Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ครั้งแรกในโลก พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ 17 พ.ย. นี้ ก่อนส่งออกสู่ 150 ประเทศทั่วโลก

Saturday, 10 November 2018 07:34

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่นได้เปิดตัวรถกระบะ  มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ครั้งแรกในโลกที่กรุงเทพมหานคร และจะเริ่มจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ถือเป็นรถกระบะมิตซูบิชิรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผลิตขึ้น ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังของ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ควบคู่กับการฉลองครบ 40ปี แห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิในปีนี้

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งภายหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทยนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

   มร. โอซามุ มาสุโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้กล่าวที่งานเปิดตัวครั้งแรกในโลกว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 เป็นหนึ่งในยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกที่สำคัญยิ่ง และความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดสมรรนะและความแข็งแกร่งที่ไว้ใจได้  รวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถกระบะมิตซูบิชิ มาตลอดระยะเวลา 40ปี ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 นี้ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดีเยี่ยม”

ภาพรวม

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200 ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’พร้อมการพัฒนาเพื่อยกระดับในทุกมิติ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าในการขับขี่ไปบนเส้นทางออฟโรด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย

ดีไซน์ทรงพลังสะท้อนความ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ได้รับการปรับโฉมภายใต้แนวคิด “แกร่งดังหินผา”ทั้งภายในและภายนอกสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ที่มีมาอย่างยาวนาน

ด้านหน้า

   ดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ “Dynamic Shield”ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

ด้านข้างและด้านหลัง

   ตัวถังดีไซน์ใหม่ผสานกันอย่างลงตัวด้วยส่วนโค้งมนตัดกับเส้นสายอันโฉบเฉี่ยว พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่เน้นความแกร่งและความทันสมัยของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รวมถึงชุดไฟท้ายและชุดกันชนดีไซน์ใหม่ช่วยเพิ่มความบึกบึน

ภายใน

   ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยและสะท้อนถึงความแกร่งได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะการออกแบบแผงควบคุมตลอดจนช่องแอร์ ที่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุบุนุ่มและการตัดเย็บที่บริเวณกล่องคอนโซลข้างคนขับ ที่วางแขนและเบรกมือ ซึ่งผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน

เทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อเอาชนะทุกอุปสรรค

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล200มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกทั้งแบบ Super-Select 4WDIIที่มอบพละกำลังและการควบคุมตัวรถได้อย่างเหนือชั้น พร้อมฝ่าทุกอุปสรรคบนทุกสภาพถนน หรือจะเลือกระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Easy-Select 4WDที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย เพื่อเลือกให้เหมาะกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งระบบ  Super-Select 4WDและระบบ Easy-Select 4WDใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น

โหมดการขับขี่ออฟโรดใหม่

   เทคโนโลยีการขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งระบบ  Super-Select 4WD IIและระบบ Easy-Select 4WDใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้มีการเพิ่มเติมโหมดใหม่สำหรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าให้เหมาะสมกับรูปแบบการขับขี่ ได้แก่ GRAVEL MUD/SNOW SAND และROCK(ในตำแหน่ง 4LLc-ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำเท่านั้น) โดยเมื่อขับเคลื่อน มิตซูบิชิ
ไทรทัน ใหม่ ในโหมดออฟโรด ระบบดังกล่าวจะช่วยควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง รวมถึงระบบเบรก เพื่อการกระจายกำลังไปยังล้ออย่างเหมาะสม สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรคไปบนทุกเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขับขี่ไปบนเส้นทางโคลนหรือหิมะที่เปียกลื่นได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน

   ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้การขับขี่ขณะลงทางลาดชันและเปียกลื่นเป็นไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 สืบทอดความแกร่งจากอดีตสู่ปัจจุบันด้วยโครงสร้างตัวถังและแชสซีส์ที่ทนทาน พร้อมโครงสร้างห้องโดยสารแบบนิรภัยที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ประกอบไปด้วย

- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) สามารถตรวจจับได้ทั้งพาหนะและคน

- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาและแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSWwith LCA) ช่วยตรวจจับพาหนะที่มาจากด้านข้างและด้านหลังขณะเปลี่ยนเลน พร้อมการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยระบบเสียงและสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง

- ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ป้องการการชนขณะขับถอยหลังออกจากช่องจอด

- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ช่วยลดอุบัติเหตุจากการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจขณะรถออกตัว หรือ ถอยรถออกจากช่องจอดรถ หรือ พื้นที่อับสายตา

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยกล้องมองภาพรอบคันที่ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพจากมุมสูงพร้อมเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดรถ

กระบะอเนกประสงค์ที่เปี่ยมสมรรถนะ

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200ได้รับการปรับเปลี่ยนหลายรายการ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวจริงของรถกระบะ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ทนทานและมั่นใจได้เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็ยังมอบความสะดวกสบายเหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ พัฒนาระบบเบรกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้นในคู่หน้าพร้อมคาลิปเปอร์เบรก

   สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทกที่ดีกว่าเดิมด้วยโช้คอัพหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการใช้ระบบส่งกำลังชุดใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด จากเดิม 5สปีด เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการเร่งแซงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวลขึ้น

แผนการเปิดตัว

   หลังจากเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน นี้ เป็นต้นไป มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกา ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

   ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น วางแผนที่จะจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และรุ่นเดิม ที่ประมาณ 180,000 คัน ภายในปีงบประมาณนี้ โดยรถรุ่นดังกล่าวถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เมื่อปีงบประมาณที่แล้ว รองจากรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า คัมรีใหม่ Soul Striking Luxury ที่สุดของยนตรกรรมแห่งความเหนือระดับ

Tuesday, 30 October 2018 14:34

 

 

 

 

 

 

+มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางสุดหรูรุ่นใหม่ล่าสุด "The All-New CAMRY…Soul Striking Luxury” เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด“คัมรี”   ที่สมบูรณ์แบบด้วยภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา ผ่านการออกแบบอย่างพิถิพิถัน เด่นชัดด้วยเส้นสายรอบคัน สื่อถึงความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ภายในกว้างขวาง ใส่ใจในทุกรายละเอียดการตกแต่ง พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยผสานยนตรกรรมกับผู้ขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า ให้ความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เหนือความคาดหมาย ถือเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นและเหนือระดับอย่างแท้จริง 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ คัมรี ได้รับการเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นในปี 2523ในฐานะ รถสปอร์ตซีดาน ระดับตำนาน อย่าง Celica โดยใช้ชื่อว่า Celica-Camry และขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2ปีแม้ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ แต่ Celica-Camry ได้สร้างความประทับใจที่โดดเด่น จากนั้นในปี 2525คัมรีเจเนอเรชั่นที่ 1ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะรถซีดานเครื่องยนต์หน้า และขับเคลื่อน   ล้อหน้า ที่มาพร้อมกับภายในกว้างขวาง มากกว่ารุ่น Crown ในขณะนั้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คัมรี ได้กลายเป็นรถรุ่นสำคัญของโตโยต้า ในระดับโลกที่ได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้นในกว่า100 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยโดยปัจจุบันมีจำนวนยอดจำหน่ายสะสมของรถคัมรี ทั่วโลกก้าวเข้าสู่  20ล้านคัน*(*ข้อมูลยอดขายสะสมรวมทั่วโลกตั้งแต่   ปี 2525 ถึงกันยายนปี 2561)  สำหรับ  ในประเทศไทยนั้น คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 2536โดย คัมรี ได้รับความสนใจจากลูกค้าชาวไทย ที่มองหารถยนต์หรูที่มาพร้อมกับประสบการณ์เหนือระดับ และด้วยกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ คัมรี เจนเนอเรชั่นที่ 4ถูกนำมาประกอบ ในประเทศไทย เมื่อปี 2542ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังเป็นผู้บุกเบิกยนตรกรรมระบบไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2552  คัมรี ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 200,000คัน** (*ข้อมูลยอดขายสะสมของคัมรีรวมถึงเดือนกันยายนปี 2561)

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่าเนื่องจากความนิยมที่มีต่อคัมรีในฐานะยนตรกรรมหรูขนาดกลาง ส่งผลให้ความคาดหวังของลูกค้าจึงสูงขึ้น ปัจจุบันลูกค้าชาวไทยมอง คัมรี เทียบเท่ารถยุโรป ดังนั้นเราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆหากแต่ยังเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ให้กับรถรุ่นนี้อีกด้วย เราตั้งใจมอบความภาคภูมิใจในการครอบครอง รวมไปถึงความสบายใจในการเป็นเจ้าของ เราจึงได้รับแรงบันดาลในการสรรสร้าง ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ดียิ่งกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยเหตุนี้  คัมรี ใหม่ จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” จากแรงบันดาลใจในการออกแบบของ Sensual-Smart Confidence ส่งผลให้คัมรี ใหม่ ถูกพัฒนา ไปสู่การเป็นรถยนต์ ที่หรูหรา สปอร์ต และล้ำสมัย แบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นอกจากนี้ เรายังยกระดับ สมรรถนะในการขับขี่ ด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGA ได้แก่ การนำโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ผสานเข้ากับเครื่องยนต์ Dynamic Force    รุ่นล่าสุด มากกว่านั้น เรายังนำระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่พัฒนามาเพื่อมอบความรู้สึกสนุกในการขับขี่ พร้อมประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น”

   มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า  ที่ผ่านมาผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับกับคัมรี จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยคัมรี ได้รับการชื่นชมว่าเป็นรถที่มีความสมเหตุสมผลที่ดีที่สุด (Best of Rational) ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือ และความสะดวกสบาย แต่ในคัมรีใหม่นั้น เราได้เปลี่ยนวิธีคิดด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ด้วยเหตุนี้ คัมรีใหม่ จึงได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด "Unprecedented Change" ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้นำสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGAที่ถือเป็นหลักในการปฏิรูปโครงสร้างและเครื่องยนต์ มาปรับใช้กับคัมรีใหม่นี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้แนวคิดการท้าทายในการผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-Better Cars)

- ดีไซน์ภายนอกสปอร์ต หรูหรา ภายในกว้างขวาง พิถีพิถันในทุกการออกแบบ

   รูปลักษณ์สปอร์ต เส้นสายที่คมชัด ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และยังคงรักษาพื้นที่ภายใน           ที่กว้างขวาง ทันสมัย สัมผัสได้ถึงความละเอียดปราณีตในการออกแบบ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ง่ายต่อการใช้งานทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

- ที่สุดของสมรรถนะการขับขี่ สร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

   จากเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ที่ถูกนำมาใช้กับเหล็กกล้าคุณภาพเยี่ยม ทำให้โครงสร้างตัวถังรถมีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงบิด นอกจากนั้นตัวรถยังได้รับการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ มีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ พร้อมด้วยระบบ ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสบายและความเงียบตลอดการเดินทาง

   นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ คือ เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถได้สูงสุด ส่งผลให้มีอัตราการเร่งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่เร้าใจ สำหรับรุ่นไฮบริด ที่มาพร้อมกับไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอัตราการเร่งที่ดีขึ้น และสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

- ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย

   ความสะดวกสบายของผู้โดยสารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ที่เรามุ่งเน้นพัฒนาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ (Rear Reclining Seat) ให้ความรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง และT-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้คุณอัพเดตสถานะรถได้ตลอดเวลา

- มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า เพิ่มความมั่นใจสูงสุด

   ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกของโตโยต้า โดยคัมรี ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-COLLISION SYSTEM) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (DYNAMIC RADAR CRUISE CONTROL) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (LANE DEPARTURE ALERT) พร้อมด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคัน 9 ลูก ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในรถระดับเดียวกัน

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า “ทางโตโยต้าตระหนักถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ ที่ไม่ได้มองเพียงดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน สมรรถนะที่ดีเยี่ยม ความสะดวกสบาย  หรือระบบความปลอดภัยเท่านั้น ลูกค้ากลุ่มนี้ยังมองหาความสบายใจ โดยไร้ความกังวลตลอดการใช้งานอีกด้วย ดังนั้น­ คัมรีใหม่ จึงเป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบภายนอกที่มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ควบคุมได้ดั่งใจ อันเป็นผลมาจากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ออกแบบทุกองค์ประกอบใหม่ทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือระดับ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เรายังมอบประสบการณ์การครอบครอง  ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าคัมรีทุกท่าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผ่าน “Ultimate Ownership Package” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วันแรกของการครอบครอง ตลอดระยะเวลาการใช้งาน ได้แก่ การขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5ปี การรับประกันแบตเตอรีไฮบริด 10ปี การให้ค่าแรงเช็กระยะฟรีถึง 5 ปี และการรับประกันมูลค่ารถยนต์ไฮบริดในอนาคต (Guaranteed Future Value)”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์  กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากประสบการณ์การครอบครองตัวรถแล้ว คัมรี ยังมีกิจกรรม“The Ultimate Experience” ที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบเหนือระดับ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจคัมรีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมแพคเกจทางเลือกไว้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่ง TRDSportivoสำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์และแพคเกจประกันภัยระยะยาวผ่านโปรแกรม Convini Insureที่รวมประกันภัยระยะยาว 3 ปีและแพคเกจบำรุงรักษา 5 ปีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระรวมในค่างวดได้ หรือประกันภัยแบบขับน้อย จ่ายน้อย (Pay As You Drive Insurance) ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้รถน้อยอีกด้วย”

   ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ พร้อมให้การดูแลลูกค้าทุกท่าน และจะมอบความพึงพอใจ ความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ รวมไปถึงความรู้สึกสบายใจตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถรุ่นนี้ สุดท้ายนี้   ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้การสนับสนุนการส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง คัมรีใหม่ ได้ในราคาที่เหมาะสม และผมยินดีที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบถึงความคืบหน้าในการผลิตแบตเตอรีภายในประเทศ เราจะเริ่มต้นการผลิตในกลางปี 2562ที่โรงงานเกตุเวย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อตอบสนองนโยบายของภาครัฐ”มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวในที่สุด

   พิเศษสำหรับลูกค้า The All-New CAMRY ผ่อนเริ่มต้นเพียง 17,000 บาท ต่อ เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับThe All-New CAMRY ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้ากว่า470 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

   และศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3) พิเศษพร้อมรับ Premium Travel Case(จำนวนจำกัด)

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

Friday, 05 October 2018 17:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด ประเทศไทยเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เผยโฉม “ฟอร์ด มัสแตง” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รถสปอร์ตแห่งตำนาน ที่มาพร้อมดีไซน์ปราดเปรียว เครื่องยนต์อันทรงพลังและระบบกันสะเทือนที่เหนือกว่า ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ชาวไทยที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแห่งตำนานรุ่นนี้

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท และ ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท พร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นจะเป็นแบบหลังลาด (Fastback) นอกจากรูปทรงภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว ฟอร์ด มัสแตง ยังมาพร้อมดีไซน์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไฟ LED ที่เหนือชั้น สีภายนอกที่มีให้เลือกมากถึง 4 สี และล้ออัลลอยแบบใหม่

   เครื่องยนต์ของฟอร์ด มัสแตง คือ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ที่พร้อมมอบขุมพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่จากฟอร์ด จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น

   ด้วยการปรับแต่งเครื่องให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ ฟอร์ด มัสแตง มอบความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ (Drive Modes) มากมาย รวมถึงโหมดใหม่ My Mode ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ ระหว่างขับขี่ในโหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามดึก

   เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะในฟอร์ด มัสแตง รวมไปถึง มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งช่วยมอบความเพลิดเพลินให้กับการขับขี่ยิ่งขึ้น ภายในตัวห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัยด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มสบายมือ พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว เพื่อประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นและความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสาร

   “ฟอร์ดมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง รถแห่งตำนาน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “มีรถเพียงไม่กี่รุ่นบนท้องถนน ที่มีตำนานอันยาวนาน และมีสไตล์และสมรรถนะ ที่โดดเด่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้เท่ากับฟอร์ด มัสแตง”

ฟอร์ด มัสแตง ที่ไม่เหมือนใคร

   รูปลักษณ์ภายนอกของฟอร์ด มัสแตง นั้นปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม โดยยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน ฝากระโปรงหน้าได้รับการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง ส่งผลให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ดูดุดัน โฉบเฉี่ยว และยังเหมาะกับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   วิศวกรของฟอร์ดยังปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้า เพื่อเพิ่มแรงกด ในช่วงหน้าของตัวรถให้สามารถยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์

   กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง ในขณะที่ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

   ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด มัสแตง ทุกคัน จะมาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบน

   ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ออเรนจ์ ฟิวรี่ เมทัลลิค ไตร-โค้ท (Orange Fury Metallic Tri-Coat) สีดำชาโดว์ แบล็ค เมทัลลิค (Shadow Black Metallic)สีแดง เรซ เรด (Race Red)และ สีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด มัสแตง ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอะลูมิเนี่ยม

   มื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่ามัสแตงขณะพัก

สุดยอดสมรรถนะ

   สมรรถนะที่น่าตื่นตาและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ คือ ดีเอ็นเอของฟอร์ด มัสแตง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่เปิดตัวมัสแตงรุ่นแรกในปี 2507 ทั้งขุมพลังใหม่ แชสซีและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เพลิดเพลินที่สุดเท่าที่เคยมีมา

   เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ของฟอร์ด ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่อง red line ที่สูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) จึงมอบพลังสูงสุดถึง  460 แรงม้า และแรงบิด 556 นิวตันเมตร อีกทั้งยังเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบเครื่องต่ำ เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดของฟอร์ด ยังสามารถมอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้สูงถึง7.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัม/กิโลเมตร

   นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเกียร์ อัตโนมัติ 10 สปีด จะมอบขุมพลัง 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น Overboost ยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศจากเทอร์โบทุกครั้งที่ เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สนุกสนานกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วดั่งใจในทุกการเร่งเครื่อง

   ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านการทดสอบมากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร สามารถมอบประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่เหนือกว่าด้วยแรงเสียดทานต่ำ ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกสนานกับการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   ระบบควบคุมอิเล็คทรอนิคของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ช่วยให้สามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขับชมวิวริมทะเล หรือการขับรถในสนามแข่ง และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์ช่วยให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้ทุกจังหวะ

   “โดยปกติอัตราเร่งที่ช้าลงเพราะมันจะเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนเกียร์”มร. แมธเธียส ทอนน์ หัวหน้าวิศวกร มัสแตง ฟอร์ด ยุโรป กล่าว “ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่ ของมัสแตง ช่วยให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ เพื่อการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าและการขับขี่อย่างนุ่มนวลไม่ติดขัด”

   ระบบ Electronic Line Lock ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย และพร้อมกับการแข่งทางตรง (drag strip)ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack

   วิศวกรของฟอร์ดได้ทำการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ด มัสแตง ไปอีกขั้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โช้คอัพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้งที่สามารถนำไปสู่การบิดของตัวถังได้ เหล็กกันโคลงที่หนาขึ้นยังช่วยลดอาการโคลง (body-roll) และช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย  Active Valve Performance Exhaustให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ โดยมี 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) คือ:

·       โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง

·       โหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ

   เทคโนโลยีปรับระดับความดังท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaustยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับความดังเสียงของท่อไอเสียได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมี Quiet Mode โหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านสามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะตอนที่สตาร์ทเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร อันทรงพลังในตอนเช้าตรู่

เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

   ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อีกมากมาย เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง ซึ่งทำการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System)

   แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว จะแสดงข้อมูลที่เหมาะสมกับโหมดขับขี่แต่ละโหมด คล้ายกับที่มีในรถซุปเปอร์คาร์ อย่างรถฟอร์ด จีที เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกการขับขี่ โดยการแสดงผลจะเปลี่ยนตามโหมดขับขี่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เมื่อใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับขี่ยังจะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนหน้าจอ 12 นิ้วอีกด้วย

   ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศด้วยการสั่งงานด้วยเสียงและการสั่งงานด้วยการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC 3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto™

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   ฟอร์ด มัสแตงพร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

   สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2686-5899(กรุงเทพฯ) และต่างจังหวัดโทรฟรีที่ 1-800-225-449หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตหรูเหนือระดับรุ่นใหม่ล่าสุด

Tuesday, 21 August 2018 17:21

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูอย่าง   Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวบรวม   ความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันทั้งดีไซน์  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบของรถยนต์สปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย และนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่จะเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumนำเสนอในราคา 15.99ล้านบาทและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium นำเสนอในราคา 16.72 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ตระกูลS-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์  ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination)และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ทางบริษัทฯ จึงได้นำเสนอสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุดของรถยนต์ตระกูล S-Classในกลุ่ม Dream Car อย่าง  Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabrioletยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์   ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง รวมถึงเป็นการสะท้อนคำว่า หรูหราร่วมสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เป็นอย่างดี”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้   เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600คัน หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นCompact Car, Contemporary Luxury, Dream Car,SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by  Mercedes-Benz ที่สำคัญแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจียังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายเติบโตสูงกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence byMercedes-Benzที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน    การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย โดยรถยนต์ที่อยู่ภายใต้      แบรนด์นี้มียอดขายสูงขึ้นประมาณ 40%”

   “ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราจึงยังคงเดินหน้านำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อมาตอบสนอง   ความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ คือ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นและการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุดเพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ    งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น ซึ่งถือเป็นการนิยามที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มDream Carอย่างแท้จริงโดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ  ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่    รุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitพวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่      ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสารพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุดและโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED สวยงามในทุกมุมมอง”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz   S 560 Cabriolet AMG Premiumรุ่นใหม่เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light Systemที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals)จำนวนรวมทั้งสิ้น 47ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED(Organic Light Emitting Diode)ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำอีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าDiamond grilleสีเงินพร้อมลายโครเมียม 1แถบ และตราสัญลักษณ์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMGพร้อม       คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า,ปลายท่อไอเสียคู่,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย        ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจากAMGแบบ10-spokeขนาด20นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

   โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2ใน 3ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32ตารางเมตร ในขณะที่Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง3ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl)ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ       กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50กม./ชม.อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP)อีกด้วย

   สำหรับ ดีไซน์ภายในนั้น สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสารPremium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียงรวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า4แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaแบบ Exclusive packageตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design,หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ  Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด,ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง,ระบบMAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัดรวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display),ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร(AIR BALANCE package),ระบบCOMAND Online,ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Auto,ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย(Wireless charging),ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยtouchpadและระบบเสียง  รอบทิศทางBurmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุดทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้        มาก่อน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50%ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี   หลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Braking Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPCจะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ         Drive Away Assistที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premiumมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V8เทอร์โบคู่และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเองคือ ECO, Comfort, Sport, Sport+และIndividual

  • Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

   ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่www.mercedes-benz.co.th  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่ง ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ “สเทลธ์” (STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา เสริมทัพลุยตลาดปลายปี

Monday, 22 October 2018 09:04

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเปิดตัวยนตรกรรมปิกอัพพันธุ์ดุ ลุยตลาดไตรมาสสุดท้าย นำทัพโดย ใหม่!อีซูซุ   ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!สเทลธ์(STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน STEALTH BLACK PACKAGE เข้มเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน ควบคู่กับการปรับโฉมรุ่นไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอสู่ความเป็นสปอร์ตล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น  ตามติดด้วยการเผยโฉมลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ดีสุดสุด  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย สมบูรณ์แบบในทุกมิติ  ทุกรุ่นพร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์และเสริมส่งภาพลักษณ์ของผู้ใช้รถให้โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์  

   กลุ่มตรีเพชร  โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  เพื่อตอบรับเทรนด์ความชื่นชอบของผู้ใช้รถปิกอัพรุ่นใหม่ที่ต้องการ “ความแตกต่าง”      ไม่เหมือนใครและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ครั้งนี้อีซูซุจึงได้เลือกรถปิกอัพรุ่นไฮ-แลนเดอร์      รถปิกอัพขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งอีซูซุเป็นผู้บุกเบิกตลาด จนเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถปิกอัพ รวมทั้งในกลุ่มลูกค้าอีซูซุเอง จึงทำให้เราได้นำมาจัดทำรุ่นพิเศษ โดยให้ชื่อว่า “สเทลธ์” (STEALTH) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ STEALTH ที่มีภาพลักษณ์แสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน ด้วยความเท่ ล้ำสมัยเหนือระดับ ดุดันในทุกองศาจากชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE ดีไซน์พิเศษ พร้อมความโดดเด่นด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยตามแบบฉบับอีซูซุ จัดทำพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์อีซูซุ       1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์เท่านั้น พร้อมจะเผยโฉมที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ได้แก่

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ ยอดปิกอัพพันธุ์ดุที่พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น ดุดันทุกองศา ทรงพลังเกินพิกัดกับชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

·       STEALTH BLACK EXTERIOR  ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมชุดกระจังหน้าที่ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวเร้าใจกับชุดแต่งสเกิร์ตหน้า โดดเด่นด้วยเส้น STEALTH LINEดีไซน์ต่อเนื่องรับกับ     ไฟหน้า และสเกิร์ตหน้า สปอร์ตอีกระดับกับกรอบไฟตัดหมอกสีดำ ทรงพลังทุกองศากับล้ออัลลอย     ทูโทน ขนาด 18นิ้ว  และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ดุดันเต็มมิติ

·       STEALTH BLACK INTERIORล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่น ทุกรายละเอียด กับบรรยากาศห้องโดยสารดีไซน์ใหม่! ทูโทน  เท่ ล้ำสมัย สไตล์สปอร์ต ยกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำ พร้อมสัญลักษณ์ STEALTH ที่แผงข้างประตู

   ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มีเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เสริมส่งความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีให้เลือก สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)หรือสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 887,000 บาท  

   นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับโฉม “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ       บลูเพาเวอร์”สู่ความสปอร์ต  ล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น ด้วยใหม่! กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ บึกบึน ทรงพลังยิ่งขึ้น และใหม่! ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมแห่งความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) 

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4 การปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ทั้งภายนอกและภายใน บึกบึน ทรงพลัง เท่ทุกมุมมองสไตล์สปอร์ตมีระดับ ห้องโดยสารหรูหรายิ่งขึ้น ยกระดับความสะดวกสบายขั้นสุด กับชุดแต่ง MAX 4X4ดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นความเร้าใจถึงขีดสุด ด้วยยอดแห่งสมรรถนะความแกร่งที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขันครอสคันทรีสุดโหดระดับนานาชาติ และความแรงจัดของเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูง  เพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสุดยอดแห่งประสบการณ์ลุยในแบบฉบับออฟโรดตัวจริง  

·       ใหม่! Bumper Ganishโทนเทาดำตัดรับกระจังหน้า เท่เข้มลงตัว  

·       ใหม่! Front Bumper Guard ทูโทนดีไซน์ใหม่! ให้ความรู้สึกบึกบึน  เพิ่มมิติความเข้ม  

·       ใหม่! ล้ออัลลอยทูโทน  ขนาด 18 นิ้ว สี Matt Black เท่สะดุดตา  ได้อารมณ์สปอร์ต

·       ใหม่! กันชนท้ายโทนเทาดำ  เท่ เข้ม ดุดัน

·       ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้  สไตล์ทูโทน น้ำตาล-ดำ เดินด้านสีส้มรอบตัวเบาะ พร้อมปักสัญลักษณ์ V-Cross เท่ หรู ในทุกรายละเอียด

·       หน้าจอใหม่! ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ใช้งานสะดวกขึ้น พร้อมระบบสัมผัสตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

·       ครั้งแรกในวงการรถปิกอัพ  ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ  พร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้าขณะขับขี่ เพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

·       อีกขั้นของนวัตกรรมระบบความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System)ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

   ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  เลือกความเท่ลุคใหม่ได้ 4 สี  ได้แก่  แดงเอทนา (Etna Red)  ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,064,000 บาท

   เชิญรับชมภาพยนตร์โฆษณารถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=apA7-fIYmRU   และเชิญสัมผัสรถ  ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์  อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ ปรับโฉมใหม่ และใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4x4  อย่างใกล้ชิด   ตั้งแต่วันที่ 29ตุลาคม ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://isuzu-tis.com/isuzu-pick-up-4-door-stealth  หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ “Yaris G+” และ “ATIV S+” ความคุ้มค่าที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ

Tuesday, 16 October 2018 16:45

 

 

 

 

 

 

 

 

    นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยมของคนไทย โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมmujกสดหกสด กับรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในตกแต่งให้ดูพรีเมียม สวยสะดุดตา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบตอบรับกับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถอีโคคาร์แฮทช์แบ็ค โตโยต้ายาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2ลิตร ในเดือนตุลาคมปี 2556เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทยและในเดือน สิงหาคมปี 2560ได้เปิดตัวรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกกับโตโยต้ายาริส เอทีฟ ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น กว้างขวางสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกในทุกการขับขี่    และยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ  5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)* ทำให้ครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยดีตลอดมา โดยรถอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สร้างยอดขายสะสมรวมมากกว่า 50,000* คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2561 เป็นต้นมาถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ของรถอีโคคาร์ในตลาดเมืองไทยและเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร โตโยต้าได้แนะนำ 2 รุ่นใหม่ คือ โตโยต้า ยาริส จีพลัส(Yaris G+)  ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+)ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในสปอร์ต หรูหรา ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น  ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

โตโยต้ายาริส จีพลัส(Yaris G+)...สะดวกสบายสูงสุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

vใหม่...อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          เครื่องเสียงพร้อมDVD หน้าจอสัมผัส 7นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI และMicro     SDCard...ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบ

-          ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน...เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

-          กล้องมองหลัง ในขณะถอยรถ...ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

vภายนอก...เปลี่ยนให้ดูคมเข้ม ดุดัน

-          กระจังหน้าสีดำเงา...เพิ่มความคมเข้ม ทันสมัย

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตที่ทันสมัย

vภายใน...ปรับให้ดูสปอร์ต หรูหรา

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สะดุดตา หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          พวงมาลัยหุ้มหนัง...เติมเต็มความหรูหรา

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

โตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส(Yaris ATIV S+)...รูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในดูพรีเมียม หรูหรา

vภายนอก...ปรับให้สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นกว่าที่เคยสัมผัส

-          กระจังหน้าสีดำเงา ด้านล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง...เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง

-          กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง...สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต

-          ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกสีดำเงา...ความโฉบเฉี่ยว โดดเด่น    พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก

-          ล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน...สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นที่ทันสมัย

vภายในล้ำสมัย ให้ความหรูหราอย่างมีสไตล์

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค...สปอร์ต  หรูหราทุกสัมผัส

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD...ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

   ร่วมสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 473 แห่งทั่วประเทศ

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand                                               

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสันเปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย

Thursday, 16 August 2018 18:18

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บริษัทฯ ที่มีต่อตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

   ลูกค้าสามารถจอง เทอร์ร่า ใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม นี้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,316,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 V 2WD 7AT  1,349,000 บาทสำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT และ 1,427,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 VL 4WD 7AT โดยมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล เอิร์ธ บราวน์ (Earth Brown), สีดำ แบล็คสตาร์ (Black Star), สีขาว ไวท์เพิร์ล (White Pearl), สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเสอร์ (Brilliant Silver) และ สีเทา ทไวไลท์ เกรย์ (Twilight Gray)

   เทอร์ร่า ใหม่ผสมผสานสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน มีพื้นที่ภายในใช้สอยที่กว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง และเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี ทำให้ลูกค้าเดินทางไปได้ทุกที่ด้วยความมั่นใจ

   “เทอร์ร่า ใหม่ ให้อิสระในการขับขี่ทุกสภาวะเส้นทาง และทุกสภาพอากาศ เช่นเดียวกับเอสยูวีของนิสสัน     รุ่นต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า โดย เทอร์ร่า ใหม่ สร้างขึ้นเพื่อพิชิตความท้าทายต่างๆ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และยกระดับความสะดวกสบาย" มร. อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว "เราภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัว เทอร์ร่า ใหม่ จากฐานการผลิตในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตของนิสสัน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

   เทอร์ร่า ใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของแผนธุรกิจในระยะกลางของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย หรือ Nissan M.O.V.E. 2022 ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า มร. บาร์เตส ยังกล่าวเสริมว่า "เทอร์ร่า ใหม่ และ ลีฟ ใหม่ จะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายภายในปีงบประมาณ 2018 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้"

เทอร์ร่า ใหม่ พัฒนาจากประสบการณ์กว่า 60 ปี ทั้งในรถยนต์เอนกประสงค์ และการทำธุรกิจในประเทศไทย   มาพร้อมเครื่องยนต์ YS23DDTTขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งที่ดี ให้พละกำลังต่อเนื่องพร้อมทุกการขับขี่เมื่อเทียบกับเอสยูวีในระดับเดียวกัน

   รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์อัจฉริยะนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดจาก นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เพื่อเสริมการขับขี่ให้ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น โดย เทอร์ร่า ใหม่ เป็นเอสยูวีรายแรก และรายเดียวที่มีเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ หรือ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลังขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW)  เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อม เทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD) โดยทั้งหมดนี้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นควบคู่กับการได้รับความสะดวกสบายอย่างสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกคน

   นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD)และระบบ Electronic Rear Differential-Lock รวมถึง เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยให้สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ในสภาวะการขับขี่ที่สูงชัน และด้วยระยะความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance  ถึง 225 มิลลิเมตร ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่มาจากถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อไม่ราบเรียบ หรือ การขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้อย่างมั่นใจ

   "นี่เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย สำหรับประเทศไทย รวมถึงตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำลังการผลิตรวมของนิสสันในประเทศไทยอยู่ที่ 370,000 คันต่อปีและคาดว่า เทอร์ร่า ใหม่ จะกลายเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวความสำเร็จของการผลิตในภูมิภาคนี้ของนิสสัน" มร. บาร์เตส กล่าว

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ สามารถเยี่ยมชมที่โชว์รูม นิสสัน ที่มีอยู่กว่า 200 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามที่ นิสสัน Call Centerหมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ของนิสสัน (www.nissan.co.th)

 
 

NEW CAR THAILAND : ปอร์เช่ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปี เสริมทัพด้วย คาเยนน์ (Cayenne) และ มาคันน์ รุ่นใหม่ (The new Macan)

Monday, 12 November 2018 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์หรูมากว่า 30 ปี เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีการเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

   ในโอกาสพิเศษนี้เอเอเอสฯ พร้อมมอบราคาสุดเร้าใจในรุ่นคาเยนน์ ใหม่ (The new Cayenne) ราคาเริ่มต้นที่ 6.3 ล้านบาท และรุ่น มาคันน์ ใหม่ (The new Macan) ราคาเริ่มต้นที่ 4.8 ล้านบาท สำหรับรุ่น มาคันน์ มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายการเชื่อมต่อด้วยระบบสื่อสารเพื่อการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบอุปกรณ์พื้นฐานที่ได้รับการติดตั้งมากมาย อาทิ หน้าจอสัมผัส 10.9 นิ้วสำหรับควบคุม การทำงานของระบบความบันเทิงและติดต่อสื่อสาร หรือ Porsche Communication Management (PCM) ไฟหน้า และไฟเบรค LED แบบ 4 ลำแสงนอกจากนี้ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความโดดเด่นมากขึ้นด้วยช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ด้านหน้าไฟท้ายที่ได้รับการออกแบบ 3 มิติ three-dimensional และแนวไฟท้ายแบบใหม่ที่ผสมผสานเข้ากับตัวอักษร Porsche lettering แบบ 3 มิติ

   ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของ Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปีนี้ ประกอบด้วยระบบเครื่องเสียง BOSE® Surround Sound System ระบบสั่งการด้วยเสียง Apple® CarPlay, ระบบ Ambient Lighting ในห้องโดยสาร, ม่านบังแสงอัตโนมัติ (Mechanical Sunblinds) และ กระจกปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Mirrors) คืออุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาซึ่งรวมอยู่ในราคาเริ่มต้นของมาคันน์รุ่นใหม่นี่คือการผสมผสานความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับรถยนต์สายพันธุ์ Compact SUV ได้อย่างลงตัว

   อาเธอร์ วิลมันน์ กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิคเปิดเผยว่า “ประเทศไทยนับว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเรามีความยินดีและตื่นเต้นกับศักยภาพในอนาคตที่ปอร์เช่จะมีร่วมกันกับเอเอเอสฯ ในฐานะที่ เอเอเอสฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจของเรามาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสามารถในการแข่งขันการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งปอร์เช่และเอเอเอสฯ กำลังรอคอยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นไทคานน์ (Taycan) รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่ซึ่งกำลังจะมาถึงในต้นปี 2020 นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยนั้นมีผู้ชื่นชอบรถยนต์ปอร์เช่ให้การตอบรับกับรถยนต์รุ่น Plug-in Hybrid และ Porsche E-Performance เป็นอย่างดีตั้งแต่แรกเริ่ม”

   ปีเตอร์โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าปอร์เช่ในประเทศไทยจะได้เพลิดเพลินและพึงพอใจยิ่งขึ้นกับการซื้อรถยนต์ปอร์เช่นอกเหนือจากการรับประกันจากโรงงานหรือ Factory warranty ที่ให้ความรู้สึกสบายใจกับลูกค้าแล้ว ปอร์เช่ในรุ่นคาเยนน์และมาคันน์ยังถูกปรับปรุงมาตรฐานเพิ่มเติมใหม่ ซึ่งจะมอบทั้งความสะดวกสบายความปลอดภัย และความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

   นับตั้งแต่เปิดให้บริการPorsche Centre Bangkok ในปี พ.ศ. 2536 เอเอเอสฯได้ขยายการให้บริการแก่ลูกค้าปอร์เช่ในประเทศไทยด้วยการเปิดศูนย์บริการและโชว์รูมรวมทั้งสิ้น3 แห่ง และในเร็วๆ นี้ Porsche Studio Bangkok จะเป็นอีกแห่งหนึ่งที่พร้อมเปิดให้บริการ โดย Porsche Studio Bangkok ถือเป็นโชว์รูมในคอนเซ็ปต์ Porsche Studio แห่งแรกในอาเซียนซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของประเทศไทยรวมถึงความหลงใหลในรถยนต์ปอร์เช่ของลูกค้าชาวไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เอเอเอสได้เปิดศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ คลาสสิค พาร์ทเนอร์ (Porsche Classic Partner) แห่งแรกของโลกนอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เอเชีย แปซิฟิคและเป็นตลาดสำคัญของรถยนต์ปอร์เช่ในตระกูล E-Performance อีกด้วย

 
 

NEW CARS THAILAND : เรนาสโซ มอเตอร์ ส่ง อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี รุ่นแรกของโลก เปิดตลาดรถหรูสำหรับครอบครัวไทย

Wednesday, 28 November 2018 19:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   เรนาสโซ มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เปิดตัว อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี คันแรกของโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และการมอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตที่เหนือระดับ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันและทุกสภาพการขับขี่ อูรุส จึงนับเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถยนต์ลักซูรี ในฐานะซูเปอร์เอสยูวี ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   อูรุสคือรถลัมโบร์กินีสายพันธุ์ใหม่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับครอบครัว ที่คงคาแรกเตอร์ของลัมโบร์กินีทั้งภายนอกและภายในไว้อย่างชัดเจน ดีไซน์ภายในสปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ยังสามารถควบคุมและขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารตลอดการเดินทางบนทุกสภาพถนน ผ่านTamburo– Lamborghinidriving dynamics control อูรุสจึงเป็นซูเปอร์เอสยูวีตัวจริงที่ก้าวข้ามขีดจำกัด และทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของลูกค้าทั่วโลก

   มร. ดาวิเด ซเฟรโคลา ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินีกล่าว“ลัมโบร์กินี อูรุส คือวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำในการผนวกดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี เข้ากับยนตรกรรมอเนกประสงค์หรือรถยนต์เอสยูวี อูรุสจึงยกระดับเอสยูวีให้ก้าวล้ำเกินกว่าสิ่งที่เคยเป็นไปได้ในวงการที่เรียกว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวีซึ่งเราเป็นแบรนด์ลัคชัวรี่ที่ไม่เหมือนใครพร้อมจะเปลี่ยนอนาคตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเราอยากให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นที่สุดในโลก ที่ลัมโบร์กินีเท่านั้นจะมอบประสบการณ์นี้ให้กับคุณได้”

   ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด หรือ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ กล่าวว่า“ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯมีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอ “ลัมโบร์กินี อูรุส” ซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลกให้แก่ลูกค้าในเมืองไทย ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลก ผมเชื่อมั่นว่า อูรุส ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินีมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์ของรถซูเปอร์สปอร์ตลักซูรี จะยกระดับมาตรฐานรถซูเปอร์สปอร์ตให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น กลายเป็นขวัญใจหนึ่งเดียวของคนรักรถซูเปอร์เอสยูวี และครองใจผู้บริโภคไทยในทันทีที่เปิดตัว”

   “ลัมโบร์กินี อูรุส มีราคาเริ่มต้นที่ 23.42 ล้านบาท พร้อมบริการหลังการขายระดับท็อปคลาสและบริการซ่อมบำรุงครบวงจรเป็นเวลา 5 ปี โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการดูแลรถซูเปอร์คาร์หรูมากว่า 20 ปี ผมมั่นใจว่า อูรุสจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ในฐานะซูเปอร์เอสยูวีหนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์ลักซูรีของไทย ทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของ อูรุสในตลาดโลก” ม.ล. ณัฐสิทธิ์กล่าวเสริม

   “ลัมโบร์กินี อูรุสรถซูเปอร์เอสยูวี 5 ที่นั่งที่มาพร้อมกับความหรูหราและทรงพลังที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกันและยังให้ประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบรูปทรงและเส้นสายของตัวรถยังคงเอกลักษณ์ความเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ทั้งรูปทรงด้านหน้าที่ดูปราดเปรียว ลาดลง และช่องรับอากาศด้านหน้าที่เป็นรูปตัว Y เข้ากันกับไฟหน้าแบบ LED ที่ดูเพรียวบาง โฉบเฉี่ยวไปกับประตูแบบไร้ขอบ ห้องโดยสารภายในสปอร์ตหรู สะท้อนเอกลักษณ์ลัมโบร์กินีด้วยดีไซน์ทรงหกเหลี่ยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องระบายอากาศที่จับประตู และที่วางแก้ว นอกจากนี้อูรุสยังขับเคลื่อนด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งการขับขี่และความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยสามก้านพร้อมระบบลดการสั่นสะเทือนและระบบมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยที่ช่วยควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์เฉพาะของลัมโบร์กินี (Lamborghini Infotainment System-LIS) ทั้งการตั้งค่าในรถยนต์ ระบบแอปเปิลคาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ การควบคุมโทรศัพท์ ระบบนำทาง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ
ไร้กุญแจ พร้อมระบบปลดล็อคประตูรถแบบสัมผัสที่ประตูและกระโปรงหลัง เบาะนั่งปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ  และโหมดการขับขี่ EGO Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของรถให้ผู้ขับขี่เกิดความพึงพอใจสูงสุด

   ลัมโบร์กินี อูรุสขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 650 แรงม้า (478 กิโลวัตต์) รอบสูงสุดที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตรที่ 2,250 รอบ/นาที จึงจัดได้ว่ามีสมรรถนะสูงสุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกัน ด้วยอัตราส่วนแรงม้าต่อที่ทำแรงม้าได้ถึง 162.7 แรงม้าต่อลิตร และอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถทำได้ดีที่สุดที่ 3.38 กก./แรงม้า นั่นเป็นเหตุผลให้อูรุสเป็นเอสยูวีที่ทำความเร็วได้ดีที่สุดด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมงในเวลา 3.6 วินาที อัตราเร่งจาก 0-200 กม./ ชั่วโมงในเวลา 12.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 305 กม./ชั่วโมง

 ระบบ Tamburo ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกมากถึง 6 โหมด ได้แก่

- STRADA สำหรับการขับขี่ทั่วไปที่ให้ความสบายเหนือชั้น

- SPORT   สำหรับการขับขี่อย่างมั่นคงและแม่นยำในความเร็วสูง

- CORSA  สำหรับการขับขี่ที่เน้นสมรรถนะ และความแม่นยำสูงสุด

- NEVE   สำหรับการขับขี่บนถนนที่มีหิมะ

  - TERRA   สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด

- SABBIA  สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ดบนผืนทราย

   ทั้งนี้ อูรุสยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัย (Advanced Driver Assistance Systems-ADAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของลัมโบร์กินี ให้ความมั่นคง ปลอดภัย และสุนทรียภาพในการขับขี่สูงสุด รวมทั้งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เซนเซอร์หน้าและหลังสำหรับจอดรถ ระบบครูซคอนโทรล และระบบ PreCongnition ที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงจากการปะทะ นอกจากนี้ยังมีออฟชั่น ADAS ซึ่งมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่บนท้องถนน เช่น กล้องจับภาพด้านบน และฟังก์ชั่นตะขอพ่วงรถด้านท้าย เป็นต้น

   อูรุสถือว่าเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ ขุมพลังและสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายและสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งนี่คือรถลัมโบร์กินีที่มีความอเนกประสงค์มากที่สุด

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของลัมโบร์กินี อูรุส ที่ www.lamborghini.com/en-en/models/urus

 
 

NEW CARS THAILAND : Audi Thailand เพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้ตลาด และงาน Motor Expo 2018 เผยโฉม Audi A6 Avant ใหม่ พร้อมเปิดราคาสุดเซอร์ไพรส์ 4.999 ล้านบาท มั่นใจความโดดเด่น “ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่

Tuesday, 27 November 2018 16:30

 

 

 

 

 

 

 

 

  

   อาวดี้ ประเทศไทย เพิ่มดีกรีความร้อนแรงและความคึกคักให้ตลาดรถยนต์หรูช่วงท้ายปี และงาน  Motor Expo 2018  เพิ่มขึ้นไปอีก  ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นเข้าสู่ตลาด “The new Audi A6 Avant”  เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่รอคอยการมาของยนตรกรรมที่มีดีไซน์ล้ำสมัย สะกดใจ และมีความลงตัวเหนือระดับทุกมิติ ทั้งความหรูหรา ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ สมรรถนะสูง  สะดวกสบาย และตอบสนองทุกการเดินทางอย่างยอดเยี่ยม

   นายกฤษณะกร เศวตนันทน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จะมีการเปิดตัว “The new Audi A6 Avantอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expoที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29พฤศจิกายน -10ธันวาคม 2561  ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3อิมแพค เมืองทองธานี  มั่นใจว่าความโดดเด่นและความยอดเยี่ยมของ Audi A6  Avant ใหม่  ที่เกิดจากการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีความลงตัวอย่างกลมกลืนระหว่างสมรรถนะ ความสวยงาม ความล้ำสมัย  และความคล่องตัว สะดวกสบาย จะเพิ่มดีกรีความพึงพอใจ และความประทับใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Audi ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก  โดยรุ่นที่นำเข้ามาจะเป็น  “Audi A6  Avant 55 TFSI quattro  S line”  พร้อมข้อเสนอราคาพิเศษสุดคุ้มค่า ที่4,999,000 บาท  โดยเปิดรับจองยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูม Audi ทุกแห่ง และที่งาน Motor Expo 2018

   The new Audi  A6  Avant เป็นยนตรกรรมแบบAvant ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของ Audi ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป นับเป็นยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ เป็นรถที่ขับสนุกทุกสภาพถนน แฝงด้วยความหรูหรา  ความสะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ  

   The new  Audi  A6  Avant  ได้รับการออกแบบภายนอก ให้โดดเด่น สวยงาม  สะท้อนถึงความเป็นดีเอ็นเอของAudi   และเป็นการออกแบบแบบยุคใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัยทุกมิติ   ดูมีพลัง ด้วยเส้นสายแนวนอนทำให้รถดูมีความเคลื่อนไหวพร้อมตอบสนองการขับขี่ทุกเวลา ให้ความรู้สึกหรูหรา ไปพร้อมๆ กับอารมณ์สปอร์ต  และมีสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมให้ประสบการณ์ความมั่นใจดีเยี่ยม ภายใต้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดแบบ quattro withultratechnologyซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนที่สามารถเปลี่ยนการขับในโหมด 4ล้อ หรือ 2ล้อ ภายในเสี้ยววินาที ทั้งเกาะถนน และช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

   ขุมพลัง ใน  Audi A6  Avant  ใหม่  มาพร้อมทุกด้านทั้งพละกำลัง ความนุ่มนวล ความประหยัด และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี Mild Hybrid(MHEV) ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน วี 6ขนาด 3.0ลิตร กับระบบไฟฟ้า 48โวลต์ ให้กำลังสูงสุด  340 แรงม้า และอัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.3 วินาที            

   ภายในห้องโดยสาร Audi A6 Avant  ใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นไปตามแนวคิดใหม่ New Audi design language”   ซึ่งนอกจากความสวยงาม โฉบเฉี่ยว สปอร์ต  พื้นที่กว้างขวาง และหรูหราแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า เช่น จอมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัสขนาด 10.0นิ้ว และมาพร้อมระบบ MMI Navigation Plusส่วนจอขนาด 8.6นิ้วด้านล่าง ใช้สำหรับควบคุมระบบปรับอากาศ แบบแยกอิสระ 4โซน เพิ่มความพึงพอใจให้กับทุกที่นั่งในทุกการเดินทาง และยังเพิ่มความสุนทรีย์ ความเพลิดเพลินในการเดินทาง ด้วยระบบเสียง 3มิติ คุณภาพสูงจากเครื่องเสียง Bang & Olufsenที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

   Audi  A6  Avant  ใหม่  มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ Matrix LEDช่วยให้การส่องสว่างสอดคล้องกับสภาพเส้นทาง ลดการรบกวนสายตาผู้ใช้รถคันอื่นอัตโนมัติ แต่ส่องสว่างในพื้นที่อื่นๆ ด้านหน้า ได้ไกล ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นในช่วงค่ำคืน  เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้มากขึ้น

   สำหรับ “The new A6 Avant 55  TFSI quattro S line” ที่อาวดี้ประเทศไทยนำเข้ามาจำหน่าย  ยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา โฉบเฉี่ยว  ล้ำสมัย   ด้วยหลังคาแบบพาโนรามิค ที่ใช้งานสะดวกด้วยการควบคุมการเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า และยังถูกเสริมความดุดัน สวยงาม และอารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยชุดแต่ง

   แบบ S line  เช่น กันชนหน้า กันชนหลัง และล้ออัลลอยขนาด 20นิ้ว  ภายในเพิ่มความหรูหรา ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูง Valconaทรง S sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S lineและพวงมาลัยแบบสปอร์ต 3  ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ หรือมัลติฟังก์ชัน

   โครงสร้างตัวถังภายนอกของThe new A6 Avantมีความยาว 4,939มม. กว้าง 1,886  มม. สูง 1,467มม. บวกกับการออกแบบอย่างละเอียดในส่วนต่างๆ ทำให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสะดวกสบายเมื่ออยู่ในรถ ไม่อึดอัด เมื่อยล้า เช่น พื้นที่วางขาที่มากกว่า ช่วยให้การเดินทางไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล มีความรื่นรมย์มากขึ้น ขณะที่พื้นที่การบรรทุกสัมภาระกว้างขวางรองรับปริมาณกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์กีฬา และเครื่องใช้ต่างๆ ได้มากถึง 565  ลิตร และเพิ่มได้เป็น 1,680ลิตร หากพับเบาะนั่งแถวหลังลง ทำให้สามารถบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ หรือมีความยาวเป็นพิเศษได้ ทั้งนี้อาวดี้ ออกแบบให้เบาะนั่งแถวหลังพับได้แบบ 40:20:40ตามความเหมาะสมของการใช้งาน ทั้งแบบโดยสาร หรือแบบบรรทุกสัมภาระ ซึ่งสามารถพับได้ราบเรียบ ช่วยให้การขนสัมภาระขึ้นลงทำได้ง่ายขึ้น       และสำหรับพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ยังมีแผ่นบังที่ออกแบบให้ทำงานได้ทั้งการเลื่อนเปิด-ปิด อัตโนมัติ หรือจะควบคุมเองก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ฝาท้ายรถเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่

   The new A6  Avantยังถูกออกแบบให้ภายในห้องโดยสารเงียบเป็นพิเศษ จึงเป็นรถที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล หรือการที่ต้องอยู่ในรถเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบโครงสร้างตัวถังให้มี Aerodynamicsค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.27ทำให้ลดเสียงปะทะของลม และยังช่วยให้ประหยัดน้ำมัน รวมถึงมีการยึดเกาะถนนที่ดีอีกด้วย  ขณะที่ระบบควบคุมการทำงานต่างๆ มีความล้ำสมัย    ใช้งานง่าย สะดวกสบายสุดๆ

   นายกฤษณะกร กล่าวว่า มีความมั่นใจกับการมาของ Audi A 6 Avant ใหม่ ว่าจะเพิ่มความคึกคัก และร้อนแรงให้กับบูธของ Audi เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งนอกจากจะมีเงื่อนไขและแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปีมอบให้ลูกค้า ด้วยแคมเปญ “รูดแสนบาท ได้แสนพอยท์” พร้อมกล้อง LeicaQ-P  รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 180,000 บาทสำหรับลูกค้า 100ท่านแรก (ยกเว้นQ 2 และ A6 Avant ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) แล้ว ในงาน  Motor

   expo ยังให้ลูกค้า Audi สามารถมาสัมผัสยนตรกรรมรุ่นใหม่ รุ่นยอดนิยมที่ทางอาวดี้จะยกขบวนมาให้ชม อย่าง ใกล้ชิด  อาทิ รถสปอร์ตคูเป้ TT  หนึ่งในไอคอนแห่ง  Audi  ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง และพรีเมียม SUVตระกูล Q series  ที่นอกจาก Q5, Q7แล้ว ยังมี Q8 เรือธงของ  Audi SUV มาด้วย ส่วนในกลุ่ม พรีเมียม ซีดาน  A7 Sportback, A8Lที่มาพร้อมความหรูหรา สปอร์ต และดีไซน์สะกดใจ งดงามทุกมุมมอง ก็พร้อมมาอวดโฉมในงานนี้ด้วยเช่นกัน

   ทั้งนี้ลูกค้าที่จองรถใหม่ทุกคันจะได้รับการดูแลจาก Audi Protectionด้วยการรับประกันรถใหม่ 5ปี หรือระยะทาง 150,000กิโลเมตรและการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24ชั่วโมงนาน 5ปี” ลูกค้าอาวดี้สามารถสอบถามรายละเอียด The new Audi  A6  Avant  รวมถึงยนตกรรมรุ่นอื่นๆ และปรึกษาแคมเปญ ต่างๆ ได้ ที่บูธ Audi  ในงาน  Motor Expo และ ที่ส่วนงานขาย สำนักงานใหญ่ Audi Centre Thailand  027658888  หรือ ติดต่อโชว์รูม  Audi New Petchburi  020234888(ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) ที่โชว์รูม Audi Pattaya 038197888 และพบกับ Audi Phuket เร็วๆ นี้

 
 

More Articles...

Page 5 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )