Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ตอบรับกระแสปลั๊กอิน ไฮบริด มาแรง!

Wednesday, 01 November 2017 14:55

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สมาชิกใหม่ในตระกูลปลั๊กอิน ไฮบริด ตอกย้ำนวัตกรรมเหนือระดับแห่งยานยนต์อย่างต่อเนื่องให้แก่แฟนๆ พร้อมประกาศความสำเร็จในการสร้างสถิติยอดขายรวม 9 เดือนแรกในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จครั้งสำคัญจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยสถิติยอดขายรวมจนถึงเดือนกันยายน จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ มากถึง 7,702 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตปีที่ 30% ซึ่งถือเป็นสถิติยอดขายใน 3 ไตรมาสแรกของปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมด้วยสถิติใหม่ด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยูในเดือนกันยายน 2560 เพียงเดือนเดียว ถึง 1,003 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

   ส่วนในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน ด้วยยอดขาย 239,764 คันในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนับเป็นส่วนหนึ่งของสถิติยอดขายใหม่จาก 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 1,811,234 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.7%

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในปี 2560 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในตลาดยานยนต์พรีเมียม และยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบีเอ็มดับเบิลยู  ด้วยสถิติยอดขายสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์อีกหลากหลายรุ่นที่เราเตรียมเปิดตัวออกสู่ตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าปี 2560 นี้ จะต้องเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

   “และเพื่อเริ่มต้นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้พร้อมกับไฮไลท์อีกหลายรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มีความภูมิใจที่จะนำเสนอ บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดประเทศไทย โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด ที่มอบมาตรฐานคุณภาพชั้นเยี่ยม ทั้งในด้านการขับขี่และความประหยัดน้ำมัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดความสำเร็จด้วยผลงานยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง”

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นสปอร์ตซีดานพันธุ์แท้ที่ออกแบบมาเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่ ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบและเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ทรงพลัง สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมให้สมรรถนะที่ตอบสนองได้ทันใจในเสี้ยววินาที ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำเพียง 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร และลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น แต่ยังคงความทรงพลังในสไตล์สปอร์ตด้วยอัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   โดยแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยใช้เวลาในการชาร์จให้เต็มประมาณ 3 ชั่วโมง หรือหากชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

   บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ราคาเริ่มต้นที่ 2,259,000 บาท พร้อม BSI Standard ให้บริการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Double-Spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุผิวหน้าอลูมิเนียมแต่งลายเส้นทางยาวพร้อมแถบโครเมียม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าและระบบจำตำแหน่งสำหรับคนขับ จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชี่ยล เซอร์วิสให้เลือกสรร

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ดเผยโฉม “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก

Wednesday, 07 February 2018 17:15

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ประเทศไทย ในวันนี้

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ “เกิดมาแกร่ง” ให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

   “เราตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่” มร. จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)กล่าว

   “ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance)รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)”

การออกแบบที่ดุดัน

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก

   เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ มอบความโดดเด่นเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นอันคละคลุ้ง ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LEDพร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

   แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black)สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey)ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey)เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

   รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5องศา มุมคร่อมที่ 24องศา และมุมจากที่ 24องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา

   เมื่อพิจารณาไล่ตั้งแต่ด้านล่างขึ้นไป จะสังเกตได้ว่าบันไดข้างรถของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นเหนือชั้นกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด โดยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วนและรอยเปื้อนที่เกิดจากอากาศและสภาพแวดล้อม

   บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

   การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง

   ฟอร์ดได้จัดการทดสอบขับขี่ในระยะไกลหลายครั้งเพื่อประเมินคุณภาพของเบาะที่นั่งเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นบนถนนใหญ่หรือเส้นทางออฟโรดสุดสมบุกสมบันเพื่อจำลองการใช้งานจริงของลูกค้า เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้างและยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่  

   เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ขับขี่เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยมาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ

   ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Markerที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง

   แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ

   ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

   แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17นิ้ว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

   “ประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดของเรนเจอร์ แร็พเตอร์นั้น โดดเด่นเหนือกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด และยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อขับขี่บนทางเรียบ” มร. ดาเมียน รอส หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ ของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

   “ทุกอย่างของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากฟอร์ด เรนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะอันเหนือชั้นและความรู้สึกที่โดดเด่นเมื่อยามขับขี่ จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการขับขี่ที่เร้าใจ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จึงเป็นรถที่มีความพิเศษและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง”

   ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD)ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ

   โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shoxใช้ลูกสูบขนาด 46.6มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

เอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถูกพัฒนามาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันแบบต่าง ๆ จึงเลือกใช้ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838มิลลิเมตร กว้าง 285มิลลิเมตร แก้มยางมีความแข็งแรงสูงซึ่งเหมาะในการลุยทุกสภาพพื้นผิว ด้วยดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ ผู้ขับขี่จึงสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน พื้นทราย และหิมะ

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering - EPAS)ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive - FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS)สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างดีที่สุด ผู้ขับขี่จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพโหมดการขับขี่ อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

-           โหมดปกติ– เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

-           โหมดสปอร์ต– ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

-           โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ– ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

-           โหมดโคลน/ทราย– ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

-           โหมดหิน– ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ

-           โหมดบาฮา– ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

   ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

   นวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะและการตอบสนองอันยอดเยี่ยมของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

   ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้ทำการทดสอบระบบส่งกำลังแบบใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและทนทาน

   การทดสอบ เทอร์โมไซเคิล (Thermo cycle) นี้ เป็นการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่มีประสิทธิภาพและเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้

   ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง(HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้ง 2ตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น  

   เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น และทีมวิศวกรก็สามารถออกแบบระบบเกียร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

   ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shiftเพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3(SYNCÒ3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ

   นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

   กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate)ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถได้ โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยการกดปุ่ม ในกรณีที่แบตเตอรี่อ่อน กุญแจที่เป็นกลไกก็ยังสามารถใช้งานทดแทนได้

ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่จากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามผสานกับดีเอ็นเอของ เอฟ-150แร็พเตอร์ ตามแบบฉบับของรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมแล้วที่จะสะกดทุกสายตาทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและทั่วโลก

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือยนตกรรมอันน่าทึ่ง ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง ดุดัน และสมรรถนะที่จะยกระดับมาตรฐานการขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น และจะกระตุ้นอะดรีนาลีนของเหล่านักขับรถออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ” มร. ฮามีดิกล่าว

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เปรียบเสมือนรถกระบะที่รวมเอกลักษณ์ความเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก สโนว์โมบิล และรถเอทีวีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON ATHLETE เติมอารมณ์สปอร์ตเต็มคัน!

Thursday, 11 January 2018 16:17

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะสปอร์ตพันธุ์เข้ม รุ่นล่าสุด ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์ความเป็นสปอร์ตและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมภายใต้แนวคิด “Drive your Ambition” นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมาย

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รถกระบะสไตล์สปอร์ตดีไซน์ใหม่ล่าสุด เพิ่มความโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันของแท้จากโรงงาน 19รายการ อาทิ กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ สปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วกราฟฟิกรอบคันตกแต่งพิเศษสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ TRITON รุ่นมาตราฐาน

   ภายในห้องโดยสารตกแต่งใหม่สีทูโทนส้ม-ดำ หัวเกียร์และเบาะนั่งผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม เอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น แอทลีท ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE   ให้สมรรถนะผสมผสานทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4ลิตร 181แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 430นิวตันเมตร เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง มั่นใจและพร้อมลุยบนทุกเส้นทาง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4ล้อแบบ Super Select 4WD II และระบบล็อคเฟืองท้ายหลัง (เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD Athlete)

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    รุ่นล่าสุดนี้เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์กลยุทธ์หลักที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่แต่เฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยMITSUBISHI TRITON  ATHLETE    เคาะราคาเริ่มต้นที่ 879,000 บาท ด้วยตัวรถแบบ 4 ประตู (Double Cab) ที่มาให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อยกสูง (2WD) และ แบบ 4 ล้อ (4WD) มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ (Diamond Black) สีเทา (Titanium Gray) และสีขาว (White Pearl) สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : เชฟโรเลตเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น เปิดจองเพียง 100 คันในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 และที่ผู้จัดจำหน่าย

Wednesday, 21 November 2018 20:06

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตชวนเผยความเป็นตัวตนอีกด้านกับรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ที่มีความโดดเด่นลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมท้าทายทุกสายตา มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่เพิ่มความสะดวกสบายเพื่อให้คุณดื่มด่ำกับการขับขี่ที่เร้าใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนในเมืองหรือป่าเขา หรือจะในยามค่ำคืนหรือยามเช้า 

   เมื่อคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เชฟโรเลตชวนสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวเผยโฉมเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่จะเปิดตัวสู่สาธารณชนภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งรัตติกาล ที่ท้าทายคุณ” ที่วอยซ์ สเปซ กรุงเทพฯ โดยโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ จะเปิดให้จองในปีนี้เพียง 100 คันเท่านั้น 02-2  ลูกค้าที่สนใจ สามารถจองรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น พร้อมด้วยรถกระบะโคโลราโด และรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ทุกรุ่นได้ที่บูธเชฟโรเลตภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ทั้งรุ่น 4x2 และ 4x4 ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ  

   ลูกค้าที่สนใจ สามารถจองรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น พร้อมด้วยรถกระบะโคโลราโด และรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ทุกรุ่นได้ที่บูธเชฟโรเลตภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ทั้งรุ่น 4x2 และ 4x4 ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ

   ในงานเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ครั้งนี้ได้นำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ รถกระบะโคโรลาโดรุ่นพิเศษรุ่นนี้ ที่มีเสน่ห์เข้มเร้าใจ มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ได้แก่ ยางออลเทอร์เรนใหม่และไฟท้ายแอลอีดี ดีไซน์ล่าสุด รวมถึงภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยสีดำแบบ Jet Black
 

รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ประกอบด้วย

- ภายในห้องโดยสารสีดำแบบ Jet Black พร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ เพิ่มความหรูหรา และกาบข้างประตูสีดำเงา พร้อมตราสัญลักษณ์ MIDNIGHT        

- ยางออลเทอร์เรน (AT) ทั้งล้อหน้าและหลัง ขนาด 18 นิ้ว ใหม่!

- ไฟท้ายแอลอีดี ใหม่!

- ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว

- กระจังหน้าสีดำเงาพร้อมตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ

- กระจกมองข้าง มือจับประตู กรอบไฟหน้า สปอร์ตบาร์ ขอบหน้าต่าง กันชนหลังพร้อมมือจับฝาท้ายเและซุ้มล้อ (ทั้งหมดเป็นสีดำ)

- กระจกนิรภัยเพิ่มความเป็นส่วนตัว (Privacy Glass) สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง 3 บาน

   นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีรูปลักษณ์ที่ดูลึกลับมีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมพาคุณทะยานไปในทุกเส้นทางและด้วยสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและดูลึกลับนี้เองทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูจะเหมาะกับการปฏิบัติการลับ”

   นางสาวปิยะนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไฟท้ายแอลอีดีดีไซน์ล่าสุดทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น และยางออลเทอร์เรน ขนาด 18 นิ้วใหม่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพถนน ทำให้คุณสามารถขับรถไปในทุกที่ได้อย่างมั่นใจ” 

   รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นเกิดจากทักษะและความชำนาญของเชฟโรเลตในการผลิตรถกระบะเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี และยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆ เช่นเดียวกับที่มีในรถกระบะโคโลราโด ไฮ คันทรี

   ขุมพลังของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมาพร้อมเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ 2.5 ลิตร ใช้ระบบเทอร์โบแปรผัน มีพละกำลัง 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที รวมถึงยังมีอุปกรณ์ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากระบบขับเคลื่อนสู่ภายในห้องโดยสาร (Centrifugal Pendulum Absorber - CPA) จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการขับขี่จะเงียบมากขึ้นกว่าเดิม

   กล่องควบคุมของเครื่องยนต์ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของตัวรถ มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาโดยจีเอ็ม เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและแม่นยำกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์การขับขี่

   โครงสร้างนิรภัยที่แข็งแกร่งและทนทานของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นช่วยป้องกันการบิดตัวของตัวถังที่อาจเกิดจากแรงปะทะ พร้อมเสริมความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยคานนิรภัยด้านข้างที่แผงประตู ที่จะช่วยรับแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ แชสซีส์ยังได้รับการออกเเบบมาเพื่อต้านทานแรงบิดของตัวถังเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้มีเสถียรภาพการทรงตัวเเละการเกาะถนนที่ดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทุกรูปเเบบ ไม่ว่าจะเป็นขับขี่โดยปกติหรือการบรรทุกสัมภาระ

   รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมสิริ อายส์ ฟรี และแอนดรอยด์ ออโต้ เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของโคโลราโดจะเหมือนกับที่แสดงผ่านจอมือถือ ไม่ว่าจะเป็นฟังค์ชั่นออดิโอ รูปภาพและภาพยนตร์ โทรศัพท์ การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการตั้งค่าต่างๆ 

   พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ในการควบคุมระบบเสียง และรับสายโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ หรือสั่งการระบบครูสคอนโทรลโดยตรงจากพวงมาลัย ขณะที่ระบบนำทางที่ติดตั้งมาในรถยนต์จะแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนบนคอนโซลกลาง ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ
 
 
   ระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ยังมาพร้อมกับความบันเทิงผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง คลื่นวิทยุระบบ AM และ FM ช่อง AUX และ USB รวมทั้งการเชื่อมต่อบลูทูธ โดยผู้โดยสารสามารถชมภาพยนตร์เรื่องโปรดผ่านทาง USB และ AUX นอกจากนี้ ยังสามารถชมคลังภาพในโหมดสไลด์โชว์ได้อย่างปลอดภัยด้วยฟังก์ชั่นหยุดการเล่นภาพโดยอัตโนมัติในขณะรถเคลื่อนที่ และสามารถเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ตด้วยการเปิดเครือข่ายวิทยุสตรีมมิ่ง เพื่อรับฟังสถานีวิทยุทั้งจากในประเทศและทั่วโลกผ่านแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับการทำงานของตัวรถได้ตามต้องการ ตั้งแต่สัญญาณเตือน ระบบไฟส่องสว่าง ไปจนถึงการล็อกประตู ผ่านหน้าจอทัชสกรีนมายลิงค์
 
   รถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟที่ล้ำสมัย ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลและล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน (PBA) ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP) และระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (TSC) ด้วยการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ทำให้หน่วยงานมาตรความปลอดภัยของออสเตรเลียและเอเชีย (ANCAP) จัดให้โคโลราโดมีความปลอดภัยระดับ 5 ดาว โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้จึงช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความปลอดภัยในทุกการเดินทาง
 
   รถกระบะโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกล้องมองหลังติดรถยนต์ที่มีเส้นกะระยะปรับทิศทางได้ กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยที่เบาะหลัง รวมถึงระบบตรวจวัด และแจ้งเตือนแรงดันลมยางที่ตรวจวัดแรงดันลมยางแต่ละล้อ
 
   นอกจากนี้ รถรุ่นพิเศษนี้ยังมีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อจอดกลางแจ้ง โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานอัตโนมัติเมื่ออยู่นอกตัวรถ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ
 
 
   ราคาจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท ทั้งนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทยจะเปิดจองและจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ

 

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

Sunday, 19 November 2017 20:05

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”เจนเนอเรชั่นที่ 2ในปี 2558 บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ตลอดจนระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของรถกระบะไฮลักซ์  ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสุดยอดรถกระบะที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ รถกระบะไฮลักซ์ในโครงการ IMV ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายสะสมภายในประเทศกว่า 1,900,000คัน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยภายใต้คุณภาพการผลิตมาตรฐานโตโยต้า ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV ไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,000,000 คัน

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เต็มพลัง ให้มีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยยังคงไว้ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก เปี่ยมอรรถประโยชน์ใช้สอย ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost)ที่ให้แรงบิดสูงสุดในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) เต็มประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและเร่งแซงแต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแข็งแกร่งทนทานมีอายุการใช้งานยืนยาว ทำให้ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ เป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของและสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO) รุ่นตกแต่งพิเศษ…แกร่งเกินนิยาม

   ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่(ROCCO)  รุ่นตกแต่งพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งเกินนิยาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเหนือใครและรักการผจญภัย พร้อมที่จะลุยฝ่าไปในทุกเส้นทาง โดย ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO)มาพร้อมเอกลักษณ์และความโดดเด่นของดีไซน์ที่ดุดัน ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างจาก      รุ่นธรรมดา พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันถือเป็นอีกรุ่นสำคัญที่จะสร้างสีสันและเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไฮลักซ์ รีโว่...รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ)

และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)

ไฮลักซ์ รีโว่ ROCCO รุ่นตกแต่งพิเศษ

v มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น

รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

vอุปกรณ์ภายนอก (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา

กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา

ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น

ยาง 265/60R18 All Terrain

กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก

มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก

สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ

สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ

มือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค

กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง

vอุปกรณ์ภายใน (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น

แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

พวงมาลัยหุ้มหนัง/ แผงข้างประตู / ช่องปรับอากาศ / หัวเกียร์หุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ)ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก และฐานเกียร์

กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ

ช่องเก็บของด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ HILUX

Smart Key ดีไซน์เฉพาะรุ่น (ดับเบิ้ลแค็บ)

   ร่วมสัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรกในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 11ธันวาคม 2560และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470แห่งทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560

 

 
 

NEW CARS THAILAND : ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน Thailand International Motor Expo 2018

Friday, 23 November 2018 14:42

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่(The new Porsche Macan) เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 (Thailand International Motor Expo 2018) ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 4.8 ล้านบาท รถยนต์ SUV ขนาดคอมแพคนี้มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบาย การเชื่อมต่อด้วย ระบบสื่อสารเพื่อการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบ อุปกรณ์พื้นฐานที่ได้รับการติดตั้งมากมายเสริมด้วย Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปี ของปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ซึ่งนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

   นอกจากนี้ เอเอเอสฯ ยังเตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางในเส้นทางดิจิทัลแด่ผู้ชื่นชอบ รถยนต์ปอร์เช่ด้วยโมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ขนาด 1:3 ผ่านเทคโนโลยีภาพจำลองเสมือนจริง (Augmented Reality) โดยโมเดลดังกล่าวจะพาทุกท่านเข้าสู่โลกของ E-Performance และยลโฉมก่อนการมาถึงของ ไทคานน์ (Taycan) ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบของปอร์เช่ ซึ่งจะมาถึงในต้นปี 2020 นี้ โมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ได้ออกเดินทางไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่ 2 หลังจากที่เดินทางไปจัดแสดงในกิจกรรม E-Performance Nights ที่ประเทศมาเลเซียและหลังจากนี้ก็จะ เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่อไป

   มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทยเปิดเผยว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็น ประเทศเจ้าภาพของการเปิดตัวรถยนต์ ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) เป็นครั้งแรกใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโฉมใหม่ผสานด้วย Premium Package ที่มาพร้อม ราคาสุดเร้าใจ และในขณะเดียวกัน โมเดล มิชชั่น อี (Mission E) ที่จะอวดโฉมแก่สายตาสาธารณชน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการมาถึงของ ไทคานน์ (Taycan) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรก ของปอร์เช่ ซึ่งเราเล็งเห็นว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมแน่นอน เราพร้อมแล้วที่จะต้อนรับทุกท่านที่บูธ รถยนต์ปอร์เช่ของเรา”

ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Macan)

   ยนตรกรรมสปอร์ต SUV ขนาดคอมแพครุ่นล่าสุด มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุกระบอกสูบ 2.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมทั้งอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการเพิ่มเติมได้แก่ ไฟหน้า LED ระบบความ บันเทิงและการติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management รุ่นล่าสุดพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้ว ระบบเซ็นเซอร์หน้า-หลังพร้อมกล้องช่วยเหลือในการถอยจอด เบาะนั่งแบบ comfort ปรับได้ 14 ทิศทาง ที่สามารถจดจำการตั้งค่าที่นั่งได้ ระบบช่วยเหลือการเปลี่ยนเลนส์หรือเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ ระบบปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแยกระหว่างตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

   Macan Premium Package ซึ่งถือเป็นความพิเศษของการฉลองครบรอบ 25 ปีนี้ ประกอบด้วย ระบบเครื่องเสียง BOSE® Surround Sound System ระบบสั่งการด้วยเสียง Apple® CarPlay, ระบบ Ambient Lighting ในห้องโดยสาร, ม่านบังแสงอัตโนมัติ (Mechanical Sunblinds) และ กระจกปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Mirrors) ได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาในราคาเริ่มต้นเพียง 4.8 ล้านบาท

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid)

   ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Cayenne E-Hybrid) ยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้ง ขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์ สปอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูง สุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder) อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.6 กิโลวัตต์ ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 6.3 ล้านบาท

ไทคานน์ (Taycan)

   ยานยนต์แห่งอนาคตที่ก้าวเข้ามาใกล้อีกขึ้นหนึ่ง สายการผลิตของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่จะเริ่มขึ้นในปีหน้า มอเตอร์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ตัวแบบ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) เมื่อทำงานร่วมกันสามารถผลิตกำลังสูงสุดได้มากกว่า 600 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) ส่งผลให้รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า คันนี้มี อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาต่ำกว่า 3.5 วินาที และพุ่งทะยานสู่ ความเร็วสูงสุดถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 12 วินาที ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมนี้เกิดขึ้นโดยข้อได้เปรียบ ของการถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องอันเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า: การเร่งออกตัว ที่ฉับไวอย่างเหลือเชื่อมีที่มาจากประสิทธิภาพการทำงานของส่วนประกอบซึ่งปราศจากการสูญเสียใดๆ ในระบบ อย่างสิ้นเชิง รถยนต์คันนี้มีความสามารถขับเคลื่อนได้ไกลมากกว่า 500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC.

เกี่ยวกับ AAS Auto Service

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการทด สอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดของศูนย์ รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการให้บริการหลัง การขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกรของเราให้มีคุณภาพสูงสุดตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after You and Your Car” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name You Can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร 02-288-0911

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ เปิดตัว มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่เร้าใจ “เป็นตัวเอง ไปให้สุด”

Wednesday, 07 March 2018 16:54

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจลิมิเต็ด อิดิชั่น ยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์ พร้อมการตกแต่งภายนอกและภายในที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับและจับจองที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 564,000 บาท

   “มิตซูบิชิ มิราจได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยการเป็นหนึ่งในรถที่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดในประเทศไทย ด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสมสำหรับการการขับขี่ที่คล่องตัวในเมืองและการเดินทางไกลที่สะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว  

   “นอกเหนือจากการมอบความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ ตามแบบฉบับซิตี้คาร์อัจฉริยะของมิตซูบิชิแล้ว  รุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น นี้ยังได้รับการตกแต่งพิเศษเพื่อสร้างความโดดเด่นยิ่งขึ้นสะท้อนบุคลิกของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ กล้าแสดงออกและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นมาพร้อมสีภายนอก 2 สไตล์ คือ สีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาดำ และสีขาวมุก (White Pearl)ตัดกับหลังคาสีดำ เน้นความดุดันและทันสมัย ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังรักษารูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตและความปราดเปรียวเช่นเดิม  

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 10 รายการ เริ่มจากกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดี สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบแอลอีดี ล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว และตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิก ชุดอุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวช่วยให้ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อคงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก พร้อมได้รับการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่สวยงามผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะผ้าสีทูโทน ดำ-แดงพร้อมตะเข็บสีแดง หัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งเสริมเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยสีดำแบล็กเปียโนและโครเมียม เดินตะเข็บสีแดง มาพร้อมกระจกส่องหน้าบนแผงบังแดดคู่หน้า และราวมือจับเหนือศีรษะสามตำแหน่งแบบพับได้

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้ง ระบบสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ห้องโดยสารที่กว้างขวางและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบายอย่างมีสไตล์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในการขับขี่ทุกเส้นทาง

   ระบบความปลอดภัยของมิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความครบครันเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกประกอบด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกัน การลื่นไถล (TCL) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward) ทุกระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วปกติในเมืองและความเร็วสูงบนถนนทางไกล

   นอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังมาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมด้วยระบบเสริมแรงเบรก (BA) ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ รถแฮทช์แบ็กรุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX สองตำแหน่ง

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นแรงด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHCพร้อม MIVECระบบวาล์วแปรผันเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันสูงสุดและลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างยอดเยี่ยม

   เครื่องยนต์ดังกล่าวผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 มีอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม.ต่อลิตร และมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัมต่อกม. ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECIIICVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-SENSOR) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ราคา564,000 บาทสำหรับรุ่นสีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 571,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น หรูหราเหนือระดับเพื่อความสำเร็จที่แตกต่าง

Thursday, 22 November 2018 17:56

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นพิเศษ อีลีท เอดิชั่น ยกระดับความหรูหรา ผสานสไตล์การออกแบบและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้นโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ตกแต่งพิเศษสร้างความแตกต่างอย่างมีระดับ

   “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เปี่ยมด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย ความอเนกประสงค์พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้นเสมอมา ทั้งนี้เพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำในเซ็กเมนท์นี้ เราจึงเพิ่มความหรูหราให้กับ ปาเจโร สปอร์ต พร้อมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เพื่อให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตอีลีท เอดิชั่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จที่แตกต่าง” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มีจำหน่ายทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอบความอเนกประสงค์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าชาวไทย มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Jet Black Mica และ สีขาว White Pearl\

   สีดำ Jet Black Micaเน้นความสปอร์ตดุดันผสานเข้ากับความหรูหราเหนือระดับ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสัญลักษณ์ PAJERO SPORT บนฝากระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำ ราวหลังคาสีดำ สปอยเลอร์หลัง ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว

   ขณะที่สีขาวมุก White Pearlสะกดทุกสายตาด้วยสไตล์การตกแต่งที่หรูหราสง่างามและปราดเปรียวด้วยตัวถังสีขาวมุก White Pearl ตัดกับหลังคาสีดำ Jet Black Micaลงตัวแบบทูโทนและครบครันด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ ‘Dynamic Shield’ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ดีไซน์ด้านหน้าจึงโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่เฉียบคมมีลักษณะคล้ายโล่ที่ผสมผสานการปกป้องเข้ากับสมรรถนะไว้กับการออกแบบได้อย่างลงตัว ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น เปี่ยมด้วยความแกร่งทันสมัยและยังให้สัมผัสแห่งความหรูหราเหนือระดับอย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ได้รับการตกแต่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลแบบ Horizontal Stripeเหนือกว่าด้วยวัสดุสะท้อนความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดในกรณีที่ต้องจอดรถกลางแจ้ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ยังตกแต่งแผงข้างประตูและกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางด้วยหนังสีน้ำตาลเพื่อสัมผัสที่หรูหรา พร้อมด้วยแผ่นกันรอยขอบประตูผลิตจากสแตนเลสพร้อมไฟ LED และพรมรองพื้นห้องโดยสาร

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล(ASTC)ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน(HSA)ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว(FCM) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว(UMS)ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา(BSW) พร้อมกล้องมองภาพรอบคัน(Multi Around Monitor) และสัญญาณกะระยะจอด

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นผสานขุมพลังความแกร่งด้วยเครื่องยนต์ MIVECดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร พละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

    ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทรงประสิทธิภาพด้วยระบบ Super Select 4WD-II ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ โหมด 4H ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with LockedTransfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with LockedTransfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ
ล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock)ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งในรถอเนกประสงค์ไม่กี่รุ่น

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น คือขั้นของความหรูหราเหนือระดับที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัย สมรรถนะและเทคโนโลยี ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส “Drive Your Ambition”

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,459,000 บาท รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,574,000 บาท และเพิ่มอีก 20,000 บาท สำหรับ รุ่นสีขาว White Pearl หลังคาสีดำ Jet Black Mica

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ลุยตลาดประเดิมก้าวสู่ปีที่ 61

Friday, 26 January 2018 19:14

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“ปี พ.ศ. 2560ที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 60ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุใน ประเทศไทย นับเป็นปีทองแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอีซูซุ เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่สนับสนุนอีซูซุตลอดมา และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 61นี้ อีซูซุขอแนะนำยนตรกรรมใหม่เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย นั่นคือ

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงขีดสุด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ต ปรับโฉมใหม่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน มีให้เลือก 2รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ตเข้าถึงจิตวิญญาณชาวเรซซิ่ง และครั้งแรกกับทางเลือก ใหม่! Speed Cab4ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตูของคนพันธุ์เท่พร้อมด้วยรุ่น Hi-Landerสปอร์ตพรีเมี่ยม เท่ หรูหรามีสไตล์ดุจรถยนต์นั่ง ราคาจำหน่าย 742,000 – 966,000 บาท

   ในปีนี้เราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายทั้งด้านการจำหน่ายและการบริการหลังการขายต่างๆ ตาม “วิถีอีซูซุ- - ผู้ใช้สุขใจ  เพิ่มพูนรายได้  ช่วยให้สังคมพัฒนา” ที่ยึดมั่นตลอด 60ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายหลักในการสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทยเช่นเดิม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถรุ่นนี้จะถูกใจและได้รับการตอบรับอย่างดีเหมือนกับรถอีซูซุทุกๆ รุ่นด้วย”

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai                

                   

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  แรงสุดขีด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์”  ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตเพื่อการขับขี่แบบเรซซิ่งพันธุ์แท้ ภายนอกโดดเด่น สะกดทุกสายตา  และสปอร์ตเหนือชั้นไปกับดีไซน์ภายในสีดำ-แดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Speed โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบความเร้าใจ หลงใหลชีวิตที่มีสีสัน และต้องการสะท้อนตัวตนสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยการขับขี่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” รุ่น Speed เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณเรซซิ่งให้แรงถึงขีดสุด...สู่อีกระดับของขุมพลังสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัด
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้า ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทรงพลังทุกเส้นสาย ดึงดุดทุกสายตาด้วยเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต  ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับไฟหน้าและเส้นสปีดสีแดงยาวรอบคัน สปอร์ตเท่ทุกมุมมอง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film เสริมมาดเข้มสไตล์สปอร์ต ในรุ่น Speed Cab4
  • ใหม่! ล้ออัลลอยดีไซน์ล่าสุดสีเทาดำ ขนาด 16 นิ้ว เท่ ดูดีสไตล์สปอร์ต
  • ใหม่! เบาะนั่งสีดำแดง โอบกระชับ ดีไซน์สปอร์ต ลวดลาย Honeycomb เท่ เต็มอารมณ์ พร้อมสัญลักษณ์ X ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style  และผิวสัมผัส Soft Touch เดินด้ายสีแดงสุดสปอร์ต ลงตัวกับชุดโครเมี่ยมประดับช่องแอร์และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES บนแถบสีแดงสุดเท่ที่คอนโซลหน้า และชุดตกแต่งแผงข้างประตูสีแดงลวดลาย Honeycomb สุดสปอร์ต

ชัดเจนด้วยหน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID เทคโนโลยีล่าสุด และฟังก์ชั่นครบครัน  พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนังเดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัยช่อง USB ชาร์จไฟ 2จุด หน้า-หลัง ในรุ่น Speed Cab4 และ 1จุดในรุ่น Speed ระบบ Bluetooth เชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ พร้อมฟังก์ชั่น Bluetooth Audio กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 6 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Hi-Lander เติมไลฟ์สไตล์สปอร์ตให้เต็มพลัง ด้วยความหรูหรา เท่แบบมีสไตล์ ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เป็นเอกลัษณ์  ได้สะท้อนตัวตนสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยความลงตัวระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวันกับความสปอร์ตเท่ที่หรูหรามีสไตล์แบบรถยนต์นั่ง
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้าสุดสปอร์ต ออกแบบลงตัวรับกับสเกิร์ตหน้าดีไซน์เท่ ทรงพลัง สะกดทุกสายตา ด้วยกันชนหน้าสีเทาดำ Front Bumper Garnish ที่ตัดรับกับเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต ดีไซน์ยาวต่อเนื่องรับกับไฟหน้าอย่างลงตัว  มาพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์เท่คาดหน้า-หลัง เติมความโดดเด่นไม่ซ้ำใครและสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เสริมความสปอร์ตให้มีสไตล์
  • ใหม่! ชุดไฟตัดหมอกสีเดียวกับตัวรถ พร้อมกรอบสีเทาดำ ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับสเกิร์ตหน้าสปอร์ตเหนือระดับ
  • สปอร์ตบาร์ดีไซน์ใหม่! สีทูโทน เท่ สปอร์ต ดูโฉบเฉี่ยว
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film ให้ความต่อเนื่องสวยงาม เสริมความพรีเมี่ยมในรุ่น 4 ประตู
  • บันไดข้างดีไซน์ใหม่ แบบชิ้นเดียว พร้อมตกแต่งด้วยขอบสีเงิน ดูสปอร์ตหรู
  • ล้ออัลลอยทูโทนดีไซน์ใหม่! ขนาด 18 นิ้ว เท่สะดุดตา ในรุ่น 4 ประตู
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์หรู แบบ Double Layer เพิ่มมิติแห่งดีไซน์ เดินด้าย สีแดงดูสปอร์ตพรีเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style และผิวสัมผัสใหม่ Soft Touch เดินด้านสีแดงสุดสปอร์ต หรูหราลงตัวกับชุดโครเมียมประดับช่องแอร์ และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่คอนโซลหน้า

   หน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID ฟังก์ชั่นครบครัน   พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนัง เดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU  สีแดง  ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัย ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  ที่สุดของความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง Isuzu Media Solution หน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 7 นิ้ว เชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้หลากหลาย พร้อมระบบบลูทูธ กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 8 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้นในรุ่น  4ประตู

 

 

   ทั้ง 2รุ่นมาพร้อมขีดสุดของสมรรถนะกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ขุมพลังสปอร์ตสไตล์เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  และระบบส่งกำลังสไตล์สปอร์ต  โดยทั้งรุ่นเกียร์ออโตเมติก 6สปีด แบบ Rev Tronic และรุ่นเกียร์ธรรมดา 6สปีด มาพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ 2ตำแหน่งที่เกียร์ 5และ 6รุ่น Speed และ Speed Cab4 มีให้เลือก 3 สี  ได้แก่ ใหม่! แดงเอทนา ไมก้า (ETNA MICA RED)  ขาวไซบีเรียน (SIBERIAN WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)  ส่วนรุ่น Hi-Lander 4ประตู และ 2ประตู  มีให้เลือก 2สี ขาวมุกเอเวอเรสต์ (EVEREST PEARL WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)

 
 

NEW CARS THAILAND : BMW 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ

Wednesday, 02 August 2017 14:26

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเครื่องยนต์ดีเซลจากตระกูลซีรีส์ 5 กับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมประกาศโปรแกรมบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิรูปแบบใหม่ล่าสุด รวมถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างพันธมิตรเพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สู่ประเทศไทย

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้ความสำคัญต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าของเรา การประกาศหลายข่าวดีของเราในวันนี้ ไม่เพียงแสดงถึงพันธะ สัญญาที่บีเอ็มดับเบิลยูยึดมั่นและมีให้แก่ลูกค้าทุกคน แต่ยังตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกแห่งยนตรกรรม ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้าของเราด้วยรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละท่านไปจนถึงการสร้างระบบขับเคลื่อนอันสมบูรณ์แบบเพื่อสุนทรียภาพในการขับขี่ เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ในอุดมคติสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เป็นจริง”

   “นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport ยังเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ประกอบในประเทศไทยจากโรงงานซึ่งมีศักยภาพการผลิตไม่เป็นรองใครของเราในจังหวัดระยอง จึงทำให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมแห่ง ‘ความปราดเปรียวอันภูมิฐาน’ จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น”

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport: เมื่อความหรูหราเหนือระดับผสานขุมพลังแห่งยนตรกรรม

- ราคา: 3,439,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมแพกเกจ BSI Standard)

   รถยนต์รุ่นที่สี่จากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ ที่พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย และเป็นรถยนต์รุ่นแรกในเจนเนอเรชั่นนี้ที่ประกอบในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport มาพร้อมความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และขุมพลังดีเซลอันปราดเปรียวเปี่ยมพละกำลัง พร้อมบุคลิกสไตล์รถยนต์สปอร์ตในทุกขณะขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โดยมาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ที่ส่งให้ BMW Individual high-gloss Shadow Line อวดโฉมเส้นสายที่ยกระดับความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น ในขณะที่ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและบุคลิกภาพของรถยนต์ ตั้งแต่เริ่มจนจบการเดินทาง

   ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และการตกแต่งด้วย fine-wood trim ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง ในขณะที่ระบบ Gesture Control ที่เปิดตัวไปพร้อมกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คู่กับหน้าจอ แสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร

   โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) รูปแบบใหม่ ที่คุณสามารถเลือกรับบริการระดับพรีเมียมได้อย่างตรงใจ

   สำหรับโปรแกรม BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ในครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำเสนอทางเลือกในการบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคัดสรรแพ็คเกจการบริการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการในการขับขี่อันเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยจากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันยาวนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพ็คเกจการบริการและการรับประกันรูปแบบใหม่ที่นำเสนอพร้อมทางเลือกของราคาสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิในแต่ละรุ่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจ

   นอกเหนือจากแพ็คเกจการให้บริการที่มีให้เลือกหลายระดับแล้ว โปรแกรม BSI และ MSI ยังมอบสิทธิประโยชน์การดูแลบำรุงรักษารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างครอบคลุม เช่น การบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การบริการเปลี่ยนกรองอากาศภายใน การบริการเปลี่ยนหัวเทียน การบริการเปลี่ยนผ้าเบรกและจานเบรก การบริการตรวจสอบรถยนต์ รวมไปถึงการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ทั้งนี้การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ (Mobility Service) สำหรับทุกแพ็กเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

   โปรแกรมรูปแบบใหม่จะเริ่มให้บริการโดยผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

 

 
 

More Articles...

Page 8 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )