Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo

Thursday, 07 May 2015 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ รถยนต์นั่งรุ่นยอดนิยม TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo ใหม่ ตกแต่งในแบบ Sporty Elegance เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบดีไซน์สปอร์ตหรู โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Friend New Style เพื่อนใหม่สไตล์สปอร์ต

   รถยนต์นั่ง VIOS รุ่น ปัจจุบัน เข้าสู่ตลาดเมืองไทยตั้งแต่เมื่อต้นปี 2556ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีในฐานะ “รถยนต์นั่งยอดนิยม” ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว VIOS ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า จนสามารถครองความเป็นรถยนต์นั่งยอดนิยม ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 130,000 คัน

   TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo ใหม่ ดีไซน์ภายนอกเน้นความสปอร์ตหรูล้ำสมัย ไล่ตั้งแต่ กระจังหน้าสีเปียโนแบลค (Piano Black) ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์รมดำ  พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)  และเสริมความสปอร์ตเต็มๆด้วยชุดแต่งรอบคัน ทั้งสเกิร์ตกันชนหน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง  สติ๊กเกอร์ด้านข้างสัญลักษณ์ TRD Sportivo ด้านท้ายรถและฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว

   ส่วนภายในแต่งเข้มเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต อาทิ เบาะหนังสีดำใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo, พวงมาลัยหุ้มหนัง และหัวเกียร์หุ้มหนังตกแต่งด้วยแถบสีเงิน , แผงคอนโซลหน้าและแผงประตูตกแต่งด้วยลาย Kevlar, พรมปูพื้นลายพิเศษ  และชุดเครื่องเสียงใหม่ DVD/CD/MP3/WMA หน้าจอสัมผัสขนาด 7นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบบลูทูธ ระบบนำทางที่รองรับบริการพิเศษจาก Smart G-BOOK ช่องต่ออุปกรณ์ USB/HDMI/SD Card และติดตั้งกล้องมองภาพขณะถอยหลังช่วงเสริมความปลอดภัย

   TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาว (Super White) และสีดำ (Attitude Black Mica ) ราคาจำหน่าย  694,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 413แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI MIRAGE ชุดแต่งแท้ “ Mirage POP Japan ” เอาใจวัยรุ่น

Wednesday, 01 July 2015 14:56

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เอาใจวัยรุ่น เติมสีสันไม่เหมือนใครให้กับ MITSUBISHI MIRAGE ด้วยชุดแต่งแท้รอบคันจากประเทศญี่ปุ่น Mirage POP Japan  จำนวนจำกัดพร้อมขายที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

   ชุดอุปกรณ์ตกแต่งแท้รอบคันสำหรับ MITSUBISHI MIRAGE ในสไตล์สีทูโทน Mirage POP Japan ซึ่งมีแนวคิดมาจาก “มิราจพบกับสไตล์ใหม่ ซึ่งเป็นสไตล์ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น” โดยแนวคิดดังกล่าว คือการแต่งรถมิราจด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ตกแต่งต่างกับสีของตัวรถ เพื่อเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถด้วยสีสันทูโทนสดใสและโดดเด่นไม่ซ้ำใครตามสไตล์ของตัวเอง โดยมีจำนวนเพียงจำกัด 200 ชุดเท่านั้น

   สำหรับชุดตกแต่งภายนอก Mirage POP Japan ประกอบด้วย ชุดตกแต่งชายกันชนหน้า ด้านข้าง ด้านหลังและสปอยเลอร์หลัง โดยมีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีแดง สีบรอนซ์เงิน  สีเทาดำ และสีดำ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสีได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ชุดแต่ง Mirage POP Japan นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร โดยชุดตกแต่งภายนอกสำหรับรุ่น GL และ GLX ราคา 10,000 บาท  และชุดตกแต่งภายนอกสำหรับรุ่น GLS และ GLS Ltd. ราคา 9,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : TOYOTA CAMRY ESPORT โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต นำเข้าจากออสเตรเลีย

Sunday, 14 June 2015 14:32

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยมร.อากิโตะ ทาชิบานา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสแนะนำรถยนต์นั่งขนาดกลางสายพันธุ์สปอร์ตใหม่ TOYOTA CAMRY ESPORT วันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์โตโยต้า Camry ใหม่  อย่างเป็นทางการ เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถ Sedan ระดับหรูขนาดกลาง โดยมียอดจำหน่ายแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 คัน

   เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ Camry และเพิ่มทางเลือกสู่กลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โตโยต้าจึงได้นำเสนอรถยนต์ TOYOTA CAMRY ESPORT ใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งใน Line up ของ Camry ที่ถูกพัฒนาด้านดีไซน์มาเพื่อเอาใจคนรักความสปอร์ตโดยเฉพาะ ซึ่งรถรุ่นนี้นำเข้าทั้งคันจากประเทศออสเตเลีย

   ตระกูล ESPORT นี้ เป็น DNA ใหม่ของโตโยต้าที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของผู้ขับขี่ตามแนวคิด “Look at me now” โดย Camry Esport มีจุดเด่นที่การดีไซน์แบบสปอร์ตทั้งภายนอก และภายใน เน้นเส้นสายที่ดูเฉียบคมแตกต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้าได้พัฒนาสมรรถนะในการขับขี่ของ Camry Esport ด้วยการออกแบบช่วงล่างใหม่ Sport Suspension ที่มีเฉพาะในรุ่นนี้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในการขับขี่ให้มากขึ้น เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นของ Camry

   ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว กระจังหน้าโครเมียมรมดำแบบ Sport Type เอกลักษณ์เฉพาะ ESPORT ไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ พร้อมไฟ LED Day Time Running Lights โดดเด่น สะกดทุกสายตา    ชุดไฟท้าย พร้อมสปอยเลอร์หลัง ดุดัน โฉบเฉี่ยวสปอร์ตลงตัว และติดตั้งท่อไอเสียแบบคู่ (Dual Muffler) เต็มอารมณ์สายพันธุ์สปอร์ต ส่วนภายในเติมอารมณ์สปอร์ตด้วย การตกแต่งภายในสีดำแบบ Two tone พร้อมแผงตกแต่งสีเงินลายสปอร์ต พวงมาลัย 3 ก้าน มัลติฟังชั่น  เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ต เบาะนั่งด้านหลังแบบแยกพับ 60:40   บริเวณหลังคามาแนวสปอร์ตหรูแบบมูนรูฟ และยังดีไซน์ชุดแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต

   สมรรถนะการขับเคลื่อนจัดเต็มให้ความแรงรองรับกับภาพลักษณ์ความสปอร์ตด้วยเครื่องยนต์ รหัส 2AR-FE Dual  VVT-I แบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.5 ลิตร 184 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตันเมตร ที่ 4,100 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติเป็นแบบ Super ECT-i 6 สปีด พร้อม Sequential Shift เพิ่มอารมณ์การขับแบบสปอร์ตยิ่งขึ้น ให้สมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมัน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift เพิ่มเร้าใจทุกการขับขี่ ด้วยการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

ระบบความ มาตรฐานระดับสากล

- โครงสร้างนิรภัย GOA ด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทกจากการชน

- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหันหรือเบรกบนถนนลื่น  

- ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคง แม้บนทางโค้งหรือบนถนนที่เปียกลื่น

- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) ควบคุมรถและป้องกันการเกิดล้อหมุนฟรี

- ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้อให้ทำงานได้อย่างสมดุลเพื่อป้องกันอาการท้ายปัด และช่วยควบคุมรถให้มั่นคงขึ้นแม้เบรกในขณะเข้าโค้ง

- ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกอัตโนมัติในภาวะเบรกฉุกเฉินที่แรงเบรกจากผู้ขับไม่เพียงพอ

- ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวด้านหลังรถ (Rear Cross Traffic Alert) ปลอดภัยเต็มประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ด้านหลังรถ

- ระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor) ส่งสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้างเมื่อมีรถในจุดอับสายตา

- ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่ง ปกป้องเต็มขั้น มั่นใจตลอดการเดินทางเบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง

   TOYOTA CAMRY ESPORT เป็นเสมือนอีกก้าวหนึ่งของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่มีสเน่ห์ มีสไตล์เป็นของตนเอง โดดเด่นพร้อมสีใหม่ที่จัดมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยใช้ Concept ในการสื่อสารครั้งนี้ว่า "LIFE IS THRILLING" ซึ่งหมายถึงยนตรกรรมใหม่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งกว่าเดิม

7 สี รวม 5 สีใหม่

- Red Mica Metallic (สีใหม่)

- Light Blue Mica Metallic (สีใหม่)

- Dark Blue Mica Metallic (สีใหม่)

- Diamond White (สีใหม่)

- Silver Metallic (สีใหม่)

- Gray Metallic

- Attitude Black Mica

   TOYOTA CAMRY  ESPORT เปิดตัวด้วยราคา 1,639,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 427 แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MERCEDES-BENZ GLA และ CLA รุ่นประกอบในประเทศ

Tuesday, 29 September 2015 03:45

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำยนตรกรรมหรูระดับพรีเมี่ยม ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ ที่ประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกันถึง 2รุ่น คือThe new GLA คอมแพ็ค SUV พรีเมี่ยม ดีไซน์สปอร์ต ปราดเปรียว มีให้เลือกถึง 2 รุ่น ได้แก่ GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท , GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท  และ The new CLA คอมแพ็คคูเป้สี่ประตู ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ CLA 200 Urban ราคา 2,140,000 บาท และ CLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,490,000 บาท โดยสาวกดาวสามแฉกสามารถทดลองขับได้แล้วที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

   The new GLA มาพร้อมกับการออกแบบตัวรถให้ดูทันสมัย คล่องแคล่ว ปราดเปรียว และปลอดภัย สามารถตอบสนองทุกความท้าทายของการขับขี่ได้เป็นอย่างดี โดยดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้สื่อถึงพลัง และความสุขุมได้อย่างชัดเจน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าครีบระบายอากาศคู่ที่ช่วยเน้นให้ตัวรถกว้างขึ้น โดยรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือ GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic ที่ตกแต่งด้วยกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียมแบบ 2 แถบ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง,  กันชนด้านหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยโครเมียม, ขอบหน้าต่างแบบโครเมียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ,ไฟหน้าแบบไบซีนอน (bi-xenon), ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ในกรอบไฟหน้า และไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด โดย GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยทูโทน แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ส่วน GLA 250 AMG Dynamic จะเพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอยทูโทน ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling ที่บริเวณกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า รวมถึงเพิ่มความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof)

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มีการออกแบบก้าวล้ำทันสมัยให้อารมณ์สปอร์ตและสง่างาม โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น แผงประตูบุด้วย Artico พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียง อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น แผงประตูบุด้วย DINAMICA microfibre สีดำ รวมถึงปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push start), ระบบเชื่อมต่อสื่อบันเทิง (media interface) และอุปกรณ์เครื่องเสียง อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมเครื่องเล่น CD แบบ 6 แผ่น เป็นต้น  ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ อีกด้วย

   ห้องโดยสารภายใน ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, กล่องเก็บของ ตาข่ายเก็บสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย และแผ่นปิดสัมภาระด้านท้าย นอกจากนี้ พิเศษสำหรับรถยนต์รุ่น GLA 250 AMG Dynamic ยังมีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน และระบบปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติ

The new GLA

• GLA 200 Urban             ราคา  2,090,000 บาท
• GLA 250 AMG Dynamic         ราคา  2,440,000 บาท

   สำหรับรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือ The new CLA สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ที่โดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอก ที่ได้รับการออกแบบให้มีความผสมผสานกันระหว่างความเร้าใจแบบสปอร์ตและความปราดเปรียว โดยรุ่น CLA 200 Urban มาพร้อมกับกระจังหน้า diamond grille สีดำ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีเทา ส่วน    CLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับกระจังหน้า diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์มาตรฐาน อย่าง ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ไฟหน้าแบบไบซีนอน (bi-xenon), ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED  ในกรอบไฟหน้า และไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด

   ดีไซน์ภายใน ได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย ด้วยดีไซน์ของความแตกต่างที่ผสานกันได้อย่างลงตัว โดย CLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และ CLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, ที่วางแขนสำหรับเบาะนั่งด้านหลัง รวมถึงปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push start) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับประโยชน์การใช้สอยที่โดดเด่น อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth) และระบบรองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation)

   สำหรับ ห้องโดยสารภายใน ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถ พับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการ และ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน เป็นต้น

The new CLA

• CLA 200 Urban             ราคา  2,140,000 บาท
• CLA 250 AMG Dynamic         ราคา  2,490,000 บาท

   สนใจสามารถพบกับ The new GLA และ The new CLA พร้อมด้วยยนตรกรรมอีกหลากหลายรุ่น ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ได้แล้ว ภายในงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์ โดม ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 4 ตุลาคมศกนี้  ณ สตาร์ โดม ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่บริเวณงาน หรือผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งซื้อรถยนต์ภายในงาน พร้อมจัดไฟแนนซ์กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ภายใต้โปรแกรม mySTAR Special รับสิทธิพิเศษอัตราชำระต่อเดือนต่ำเพียง 1% ของราคารถยนต์ อีกทั้งประหยัดดอกเบี้ยมากยิ่งขึ้นตลอดอายุสัญญา ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : Suzuki Ciaz อีโคคาร์ซีดาน เน้นความหรูหราผสานความกว้างสบาย

Wednesday, 08 July 2015 13:01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว New Suzuki Ciaz ( ซูซูกิ เซียส) รถยนต์นั่งซีดานรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เหนือระดับอย่างสง่างาม” อย่างเป็นทางการ  ชู 3 จุดเด่น ตั้งแต่ดีไซน์ที่มีความ หรูหราสง่างาม ภูมิฐาน  ห้องโดยสารกว้างขวางโออ่าตลอดทั้งคัน พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ถึง 565 ลิตร  และ ให้สมรรถนะการขับขี่ผสานประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

   Suzuki Ciaz  ดีไซน์รูปลักษณ์โดยเน้นความหรูหราสง่างาม ภูมิฐาน ตามแบบฉบับซีดานหรู อีกทั้งภายในห้องโดยสารที่มีห้องโดยสารโอ่อ่ากว้างขวางสะดวกสบายกว่าซีดานในระดับเดียวกัน  มีช่องเก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ที่สุดถึง 565 ลิตรเหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมกันนี้ยังครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่เพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์คุณภาพสูง ระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start  ,ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย  ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth สำหรับการรับและวางสายโทรศัพท์  ช่องต่อ USB และ AUX  ,ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ  ,เงียบและนุ่มนวลด้วยระบบ NVH ลดเสียงรบกวนและดูดซับแรงสั่นสะเทือน  ,ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อม EBD ,ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมกุญแจรีโมทเปิดกระโปรงท้าย ฯลฯ

   Suzuki Ciaz ให้สมรรถนะการขับเคลื่อน ด้วยเครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันเทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิ K12B ขนาดความจุ 1.25 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาว์ลแปรผันทั้งไอดีและไอเสีย (VVT)  ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองทันใจปราดเปรียวคล่องตัวด้วยแรงบิด 118   นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที พร้อมคงสมรรถนะการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมทุกช่วงการทำงาน ซึ่งให้ความประหยัดน้ำมันกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร

   Suzuki Ciaz มีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ GLX CVT ราคา 625,000 บาท , GL CVT ราคา 559,000 บาท, GL MT ราคา 523,000 บาทและ GA MT 484,000 บาท โดยมีสีให้เลือก 5สี คือ Snow White Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Grey Metallic, Super Black Pearl และสีใหม่ Dignity Brown Pearl Metallic

   ซูซูกิเตรียมพร้อมด้านงานขายและงานบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยได้ขยายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ศูนย์บริการและโชว์รูมมาตรฐานครบ 99 แห่งทั่วประเทศ  มีการจัดอบรมพนักงานขายและเจ้าหน้าที่เทคนิคอย่างเข้มข้น เพื่อการดูแลลูกค้าอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ  นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาด้านอะไหล่และงานซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีอะไหล่แท้ ราคามาตรฐานตลาด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของลูกค้าในการบำรุงรักษาและดูแลในระยะยาว

   ด้านการสื่อสารการตลาด ซูซูกิเตรียมเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “Perfect Life” โดยเลือก นาวิน ต้าร์ดร. นาวิน เยาวพลกุล มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสะท้อนบุคลิกความเป็นหนุ่มสมาร์ท มากด้วยความสามารถรอบตัว มีบทบาท สถานภาพ และภาพลักษณ์ทางสังคมโดดเด่นเหนือระดับ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดทั่วประเทศ และมีการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์และดิจิตอลตลอดทั้งปีเพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพลักษณ์เหนือระดับอย่างต่อเนื่อง

 
 

NEW CARS THAILAND : All-new Jaguar F-PACE พร้อมเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ 2016

Friday, 18 November 2016 05:13

 

 

 

 

   บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือของอินช์เคป พีแอลซี ผู้นำในธุรกิจตัวแทนจำหน่ายยานยนต์ พรีเมียมระดับโลก เผยความพร้อมในการขยายธุรกิจของยนตรกรรมจากัวร์แลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา นับเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญของแบรนด์ยนตรกรรมระดับไอคอนของอังกฤษในการสร้างความเติบโตในตลาดเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งตลาดรถยนต์ลักชัวรี่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดตัวออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ (F-PACE) สุดยอดรถครอสโอเวอร์สมรรถนะสูงในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ในเดือนธันวาคมนี้

   นายชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแต่งตั้งอินช์เคปเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของจากัวร์แลนด์โรเวอร์ ในประเทศไทย เป็นทั้งการขยายความร่วมมือในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจอันยาวนานและก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในตลาดที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะพันธมิตรหลักของจากัวร์และแลนด์โรเวอร์มานานถึง 47 ปี อินช์เคปจึงรู้จักคุ้นเคยกับแบรนด์ยนตรกรรมระดับไอคอนทั้งสองแบรนด์อย่างดีในทุกแง่มุม”

   ในฐานะผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับความไว้วางใจจากจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ อินช์เคป (ประเทศไทย) มีความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์เป็นเลิศให้แก่ลูกค้าด้วยยนตรกรรมพรีเมี่ยมระดับหรูที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมมาตรฐานการบริการอันเหนือระดับ

   มร. โรบิน โคลแกน กรรมการผู้จัดการ จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ เอเชียแปซิฟิก เสริมว่า “ตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับว่ามีความแข็งแกร่งมาก เห็นได้จากความต้องการทั้งรถยนต์ เอสยูวีและรถยนต์โดยสารที่มีระดับสูง กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต ด้วยความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญของพันธมิตรที่คุ้นเคยอย่างอินช์เคป เราจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าผู้บริโภคในเมืองไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับยานยนต์สายพันธุ์ใหม่จากจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งทุกรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกที่ล้ำสมัยที่สุด”

   ด้วยกระแสความต้องการรถเอสยูวีที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย อินช์เคป (ประเทศไทย) จึงเตรียมเผยโฉม ออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ (F-PACE) เอสยูวีสมรรถนะสูง ซึ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อมอบความคล่องตัว การตอบสนองที่ฉับไว และความงามสง่าอันโดดเด่นตามแบบฉบับจากัวร์ พร้อมพลศาสตร์ที่เหนือระดับและประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันที่ครบถ้วน

   ออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ คือรถเอสยูวีสมรรถนะสูงที่แฝงด้วยดีเอ็นเอของรถสปอร์ตอันได้แรงบันดาลใจจากรุ่นเอฟ-ไทป์ (F-TYPE) รูปลักษณ์อันบึกบึน ด้วยเส้นสายอันชัดเจนจากจากฝากระโปรงหน้าสู่โป่งหลัง ให้มุมมองที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา เอฟ-เพซ คือนิยามใหม่ของขุมกำลัง ความแข็งแกร่ง และรูปทรงที่บริสุทธิ์หมดจดของรุ่นเอฟ-ไทป์ ได้รับรางวัล 2016 Car of the Year จาก The Auto Express ของอังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และเป็นรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุดของจากัวร์ในปัจจุบัน จึงมั่นใจได้ว่ารถรุ่นนี้จะประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในประเทศไทย

   เอสยูวีสายพันธุ์ใหม่ ออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการประเทศไทยในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 (Thailand International Motor Expo 2016) ระหว่าง 1 - 12 ธันวาคม 2559 ที่อาคาร     ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้บริโภคไทยที่หลงไหลในสมรรถนะอันโดดเด่นของยนตรกรรมจากัวร์กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และความคล่องตัวในการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีให้เลือก 3 รุ่น คือ F-PACE Pure, F-PACE Portfolio และ F-PACE R-Sport เครื่องยนต์ดีเซล 180PS 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ AWD

   ออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ มาพร้อมรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งดุดันพร้อมองค์ประกอบต่าง ๆ อันเหนือระดับ เช่น   ไฟหน้า Full LED ทรงเพรียว ล้อขนาด 22 นิ้ว และโอเวอร์แฮงด้านหน้าสั้น ที่สะท้อนภาพยนตรกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดดีไซน์ของ C-X17  ออลนิว จากัวร์ เอฟ-เพซ คือรถยนต์ขนาด 5 ที่นั่งที่ให้ความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ภายในคือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างวัสดุและการตกแต่งระดับพรีเมี่ยม ความพิถีพิถันในรายละเอียด และความหรูหรา เช่นเบาะหลังปรับเอนด้วยไฟฟ้า และเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบอินโฟเทนเมนต์ InControl Touch Pro และแผงคอนโซลพร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 180PS ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ มีอัตราปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 129 กรัมต่อกม.

   ปัจจุบัน อินช์เคป มีศูนย์การดำเนินงานสำหรับจากัวร์แลนด์โรเวอร์ ใน 11 ประเทศ ครอบคลุม 9 ตลาดสำคัญทั่วโลก เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรป รัสเซีย ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง และไทย  บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด คือผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของจากัวร์แลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2559  โดยเป็นผู้ดำเนินการและบริหารโชว์รูมและศูนย์บริการจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ที่ถนนพระราม 4 ที่พร้อมให้บริการครบวงจรตั้งแต่บริการสินเชื่อรถยนต์ ประกันรถยนต์ และบริการหลังการขาย ซึ่งมีคุณภาพสอดคล้องกับมาตรฐานโลกของจากัวร์แลนด์โรเวอร์ ให้บริการแก่ลูกค้าด้วยทีมงานมืออาชีพที่ประสบการณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าในประเทศไทย โดยลูกค้าเดิมของจากัวร์แลนโรเวอร์ในประเทศไทยยังคงได้รับบริการและการรับประกันตามเงื่อนไขเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

   ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.jaguar.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮุนไดแนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษ “เอช-วัน ทัวริ่ง สีใหม่ Timeless Black” มอบความหรูหรา คุ้มค่ามากขึ้น จำนวนจำกัดเพียง 100 คัน

Thursday, 17 May 2018 17:19

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดแนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษ “เอช-วัน ทัวริ่ง สีใหม่ Timeless Blackมาพร้อมชุดแต่งที่เน้นความพรีเมียมมากยิ่งขึ้นด้วยตัวรถสีดำ Timeless Blackสีใหม่และเป็นครั้งแรกของรุ่นทัวริ่ง ให้ลุคสปอร์ต เพิ่มความดุดันมากยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว แบบ 12 ก้าน สี ไฮเปอร์ ซิลเวอร์ ทำให้ดูโดดเด่นและสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม ภายในตกแต่งด้วยเบาะหนังสีเบจ คุณภาพสูง ตัดเย็บอย่างประณีต ช่วยเพิ่มความหรูหรา มีระดับไปอีกขั้น พร้อมด้วยโลโก้โครเมี่ยม “10th ANNIVERSARY” ด้านท้ายตัวรถ เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

   เอช-วัน ทัวริ่ง รุ่นพิเศษใช้เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลคอมมอนเรล ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 2,250 รอบ/นาที  มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ขับขี่ได้อย่างสบาย และเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยครบครัน รวมถึงอุปกรณ์มาตรฐานและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารตลอดการเดินทาง  

   เอช-วัน ทั่วริ่ง รุ่นพิเศษมาพร้อมราคา 1,349,000 บาท และมีจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น ลูกค้าที่สนใจ สามารถแวะชมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hyundai.co.th-

 
 

NEW CARS THAILAND : Suzuki Ertiga GX ใหม่ MPV อเนกประสงค์ กับความปลอดภัยครบครัน

Thursday, 24 November 2016 05:19

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลากล่าวว่านับตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ซูซูกิ ได้เปิดตัว All New Suzuki Ertiga รถเอนกประสงค์ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบให้สะดวกสบายอย่างมีสไตล์ มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัย ซึ่งช่วงต้นปี 2559 ซูซูกิได้แนะนำ Suzuki Ertiga Minor change รุ่น Suzuki Ertiga GL และ Suzuki Ertiga Dreza เพื่อเพิ่มความสดใหม่ในตลาดรถยนต์กลุ่ม MPV มาพร้อมรูปลักษณ์หน้าตาที่หรูหรากว่าเดิม รวมถึงฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าที่สนใจเป็นอย่างดี ซึ่งนับจากยอดขายของรถรุ่น MPV ตั้งแต่ 2556-2559 (ถึงเดือนตุลาคม 2559) กว่า 54,000 คัน โดยในปีนี้ Suzuki Ertiga มีส่วนแบ่งทางการตลาดตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2559 คิดเป็นเป็น 17.81%

   ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ซูซูกิจึงได้แนะนำเพิ่มอีกรุ่นหนึ่งคือ Suzuki Ertiga GX โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ วัสดุโครเมี่ยมตกแต่งประตูท้าย และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ที่มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน ทั้งระบบ ระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า  กุญแจนิรภัย Immobilizer ที่ป้องกันการโจรกรรมได้ดีเยี่ยม โครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าน้ำหนักเบาแข็งแกร่งทนทาน  ระบบเบรก ABS และ EBD อีกทั้งสัญญานเตือนขณะถอยหลัง เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ในราคาที่เหมาะสมเพียง 695,000 บาท (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท และราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน) “Suzuki ERTIGA  ทางที่คุณเลือก เพื่อคนที่คุณรัก” โดยพบกับ Suzuki ERTIGA GX วันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ Suzuki ทั้ง 102 แห่งทั่วประเทศ และในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ณ อาคาร IMPACT Challenger 1-3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน -12 ธันวาคม 2559

 
 

NEW CARS THAILAND : HONDA Odyssey พร้อมบุกตลาดรถยนต์อเนกประสงค์พรีเมียมเมืองไทย

Sunday, 24 November 2013 16:17

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฮอนด้า สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ ด้วยการเปิดตัวโฉมใหม่ของ HONDA Odyssey มินิแวนระดับพรีเมียม ที่ทำการยกระดับคุณภาพแห่งความเป็นมินิแวนระดับพรีเมียมให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังเหนือชั้นยิ่งขึ้นในแง่ของพื้นที่ใช้สอยและความโอ่อ่าภายในห้องโดยสาร ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทั้ง 3 แถว พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่ตอบสนองความนุ่มสบายตลอดการเดินทาง โดย Odyssey รุ่นใหม่นี้จะเปิดตัว พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป  ระหว่างวันที่ 29 พย.- 10 ธค.นี้

   Odyssey ใหม่ มาพร้อมกับประตูบานท้ายแบบสไลด์ และพัฒนาขึ้นบนพื้นตัวถังที่ถูกออกแบบให้มีความสูงลดลงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ตัวรถมีเพดานของห้องโดยสารที่สูงขึ้น และมีพื้นห้องโดยสารที่ต่ำกว่ารถรุ่นก่อนหน้านี้ ผลที่ได้คือ ในรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่โอ่อ่าและกว้างขวางกว่ารุ่นเดิม แต่ยังคงมาตรฐานของคุณภาพในการขับขี่และการทรงตัวเอาไว้เหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ Odyssey ทุกรุ่นมี และเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวรถได้รับความนิยมจากลูกค้ามาโดยตลอด

   การออกแบบภายนอกที่โดดเด่นของ Odyssey ใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมินิแวนระดับพรีเมียม ส่วนการออกแบบภายในเป็นการสร้างสรรค์บรรยากาศภายในให้เต็มไปด้วยสัมผัสแห่งความประณีต ทันสมัย และเงียบสงบในทุกตำแหน่งที่นั่งในตัวรถ สำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2เป็นเบาะนั่งแบบแยกส่วนที่สามารถตอบสนองต่อความสะดวกสบายอย่างสูงสุด ขณะที่ประตูแบบสไลด์ที่มีขนาดกว้างขึ้น และบันไดสำหรับก้าวขึ้นลงจากตัวรถที่มีความสูงเพียง 30 เซนติเมตรช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกจากห้องโดยสารได้เป็นอย่างดียิ่งไปกว่านั้น ความยืดหยุ่นในการจัดวางเบาะนั่ง และขนาดของพื้นที่บรรทุกสัมภาระซึ่งมีความกว้างขวางยังออกแบบให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายสัมภาระเข้าออก ซึ่งถือเป็นความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นและไม่เคยมีมาก่อนใน Odyssey รุ่นไหนๆ

   สำหรับโฉมใหม่ของ Odyssey มาพร้อมกับพละกำลังในการขับเคลื่อน และการออกแบบที่เน้นความประณีต โดยเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC บล็อกใหม่มาพร้อมกับ Earth Dreams Technologyเครื่องยนต์บล็อกนี้ก็ได้รับการผสมผสานให้ตอบสนองทั้งในเรื่องของอัตราเร่งที่ดีขึ้น และมีความประหยัดน้ำมันเช่นเดียวกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น

จุดสำคัญของOdyssey ใหม่

พื้นตัวถังที่ได้รับการออกแบบให้ต่ำเป็นพิเศษเพื่อส่งมอบสมดุลในการผสมผสานระหว่างห้องโดยสารที่กว้างขวาง และสมรรถนะในการขับเคลื่อน

ใน Odyssey ใหม่ เทคโนโลยีแห่งความยอดเยี่ยมในการพัฒนาองค์รวมของตัวรถได้ถูกนำมาใช้ในส่วนประกอบหลักของการสร้างสรรค์ นอกจากการเข้ามาของประตูบานท้ายแบบสไลด์แล้ว กับการใช้พื้นตัวถังที่ออกแบบให้ต่ำลงเป็นพิเศษที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ยังช่วยเพิ่มความสูงภายในห้องโดยสารอีกด้วย โดยเพดานของห้องโดยสารจะสูงขึ้น ขณะที่พื้นห้องโดยสารจะต่ำลงกว่ารุ่นเดิม สำหรับประโยชน์ประการแรกของพื้นต้วถังรุ่นนี้คือ ห้องโดยสารจะมีความโอ่อ่าและกว้างขวางขึ้นจากรุ่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และการอัพเกรดประสิทธิภาพของระบบช่วงล่าง พื้นตัวถังรุ่นนี้ยังส่งมอบสัมผัสที่เฉียบคมและมั่นใจได้ในการบังคับควบคุมรถ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Odyssey ในแต่ละรุ่นได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับความนุ่มนวลและความสนุกสนานในการขับขี่

การผสมผสานระหว่างเส้นสายบนตัวถังที่ไหลรื่นและห้องโดยสารที่กว้างขวาง เป็นผลจากที่พื้นตัวถังถูกออกแบบให้ต่ำลงเป็นพิเศษ

การออกแบบภายนอกของตัวรถอ้างอิงอยู่กับคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Solid Streamline  โดยงานออกแบบของ Odysseyใหม่จะอาศัยจุดเด่นของการนำพื้นตัวถังที่ออกแบบให้ต่ำลงเป็นพิเศษมาใช้ เพื่อนำเสนอถึงภาพลักษณ์แห่งสมรรถนะ และพลังในการขับเคลื่อน รวมถึงเส้นสายที่สะท้อนให้เห็นถึงการไหลรื่นซึ่งนำไปสู่การออกแบบห้องโดยสารที่มีความกว้างขวาง สำหรับแนวคิดในการออกแบบภายในห้องโดยสาร คือ Modern Suite ซึ่งสะท้อนอารมณ์เหมือนกับการนั่งอยู่ในห้องสูทของโรงแรมระดับหรู ซึ่งในห้องโดยสารของ Odyssey ใหม่จะนำเสนอความผ่อนคลายในระดับสูงสุดให้กับเบาะนั่งในทุกตำแหน่ง

ห้องโดยสารที่กว้างขวางและเพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่งทั้ง 3 แถว

   ด้วยความสูงของตัวรถที่น้อยกว่ามินิแวนขนาดใหญ่รุ่นอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด แต่ทว่าภายในห้องโดยสารของ Odyssey ใหม่กลับไม่ได้น้อยตามไปด้วย โดยในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า พื้นที่ว่างเหนือศีรษะบนเบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับมินิแวนขนาดใหญ่รุ่นอื่นๆ ในตลาด นอกจากนั้นภายในห้องโดยสารยังถูกขยายขนาดทั้งในแง่ของความกว้างและความยาว และยังเพียบพร้อมด้วย บรรยากาศแห่งความสะดวกสบายที่มากขึ้นแม้ว่าภายในห้องโดยสารจะอยู่ในสภาพของการบรรทุกอย่างเต็มพิกัด

สำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 มาพร้อมกับเบาะนั่งแยกส่วนพร้อมการตกแต่งที่ให้สัมผัสแห่งความหรูหรากับผู้โดยสาร มีการปรับพนักพิงหลังของเบาะนั่งให้เอนไปทางด้านหลังเพราะตัวฐานเบาะถูกยกให้สูงขึ้น ทำให้สามารถเอนหลังได้ อย่างสบายๆ  และตัวเบาะนั่งมีขนาดใหญ่โดยออกแบบให้รวมกับพนักวางขา และเชื่อมต่อเข้ากับพนักพิงหลัง

เบาะนั่งแถวที่ 3 แบบที่นั่งยาว 3 ที่นั่ง ซึ่งผู้โดยสารแต่ละตำแหน่งสามารถเลือกปรับพนักพิงหลังได้อย่าง แยกอิสระ และนั่งอย่างสบายโดยที่ไหล่ไม่เกยกัน กล่าวโดยสรุป เบาะนั่งทั้ง 3 แถวจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสัมผัสกับความโอ่อ่าและกว้างขวาง เช่นเดียวกับการได้รับความสะดวกสบาย อย่างเต็มรูปแบบ

เพื่อความสะดวกในการเข้า-ออกห้องโดยสาร พื้นบันไดห้องโดยสารถูกออกแบบให้ต่ำลง และประตูแบบสไลด์ออกทางด้านข้าง

   ถังน้ำมันถูกออกแบบให้แบนราบ รูปทรงเพรียวขึ้น สอดคล้องกับโครงสร้างเฟรมพื้นตัวถัง และระบบท่อไอเสีย ทำให้สามารถออกแบบพื้นตัวรถให้ต่ำลงเป็นพิเศษได้ตามที่ต้องการพื้นตัวถังและบันไดประตูหลังถูกออกแบบให้ต่ำ ซึ่งมีความสูงประมาณ 30เซนติเมตร จะช่วยทำให้สะดวกในการเข้าและออกจากห้องโดยสารของ Odyssey ใหม่ สำหรับพื้นตัวถังด้านหลังถูกออกแบบให้แบนเรียบ มีพื้นที่วางเท้าเพิ่มขึ้น และให้ความสะดวกสบายสำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2

เครื่องยนต์ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมกับเกียร์ CVT ส่งมอบความเร้าใจในด้านอัตราเร่ง และประหยัดน้ำมันเหนือคู่แข่งในระดับเดียวกัน

   เครื่องยนต์เทคโนโลยี Earth Dreamsใน Odyssey ใหม่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งอัพเกรดจากเครื่องยนต์ในไลน์อัพที่มีอยู่ คือ 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ขณะที่เกียร์ CVT ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ และยังมีการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปเพิ่มเติมมากมายซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับประสิทธิภาพของสมรรถนะ เช่นเดียวกับความโดดเด่นในด้านความประหยัดน้ำมัน

Odyssey ใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรDOHC i-VTEC ที่พัฒนาขึ้นใหม่มาพร้อมกับ Earth Dreams Technology ซึ่งเครื่องยนต์บล็อกนี้มีกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งแรงม้า และแรงบิด ประหยัดน้ำมันขึ้นจากรุ่นก่อนหน้านี้

สำหรับเกียร์ CVT ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทำให้ Odyssey ใหม่สามารถตอบสนองทั้งในด้านอัตราเร่ง ที่สัมผัสได้ และความประหยัดน้ำมันอันโดดเด่นโดยเกียร์ CVT มาพร้อมกับการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากรุ่นเดิม และการมุ่งเน้นในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงานยังช่วยให้ตัวเกียร์มีน้ำหนักที่เบาขึ้นอย่างมากต้องขอบคุณประสิทธิภาพในการด้านงานออกแบบ ซึ่งทำให้เกียร์ CVT มีส่วนช่วยให้ Odyssey ใหม่มีอัตราเร่ง และความประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นจากรุ่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น จากการออกแบบระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง หรือ G-Design Shiftที่จะทำงานร่วมกับลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า (DBW) ซึ่งเกียร์ CVT จะตอบสนองการทำงานทันทีเมื่อข้อมูลที่เกี่ยวกับการกดคันเร่งโดยผู้ขับถูกส่งเป็นข้อมูลเข้ามา และนั่นทำให้อัตราเร่งของ Odyssey มีความโดดเด่นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน

ตอบสนองในด้านการทรงตัวและความนุ่มนวลในการขับขี่เช่นเดียวกับความสะดวกสบายที่โดดเด่น

   ระบบแชสซีส์ซึ่ง Odyssey ใหม่ถูกผสมผสานระหว่างห้องโดยสารที่กว้างขวาง และเพียบพร้อม ให้ความสบายเหมือนการขับขี่เก๋งซีดาน การออกแบบพื้นตัวถังให้ต่ำเป็นพิเศษนั้น ยังช่วยทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถต่ำลง ขณะที่ระบบช่วงล่าง และทุกชิ้นส่วนในระบบแชสซีส์ยังช่วยเพิ่มความหนักแน่นของระบบช่วงล่างที่ผู้ขับสามารถสัมผัส การออกแบบในลักษณะนี้ทำให้การควบคุมรถมีความเฉียบคม และให้สัมผัสแห่งการควบคุมที่สั่งได้ เช่นเดียวกับคุณภาพการขับที่ทั้งนุ่มนวลและสะดวกสบาย

โครงสร้างตัวถังมีน้ำหนักเบา ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่ง และห้องโดยสารที่กว้างขวาง

   ระบบช่วงล่างด้านหน้าและด้านหลัง เสากลาง และพื้นที่ส่วนสำคัญของตัวถัง ได้รับการ เสริมและเพิ่มความแข็งแกร่งซึ่งช่วยยกระดับความทนทานให้กับตัวถังขณะที่มีส่วนช่วยทำให้ประตูบาน หลังสามารถสไลด์และเปิดได้กว้าง ยังช่วยทำให้โครงสร้างตัวถังมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการบิดตัว ซึ่งโครงสร้างตัวถังที่มีความทนทานระดับสูงเช่นนี้ทำให้ตัวรถสามารถตอบสนองในเรื่องของความมั่นคงในการควบคุม, การขับขี่ที่นุ่มนวล, ความเงียบ และสมรรถนะในด้านอื่นๆ ของตัวรถ

ขับขี่ได้สะดวกและผสมผสานกับขนาดตัวถังที่ใหญ่ได้อย่างลงตัว

   การที่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนอื่นๆ ของตัวรถมีขนาดเล็กลงทำให้สามารถช่วยเพิ่มมุมของวงเลี้ยวได้ดีขึ้น และทำให้รัศมีวงเลี้ยวแคบลงอยู่ที่ 5.4 เมตร ยิ่งไปกว่านั้น การปรับรูปทรงของเสาหลังคา และส่วนอื่นๆ ของตัวรถ ช่วยทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นดีขึ้น เพราะเสากระจกบังลมหน้าบางลงและมองเห็นได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่ของกระจกได้สูงสุด ทำให้ปลอดโปร่งและมองเห็นได้รอบด้านและทำให้ Odyssey ใหม่ขับได้อย่างง่ายและสะดวกขึ้น

ระบบช่วยการขับขี่อันล้ำยุด รวมถึงระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Honda Smart Parking Assist System)

   Odyssey ใหม่มาพร้อมกับระบบที่ช่วยการขับขี่อันล้ำยุค อาทิระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)จะแสดงภาพจากกล้องมุมกว้างที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆของตัวรถผ่านทางหน้าจอของระบบนำทางในตัวรถ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการขับขี่เวลาเข้าถนนที่แคบการขับผ่านทางแยกที่มีข้อจำกัดในเรื่องของมุมมอง หรือการจอดในลานจอดรถหรือโรงจอดรถที่บ้านจึงช่วยเพิ่มความสะดวกในการขับและลดภาระความกังวลในระหว่างขับไปได้ ส่วนระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Honda Smart Parking Assist System)จะมีการวิเคราะห์อัตโนมัติโดยอาศัยภาพจากกล้องมองท้าย และคำนวนพื้นที่หรือช่องว่างในการจอดรถว่ามีเพียงพอหรือไม่เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวนการปรับมุมองศาการหมุนของพวงมาลัยเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการถอยเข้าจอด

ระบบความปลอดภัยสุดล้ำสมัยที่ตรวจจับอันตรายบนท้องถนน และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

   นอกจากนั้นใน Odyssey ใหม่ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอีกมากมายและครบคลุมในเกือบทุกด้านของการปกป้องเช่น ระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Information System)ซึ่งจะใช้เรดาร์ที่กันชนท้ายในการตรวจจับทิศทางของรถยนต์ที่ขับตามมาทางด้านหลัง และตรวจสอบรถยนต์ที่อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่เป็นมุมอับ ซึ่งผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นได้

 
 

NEW CARS THAILAND : The new GLC สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุด

Tuesday, 13 October 2015 10:04

 

 

 

 

 

 

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉมสุดยอดยนตรกรรม The new GLC  รถยนต์สปอร์ต เอสยูวี สมรรถนะทรงพลัง ที่ผสมผสานความปราดเปรียว เข้ากับความดุดันในสไตล์ออฟโรด ที่นำเสนอใน 2 ดีไซน์ ได้แก่ The new GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD ที่มาในราคา 3,790,000 บาท และ The new GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic ในราคา 4,090,000 บาท ณ ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

   The new GLC คือยนตรกรรมที่มาพร้อมกระจังหน้าแบบสามมิติ มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลางบนลาย 2 แถบ เสริมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-optic เพื่อการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ ลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย เสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกัน ด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียตกแต่งด้วยสแตนเลส 2 ท่อ พร้อมด้วยยางรถยนต์แบบ Run-flat tyres แผ่นป้องกันใต้กันชนหน้า-หลัง ตกแต่งด้วยโครเมียม และไฟท้ายแบบ LED โดย The new GLC 250 d 4MATIC  OFF-ROAD จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ในขณะที่ The new GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, บันไดข้างแบบสปอร์ต รวมถึงหลังคาแบบพาโนรามิค เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน ถูกออกแบบโดยเน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม โดย The new GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD ถูกตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash wood พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ส่วน The new GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic ตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore black ash wood พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังประกอบไปด้วย ระบบวิทยุ-ซีดี MB Audio 20 ระบบแผนที่นำทาง Garmin® และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth

   โครงสร้างตัวถัง ของ The new GLC นับเป็นนวัตกรรมของโครงสร้างน้ำหนักเบาที่ผสานด้วยการใช้วัสดุแบบอะลูมิเนียมและโลหะความทนทานสูง ทำให้น้ำหนักของตัวรถเบาลงกว่ารถยนต์รุ่น The GLK-Class ถึง 50 กิโลกรัม ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานลงกว่าร้อยละ 19 และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงร้อยละ 19 เช่นกัน ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ยังได้ผ่านมาตรฐานความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและปริมาณไอเสีย (Euro 6) ที่เข้มงวดอีกด้วย นอกจากนั้นมิติของตัวรถยังมีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่ารุ่นเดิม เริ่มจากความยาวที่ 4,656 มม. ยาวกว่ารุ่นเดิม 131 มม. ความกว้างที่ 1,890 มม. กว้างขึ้นถึง 50 มม. และฐานล้อที่ 2,873 มม. ยาวขึ้นกว่าเดิม 118 มม. พร้อมด้วยการขยายพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพิ่มขึ้นอีก 34 มม. ทำให้เนื้อที่สำหรับที่นั่งตอนหลังดูกว้างและเพิ่มความสะดวกในการเข้าหรือออก                ห้องโดยสารมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

   ห้องโดยสารภายใน มาพร้อมกับการดีไซน์พื้นที่ใช้สอยอันกว้างขวางทั้งยังประกอบด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอันทันสมัย จึงตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างเหนือชั้น โดยเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าของ The new GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD สามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้า ส่วน The new GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic สามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเพิ่มระบบหน่วยความจำ โดยทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถพับได้ทั้ง 1/3: 2/3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น แผ่นปิดที่เก็บสัมภาระท้าย ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติ แผ่นรองกันกระแทกบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถแบบ metallic เพื่อสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ในทุกรูปแบบ

   ด้านเทคโนโลยี The new GLC ทั้ง 2 แบบ มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ Eco ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, Individual ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, Comfort ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, Sport และ Sport+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อม PARKTRONIC เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่อีกด้วย

   The new GLC ทั้ง 2 แบบ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ  9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600 -1,800 รอบต่อนาที  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม.

ราคา

  • GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD     3,790,000 บาท
  • GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic      4,090,000 บาท
 
 

More Articles...

Page 9 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )