจึงใส สะท้อนแสงได้ดี ส่องประกายมันวาว

-       สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล Snowflake White Pearl

-       สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ Sonic Silver

-       สีฟ้า ดีพ คริสตัล บลู Deep Crystal Blue

-       สีดำ เจ็ท แบล็ก Jet black

 
 

นิสสัน เสริมทัพ นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงการบรรทุกหนักที่ลุยได้ทุกเส้นทาง

Tuesday, 13 February 2018 16:53

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเสริมทัพ นาวารา   ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงเพื่อการบรรทุกหนักที่สามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

    นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รอง   ประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเปิดเผยว่า นิสสัน นาวารา ถือเป็นรถยนต์กระบะ ที่ได้รับการรตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยความทนทาน ความแข็งแกร่ง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าชาวไทย ปิคอัพนิสสันทุกรุ่นอยู่เคียงคู่กับความสำเร็จของเจ้าของธุรกิจชาวไทยมานานกว่า50ปี นับแต่รุ่นสร้างชื่ออย่าง   “นิสสัน ช้างเหยียบ”  “นิสสัน บิ๊กเอ็ม”(Big M) และ “นิสสัน ฟรอนเทียร์” (Frontier)ซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ และนอกจากเรื่องของเครื่องยนต์พละกำลังสูง นาวารายังมีความสามารถในการบรรทุกหนักที่ถือเป็นเอกลักษณ์ และคุณสมบัติมาตรฐานที่สำคัญของรถกระบะนิสสันมายาวนาน จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือ นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2018 ที่ได้เสริมเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility)อย่างระบบกล้องมองรอบคันอัจฉริยะ หรือ Around View Monitor (AVM)ที่ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มรถกระบะ นอกเหนือจากอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มรูปแบบ

นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDเพื่อการบรรทุกหนักและสามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

   นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ยังคงพละกำลังสูงที่พร้อมเปลี่ยนทุกอุปสรรค ให้กลายเป็นความสำเร็จ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร DOHCแบบ 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที และด้วยระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังมีอัตราทดเกียร์นุ่มนวลกว่า แต่ยังคงสมรรรถนะการออกตัว และเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และระบบขับเคลื่อน4ล้อทำในนาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDใหม่พร้อมสำหรับการบรรทุกหนักและยังสามารถบุกตะลุยเพื่อใช้งานได้ในทุกสภาพถนน

   ด้านรูปโฉมภายนอก นาวาราทุกรุ่นมีรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยแต่คงความบึกบึน ขณะที่การบรรทุกแกร่งยังเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของรถกระบะจากนิสสันด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งอันเป็นเอกสิทธิ์ของ   นิสสัน สามารถรองรับแรงการบรรทุกหนัก และการใช้งานอย่างสมบุกสมบันในทุกสภาพถนน และคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ จะมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกและความปลอดภัยอาทิ ที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้างสำหรับการขนของขึ้นลงจากตัวรถ และกล้องมองหลังที่อยู่เป็นสัดส่วนกับที่เปิดฝาท้าย

   ขณะที่การออกแบบภายในของนิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ยังคงรูปแบบของเส้นสายที่ต่อเนื่องจากแผงคอนโซลกลางไปยังเส้นสายด้านข้างประตูรถ โดยคำนึงถึงการออกแบบในเชิงอรรถประโยชน์ เพื่อให้มั่นใจว่าห้องโดยสารดูโปร่งสบาย นิสสันได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบภายในรถกระบะ ด้วยแผงหน้าปัดดีไซน์หรู พวงมาลัยดีไซน์พรีเมียม พร้อมกับการใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมในการตกแต่งคอนโซลกลาง

   โดย นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่มีสีให้เลือกถึง 3สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ โซลิค, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีเทา ทไวไลท์ เกรย์โดยมีราคาที่ 653,000 บาท ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับข้อเสนอพิเศษดาวน์ต่ำเพียง 9,999 บาท โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่มากกว่า 190 แห่ง ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 02 401 9600 หรือที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งรุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” เขย่าตลาดต่อเนื่อง

Monday, 12 February 2018 17:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   หลังจากแนะนำ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนมกราคม  อีซูซุได้เขย่าตลาดรถเมืองไทยระลอกสองอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการแนะนำ รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน  จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“รุ่นพิเศษ!“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุด ที่มาเพิ่มทางเลือกและต่อยอดความแรงของ “The New Isuzu MU-X”ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดยเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว หรูหรา งดงามทุกรายละเอียด อาทิ สปอร์ตเท่รอบคันกับชุดแต่ง ICONIC STYLE ห้องโดยสารโทนเข้ม LAVA BLACK ขับเน้นอารมณ์สปอร์ต ระบบความบันเทิงพร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner และล้ออัลลอย 18” ICONIC CROSS ทำให้เป็นยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถที่มีสไตล์อันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน โดยมีให้เลือก 2สี ได้แก่ ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White)และดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)ราคาจำหน่าย 1,354,000 – 1,411,000 บาท

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุด  รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ชูที่สุดแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายในการขับขี่

Tuesday, 07 November 2017 16:55

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่ออีกหนึ่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมยานยนต์ในเซ็กเมนต์พรีเมียม พร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่รถยนต์หรูที่พร้อมสืบทอดเอกลักษณ์สุดสร้างสรรค์ของหนึ่งในสุดยอดรถยนต์ต้นแบบจากบีเอ็มดับเบิลยู โดยมาพร้อมกับ การพัฒนาและปรับปรุงอย่างรอบด้านในทุกแง่มุม

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “เพื่อปูทางไปสู่งาน Motor Expo 2017ที่จะถึงนี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แนะนำอีกหนึ่งสมาชิกใหม่จากจากทัพยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ที่โดดเด่นด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมและงานออกแบบที่หรูหราเหนือใคร บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่คือส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบระหว่างความสะดวกสบายสุดพรีเมียมและการใช้งานที่ตอบโจทย์ พร้อมด้วยสไตล์การขับขี่อันปราดเปรียวในแบบของรถสปอร์ต ที่พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสความเพลิดเพลินในการขับขี่ทางไกล พร้อมไปกับความสะดวกสบายและเสน่ห์ในสไตล์ของรถยนต์คูเป้อย่างครบถ้วน”

   รถยนต์ Gran Turismoรุ่นดั้งเดิมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยแบบรอบด้านจากรูปลักษณ์ของตัวถัง เข้ากับความสะดวกสบายและพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ จึงพร้อมมอบประสบการณ์สุดผ่อนคลายบนทุกเส้นทาง จุดเด่นทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาขัดเกลาและรวบรวมไว้ในรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 6 Gran Turismoที่ต่อยอดจากความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoทั้งในด้านความหรูหราแบบสปอร์ต อุปกรณ์และฟีเจอร์ทันสมัย ระบบการควบคุมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยความปราดเปรียวและประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

เบากว่า สปอร์ตกว่า พร้อมสะดวกสบายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

   ด้วยการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมและเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถและแชสซี บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่จึงมีน้ำหนักลดลงจาก    รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

   เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ดีไซน์เน้นย้ำสัดส่วนปราดเปรียวและเส้นสายเรียบหรู

   ด้านหน้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและทรงพลังด้วยเลนส์ไฟหน้า LED ที่ทอดยาวไปจนถึงกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว   จะเห็นได้ถึงความหรูหราสไตล์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู โดดเด่นด้วยฟีเจอร์คุ้นตาเช่นฝากระโปรงหน้าทรงยาว ห้องโดยสารที่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวรถ ประตูที่มาพร้อมกับหน้าต่างแบบ  ไร้กรอบ และแนวขอบหน้าต่างที่ลากยาวไปจนถึงท้ายตัวรถ ส่วนหลังคารถลาดเทลงมาบรรจบกับส่วนท้ายรถในสไตล์โฉบเฉี่ยวแบบรถยนต์คูเป้ ขณะที่ช่วงท้ายรถเองก็มีความสูงลดลงถึง 64 มิลลิเมตร ด้านไฟท้ายออกแบบมาในสไตล์สามมิติ เสริมความโดดเด่นให้น่าค้นหายิ่งขึ้น ชุดแต่ง M Aerodynamics ขับเน้นบุคลิกความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครยิ่งขึ้น

สุดยอดส่วนผสมแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางไกล   และประโยชน์ใช้สอย

   ภายในรถถูกออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ พร้อมด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ เบาะที่นั่งยกสูงเปิดมุมมองที่ครอบคลุมทุกทิศทางให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่การจัดวางฟังก์ชั่นการควบคุมต่างๆ เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์อย่างไร้ที่ติ จึงสร้างความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้ถึงขีดสุด เส้นสายต่างๆ วัสดุที่ใช้ และความประณีตแม่นยำในการตกแต่ง เสริมความพรีเมียมหรูหราให้กับห้องโดยสารยิ่งขึ้น ส่วนห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ประกอบไปด้วย 3 ที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40 : 20 : 40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย ส่วนฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบบันเทิงได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control)

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 4,739,000 บาท พร้อม BSIStandard ให้บริการบำรุงรักษา3ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ม่จำกัดระยะทาง

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ปูทางสู่มอเตอร์โชว์ 2018 เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ รถสปอร์ตซีดานสุดหรู พร้อมโฉบเฉี่ยวทุกเส้นทางด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive

Saturday, 24 February 2018 16:03

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยกระดับสมรรถนะเหนือชั้นของรถยนต์ซีดานหรูไปอีกขั้นสำหรับแฟน ๆ ชาวไทย ด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive เป็นครั้งแรก ในงาน exclusive preview ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม –8 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นสำหรับการขับขี่ในทุกเส้นทาง และทุกสภาพท้องถนน

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ผสานสุดยอดประสิทธิภาพแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทำให้ทุกการเดินทางในชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่รถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นที่ 6 นี้ ถือเป็นหนึ่งในรถซีดานสมรรถนะสูงที่ประสบความสำเร็จมากทีสุด ด้วยนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDriveซึ่งไม่เพียงสร้างความเร้าใจในการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นศักราช 2561 ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย อย่างสวยงาม และเรายังจะนำนวัตกรรมเหนือระดับจากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นใหม่อีกมากมายมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ชาวไทยในปีนี้อย่างแน่นอน”

   มิติใหม่แห่งความคล่องตัวในการขับขี่และที่สุดของความแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive

   ระบบขับเคลื่อน M xDriveเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มอบสมรรถนะเร้าใจที่สุดในเซกเมนต์ของรถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งเป็นครั้งแรกของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน M xDrive มอบประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตั้งค่าลักษณะการขับได้อย่างหลากหลายตามความต้องการถึง 5 โหมดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (หรือ DSCที่สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ DSCหรือเลือกการขับขี่ด้วยโหมด M Dynamic)  และยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยระบบ M xDrive ซึ่งแบ่งเป็นโหมด 4WD, 4WD Sport และ 2WDที่ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความแรงเร้าใจด้วยความคล่องตัวสูงสุดบนท้องถนน รวมทั้งระบบเฟืองท้าย Active M ที่มอบเสถียรภาพการกระจายกำลังอย่างเต็มสมรรถนะ ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดยช่วยลดความแตกต่างของความเร็วรอบระหว่างล้อหลัง

   อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความสปอร์ตอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ คือปุ่ม M1 และ M2 สีแดงสองปุ่ม ซึ่งอยู่ติดกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้ถึง 2 แบบเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าระบบ M xDriveระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก(DSC) ระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบระบายอากาศ ระบบการควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการตั้งค่ารูปแบบของการแสดงผลบน Head-Up Display

สุดยอดสมรรถนะขุมพลังและเสถียรภาพที่เหนือกว่าจากเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ V8 ใหม่

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ / 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   เครื่องยนต์อันทรงพลังนี้ มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogicเพื่อความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังให้ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติในเวลาอันสั้น

สะกดทุกสายตาด้วยเอกลักษณ์ดุดันที่ออกแบบมาเพื่อความเหนือชั้นอย่างแท้จริง

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ เป็นการผสานกันอย่างลงตัวของความสง่างามตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 และลุคสปอร์ตปราดเปรียวของรถยนต์ในตระกูล M ช่องอากาศด้านหน้าได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนและระบบเบรก ระบบท่อไอเสีย 4 ท่อ ช่วยเสริมความดุดันด้านหลัง และตอกย้ำถึงขุมพลังเครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ พร้อมให้เสียงทรงพลังที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านกลไกวาล์วไอเสียรวม ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับเสียงให้นุ่มนวลหรือดุดันขึ้นได้ผ่านทางปุ่มควบคุมเสียง

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ยังมาพร้อมชุดเบรกในสไตล์ M เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยด้านหน้าเป็นเบรกคาลิเปอร์ M สีน้ำเงิน แบบ 6 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นคาลิเปอร์แบบ 1 ลูกสูบลอย ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเบรกเหล็กหล่อแบบเดิม และยังโดดเด่นด้วยการช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง ที่แม้จะมาพร้อมระบบ M xDriveแต่บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ก็ยังคงมีน้ำหนักเบากว่าบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นก่อน ๆ ช่วยเพิ่มความคล่องตัว สมรรถนะ และ

 

   ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมดีไซน์ M สร้างเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นเฉพาะตัวที่ลากยาวไปตามแนวหลังคาผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ให้น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษกว่ารุ่นก่อนหน้า แม้จะรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ระบบไอเสีย และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive แสดงให้เห็นถึงการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเซกเมนต์

   นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์

   อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spokeเบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merinoและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ Mรวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control)และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

   บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ จะเริ่มเปิดรับจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 ในราคาจำหน่าย 13,339,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

 
 

More Articles...

Page 4 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )