Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : อีซูซุเปิดตัว ดีแมคซ์ “บลูเพาเวอร์” รุ่นใหม่ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่งท้ายปี

Monday, 30 October 2017 15:51

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมปิกอัพรุ่นล่าสุด “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0  ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่งท้ายปีทองแห่งความยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย    ด้วยเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่จะยกระดับการขับขี่ให้ถึงขีดสุดอีกครั้ง  สานต่อความแรงของ “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์” ให้กระหึ่มต่อเนื่อง  พร้อมจัดงานใหญ่เชิญชวนผู้ใช้รถในประเทศไทยร่วมสัมผัสความสำเร็จ 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย และรถปิกอัพรุ่นใหม่ล่าสุด ในวันเสาร์ที่  11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1  อิมแพค เมืองทองธานี

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์  เป็นรถปิกอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปี พ.ศ.2558  และสร้างปรากฏการณ์สำคัญยิ่งกับวงการรถยนต์เมืองไทย โดยได้รับการขนานนามว่า “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์”  ด้วยความโดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นล่าสุด  “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก!”  ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Power of Less”  มาใช้ในรถปิกอัพครั้งแรกในโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสุด ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด ค่ามลพิษต่ำสุด ประหยัดน้ำมันสูงสุด อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถที่มีการออกแบบที่ล้ำสมัยและลงตัวสูงสุด ทำให้ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างสูงจากผู้ใช้รถ

   ในปี พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย   อีซูซุพร้อมแล้วที่จะตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถปิกอัพเมืองไทยอีกครั้งด้วย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ที่พัฒนาให้สมบูรณ์แบบขึ้นในทุกๆ ด้าน ภายใต้แนวคิด Sharp/ Aggressive/ Solid  เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์นวัตกรรมยานยนต์ปิกอัพแห่งอนาคตทั้งภายนอกและภายใน  ผ่านเส้นสายที่ต่อเนื่อง ทรงพลัง หรูหราและสง่างามยิ่งขึ้น ผสานความสปอร์ตและล้ำสมัย รวมทั้งบรรยากาศใหม่ภายในห้องโดยสารแต่ละรุ่นที่บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัว ควบคู่กับการติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถ อาทิ ครั้งแรกในวงการปิกอัพกับไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight  เทคโนโลยีสุดล้ำ อีกทั้งยังปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้ถึง 4 ระดับ ความบันเทิงเหนือระดับกับ ใหม่! Isuzu iConnect พร้อม Built-in Navigator  และใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone ได้ ต่อยอดความสะดวกสบายสูงสุดตามแบบฉบับอีซูซุ โดยตอกย้ำจุดยืนการเป็นหนึ่งเดียวของวงการปิกอัพที่ออกแบบบุคลิกรถแต่ละรุ่นให้แตกต่างอย่างชัดเจน    

   นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสมรรถนะการบรรทุกใหม่ให้กับ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ สปาร์ค” โดยมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟถึง 2 ตำแหน่ง คือ เกียร์ 5 และ 6  ให้เลือกในรุ่นเครื่องยนต์ อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ให้พร้อมตอบสนองการใช้งานเต็มประสิทธิภาพขั้นสุด ด้วยอัตราทดใหม่ ทรงพลัง ให้กำลังฉุดลากสูงยิ่งขึ้น ออกตัวดีแม้บรรทุกหนัก เป็นต้น” 

    “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แต่ละรุ่นได้รับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบสู่ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

- ใหม่!อีซูซุดีแมคซ์ V-Cross MAX 4x4 ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก สปอร์ตออฟโรดที่พร้อมตอบรับทุกความท้าทาย ดีไซน์ภายนอกใหม่! ผสานความแกร่งและสปอร์ตเป็นหนึ่งเดียว ดุดัน บึกบึนเต็มขั้น ด้วยโทนสีเทาดำ สไตล์สปอร์ตออฟโรดตัวจริง ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED พร้อม MultifunctionalDaylight กระจังหน้าใหม่พร้อม Engine Hood Garnishพร้อมชุดแต่งรอบคัน MAX 4X4  ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ห้องโดยสารบรรยากาศใหม่! เพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกสัมผัส หรูหราทุกรายละเอียด พร้อมสัญลักษณ์ V-Cross ที่เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ทูโทนสีน้ำตาลเทาเดินด้ายสีส้ม  

- ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ รุ่น Hi-Lander   ขีดสุดแห่งความโดดเด่นเหนือชั้นของนวัตกรรมปิกอัพยกสูง  ทรงพลัง  แต่ยังคงอารมณ์สปอร์ต ให้มิติรถดูสูง สง่างามยิ่งขึ้น เท่ สะดุดตาด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวต่อเนื่อง  ตอบรับกับกระจังหน้าโครเมี่ยมและชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED เทคโนโลยีไฟส่องสว่างใหม่ล่าสุดพร้อม MultifunctionalDaylight ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมทำหน้าที่เป็นไฟหรี่เวลากลางคืนล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว พร้อมขีดสุดแห่งความหรูหรากับดีไซน์ห้องโดยสารใหม่ กว้างขวาง สะดวกสบายทุกรายละเอียดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีน้ำตาล ครบครันด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัยให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

- ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์รุ่น Cab 4 และ Spacecab  ปรับลุคใหม่ สปอร์ต ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวขั้นสุดในทุกมิติ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LEDพร้อม MultifunctionalDaylight และกระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่  บรรยากาศห้องโดยสารใหม่! โทนสีเทาเข้ม เท่ ลงตัว เติมอารมณ์สปอร์ตไปอีกขั้นกว้างขวาง เติมเต็มความสะดวกสบายทุกสัมผัส  พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายดาย ตอบรับทุกการขับขี่

   นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย เติมเต็มความสุนทรีย์ให้ทุกการเดินทางด้วยระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ  ใหม่! ISUZU iConnect พร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม Air Mirroring  รองรับการเชื่อมต่อแบบ ไร้สายกับ Smartphone   สะดวกสบายเพื่อไลฟ์สไตล์เหนือระดับ และ ใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่พัฒนาไปอีกขั้นผ่านแอพพลิเคชั่นใหม่  สามารถดาวน์โหลดข้อมูลรายงานการขับขี่อีซูซุอินไซท์ผ่านสมาร์ทโฟน  เพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่ ทั้งด้านความปลอดภัย และประหยัดน้ำมัน

   “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” มีหลายรุ่นให้เลือกสรร ตอบสนองการใช้งานครอบคลุมหลากรูปแบบ  โดยมี 8 สีให้เลือก พร้อม 3 สีใหม่ล่าสุด  สำหรับราคาจะปรับเพิ่มขึ้น 3,000 – 30,000 บาท

   ร่วมสัมผัสความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลา 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย  พร้อมทั้งชมรถปิกอัพรุ่นล่าสุด  “ใหม่!  อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์”   ได้ในวันเสาร์ที่  11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา         11.00 – 19.00 น.

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน เผย เทอร์รา รุ่นใหม่ล่าสุด หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อน สู่เป้าหมายของแผนระยะกลางของบริษัท

Monday, 26 February 2018 18:07

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เทอร์รา (Nissan Terra) ใหม่เอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์ รุ่นแรกที่พัฒนาโดยฝ่ายโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCV) ของนิสสัน ภายใต้แผนดำเนินงานระยะกลางของบริษัท หรือ “Nissan M.O.V.E to 2022”โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้

   กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งประกอบด้วยรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ รถกระบะ รถตู้แบบต่างๆ และรถบรรทุกขนาดเล็ก เป็นกำลังสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายแผนงานระยะกลางของบริษัทฯ โดยในการขายรถยนต์นิสสันทุกๆ 6คันทั่วโลก จะมีหนึ่งในหกคันนั้นเป็นรถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ดังนั้นบริษัทฯ จึงผลักดันให้หน่วยงานนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความสำคัญ สู่ความสำเร็จ มีเป้าหมาย ภายใต้แผนงานระยะกลาง โดยการเพิ่มยอดขายให้ได้มากกว่าร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2565พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดรถกระบะและรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์

   “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าเร็วๆ นี้ นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะเริ่มบุกตลาดประเทศจีน  รถเอนกประสงค์ตัวจริงต้องแข็งแกร่ง  สมบุกสมบัน สามารถตะลุยได้ในทุกเส้นอย่างเทอร์รา ใหม่” มร.อัชวานี กุปตา รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก กล่าว “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ โดยเริ่มต้นจากประเทศจีน ก่อนจะตามมาด้วยตลาดกลุ่มอาเซียน”

   มร. กุปตายังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ของนิสสันมีความมั่นใจอย่างมากต่อการเติบโตอย่างมั่นคง ตามแผนงานระยะกลางพร้อมกับการขยายจำนวนสายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ตื่นเต้นมากที่จะนำเสนอนิสสัน เทอร์รา ออกสู่ตลาด และในขณะเดียวกันนิสสัน นาวารา ที่ได้รับรางวัลมากมายก็จำหน่ายใน 133ตลาดทั่วโลก และมีลูกค้าอีกมากมายทั่วโลกที่นิยมรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กของเรา”

   ในปี พ.ศ. 2560รถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กของนิสสัน มียอดจำหน่ายรวมที่ 907,929คัน โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของนิสสัน เทอร์ราจะได้รับการประกาศในเดือนเมษายนนี้

 
 

NEW CARS THAILAND : THE ALL-NEW SUBARU XV เผยโฉมครั้งแรกสะดุดทุกสายตาในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017

Sunday, 03 December 2017 15:35

 

 

 

 

 

 

 

   ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) เผยโฉม ALL-NEW SUBARU XVครอสโอเวอร์เอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีซูบารุโกลบอล แพลทฟอร์ม SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE) พร้อมโหมดการขับขี่แบบ X-MODE เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017

    ALL-NEW SUBARU XV เป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดของซูบารุที่ใช้ SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกพัฒนาใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งและความปลอดภัย  เมื่อผสานกับรูปลักษณ์การดีไซน์ทั้งภายในและภายนอกที่หรูหราโฉบเฉี่ยวสไตล์ครอสส์โอเวอร์ อีกทั้งประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น จากการพัฒนาสมรรถนะใหม่ครบทุกด้านเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ALL-NEW SUBARU XV โดดเด่นด้วยโครงสร้างใหม่ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากขึ้นถึง 40% มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงอีก 5 มม. ตัวโครงสร้างมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 70-100% จึงทำให้ลดการโคลงของตัวรถยนต์ (BODY SWAY) เวลาขับขี่ถึง 50 % ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถึง 30% พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC: VEHICLE DYNAMICS CONTROL SYSTEM) และระบบตรวจจับการหมุนของรถยนต์ (ATV: ACTIVE TORQUE VECTORING) ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบตำแหน่งพวงมาลัย เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G ระบบนี้จะสั่งการเบรกไปยังล้อหน้าที่อยู่ด้านในโค้งและกระจายแรงบิดหรือ TORQUE สำหรับล้อที่อยู่ด้านนอกโค้งโดยอัตโนมัติ ทำให้ควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้ง่ายยิ่งขึ้น

   ด้านระบบความปลอดภัยก็มั่นใจได้ในความครบครัน อาทิ ถุงลมนิรภัย (SRS-AIRBAG) ทั้งหมด  7 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สำหรับเบาะหลังและที่นั่งกลาง รวมทั้งติดตั้งระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น กล้องมองหลัง ระบบกันขโมย อิมโมบิไลเซอร์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ทั้งนี้ ดิ ออล-นิว ซูบารุ เอ็กซ์วี (THE ALL-NEW SUBARU XV) ยังคงเร้าใจตามแบบฉบับของซูบารุด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (BOXER) บล็อคใหม่ล่าสุด FB20 สมดุลซ้าย/ขวาและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาแก้ไขชิ้นส่วนต่างๆ ไปถึงเกือบ 80%  ของชิ้นส่วนทั้งหมดในเครื่องยนต์เพื่อลดน้ำหนัก  และจ่ายเชื้อเพลิงระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง  (ไดเรคอินเจคชัน) ขนาด 2.0 ลิตร กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 12.5:1 (เดิม 10.5:1) กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. (เดิม 150 แรงม้า ที่ 6,200 รตน. แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รตน. (เดิม 4,200 รตน.) ให้กำลังเต็มสมรรถนะด้วยระบบควบคุมวาล์วแบบแอคทีฟ (AVCS: ACTIVE VALVE CONTROL SYSTEM) ทั้งไอดี  และไอเสีย พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดช่วงรอบต่ำให้อัตราเร่งที่ดียิ่งขึ้น

   ในส่วนของระบบส่งถ่ายกำลังแบบอัตราทดต่อเนื่อง (CVT) ใหม่ แบบ 7 สปีด พัฒนาเพิ่มช่วงของอัตราทดเกียร์ให้กว้างขึ้นทำให้อัตราเร่งดีขึ้น และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ปรับปรุงและลดน้ำหนักส่วนเกินลง เพิ่มการตอบสนองรวดเร็ว สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้จากพวงมาลัย เอกสิทธิ์เฉพาะของ SUBARU พัฒนาขึ้นสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตรตลอดเวลา (SYMMETRICAL AWD) ซึ่งการขับเคลื่อนในรูปแบบนี้ ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีและขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบ X-MODE เป็นตัวช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบส่งถ่ายกำลังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร เบรค และ อุปกรณ์อื่นๆ  ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพถนน

    ALL-NEW SUBARU XVยังถูกออกแบบให้นั่งสบาย ตัวรถความยาวโดยรวม 4,465 มม. เพิ่มขึ้น 15 มม. ความกว้างโดยรวม 1,800 มม. เพิ่มขึ้น 20 มม. ความสูงโดยรวม 1,615 มม. ความสูงจากพื้นถึงตัวรถมากถึง 220 มม. โดดเด่นด้วยไฟหน้าโคมสีดำ ระบบส่องสว่างแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมหลอด LED เพิ่มอารมณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น กระจังหน้ารูปทรงเหลี่ยมแบบเรขาคณิต มีลวดลายแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง เส้นสายบนฝากระโปรงดุดัน เสริมด้วยไฟตัดหมอกที่กันชนหน้า ตกแต่งด้วยแถบสีดำบริเวณชายกันชน และชายข้างตัวรถที่ลากยาวผ่านซุ้มล้อไปถึงไฟเบรคในกันชนหลัง ไฟท้ายรูปทรงทันสมัย  แต่แฝงความแกร่งด้วยเหลี่ยมมุมอันแปลกตาเช่นเดียวกับกันชนหลัง เพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 และเสาอากาศแบบครีบฉลาม เสริมขอบบังโคลน หรือโอเวอร์เฟนเดอร์ พร้อมติดตั้งราวแรคหลังคา (สี SILVER) รวมทั้งล้อแมกลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว สีดำ สีทูโทนที่แสดงถึงความแข็งแกร็งสไตล์เอสยูวี มาพร้อมสีส้มใหม่ สดใส (เข้มกว่า TANGERINE ORANGE)

   สำหรับการออกแบบภายในALL-NEW SUBARU XV ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์สไตล์สปอร์ตที่รวมความเอนกประสงค์ไว้อย่างครบครัน ห้องโดยสารใช้โทนสีดำให้อารมณ์สปอร์ต ตกแต่งด้วยสีเงินบริเวณคอนโซล เกียร์ และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อมแพดเดิล ชิฟท์ ติดตั้งระบบสาระบันเทิงที่มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้รู้สึกถึงความทันสมัย ติดตั้งหน้าจอแสดงผลมัลติฟังก์ชันแบบใหม่ และหน้าจอแสดงผลร่วม แสดงข้อมูลสำคัญสำหรับการใช้งานต่างๆ ระบบมัลติมีเดียครบครันด้วยเครื่องเล่นดีวีดี เอมพี 3 เชื่อมต่อสะดวกด้วยพอร์ท USB AUX HDMI BLUETOOTH NFC พร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์ เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ DUAL-ZONE เบาะคู่หน้าโอบกระชับนุ่มนั่งสบาย  เบาะหลังเก็บในระนาบเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ  ห้องโดยสารกว้างขึ้น สะดวกสบายขึ้นเพิ่มความจุด้านท้ายพร้อมแผ่นปิดห้องเก็บสัมภาระ ช่องเก็บของหลายจุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สะดวกในการใช้งาน สมเป็นรถอเนกประสงค์

   ALL-NEW SUBARU XV ครอสส์โอเวอร์เอสยูวีเจนที่ 2 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีซูบารุโกลบอล แพลทฟอร์ม SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน (BOXER) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร (SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE) พร้อมโหมดการขับขี่แบบ  X-MODE เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017 ราคาจำหน่าย รุ่น 2.0i ราคา 1,159,000 บาท รุ่น 2.0i-P ราคา 1,259,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 725 1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.subaru.asia/th

 
 

NEW CARS THAILAND : Lexus NX รุ่นปรับโฉม “The urbaNXplorer”

Tuesday, 31 October 2017 16:40

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำสุดยอด Urban X-Over (เออเบิน ครอสโอเวอร์) ระดับหรู เลกซัส NX รุ่นปรับโฉมภายใต้แนวคิด  “The urbaNXplorer” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร ชอบเดินทางออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำมากำหนดและสร้างรูปแบบของการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

   Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่สะท้อนความโดดเด่นเฉพาะตัว พร้อมสุนทรียภาพในการขับขี่กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เต็มสมรรถนะ เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+) ผสานกับการออกแบบภายในที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการผลิตจากช่างฝีมือระดับสูงของญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านความปราณีต ทำให้ เลกซัส NX เป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่นที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์และพร้อมที่จะสร้างนิยามใหม่ของยนตกรรม Urban X-Over สุดหรู

   ทั้งนี้เลกซัส NX ถือเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของเลกซัสในประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดจำหน่ายรวมภายในประเทศกว่า 1,400 คัน พร้อมการันตีถึงความนิยมด้วยยอดจำหน่ายสะสม ทั่วโลก กว่า 400,000 คัน

   เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฮบริด2.5 ลิตร ในรุ่น NX300h เต็มสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Lexus Hybrid Drive อัจฉริยะ และขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น NX300 ให้สมรรถนะแรงเต็มพลังในทุกระดับความเร็ว

   เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ สะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้าแบบ LED 3-Eye Projector-Type และไฟ Daytime running lights สง่างามกว่าด้วยไฟเลี้ยวใหม่ แบบ Sequential Turning Lamps อีกทั้งชุดไฟท้ายรูปตัว L เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส สะดวกยิ่งขึ้นด้วยประตูหลังเปิดปิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่มาพร้อมกับระบบ Kick Sensor ภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย ด้วยหน้าจอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาดใหญ่ และระบบปฏิบัติการ Remote Touch Interface (RTI) ให้ทุกการควบคุมทำได้ง่ายขึ้น เหนือกว่าด้วยการขับขี่ที่เร้าใจกับโหมดการขับขี่รูปแบบใหม่ Customize Mode พร้อมเพิ่มทางเลือกแห่งความหรูหราด้วยวัสดุหุ้มเบาะ สี Ochre และผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+)

   จุดขายหลักของเลกซัส NX รุ่นปรับโฉม ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

- ชุดไฟหน้าและไฟส่องสว่าง LED 3-Eye Projector-Type ดีไซน์ใหม่* …ชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เรียงตัวในลักษณะสามเหลี่ยมซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Sport Coupe อย่าง Lexus LC มาพร้อมกับไฟส่องสว่างในเวลากลางวันและไฟเลี้ยวใหม่แบบ Sequential Turning Lamps ที่แสงสัญญาณไฟเลี้ยวจะกระพริบจากด้านในเลื่อนสู่ด้านนอก ซึ่งนอกจากจะสร้างความโดดเด่นแล้วยังช่วยเพิ่ม
ทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (*สำหรับเกรด Grand Luxury ขึ้นไป)

- สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่…เพิ่มความดุดันด้วยกระจังหน้า Spindle Grille แบบเต็มกรอบ ตอกย้ำเอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส เสริมความสง่างามและสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น

- ชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ LED Rear Combinations Lamps ไฟท้าย LED รูปตัว L ถูกขยายให้ยาวขึ้นรับกับเส้นสายท้ายตัวรถและช่วยเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็นแก่ผู้ร่วมทาง

- กันชนหลังดีไซน์ใหม่.. ทำให้เลกซัส NX รุ่นปรับโฉม โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบกันชนด้านหลังให้มีเส้นสายที่รับกันกับลำตัวรถ และสำหรับรุ่น NX 300 ที่มีท่อไอเสียแบบคู่สะท้อนความสปอร์ตอย่างแตกต่าง

- ประตูหลังเปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติที่มาพร้อมกับระบบ Kick Sensor*.. .ทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ใต้กันชน มอบความสะดวกสบายสูงสุดโดยเฉพาะเวลาที่คุณมีสัมภาระในมือเป็นจำนวนมาก (*สำหรับเกรด Grand Luxury ขึ้นไป)

- ล้ออลูมินัมอัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่*สะท้อนความสปอร์ตและหรูหราอย่างลงตัว (*สำหรับเกรด Grand Luxury และ Premium)

   การออกแบบภายในเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพของการขับขี่

- โดดเด่นด้วยคุณภาพของวัสดุหุ้มเบาะและการตัดเย็บอย่างประณีตจากเลกซัสเฉกเช่นงานฝีมือชั้นครู เลกซัสได้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพของวัสดุและการตัดเย็บเป็นอย่างมาก โดยเบาะนั่งและงานหนังทุกชิ้นถูกตัดเย็บมาด้วยทักษะชั้นครูของช่างฝีมือระดับสูงของญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) ทำให้งานเย็บทุกฝีเข็มออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ แข็งแรง ทนต่อความร้อนสูง สำหรับ เลกซัส NX รุ่นปรับโฉมได้เสนอทางเลือกใหม่ สี Ochre (สีน้ำตาลอ่อน) ในเกรด Premium และ Grand Luxury และสี Flare Red ในเกรด F SPORT

- จอแสดงผลข้อมูลElectro Multi Vision (EMV)  ขนาดใหญ่ 10.3 นิ้ว* สวยหรู แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด (*สำหรับเกรด Premium และ F SPORT)

- ระบบปฏิบัติการแบบสัมผัสอันล้ำหน้า Remote Touch Interface* ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสั่งการระบบนำทางและระบบความบันเทิงได้อย่างง่ายดายเพียงนิ้วสัมผัส

- Drive Mode Select ทำให้สามารถเลือกการขับขี่ทั้งโหมด Normal, Eco, Sport S และสำหรับเกรด F SPORT ให้คุณได้เร้าใจกับการขับขี่เพิ่มเติมในรูปแบบ Sport S+ และโหมดใหม่ Customize ซึ่งจะมาพร้อมระบบรองรับแปรผัน AVS* ที่จะช่วยปรับระดับความหนืดของโช๊คอัพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติตลอดเวลาได้มากถึง 650 ระดับ เพิ่มความมั่นใจในการทรงตัวบนทุกย่านความเร็ว

   พร้อมเลือกเป็นเจ้าของ Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่  ได้แล้ววันนี้

   NX300

- รุ่น F SPORT แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ                         4,450,000 บาท

-รุ่น Grand Luxury                                             3,440,000 บาท

   NX300h

-รุ่น F SPORT                                                   4,050,000 บาท

-รุ่น Premium                                                   3,550,000 บาท

- รุ่น Grand Luxury                                             3,140,000 บาท

-รุ่น Luxury                                                      2,930,000 บาท

   พิเศษสุด!! เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

  • รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี
  • อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

   พบกับ เลกซัส NX300h และ NX300 ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

- บริษัท เลกซัส กรุงเทพ จำกัด (พระราม 9) โทรศัพท์  0 2716 8999

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม. 2) โทรศัพท์  0 2521 1111

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สาขา สุขุมวิท (ซอย18)     โทรศัพท์  0 2260 8123

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัวแนะนำมาสด้า2 ใหม่ เพิ่มออพชั่นล้นคันเอาใจวัยรุ่น

Tuesday, 20 February 2018 16:11

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก มาสด้าพร้อมเดินเครื่องต่อยอดทันที ประเดิมด้วยการเปิดตัวแนะนำมาสด้า2รุ่น 2018 คอลเลคชั่นลุยตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด “EXCITEMENT NEVER ENDS”หรือ “เร้าใจ ไม่เคยหยุด”ใส่ออพชั่นเพิ่มจนล้นคันหวังมัดใจสาวก ซูม-ซูม พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับระบบ G-VECTORING CONTROLเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากมาสด้า เพิ่มออพชั่นเต็มคันแต่ไม่เพิ่มราคา

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวมาสด้า2 รุ่นปี 2018 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นไปหลังจากโมเดลล่าสุดที่มาสด้าแสดงให้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใส่ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเรายังมีการต่อยอดพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจตามแบบฉบับของมาสด้าทั้งนี้มาสด้า2ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะรถยนต์รุ่นนี้มียอดขายในประเทศไทยมากกว่า 200,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และรุ่นเจนเนอเรชั่นปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อปี 2558มียอดขายสูงถึงกว่า 80,000คัน การเปิดตัวมาสด้า2รุ่นปี 2018 ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในเป้าหมายของความสำเร็จทางด้านยอดขาย ซึ่งในปีนี้มาสด้าวางเป้ายอดขายไว้สูงถึง 60,000คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15%

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า สำหรับการสื่อสารของรถมาสด้า2 รุ่นปี 2018 ในปีนี้ เราจะสื่อสารผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยมุ่งเน้นช่องทางออฟไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ในช่วงเปิดตัว และใช้ช่องทางออนไลน์ในการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการสื่อสารและเลือกประเภทกิจกรรมหรือช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ที่สนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเว็บเพจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ หรือนำเสนอกิจกรรมที่สนุกเร้าใจในแบบที่แตกต่าง พร้อมสื่อสารเอกลักษณ์ของมาสด้า2 ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น  ที่ตอบสนองความต้องการได้ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านฟังก์ชั่น และด้านอารมณ์ ที่ให้ทั้งความสวยงาม ความสปอร์ตพรีเมี่ยมด้วยสีแดงใหม่ โซลเรด คริสตัล  ระบบความปลอดภัยสุดล้ำ พร้อมความแรง ความประหยัด ความบันเทิง และเทคโนโลยีสุดล้ำต่างๆ อย่างลงตัว

   และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้ามาสด้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจทั้งเรื่องคุณภาพของรถยนต์ รวมทั้งการบริการตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโชว์รูมไปจนถึงการบริการหลังการขาย มาสด้าได้เพิ่มออพชั่นสำหรับมาสด้า2 รุ่น 2018 คอลเลคชั่น ทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3L และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5L ทั้งตัวถังแบบซีดานและแฮตช์แบค หวังมัดใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่ายด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานที่หลากหลาย ประกอบด้วย

- มาสด้า 2 รุ่นปี 2018 พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

- สีใหม่ล่าสุด สีแดงโซลเรด คริสตัล ที่ให้ความสดใสเป็นประกายของสีแดง

- ระบบเชื่อมต่อโลกการสื่อสาร MZD Connect

- ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ

- ที่ปัดน้ำฝนแบบกระจกหน้าแบบอัตโนมัติ

- ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light

- ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (AdvanceBlind Spot Monitoring, ABSM)

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert, RCTA)

- ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)

- หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี

*ออพชั่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นของรถ

   มาสด้า2 รุ่นปี 2018นั้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังมีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ท้าทายแบบใหม่ๆ ให้ทั้งความแรงและประหยัด สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย

   รถยนต์มาสด้า2รุ่นปรับโฉมใหม่ มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4ประตู และแบบแฮตช์แบค 5ประตู โดยในแต่ละรูปแบบตัวถังจะมี 7รุ่นย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4รุ่นและเครื่องยนต์คลีนดีเซล 3รุ่น โดยสีภายนอกมี มีให้เลือกทั้งหมด 7สี ซึ่งสีใหม่ล่าสุดคือ สีแดง โซลเรด คริสตัล,สีขาว สโนว์เฟค ไวท์ เพิร์ล,สีน้ำตาล ไททาเนียมแฟลช, สีเงิน อลูมินัม เมทัลลิค, สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู, สีเทา เมทิเออ เกรย์ และสีดำ เจ็ท แบล็ก

   มาสด้า 2 รุ่นปี 2018 พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ www.mazda.co.th MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า เผยโฉมอันร้อนแรงของ ฮอนด้า ซีวิค สีแดงแรลลี่ ส่งท้ายปี พร้อมมอบความสุขให้ลูกค้าชาวไทยด้วยข้อเสนอพิเศษมากมาย ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34

Wednesday, 29 November 2017 16:27

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จุดประกายความร้อนแรงส่งท้ายปีด้วยการเผยโฉม ฮอนด้า ซีวิค สีใหม่ สีแดงแรลลี่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จัดแสดงพร้อมกับยนตรกรรมฮอนด้าอีก 11 รุ่น ที่ครอบคลุมทุกความต้องการและตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว พร้อมกันนี้ ฮอนด้า ยังได้มอบความสุขให้ลูกค้าชาวไทยด้วยข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ณ บูธฮอนด้า A14 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและหรูหราในสไตล์สปอร์ต โดยเฉพาะเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร VTEC TURBO และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ในรูปแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู เพื่อตอกย้ำ Sport DNA ของ ฮอนด้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายผลิตภัณฑ์ ฮอนด้า ซีวิค และในวันนี้ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ได้ถูกปลุกเร้าจิตวิญญาณความสปอร์ตให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นด้วยการแนะนำสีสันใหม่ สีแดงแรลลี่ เพื่อเอาใจกลุ่มคนที่ชื่นชอบความสปอร์ต”

   สำหรับยนตรกรรมไฮไลท์ ฮอนด้า ซีวิค มาพร้อมกับสปิริตความสปอร์ตที่ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยสีแดงแรลลี่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย นำเสนอใน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น TURBO RS  เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และรุ่น 1.8 EL เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ในราคาเท่าเดิม

   ทั้งนี้ ฮอนด้า ยังได้จัดแสดงกลุ่มยนตรกรรม SUV ที่พร้อมเติมเต็มในทุกระดับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ดีไซน์ภายนอกผสานความหรูหราและความแข็งแกร่งในทุกมิติ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อน ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ฮอนด้า เอชอาร์-วี ดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัยสไตล์สปอร์ต ภายในกว้างขวางสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม พร้อมพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ และ ฮอนด้า บีอาร์-วี มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่งในทุกมิติ และช่วงล่างยกสูงสไตล์รถ SUV ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับทุกการใช้งาน ทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

  นอกจากยนตรกรรมฮอนด้าทั้ง 12 รุ่น ที่นำมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด ฮอนด้ายังได้จัดแสดงเทคโนโลยี ฮอนด้า คอนเนค เป็นครั้งแรกภายในงานนี้ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยี Telematics มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และรถยนต์สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และที่สำคัญที่สุด ระบบยังแสดงสถานะความพร้อมของรถยนต์ และข้อมูลลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในตลอดทุกการเดินทาง นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ฮอนด้าตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบความสุขให้กับการใช้ชีวิตของทุกคนในสังคม

   “จากการมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิตที่หลากหลาย รวมถึงการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้สดใหม่อยู่เสมอ ฮอนด้า จึงได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด โดยได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ จาก TAQA ติดต่อกันถึง 5 ปี และคาดหวังว่าเราจะได้รับรางวัลนี้ในปีนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังสามารถครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังจะก้าวสู่การเป็นผู้นำติดต่อกันเป็นปีที่ 3” นายพิทักษ์ กล่าวเสริม

   ตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้ามาโดยตลอด ฮอนด้า จึงขอมอบข้อเสนอพิเศษให้กับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นตั้งแต่วันนี้จนถึง
31 ธันวาคม 2560 ทั้งภายในงานและที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ดังนี้

ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น* อาทิ

  • ฮอนด้า บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ ดอกเบี้ย 19%
  • ฮอนด้า ซิตี้ ดอกเบี้ย 79%
  • ฮอนด้า แจ๊ซ ซีวิค ซีอาร์-วี และ โมบิลิโอ ดอกเบี้ย 99%
  • ฮอนด้า บีอาร์-วี และ เอชอาร์-วี ดอกเบี้ย 79%
  • ฮอนด้า แอคคอร์ด และ แอคคอร์ด ไฮบริด ดอกเบี้ย 19%

 

พร้อมแคมเปญพิเศษเพิ่มเติม* อาทิ

  • แคมเปญ Honda Winter พาเธอเที่ยว รับกระเป๋าเดินทาง Samsonite ขนาด 29 นิ้ว รุ่น NIAR SPINNER 7/29 EXP มูลค่า 16,900 บาท เมื่อออกรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น
  • ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าเจ้าของ
    รถยนต์ฮอนด้า รับดอกเบี้ยพิเศษลดลง 15% จากลูกค้าทั่วไปตามตารางรายการส่งเสริมการขาย
    เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ
  • แคมเปญ ฮอนด้า ช่วยผ่อน ได้แก่

            - ฮอนด้า บริโอ้ และบริโอ้ อเมซ ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า โมบิลิโอ ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า บีอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 2,000 บาท 12 เดือน

            - ฮอนด้า เอชอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน

  • ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ เพิ่มทางเลือกแคมเปญชุดแต่งรอบคันโมดูโล (Modulo Sport Aero Package) มูลค่า 16,050 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
  • ฮอนด้า โมบิลิโอ สำหรับลูกค้าที่จองรถรุ่น โมบิลิโอ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รับตุ๊กตาหมีโมบิลิโอ ขนาด 36 นิ้ว มูลค่า 6,000 บาท
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และขยายสิทธิพิเศษ
    บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และสามารถเลือกรับแคมเปญส่งเสริมการขายต่อไปนี้เพิ่มเติม ได้แก่ Family Reward Package มูลค่า 10,000 บาท (ประกอบด้วย บัตรของขวัญในเครือโรงแรมเซ็นทารามูลค่า 5,000 บาท บัตรน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท และบัตรรับประทานอาหาร MK มูลค่า 2,000 บาท) หรือ เลือกรับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท

   ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธจัดแสดงยนตรกรรมฮอนด้า พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 ณ บูธฮอนด้า A14 อาคารชาเลนเจอร์ 2  อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน –  11 ธันวาคม 2560 และพบกับข้อเสนอเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.honda.co.th

หมายเหตุ* รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาการขายภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 

 
 

NEW CARS THAILAND : BMWซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่

Tuesday, 25 July 2017 23:50

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury, และบีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ครบครันทั้งด้านสุนทรียภาพแห่งการออกแบบและสมรรถนะอันปราดเปรียว และยังมาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและระบบกันสะเทือนที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ผสานประสิทธิภาพการขับขี่และความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว             

      บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้ด้วยช่องดักอากาศที่กันชนหน้าซึ่งออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ดีไซน์ด้านหน้าให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคงและกว้างขวางช่องดักอากาศมาพร้อมแถบบาร์ที่ทอดยาว สีดำเงาสำหรับรุ่น Sport และสีโครเมียมในรุ่น Luxury เสริมความสมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ต สง่างาม และทรงพลังมากยิ่งขึ้น

   ไฟซีนอนในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ได้รับการแทนที่ด้วยไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ และมาพร้อมไฟหน้า ตัดหมอก LED เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ยังได้รับการเพิ่มไฟท้าย LED ให้ความรู้สึกโดดเด่น ปราดเปรียวมากขึ้น ช่องดักอากาศที่ได้รับการปรับเปลี่ยน อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ และกระบังด้านหลังส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่สวยงามเร้าใจกว่าที่เคย

   การออกแบบภายในของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สวยงามลงตัวด้วยวัสดุตกแต่งภายในที่เคลือบด้วยสีเงินและโครเมียม ตัดกับสีดำเงาของแผงคอนโซลกลางอย่างลงตัว ให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราและทันสมัย โดดเด่นด้วยแผงควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตด้วยการเย็บแบบตะเข็บคู่ และยังมาพร้อมกับเครื่องหนังและตะเข็บสีใหม่ให้เลือกแต่งได้ตามสไตล์ที่เหมาะกับบุคลิกของผู้ขับ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่มีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ สีน้ำเงิน Snapper Rocks และสีส้ม Sunset โดดเด่น ดึงดูดทุกสายตา และยังมีอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกสรรได้ตามความชอบ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบช่วงล่างใหม่ เพื่อการตอบสนองในการขับขี่ที่ ยอดเยี่ยมกว่าเดิม คงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความสะดวกสบายในการขับขี่ไว้ได้เป็นอย่างดี ให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างโลดแล่นในทุกรูปแบบของการเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่อยู่บนตัวรถ ด้วยระบบควบคุมช่วงล่างใหม่ ซึ่งรวมไปถึงแบบ M Sport suspension มีความมั่นคงและตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งานระบบนำทางในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบ Tile ขนาดใหญ่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถปรับให้แสดงสัญลักษณ์ของเมนูต่างๆ ที่สำคัญตามต้องการ เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที

- บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้: ดีไซน์แห่งยนตรกรรมที่สมดุล

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury: 3,499,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport : 3,799,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะอันเปี่ยมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ด้วยความยาวของฐานล้อและความกว้างของตัวรถที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ความสูงลดลง เพิ่มความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต คูเป้มากยิ่งขึ้น ผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู ได้แก่ ระยะห่างระหว่างล้อกับกันชนหน้าที่สั้น แต่มีความยาวของฝากระโปรงหน้า มากขึ้น และห้องโดยสารที่เน้นความสะดวกสบาย รวมถึงแนวหลังคาที่ลาดลงอย่างไหลลื่นสวยงาม ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้เป็นที่สุดแห่งการดีไซน์ และยังเหมาะสำหรับการใช้งานขับขี่ในทุก ๆ วัน

   เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ ส่งกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.8 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic เสริมความสง่างามด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังพิเศษแบบ Individual

   ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport มากับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic Sport และกล้องแสดงภาพด้านหลัง โฉบเฉี่ยวหรูหราด้วยชุดแต่ง M aerodynamics ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วแบบ Double-spoke และตกแต่งภายนอกด้วยขอบหน้าต่างสีดำเงาภายใน โดดเด่นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ และมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล: ที่สุดแห่งอิสระอันไร้ที่ติ

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury : 3,999,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport : 4,299,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล มาพร้อมความเร้าใจในสไตล์รถเปิดประทุน ความสูงหลังคาที่เพิ่มขึ้นเพิ่มความรู้สึกดุดันกว้างขวาง ในขณะที่ฝากระโปรงท้ายที่ยาวขึ้นช่วยเน้นความแข็งแกร่งโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ส่วนหลังคาเปิดประทุนที่ให้ความรู้สึกราวกับองค์ประกอบเรือที่หรูหรา เติมเต็มความสง่างามให้สมบูรณ์แบบ

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke หลังคาเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยเก็บสัมภาระขณะหลังคาเปิด และตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line

   ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics  ล้ออัลลอย Mขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual หลังคาภายในตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวด้วยวัสดุสีดำ anthracite จาก BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

 

บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ : ราคาเริ่มต้นที่ 8,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 6 สูบแบบใหม่ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ผสานข้อได้เปรียบของเครื่องยนต์รอบสูงทั่วไปที่ไม่ใช้ระบบอัดอากาศ     เข้ากับความแรงของเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุดของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังประสบความสำเร็จในการลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

   หัวใจแห่งความสำเร็จของสมรรถภาพทรงพลังสูงสุดและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนักของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม และด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เอง ส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวม และการตอบสนองที่แม่นยำและความคล่องตัว ด้วยดีไซน์อัจฉริยะที่คัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้พลาสติกเสริม  ใยคาร์บอน (CFRP) และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซีและตัวถัง นอกจากนี้ หลังคาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังสร้างจากวัสดุคาร์บอนเสริมใยทั้งหมด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLA คอมแพ็คเอสยูวีโฉมใหม่ พร้อมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

Monday, 24 July 2017 16:14

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกั รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ The GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ที่มอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในดีไซน์อันปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันมากกว่าที่เคย พร้อมเผยโฉมรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่มาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงโดยเฉพาะ โดยผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดได้อย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ตั้งแต่วันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้  ณ โซน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในครึ่งปีหลังของปี 2017 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นแนวคิดที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด”  ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์หรูในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ด้วยการแนะนำ The GLA โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยล่าสุด มานำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มีคาแรคเตอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยท่องเที่ยว แต่แฝงไปด้วยความสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร”

   “The GLA ถือเป็นผู้นำของรถยนต์ในกลุ่ม Premium Compact Car ประเภท SUV ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์สไตล์คอมแพ็ค อันโฉบเฉี่ยว ทำให้รถยนต์กลุ่ม Compact Car ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายทั้งหมด 10,962 คันในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์กลุ่ม ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการเปิดตัว The GLA 2 รุ่นย่อย อย่าง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic แล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ปรับโฉมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะ อย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC เพื่อเอาใจคนที่ชื่นชอบความเร็วและแรงแต่ยังคงดีไซน์สไตล์คอมแพ็คเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากการเปิดตัวในวันนี้ ทางบริษัทฯ จะนำรถยนต์รุ่นใหม่นี้ ไปจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ครั้งแรกของการจัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในรูปแบบคาราวาน ที่เริ่มต้นจุดหมายแรก ณ ลาน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้า  เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้ ก่อนออกเดินทางไปยังอีก 4 จุดหมายทั่วประเทศไทย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุรินทร์ ในวันที่ 26-31 สิงหาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในวันที่ 5-11 กันยายน, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ขอนแก่น  ในวันที่ 18-24 กันยายน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 26 กันยายน - 2 ตุลาคมนี้ ซึ่งนอกจากการจัดแสดงรถยนต์แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้ตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์ในด้าน ความรับผิดชอบ(Responsibility) ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ประกอบด้วยสมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอ จำนวน 1,700 ชุด แก่ เด็กนักเรียนผู้ยากไร้ในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งชุดเครื่องเขียนที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX) เมื่อปลายปีที่แล้ว”

   “ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 16 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนารูปลักษณ์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการทดลองภายในอุโมงค์ลมที่สามารถ  ปล่อยลมความเร็วสูงได้ โดยอุโมงค์ลมนี้ตั้งอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเมืองซินเดลฟิงเก้น ประเทศเยอรมนี โดยรูปลักษณ์ที่ลู่ลมของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นี้ส่งผลโดยตรงให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำเมื่อขับขี่ในสภาวะปกติ

   ทั้งนี้ แนวคิดทางการออกแบบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นั้นประกอบไปด้วยการปรับปรุงรูปร่างของเสาเอให้ ลาดเป็นวงโค้ง การปรับปรุงกรอบกระจกรอบตัวถังให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศด้านใต้ท้องรถ การปรับแต่งปลายขอบตัวถังบริเวณส่วนล่างของตัวรถให้เป็นพื้นที่ลู่ลมขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับแต่งบริเวณส่วนกลางของเพลาหลังและ ท่อเก็บเสียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับดิฟฟิวเซอร์อีกด้วย นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้ง สปอยเลอร์หลังคา พร้อมติดตั้งไฟหลังที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ที่ด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศทางด้านหลังของตัวรถให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ดีไซน์ภายนอกของ The GLA โฉมใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์อันเร้าอารมณ์ในแบบฉบับรถยนต์คอมแพ็ค ที่ผสานกับความสปอร์ต อเนกประสงค์ และสมรรถนะอันดีเยี่ยม เหมาะทั้งการขับภายในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับการยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโร้ดให้ดีขึ้น ด้วยตำแหน่งที่นั่งซึ่งยกสูงขึ้นและรูปลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบันมากกว่าที่เคย, กันชนแบบใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance มาทดแทนระบบไฟหน้าแบบ Bi-Xenon โดยระบบไฟนี้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการส่องสว่างอันยอดเยี่ยม พร้อมด้วยอุณหภูมิแสงที่ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ที่จะช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตาผู้ขับขี่เมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน พร้อมระบบ Adaptive highbeam Assist ที่ช่วยปรับไฟสูงแบบอัตโนมัติ เพื่อลดการบดบังทัศนวิสัยของผู้ร่วมใช้ถนน, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED

   ในกรอบไฟหน้า, ไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างปรับระดับ และพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่   และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้า, ราวหลังคาอะลูมิเนียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อ โดยสำหรับรถยนต์ในรุ่น  GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18” และรถยนต์ GLA 250 AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด  ด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi - spoke ขนาด 19”            

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียมาตรฐานรุ่นใหม่ อย่าง หน้าจอขนาด 8 นิ้ว,มาตรวัดรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเข็มชี้สีแดงซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารอ่านค่าสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และระบบ HANDFREE ACCESS ที่สามารถเปิดประตูท้ายได้โดยไม่ใช้มือในรุ่น GLA 250 AMG Dynamic โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบ ไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังปรับองศาได้ พร้อมกล่องเก็บของ ตาข่ายสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth), รองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™), MB Apps, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่เพิ่มเติมสำหรับทั้ง 2 รุ่น คือ การติดตั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นระบบความปลอดภัยมาตรฐาน โดยระบบนี้จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ขับอยู่กับรถยนต์คันข้างหน้านั้นมีน้อยเกินไป และหากจำเป็น ระบบนี้สามารถสั่งชะลอหรือหยุดรถให้โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะที่เหมาะสมได้หากเกิดสถานการณ์อันตราย ระบบนี้ยังสามารถสั่งหยุดรถได้โดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)

     Mercedes-AMG GLA 45 4MATICเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ด้วยการใช้โครงสร้างรถยนต์หลากหลายรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผสานกับนวัตกรรมด้านสมรรถนะของเอเอ็มจีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งการปรับแต่งคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น มิได้เพียงแต่จะช่วยลดแรงต้านที่ตัวรถ แต่ยังช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความสมดุลย์ขณะขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 โฉมใหม่นี้ โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงที่ลู่ลมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ด้านหน้าของตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น, ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้าใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Aerodynamic package ที่เพิ่มชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอสให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยช่องรับอากาศจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ

  ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และระบบอุ่นร้อน, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel Nappa / DINAMICA ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ ตกแต่งภายในด้วย AMG Design trim in black / red แบบ CARBON FIBRE ที่คมเข้มดุดัน มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เข้ากับสีเบาะ ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ต น่าหลงใหล, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ  AMG DYNAMIC SELECT, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10 ก้าน ขนาด 20” และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, หน้าจอแบบยกตัว ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเพิ่มความรื่นรมย์ตลอดการขับขี่ด้วยเครื่องเสียงแบบ Harman Kardon® Logic 7® surround sound system ที่ให้เสียงรอบทิศทาง, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง GARMIN MAP PILOT รวมถึงหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

    ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot), ระบบเบรก AMG High Performance Braking System ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มความเร้าใจและปลอดภัยขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง, ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ SPORT+ ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด

   นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน 

   หนึ่งในคุณสมบัติอันล้ำสมัยของเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้กับรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือหัวฉีดน้ำมันแบบตรงที่สามารถฉีดน้ำมันเป็นละอองได้ กล่าวคือ หัวฉีดแบบเพียร์โซนั้นจะติดตั้งอยู่ที่จุดกึ่งกลางของกระบอกสูบทั้ง 4 กระบอกและสามารถฉีดน้ำมันได้แม้ในกระบอกสูบจะมีความดันสูงถึง 200 บาร์ การฉีดน้ำมันและการจุดระเบิดได้หลายครั้งต่อจังหวะการเคลื่อนที่ของกระบอกสูบ 1 รอบนั้นช่วยประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic) ของเครื่องยนต์ จึงช่วยลดปริมาณไอเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ได้เป็นอย่างมาก ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบมีทางเดินไอเสีย 2 ช่อง (Twin-scroll) ที่ทำงานอย่างสอดประสานกับระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันและการปล่อยไอเสียนั้นช่วยปรับปรุงกระบวนการ อัดอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างที่ผู้ขับขี่ปรารถนามากที่สุด

   เมื่ออยู่บนถนน เทอร์โบชาร์จเจอร์และเครื่องยนต์ 4 สูบขนาดความจุกระบอกสูบ 2 ลิตร ที่ประกอบด้วยมือทุกขั้นตอนจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยอัตราการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่สูง การทำงานที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์อย่างที่สุด เสียงของเครื่องยนต์นี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้งานอยู่ในขณะนั้น อีกด้านหนึ่ง ระบบไอเสียของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่นั้นมีวาล์วควบคุมไอเสียแบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 

   ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่มาพร้อมระบบควบคุมไอเสียเอเอ็มจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เอ็กซอส ซิสเต็ม (AMG Performance Exhaust System®) โดยระบบไอเสียนี้สามารถสร้างเสียงของเครื่องยนต์ที่ฟังแล้วสปอร์ต เร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีระบบลดเสียงการทำงานของระบบควบคุมไอเสียที่ปรับแต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียง

   การทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างชัดเจนและเร้าใจกว่าเดิม ผู้ขับขี่สามารถเลือกเสียงของ เครื่องยนต์ที่ต่างกันได้เมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ หรือกดปุ่มที่คอนโซลเพื่อเปิดหรือปิดการทำงาน และนอกจากนี้ยังมีระบบ RACE START ที่ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที   

   Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มอบความรู้สึกคล่องตัวและอัตราการทำงานของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้นขณะขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่สั้นในเกียร์ 3 ถึงเกียร์ 7 รวมถึงอัตราการตอบสนองของเกียร์ที่ดีขึ้นและระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงอัตราเร่งที่ดีขึ้นในทุกย่านความเร็วได้อย่างชัดเจนในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเกียร์และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  AMG Performance 4MATIC เป็นระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาตรฐานของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ ที่มอบการยึดเกาะพื้นถนนอย่างมั่นใจแม้ในสภาพการขับขี่แบบออฟโร้ด โดยระบบช่วงล่างนี้จะถ่ายทอดพลังงานจากเครื่องยนต์สู่ล้อทั้ง 4  การส่งแรงบิดที่คงที่อย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยการกระจายแรงบิดที่ล้อคู่หน้าและคู่หลังอย่างเท่ากัน ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีทั้งความสปอร์ต ความประหยัดน้ำมัน และการยึดเกาะที่เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นผิวถนน นอกเหนือจากนี้ รถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ยังติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งโหมดการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ได้2 แบบ คือแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหรือแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะมีอัตราการถ่ายเทกำลังเท่ากันที่ร้อยละ 50 ต่อ 50

  • GLA 200 Urban   ราคา   2,090,000   บาท
  • GLA 250 AMG Dynamic   าคา   2,390,000   บาท
  • Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC   ราคา   4,840,000   บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : มินิ ประเทศไทย เผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ส่งตรงความแรงจากสนามแข่งสู่ท้องถนน สัมผัสขีดสุดแห่งความเร้าใจในทุกเส้นทาง

Wednesday, 22 November 2017 14:38

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แฟนๆมินิชาวไทยอีกครั้ง ด้วยการอวดโฉมรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในงาน “MINI JCW True Respect Night” พร้อมกิจกรรมมากมายให้ทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนร่วมสนุก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ณ เดอะ ลิงค์ อโศก-มักกะสัน พกความเร็วสุดเร้าใจจากสนามแข่ง สู่ความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ตในทุกการเดินทาง พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ยกระดับประสบการณ์ความแรงด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดในตระกูลมินิ เพลิดเพลินไปกับการขับขี่ได้ทั้งในแบบออนโรดและออฟโรด โดยมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน จะเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของทัพรถยนต์จากมินิ ประเทศไทย ให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันในงาน Thailand International Motor Expo 2017 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2560 นี้

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องของขนาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ความแรงของสมรรถนะ ความคล่องตัวในการขับขี่ และยังคงให้ความรู้สึกคลาสสิคของ go-kart-feeling ในแบบฉบับมินิ พร้อมยกระดับประสบการณ์ของความปราดเปรียวและประโยชน์ในการใช้งาน ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำให้ได้สัมผัส เราจึงมั่นใจว่ามินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ จะเป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ธรรมดาสำหรับลูกค้าชาวไทยอย่างแน่นอน”

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ รถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนจิตวิญญาณรถแข่งโกคาร์ทอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง ระบบช่วงล่าง และชุด aerodynamics ในแบบฉบับจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ ALL4 และขุมพลังจากเทคโนโลยี มินิ Twin Power Turbo มอบความเร็วเร้าใจด้วย            กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 6.5 วินาที ในความเร็วสูงสุด 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,500 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 161 กรัมต่อกิโลเมตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อมแป้น paddle shift บนพวงมาลัย มอบสมรรถนะรวดเร็วทันใจ ขับขี่ได้คล่องตัว พร้อมเผชิญทุกความท้าทายในทุกสภาพท้องถนน

   ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ บ่งบอกถึงสมรรถนะความสปอร์ตและความปราดเปรียว ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke ขนาด 19 นิ้ว และเอกลักษณ์จานเบรคสีแดง พร้อมด้วยโลโก้จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และชุด aerodynamics มอบความรู้สึกทรงพลังแก่รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่นี้

   ภายในมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังพกพาชุดแต่งในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ขนานแท้ที่ทำให้การขับขี่ในวันธรรมดา เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจราวกับอยู่ในสนามแข่ง ด้วยที่นั่งแบบยกสูงและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง ทั้งพวงมาลัยหนังแท้และเบาะสปอร์ตสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแม้ระหว่างขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบแสดงผล Head-Up Display อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่โดยแสดงผลข้อมูลต่างๆ โดยไม่รบกวนการมองถนน เสริมสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ด้วยความคลาสสิกสไตล์มินิอย่างแท้จริง

   นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถอุ่นใจด้วยโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ให้เลือกสรรตามความต้องการ ด้วยแพ็คเกจเริ่มต้น MSI Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

   แฟนๆ มินิและผู้ที่ชื่นชอบการชับขี่อย่างมีเอกลักษณ์ สามารถสัมผัสประสบการณ์ความเร้าใจของ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ได้ที่ผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมินิ ประเทศไทย ได้ที่เฟสบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/MINI.Thailand หรือติดต่อ MINI Contact Center ได้ที่ 1-401-269-269

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูซูกิ เปิดตัว All New Suzuki SWIFT สปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ด้วยคอนเซ็ปต์สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT

Saturday, 10 February 2018 15:46

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม All New Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วยสปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT พร้อมดีไซน์สปอร์ตคงเอกลักษณ์ DNA ของ SWIFT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 15,700คัน

   นายโยจิ มุโรซากะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “SWIFT เป็นรถรุ่นสำคัญของซูซูกิในระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของซูซูกิด้านรถยนต์คอมแพคและความทุ่มเทในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีทั้งดีไซน์สวยทันสมัยและความสนุกในการขับขี่ Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ที่ผ่านมา สำหรับรุ่นล่าสุดนี้ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นที่ 3ของ SWIFT ยังเป็นรถยนต์หนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ RJC Car of the Year 2018จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่นหลังจากที่ 2เจเนอเรชั่นก่อนได้รับรางวัลนี้มาแล้วในปี 2005และ 2010ตามลำดับซูซูกิจึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะแนะนำ ALL NEW Suzuki SWIFT สู่ประเทศไทย เราเชื่อว่า SWIFT เจเนอเรชัน 3นี้จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์ของไทยได้อย่างแน่นอน”

   นายมาซาโอะ โกโบริ หัวหน้าวิศวกร ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า “รถรุ่นนี้พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “INNOVATION – Fun & Sporty” โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ All New Suzuki SWIFT มีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ในด้านการออกแบบภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แต่มีกลิ่นอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร ทำให้ All New Suzuki SWIFT มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น โดยเรายังเน้นให้ All New Suzuki SWIFT มีภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตดุดัน ด้วยเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LEDล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในส่วนของสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJETที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่าเดิมมากกว่า 23 กม.ต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M 1.2ลิตร  

   นอกจากนั้น ในด้านความปลอดภัยมีการนำแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT มาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมันรวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCSช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOPที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Controlที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRSถึง 6 ตำแหน่ง   

   ทั้งนี้ All New Suzuki SWIFTยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย แผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น มาตรวัดสไตล์สปอร์ตที่ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connectขนาด 7 นิ้ว ที่ควบรวมระบบนำทางที่แม่นยำ กับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรมสุดล้ำ Apple CarPlay สำหรับ iOS รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวถึง กลยุทธ์การตลาดว่า “กลุ่มเป้าหมายของ All New Suzuki SWIFT คือผู้ที่ซื้อรถเพื่อใช้งานเป็นรถคันแรก รายได้ระดับปานกลางขึ้นไป อายุตั้งแต่ 21-39ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและเริ่มต้นสร้างครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอายุ 21-29ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับดีไซน์เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ชอบรถที่ขับสนุก ควบคุมง่าย และกลุ่มที่มีอายุ 30-39ปี ซึ่งชอบรถที่มีดีไซน์ที่บอกถึงตัวตนและมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ ‘All New Suzuki SWIFT,
WE STANDOUT
สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง’

 ในด้านการตลาด ครั้งนี้ทางซูซูกิได้ดึง ชาริล ชัปปุยส์ และ “วี” วิโอเลต วอเทียร์ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดของ All New Suzuki SWIFTเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุม ซึ่งเน้นสื่อออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สื่ออื่นๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ จอดิจิทัลและบิลบอร์ดทั่วประเทศ รวมถึงด้านบริการของพนักงานที่ผ่านขั้นตอนโปรแกรมการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานของซูซูกิ พร้อมบริการให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
ด้วยโชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิซึ่งจะครอบคลุม 120 สาขาทั่วประเทศ ภายในเดือนมีนาคมนี้

 “นอกจากนี้ ซูซูกิยังร่วมมือกับสถาบันการเงินจัดโปรแกรม My Way ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ต่อเดือน และแคมเปญพิเศษ Loyalty Program สำหรับลูกค้า SWIFT เพียงนำ SWIFT คันเดิมมาเปลี่ยนเป็น SWIFT ใหม่ รับทันทีส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 20,000บาทอีกทั้งเราจะจัดกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมซูซูกิทั้งหมดทั่วประเทศในวันที่ 10-11กุมภาพันธ์ และกิจกรรมพิเศษที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศในวันที่ 17-18กุมภาพันธ์ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.suzuki.co.th หรือ www.allnewsuzukiswift.com”

   นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดในปี 2560อยู่ที่ 156,239คัน ซึ่งซูซูกิมียอดจำหน่ายรวมเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์จำนวน 21,300คัน เติบโตขึ้นถึง 13.39% และมีส่วนแบ่งทางการตลาดของรถในกลุ่มนี้อยู่ที่ 13.63% สำหรับซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์สายพันธุ์สปอร์ต ยังคงเป็นรถที่ได้รับความนิยม มียอดจำหน่ายสูงถึง 8,080คัน เชื่อมั่นว่าในปี 2561จากการที่แนวโน้มสภาพตลาดรถยนต์
ที่มีทิศทางดีขึ้น ซูซูกิ ก็จะสามารถสร้างการเติบโตได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

   All New Suzuki SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl โดยมีทั้งหมด 4รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GA CVT, GL CVT, GLX CVT และ GLX-Navi CVT


ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

http://www.suzuki.co.th

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

https://www.facebook.com/SuzukiCarryFoodTruck

ช่องทางติดต่อทาง Call Center

โทรศัพท์พื้นฐาน          โทร 1800-600-900    

โทรศัพท์เคลื่อนที่         โทร 1401-600-900

 
 

More Articles...

Page 5 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )