Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster & 911 Carrera Black Edition

Tuesday, 02 June 2015 13:44

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ส่งรุ่นพิเศษของ 911 Carrera และ Boxster ออกมาให้ยลโฉมแล้ว คือ Black Edition ซึ่งเป็นปอร์เช่ที่ผสมผสานภายนอกและภายในด้วยสีดำไว้อย่างลงตัว โดยเน้นให้เห็นรูปลักษณ์ที่เหนือกาลเวลา คลาสสิค หรูหรา ตามแบบฉบับรถสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

   911 Carrera และ Boxster รุ่นพิเศษจะถูกผลิตจำนวนจำกัด พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานใหม่ในการขับขี่อย่างครบครัน อาทิเช่น ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ที่มาพร้อมกับระบบค้นหาเส้นทาง ระบบตัดแสงสะท้อนกระจกมองหลังอัตโนมัติ (automatically dimming rear-view mirrors) ระบบ Cruise control และพวงมาลัยสปอร์ต Sport Design steering wheel เป็นต้น

   911 Carrera Black Edition รุ่นธรรมดาจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตรเครื่องยนต์ Flat Engine ที่มีสมรรถนะสูงสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดได้ถึง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุนอย่างคาบริโอเลต ทุกรุ่นมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo Wheels และไฟหน้าแบบ LED ที่มาพร้อมกับระบบไฟ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS+) เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ภายในสีดำเข้มทำให้รถมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น  ภายในรถได้รับการติดตั้งเครื่องเสียงแบบ Bose Surround Sound System ให้ความสุนทรีย์ในยามขับขี่อย่างลงตัวด้วยคุณภาพของเสียงที่ยอดเยี่ยม และ 911 รุ่นพิเศษนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยระบบโทรศัพท์ Telephone Module และระบบช่วยจอด Park Assist ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มาพร้อมกับกล้องมองหลังอีกด้วย

   ส่วน Boxster Black Edition ด้วยความที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เครื่องยนต์แบบวางกลางขนาด 2.7 ลิตร Flat engine มาพร้อมกับพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 265 แรงม้า (195 กิโลวัตต์) แนวคิดสีดำได้ถูกนำไปใช้กับหลังคาผ้าใบและบาร์ป้องกัน (Rollover protection bar) ด้วยเช่นกัน ระบบ Wind deflector จะช่วยกันลมขณะเปิดประทุนได้เป็นอย่างดี ล้อขนาด 20 นิ้วลาย Carrera Classic มาพร้อมกับระบบไฟหน้าไบซีนอลและระบบไฟ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เพิ่มความโดดเด่นให้กับรถ ไม่เพียงเท่านี้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายเพิ่มเติมจากระบบปรับอุณหภูมิแยกแบบ two-zone air conditioning หรือเบาะนั่งแบบให้ความร้อนได้ ระบบเสียงในรุ่น Boxster Black Edition จะมาพร้อมกับเสียงแบบ Sound Package Plus คุณภาพสูง

   แบล็ค อิดิชั่น (Black Edition) ทั้ง 5 รุ่นจะเริ่มเปิดรับจองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2015 เป็นต้นไป

 
 

NEW CARS INTER : ลัมโบร์กีนี เผยโฉม ASTERION LPI 910-4 เทคโนโลยี Plug-in hybrid

Thursday, 28 May 2015 15:21

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนีร่วมงานประกวดรถคลาสสิค คอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์ (Concours d’Elegance) เป็นครั้งแรก โดยงานอันทรงเกียรตินี้ได้รับการจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ณ โรงแรมวิลลาเดสเท (Villa d’Este) และในวันทื 24 พฤษภาคม ณ โรงแรมวิลลาเออร์บา (Villa Erba) เมืองเซอโนบบิโอ ประเทศอิตาลี

   ออโตโมบิลี ลัมโบร์กีนี ส่งลัมโบร์กีนี  ASTERION LPI 910-4 เข้าร่วม หลังจากได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานปารีส ออโต้ ซาลอน (Paris Auto Salon) เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี Plug-in hybrid (PHEV) ของลัมโบร์กีนี และชิงรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Design Award) สำหรับรถต้นแบบ  รางวัลนี้ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ที่งานคอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์  โรงแรมวิลลาเดสเท เพื่อให้รางวัลแก่รถยนต์ที่มีอดีตงดงามควบคู่กับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีฟิลิปโป เปอรินี หัวหน้าของเซ็นโทร สไตล์ ลัมโบร์กีนี (Centro Stile Lamborghini) ผู้ออกแบบแอสเทอเรียน พร้อมทีมออกแบบ เข้าร่วมงานระดับสากลในครั้งนี้

   ASTERION LPI 910-4 เป็นรถที่นำเสนอโซลูชั่นการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานไฮบริดสมรรถนะสูงประกอบด้วย เครื่องยนต์ วี10 ขนาด 5.2 ลิตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 3 ตัว ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งหมดแล้ว จะให้กำลังรวมกันมากถึง 669 กิโลวัตต์ (910 แรงม้า) โดยทำความเร็วจาก 0 -100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม.

   ASTERION LPI 910-4 ยังให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมพละกำลังเหนือชั้น เอื้อให้การขับขี่ราบลื่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ 98 ก./ กม. แต่ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำระยะทางสูงสุด 50 กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 C7.R พัฒนาจากสนามแข่งสู่ถนนจริง

Wednesday, 06 May 2015 11:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   CHEVROLET CORVETTE รุ่น Z06 C7.R โมเดลปี 2016 ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะระดับรถแข่งเพื่อเป็นเกียรติแก่คอร์เวทท์ เรซซิ่ง C7.R เตรียมออก จำหน่ายในอเมริกาเหนือด้วยตัวถังสีเหลืองและดำเอกลักษณ์ของคอร์เวทท์ เรซซิ่ง พร้อมตกแต่งภายนอกและภายในเต็มพิกัด

   CORVETTE  C7.R ถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น และยังมีรุ่นพิเศษ Z07 Performance ที่มาพร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิก และหมายเลขตัวถังแบบพิเศษสำหรับรถรุ่นนี้เท่านั้น โดยเตรียมออกจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

   ชุดแต่ง Z07 Performance ประกอบด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและยกระดับสมรรถนะการควบคุมการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั้งด้านหน้าและหลังที่ปรับระดับได้เพื่อเพิ่มแรงกดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมด้วยยางมิชลิน ไพล็อต ซูเปอร์สปอร์ต คัพ 2 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน

   เมื่อผนวกกับเครื่องยนต์ LT4 พละกำลัง 650 แรงม้า แรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะอย่างระบบควบคุม (Magnetic Ride Control) ระบบจัดการเสถียรภาพ (PerformanceTractionManagement) และเฟืองท้ายอิเลคทรอนิคส์ ทำให้คอร์เวทท์ Z06 C7.R Edition นำเสนอศักยภาพที่ทัดเทียมกับซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบรถรุ่นพิเศษที่จะกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถในทันที

สำหรับคุณสมบัติอันโดดเด่นของคอร์เวทท์รุ่น Z06 C7.R ปี 2016 มีดังนี้

  • นำเสนอรุ่น 3LZ ทั้งโฉมคูเป้และเปิดประทุน
  • ตัวถังมี 2 สี คือ สีเหลืองซึ่งเป็นสีใหม่สำหรับรุ่นปี 2016 และสีดำ
  • ชุดแต่งลายกราฟฟิกรุ่น C7.R
  • ชุดแต่ง Z07 Performance พร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบและยางมิชลิน พีเอส คัพ 2
  • คาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง
  • ล้อสีดำพร้อมเส้นสายสีเหลืองและโลโก้คอร์เวทท์ เรซซิ่ง ที่กลางดุมล้อ
  • แพ็คเกจชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
  • ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความโดดเด่นให้สวยสะดุดตา
  • ครีบด้านข้างและช่องดักอากาศตกแต่งด้วยสีเทาเมทัลลิค
  • ห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ Jet Black พร้อมวัสดุไมโครไฟเบอร์หนังกลับบนแผงควบคุม
    และแผงประตู
  • เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัย และหัวเกียร์ตกแต่งด้วยไมโครไฟเบอร์หนังกลับ
  • ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลืองดึงดูดสายตาภายในห้องโดยสาร
  • ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พื้นผิวมันเงา
  • เติมเต็มด้วยบันไดข้างแบบคอร์เวทท์ เรซซิ่ง
  • ประทับตรา C7.R Edition ในห้องโดยสารพร้อมหมายเลขตัวถังแสดงลำดับการผลิตโดยเริ่มจากหมายเลข 700001
  • พร้อมผ้าคลุมรถลายกราฟฟิก C7.R
 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET MALIBU เจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 21 April 2015 13:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉมรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ รุ่นปี 2016 ในงานนิวยอร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 มาลิบูใหม่มีความโดดเด่นทั้งสมรรถนะเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

   ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ออกแบบมาลิบูรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคัน ด้วยโครงสร้างใหม่ที่มีฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นปัจจุบันเกือบ 4 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและมีพื้นที่วางขามากขึ้น มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ส่วนโครงสร้างใหม่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ทำให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยม
   มาลิบูได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกรายละเอียดของตัวรถ เส้นสายแนวหลังคาในรถรุ่นนี้ลากยาวไปทางด้านหลัง เพื่อความหรูหรามากขึ้น ล้อถูกขยับขึ้นมาทางด้านหน้า ในขณะที่ส่วนหัวและท้ายรถสั้นลง และด้วยการออกแบบตัวถังด้านข้างอย่างลงตัว จึงยิ่งดูโดดเด่น และล้ำสมัย

   เชฟโรเลตจะเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลิบู รุ่นปี 2016 ออกสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ มีกำหนดออกจำหน่ายปลายปี 2015 นี้

   ทั้งนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด รถเนอกประสงค์ขนาดใหญ่เทรลเบรเซอร์ รถยนต์เอนกประสงค์เอสยูวีแคปติวา รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเชฟโรเลตครูซ และล่าสุดกับเชฟโรเลตโคโลราโด ไฮคันทรี รถกระบะพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมานั่นเอง

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster Spyder เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน New York International Auto Show 2015

Monday, 20 April 2015 13:09

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เปิดตัว Boxster Spyder อย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของรถเปิดประทุนในปี 2015 ณ มหกรรมยานยนต์ New York International Auto Show โดยรถเปิดประทุน 2 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้ยังคงเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างโดดเด่น เช่นการใช้หลังคาผ้าใบที่เปิดปิดด้วยมือ และมีเพียงระบบเกียร์ธรรมดาเท่านั้นที่สามารถติดตั้งกับรถคันนี้ได้

   ด้วยการที่เป็นโร้ดสเตอร์ อย่างแท้จริงทำให้ Boxster Spyder ส่งผ่านประสบการณ์การขับขี่แบบรถสปอร์ตพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถที่ทันสมัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตมีความแข็งแกร่งสูงและสามารถลดระดับความสูงได้ถึง 20 มิลลิเมตร ระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 Carrera ที่ให้ความแม่นยำต่อการตอบสนองมากขึ้น เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุดที่ 375 แรงม้า (276 กิโลวัตต์) ซึ่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์ความเป็นรถสปอร์อย่างแท้จริง รวมถึงความคล่องตัวในการขับขี่ของ Boxster ที่มีน้ำหนักเบาแต่ให้ประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยอัตราเร่งของ Boxster Spyder จาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง และอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามวงจรการขับขี่แบบ NEDC ต่ำเพียง 9.9 ลิตร/100 กิโลเมตร (10.10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้น

   การออกแบบที่โดดเด่นของ Boxster Spyder ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของรถสปอร์ตและรถแข่งจากปอร์เช่เช่นรุ่น 718 Spyder ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยนำรูปแบบมาใช้ในการสรรสร้างชิ้นส่วนฝากระโปรงทางด้านหลัง และพนักพิงศรีษะแบบ 2 ชิ้น ส่วนการทำงานของหลังคาสามารถเปิดปิดบางส่วนด้วยมือ การใช้ชิ้นส่วนด้านบนที่มีน้ำหนักเบาทำให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงโร้ดสเตอร์ ในวันวานอีกด้วย แน่นอนการออกแบบครีบตัวรถที่ยาวถึงด้านหลังได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Boxter Spyder ไปแล้ว ส่วนทางด้านหน้าและด้านหลังรถได้นำการออกแบบของ Cayman GT4 มาเสริมความโดดเด่นให้มากขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ Boxster Spyder สามารถสัมผัสถึงความสุนทรีย์ในการขับขี่ซึ่งมากกว่ารุ่น Boxster อื่นๆ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเบาะ Bucket seats ที่มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับเบาะหนุนด้านข้างขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่พวงมาลัยโฉมใหม่ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 360 มิลลิเมตร ช่วยให้โร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์วางกลางคันนี้สามารถขับขี่ได้แม่นยำและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET SPARK พร้อมบุกตลาดทั่วโลก

Friday, 10 April 2015 15:23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเปิดตัวรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ให้ทั้งความหรูหราและ ล้ำสมัยในงานโซลมอเตอร์โชว์ 2015  ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ในฐานะรถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใหม่ มาพร้อมกับรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมระบบความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่ครบครัน โดยสปาร์คใหม่จะทำตลาดทั่วโลกในกว่า 40 ประเทศ

   รถยนต์เชฟโรเลตสปาร์คใหม่ สวยงามสะกดใจกว่าเดิม ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น และลดความสูงลง 40 มม. เพื่อเพิ่มความโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ยังคงมีห้องโดยสารที่กว้างขวางเช่นเดิม

   สำหรับโครงสร้างรถเชฟโรเลตสปาร์คใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งทนทาน เพื่อให้   ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทำให้ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งให้ขับสนุกและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผู้ขับขี่จึงสัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถและควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งยังเงียบและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   ด้วยปรัชญาการออกแบบที่มีสไตล์ สะท้อนดีไซน์แนวร่วมสมัยแบบเชฟโรเลตได้อย่างลงตัว สปาร์ค รุ่นใหม่นี้ จึงดูหรูหรา ทันสมัย สะกดทุกสายตา   ความสูงหลังคาที่ลดลงฉีกแนวการออกแบบรถเล็กให้ดูสมส่วน มีการปรับโครงสร้างโดยขยับตำแหน่งล้อทั้งสี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จึงทำให้สปาร์คใหม่ดูมั่นคงให้ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่

   กระจังหน้าใหม่แบบดูอัลพอร์ทซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต พร้อมไฟหน้าลากเฉียงไปจนถึงแก้มด้านซ้ายและขวา ส่วนไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ที่มีทั้งความสวยงามและประณีต พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบแอลอีดีทำให้สปาร์คคันนี้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

   ส่วนด้านการออกแบบภายใน ยังคงมีพื้นที่ในห้องโดยสารที่กว้างขวาง แม้ว่าความสูงของตัวรถจะลดลง โดยทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ปรับขนาดของเบาะนั่งให้เข้ากับความสูงหลังคา พร้อมปรับตำแหน่งเบาะเพื่อเอาใจผู้ขับขี่มากขึ้นอีกด้วย   สำหรับวัสดุภายในได้ถูกพัฒนาและปรับปรุง ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าอย่างดีและเบาะนั่งขึ้นรูปด้วยโฟมที่เน้นนั่งสบาย ยืดอายุการใช้งานและทันสมัยในขณะเดียวกัน

   แผงแดชบอร์ดดีไซน์ใหม่หมดล้ำสมัยด้วยหน้าจอแอลซีดี ที่มาพร้อมแผงควบคุมกลางซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบอินโฟเทนเมนท์และระบบปรับอากาศได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนแผงหน้าปัดยังคงตกแต่งด้วยสีสันที่เข้ากับตัวรถเช่นเคย ทั้งยังมาพร้อมกับช่องแอร์ดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมายลิงค์ ระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุด ที่ควบคุมด้วยหน้าจอทัชสกรีนและไอคอนในสไตล์ของสมาร์ทโฟน โดยรองรับคำสั่งจากปลายนิ้วทั้งการลากและซูม คล้ายกับบนจอสมาร์ทโฟนนั่นเอง

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใช้เครื่องยนต์อีโคเทค 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ธรรมดาแบบซีเทค เจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกันนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนแบบไม่ตั้งใจ และระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางในจุดบอด

   เครื่องยนต์อีโคเทคใหม่นี้ มาพร้อมกับบล็อคและหัวกระบอกสูบแบบอลูมินัม ซึ่งช่วยลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน โดยหัวกระบอกสูบกับท่อไอดีได้รับการออกแบบมาเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเบา เพิ่มความประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลน้ำหนักให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี จึงตอบสนองต่อการควบคุมตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

   ในตลาดเกาหลี เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พร้อมเกียร์ซีเทค แบบธรรมดารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีปิดเปิดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อวิ่งในเมืองเพื่อประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม

   เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาจากรถยนต์เชฟโรเลตรุ่นปัจจุบัน ที่มีออพชั่นด้านความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันเมื่อเทียบกับรถยนต์เซกเม้นท์เดียวกัน ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุด จากสถาบันการรับประกันความปลอดภัยบนทางหลวง ประเทศสหรัฐอเมริกา

   สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะผลิตที่ศุนย์การผลิตรถยนต์ชางวอน ในประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม และถือเป็นผู้นำในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มีรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค จำหน่ายออกไปทั่วโลกแล้วกว่า 1 ล้านคัน

 
 

NEW CARS INTER : TATA BOLTสปอร์ตแฮทช์แบ็ค ยอดนิยมในอินเดีย

Thursday, 09 April 2015 10:31

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   รถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ล่าสุด ทาทา โบลต์ (Tata Bolt) รถสปอร์ตแฮทช์แบ็คที่ ทาทา มอเตอร์สเพิ่งเปิดตัวในอินเดียช่วงต้นปี ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม กวาดยอดจำหน่ายไปกว่า 5,000 คัน

    ทาทา โบลต์ ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานพริมพรี่ ในเมืองปูเน่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดที่ ทาทา มอเตอร์ส ผลิตออกมาจำหน่าย ภายใต้โครงการ ฮอไรซันเน็กซ์ (Horizonext) ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้ลูกค้าทุกกลุ่ม และเป็นรถที่มีความลงตัวทั้งในส่วนของ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ และอุปกรณ์สื่อสาร 

   ทาทา โบลต์ สื่อความหมายถึงเรื่องความเร็ว นำเสนอทัศนคติของชัยชนะและการเป็นผู้นำ ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้   ทาทา โบลต์ มีความพร้อมในทุกแง่มุมทั้งในส่วนของ การออกแบบ การขับขี่ และการเชื่อมโยงการสื่อสารไว้ในรถ และยังทำให้โบลต์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรถยนต์ตามแนวคิดฮอไรซันเน็กซ์ 4 ข้อคือ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกอบรถยนต์ด้วยคุณภาพระดับโลก สร้างประสบการณ์การซื้อรถอันน่าประทับใจ และให้คุณภาพการบริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ 

   ทาทา โบลต์ ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน (Revotron) ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์เจอร์ และเครื่องยนต์ดีเซลควอดราเจ็ท (Quadrajet) 1.3 ลิตร

   ลักษณะและโครงสร้างตัวถังของ ทาทา โบลต์ สื่อให้เห็นถึงการออกแบบที่ล้ำสมัยของ ทาทา มอเตอร์ส และยังเป็นการดีไซน์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดร่วมกันจาก 3 สำนักออกแบบของ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองปูเน่ ของอินเดีย ในเมืองโคเวนทรี ของอังกฤษ และในเมืองตูริน ของอิตาลี ดีไซน์ของโบลต์ให้ความรู้สึกถึงพลังและความปราดเปรียว ภาพรวมการออกแบบภายนอกยังให้ความรู้สึกว่าโบลต์เป็นรถแฮทช์แบ็คที่ดูใหญ่ขึ้น เค้าโครงของด้านหน้ายังแสดงให้เห็นถึงความนุ่มนวล ในขณะที่สปอยเลอร์หลังถูกออกแบบให้ช่วยลดแรงเสียดทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนกรอบไฟท้ายและกันชนท้ายยังมีรูปทรงที่โดดเด่นและช่วยให้โบลต์ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   ส่วนกระจังหน้าของโบลต์ เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของกระจังหน้ารถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ที่ดึงดูดสายตาผู้คน ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ด้านการออกแบบใหม่ให้กับแบรนด์ทาทา ชายล่างกันชนยังมีช่องดักลมขนาดใหญ่พร้อมกรอบไฟตัดหมอกที่เสริมบุคลิกสปอร์ตให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อทำให้ตัวถังดูกลมกลืน และยังให้ความรู้สึกที่พริ้วไหวแฝงด้วยพลัง

   เมื่อเข้าไปขับขี่ รถแฮทช์แบ็คดีเอ็นเอใหม่ของ ทาทา มอเตอร์ส คันนี้ ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าการออกแบบภายในมีความน่าสนใจมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โบลต์เป็นนิยามใหม่ของรถในเซ็กเม้นท์นี้ แผงหน้าปัดได้รับการออกแบบด้วยสีดำจากวัสดุคุณภาพเยี่ยม ขณะที่คอนโซลกลางซึ่งเป็นจุดรวมองค์ประกอบหลักของภายในตัวรถได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง พร้อมด้วยระบบปรับอากาศที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน

   โบลต์มาพร้อม พวงมาลัยทรงสปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ช่องลมแอร์ได้รับการออกแบบอย่างประณีต คอนโซลกลางได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยและวัยรุ่นมากขึ้น  และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางภายในห้องโดยสาร โบลต์ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของการออกแบบห้องโดยสารในรถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ให้โดดเด่นอย่างเหนือชั้น ทั้งในเรื่องของพื้นที่และความสะดวกสบาย โดยพื้นที่ช่วงไหล่ (Shoulder room) ของห้องโดยสารด้านหน้ากว้างขึ้น 36 มม. และด้านหลังกว้างขึ้น 41 มม. เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในเซ็กเม้นท์นี้

   นอกจากนี้ยังสามารถรองรับสื่อความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ ระบบเนวิเกเตอร์ที่เชื่อมต่อจากสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีบลูทูธอันทันสมัย ระบบจดจำเสียง (เจ้าของรถ) การผสมผสานการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน ระบบรับแจ้งเตือนและรับข้อความจากสมาร์ทโฟนและช่วยอ่านออกเสียงให้ผู้ขับขี่ฟัง ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงผ่านหน้าจอทัชสกรีน โบลต์จะทำให้ผู้ใช้รถสามารถผสานการใช้งานรถยนต์เพื่อชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัวมากที่สุดในการโดยสารท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังได้รับประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด  

   ทาทา โบลต์ มาพร้อมกับฟีเจอร์ Drivenext ที่ทำให้โบลต์เป็นรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในเซ็กเม้นท์นี้ ซึ่งมีทางเลือกให้ลูกค้าทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล โบลต์ยังเป็นรถแฮทช์แบ็ครุ่นแรกในเซ็กเม้นท์นี้ที่ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน เบนซินขนาด 1.2 ลิตร เทอร์โบ พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแบบ มัลติพอยท์ MPFI (Multi-Point Fuel Injection) ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาทีและแรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที เป็นสมรรถนะสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกันจากสำนักออกแบบเครื่องยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก ให้มีสมรรถนะสูงทั้งในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ แรงบิด และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หลังจากผ่านการทดสอบพัฒนาและวิจัยอย่างเข้มงวดมาถึงกว่า 300,000 ชั่วโมง

   ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ใช้เครื่องยนต์ควอดราเจ็ท (Quadrajet) ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 75 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ใน ทาทา โบลต์ ใช้มาตรฐานค่าไอเสีย ยูโร 4 ที่จะมีการบังคับใช้ในอนาคตนี้ด้วย 

   ผู้ขับขี่โบลต์ยังสามารถเลือกโหมดของการขับขี่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งโบลต์มี โหมดสปอร์ต Sport เพิ่มความปราดเปรียว ตอบสนองการเร่งได้ดีขึ้น ส่วนในโหมดอีโค Eco เครื่องยนต์จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเหมาะกับการขับท่องเที่ยวเดินทางไกล และโหมดซิตี้ City เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนด้วยค่ามาตรฐาน ปรับความสมดุลระหว่างสมรรถนะกับความประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานประจำวันหรือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น

 
 

NEW CARS INTER : Cayman GT4 ยกระดับความแรง

Thursday, 19 February 2015 10:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Cayman GT4 สมาชิกใหม่ของครอบครัวปอร์เช่ GT เผยโฉมแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ต GT ในรุ่น Cayman โดยได้รับส่วนประกอบต่างๆ มาจากรุ่น911 GT3 ซึ่ง Cayman GT4 สามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ฝั่ง North Loop ได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ 7 นาที 40 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้ Cayman GT4 กลายมาเป็นรถรุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มตลาดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ ตัวถัง เบรก และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นในเรื่องของการขับขี่เพื่อความคล่องตัวมากที่สุด และยังคงสมรรถนะที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตปอร์เช่ 2 ประตู เครื่องยนต์มีขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ พละกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 385 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่นำมาจากรุ่น 911 Carrera S ระบบส่งกำลังมาในรูปแบบระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง อยู่ที่ 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (9.70 กิโลเมตร/ลิตร) ตัวถังสามารถลดระดับให้ต่ำลงได้อีก 30 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 GT3

   สำหรับ ภายนอกของ Cayman GT4 จะมีความแตกต่างกับรุ่นคูเป้เครื่องยนต์วางกลางรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น ช่องดักอากาศทางด้านหน้า และปีกด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในแพ็คเกจ aerodynamic package และได้รับการออกแบบมาเป็นระบบเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถมากขึ้น Cayman GT4 ยังสามารถติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ตามต้องการเพื่อการใช้งานแบบสปอร์ตได้ ระบบเบรกเซรามิก PCCB สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้ อีกทั้งยังมีเบาะแบบคาร์บอนไฟเบอร์ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) รวมถึงแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมกับ Track Precision app และแพ็คเกจ Club Sport ที่สามารถเลือกติดตั้งได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ และพร้อมจะทำให้พวกเขาได้รับความสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างเต็มที่ เมื่อพวกเขาได้นั่งที่เบาะ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสปอร์ตทันทีผ่านหนังแท้และหนัง Alcantara ที่ได้รับการผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัว
   เทคนิค หลากหลายด้านของรถสปอร์ต GT คันใหม่นี้ได้รับมาจาก 911 GT3 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางและเป็นตัวแทนที่ดีเยี่ยมของการขับขี่ ที่คล่องตัว อีกทั้งยังเป็นสร้างสรรรค์ตามแบบฉบับของรถรุ่นต่างๆ อย่าง 904 GTS , 911 GT1 , Carrera GT และ 918 Spyder

   รถสปอร์ต GT จากปอร์เช่คันนี้คือการเชื่อมต่อระหว่างความน่าหลงใหลและเสน่ห์ระหว่างการ ใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและในสนามแข่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักสำคัญของความเป็นรถสปอร์ตของแบรนด์นั่นคือ Intelligent Performance


   Cayman GT4 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 Targa 4 GTS รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและทรงพลังมากขึ้น

Monday, 19 January 2015 14:13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ค่ายปอร์เช่ เปิดตัว 911 Targa 4 GTS สู่สายตาสาธารณะชนอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์  North American In-ternational Auto Show 2015

   เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีให้กับ 911 Targa ปอร์เช่จึงได้นำเสนอเรื่องราวของ GTS ที่ทรงพลังและคล่องตัวสูงออกมาให้ยลโฉมกัน  ด้วยแนวคิด Targa ของ  911 Targa 4 GTS จะทำให้รถสามารถมอบความสุนทรีย์ในการขับขี่ และมีความปลอดภัยสูงจากระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ และบาร์ป้องกัน Rollover protection bar รวมถึงการขับขี่แบบเปิดประทุนที่ จะทำการพับเก็บโดยอัตโนมัติ และพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 430 แรงม้า (316 กิโลวัตต์) อีกทั้งยังติดตั้งแพ็คเกจ Sport Chrono, ตัวถัง PASM, ล้อขนาด 20 นิ้วและ ท่อไอเสียสปอร์ตมาเป็นระบบมาตรฐานให้กับรถด้วยเช่นกัน


   นอกเหนือจากการเสริมจุดเด่นของรถเพิ่มเติมแล้ว อัตราส่วนของน้ำหนักต่อขุมพละกำลังเครื่องยนต์ ที่มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 430 แรงม้า ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยเช่นกันจาก 3.9 กิโลกรัมเหลือเพียง 3.6 กิโลกรัมต่อแรงม้าหากเทียบกับรุ่น S แรงบิดสูงสุดอยู่เกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK มาด้วย อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4.3 วินาทีเท่านั้น แม้เครื่องยนต์จะสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์ได้เพิ่มขึ้น 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) แต่อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงกลับต่ำเพียงแค่ 9.2-10.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดของระบบส่งกำลังด้วยเช่นกัน

   ความเป็น Targa รุ่นใหม่ล่าสุดสามารถสังเกตได้ทันทีสำหรับรุ่น GTS เพราะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หากเทียบกับรุ่น 911 ขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นอื่นๆ ด้านหลังรถขยายใหญ่เพิ่มขึ้น 22 มิลลิเมตร และยางหลังกว้างกว่าถึง 10 มิลลิเมตร ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ตมาพร้อมกับ Auxiliary middle radiator และไฟหน้าไบซีนอลแบบ Smoked bi-xenon headlights มาพร้อมกับระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS)


 

   หากมองจากด้านข้างจะพบกับความโดดเด่นของ GTS ด้วยล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo S แบบ Silky Gloss Black เคลือบเงาสีดำมาพร้อมกับ Central Locks ที่โดดเด่น กระจกมองข้างแบบสปอร์ต และประดับโลโก้ “GTS” อยู่ด้านบนประตูด้วยเช่นกัน ส่วนโลโก้ “Targa” บน Rollover protection bar สีเงินได้รับการพ่นเคลือบเงาสีดำ และสีดำได้ถูกนำมาใช้ในการเน้นความดุดันทางด้านหลังเพิ่มเติม ทั้งแผ่นของช่องดักอากาศ โลโก้รุ่น และปลายท่อไอเสียของรถ

   สายพันธุ์ GTS ได้รับการขยายความเพิ่มเติมไว้ภายในห้องโดยสารของ 911 Targa 4 GTS แผงตรงกลางจะพบกับนาฬิกาจับเวลาของแพ็คเกจ Sport Chrono เบาะด้านหน้าออกมาในรูปแบบเบาะสปอร์ต Sport Plus Seats ปรับเปลี่ยนได้ 4 ทิศทาง พร้อมด้วยโลโก้ GTS สีดำบนที่พักศรีษะ เบาะลักษณะนี้จะช่วยทำให้สะดวกสบายและกระชับตัวมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเดินทาง ในระยะไกลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วัสดุภายในห้องโดยสารส่วนมากเป็นหนัง Alcantara สีดำ

   Targa เป็นสมาชิกของ 911 นับตั้งแต่ปี 1965 และยอดขาย 1 ใน 8 คันของตระกูล 911 นั่นคือ Targa ส่วนแบ่งตลาดรุ่นล่าสุดของ 911 สุดคลาสสิคที่มาพร้อมกับ Rollover protection bar คือ 13% ซึ่งจะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และด้วยการขยายรุ่นโดยเพิ่ม 911 Targa 4 GTS เข้าไปจึงทำให้ปอร์เช่เต็มไปด้วยความทันสมัยสุดคลาสสิค โดยการเพิ่มรุ่นและแพ็คเกจรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถได้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด

 
 

NEW CARS INTER : FORD GT ซูเปอร์คาร์ น้ำหนักเบา ลู่ลม พร้อมขุมพลัง EcoBoost

Sunday, 18 January 2015 13:01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เปิดตัวรถฟอร์ด จีที ใหม่ รถซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูงที่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นยอดจากฟอร์ด เพียบพร้อมด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost  อันทรงพลัง การออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และ โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา

   นอกเหนือไปจากฟอร์ด โฟกัส อาร์เอส ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์ เชลบี้ จีที 350 และ เชลบี้ จีที 350 อาร์ แล้วฟอร์ด จีที ใหม่ จะเป็น 1 ในรถ 12 รุ่นที่ฟอร์ดเตรียมพร้อมเปิดตัวภายในปีพ.ศ. 2563 โดยฟอร์ดจะเริ่มผลิตรถฟอร์ด จีที  ปลายปีหน้าและวางจำหน่ายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของรถแข่งฟอร์ด จีที ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 ในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี พ.ศ.2509

   ฟอร์ด จีที ใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์แบบวางกลางลำตัว ตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตูที่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมติดตั้งเครื่องยนต์ EcoBoost  V6 3.5 ลิต ระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ ให้กำลังมากกว่า 600 แรงม้า 

   ฟอร์ดยังได้นำวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการประกอบตัวรถ  เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมินัม ส่งผลให้รถมีอัตราเร่งดีเยี่ยมและมีอัตราการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ

   ฟอร์ดมีความความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะมอบเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยมในฟอร์ด จีที ใหม่ ไมว่าจะเป็นการออกแบบชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมอย่างเช่นสปอยเลอร์หลัง อีกทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่อย่างระบบ ‘ซิงค์ 3’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถที่ทันสมัยที่สุดของฟอร์ด


นวัตกรรมคาร์บอนไฟเบอร์

   มีนวัตกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถเพิ่มสรรถนะและช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยมไปกว่าการลดน้ำหนักโดยรวมลง ดังนั้น ฟอร์ดจึงได้นำวัสดุที่ล้ำสมัยและมีน้ำหนักเบามาใช้เพื่อปรับปรุงอัตราเร่ง การควบคุมรถ การเบรก ระบบความปลอดภัย และการประยัดน้ำมัน

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ประกอบไปด้วยวัสดุมวลเบาอันล้ำสมัยซึ่งจะถูกนำไปใช้กับรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ในอนาคตด้วย การใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้ฟอร์ด จีที ใหม่ มีสัดส่วนของกำลังเครื่องยนต์และน้ำหนักตัวรถที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ บนท้องถนน

   ฟอร์ด จีที ประกอบด้วยซัฟเฟรมแบบอะลูมินั่มทั้งด้านหน้าและด้านหลังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่ทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่คงทนที่สุดในโลก ทำให้โครงสร้างรถยนต์มีความแข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม

สุดยอดเครื่องยนต์ EcoBoost ทรงพลัง

   ตั้งแต่ต้นปีนี้  เทคโนโลยีเครื่องยนต์ EcoBoost  จะได้รับการติดตั้งในรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง รถอเนกประสงค์ และรถกระบะที่วางจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ

   เครื่องยนต์ EcoBoost  ยังเป็นขุมพลังชั้นเยี่ยมให้กับรถสปอร์ตของฟอร์ดอีกหลายรุ่นรวมถึง ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ฟอร์ด เฟียสต้า เอสที, ฟอร์ด โฟกัส เอสที และ ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์  ที่เพิ่งเปิดตัวไป

   ด้วยพื้นฐานการพัฒนาจากเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถต้นแบบเดย์โทนาที่ใช้ในสนามแข่งรถนานาชาติของสถาบัน IMSA (International Motor Sports Association) เครื่องยนต์ Ecoboost V6 ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ในฟอร์ด จีที จึงมอบกำลังที่ยอดเยี่ยมและแรงบิดที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว  

   นอกจากนี้ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งในฟอร์ด จีที ใหม่ ยังมอบการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งที่ได้มาจากการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับรถแข่งมาใช้ เพราะพละกำลังที่เหนือชั้นและความประหยัดน้ำมัน คือหัวใจสำคัญของเครื่องยนต์ประเภทนี้

   รถยนต์ฟอร์ดที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Ecoboost V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่ เคยคว้าชัยชนะถึง 3 ครั้งในการแข่งฤดูกาลแรกของ IMSA TUDOR United Sports Car Championship 2014 รวมถึงชัยชนะจากการแข่งขัน 12 Hours of Sebring และยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีก 7 รางวัล รวมระยะทางในการแข่งขันกว่า 15,000 ไมล์

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ได้รับการติดตั้งระบบหัวฉีดคู่อิสระแบบใหม่ เพื่อปรับปรุงการตอบสนองของเครื่องยนต์รวมถึงรางวาลว์ระบบ roller-finger-follower  แบบแรงเสียดทานต่ำ เครื่องยนต์ Ecoboost  V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ จะถูกติดตั้งคู่กับระบบเกียร์คลัทช์คู่แบบ 7 สปีดที่ให้การเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็วและการควบคุมรถอย่างเหนือชั้น

ระบบแอโรไดนามิกส์ที่ตอบสนองมากขึ้น

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่เป็นหัวใจของการออกแบบรถฟอร์ด จีที ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานพร้อมกับเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพในการขับขี่

   จากรูปทรงของรถที่เป็นรูปหยดน้ำจนถึงตัวถังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเครื่องบินและกระจกหน้าที่ทำมุมโค้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ทุกส่วนโค้งและองศาได้รับการออกแบบให้ลดแรงเสียดทานและใช้ประโยชน์จากแรงกดให้ได้มากที่สุด

   นอกจากทุกพิ้นผิวสัมผัสของฟอร์ด จีที จะได้รับการออกแบบเพื่อจัดการการไหลเวียนของอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับการการเบรก การควบคุม และเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ ยังล้วนได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เช่นกัน

   นอกจากนี้ ความเร็วของรถขณะวิ่งและลักษณะการขับขี่ยังมีผลต่อสปอยเลอร์หลัง ที่ปรับเปลี่ยนความสูง และ/หรือเปลี่ยนองศาได้ตามสภาพการขับขี่

การออกแบบเพื่อตอบสนองต่อการใช้งาน

   ฟอร์ด จีที สืบทอดตำนานความคลาสสิคของรถแข่งและรถสปอร์ตของฟอร์ด พร้อมรูปโฉมที่ทันสมัย สวยงาม และตอบสนองต่อการใช้งานอีกด้วย  

   โครงสร้างช่วงล่างถูกออกแบบอย่างเหนือชั้น รองรับโดยทอร์ชั่นบาร์และระบบกันสะทือนเหล็กส่งลิ้นเครื่องยนต์  ล้อขนาด 20 นิ้วพร้อมยางมิชลิน Pilot Super Sport Cup 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟอร์ด จีที โดยเฉพาะล้อแม็ก ลายแบบหลายก้าน พร้อมดิสก์เบรกที่ทำจากคาร์บอนเซรามิกทั้ง 4 ล้อ

   หลังคาได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ข้างหน้าแคบลงและติดตั้งเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ห้องโดยสารแบบ 2 ที่นั่งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารเสริมความทันสมัยด้วยประตูปีกนก โดยห้องโดยสารใช้วัสดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

   การจัดวางที่นั่งช่วยลดกรใช้วัสดุภายในห้องโดยสารและน้ำหนัก รวมถึงมอบความต่อเนื่องและการเชื่อมต่อทางกายภาพกับโครงสร้างรถอย่างแนบเนียน การติดตั้งที่นั่งแบบล็อกตำแหน่งสอดคล้องกับการใช้คันเร่งและเบรกที่ปรับได้ รวมถึงแกนพวงมาลัยที่สามารถตอบสนองต่ออิริยาบถอันหลากหลายของผู้ขับได้อย่างลงตัว  

   พวงมาลัยรูปแบบ เอฟ-วัน ติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยที่จำเป็นในการควบคุมรถ ทำให้สามารถควบคุมระบบเกียร์บนพวงมาลัยได้ง่าย แผงระบบควบคุมแบบดิจิตัลมอบข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่ แผงหน้าปัดได้รับการติดตั้งให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมและลักษณะการขับขี่หลากหลายรูปแบบ

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )