Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน Thailand International Motor Expo 2018

Friday, 23 November 2018 14:42

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่(The new Porsche Macan) เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 (Thailand International Motor Expo 2018) ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 4.8 ล้านบาท รถยนต์ SUV ขนาดคอมแพคนี้มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบาย การเชื่อมต่อด้วย ระบบสื่อสารเพื่อการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบ อุปกรณ์พื้นฐานที่ได้รับการติดตั้งมากมายเสริมด้วย Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปี ของปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ซึ่งนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

   นอกจากนี้ เอเอเอสฯ ยังเตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางในเส้นทางดิจิทัลแด่ผู้ชื่นชอบ รถยนต์ปอร์เช่ด้วยโมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ขนาด 1:3 ผ่านเทคโนโลยีภาพจำลองเสมือนจริง (Augmented Reality) โดยโมเดลดังกล่าวจะพาทุกท่านเข้าสู่โลกของ E-Performance และยลโฉมก่อนการมาถึงของ ไทคานน์ (Taycan) ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบของปอร์เช่ ซึ่งจะมาถึงในต้นปี 2020 นี้ โมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ได้ออกเดินทางไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่ 2 หลังจากที่เดินทางไปจัดแสดงในกิจกรรม E-Performance Nights ที่ประเทศมาเลเซียและหลังจากนี้ก็จะ เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่อไป

   มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทยเปิดเผยว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็น ประเทศเจ้าภาพของการเปิดตัวรถยนต์ ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) เป็นครั้งแรกใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโฉมใหม่ผสานด้วย Premium Package ที่มาพร้อม ราคาสุดเร้าใจ และในขณะเดียวกัน โมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ที่จะอวดโฉมแก่สายตาสาธารณชน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการมาถึงของ ไทคานน์ (Taycan) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรก ของปอร์เช่ ซึ่งเราเล็งเห็นว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมแน่นอน เราพร้อมแล้วที่จะต้อนรับทุกท่านที่บูธ รถยนต์ปอร์เช่ของเรา”

ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Macan)

   ยนตรกรรมสปอร์ต SUV ขนาดคอมแพครุ่นล่าสุด มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุกระบอกสูบ 2.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมทั้งอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการเพิ่มเติมได้แก่ ไฟหน้า LED ระบบความ บันเทิงและการติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management รุ่นล่าสุดพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้ว ระบบเซ็นเซอร์หน้า-หลังพร้อมกล้องช่วยเหลือในการถอยจอด เบาะนั่งแบบ comfort ปรับได้ 14 ทิศทาง ที่สามารถจดจำการตั้งค่าที่นั่งได้ ระบบช่วยเหลือการเปลี่ยนเลนส์หรือเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ ระบบปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแยกระหว่างตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

   Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปีนี้ ประกอบด้วย ระบบเครื่องเสียง BOSE® Surround Sound System ระบบสั่งการด้วยเสียง Apple® CarPlay, ระบบ Ambient Lighting ในห้องโดยสาร, ม่านบังแสงอัตโนมัติ (Mechanical Sunblinds) และ กระจกปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Mirrors) ได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาในราคาเริ่มต้นเพียง 4.8 ล้านบาท

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid)

   ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Cayenne E-Hybrid) ยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้ง ขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์ สปอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูง สุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder) อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.6 กิโลวัตต์ ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 6.3 ล้านบาท

ไทคานน์ (Taycan)

   ยานยนต์แห่งอนาคตที่ก้าวเข้ามาใกล้อีกขึ้นหนึ่ง สายการผลิตของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่จะเริ่มขึ้นในปีหน้า มอเตอร์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ตัวแบบ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) เมื่อทำงานร่วมกันสามารถผลิตกำลังสูงสุดได้มากกว่า 600 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) ส่งผลให้รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า คันนี้มี อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาต่ำกว่า 3.5 วินาที และพุ่งทะยานสู่ ความเร็วสูงสุดถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 12 วินาที ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมนี้เกิดขึ้นโดยข้อได้เปรียบ ของการถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องอันเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า: การเร่งออกตัว ที่ฉับไวอย่างเหลือเชื่อมีที่มาจากประสิทธิภาพการทำงานของส่วนประกอบซึ่งปราศจากการสูญเสียใดๆ ในระบบ อย่างสิ้นเชิง รถยนต์คันนี้มีความสามารถขับเคลื่อนได้ไกลมากกว่า 500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC.

เกี่ยวกับ AAS Auto Service

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการทด สอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดของศูนย์ รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการให้บริการหลัง การขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกรของเราให้มีคุณภาพสูงสุดตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after You and Your Car” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name You Can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร 02-288-0911

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ เปิดตัว มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่เร้าใจ “เป็นตัวเอง ไปให้สุด”

Wednesday, 07 March 2018 16:54

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจลิมิเต็ด อิดิชั่น ยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์ พร้อมการตกแต่งภายนอกและภายในที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับและจับจองที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 564,000 บาท

   “มิตซูบิชิ มิราจได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยการเป็นหนึ่งในรถที่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดในประเทศไทย ด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสมสำหรับการการขับขี่ที่คล่องตัวในเมืองและการเดินทางไกลที่สะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว  

   “นอกเหนือจากการมอบความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ ตามแบบฉบับซิตี้คาร์อัจฉริยะของมิตซูบิชิแล้ว  รุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น นี้ยังได้รับการตกแต่งพิเศษเพื่อสร้างความโดดเด่นยิ่งขึ้นสะท้อนบุคลิกของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ กล้าแสดงออกและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นมาพร้อมสีภายนอก 2 สไตล์ คือ สีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาดำ และสีขาวมุก (White Pearl)ตัดกับหลังคาสีดำ เน้นความดุดันและทันสมัย ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังรักษารูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตและความปราดเปรียวเช่นเดิม  

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 10 รายการ เริ่มจากกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดี สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบแอลอีดี ล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว และตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิก ชุดอุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวช่วยให้ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อคงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก พร้อมได้รับการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่สวยงามผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะผ้าสีทูโทน ดำ-แดงพร้อมตะเข็บสีแดง หัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งเสริมเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยสีดำแบล็กเปียโนและโครเมียม เดินตะเข็บสีแดง มาพร้อมกระจกส่องหน้าบนแผงบังแดดคู่หน้า และราวมือจับเหนือศีรษะสามตำแหน่งแบบพับได้

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้ง ระบบสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ห้องโดยสารที่กว้างขวางและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบายอย่างมีสไตล์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในการขับขี่ทุกเส้นทาง

   ระบบความปลอดภัยของมิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความครบครันเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกประกอบด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกัน การลื่นไถล (TCL) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward) ทุกระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วปกติในเมืองและความเร็วสูงบนถนนทางไกล

   นอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังมาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมด้วยระบบเสริมแรงเบรก (BA) ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ รถแฮทช์แบ็กรุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX สองตำแหน่ง

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นแรงด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHCพร้อม MIVECระบบวาล์วแปรผันเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันสูงสุดและลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างยอดเยี่ยม

   เครื่องยนต์ดังกล่าวผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 มีอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม.ต่อลิตร และมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัมต่อกม. ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECIIICVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-SENSOR) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ราคา564,000 บาทสำหรับรุ่นสีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 571,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น หรูหราเหนือระดับเพื่อความสำเร็จที่แตกต่าง

Thursday, 22 November 2018 17:56

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นพิเศษ อีลีท เอดิชั่น ยกระดับความหรูหรา ผสานสไตล์การออกแบบและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้นโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ตกแต่งพิเศษสร้างความแตกต่างอย่างมีระดับ

   “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เปี่ยมด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย ความอเนกประสงค์พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้นเสมอมา ทั้งนี้เพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำในเซ็กเมนท์นี้ เราจึงเพิ่มความหรูหราให้กับ ปาเจโร สปอร์ต พร้อมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เพื่อให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตอีลีท เอดิชั่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จที่แตกต่าง” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มีจำหน่ายทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอบความอเนกประสงค์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าชาวไทย มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Jet Black Mica และ สีขาว White Pearl\

   สีดำ Jet Black Micaเน้นความสปอร์ตดุดันผสานเข้ากับความหรูหราเหนือระดับ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสัญลักษณ์ PAJERO SPORT บนฝากระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำ ราวหลังคาสีดำ สปอยเลอร์หลัง ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว

   ขณะที่สีขาวมุก White Pearlสะกดทุกสายตาด้วยสไตล์การตกแต่งที่หรูหราสง่างามและปราดเปรียวด้วยตัวถังสีขาวมุก White Pearl ตัดกับหลังคาสีดำ Jet Black Micaลงตัวแบบทูโทนและครบครันด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ ‘Dynamic Shield’ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ดีไซน์ด้านหน้าจึงโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่เฉียบคมมีลักษณะคล้ายโล่ที่ผสมผสานการปกป้องเข้ากับสมรรถนะไว้กับการออกแบบได้อย่างลงตัว ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น เปี่ยมด้วยความแกร่งทันสมัยและยังให้สัมผัสแห่งความหรูหราเหนือระดับอย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ได้รับการตกแต่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลแบบ Horizontal Stripeเหนือกว่าด้วยวัสดุสะท้อนความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดในกรณีที่ต้องจอดรถกลางแจ้ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ยังตกแต่งแผงข้างประตูและกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางด้วยหนังสีน้ำตาลเพื่อสัมผัสที่หรูหรา พร้อมด้วยแผ่นกันรอยขอบประตูผลิตจากสแตนเลสพร้อมไฟ LED และพรมรองพื้นห้องโดยสาร

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล(ASTC)ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน(HSA)ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว(FCM) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว(UMS)ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา(BSW) พร้อมกล้องมองภาพรอบคัน(Multi Around Monitor) และสัญญาณกะระยะจอด

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นผสานขุมพลังความแกร่งด้วยเครื่องยนต์ MIVECดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร พละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

    ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทรงประสิทธิภาพด้วยระบบ Super Select 4WD-II ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ โหมด 4H ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with LockedTransfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with LockedTransfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ
ล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock)ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งในรถอเนกประสงค์ไม่กี่รุ่น

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น คือขั้นของความหรูหราเหนือระดับที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัย สมรรถนะและเทคโนโลยี ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส “Drive Your Ambition”

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,459,000 บาท รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,574,000 บาท และเพิ่มอีก 20,000 บาท สำหรับ รุ่นสีขาว White Pearl หลังคาสีดำ Jet Black Mica

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ลุยตลาดประเดิมก้าวสู่ปีที่ 61

Friday, 26 January 2018 19:14

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“ปี พ.ศ. 2560ที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 60ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุใน ประเทศไทย นับเป็นปีทองแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอีซูซุ เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่สนับสนุนอีซูซุตลอดมา และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 61นี้ อีซูซุขอแนะนำยนตรกรรมใหม่เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย นั่นคือ

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงขีดสุด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ต ปรับโฉมใหม่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน มีให้เลือก 2รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ตเข้าถึงจิตวิญญาณชาวเรซซิ่ง และครั้งแรกกับทางเลือก ใหม่! Speed Cab4ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตูของคนพันธุ์เท่พร้อมด้วยรุ่น Hi-Landerสปอร์ตพรีเมี่ยม เท่ หรูหรามีสไตล์ดุจรถยนต์นั่ง ราคาจำหน่าย 742,000 – 966,000 บาท

   ในปีนี้เราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายทั้งด้านการจำหน่ายและการบริการหลังการขายต่างๆ ตาม “วิถีอีซูซุ- - ผู้ใช้สุขใจ  เพิ่มพูนรายได้  ช่วยให้สังคมพัฒนา” ที่ยึดมั่นตลอด 60ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายหลักในการสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทยเช่นเดิม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถรุ่นนี้จะถูกใจและได้รับการตอบรับอย่างดีเหมือนกับรถอีซูซุทุกๆ รุ่นด้วย”

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai                

                   

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  แรงสุดขีด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์”  ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตเพื่อการขับขี่แบบเรซซิ่งพันธุ์แท้ ภายนอกโดดเด่น สะกดทุกสายตา  และสปอร์ตเหนือชั้นไปกับดีไซน์ภายในสีดำ-แดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Speed โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบความเร้าใจ หลงใหลชีวิตที่มีสีสัน และต้องการสะท้อนตัวตนสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยการขับขี่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” รุ่น Speed เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณเรซซิ่งให้แรงถึงขีดสุด...สู่อีกระดับของขุมพลังสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัด
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้า ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทรงพลังทุกเส้นสาย ดึงดุดทุกสายตาด้วยเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต  ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับไฟหน้าและเส้นสปีดสีแดงยาวรอบคัน สปอร์ตเท่ทุกมุมมอง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film เสริมมาดเข้มสไตล์สปอร์ต ในรุ่น Speed Cab4
  • ใหม่! ล้ออัลลอยดีไซน์ล่าสุดสีเทาดำ ขนาด 16 นิ้ว เท่ ดูดีสไตล์สปอร์ต
  • ใหม่! เบาะนั่งสีดำแดง โอบกระชับ ดีไซน์สปอร์ต ลวดลาย Honeycomb เท่ เต็มอารมณ์ พร้อมสัญลักษณ์ X ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style  และผิวสัมผัส Soft Touch เดินด้ายสีแดงสุดสปอร์ต ลงตัวกับชุดโครเมี่ยมประดับช่องแอร์และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES บนแถบสีแดงสุดเท่ที่คอนโซลหน้า และชุดตกแต่งแผงข้างประตูสีแดงลวดลาย Honeycomb สุดสปอร์ต

ชัดเจนด้วยหน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID เทคโนโลยีล่าสุด และฟังก์ชั่นครบครัน  พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนังเดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัยช่อง USB ชาร์จไฟ 2จุด หน้า-หลัง ในรุ่น Speed Cab4 และ 1จุดในรุ่น Speed ระบบ Bluetooth เชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ พร้อมฟังก์ชั่น Bluetooth Audio กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 6 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Hi-Lander เติมไลฟ์สไตล์สปอร์ตให้เต็มพลัง ด้วยความหรูหรา เท่แบบมีสไตล์ ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เป็นเอกลัษณ์  ได้สะท้อนตัวตนสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยความลงตัวระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวันกับความสปอร์ตเท่ที่หรูหรามีสไตล์แบบรถยนต์นั่ง
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้าสุดสปอร์ต ออกแบบลงตัวรับกับสเกิร์ตหน้าดีไซน์เท่ ทรงพลัง สะกดทุกสายตา ด้วยกันชนหน้าสีเทาดำ Front Bumper Garnish ที่ตัดรับกับเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต ดีไซน์ยาวต่อเนื่องรับกับไฟหน้าอย่างลงตัว  มาพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์เท่คาดหน้า-หลัง เติมความโดดเด่นไม่ซ้ำใครและสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เสริมความสปอร์ตให้มีสไตล์
  • ใหม่! ชุดไฟตัดหมอกสีเดียวกับตัวรถ พร้อมกรอบสีเทาดำ ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับสเกิร์ตหน้าสปอร์ตเหนือระดับ
  • สปอร์ตบาร์ดีไซน์ใหม่! สีทูโทน เท่ สปอร์ต ดูโฉบเฉี่ยว
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film ให้ความต่อเนื่องสวยงาม เสริมความพรีเมี่ยมในรุ่น 4 ประตู
  • บันไดข้างดีไซน์ใหม่ แบบชิ้นเดียว พร้อมตกแต่งด้วยขอบสีเงิน ดูสปอร์ตหรู
  • ล้ออัลลอยทูโทนดีไซน์ใหม่! ขนาด 18 นิ้ว เท่สะดุดตา ในรุ่น 4 ประตู
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์หรู แบบ Double Layer เพิ่มมิติแห่งดีไซน์ เดินด้าย สีแดงดูสปอร์ตพรีเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style และผิวสัมผัสใหม่ Soft Touch เดินด้านสีแดงสุดสปอร์ต หรูหราลงตัวกับชุดโครเมียมประดับช่องแอร์ และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่คอนโซลหน้า

   หน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID ฟังก์ชั่นครบครัน   พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนัง เดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU  สีแดง  ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัย ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  ที่สุดของความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง Isuzu Media Solution หน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 7 นิ้ว เชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้หลากหลาย พร้อมระบบบลูทูธ กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 8 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้นในรุ่น  4ประตู

 

 

   ทั้ง 2รุ่นมาพร้อมขีดสุดของสมรรถนะกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ขุมพลังสปอร์ตสไตล์เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  และระบบส่งกำลังสไตล์สปอร์ต  โดยทั้งรุ่นเกียร์ออโตเมติก 6สปีด แบบ Rev Tronic และรุ่นเกียร์ธรรมดา 6สปีด มาพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ 2ตำแหน่งที่เกียร์ 5และ 6รุ่น Speed และ Speed Cab4 มีให้เลือก 3 สี  ได้แก่ ใหม่! แดงเอทนา ไมก้า (ETNA MICA RED)  ขาวไซบีเรียน (SIBERIAN WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)  ส่วนรุ่น Hi-Lander 4ประตู และ 2ประตู  มีให้เลือก 2สี ขาวมุกเอเวอเรสต์ (EVEREST PEARL WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)

 
 

NEW CARS THAILAND : All-New Land Rover Discovery เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย

Wednesday, 26 July 2017 14:55

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการ เปิดตัว All New Land Rover Discovery ครั้งแรกในประเทศไทย

   แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ ใหม่ รถเอสยูวีอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ Full-Size 7 ที่นั่ง 3 แถว และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย ได้รับการออกแบบพื้นที่เก็บสัมภาระอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบดิจิตอลที่ครบสมบูรณ์ ตอบโจทย์ความจำเป็นของครอบครัวในยุคนี้

   นายชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ ดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่จากแลนด์โรเวอร์นี้ เป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ของรุ่นดิสคัฟเวอรี่ จากลูกค้าจำนวนมากกว่า    1 ล้าน 2 แสนคนที่อยู่กับดิสคัฟเวอรี่ในทุกก้าวของการเดินทาง ผ่านการพัฒนามาตลอด 27 ปีกับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ผลลัพธ์ที่ได้คือรถอเนกประสงค์ของครอบครัวที่ดีที่สุดในโลก ดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่นี้การออกแบบยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถตระกูลดิสคัฟเวอรี่  ด้วยมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ไม่มีใครเหมือน ผสานกับความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกพื้นผิวถนนและในทุกสภาวะอากาศอันไร้คู่แข่ง”

   “การออกแบบและความสมบูรณ์ทางวิศวกรรมของแลนด์โรเวอร์ ทำให้มั่นใจว่าดิสคัฟเวอรี่ใหม่สามารถรองรับผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดตัวมาตรฐานได้จำนวน 7 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสาร 3 แถว โดยทุกตำแหน่งที่นั่งคือที่นั่งที่ดีที่สุดที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบายแม้ในแถวหลังสุด ด้วยขนาดตัวถังรถที่มีความยาวน้อยกว่า 5 เมตร พร้อมฟังค์ชั่นการปรับเปลี่ยนการใช้งานที่หลากหลาย พื้นที่จัดเก็บสัมภาระออกแบบภายใต้ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ในคอนโซลกลางซึ่งสามารถวางขวดน้ำดื่มสองลิตรจำนวน 2 ขวด พื้นที่วางแขนตรงกลางขนาดใหญ่พอที่จะใส่ iPad ได้ 5 เครื่อง และเนื้อที่เก็บกระเป๋าสัมภาระรองรับน้ำหนักได้มากถึง 2,500 ลิตร ถือเป็นการออกแบบภายในได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

   “และกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งไปสู่ความอเนกประสงค์อย่างเหนือชั้นของดิสคัฟเวอรี่ใหม่ คือ ระบบความบันเทิง InControl Touch Pro ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ในตำแหน่งแผงหน้าปัดกลาง ส่งผลให้ลดจำนวนสวิตช์บนแผงหน้าปัดลงได้ถึง 1 ใน 3 พร้อมภาพกราฟิกที่คมชัดและเมนูที่ใช้งานง่าย รวมเทคโนโลยีล่าสุดของการนำทางและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน การเชื่อมต่ออย่างไม่สะดุดกับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ผสานกับ Meridian ระบบเสียงรอบทิศทางที่มีลำโพง 14 ตัว พร้อมด้วยซับวูฟเฟอร์ มอบประสบการณ์ในการรับฟังที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมเพลงออนไลน์หรือการเล่นเพลงโดยตรงจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ จุดชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์มากถึง 6 จุด ช่องเสียบสาย USB ที่มีถึง 7 จุด หรือมากถึง 9 จุดเมื่อมีการติดตั้งชุดความบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหลัง ทำให้ผู้โดยสารในแต่ละแถวสามารถใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ในเวลาเดียวกัน”

   “คุณสมบัติด้านเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง คือ สายรัดข้อมือ แอคทิวิตี้ คีย์ (Activity Key) เทคโนโลยีอันทันสมัยของแลนด์โรเวอร์ที่ทำให้ลูกค้าสามารถไปเล่นกีฬา วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือทำงานอดิเรกต่าง ๆ โดยไม่ต้องถือกุญแจรถยนต์ไปด้วย สามารถเก็บกุญแจไว้ภายในรถได้อย่างปลอดภัย”

   “สมรรถนะและประสิทธิภาพอันทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล TD6 ขนาด 3.0 ลิตร 258 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด ให้แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบ/นาที ผสานความก้าวล้ำของการใช้วัสดุด้วยตัวถังอะลูมิเนียมแบบไร้โครงที่ทนทานแต่มีน้ำหนักเบา และดิสคัฟเวอรี่ใหม่คงรักษาความสามารถการขับขี่ในทุกสภาพภูมิประเทศ ด้วยความสามารถอันมีชื่อเสียงของแลนด์โรเวอร์ในการลุยน้ำลึกสูงสุดที่ 900 มิลลิเมตรสำหรับดิสคัฟเวอรี่ใหม่ โดยเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 200 มิลลิเมตร มอบความมั่นใจแบบไร้คู่แข่งเมื่อต้องรับมือกับทั้งเส้นทางที่เต็มไปด้วยน้ำและถนนที่มีน้ำท่วม”

   นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากกลุ่มเป้าหมาย ออลนิว ดิสคัฟเวอรี่ ส่วนหนึ่งยังคงมุ่งเน้นไปที่ฐานลูกค้าผู้ใช้ดิสคัฟเวอรี่รุ่นก่อนหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่มีความผูกพันกับแบรนด์  แลนด์โรเวอร์มายาวนาน จึงมอบข้อเสนอพิเศษทางการเงิน ด้วยการผ่อนชำระได้นานสูงสุด 96 เดือน และ Worry-Free-Program นาน 5 ปี ซึ่งประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิต โปรแกรมซ่อมบำรุงตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนถนน 24 ชั่วโมง”

ราคาจำหน่าย ออลนิว แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่

- All-New Land Rover Discovery รุ่น SE           ราคา 6,499,000 บาท

- All-New Land Rover Discovery รุ่น HSE        ราคา 6,999,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : BMW 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ

Wednesday, 02 August 2017 14:26

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเครื่องยนต์ดีเซลจากตระกูลซีรีส์ 5 กับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมประกาศโปรแกรมบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิรูปแบบใหม่ล่าสุด รวมถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างพันธมิตรเพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สู่ประเทศไทย

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้ความสำคัญต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าของเรา การประกาศหลายข่าวดีของเราในวันนี้ ไม่เพียงแสดงถึงพันธะ สัญญาที่บีเอ็มดับเบิลยูยึดมั่นและมีให้แก่ลูกค้าทุกคน แต่ยังตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกแห่งยนตรกรรม ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้าของเราด้วยรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละท่านไปจนถึงการสร้างระบบขับเคลื่อนอันสมบูรณ์แบบเพื่อสุนทรียภาพในการขับขี่ เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ในอุดมคติสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เป็นจริง”

   “นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport ยังเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ประกอบในประเทศไทยจากโรงงานซึ่งมีศักยภาพการผลิตไม่เป็นรองใครของเราในจังหวัดระยอง จึงทำให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมแห่ง ‘ความปราดเปรียวอันภูมิฐาน’ จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น”

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport: เมื่อความหรูหราเหนือระดับผสานขุมพลังแห่งยนตรกรรม

- ราคา: 3,439,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมแพกเกจ BSI Standard)

   รถยนต์รุ่นที่สี่จากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ ที่พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย และเป็นรถยนต์รุ่นแรกในเจนเนอเรชั่นนี้ที่ประกอบในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport มาพร้อมความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และขุมพลังดีเซลอันปราดเปรียวเปี่ยมพละกำลัง พร้อมบุคลิกสไตล์รถยนต์สปอร์ตในทุกขณะขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โดยมาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ที่ส่งให้ BMW Individual high-gloss Shadow Line อวดโฉมเส้นสายที่ยกระดับความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น ในขณะที่ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและบุคลิกภาพของรถยนต์ ตั้งแต่เริ่มจนจบการเดินทาง

   ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และการตกแต่งด้วย fine-wood trim ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง ในขณะที่ระบบ Gesture Control ที่เปิดตัวไปพร้อมกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คู่กับหน้าจอ แสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร

   โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) รูปแบบใหม่ ที่คุณสามารถเลือกรับบริการระดับพรีเมียมได้อย่างตรงใจ

   สำหรับโปรแกรม BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ในครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำเสนอทางเลือกในการบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคัดสรรแพ็คเกจการบริการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการในการขับขี่อันเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยจากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันยาวนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพ็คเกจการบริการและการรับประกันรูปแบบใหม่ที่นำเสนอพร้อมทางเลือกของราคาสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิในแต่ละรุ่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจ

   นอกเหนือจากแพ็คเกจการให้บริการที่มีให้เลือกหลายระดับแล้ว โปรแกรม BSI และ MSI ยังมอบสิทธิประโยชน์การดูแลบำรุงรักษารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างครอบคลุม เช่น การบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การบริการเปลี่ยนกรองอากาศภายใน การบริการเปลี่ยนหัวเทียน การบริการเปลี่ยนผ้าเบรกและจานเบรก การบริการตรวจสอบรถยนต์ รวมไปถึงการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ทั้งนี้การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ (Mobility Service) สำหรับทุกแพ็กเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

   โปรแกรมรูปแบบใหม่จะเริ่มให้บริการโดยผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

 

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ไฮลักซ์ รีโว่” รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์

Thursday, 27 July 2017 15:36

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการ ที่ต้องการยานพาหนะที่มีสมรรถนะสูง ทนทาน และสามารถใช้จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนอย่างดีเยี่ยมของระบบช่วงล่าง DCS รวมถึงระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นด้วยระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) และระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-Force Distribution) ที่มาพร้อมถุงลมนิรภัย 3 จุด ที่มีในรุ่นมาตรฐาน แค็บและแชสซีส์ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ขับขี่

   ทั้งนี้ โตโยต้า ไฮลักซ์ ทุกรุ่นภายใต้โครงการไอเอ็มวีได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย พิสูจน์ได้จากตัวเลขยอดขายสะสมภายในประเทศมากกว่า 1.9 ล้านคัน ทำให้โตโยต้ามั่นใจว่า ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานเอนกประสงค์ของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมรรถนะในการบรรทุกขนส่งสินค้า

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistic) มีบทบาทเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบัน จากการที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เน้นความสะดวกสบายโดยการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และใช้บริการขนส่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี”

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์คันเดียวครบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานเครื่องยนต์...สึกหรอน้อย ทนทาน ประหยัดค่าใช้จ่าย

  • เครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร (เกียร์ธรรมดา 5 สปีด)…กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 2,800 รอบ/นาที

ช่วงล่าง...หนึบ แกร่ง แบกหนักแค่ไหนก็เอาอยู่

  • ระบบ DCS (Dynamic Control Suspension)... บรรทุกของหนักได้เต็มที่ มั่นใจทุกการใช้งาน
  • โช้คอัพใหญ่ขึ้น 8% ...เกาะถนนดีเยี่ยม
  • แหนบยาวขึ้น 100 มม. ...ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน
  • ระยะห่างของแหนบ เพิ่มขึ้น 50 มม. ...ทรงตัวดีเยี่ยม ทั้งทางตรงและเข้าโค้ง
  • โครงสร้างแชสซีส์ใหญ่ขึ้น 20 มม. ...แกร่งขึ้นรองรับน้ำหนักบรรทุกได้เต็มพิกัด

ความปลอดภัย...เดินทางมั่นใจ ปลอดภัยทุกเส้นทาง

  • ระบบเบรก ABS/ EBD ...เบรกกระทันหันก็มั่นใจว่าปลอดภัย (เจ้าเดียวที่มีในรุ่นมาตรฐานแค็บและแชสซีส์)
  • ถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง...ปกป้องผู้ขับขี่และลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า และถุงลมกันกระแทกเข่าของผู้ขับขี่

สิ่งอำนวยความสะดวก...ขับไปไหนก็สบาย

  • ห้องโดยสารกว้างขวางรองรับทุกความบันเทิงด้วย ระบบเครื่องเสียง CD / MP3 / WMA พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth และช่องต่อ USB/AUX

เลือกเป็นเจ้าของไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  ได้ 3 สี สีขาว  (Super White) / สีเงิน (Silver Metallic) / สีเทาดำ (Dark Gray Mica Metallic)

- ราคา  516,000  บาท

   สอบถามรายละเอียดและสั่งจองได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 467 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON Limited Edition เสริมทัพด้วยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

Saturday, 08 July 2017 15:21

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ด้วยการเพิ่มรุ่น Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition อีก 1 รุ่นเป็นทางเลือกในการตอบโจทย์ลูกค้าที่มากขึ้น

   สำหรับรุ่น Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition และรุ่น Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT/ 5AT Limited Edition ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดตั้งแต่เปิดตัวยังคงมีให้เลือกเช่นเคย  ซึ่งมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคันแรงด้วยขุมพลังนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร MIVEC เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย เบาและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี VG Turbo ช่วยรีดกำลังออกมาได้สูงสุด 181 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 430 นิวตันเมตร พร้อมให้ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำเพียง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 20%

   มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ใช้งานง่าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบ ให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนน ไปให้สุดกับระบบล็อกเพลาหลัง Rear Diff Lock ให้คุณเอาชนะทุกอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย พร้อมให้ความอุ่นใจในความปลอดภัย ด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, บริเวณเข่าคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ซึ่งทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทาง เฉพาะด้านคนขับ สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง

   รูปลักษณ์แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีดำรอบคัน ประกอบไปด้วย กระจังหน้าสีดำ, ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ, ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว, โป่งซุ้มล้อสีดำ, บันไดข้างสีดำ, กันชนหลังสีดำ และฐานไฟหน้าสีดำ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคัน

   ส่วนอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษภายใน มีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับ กระจกกรองแสง (หน้าต่างแถวที่ 2 และบานหลัง) พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พิเศษในรุ่น Double Cab Plus ที่ยังมาพร้อมกับจอเพดานหลังขนาด 10.2 นิ้ว

   มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยข้อเสนอพิเศษกับ แพคเกจ 3553ประกอบไปด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี และฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปี4 ทั้งยังมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานาน 3 ปี

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยทางเลือก 4 รุ่นย่อย

  • Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition 
    สีดำ ราคา 746,000 บาท และสีขาว ราคา 753,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition
    สีดำ ราคา 869,000 บาท และสีขาว ราคา 876,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 914,000 บาท และสีขาว ราคา 921,000 บาท
  • Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 1,072,000 บาท และสีขาว ราคา 1,079,000 บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ครอสโอเวอร์สายพันธุ์แรง

Wednesday, 21 June 2017 16:18

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์หรู รุกหนักผลิตภัณฑ์กลุ่มเอสยูวี เปิดตัวยนตรกรรมประกอบในประเทศรุ่นล่าสุด อย่าง  “GLC 250 d 4MATIC Coupé” รถยนต์ที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเสริมทัพเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบความเร็วด้วยสมาชิกลำดับที่9ในกลุ่ม Mercedes-AMG สไตล์ครอสโอเวอร์สมรรถนะสูง อย่าง  Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé โดยรถยนต์รุ่น “GLC 250 d 4MATIC Coupé” นำเสนอสองรุ่นย่อย ได้แก่ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท ส่วน  Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé นำเสนอในราคา 5,790,000 บาท

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“รถยนต์ตระกูลเอสยูวี ถือเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากในปีที่ผ่านมา กลุ่มรถยนต์เอสยูวีเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตสูงสุดด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 706,170 คัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์หรู รวมถึงเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า เราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง”

   “รถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราตั้งใจนำเสนอให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาและคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งคัดเลือกรุ่นรถยนต์ที่ดำเนินการประกอบภายในประเทศ เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ ของรถให้เหมาะสมกับสภาพท้องถนนตลอดจนลักษณะการขับขี่และการใช้งานในเมืองไทย ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นแบรนด์รถหรูเพียงแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มีการประกอบรถยนต์ภายในประเทศครบทั้ง 3 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การประกอบโครงสร้างตัวถังรถ (Body shop) ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีทั้งเหล็กชนิดพิเศษและอลูมิเนียม เพื่อความแข็งแรงและน้ำหนักเบา การทำสี (Paint) ซึ่งใช้มาตรฐานการทำสีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Assembly) ด้วยความพิถีพิถันโดยมีการใช้อะไหล่ที่ผลิตในประเทศมากกว่า 40% ภายใต้มาตรฐานคุณภาพการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จาก บริษัท เดมเลอร์ เอจี ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังถือเป็นค่ายรถยนต์หรูเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่นำเสนอรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศที่มีจำนวนรุ่นให้เลือกสรรมากที่สุด โดยหลังจากการเปิดตัว The GLC Coupé รุ่นประกอบประเทศไทยวันนี้ จะส่งผลให้ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศถึง 21 รุ่น ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz อีกด้วย ทั้งนี้ เรายังคงตั้งใจที่จะผลิตรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยให้ดีที่สุด”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ มีผลจากการที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรุ่นรถยนต์ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีรถยนต์กลุ่มเอสยูวีทั้งหมด 11 รุ่นที่ครอบคลุมทุกขนาดและเซ็กเมนต์ ได้แก่ GLA 200 Urban, GLA 250 AMG Dynamic, GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD, GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive, GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic, GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic, GLS 350 d 4MATIC AMG Premium, G 350 d Sport รวมถึงรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวในวันนี้ อย่าง GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus

   “GLC 250 d 4MATIC Coupé” รุ่นประกอบในประเทศไทย เป็นยนตรกรรมขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง The GLC Coupé มีให้เลือกสรรถึง 2 แบบ คือ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูปราดเปรียว ด้วยลายเส้นโค้งเว้า ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม”

  

GLC 250 d 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย

   ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมโดดเด่นด้วยการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งThe GLC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย มีให้เลือกสรรถึง 2 แบบ คือ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูปราดเปรียว ด้วยลายเส้นโค้งเว้า ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว รวมถึง การออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และระบบความปลอดภัยมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยทุกท่าน

ดีไซน์ภายนอก

   ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลาง เสริมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-optic เพื่อการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ เส้นสายหลังคาและลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย ที่เน้นดีไซน์แบบ  เรียบหรู ล้ำสมัยเสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกันด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ พร้อมด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว ระบบกันสะเทือนแบบ DYNAMIC BODY CONTROL, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายใน

   ของ The GLC-Class Coupé มาพร้อมจุดเด่นภายในห้องโดยสาร อย่าง แดชบอร์ดและคอนโซลกลางที่มีขอบลายเส้นที่ดูไหลลื่น โดยแผงคอนโซลที่มีขนาดใหญ่และถูกออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวนี้ วางทอดตัวยาวจากช่องลมระบบปรับอากาศบริเวณตรงกลางของแผงหน้าปัดลงมาจนถึงพนักวางแขนบริเวณกึ่งกลางระหว่างเบาะที่นั่งของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งเส้นสายบริเวณแผงคอนโซลที่ดูเรียบง่ายแต่เร้าอารมณ์ช่วยให้ห้องโดยสารดูกว้างขวาง เรียบง่าย และ ล้ำสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ทั้ง 2 แบบยังมาพร้อมกับพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ พร้อมเสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น เมื่อเลือกใช้โหมดของระบบกันสะเทือนแบบ COMFORT, SPORT และ SPORT+, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO, ฟังก์ชัน ECO start/stop, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน, เบาะนั่งสำหรับ  ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกหน่วยความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3/2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวางด้วยความจุ 500-1,400 ลิตร ซึ่งนับเป็นความจุที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มเดียวกัน รวมถึงระบบมัลติมีเดีย อย่าง ระบบวิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad และระบบรองรับการใช้งานอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ระบบแผนที่นำทาง (SD-Card Navigation System), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) โดย GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ตพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต และพรมปูพื้นพร้อมสัญลักษณ์ AMG

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   ของ The GLC Coupé มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) พร้อมระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (Tyre pressure loss warning system) เป็นต้น พร้อมทั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรถยนต์ The GLC-Class Coupé รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ

   นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่รองรับระบบ DYNAMIC SELECT ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL  ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT และ SPORT+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่าย AMG ที่มาพร้อมระบบส่งกำลัง AMG Performance 4MATIC และความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จากดีไซน์ภายนอก จากชุดตกแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5 ก้านขนาด 21 นิ้ว, AMG Spoiler-lip (สปอยเลอร์ด้านหลังบนฝากระโปรงท้าย), ปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ (4-pipe look), ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG และช่วงล่างแบบ AMG sports Suspension Based on AIR BODY CONTROL ซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์ภายใน

   โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ AMG DYNAMIC SELECT และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   มาพร้อมกับระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, CONFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SLIPPERY เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ (boost pressure) ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

  • GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท
  • GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท
  • Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ราคา 5,790,000 บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : อาวดี้ เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย! กับ Audi A5 Sportback และ Audi A4 Avant Black Edition ชูจุดแข็งเติมเต็มโปรดักส์ไลน์อัพ ราคาสุดคุ้มโดนใจรุกตลาดปลายปี

Thursday, 23 November 2017 13:44

 

 

 

 

 

 

 

   โค้งสุดท้ายปลายปีตลาดรถยนต์สุดคึกคัก อาวดี้ ประเทศไทย เดินหน้าสร้างความแตกต่างส่งรถ 2 รุ่นใหม่ ที่กำลังสร้างความฮือฮาทั่วโลกมาเสริมทัพเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับ Audi A5 Sportback และ AudiA4 AvantBlack Edition มั่นใจจุดแข็งผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงกลยุทธ์ด้านราคาที่ให้ความคุ้มค่าโดนใจ พร้อมยลโฉมตัวจริงได้ในงาน Motor Expo

   นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทยกล่าวว่า “บริษัทฯ ได้นำรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ไม่เคยนำเข้ามาทำตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมาก่อน มาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Motor Expo ปี นี้คือรุ่น Audi A5 Sportback และ AudiA4 AvantBlack Edition โดยรถรุ่น Audi A5 Sportback เป็นรถยนต์นั่งแบบ 5 ประตูที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นผสานความอเนกประสงค์ และความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สวยงาม สะดุดตาทุกมุมมอง ตกแต่งแบบสปอร์ต ด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line และอีกรุ่นคือ AudiA4 AvantBlack Edition ยนตรกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ด้วยบุคลิกและการตกแต่งแบบสปอร์ตเหนือระดับ ตอบสนองทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นนี้จะเป็นไฮไลท์เด่นที่สร้างความร้อนแรง และคึกคักให้กับบูธอาวดี้ ในงาน Motor Expo2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม 2560 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี”

   “การเปิดตัวยนตกรรมรุ่นใหม่ๆ นั้นเป็นไปตามกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ในเรื่องของ Product Variety ที่จะนำเสนอความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าของเรา และภายใต้นโยบาย Right Product Right Price เราได้พิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจของเรา ซึ่งต้องขอบคุณ AUDIAG ที่ให้การสนับสนุนอย่างดีทุกอย่าง ทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่ได้ประกาศไว้ ทั้งการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ การขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ การให้บริการหลังการขาย และการบริหารจัดการอะไหล่ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า รวมถึงการกำหนดราคาที่เหมาะสมทำให้ลูกค้าเป็นเจ้าของอาวดี้ได้อย่างสบายใจ”นายกฤษณะกร กล่าว

Audi A5Sportback ความลงตัวเหนือระดับ “สวยงาม สปอร์ต สะดวกสบาย”

   Audi A5 Sportback รถยนต์นั่งแบบ 5 ประตู หลังคาทรง Coupe ที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมสูง ผสมผสานจุดเด่นในด้านต่างๆ เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีความสวยงามในทุกมุมมองทั้งภายนอกและภายใน ให้อารมณ์สปอร์ต ที่น่าหลงใหล ชวนให้ขับขี่ ทั้งรูปทรงโดยรวม และการตกแต่งด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line และยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนตัวในชีวิตประจำวัน หรือใช้เป็นรถสำหรับครอบครัว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มีความความโดดเด่นเพียบพร้อม และให้ความสะดวกสบาย

   Audi A5 Sportback ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้เหนือขึ้น และดีขึ้นไปอีกทั้งรูปทรงและสมรรถนะ ตัวถังมีความยาว 4,733 มม. ความยาวฐานล้อ  2,824 มม. ความกว้าง 1,843 มม. และความสูง 1,386 มม. ฐานล้อที่ยาว และการออกแบบให้ตัวถังมีระยะโอเวอร์แฮงก์ที่สั้น ช่วยให้รถมีการขับขี่ควบคุมที่ดีขึ้น ขณะที่น้ำหนักรถลดลง 85 กก.

   ด้านหน้า Audi A5 Sportback ถูกออกแบบให้มีบุคลิกความเป็นสปอร์ตที่ชัดเจน กระจังหน้ากว้าง ส่วนการออกแบบด้านข้างเน้นเส้นสายที่คมชัด สปอร์ต ลื่นไหลเหมือนคลื่น และมีมิติจากแสงเงาที่ตกกระทบจากเสาเอ หลังคาถูกยกขึ้นในมุมที่ให้อารมณ์สปอร์ตไล่เรื่อยไปถึงด้านหลังในรูปแบบแบนเรียบ ช่วยเพิ่มมุมมองที่ดุดัน และมีแอร์โรไดนามิคที่ดี ด้านหลังคุมอารมณ์ด้วยรูปทรงเส้นสายแนวนอน 3 มิติ ช่วยให้รถดูกว้าง สปอร์ต พร้อมสปอยเลอร์ในตัวที่ช่วยทำให้รถมีหลักอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น ไฟท้ายรูปทรง 3มิติ บางเฉียบ เพิ่มความคมเข้มให้มุมมองด้านท้าย มาพร้อมเทคโนโลยีไฟแอลอีดี และไฟเลี้ยวแอลอีดีแบบไดนามิค ขณะที่ไฟเบรกดวงที่ 3 ติดตั้งไว้อย่างกลมกลืนบริเวณขอบกระจกบังลมหลัง

   ภายในAudi A5Sportbackเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียม และให้อารมณ์สัมผัสที่ดี ห้องโดยสารออกแบบให้โปร่งโล่ง นั่งสบายไม่อึดอัด โดยความยาวภายในห้องโดยสารเพิ่มขึ้น 17 มม. พื้นที่ช่วงไหล่ด้านผู้ขับเพิ่มขึ้น 9 มม. และผู้โดยสารด้านหน้าเพิ่มขึ้น 11มม. พื้นที่ช่วงเข่าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเพิ่มขึ้น 24 มม. เบาะหลังพับได้แบบ 40:20:40  เมื่อพับเบาะทั้งหมดจะเพิ่มพื้นที่การบรรทุกสัมภาระจาก 480ลิตร เป็น 1,300 ลิตร อุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานและควบคุมได้ง่าย รวมถึงระบบมัลติมีเดีย อินโฟเทนเมนท์ (MMI) ที่ใช้งานง่าย และชุดไฟเรืองแสงแบบแอมเบียนท์ไลท์ที่ตอบสนองทุกอารมณ์ถึง 30 สีให้เลือกใช้

   Audi A5Sportbackมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน TFSI2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252แรงม้า ทำงานร่วมกับ เกียร์อัตโนมัติ เอส-ทรอนิค 7สปีด คลัทช์คู่ ตอบสนองฉับไว ขับเคลื่อนล้อหน้าในรุ่น 40 TFSI และขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่น 45TFSI quattro S lineช่วงล่างมัลติลิงค์ 5 จุด ปรับปรุงใหม่ช่วยลดการสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวล และควบคุมได้ง่ายขึ้น ช่วงล่างแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งภายนอก และภายในแบบ S line หลังคา        พาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line ระบบ Comfort key พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดบานประตูท้ายโดยไม่ต้องใช้มือ ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsenพร้อมระบบเสียง 3 มิติ ราคานั้นนับได้ว่าคุ้มค่าโดนใจ โดยมีให้เลือกเป็นเจ้าของถึง 2 รุ่นด้วยกันคือรุ่น

-  A5 Sportback 40 TFSI  เครื่องยนต์เบนซิน 190 แรงม้า ราคา 3,299,000 บาท

-  A5 Sportback 45 TFSI quattro S line เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 4,299,000 บาท

Audi A4 AvantBlack Edition โดดเด่น แตกต่าง ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของชีวิตทันสมัย

   Audi A4 AvantBlack Editionเป็นรถแบบ Avant ที่เป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป การตกแต่งแบบสปอร์ต เพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย แต่ไม่ละเลยดีเอ็นเอของความเป็นอาวดี้ ที่ต้องมีบุคลิกที่โดดเด่น สวยงาม สปอร์ต และมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดี ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว จาก Audi Sport ลาย 5ก้าน สีไทเทเนียมแบบด้าน รถมีขนาดความยาว 4,725 มม. ความยาวช่วงล้อ     2,820 มม. น้ำหนักตัวลดลงสูงสุด 110 กก. ช่วยให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

   Audi A4 AvantBlack Editionถูกออกแบบโดยรวมให้มีอารมณ์ร่วมกับรุ่นอื่นๆ เน้นเส้นสายแนวนอน ช่วยให้รถดูกว้างขวาง มั่นคง ทรงพลัง กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าแอลอีดี มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เต็มคัน พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบ S Sports หุ้มด้วยหนัง Fine Nappa ตัดเย็บแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต ท้ายตัด และสง่างามยิ่งขึ้นด้วยหลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ช่วงล่างสปอร์ต แป้นเบรก และคันเร่งแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งแบบเปียโน แบล็ค พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบท้ายตัดตกแต่งด้วยหนัง Perforated ผ้าบุหลังคาสีดำ Audi A4 AvantBlack Editionมาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0TFSI ให้กำลังสูงสุด 252แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอัตราเร่ง   เร้าใจ 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 6วินาที  ความโดดเด่นในการใช้งานบรรทุกสัมภาระด้วยพื้นที่ มากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 15 ลิตร โดยที่เมื่อพับพนักพิงผู้โดยสารด้านหลังแล้วจะมีพื้นที่ความจุสูงสุดถึง 1,510 ลิตร และเพิ่มความสะดวกในการขนของขึ้นลง ด้วยความสูงห้องเก็บสัมภาระแค่ 63ซม. มาพร้อมกับราคาที่โดนใจ A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 3,249,000 บาท

   นอกจากสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น เป็นครั้งแรกในไทยแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมการให้บริการลูกค้าควบคู่กันไปด้วยแคมเปญ Audi Protection สำหรับลูกค้าทุกคนที่ซื้อรถใหม่จากทาง อาวดี้ ประเทศไทย จะได้รับการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษต่างๆ หรือนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์อาวดี้ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) และเตรียมพบกับบูธ Audi Thailand ในงาน Motor Expo 2017 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพคเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 11 ธันวาคม 2560

 
 

Page 7 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )