Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : MINI COOPER S ชุดแต่ง John Cooper Works Dress Up

Sunday, 19 July 2015 14:02

 

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทย เปิดตัว MINI COOPER S แฮทช์ 3 ประตู พร้อมชุดแต่ง John Cooper Works Dress up ที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแอโรไดนามิค ล้ออัลลอย Cup Spoke 2-tone ขนาด 18 นิ้ว และสีภายนอกพิเศษที่มีให้เลือกสองโทนสีเอ็กซ์คลูซีฟ ระหว่างชิลลิ เรด และมิดไนท์ แบล็ค ภายในมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบสเต็ปโทรนิค สปอร์ต ตกแต่งด้วยพวงมาลัยหนัง JCW หัวเกียร์หนังครบชุดแต่งในแบบฉบับ JCW ทั้งขอบประตู แท่นเหยียบสแตนเลส สตีล และที่วางเท้า

    MINI COOPER S แฮทช์ 3 ประตู John Cooper Works Dress Up ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษที่มาพร้อมกับชุดแต่งแอโรไดนามิค ผสมผสานระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่น สะกดสายตา พลังแห่งการขับขี่อันเร้าใจ และสมรรถนะอันแข็งแกร่ง ตอบสนองทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

    MINI COOPER S แฮทช์ 3 ประตู John Cooper Works Dress Up พร้อมให้สั่งจองและสัมผัสแล้วในราคา 2,990,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  รวมถึงโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ซึ่งเป็นโปรแกรมบำรุงรักษาสำหรับรถยนต์มินิ ครอบคลุมถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม. เยี่ยมชมและสั่งจองได้ที่ผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : VOLVO V60T5 Special Edition ขุมพลัง Drive-E Powertrain

Wednesday, 13 May 2015 15:40

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    วอลโว่เปิดตัวรถยนต์ VOLVO V60T5 Special Edition  พร้อมเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain ที่ให้สมรรถนะแรงเร้าใจ และ เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสุดยอด สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างเต็มเปี่ยม โดยมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง32 คันเท่านั้น

   VOLVO V60 T5 เป็นรถสปอร์ตแวกอนอีกหนึ่งรุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์ใหม่ในตระกูล Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร น้ำหนักเบาให้ความแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ 6 และ 8 สูบแต่ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซี.ซี. ในปัจจุบันรถรุ่นนี้มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 8 สปีด พร้อม Sport Mode และ Geartronic เป็นเลิศในการขับขี่และตอบสนองทันใจในทุกช่วงความเร็วและจัดเต็มกับขุมพลัง Polestar Performance Optimization เพื่อเพิ่มสมรรถนะและความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น

   Volvo V60 T5 มาพร้อมเครื่องทรงพลัง Drive-E Powertrain แบบ T5 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบไดเร็กอินเจ็กชั่น พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้พลังสูงสุด 220 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที และทอร์ค350นิวตันเมตรในช่วง 1,500-4,000 รอบต่อนาที จึงตอบสนองได้ทันใจในทุกรอบเครื่อง  อัตราเร่ง 0-100ก.ม./ช.ม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขณะเดียวกันก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 144 กรัมต่อกิโลเมตร พร้อมทั้งประหยัดน้ำมันได้อย่างน่าทึ่ง โดยสามารถวิ่งเฉลี่ยใน-นอกเมือง 16.1ก.ม./ลิตร

   VOLVO V60T5 Special Edition เปรียบได้กับรถคูเป้ในรูปลักษณ์สปอร์ตแวกอน ผสานความปราดเปรียว เข้ากับพื้นที่บรรทุกของด้านท้ายที่เพิ่มขึ้น ตอบสนองทุกมิติในชีวิตได้อย่างเต็มพิกัด ดีไซน์ภายนอก สร้างความโดดเด่นเร้าใจด้วยเส้นสายแนวขวางและไฟ Daylight running ที่มุมหน้ารถทั้งสองด้านที่ทำให้ดูเหมือนรถกดต่ำ ไฟหน้าทรงใหม่สไตล์เฉี่ยวที่สื่อถึงความมุ่งมั่น  ฝากระโปรงหน้าใหม่ กระจังหน้าที่กว้างขึ้น  เพิ่มความโฉบเฉี่ยวทรงพลัง สะกดทุกสายตา

   วอลโว่ไม่เพียงใส่ใจความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถ แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ร่วมใช้รถใช้ถนนอีกด้วยวอลโว่ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมามากมาย เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ขับขี่และคนเดินถนนให้ปลอดภัย ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันการชนพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ ที่ให้รถไม่ชนรถ รถไม่ชนคน และรถไม่ชนจักรยาน เป็นครั้งแรกของโลกยนตรกรรม และนี่คือหนึ่งในความมุ่งมั่นที่วอลโว่ต้องการลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตให้เป็นศูนย์ในปี 2020

คุณลักษณ์พิเศษที่เพิ่มขึ้นในรถยนต์VOLVO V60T5  Special Edition

  • นวัตกรรมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง Volvo Drive-E Powertrain
  • ชุดเพิ่มสมรรถนะ Polestar Performance Optimisation
  • ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางดินรถ
  • หมอนหนุนหลังในเบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า
  • กระจกมองหลังแบบไม่มีกรอบ ตัดแสงจ้าอัตโนมัติ
  • ช่วงล่างแบบไดนามิก
  • ชุดปลายท่อคู่แบบเหลี่ยมสไตล์สปอร์ต
  • Sensus Connect ระบบสื่อสารที่สามารถสื่อสารกับรถและเชื่อมต่อกับโลกดิจิตอล พร้อมแอปพลิเคชั่นใหม่ Wikipedia, Glympse, Sticher, Here weather, Find fuel)
  • ระบบแผนที่นำทาง (Navigation)
  • สีภายนอกใหม่ 2 สี Savile Grey และ Bright Silver Metallic
  • เบาะหนังสไตล์สปอร์ตใหม่สี Beachwood Brown/Offblack
  • แผงคอนโซลกลางลาย Piano Blackพร้อม Rotary Jewelry Knobs ล้ออลูมิเนียม ขนาด 8X18” ลาย Titania

   ทั้งหมดนี้คือคุณลักษณ์อันโดดเด่นของ VOLVO V60 T5 รุ่นปี 2015 Special Edition ที่ผู้ชื่นชอบรถหรูเปี่ยมสมรรถนะและความปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ไม่อาจมองข้าม ที่สำคัญเป็นเวอร์ชั่นพิเศษมีเพียง 32 คันเท่านั้นให้ครอบครอง สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมวอลโว่ใกล้บ้านท่าน หรือ ติดต่อวอลโว่ แคร์เซ็นเตอร์ ที่โทร.0 2305 4499

 
 

NEW CARS THAILAND : ALL-NEW TOYOTA FORTUNER เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทย

Thursday, 16 July 2015 13:17

 

 

 

 

 

 

 

   TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 1 เปิดตัวสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi-Purpose Vehicle” สามารถสร้างปรากฏการณ์ เป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ประเภท PPV ในประเทศไทย และในตลาดต่างประเทศ ด้วยชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับ ในคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก สมรรถนะการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน ประโยชน์ใช้สอยและคุ้มค่า ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว จนสามารถครองใจลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

   TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 1 ได้รับความนิยมในประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นกว่า  220,000 คัน และยืนยันด้วยรางวัลด้านคุณภาพมากมายทั้ง รางวัล เจ.ดี.พาวเวอร์ เอเซีย แปซิฟิก (JD Power) รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี (TAQA Awards) และรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car of the year)

   และล่าสุด บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด   ได้เปิดตัว TOYOTA FORTUNER เจนเนอเรชั่นที่ 2 โมเดลใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาใหม่หมดให้เป็นยนตกรรมที่เหนือชั้นในทุกข้อจำกัดแห่งการขับขี่ ภายใต้แนวคิดยนตกรรมอเนกประสงค์ตัวจริง ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ พร้อมความมั่นใจในทุกการขับขี่” (The True SUV with Style & Confidence) เพื่อให้ FORTUNER เป็นอีกหนึ่งในรถยนต์ผู้นิยามใหม่ของ “ความแกร่ง” ด้วยการขยายเฟรมให้ใหญ่ขึ้น และพัฒนาช่วงล่างแบบ 4 ลิงค์ เครื่องยนต์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแห่งการขับขี่แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพถนน รวมถึงกำหนดนิยามใหม่แห่ง “ดีไซน์” ด้วยการออกแบบที่หรูหรา ล้ำสมัย ทั้งภายในและภายนอก  โดยเฉพาะ 3 เส้นสายแห่งดีไซน์ ( 3 Iconic lines) อันเป็นเอกลักษณ์แห่งความภาคภูมิของ FORTUNER ใหม่ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่มาตรฐานระดับโลก

   TOYOTA FORTUNER ดีไซน์รูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารใหม่ พร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ลงตัว เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ทั่วโลก ด้วยจุดเด่น 4 จุดหลัก

- NEW LEGEND OF DESIGN นิยามใหม่แห่งดีไซน์ ด้วยดีไซน์ใหม่ของรถอเนกประสงค์แห่งอนาคตกับรูปลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ดุดันและทรงพลัง แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์กับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและพริ้วไหว ทั้งภายในและภายนอก

- NEW LEGEND OF UTILITY  นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิต ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ โอ่โถงกว้างสบาย เพียบพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก สู่ขีดสุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่สมบูรณ์แบบ

- NEW LEGEND OF PERFORMANCE นิยามใหม่แห่งสมรรถนะการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลระบบคอมมอนเรล เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด (GD Efficient Boost)  เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ ให้แรงบิดสูงในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) แต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างเหนือชั้น และสัมผัสใหม่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “ซิกม่าโฟว์” ที่สามารถตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพถนน

- NEW LEGEND OF SAFETY นิยามใหม่แห่งความปลอดภัยเหนือระดับ  สร้างความอุ่นใจในการขับขี่ เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ทั้งแบบปกป้อง และแบบป้องกัน

 

   TOYOTA FORTUNER  ได้รับการดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่หมด ให้ความหรูหรา  แข็งแกร่ง ดุดันและทรงพลัง แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์กับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและพริ้วไหว  มุมมองด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ แบบ Bi-Beam รูปทรงเรียวคมควบคุมการเปิดปิดอัตโนมัติ ดีไซน์รับกับกระจังหน้าและกันชนหน้าอย่างลงตัว พร้อมติดตั้งไฟตัดหมอก หน้าและหลัง เติมเต็มทัศนวิสัยที่ชัดเจนให้ทุกการขับขี่ปลอดภัยอย่างแท้จริง  ด้านข้างตัวถังเด่นที่ความโค้งมนตัดกับเส้นสายที่คมชัด เสริมด้วยกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว และระบบ Welcome Light   เหนือขึ้นไปบนหลังคา มาพร้อมราวหลังคาดีไซน์สปอร์ต และเสารับสัญญาณวิทยุดีไซน์ล้ำแบบ Shark Fin สะท้อนรสนิยมหรู  ปลายสุดของหลังคาเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED   ส่วนด้านท้ายรถเด่นสุดต้องยกให้กับไฟท้าย  LED ทรงเฉียบ แบบ Light Guiding ให้ไฟประกายแสงเด่นชัด มองเห็นจากระยะไกลช่วยเสริมความปลอดภัยไปอีกขั้น  และกันชนท้ายดีไซน์สปอร์ตเพิ่มความลงตัวให้ด้านท้ายโดดเด่นในทุกมุมมอง

 

   ภายในห้องโดยสารดีไซน์ใหม่หมด ผสานความสปอร์ต หรูหรา และความอเนกประสงค์ด้วยพื้นที่ใช้ส้อยที่กว้างขวาง โอ่โถง  เพียบพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดเรืองแสงดีไซน์ล้ำแบบ Optitron ดีไซน์ช่องมาตรวัด ที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น   ,ติดตั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi-Information Display) หน้าจอสีแบบ TFT คมชัดทุกรายละเอียด ที่สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของระบบต่างๆ พร้อมแสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่ตลอดการเดินทาง เช่น ข้อมูลการขับขี่ ,ข้อมูลระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ ,ข้อมูลการขับขี่แบบ ECO ,ข้อมูลระบบนำทาง,ข้อมูลการเล่นเพลง ฯลฯ , ระบบนำทาง (Navigator) พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ T-Connect และการเชื่อมต่อ Bluetooth วางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำ พร้อมสัมผัสความบันเทิงที่ครบครัน และเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับระบบ Hands-free ในรถ , ช่องเสียบอุปกรณ์ USB, iPOD และ AUX เชื่อมต่อความบันเทิงได้อย่างหลากหลาย ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างใจ  , ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องโดยสารให้เย็นสบายอย่างเหมาะสม , บริเวณช่องเก็บของคอนโซลกลางมาพร้อมช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า DC 12 โวลต์ และกระแสไฟฟ้า AC 220 โวลต์  , ติดตั้งกล้องมองหลังแสดงภาพบริเวณมุมมองด้านท้ายของรถ ช่วยให้ทุกจังหวะการถอยจอดมั่นใจเพิ่มขึ้น , ระบบ Push Start สตาร์ทเครื่องยนต์ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส  และกุญแจเป็นแบบ Smart Key ดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบ Immobilizer ตรวจสอบรหัสของกุญแจของเครื่องยนต์ ป้องกันการสตาร์ท ในกรณีรหัสไม่ตรงกัน ช่วยให้ปลอดภัยมั่นใจเต็มที่

   ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับโดยเฉพาะ    จัดเต็มทั้งแต่พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์สปอร์ตพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง  จอแสดงข้อมูลการขับขี่  และ Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) รักษาระดับความเร็วรถให้คงที่ โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง , ชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ดีไซน์สปอร์ต ให้ความแม่นยำในทุกจังหวะเข้าเกียร์  และเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ให้สัมผัสล้ำที่สบาย มั่นใจในทุกการขับขี่

   ความอเนกประสงค์ของ TOYOTA FORTUNER  สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ด้วยการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆที่ช่วยเสริมความสะดวกสบายในการใช้งาน  ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เบาะนั่งที่พับและปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตามรูปแบบการใช้งาน  ทั้งแบบ L-SPACE ปรับพับได้หลากหลาย รองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ , แบบ TUMBLE & SPACE-UP ปรับพับเบาะเพื่ออรรถประโยชน์ในการใช้สอยสูงสุด พร้อมรองรับของที่มีขนาดที่หลากหลาย , แบบ REAR SPACE ปรับพับเบาะแถว 3 เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทั้งผู้โดยสาร และการบรรทุกของได้อย่างลงตัว     ระบบเปิด-ปิดประตูทั้ง 5 บาน ให้ความสะดวกทุกการใช้งาน สั่งงานง่ายผ่านรีโมท  สวิตช์ภายในรถบริเวณที่นั่งคนขับ และบริเวณประตูท้าย สามารถ เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ (Power Back Door with Jam Protection)

    สมรรถนะการขับเคลื่อนตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว ทั้งความแรงและประหยัด ด้วย  เครื่องยนต์ใหม่ GD Efficient Boost    ขีดสุดพลังแรงไร้ขีดจำกัด   ภายใต้แนวคิด “Efficient Boost” ลดการสูญเสียความร้อน และแรงเสียดทานของเครื่องยนต์ ให้แรงบิดสูงสุดในรอบกว้าง Flat Torque พร้อมประหยัดเป็นเยี่ยมในทุกการเดินทาง เหนือชั้นกว่าด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบ และสั่นสะเทือนน้อยกว่า ตอบรับทุกการขับขี่ในทุกรูปแบบ โดยเครื่องยนต์มีให้เลือกถึง 3 พิกัดความแรง

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 - 2,400 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

- เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร Dual VVT-I ให้กำลังสูงสุด 122 กิโลวัตต์ (166 แรงม้า) ที่ 5,200 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   เครื่องยนต์ใหม่ GD Efficient Boost  ยังรวมความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีความแรงสุดล้ำ  ทั้งระบบเทอร์โบแปรผันใหม่ (VN Turbo) ออกแบบให้มีขนาดเล็กลงแต่ประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดครีบปรับแรงดันอากาศด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เที่ยงตรงและแม่นยำสูง แรงต่อเนื่องทุกรอบความเร็ว ช่วยให้เครื่องยนต์ปลดปล่อยพลังงานออกมาได้เต็มกำลัง  , ระบบฉีดน้ำมันอัจฉริยะ พร้อมปั๊มแรงดันสูง 220 MPa ฉีดน้ำมันเป็นละอองฝอย เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบหมดจด เพิ่มระดับความประหยัดให้มากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์เดินเงียบ ลดเสียงและการสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งลดมลภาวะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Roller Rocker Arm with Valve Lash Adjuster ออกแบบพิเศษเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างลูกเบี้ยวและกระเดื่องวาล์วในจังหวะของการเปิด-ปิดวาล์ว พร้อมระบบปรับตั้งวาล์วอัตโนมัติเพื่อกำจัดช่องว่างของการสึกหรอที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการรั่วไหลของไอน้ำมันแม้ใช้งานอย่างยาวนาน ผลลัพธ์คือเครื่องยนต์เดินเงียบ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมัน และประหยัดค่าบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน  , ติดตั้ง EGR (Exhaust Gas Recirculation) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบนำไอเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์ขณะทำงาน ลดมลพิษได้เต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐาน Euro 4 และมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Stop & Start System) เมื่อรถหยุดนิ่ง ระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วขณะ และจะสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อแตะคันเร่ง จึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในระหว่างที่เครื่องยนต์หยุดการทำงานเครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง

   ระบบขับเคลื่อนของ TOYOTA FORTUNER ออกแบบใหม่ ใช้ชื่อว่า ซิกม่าโฟร์ (Ʃ4) มีเฉพาะรุ่น 2.8V ขับเคลื่อน 4 ล้อ  สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ดั่งใจ ด้วยโหมด H2, H4, L4 ผสานการทำงานร่วมกับระบบ DAC และ A-TRC ที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคแห่งการเดินทาง โดย H2 ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สำหรับสภาพถนนปกติ , H4 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับสภาพถนนเปียกลื่นและลูกรัง เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ เกาะถนน และความปลอดภัย , L4 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับเส้นทางวิบาก และเส้นทางที่ต้องการกำลังขับเคลื่อนสูง  นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเสริมการขับขี่ทั้งระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC (Downhill Assist Control)  ซึ่งจะควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติขณะขับลงทางชัน ช่วยควบคุมความเร็วรถให้คงที่ ป้องกันไม่ให้รถลื่นไถลลงเนินอย่างรวดเร็ว โดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องแตะเบรก , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control) ระบบจะเพิ่มแรงดันเบรกไปยังล้อทั้ง 4 อัตโนมัติ ป้องกันรถไหลในจังหวะออกตัว บนทางลาดชัน เพื่อความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (Active Traction Control) เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าล้อใดเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อน ขณะวิ่งผ่านพื้นผิวลื่น ระบบจะลดแรงขับที่ส่งไปยังล้อนั้น เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรี และเพิ่มแรงขับไปยังล้อที่เหลือ เพื่อเคลื่อนที่ต่อไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย

   ส่วนระบบกันสะเทือนออกแบบใหม่ตามมาตรฐานของรถเอสยูวี ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง  ด้านหลังเป็นแบบโฟร์ลิงค์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและการทรงตัวที่ดีเยี่ยม

   ก้าวไปอีกขั้นของระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เริ่มตั้งแต่ระบบป้องกัน  Active Safety จัดเต็มทั้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) ป้องกันการเกิดอาการล้อหมุนฟรี เมื่อขับอยู่บนผิวถนนที่ลื่น ซึ่งเป็นสาเหตุของการลื่นไถลทำให้รถเสียการทรงตัว , ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)  ขณะเข้าโค้งบนถนนที่เปียกลื่น ระบบจะควบคุมกำลังเครื่องยนต์ และส่งแรงเบรกไปยังล้อแต่ละล้อแบบอัตโนมัติ เพื่อป้องกันภาวะมุดโค้ง (Understeer) หรือแหกโค้ง (Oversteer) จึงช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและมั่นคง , ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System)  เมื่อต้องเบรกอย่างกะทันหัน ระบบจะช่วยป้องกันล้อล็อกและลื่นไถล ทำให้สามารถควบคุมรถได้ในทุกสถานการณ์คับขัน , ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution) ปลอดภัยทุกการขับขี่ โดยระบบช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้ออย่างสมดุล เพื่อป้องกันอาการท้ายสะบัดและกระจายแรงเบรกล้อซ้าย-ขวาในขณะเข้าโค้ง เพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น  , ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) ในสภาวะเบรกฉุกเฉิน แรงเบรกจากผู้ขับไม่เพียงพอต่อการหยุดรถ ระบบจะเพิ่มแรงเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยให้สามารถหยุดรถได้ในระยะที่ปลอดภัย  และระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (Trailer Sway Control) เซ็นเซอร์จะปรับแรงดันเบรก และกำลังของเครื่องยนต์ให้เหมาะสม เมื่อวิ่งบนถนนขรุขระ หรือผชิญลมพัดขวางรุนแรง ช่วยรักษาเสถียรภาพป้องกันรถส่าย หรือเสียการทรงตัว

   ระบบปกป้อง Passive Safety จัดเต็มทั้ง ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ , เข็มขัดนิรภัย แบบ ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติสำหรับเบาะคู่หน้า และโครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA ช่วยดูดซับแรงกระแทก เสริมความแข็งแกร่งให้กับบริเวณห้องโดยสาร จากการชนทั้งด้านหน้าและด้านข้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

   TOYOTA FORTUNER มีให้เลือกถึง 5 แบบ และมีสีให้เลือกทั้งสิ้น 7 สี โดยเป็นสีใหม่ด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Phantom Brown และสีน้ำเงิน Nebula Blue ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,199,000 บาท – 1,599,000 บาท พร้อมเป้าหมายการขายที่ 2,600 คันต่อเดือน

   นอกจากนี้ โตโยต้า ยังได้มอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าเพื่อร่วมสัมผัสนิยามใหม่ของ TOYOTA FORTUNER โดยเริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเปิดตัวที่โชว์รูมโตโยต้า 435 แห่งทั่วประเทศ ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ ซึ่งได้จัดเตรียมรถทดลองขับไว้ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่กันอย่างทั่วถึง โดยหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะจัดกิจกรรม Road show ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าทุกภูมิภาคให้สัมผัสและทดลองขับในเดือนสิงหาคม – ตุลาคม นี้

ราคา ALL-NEW TOYOTA FORTUNER

- รุ่น 2.4G MT 2WD ราคา 1,199,000 บาท

- รุ่น 2.4V AT 2WD ราคา 1,369,000 บาท

- รุ่น 2.7V AT 2WD ราคา 1,449,000 บาท

- รุ่น 2.8V AT 2WD ราคา 1,529,000 บาท

- รุ่น 2.8V AT 4WD ราคา 1,599,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : SUBARU FORESTER เอสยูวีสายพันธุ์แรง ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้าน

Monday, 27 April 2015 15:45

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ SUBARU FORESTER 2.0i-L ราคา 1.69 ล้านบาท และ  SUBARU FORESTER 2.0XT ราคา 2.42 ล้านบาท ความสมบูรณ์แบบของรถยนต์เอสยูวีจากซูบารุ เจ้าของรางวัล SUV of The Year 2014 จาก Motortrend ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความสะดวกสบายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ได้อย่างลงตัวทั้งวันทำงานและวันพักผ่อน

   SUBARU FORESTER ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ 4 สูบ โดยรุ่น 2.0i-L มาพร้อมกับขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 150  แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 198 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที และรุ่น2.0XTมาพร้อมกับระบบ DIT (Direct Injection Turbo)  ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 240  แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,400 – 3,600 รอบต่อนาที  พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร และระบบการควบคุมการขับเคลื่อน X-Mode ที่ควบคุมระบบการทำงานของรถในทุกสภาพการขับขี่

   สะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบ SI-Drive (Subaru Intelligent Drive) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนื่อกว่า อาทิ ระบบแสดงข้อมูลแบบ Hi-Grade Multi-Function Display , ระบบเครื่องเสียง ‘Harman/Kardon’ ระดับ 400 วัตต์ มาพร้อมลำโพง 8 ตัว , ระบบไฟฟ้าควบคุมการปิดเปิดประตูท้ายอัตโนมัติพร้อมระบบความจำ  , ระบบฉีดล้างไฟหน้า  พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติและระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ  , บนหลังคาติดตั้ง Sunroof  หลังคาแก้วแบบเปิดกว้างถึงเบาะตอนหลังและติดตั้งราวหลังคาบรรทุกของ , พวงมาลัยเป็นแบบ Multifunction  พร้อมปุ่มเชื่อมต่อโทรศัพท์  ปุ่ม Cruise Control และ SI-Drive , ระบบเครื่องปรับอากาศ Dual-Zone  และเบาะหลังสามารถพับได้ 60/40 2  วิธี  คือการดึงสลักที่ตัวเบาะหรือการกดปุ่ม one touch folding  ที่อยู่บริเวณพื้นที่เก็บสัมภาระ

   สัมผัสสมรรถนะของเอสยูวีคุณภาพสูง SUBARUFORESTER ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 725 1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.motorimage.net

 
 

NEW CARS THAILAND : TATA โมเดลปี 2015

Thursday, 13 August 2015 13:35

 

 

 

 

 

 

 

 

   ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าขยายไลน์รถเพื่อการพาณิชย์เต็มรูปแบบ ในปี 2015  เปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ทั้ง TATA Xenon  N-Series  ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ TATA  Super Ace Mint พร้อมจำหน่ายเป็นครั้งแรก

   ทาทาในปีนี้พร้อมรุกตลาดด้วย TATA Xenon 150 N-Series  ที่มีให้เลือกใช้งานทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งในรูปแบบของรถกระบะตอนเดียว ในรุ่น TATA Xenon Single Cab 150 NX-Pert และรถกระบะ 4 ประตู ในรุ่น TATA Xenon Double Cab 150 NX-Plore ที่ใช้เครื่องยนต์ DiCor ขนาด 2.2 ลิตร คอมมอนเรลจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดไดเรค อินเจคชั่น ใช้ระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผัน พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที

   TATA Super Ace Mint  รถบรรทุกขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล DiCor รุ่นใหม่ แบบคอมมอนเรล ขนาด 1.4 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไดเรคอินเจคชั่น พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 70 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,750 รอบ/นาที ให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์แร็คแอนด์พิเนี่ยน ให้ความปลอดภัยมากขึ้นจากแกนพวงมาลัยแบบยุบตัว

   สำหรับรถบรรทุกเล็กอย่าง TATA Super Ace Mint  ที่เปิดตัววางจำหน่ายในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ ทาทา ซูเปอร์เอซ ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรถบรรทุกอเนกประสงค์ ที่มีความคล่องตัวสูง สามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ ทำให้ทาทาตัดสินใจพัฒนา  TATA Super Ace Mint  ขึ้นนมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งนอกจากจะใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4

   สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ทาทาทั่วประเทศหรือเยี่ยมชมเว็บไซต์  http://www.tatamotors.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo

Thursday, 07 May 2015 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ รถยนต์นั่งรุ่นยอดนิยม TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo ใหม่ ตกแต่งในแบบ Sporty Elegance เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบดีไซน์สปอร์ตหรู โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Friend New Style เพื่อนใหม่สไตล์สปอร์ต

   รถยนต์นั่ง VIOS รุ่น ปัจจุบัน เข้าสู่ตลาดเมืองไทยตั้งแต่เมื่อต้นปี 2556ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีในฐานะ “รถยนต์นั่งยอดนิยม” ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว VIOS ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า จนสามารถครองความเป็นรถยนต์นั่งยอดนิยม ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 130,000 คัน

   TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo ใหม่ ดีไซน์ภายนอกเน้นความสปอร์ตหรูล้ำสมัย ไล่ตั้งแต่ กระจังหน้าสีเปียโนแบลค (Piano Black) ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์รมดำ  พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)  และเสริมความสปอร์ตเต็มๆด้วยชุดแต่งรอบคัน ทั้งสเกิร์ตกันชนหน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง  สติ๊กเกอร์ด้านข้างสัญลักษณ์ TRD Sportivo ด้านท้ายรถและฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว

   ส่วนภายในแต่งเข้มเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต อาทิ เบาะหนังสีดำใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo, พวงมาลัยหุ้มหนัง และหัวเกียร์หุ้มหนังตกแต่งด้วยแถบสีเงิน , แผงคอนโซลหน้าและแผงประตูตกแต่งด้วยลาย Kevlar, พรมปูพื้นลายพิเศษ  และชุดเครื่องเสียงใหม่ DVD/CD/MP3/WMA หน้าจอสัมผัสขนาด 7นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบบลูทูธ ระบบนำทางที่รองรับบริการพิเศษจาก Smart G-BOOK ช่องต่ออุปกรณ์ USB/HDMI/SD Card และติดตั้งกล้องมองภาพขณะถอยหลังช่วงเสริมความปลอดภัย

   TOYOTA VIOS รุ่นพิเศษ TRD Sportivo มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาว (Super White) และสีดำ (Attitude Black Mica ) ราคาจำหน่าย  694,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 413แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI MIRAGE ชุดแต่งแท้ “ Mirage POP Japan ” เอาใจวัยรุ่น

Wednesday, 01 July 2015 14:56

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เอาใจวัยรุ่น เติมสีสันไม่เหมือนใครให้กับ MITSUBISHI MIRAGE ด้วยชุดแต่งแท้รอบคันจากประเทศญี่ปุ่น Mirage POP Japan  จำนวนจำกัดพร้อมขายที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

   ชุดอุปกรณ์ตกแต่งแท้รอบคันสำหรับ MITSUBISHI MIRAGE ในสไตล์สีทูโทน Mirage POP Japan ซึ่งมีแนวคิดมาจาก “มิราจพบกับสไตล์ใหม่ ซึ่งเป็นสไตล์ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น” โดยแนวคิดดังกล่าว คือการแต่งรถมิราจด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ตกแต่งต่างกับสีของตัวรถ เพื่อเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถด้วยสีสันทูโทนสดใสและโดดเด่นไม่ซ้ำใครตามสไตล์ของตัวเอง โดยมีจำนวนเพียงจำกัด 200 ชุดเท่านั้น

   สำหรับชุดตกแต่งภายนอก Mirage POP Japan ประกอบด้วย ชุดตกแต่งชายกันชนหน้า ด้านข้าง ด้านหลังและสปอยเลอร์หลัง โดยมีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีแดง สีบรอนซ์เงิน  สีเทาดำ และสีดำ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสีได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ชุดแต่ง Mirage POP Japan นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร โดยชุดตกแต่งภายนอกสำหรับรุ่น GL และ GLX ราคา 10,000 บาท  และชุดตกแต่งภายนอกสำหรับรุ่น GLS และ GLS Ltd. ราคา 9,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิราจ รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี2017

Thursday, 01 June 2017 14:43

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่น ประกอบไปด้วย ‘มิตซูบิชิแอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ อัดแน่นด้วยนวัตกรรมแห่งเทคโลยีที่มากกว่าที่ผ่านมา ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ ทั้งยังโดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัย และประหยัดน้ำมันสูงสุด

   มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซิตี้คาร์ของรถยนต์ มิตซูบิชิ บริษัทได้เปิดตัว ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ที่มีเสน่ห์มากกว่าที่เคย เนื่องจากรถยนต์ซิตี้คาร์ ทั้ง 2 รุ่น ผ่านการเสริมนวัตกรรมอุปกรณ์ใหม่หลายรายการ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ ซิตี้คาร์”

   หนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์ซิตี้คาร์ แฮทช์แบคที่ติดตั้ง Apple CarPlay1 มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น GLS-LTD ของทั้ง ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ CarPlay เป็นช่องทางที่สะดวก และปลอดภัยในการใช้งาน iPhone ภายในรถยนต์ โดยที่ผู้ขับขี่สามารถโทรออกพร้อมรับสายโทรศัพท์ ส่งข้อความ และฟังเพลง ไปพร้อมกับการตั้งสมาธิไปที่การขับขี่ CarPlay ยังสามารถใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส และคำสั่งเสียงผ่านระบบ Siri2 ได้อีกด้วย

   ความอ่อนล้าของผู้ขับขี่จากการเดินทางไกลจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปด้วย ระบบล็อคความเร็วบนพวงมาลัย ในรุ่น GLS-LTD ของทั้ง ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ถือเป็นรถยนต์ซิตี้คาร์ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่

   เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องที่ประนีประนอมกันได้ ทั้ง ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ จึงเป็นหนึ่งเดียวในรถยนต์ซิตี้คาร์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) โดยระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชนรถยนต์คันหน้า

   ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ยังมี ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า ซึ่งจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชน หากระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้าในขณะที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

   สู่อีกขั้นของความมั่นใจในความปลอดภัยไปกับ เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ทุกคัน

   ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังสุดประหยัดกับ เครื่องยนต์ MIVEC 1.2 ลิตร ให้อัตราเร่งทันใจด้วยพละกำลัง 78 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ที่ตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบ G-Sensor ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันได้อย่างแม่นยำด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ทั้ง ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ จึงตอบสนองได้ดังใจพร้อมกับมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงต่ำเพียง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร3 ใน ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ 23.8 กิโลเมตร/ลิตร3 ใน ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ ซึ่งเป็นอัตราที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน

   แตกต่างจากรถยนต์ซิตี้คาร์อื่นๆ เพราะห้องโดยสารของ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ เฉพาะรุ่น GLS-LTD นั้นสปอร์ตกว่าที่เคยด้วย เบาะหนังเดินด้ายแดง พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง ทั้งยังเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆผ่าน ช่องต่ออุปกรณ์ USB ได้ง่ายขึ้น ด้วยการย้ายตำแหน่งมาติดตั้งที่คอลโซลเกียร์แทน นอกจากนี้รถยนต์ ซิตี้คาร์ ทั้ง 2 รุ่นยังให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารที่มากกว่าด้วย พนักพิงศีรษะหลัง 3 ตำแหน่ง ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

   โดดเด่นกว่าใครตั้งแต่ครั้งแรกที่มองด้วย กันชนหลังและไฟท้ายแบบใหม่ สำหรับ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’โฉบเฉี่ยวไปกับ ชุดไฟตกแต่งแบบ LED บริเวณกันชนหน้า ที่ให้ทั้งความสวยงามและความปลอดภัยใน ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’

   ขับขี่ไปอย่างมั่นใจกับการรับประกันคุณภาพรถยนต์ พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน4  เหนือกว่าใครด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี มูลค่าสูงสุด 48,669 บาท สำหรับ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’5 และ 47,238 บาท สำหรับ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’5 นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับบริการช่วยเหลือเป็นเวลานาน 3 ปี

   ก้าวไปไกลกว่ากับ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ 2 ทางเลือกที่แตกต่าง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’
- GLX เกียร์ธรรมดา   ราคา 472,000 บาท
- GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT    ราคา 506,000 บาท
- GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT    ราคา 561,000 บาท
- GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT   ราคา 599,000 บาท
‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’
- GLX เกียร์ธรรมดา   ราคา 457,000 บาท
- GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT   ราคา 491,000 บาท
- GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT    ราคา 557,000 บาท
- GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT   ราคา 596,000 บาท

   (สีขาวมุกเพิ่ม 7,000 บาททั้ง ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’)

   ร่วมค้นหานวัตกรรมยานยนต์ ซิตี้คาร์ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ และเตรียมพบกับโปรโมชั่นพิเศษสุดเฉพาะผู้ซื้อ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่’ เท่านั้น

1 Apple CarPlay เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ, ระบบ CarPlay สามารถใช้ได้กับ สมาร์ทโฟนที่มีระบบปฎิบัติการ iOS 8 หรือสูงกว่า ข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

2 Siri เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ รองรับการใช้งานสำหรับระบบ และอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่ระบุไว้ใน http://www.apple.com/ios/siri/

3 ในรุ่น GLX CVT

4 เงื่อนไขการรับประกันเป็นไปตามบริษัทกำหนด

5 คำนวณจากเบี้ยประกันภัยของรุ่น GLS-LTD

 
 

NEW CARS THAILAND : TOYOTA CAMRY ESPORT โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต นำเข้าจากออสเตรเลีย

Sunday, 14 June 2015 14:32

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยมร.อากิโตะ ทาชิบานา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสแนะนำรถยนต์นั่งขนาดกลางสายพันธุ์สปอร์ตใหม่ TOYOTA CAMRY ESPORT วันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์โตโยต้า Camry ใหม่  อย่างเป็นทางการ เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถ Sedan ระดับหรูขนาดกลาง โดยมียอดจำหน่ายแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 คัน

   เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ Camry และเพิ่มทางเลือกสู่กลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โตโยต้าจึงได้นำเสนอรถยนต์ TOYOTA CAMRY ESPORT ใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งใน Line up ของ Camry ที่ถูกพัฒนาด้านดีไซน์มาเพื่อเอาใจคนรักความสปอร์ตโดยเฉพาะ ซึ่งรถรุ่นนี้นำเข้าทั้งคันจากประเทศออสเตเลีย

   ตระกูล ESPORT นี้ เป็น DNA ใหม่ของโตโยต้าที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของผู้ขับขี่ตามแนวคิด “Look at me now” โดย Camry Esport มีจุดเด่นที่การดีไซน์แบบสปอร์ตทั้งภายนอก และภายใน เน้นเส้นสายที่ดูเฉียบคมแตกต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้าได้พัฒนาสมรรถนะในการขับขี่ของ Camry Esport ด้วยการออกแบบช่วงล่างใหม่ Sport Suspension ที่มีเฉพาะในรุ่นนี้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในการขับขี่ให้มากขึ้น เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นของ Camry

   ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว กระจังหน้าโครเมียมรมดำแบบ Sport Type เอกลักษณ์เฉพาะ ESPORT ไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ พร้อมไฟ LED Day Time Running Lights โดดเด่น สะกดทุกสายตา    ชุดไฟท้าย พร้อมสปอยเลอร์หลัง ดุดัน โฉบเฉี่ยวสปอร์ตลงตัว และติดตั้งท่อไอเสียแบบคู่ (Dual Muffler) เต็มอารมณ์สายพันธุ์สปอร์ต ส่วนภายในเติมอารมณ์สปอร์ตด้วย การตกแต่งภายในสีดำแบบ Two tone พร้อมแผงตกแต่งสีเงินลายสปอร์ต พวงมาลัย 3 ก้าน มัลติฟังชั่น  เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ต เบาะนั่งด้านหลังแบบแยกพับ 60:40   บริเวณหลังคามาแนวสปอร์ตหรูแบบมูนรูฟ และยังดีไซน์ชุดแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต

   สมรรถนะการขับเคลื่อนจัดเต็มให้ความแรงรองรับกับภาพลักษณ์ความสปอร์ตด้วยเครื่องยนต์ รหัส 2AR-FE Dual  VVT-I แบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.5 ลิตร 184 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตันเมตร ที่ 4,100 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติเป็นแบบ Super ECT-i 6 สปีด พร้อม Sequential Shift เพิ่มอารมณ์การขับแบบสปอร์ตยิ่งขึ้น ให้สมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมัน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift เพิ่มเร้าใจทุกการขับขี่ ด้วยการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

ระบบความ มาตรฐานระดับสากล

- โครงสร้างนิรภัย GOA ด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทกจากการชน

- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหันหรือเบรกบนถนนลื่น  

- ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคง แม้บนทางโค้งหรือบนถนนที่เปียกลื่น

- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) ควบคุมรถและป้องกันการเกิดล้อหมุนฟรี

- ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้อให้ทำงานได้อย่างสมดุลเพื่อป้องกันอาการท้ายปัด และช่วยควบคุมรถให้มั่นคงขึ้นแม้เบรกในขณะเข้าโค้ง

- ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกอัตโนมัติในภาวะเบรกฉุกเฉินที่แรงเบรกจากผู้ขับไม่เพียงพอ

- ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวด้านหลังรถ (Rear Cross Traffic Alert) ปลอดภัยเต็มประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ด้านหลังรถ

- ระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor) ส่งสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้างเมื่อมีรถในจุดอับสายตา

- ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่ง ปกป้องเต็มขั้น มั่นใจตลอดการเดินทางเบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง

   TOYOTA CAMRY ESPORT เป็นเสมือนอีกก้าวหนึ่งของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่มีสเน่ห์ มีสไตล์เป็นของตนเอง โดดเด่นพร้อมสีใหม่ที่จัดมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยใช้ Concept ในการสื่อสารครั้งนี้ว่า "LIFE IS THRILLING" ซึ่งหมายถึงยนตรกรรมใหม่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งกว่าเดิม

7 สี รวม 5 สีใหม่

- Red Mica Metallic (สีใหม่)

- Light Blue Mica Metallic (สีใหม่)

- Dark Blue Mica Metallic (สีใหม่)

- Diamond White (สีใหม่)

- Silver Metallic (สีใหม่)

- Gray Metallic

- Attitude Black Mica

   TOYOTA CAMRY  ESPORT เปิดตัวด้วยราคา 1,639,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 427 แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MERCEDES-BENZ GLA และ CLA รุ่นประกอบในประเทศ

Tuesday, 29 September 2015 03:45

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำยนตรกรรมหรูระดับพรีเมี่ยม ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ ที่ประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกันถึง 2รุ่น คือThe new GLA คอมแพ็ค SUV พรีเมี่ยม ดีไซน์สปอร์ต ปราดเปรียว มีให้เลือกถึง 2 รุ่น ได้แก่ GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท , GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท  และ The new CLA คอมแพ็คคูเป้สี่ประตู ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ CLA 200 Urban ราคา 2,140,000 บาท และ CLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,490,000 บาท โดยสาวกดาวสามแฉกสามารถทดลองขับได้แล้วที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

   The new GLA มาพร้อมกับการออกแบบตัวรถให้ดูทันสมัย คล่องแคล่ว ปราดเปรียว และปลอดภัย สามารถตอบสนองทุกความท้าทายของการขับขี่ได้เป็นอย่างดี โดยดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้สื่อถึงพลัง และความสุขุมได้อย่างชัดเจน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าครีบระบายอากาศคู่ที่ช่วยเน้นให้ตัวรถกว้างขึ้น โดยรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือ GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic ที่ตกแต่งด้วยกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียมแบบ 2 แถบ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง,  กันชนด้านหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยโครเมียม, ขอบหน้าต่างแบบโครเมียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ,ไฟหน้าแบบไบซีนอน (bi-xenon), ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ในกรอบไฟหน้า และไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด โดย GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยทูโทน แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ส่วน GLA 250 AMG Dynamic จะเพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอยทูโทน ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling ที่บริเวณกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า รวมถึงเพิ่มความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof)

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มีการออกแบบก้าวล้ำทันสมัยให้อารมณ์สปอร์ตและสง่างาม โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น แผงประตูบุด้วย Artico พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียง อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น แผงประตูบุด้วย DINAMICA microfibre สีดำ รวมถึงปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push start), ระบบเชื่อมต่อสื่อบันเทิง (media interface) และอุปกรณ์เครื่องเสียง อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมเครื่องเล่น CD แบบ 6 แผ่น เป็นต้น  ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ อีกด้วย

   ห้องโดยสารภายใน ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, กล่องเก็บของ ตาข่ายเก็บสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย และแผ่นปิดสัมภาระด้านท้าย นอกจากนี้ พิเศษสำหรับรถยนต์รุ่น GLA 250 AMG Dynamic ยังมีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน และระบบปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติ

The new GLA

• GLA 200 Urban             ราคา  2,090,000 บาท
• GLA 250 AMG Dynamic         ราคา  2,440,000 บาท

   สำหรับรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือ The new CLA สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ที่โดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอก ที่ได้รับการออกแบบให้มีความผสมผสานกันระหว่างความเร้าใจแบบสปอร์ตและความปราดเปรียว โดยรุ่น CLA 200 Urban มาพร้อมกับกระจังหน้า diamond grille สีดำ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีเทา ส่วน    CLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับกระจังหน้า diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์มาตรฐาน อย่าง ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ไฟหน้าแบบไบซีนอน (bi-xenon), ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED  ในกรอบไฟหน้า และไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด

   ดีไซน์ภายใน ได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย ด้วยดีไซน์ของความแตกต่างที่ผสานกันได้อย่างลงตัว โดย CLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และ CLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, ที่วางแขนสำหรับเบาะนั่งด้านหลัง รวมถึงปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push start) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับประโยชน์การใช้สอยที่โดดเด่น อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth) และระบบรองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation)

   สำหรับ ห้องโดยสารภายใน ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถ พับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการ และ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน เป็นต้น

The new CLA

• CLA 200 Urban             ราคา  2,140,000 บาท
• CLA 250 AMG Dynamic         ราคา  2,490,000 บาท

   สนใจสามารถพบกับ The new GLA และ The new CLA พร้อมด้วยยนตรกรรมอีกหลากหลายรุ่น ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ได้แล้ว ภายในงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์ โดม ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 4 ตุลาคมศกนี้  ณ สตาร์ โดม ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่บริเวณงาน หรือผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งซื้อรถยนต์ภายในงาน พร้อมจัดไฟแนนซ์กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ภายใต้โปรแกรม mySTAR Special รับสิทธิพิเศษอัตราชำระต่อเดือนต่ำเพียง 1% ของราคารถยนต์ อีกทั้งประหยัดดอกเบี้ยมากยิ่งขึ้นตลอดอายุสัญญา ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 
 

More Articles...

Page 9 of 21

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )