Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : เชฟโรเลตเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น เปิดจองเพียง 100 คันในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 และที่ผู้จัดจำหน่าย

Wednesday, 21 November 2018 20:06

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตชวนเผยความเป็นตัวตนอีกด้านกับรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ที่มีความโดดเด่นลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมท้าทายทุกสายตา มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่เพิ่มความสะดวกสบายเพื่อให้คุณดื่มด่ำกับการขับขี่ที่เร้าใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนในเมืองหรือป่าเขา หรือจะในยามค่ำคืนหรือยามเช้า 

   เมื่อคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เชฟโรเลตชวนสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวเผยโฉมเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่จะเปิดตัวสู่สาธารณชนภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งรัตติกาล ที่ท้าทายคุณ” ที่วอยซ์ สเปซ กรุงเทพฯ โดยโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ จะเปิดให้จองในปีนี้เพียง 100 คันเท่านั้น 02-2  ลูกค้าที่สนใจ สามารถจองรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น พร้อมด้วยรถกระบะโคโลราโด และรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ทุกรุ่นได้ที่บูธเชฟโรเลตภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ทั้งรุ่น 4x2 และ 4x4 ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ  

   ลูกค้าที่สนใจ สามารถจองรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น พร้อมด้วยรถกระบะโคโลราโด และรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ทุกรุ่นได้ที่บูธเชฟโรเลตภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ทั้งรุ่น 4x2 และ 4x4 ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ

   ในงานเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ครั้งนี้ได้นำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ รถกระบะโคโรลาโดรุ่นพิเศษรุ่นนี้ ที่มีเสน่ห์เข้มเร้าใจ มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ได้แก่ ยางออลเทอร์เรนใหม่และไฟท้ายแอลอีดี ดีไซน์ล่าสุด รวมถึงภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยสีดำแบบ Jet Black
 

รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ประกอบด้วย

- ภายในห้องโดยสารสีดำแบบ Jet Black พร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ เพิ่มความหรูหรา และกาบข้างประตูสีดำเงา พร้อมตราสัญลักษณ์ MIDNIGHT        

- ยางออลเทอร์เรน (AT) ทั้งล้อหน้าและหลัง ขนาด 18 นิ้ว ใหม่!

- ไฟท้ายแอลอีดี ใหม่!

- ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว

- กระจังหน้าสีดำเงาพร้อมตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ

- กระจกมองข้าง มือจับประตู กรอบไฟหน้า สปอร์ตบาร์ ขอบหน้าต่าง กันชนหลังพร้อมมือจับฝาท้ายเและซุ้มล้อ (ทั้งหมดเป็นสีดำ)

- กระจกนิรภัยเพิ่มความเป็นส่วนตัว (Privacy Glass) สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง 3 บาน

   นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีรูปลักษณ์ที่ดูลึกลับมีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมพาคุณทะยานไปในทุกเส้นทางและด้วยสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและดูลึกลับนี้เองทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูจะเหมาะกับการปฏิบัติการลับ”

   นางสาวปิยะนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไฟท้ายแอลอีดีดีไซน์ล่าสุดทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น และยางออลเทอร์เรน ขนาด 18 นิ้วใหม่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพถนน ทำให้คุณสามารถขับรถไปในทุกที่ได้อย่างมั่นใจ” 

   รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นเกิดจากทักษะและความชำนาญของเชฟโรเลตในการผลิตรถกระบะเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี และยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆ เช่นเดียวกับที่มีในรถกระบะโคโลราโด ไฮ คันทรี

   ขุมพลังของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมาพร้อมเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ 2.5 ลิตร ใช้ระบบเทอร์โบแปรผัน มีพละกำลัง 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที รวมถึงยังมีอุปกรณ์ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากระบบขับเคลื่อนสู่ภายในห้องโดยสาร (Centrifugal Pendulum Absorber - CPA) จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการขับขี่จะเงียบมากขึ้นกว่าเดิม

   กล่องควบคุมของเครื่องยนต์ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของตัวรถ มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาโดยจีเอ็ม เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและแม่นยำกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์การขับขี่

   โครงสร้างนิรภัยที่แข็งแกร่งและทนทานของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นช่วยป้องกันการบิดตัวของตัวถังที่อาจเกิดจากแรงปะทะ พร้อมเสริมความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยคานนิรภัยด้านข้างที่แผงประตู ที่จะช่วยรับแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ แชสซีส์ยังได้รับการออกเเบบมาเพื่อต้านทานแรงบิดของตัวถังเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้มีเสถียรภาพการทรงตัวเเละการเกาะถนนที่ดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทุกรูปเเบบ ไม่ว่าจะเป็นขับขี่โดยปกติหรือการบรรทุกสัมภาระ

   รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมสิริ อายส์ ฟรี และแอนดรอยด์ ออโต้ เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของโคโลราโดจะเหมือนกับที่แสดงผ่านจอมือถือ ไม่ว่าจะเป็นฟังค์ชั่นออดิโอ รูปภาพและภาพยนตร์ โทรศัพท์ การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการตั้งค่าต่างๆ 

   พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ในการควบคุมระบบเสียง และรับสายโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ หรือสั่งการระบบครูสคอนโทรลโดยตรงจากพวงมาลัย ขณะที่ระบบนำทางที่ติดตั้งมาในรถยนต์จะแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนบนคอนโซลกลาง ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ
 
 
   ระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ยังมาพร้อมกับความบันเทิงผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง คลื่นวิทยุระบบ AM และ FM ช่อง AUX และ USB รวมทั้งการเชื่อมต่อบลูทูธ โดยผู้โดยสารสามารถชมภาพยนตร์เรื่องโปรดผ่านทาง USB และ AUX นอกจากนี้ ยังสามารถชมคลังภาพในโหมดสไลด์โชว์ได้อย่างปลอดภัยด้วยฟังก์ชั่นหยุดการเล่นภาพโดยอัตโนมัติในขณะรถเคลื่อนที่ และสามารถเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ตด้วยการเปิดเครือข่ายวิทยุสตรีมมิ่ง เพื่อรับฟังสถานีวิทยุทั้งจากในประเทศและทั่วโลกผ่านแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับการทำงานของตัวรถได้ตามต้องการ ตั้งแต่สัญญาณเตือน ระบบไฟส่องสว่าง ไปจนถึงการล็อกประตู ผ่านหน้าจอทัชสกรีนมายลิงค์
 
   รถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟที่ล้ำสมัย ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลและล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน (PBA) ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP) และระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (TSC) ด้วยการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ทำให้หน่วยงานมาตรความปลอดภัยของออสเตรเลียและเอเชีย (ANCAP) จัดให้โคโลราโดมีความปลอดภัยระดับ 5 ดาว โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้จึงช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความปลอดภัยในทุกการเดินทาง
 
   รถกระบะโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกล้องมองหลังติดรถยนต์ที่มีเส้นกะระยะปรับทิศทางได้ กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยที่เบาะหลัง รวมถึงระบบตรวจวัด และแจ้งเตือนแรงดันลมยางที่ตรวจวัดแรงดันลมยางแต่ละล้อ
 
   นอกจากนี้ รถรุ่นพิเศษนี้ยังมีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อจอดกลางแจ้ง โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานอัตโนมัติเมื่ออยู่นอกตัวรถ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ
 
 
   ราคาจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท ทั้งนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทยจะเปิดจองและจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ บุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 เปิดตัว The new CLS สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุด

Thursday, 08 March 2018 18:18

 

 

 

 

 

 

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูลCLSอย่างThe new CLS300d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์ อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐานและเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นพร้อมสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียะในการขับขี่ ได้เป็นอย่างดี โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้มีการปรับรูปลักษณ์ให้มีความเรียบง่ายขึ้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเร้าอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของรถยนต์CLSรุ่นแรก ที่เป็นเสมือนภาพต้นแบบของรถยนต์คูเป้แบบ 4ประตูของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยทุกองค์ประกอบของรถยนต์สอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลักปรัชญาด้าน

   สำหรับดีไซน์ภายนอกของ The new CLS300d AMG Premiumมีจุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าแบบ diamond-pattern grilleที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GTรูปทรงของไฟหน้าที่ดูราบเรียบไปกับตัวถังยังได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้าอย่างลงตัว ด้านข้างตัวรถเสริมความสง่า ด้วยลายเส้นที่อยู่สูงและลากเป็นวงโค้งตลอดคันรถ พร้อมมีการใช้เส้นสายที่ดูแข็งแกร่งบริเวณตัวถังเหนือล้อคู่หลังที่ค่อยๆ ทอดต่ำลงและผสานเข้ากับฝากระโปรงหลังที่มีลักษณะราบเรียบ  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของรถยนต์ตระกูล TheCLSนอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า,กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG,สัญลักษณ์Mercedes-Benzบนคาลิปเปอร์เบรก,ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 19"อีกทั้งยังมีชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ LEDพร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

   ดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ The new CLS300 d AMG Premiumนั้นหรูหราเรียบง่าย    แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิโดยการกระพริบเป็นเวลาสั้นๆ เป็นสีแดงเมื่อมีการปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้นและเป็นสีฟ้าเมื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลง รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิตอล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร โดยรูปแบบการแสดงผลทั้ง 3แบบประกอบไปด้วยแบบคลาสสิก สปอร์ต และโปรเกรสซีฟ โดยแบบคลาสสิกและแบบสปอร์ตจะมีมาตรวัดจำนวน 2ตัว ในขณะที่แบบโปรเกรสซีฟจะมีมาตรขนาดใหญ่ตรงกลางและมีมาตรวัดขนาดเล็กอยู่ข้างใน

    นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสรุ่นใหม่โดยเฉพาะ พร้อมปรับการจัดวางเบาะที่นั่งของ The new CLSเป็นแบบ 5ที่นั่งเป็นครั้งแรก โดยวัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40ได้เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุสูงถึง 520ลิตร,เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ,พวงมาลัยพาวเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3ก้านท้ายตัด  ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappaพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบAUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpitขนาด 12.3นิ้วต่อกัน 2 จอ,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz,ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ตอีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64สี (Premium ambient lighting)

   ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วยระบบ DYNAMIC SELECTที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECTมีโหมดการขับขี่ 5แบบ คือ ECOที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน,INDIVIDUALที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORTที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORTเน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และSPORT+ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด,ระบบกุญแจKEYLESS-GO พร้อมHAND-FREE ACCESS,ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า(Head-up display),ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ 2-Zone,ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist),ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System),ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist),ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบนำทาง (navigation system), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple Carplay & Android Autoและระบบ Bluetoothสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่

   The new CLS 300 d AMG Premiumมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9จังหวะ 9G-TRONICและระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering - wheel Gearshift Paddles)ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลงช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON ATHLETE เติมอารมณ์สปอร์ตเต็มคัน!

Thursday, 11 January 2018 16:17

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะสปอร์ตพันธุ์เข้ม รุ่นล่าสุด ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์ความเป็นสปอร์ตและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมภายใต้แนวคิด “Drive your Ambition” นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมาย

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รถกระบะสไตล์สปอร์ตดีไซน์ใหม่ล่าสุด เพิ่มความโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันของแท้จากโรงงาน 19รายการ อาทิ กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ สปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วกราฟฟิกรอบคันตกแต่งพิเศษสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ TRITON รุ่นมาตราฐาน

   ภายในห้องโดยสารตกแต่งใหม่สีทูโทนส้ม-ดำ หัวเกียร์และเบาะนั่งผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม เอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น แอทลีท ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE   ให้สมรรถนะผสมผสานทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4ลิตร 181แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 430นิวตันเมตร เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง มั่นใจและพร้อมลุยบนทุกเส้นทาง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4ล้อแบบ Super Select 4WD II และระบบล็อคเฟืองท้ายหลัง (เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รุ่นล่าสุดนี้เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์กลยุทธ์หลักที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่แต่เฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยMITSUBISHI TRITON  ATHLETE    เคาะราคาเริ่มต้นที่ 879,000 บาท ด้วยตัวรถแบบ 4 ประตู (Double Cab) ที่มาให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อยกสูง (2WD) และ แบบ 4 ล้อ (4WD) มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ (Diamond Black) สีเทา (Titanium Gray) และสีขาว (White Pearl) สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ดเผยโฉม “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก

Wednesday, 07 February 2018 17:15

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ประเทศไทย ในวันนี้

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ “เกิดมาแกร่ง” ให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

   “เราตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่” มร. จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)กล่าว

   “ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance)รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)”

การออกแบบที่ดุดัน

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก

   เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ มอบความโดดเด่นเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นอันคละคลุ้ง ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LEDพร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

   แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black)สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey)ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey)เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

   รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5องศา มุมคร่อมที่ 24องศา และมุมจากที่ 24องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา

   เมื่อพิจารณาไล่ตั้งแต่ด้านล่างขึ้นไป จะสังเกตได้ว่าบันไดข้างรถของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นเหนือชั้นกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด โดยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วนและรอยเปื้อนที่เกิดจากอากาศและสภาพแวดล้อม

   บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

   การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง

   ฟอร์ดได้จัดการทดสอบขับขี่ในระยะไกลหลายครั้งเพื่อประเมินคุณภาพของเบาะที่นั่งเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นบนถนนใหญ่หรือเส้นทางออฟโรดสุดสมบุกสมบันเพื่อจำลองการใช้งานจริงของลูกค้า เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้างและยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่  

   เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ขับขี่เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยมาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ

   ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Markerที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง

   แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ

   ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

   แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17นิ้ว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

   “ประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดของเรนเจอร์ แร็พเตอร์นั้น โดดเด่นเหนือกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด และยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อขับขี่บนทางเรียบ” มร. ดาเมียน รอส หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ ของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

   “ทุกอย่างของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากฟอร์ด เรนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะอันเหนือชั้นและความรู้สึกที่โดดเด่นเมื่อยามขับขี่ จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการขับขี่ที่เร้าใจ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จึงเป็นรถที่มีความพิเศษและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง”

   ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD)ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ

   โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shoxใช้ลูกสูบขนาด 46.6มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

เอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถูกพัฒนามาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันแบบต่าง ๆ จึงเลือกใช้ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838มิลลิเมตร กว้าง 285มิลลิเมตร แก้มยางมีความแข็งแรงสูงซึ่งเหมาะในการลุยทุกสภาพพื้นผิว ด้วยดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ ผู้ขับขี่จึงสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน พื้นทราย และหิมะ

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering - EPAS)ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive - FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS)สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างดีที่สุด ผู้ขับขี่จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพโหมดการขับขี่ อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

-           โหมดปกติ– เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

-           โหมดสปอร์ต– ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

-           โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ– ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

-           โหมดโคลน/ทราย– ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

-           โหมดหิน– ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ

-           โหมดบาฮา– ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

   ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

   นวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะและการตอบสนองอันยอดเยี่ยมของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

   ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้ทำการทดสอบระบบส่งกำลังแบบใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและทนทาน

   การทดสอบ เทอร์โมไซเคิล (Thermo cycle) นี้ เป็นการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่มีประสิทธิภาพและเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้

   ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง(HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้ง 2ตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น  

   เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น และทีมวิศวกรก็สามารถออกแบบระบบเกียร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

   ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shiftเพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3(SYNCÒ3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ

   นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

   กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate)ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถได้ โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยการกดปุ่ม ในกรณีที่แบตเตอรี่อ่อน กุญแจที่เป็นกลไกก็ยังสามารถใช้งานทดแทนได้

ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่จากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามผสานกับดีเอ็นเอของ เอฟ-150แร็พเตอร์ ตามแบบฉบับของรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมแล้วที่จะสะกดทุกสายตาทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและทั่วโลก

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือยนตกรรมอันน่าทึ่ง ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง ดุดัน และสมรรถนะที่จะยกระดับมาตรฐานการขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น และจะกระตุ้นอะดรีนาลีนของเหล่านักขับรถออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ” มร. ฮามีดิกล่าว

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เปรียบเสมือนรถกระบะที่รวมเอกลักษณ์ความเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก สโนว์โมบิล และรถเอทีวีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชียและโอเชียเนีย

Friday, 09 February 2018 16:14

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชีย และโอเชียเนียในปีงบประมาณหน้า เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในการนำเสนออนาคตแห่งการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

   นิสสันจะเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ในออสเตรเลีย ฮ่องกง มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย นอกจากนี้ นิสสันยังกำลังเตรียมข้อมูลในการนำเสนอรถยนต์ไร้มลพิษในตลาดอื่นๆของภูมิภาค เช่นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

   รองประธานอาวุโส ระดับภูมิภาคของนิสสัน ยูตากะ ซานาดะ กล่าวว่า บริษัทฯกำลังดำเนินการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกเจนเนอเรชั่นใหม่ออกจำหน่ายในหลายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นิสสัน ลีฟ ใหม่คือสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ซึ่งเป็นแนวทางของบริษัทในการพาผู้คนไปสู่โลกที่ดีขึ้น โดยการพลิกโฉมรถยนต์ทั้งในด้านพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน การขับขี่ และหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

   “นิสสัน ลีฟ ใหม่คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และจับต้องได้จริงที่สุดในขณะนี้” ซานาดะกล่าว “รถยนต์อันชาญฉลาดนี้จะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า และกเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ากระแสหลักรุ่นอื่น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ในหลายตลาดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเป็นผู้นำในระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และมอบระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตให้แก่ภูมิภาคนี้” ซานาดะกล่าวเพิ่มเติม

   นิสสันกำลังศึกษาถึงความต้องการในตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก่อนที่จะมีการเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่ ในครั้งต่อไป ซานาดะเสริม

   การประกาศการจัดจำหน่ายลีฟ ใหม่มีขึ้นภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นการรวมตัวในสิงคโปร์ของผู้บริหารระดับสูงทั้งจาก หน่วยงานภาครัฐ อุตสาหกรรม และสื่อมวลชนทั่วทั้งเอเชีย และโอเชียเนีย โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นระยะ 3 วัน ประกอบด้วยการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในรถยนต์และการสร้างเทคโนโลยีขับขี่ที่ก้าวล้ำหน้าให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของยานยนต์ ที่มากกว่าพลังไฟฟ้า”

   ผลการสำรวจของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนที่เปิดเผยภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์สในวันนี้ ระบุว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีศักยภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการสูงมาก

   นิสสันได้จำหน่ายลีฟไปแล้วมากกว่า 300,000 คันทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 บริษัทเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ที่มาพร้อมการออกแบบใหม่หมดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของนิสสัน เช่น e-Pedal ที่ผู้ขับสามารถขับขี่ได้ด้วยการใช้แป้นเหยียบเดียว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ยังมาพร้อมพละกำลังที่สูงขึ้นและระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่าเดิม ตลอดจนความหรูหราและสะดวกสบาย ระบบขับเคลื่อนของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้มอบพละกำลัง 110 กิโลวัตต์และ 320 นิวตันเมตร ทำให้มีอัตราเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและเพิ่มความสนุกสนานให้แก่ผู้ขับขี

   นิสสัน ลีฟ ใหม่เริ่มขายที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 และต่อมาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในเดือนมกราคม และวางตลาดในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะออกจำหน่ายใน 60 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการ และการขนส่งเพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง nissan-global.com หรือ asia.nissannews.com, Facebook, Instagram, Twitter และ Linkedin พร้อมรับชมวีดีโอล่าสุดได้ที่ YouTube

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม 2 ที่สุดแห่งความสง่า The new S-Class และ The Mercedes-Maybach S-Class สัญลักษณ์แห่งผู้นำ เติมเต็มประสบการณ์ แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

Tuesday, 28 November 2017 14:54

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว2สุดยอดรถยนต์หรูแห่งยุค อย่าง รถยนต์ระดับเรือธง The new S-Class ที่สุดแห่งความสง่า มาพร้อมกับความหรูหราดีไซน์เหนือระดับความสะดวกสบายอันไร้ขีดจำกัด และระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย อันล้ำสมัยเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่สำหรับผู้นำให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และ The Mercedes-Maybach S-Class สุดยอดแห่งยนตรกรรมที่รวบรวมความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันโดยรถยนต์ The S 350 d AMG Premium นำเสนอในราคา 7.64ล้านบาท และ The Mercedes-Maybach S-Class นำเสนอในราคา 17.44ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมาThe S-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดทั่วโลก และสร้างยอดขายรวมกว่า300,000คันนับตั้งแต่ปีค.ศ.2013 และกว่า4,000,000 คันนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัว The S-Class สู่สาธารณชนซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นยนตรกรรมหรูระดับเรือธงที่เป็นศูนย์รวมของสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์นั่งทุกระดับโดย The S-Class มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น The S-Class จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้นำโดยแท้จริง”

   “และเพื่อเป็นการสานต่อปรัชญาในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้าในปีนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้พัฒนา The new S-Class ที่มาพร้อมกับมิติใหม่แห่งสุนทรียะในการขับขี่ ด้วยนวัตกรรมหลากหลายด้าน ทั้งความสะดวกสบายขณะขับขี่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistance package และความประหยัดน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำให้รถซาลูนหรูรุ่นดังกล่าวยกระดับสู่การเป็นรถยนต์ที่ “ดีที่สุด” ขึ้นไปอีกขั้นนอกจากนี้ เรายังได้นำเสนออีกหนึ่งสุดยอดยนตรกรรมเหนือระดับรุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ในทุกมิติได้เป็นอย่างดีมาให้ลูกค้ากลุ่มผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มธุรกิจฟลีทกับโรงแรมชั้นนำของเมืองไทย เพื่อให้บริการเหล่าลูกค้าคนสำคัญ”มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์2รุ่นที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ ได้แก่รุ่น The S 350 d AMG Premium ยนตรกรรมหรูเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 6สูบเทอร์โบคู่ สุดยอดนวัตกรรมที่ทำให้เครื่องยนต์ทรงพลังมากขึ้น ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และปล่อยไอเสียน้อยลง และ Mercedes-Maybach S 560 Premium เครื่องยนต์เบนซินรหัส M 176 แบบ V8 เทอร์โบคู่ ที่มีความจุ 4.0 ลิตร พร้อมแรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร ด้วย Inner-V turbochargers ทำให้ได้ประสิทธิภาพอันทรงพลัง แต่เครื่องยนต์ไร้เสียงรบกวน ที่มาเปลี่ยนคำนิยามของความผ่อนคลายด้วยดีไซน์อันโดดเด่น ตามมาตรฐานแบบเฟิร์สคลาส พร้อมระบบอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เพื่อมอบประสบการณ์แสนสบายตลอดการเดินทางของคุณ"

   “โดยรถยนต์ทั้ง2 รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติอัจฉริยะมากมายซึ่งส่งผลให้สมาชิกลำดับล่าสุดของรถยนต์ตระกูล The S-Classและ Mercedes-Maybach ถือเป็นอีกขั้นของการพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ขับขี่กึ่งอัตโนมัติยกตัวอย่างเช่น ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ระบบช่วยนำรถเข้า-ออก จากที่จอดอัตโนมัติ ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง, ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) หรือระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า (Evasive Steering Assist) เป็นต้น” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

The new S-Class

   ดีไซน์ภายนอก ของ The S 350 d AMG Premium หรูหราทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ 3ก้าน งามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDพร้อมไฟ daytime สำหรับขับขี่กลางวันแบบ LED 3 เส้น รับกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ Multi-spoke ขนาด 20นิ้ว

   MULTIBEAM LED คือเทคโนโลยีชั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ในยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการควบคุมหลอดไฟแบบ LED จำนวน 84 หลอด ให้ปรับระดับความสว่างอย่างเป็นอิสระจากกัน โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวและคำนวณระดับ ความสว่างอัตโนมัติ และตอบสนองความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ  ที่สำคัญคือความปลอดภัยในขณะมีรถสวนทาง ด้วยระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System) ปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขับขี่และรูปแบบของถนน ระบบ ALS – Active Light System ปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ระบบ Cornering Light เพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ที่วิ่งอยู่ในเลนตรงข้าม

   นอกจากนี้ MULTIBEAM LED ยังตรวจจับทางโค้ง มุมอับสายตาได้ในระยะที่ไกลมากกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยี ULTRA RANGE ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง650 เมตรโดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่วิ่งสวนทางมา

   ดีไซน์ภายในรวมถึงบริเวณห้องโดยสารของ The new S-Class สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย ด้วยระบบ ENERGIZING Comfort Control ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก โดยเทคโนโลยีนี้จะควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม อย่าง เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง Exclusive nappa ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design ที่สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และฟังก์ชั่นอุ่นที่นั่งและระบายอากาศ ด้านบนของคอนโซลหน้าและส่วนกลางของแผงประตูหุ้มด้วยหนังnappa ที่วางแขนบริเวณคอนโซลกลางด้านหน้าและด้านหลังหุ้มด้วยหนัง nappa ผ้าหลังคาและแผงบังแดดด้านหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre ที่รองขาแบบปรับระดับ พร้อมที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลังฝั่งซ้าย รวมถึงเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าที่สามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าเพิ่มขึ้นอีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7ซม. เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

   สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารของ The S 350 d AMG Premium  มาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONICแบบ 4-ZONE ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package) ระบบ COMAND Online พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบแผนที่นำทาง (Navigation system) ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ เครื่องเล่น Blu-rayสำหรับที่นั่งด้านหลัง ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging) สำหรับที่นั่งด้านหน้า ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®surround sound system ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง

The Mercedes-Maybach S-Class

   ดีไซน์ภายนอกอันหรูหราสง่างาม โดยการคงไว้ซึ่งการออกแบบบริเวณด้านหน้าให้ยังคงความหรูหราแบบ The new S-Class เอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับโลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรงลาย3แถบเสริมโครเมียม ฝากระโปรงหน้าที่ยาว พร้อมคิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า กระจกหน้าต่างสีเขียว กรองแสงรอบคัน พร้อมกระจกนิรภัยด้านหลัง, ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System,ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก, ล้ออัลลอยแบบforgedขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรถยนต์แบบ Run-flat และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน MAGIC SKY CONTROL, ระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL พร้อมปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยโลโก้ “Maybach” บนฝากระโปรงหลังโดย Mercedes-Maybach มาพร้อมกับความยาวตัวรถประมาณ 5,462มม. (S-Classยาว 5,271มม.) ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน ยังคงเน้นการผสมผสานความหรูหรา ความนุ่มสบายขณะขับขี่ และ ความกว้างขวาง เข้าไว้ด้วยกัน โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง designo Exclusive semi-aniline,ด้านบนของคอนโซลหน้า และส่วนกลางของแผงประตูหุ้มหนัง nappa,ผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre,นาฬิกา IWC แบบอนาล็อก, พวงมาลัยนิรภัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3ก้าน หุ้มหนังสลับลายไม้ พร้อมสัญลักษณ์ MAYBACH และปุ่มควบคุมแบบ Touch Control,ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือแบบ Apple Carplay™ & Android Auto, ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย สำหรับที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® high-end 3D surround sound system

   ห้องโดยสารภายในมาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่าง แบบ climatised ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นอุ่นที่นั่งและระบายอากาศ พร้อมทั้งสามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำโดยเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้า ได้มากกว่าปกติถึง 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 เซนติเมตร เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ multi-contour ที่มาพร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ รวมถึงการเพิ่มความสบายตลอดการเดินทางให้มากยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING6 รูปแบบที่พร้อมเพิ่มความสบายในการพักผ่อนด้วยที่รองขาปรับระดับ สำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา,ตู้เย็นภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งด้านหลัง,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร,ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 4-Zone รวมถึงการช่วยเติมเต็มทุกบรรยากาศการขับขี่ด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี

   เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ Mercedes-Maybach ได้ถูกออกแบบให้ทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดเช่นเดียวกับรถยนต์ตระกูล The new S-Class พร้อมเพิ่มเติมระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night View Assist Plus) และสัญญาณป้องกันการโจรกรรม พร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ

   The S 350 d AMG Premium และ Mercedes-Maybach S 560 Premium มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยสูงสุดมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30 วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12 กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3 เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มีหลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Brake Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง ซึ่งมีเฉพาะใน The new S-Class โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ  Drive Away Assist ที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   นอกจากนี้ รถยนต์ The S 350 d AMG Premiumยังมีระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (AIRMATIC) พร้อมระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ เพื่อมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ด้วยระบบที่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ในทุกสภาวะอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยระบบนี้ ยังสามารถปรับให้เหมาะกับการขับขี่ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ในโหมดComfort และ Sport ซึ่งระบบกันสะเทือนจะถูกปรับการใช้งานให้สอดคล้องในแต่ละโหมด โดยสามารถปรับยกตัวรถได้สูงถึง 30 มม. เมื่อขับขี่บนถนนที่ขรุขระหรือมีหลุมบ่อ และระบบจะปรับตัวรถลง 20 มม. โดยอัตโนมัติเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น

·        The S 350 d AMG Premiumนำเสนอในราคา 7,640,000บาท

·        Mercedes-Maybach S 560 Premiumนำเสนอในราคา 17,440,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : Volvo XC60 สุดยอดเอสยูวี ภายใต้แนวคิด “Arrive like never before” นำเสนอที่สุดแห่งความหรูหราในรุ่น XC60 Inscription ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD ปลั๊กอินไฮบริด 407 แรงม้า ในราคา 3.69 ล้านบาท

Thursday, 31 May 2018 17:03

 

 

 

 

 

 

   Volvo XC60คือยานยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด เพื่อการสร้างสรรค์รถยนต์พรีเมี่ยมเอสยูวีขนาดกลางที่ดีที่สุดในตลาดยานยนต์ระดับโลก ติดตั้งด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย (ซึ่งบางเทคโนโลยีสามารถพบได้ในVolvo S90 สุดยอดยานยนต์ที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย) ภายใต้การออกแบบที่หรูหราสง่างาม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนายานยนต์ระดับหรูและประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในสไตล์วอลโว่ ภูมิใจนำเสนอ XC60 Inscriptionสุดยอดแห่งความหรูหราระดับพรีเมี่ยมสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยด้วยรุ่น T8 Twin Engine  AWDปลั๊กอินไฮบริด - Inscriptionในราคา 3,690,000 บาท

   ภายในห้องโดยสารของ XC60รุ่นใหม่นี้ ได้รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มความหรูหราด้วยการบุเบาะโดยสารด้วยหนังแท้ Nappa สีดำชาร์โคล หรือสีน้ำตาลมารูน  ที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวลพร้อมลายฉลุเพื่อการระบายอากาศ ผสานการตกแต่งแนวขอบของแดชบอร์ทด้วยเนื้อไม้แท้ Driftwood ภายนอกตัวรถตกแต่งด้วยวัสดุโครเมี่ยมรอบคันพร้อมสีใหม่ Crystal White Premium Metallic โดยรุ่น inscription ยังนำเสนอฟังก์ชั่นการปรับเบาะโดยสารคู่หน้าด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำสองตำแหน่ง กล้องมองรอบคัน 360 องศา การแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า ระบบเสียงระดับพรีเมี่ยมจาก Bowers and Wilkinsรวมถึงยางขนาด 235/55 R19 และล้ออัลลอย 19 นิ้ว  รุ่น 10-Spoke Black Diamond Cut โดย XC60ยังเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นมาตรฐานอย่าง ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)  ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชั่นหยุดและออกตัวรถอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)  ฟังก์ชั่นเปิดปิดประตูแบบไม่ต้องใช้กุญแจ (Keyless Entry)  และระบบเปิดประตูกระโปรงท้ายของรถแบบไม่ต้องใช้มือ (Power-operated Hand-freeTailgate Opening & Closing) ตลอดจนจอแสดงผลแบบทัชสกรีนสุดล้ำขนาด 9 นิ้ว และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง

   Volvo XC60 T8 Inscription ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ T8 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybridที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของโลก ให้สมรรถนะสูงถึง 407 แรงม้า ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 43.5 กม./ลิตร และสามารถขับขี่ด้วย Pure Mode ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทางไกลถึง 40 กม.

    มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัดเปิดเผยว่า “Volvo XC60 คือรถเอสยูวีที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่เราเคยผลิตมา  สมบูรณฺแบบด้วยดีไซน์ใหม่ที่บ่งบอกถึงสไตล์และความหรูหราในแบบฉบับของรถสแกนดิเนเวียนอย่างชัดเจน เรายังมั่นใจว่ารถยนต์รุ่นนี้ยังมีการตกแต่งห้องโดยสารภายในที่หรูหรามากที่สุดรุ่นหนึ่ง ทั้งการขับเคลื่อนและปฏิสัมพันธ์ของตัวรถกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ล้วนให้ความรู้สึกของการพุ่งทะยาน หรูหรามีระดับ และผลิตขึ้นอย่างเข้าใจในสรีระมนุษย์อย่างแท้จริง เราจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ XC60 Inscriptionซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่หรูหราที่สุดของเอสยูวียอดนิยมที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย”

   “หลังระยะเวลา 8 ปีและรถยนต์วอลโว่เกือบ 1 ล้านคันบนท้องถนน วันนี้ วอลโว่ขอนำเสนอสุดยอดยานยนต์เอสยูวีขนาดกลางอีกหนึ่งรุ่นที่มียอดขายสูงสุดในยุโรป ซึ่งผลิตขึ้นจากการรวบรวมเทคโนโลยีของเราที่ได้รับรางวัลทั้งหมดมาบรรจุไว้ในรวบรวมทั้งหมดมาไว้ รุ่น Inscriptionนี้ เรามีความมุ่งมั่นและใส่ใจในความรู้สึกของผู้ขับขี่ ในขณะที่รถของเรานำพาพวกเขาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ไปสัมผัสกับอีกขึ้นของอารมณ์แห่งการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่บนความหรูหราและการใส่ใจในทุกรายละเอียดจากเรา” มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล กล่าวสรุป

รายละเอียดฟังก์การทำงานและดีไซน์สุดล้ำของรถยนต์ตระกูล XC60

  • ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเครื่องยนต์ T8 Twin EngineAWD ปลั๊กอินไฮบริด
  • ดีไซน์ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งแบบพรีเมียม มอบสัมผัสที่พุ่งทะยานและสร้างแรงบันดาลใจสู่จุดหมายสูงสุด
  • ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติPilot Assist รุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะนำพาไปสู่การขับขี่แบบอัตโนมัติแบบ 100% 
  • ระบบความปลอดภัยรุ่นใหม่ช่วยปกป้องผู้โดยสารทุกคนอย่างใส่ใจในทุกสภาพการขับขี่
  • ระบบเปิดประตูท้ายรถแบบ Hand-free อีกหนึ่งฟังก์ชั่นเพื่อให้ผู้ขับขี่ XC60 ใช้ชีวิตได้ง่ายกว่าที่เคย
  • จอแสดงผลแบบสัมผัสรุ่นใหม่ขนาด 9 นิ้ว มอบปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้เสมือนผู้ช่วยคนเก่ง จึงใช้งานอย่างสะดวกง่ายดาย
  • ระบบเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์Bowers and Wilkins
  • การันตีด้วยชื่อเสียงของวอลโว่ที่มอบความพึงพอใจและมูลค่าระดับสูงสุดแก่ผู้บริโภคมาโดยตลอด

   Volvo XC60 เอสยูวีขนาดกลางยังได้รับการยกย่องเป็น World Car of the Year 2018 ที่งาน New York Auto Show นับเป็นอีกหนึ่งรางวัลระดับโลกของวอลโว่  โดยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี  XC6 ยังคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ North American Utility Vehicle of the Year Award โดยระบบเบรก City Safety Autonomous Emergency Braking System ใน Volvo XC60 ซึ่งได้รับการประเมินคะแนนการทำงานสูงสุดจากสถาบัน Euro NCAP ในปี 2017 ยังได้รับการยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยวโค้งเมื่อทำการเบรกโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถป้องกันการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) ยังช่วยลดการชนปะทะจากด้านหน้า โดยมีการติดตั้งระบบช่วยเตือนมุมบอดสายตา (Blind Spot Information System: BLIS) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) เพื่อลดการชนเมื่อหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลน โดย XC60มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รวมถึงรุ่งเครื่องยนต์ T8 Twin Engine Plug-in Hybrid ที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้ว ซึ่งให้กำลังเครื่องสูงสุดถึง 407 แรงม้าและอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที

ราคารถยนต์รุ่นต่าง ๆ ในตระกูล XC60 

- T8 Twin Engine AWD Inscription (เวอร์ชั่นใหม่)    3,690,000บาท

- T8 Twin Engine AWD R-Design                                  3,590,000 บาท

- T8 Twin Engine AWD Momentum                               3,290,000บาท

- D4 AWD Momentum                                                 3,090,000บาท

   ลูกค้าที่จอง XC60 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 จะได้รับข้อเสนอ 5 ปี ALL-Inclusive เมื่อเข้าร่วมโปรแกรมการผ่อนชำระทางการเงินตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด ด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

·         ประกันภัยชั้นหนึ่งตลอดอายุสัญญา (สูงสุดนาน 5 ปี)

·         บริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กม.

·         บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม.

·         บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชม. นาน 5 ปี

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

Sunday, 19 November 2017 20:05

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”เจนเนอเรชั่นที่ 2ในปี 2558 บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ตลอดจนระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของรถกระบะไฮลักซ์  ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสุดยอดรถกระบะที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ รถกระบะไฮลักซ์ในโครงการ IMV ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายสะสมภายในประเทศกว่า 1,900,000คัน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยภายใต้คุณภาพการผลิตมาตรฐานโตโยต้า ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV ไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,000,000 คัน

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เต็มพลัง ให้มีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยยังคงไว้ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก เปี่ยมอรรถประโยชน์ใช้สอย ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost)ที่ให้แรงบิดสูงสุดในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) เต็มประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและเร่งแซงแต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแข็งแกร่งทนทานมีอายุการใช้งานยืนยาว ทำให้ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ เป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของและสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO) รุ่นตกแต่งพิเศษ…แกร่งเกินนิยาม

   ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่(ROCCO)  รุ่นตกแต่งพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งเกินนิยาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเหนือใครและรักการผจญภัย พร้อมที่จะลุยฝ่าไปในทุกเส้นทาง โดย ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO)มาพร้อมเอกลักษณ์และความโดดเด่นของดีไซน์ที่ดุดัน ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างจาก      รุ่นธรรมดา พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันถือเป็นอีกรุ่นสำคัญที่จะสร้างสีสันและเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไฮลักซ์ รีโว่...รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ)

และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)

ไฮลักซ์ รีโว่ ROCCO รุ่นตกแต่งพิเศษ

v มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น

รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

vอุปกรณ์ภายนอก (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา

กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา

ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น

ยาง 265/60R18 All Terrain

กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก

มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก

สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ

สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ

มือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค

กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง

vอุปกรณ์ภายใน (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น

แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

พวงมาลัยหุ้มหนัง/ แผงข้างประตู / ช่องปรับอากาศ / หัวเกียร์หุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ)ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก และฐานเกียร์

กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ

ช่องเก็บของด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ HILUX

Smart Key ดีไซน์เฉพาะรุ่น (ดับเบิ้ลแค็บ)

   ร่วมสัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรกในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 11ธันวาคม 2560และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470แห่งทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว NEW MG ZS สมาร์ทเอสยูวี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Wednesday, 15 November 2017 14:36

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NEW MG ZS” รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ด้วยการติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก มุ่งตอบสนองการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ รูปลักษณ์โดดเด่นสะกดสายตาด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่ให้ความหรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารเพียบพร้อมความสะดวกสบาย กว้างขวาง  พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ ที่ครบครันยิ่งกว่า  

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการพัฒนา NEW MG ZS คือการนำเสนอ ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่เพียงตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดเคยทำมาก่อน เราจึงติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะใหม่ล่าสุด i-SMART ไว้ในรถยนต์ NEW MG ZS ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย รวมถึงรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบด้วยอีกขั้นของความล้ำสมัย สะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้า โดยเราคาดการว่า NEW MG ZS จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 12,000 คัน ต่อปี”

   NEW MG ZS คือรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

   นอกจากนี้ ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

   รูปลักษณ์ของ NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยมากขึ้นและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษของเอ็มจี โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟ การออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว  

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบ โดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป ตกแต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุ ซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และแผงคอนโซล มอบผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวาแบบสปอร์ต มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

   นอกเหนือจากระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว NEW MG ZS ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

   NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   เอ็มจี ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง  CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

   ทั้งนี้ NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight) พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ NEW MG ZS จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mgcars.com

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ตอบรับกระแสปลั๊กอิน ไฮบริด มาแรง!

Wednesday, 01 November 2017 14:55

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สมาชิกใหม่ในตระกูลปลั๊กอิน ไฮบริด ตอกย้ำนวัตกรรมเหนือระดับแห่งยานยนต์อย่างต่อเนื่องให้แก่แฟนๆ พร้อมประกาศความสำเร็จในการสร้างสถิติยอดขายรวม 9 เดือนแรกในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จครั้งสำคัญจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยสถิติยอดขายรวมจนถึงเดือนกันยายน จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ มากถึง 7,702 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตปีที่ 30% ซึ่งถือเป็นสถิติยอดขายใน 3 ไตรมาสแรกของปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมด้วยสถิติใหม่ด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยูในเดือนกันยายน 2560 เพียงเดือนเดียว ถึง 1,003 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

   ส่วนในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน ด้วยยอดขาย 239,764 คันในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนับเป็นส่วนหนึ่งของสถิติยอดขายใหม่จาก 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 1,811,234 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.7%

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในปี 2560 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในตลาดยานยนต์พรีเมียม และยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบีเอ็มดับเบิลยู  ด้วยสถิติยอดขายสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์อีกหลากหลายรุ่นที่เราเตรียมเปิดตัวออกสู่ตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าปี 2560 นี้ จะต้องเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

   “และเพื่อเริ่มต้นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้พร้อมกับไฮไลท์อีกหลายรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มีความภูมิใจที่จะนำเสนอ บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดประเทศไทย โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด ที่มอบมาตรฐานคุณภาพชั้นเยี่ยม ทั้งในด้านการขับขี่และความประหยัดน้ำมัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดความสำเร็จด้วยผลงานยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง”

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นสปอร์ตซีดานพันธุ์แท้ที่ออกแบบมาเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่ ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบและเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ทรงพลัง สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมให้สมรรถนะที่ตอบสนองได้ทันใจในเสี้ยววินาที ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำเพียง 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร และลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น แต่ยังคงความทรงพลังในสไตล์สปอร์ตด้วยอัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   โดยแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยใช้เวลาในการชาร์จให้เต็มประมาณ 3 ชั่วโมง หรือหากชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ราคาเริ่มต้นที่ 2,259,000 บาท พร้อม BSI Standard ให้บริการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Double-Spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุผิวหน้าอลูมิเนียมแต่งลายเส้นทางยาวพร้อมแถบโครเมียม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าและระบบจำตำแหน่งสำหรับคนขับ จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชี่ยล เซอร์วิสให้เลือกสรร

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

More Articles...

Page 6 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )