Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : Cayman GT4 ยกระดับความแรง

Thursday, 19 February 2015 10:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Cayman GT4 สมาชิกใหม่ของครอบครัวปอร์เช่ GT เผยโฉมแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ต GT ในรุ่น Cayman โดยได้รับส่วนประกอบต่างๆ มาจากรุ่น911 GT3 ซึ่ง Cayman GT4 สามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ฝั่ง North Loop ได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ 7 นาที 40 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้ Cayman GT4 กลายมาเป็นรถรุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มตลาดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ ตัวถัง เบรก และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นในเรื่องของการขับขี่เพื่อความคล่องตัวมากที่สุด และยังคงสมรรถนะที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตปอร์เช่ 2 ประตู เครื่องยนต์มีขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ พละกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 385 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่นำมาจากรุ่น 911 Carrera S ระบบส่งกำลังมาในรูปแบบระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง อยู่ที่ 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (9.70 กิโลเมตร/ลิตร) ตัวถังสามารถลดระดับให้ต่ำลงได้อีก 30 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 GT3

   สำหรับ ภายนอกของ Cayman GT4 จะมีความแตกต่างกับรุ่นคูเป้เครื่องยนต์วางกลางรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น ช่องดักอากาศทางด้านหน้า และปีกด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในแพ็คเกจ aerodynamic package และได้รับการออกแบบมาเป็นระบบเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถมากขึ้น Cayman GT4 ยังสามารถติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ตามต้องการเพื่อการใช้งานแบบสปอร์ตได้ ระบบเบรกเซรามิก PCCB สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้ อีกทั้งยังมีเบาะแบบคาร์บอนไฟเบอร์ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) รวมถึงแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมกับ Track Precision app และแพ็คเกจ Club Sport ที่สามารถเลือกติดตั้งได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ และพร้อมจะทำให้พวกเขาได้รับความสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างเต็มที่ เมื่อพวกเขาได้นั่งที่เบาะ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสปอร์ตทันทีผ่านหนังแท้และหนัง Alcantara ที่ได้รับการผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัว
   เทคนิค หลากหลายด้านของรถสปอร์ต GT คันใหม่นี้ได้รับมาจาก 911 GT3 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางและเป็นตัวแทนที่ดีเยี่ยมของการขับขี่ ที่คล่องตัว อีกทั้งยังเป็นสร้างสรรรค์ตามแบบฉบับของรถรุ่นต่างๆ อย่าง 904 GTS , 911 GT1 , Carrera GT และ 918 Spyder

   รถสปอร์ต GT จากปอร์เช่คันนี้คือการเชื่อมต่อระหว่างความน่าหลงใหลและเสน่ห์ระหว่างการ ใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและในสนามแข่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักสำคัญของความเป็นรถสปอร์ตของแบรนด์นั่นคือ Intelligent Performance


   Cayman GT4 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 Targa 4 GTS รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและทรงพลังมากขึ้น

Monday, 19 January 2015 14:13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ค่ายปอร์เช่ เปิดตัว 911 Targa 4 GTS สู่สายตาสาธารณะชนอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์  North American In-ternational Auto Show 2015

   เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีให้กับ 911 Targa ปอร์เช่จึงได้นำเสนอเรื่องราวของ GTS ที่ทรงพลังและคล่องตัวสูงออกมาให้ยลโฉมกัน  ด้วยแนวคิด Targa ของ  911 Targa 4 GTS จะทำให้รถสามารถมอบความสุนทรีย์ในการขับขี่ และมีความปลอดภัยสูงจากระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ และบาร์ป้องกัน Rollover protection bar รวมถึงการขับขี่แบบเปิดประทุนที่ จะทำการพับเก็บโดยอัตโนมัติ และพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 430 แรงม้า (316 กิโลวัตต์) อีกทั้งยังติดตั้งแพ็คเกจ Sport Chrono, ตัวถัง PASM, ล้อขนาด 20 นิ้วและ ท่อไอเสียสปอร์ตมาเป็นระบบมาตรฐานให้กับรถด้วยเช่นกัน


   นอกเหนือจากการเสริมจุดเด่นของรถเพิ่มเติมแล้ว อัตราส่วนของน้ำหนักต่อขุมพละกำลังเครื่องยนต์ ที่มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 430 แรงม้า ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยเช่นกันจาก 3.9 กิโลกรัมเหลือเพียง 3.6 กิโลกรัมต่อแรงม้าหากเทียบกับรุ่น S แรงบิดสูงสุดอยู่เกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK มาด้วย อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4.3 วินาทีเท่านั้น แม้เครื่องยนต์จะสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์ได้เพิ่มขึ้น 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) แต่อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงกลับต่ำเพียงแค่ 9.2-10.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดของระบบส่งกำลังด้วยเช่นกัน

   ความเป็น Targa รุ่นใหม่ล่าสุดสามารถสังเกตได้ทันทีสำหรับรุ่น GTS เพราะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หากเทียบกับรุ่น 911 ขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นอื่นๆ ด้านหลังรถขยายใหญ่เพิ่มขึ้น 22 มิลลิเมตร และยางหลังกว้างกว่าถึง 10 มิลลิเมตร ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ตมาพร้อมกับ Auxiliary middle radiator และไฟหน้าไบซีนอลแบบ Smoked bi-xenon headlights มาพร้อมกับระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS)


 

   หากมองจากด้านข้างจะพบกับความโดดเด่นของ GTS ด้วยล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo S แบบ Silky Gloss Black เคลือบเงาสีดำมาพร้อมกับ Central Locks ที่โดดเด่น กระจกมองข้างแบบสปอร์ต และประดับโลโก้ “GTS” อยู่ด้านบนประตูด้วยเช่นกัน ส่วนโลโก้ “Targa” บน Rollover protection bar สีเงินได้รับการพ่นเคลือบเงาสีดำ และสีดำได้ถูกนำมาใช้ในการเน้นความดุดันทางด้านหลังเพิ่มเติม ทั้งแผ่นของช่องดักอากาศ โลโก้รุ่น และปลายท่อไอเสียของรถ

   สายพันธุ์ GTS ได้รับการขยายความเพิ่มเติมไว้ภายในห้องโดยสารของ 911 Targa 4 GTS แผงตรงกลางจะพบกับนาฬิกาจับเวลาของแพ็คเกจ Sport Chrono เบาะด้านหน้าออกมาในรูปแบบเบาะสปอร์ต Sport Plus Seats ปรับเปลี่ยนได้ 4 ทิศทาง พร้อมด้วยโลโก้ GTS สีดำบนที่พักศรีษะ เบาะลักษณะนี้จะช่วยทำให้สะดวกสบายและกระชับตัวมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเดินทาง ในระยะไกลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วัสดุภายในห้องโดยสารส่วนมากเป็นหนัง Alcantara สีดำ

   Targa เป็นสมาชิกของ 911 นับตั้งแต่ปี 1965 และยอดขาย 1 ใน 8 คันของตระกูล 911 นั่นคือ Targa ส่วนแบ่งตลาดรุ่นล่าสุดของ 911 สุดคลาสสิคที่มาพร้อมกับ Rollover protection bar คือ 13% ซึ่งจะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และด้วยการขยายรุ่นโดยเพิ่ม 911 Targa 4 GTS เข้าไปจึงทำให้ปอร์เช่เต็มไปด้วยความทันสมัยสุดคลาสสิค โดยการเพิ่มรุ่นและแพ็คเกจรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถได้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด

 
 

NEW CARS INTER : FORD GT ซูเปอร์คาร์ น้ำหนักเบา ลู่ลม พร้อมขุมพลัง EcoBoost

Sunday, 18 January 2015 13:01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เปิดตัวรถฟอร์ด จีที ใหม่ รถซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูงที่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นยอดจากฟอร์ด เพียบพร้อมด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost  อันทรงพลัง การออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และ โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา

   นอกเหนือไปจากฟอร์ด โฟกัส อาร์เอส ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์ เชลบี้ จีที 350 และ เชลบี้ จีที 350 อาร์ แล้วฟอร์ด จีที ใหม่ จะเป็น 1 ในรถ 12 รุ่นที่ฟอร์ดเตรียมพร้อมเปิดตัวภายในปีพ.ศ. 2563 โดยฟอร์ดจะเริ่มผลิตรถฟอร์ด จีที  ปลายปีหน้าและวางจำหน่ายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของรถแข่งฟอร์ด จีที ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 ในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี พ.ศ.2509

   ฟอร์ด จีที ใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์แบบวางกลางลำตัว ตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตูที่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมติดตั้งเครื่องยนต์ EcoBoost  V6 3.5 ลิต ระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ ให้กำลังมากกว่า 600 แรงม้า 

   ฟอร์ดยังได้นำวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการประกอบตัวรถ  เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมินัม ส่งผลให้รถมีอัตราเร่งดีเยี่ยมและมีอัตราการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ

   ฟอร์ดมีความความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะมอบเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยมในฟอร์ด จีที ใหม่ ไมว่าจะเป็นการออกแบบชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมอย่างเช่นสปอยเลอร์หลัง อีกทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่อย่างระบบ ‘ซิงค์ 3’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถที่ทันสมัยที่สุดของฟอร์ด


นวัตกรรมคาร์บอนไฟเบอร์

   มีนวัตกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถเพิ่มสรรถนะและช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยมไปกว่าการลดน้ำหนักโดยรวมลง ดังนั้น ฟอร์ดจึงได้นำวัสดุที่ล้ำสมัยและมีน้ำหนักเบามาใช้เพื่อปรับปรุงอัตราเร่ง การควบคุมรถ การเบรก ระบบความปลอดภัย และการประยัดน้ำมัน

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ประกอบไปด้วยวัสดุมวลเบาอันล้ำสมัยซึ่งจะถูกนำไปใช้กับรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ในอนาคตด้วย การใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้ฟอร์ด จีที ใหม่ มีสัดส่วนของกำลังเครื่องยนต์และน้ำหนักตัวรถที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ บนท้องถนน

   ฟอร์ด จีที ประกอบด้วยซัฟเฟรมแบบอะลูมินั่มทั้งด้านหน้าและด้านหลังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่ทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่คงทนที่สุดในโลก ทำให้โครงสร้างรถยนต์มีความแข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม

สุดยอดเครื่องยนต์ EcoBoost ทรงพลัง

   ตั้งแต่ต้นปีนี้  เทคโนโลยีเครื่องยนต์ EcoBoost  จะได้รับการติดตั้งในรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง รถอเนกประสงค์ และรถกระบะที่วางจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ

   เครื่องยนต์ EcoBoost  ยังเป็นขุมพลังชั้นเยี่ยมให้กับรถสปอร์ตของฟอร์ดอีกหลายรุ่นรวมถึง ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ฟอร์ด เฟียสต้า เอสที, ฟอร์ด โฟกัส เอสที และ ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์  ที่เพิ่งเปิดตัวไป

   ด้วยพื้นฐานการพัฒนาจากเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถต้นแบบเดย์โทนาที่ใช้ในสนามแข่งรถนานาชาติของสถาบัน IMSA (International Motor Sports Association) เครื่องยนต์ Ecoboost V6 ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ในฟอร์ด จีที จึงมอบกำลังที่ยอดเยี่ยมและแรงบิดที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว  

   นอกจากนี้ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งในฟอร์ด จีที ใหม่ ยังมอบการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งที่ได้มาจากการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับรถแข่งมาใช้ เพราะพละกำลังที่เหนือชั้นและความประหยัดน้ำมัน คือหัวใจสำคัญของเครื่องยนต์ประเภทนี้

   รถยนต์ฟอร์ดที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Ecoboost V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่ เคยคว้าชัยชนะถึง 3 ครั้งในการแข่งฤดูกาลแรกของ IMSA TUDOR United Sports Car Championship 2014 รวมถึงชัยชนะจากการแข่งขัน 12 Hours of Sebring และยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีก 7 รางวัล รวมระยะทางในการแข่งขันกว่า 15,000 ไมล์

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ได้รับการติดตั้งระบบหัวฉีดคู่อิสระแบบใหม่ เพื่อปรับปรุงการตอบสนองของเครื่องยนต์รวมถึงรางวาลว์ระบบ roller-finger-follower  แบบแรงเสียดทานต่ำ เครื่องยนต์ Ecoboost  V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ จะถูกติดตั้งคู่กับระบบเกียร์คลัทช์คู่แบบ 7 สปีดที่ให้การเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็วและการควบคุมรถอย่างเหนือชั้น

ระบบแอโรไดนามิกส์ที่ตอบสนองมากขึ้น

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่เป็นหัวใจของการออกแบบรถฟอร์ด จีที ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานพร้อมกับเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพในการขับขี่

   จากรูปทรงของรถที่เป็นรูปหยดน้ำจนถึงตัวถังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเครื่องบินและกระจกหน้าที่ทำมุมโค้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ทุกส่วนโค้งและองศาได้รับการออกแบบให้ลดแรงเสียดทานและใช้ประโยชน์จากแรงกดให้ได้มากที่สุด

   นอกจากทุกพิ้นผิวสัมผัสของฟอร์ด จีที จะได้รับการออกแบบเพื่อจัดการการไหลเวียนของอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับการการเบรก การควบคุม และเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ ยังล้วนได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เช่นกัน

   นอกจากนี้ ความเร็วของรถขณะวิ่งและลักษณะการขับขี่ยังมีผลต่อสปอยเลอร์หลัง ที่ปรับเปลี่ยนความสูง และ/หรือเปลี่ยนองศาได้ตามสภาพการขับขี่

การออกแบบเพื่อตอบสนองต่อการใช้งาน

   ฟอร์ด จีที สืบทอดตำนานความคลาสสิคของรถแข่งและรถสปอร์ตของฟอร์ด พร้อมรูปโฉมที่ทันสมัย สวยงาม และตอบสนองต่อการใช้งานอีกด้วย  

   โครงสร้างช่วงล่างถูกออกแบบอย่างเหนือชั้น รองรับโดยทอร์ชั่นบาร์และระบบกันสะทือนเหล็กส่งลิ้นเครื่องยนต์  ล้อขนาด 20 นิ้วพร้อมยางมิชลิน Pilot Super Sport Cup 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟอร์ด จีที โดยเฉพาะล้อแม็ก ลายแบบหลายก้าน พร้อมดิสก์เบรกที่ทำจากคาร์บอนเซรามิกทั้ง 4 ล้อ

   หลังคาได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ข้างหน้าแคบลงและติดตั้งเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ห้องโดยสารแบบ 2 ที่นั่งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารเสริมความทันสมัยด้วยประตูปีกนก โดยห้องโดยสารใช้วัสดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

   การจัดวางที่นั่งช่วยลดกรใช้วัสดุภายในห้องโดยสารและน้ำหนัก รวมถึงมอบความต่อเนื่องและการเชื่อมต่อทางกายภาพกับโครงสร้างรถอย่างแนบเนียน การติดตั้งที่นั่งแบบล็อกตำแหน่งสอดคล้องกับการใช้คันเร่งและเบรกที่ปรับได้ รวมถึงแกนพวงมาลัยที่สามารถตอบสนองต่ออิริยาบถอันหลากหลายของผู้ขับได้อย่างลงตัว  

   พวงมาลัยรูปแบบ เอฟ-วัน ติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยที่จำเป็นในการควบคุมรถ ทำให้สามารถควบคุมระบบเกียร์บนพวงมาลัยได้ง่าย แผงระบบควบคุมแบบดิจิตัลมอบข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่ แผงหน้าปัดได้รับการติดตั้งให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมและลักษณะการขับขี่หลากหลายรูปแบบ

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET VOLT รถพลังงานไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 13 January 2015 14:52

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเปิดตัวโวลต์ รุ่นปี 2016 รถพลังงานไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นใหม่ เพิ่มระยะทางขับเคลื่อนที่ไกลกว่า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 81 กม. ให้ความประหยัดและอัตราเร่งที่เหนือชั้นกว่าเดิม ปรากฏโฉมครั้งแรกที่งานนอร์ธ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 ในเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

   ระบบขับเคลื่อนอันทรงประสิทธิภาพของโวลต์รุ่นใหม่นี้ทำให้สามารถขับขี่ได้ในระยะทางที่ไกลกว่า 643 กม. จากการประเมินของเจนเนอรัล มอเตอร์ส และด้วยการชาร์จไฟตามปกติ ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,609 กม. โดยเฉลี่ยระหว่างการเติมเชื้อเพลิงเต็มถัง

   เชฟโรเลต โวลต์ ไม่เพียงอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและระยะทางขับเคลื่อนที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้นแต่ยังมาพร้อมกับการออกแบบอันโดดเด่นและสัดส่วนที่มีความแข็งแรง รวมถึงประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์อย่างการเปิดปิดกระจังหน้า นอกจากนี้การตกแต่งภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่ยังสามารถรองรับได้ถึงห้าที่นั่งและมีการปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้นทุกส่วนประกอบ ตั้งแต่การชาร์จแบตเตอรี่ การตรวจสอบสถานะการชาร์จไฟไปจนถึงแผงควบคุมสั่งงานต่างๆ ได้รับการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

   การตกแต่งด้วยสีสันแบบใหม่สร้างบรรยากาศที่ดึงดูดสายตา โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าภายในห้องโดยสาร โวลต์รุ่นใหม่ยังคงใช้หน้าจอดิจิตอลสีจำนวนสองตัวโดยแบ่งเป็นหน้าจอขนาด 8 นิ้ว สำหรับแสดงผลข้อมูลการขับขี่ และหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ติดตั้งอยู่กลางคอนโซลสำหรับการควบคุมระบบเชฟโรเลต มายลิงค์

   ระบบขับเคลื่อนของโวลต์เป็นเทคโนโลยีโวลเทค (Voltec) พลังไฟฟ้าขยายระยะทางขับเคลื่อน (EREV) เจนเนอเรชั่นที่สอง ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรมเพื่อเพิ่มระยะทางขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าที่มีการประหยัดมากยิ่งขึ้น และมีอัตราเร่งที่เหนือชั้นกว่าเดิม โดยเชฟโรเลตได้มีการพัฒนาโวลต์รุ่นใหม่นี้บนพื้นฐานของพฤติกรรมการขับขี่ของเจ้าของรถโวลต์รุ่นแรก

   ระบบโวลเทคประกอบด้วยแบตเตอรี่ ชุดขับเคลื่อน เครื่องยนต์ขยายระยะทางขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ชั้นนำของจีเอ็มได้รับการปรับระบบวิศวกรรมโดยโวลต์ รุ่นปี 2016 จะใช้แบตเตอรี่ 18.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดดเด่นด้วยเซลเคมีรูปแบบใหม่ที่พัฒนาร่วมกับแอลจี เคม (LG Chem) ถึงแม้ความจุของระบบนี้จะเพิ่มขึ้นแต่จำนวนเซลส์กลับลดลงจาก 288 เหลือ 192 เซลส์ เนืองจากการปรับปรุงเคมีใหม่ เซลส์แบตเตอรี่ได้ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมเพื่อลดศูนย์ถ่วงตัวรถและช่วยลดน้ำหนักชุดแบตเตอรี่ให้เบาลงถึง 9.8 กก.

   ขณะเดียวกันชุดขับเคลื่อนซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์สองตัวของโวลต์รุ่นใหม่ก็ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพและสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน โดยมีเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนที่ลดลง ชุดขับเคลื่อนนี้ทำงานด้วยการประหยัดที่มากขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักลดลงถึง 45 กก. เมื่อเทียบกับระบบในปัจจุบัน

   มอเตอร์ทั้งสองตัวทำงานพร้อมกันทั้งในโหมดขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าและโหมดขยายระยะทางขับเคลื่อน การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสองตัวช่วยให้อัตราเร่งด้วยพลังไฟฟ้าดีขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ การเร่งจาก 0 – 48 กม./ชม. สามารถทำได้ภายใน 2.6 วินาที และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 8.4 วินาที ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม 7 เปอร์เซ็นต์

   ด้วยการพัฒนาจากประสบการณ์ใช้งานจริง เชฟโรเลตได้สร้างสรรค์ระบบชาร์จไฟที่ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยระบบชาร์จไฟดังกล่าวจะเอื้อให้เจ้าของรถสามารถปรับตั้งระดับการชาร์จไฟ 120 โวลต์ล่วงหน้าได้ (8 แอมป์ หรือ 12 แอมป์) ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไฟทันที การกำหนดเวลาชาร์จไฟในแต่ละวันของสัปดาห์หรือการกำหนดเวลาชาร์จไฟ และอัตราไฟฟ้าสำหรับการชาร์จไฟเฉพาะช่วงเวลาที่ค่าไฟถูกกว่า การกำหนดดังกล่าวทำได้โดยการปรับตั้งเพียงครั้งเดียวและโวลต์จะทำงานตามการปรับตั้งเมื่อตัวรถเดินทางกลับถึงบ้าน

   ส่วนประกอบสำคัญของโวลต์ยังคงอยู่ที่เครื่องยนต์ขยายระยะทางขับเคลื่อน โดยโวลต์ รุ่นปี 2016 มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ที่มีความประหยัดสูง ให้กำลัง 101 แรงม้า ใช้ระบบหัวฉีดตรงไดเรคอินเจคชั่น อัตราส่วนกำลังอัด 12.5:1 ระบบหล่อเย็นหมุนเวียนไอเสีย ตัวปรับแคมที่กว้าง และปั๊มน้ำมันแปรผันความจุ เพื่อให้มีสมรรถนะและความประหยัดสูงสุด เครื่องยนต์รุ่นดังกล่าว
ยังมีการใช้เสื้อสูบอลูมิเนียมน้ำหนักเบา

   ระบบความปลอดภัยของโวลต์ประกอบด้วยกล้องมองหลัง ถุงลมนิรภัย 10 ลูก รวมถึงถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ระบบแจ้งเตือนการออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาพร้อมแจ้งเตือนการเปลี่ยนช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนรถทางแยกด้านหลัง ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้าพร้อมตัวกำหนดระยะทาง ระบบเบรกอัตโนมัติ และระบบช่วยจอดอันล้ำสมัย พร้อมระบบช่วยจอดด้านหน้าและหลัง (ระบบช่วยจอดเทียบในที่แคบกึ่งอัตโนมัติ)

   เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงรุกและโครงสร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากโวลต์ที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดซึ่งรวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยรถใหม่ระดับ 5 ดาวจากหน่วยงานความปลอดภัยบนถนนหลวงของสหรัฐฯ

   สำหรับแผนการทำตลาด เชฟโรเลต โวลต์ จะออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในอเมริกาเหนือในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2558

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Cayenne S E-Hybrid เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ 2014

Tuesday, 07 October 2014 14:30

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่  เปิดตัว Cayenne S E-Hybrid  สู่สายตาสาธาณชนอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ปารีส มอเตอร์โชว์ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา  ซึ่งนับเป็นรถยนต์แบบ Plug-in Hybrid ระดับพรีเมี่ยมในตลาดรถสปอร์ตอเนกประสงค์ หรือ SUV คันแรกของโลก พร้อมออกมาตั้งค่ามาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถหรูในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่แสดงให้เห็นว่าปอร์เช่คือผู้นำในเรื่องของการผลิตรถ ไฮบริดแบบ Plug-in  หลังจากที่ปล่อยรุ่น Panamera S E-Hybrid  และ 918 Spyder  ออกมาให้ยลโฉมแล้วก่อนหน้านี้

   นอกเหนือจาก Cayenne S E-Hybrid ยังมี Cayenne รุ่นต่างๆ ออกมาให้ยลโฉมเช่นกัน นั่นคือ Cayenne S , Cayenne Turbo , Cayenne Diesel และ Cayenne S Diesel โดยต่างมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นพิเศษทั้งในเรื่องประสิทธิภาพของรถ ความประหยัด การรักษาเสถียรภาพของรถที่แม่นยำมากขึ้น รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว และอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

   เทคโนโลยีไฮบริดแบบ plug-in ที่นำมาใช้กับ Cayenne S E-Hybrid  ส่งผลให้รถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเพียง 3.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพียง 79 กรัมต่อกิโลเมตร นี่คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เกินพิกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ

   Cayenne S E-Hybrid  เผยโฉมเป็นทางการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานแถลงข่าวของปอร์เช่ที่ Hall 4 โดยทำการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ www.porsche.com/paris นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวรุ่นคาเยนน์รุ่นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นั่นคือ Cayenne Diesel , Cayenne S Diesel , Cayenne S และ Cayenne Turbo รุ่น Flagship สูงสุดของคาเยนน์


จุดด้านความประหยัดของรถปอร์เช่ ไฮบริดแบบ Plug-in
- Cayenne S E-Hybrid  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 ลิตร/100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่  20.8 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 79 กรัม/กิโลเมตร

-Panamera S E-Hybrid อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่  3.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25 กิโลเมตร/ลิตร) ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 16.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 71 กรัม/กิโลเมตร

- 918 Spyder  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่: 3.1-3.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25-33.33 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 12.7 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 72-70 กรัม/กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : LAMBORGHINI HURACAN LP 620-2 super trofeo

Tuesday, 16 September 2014 18:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี ภูมิใจเสนอแลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอสุดยอดซูเปอร์คาร์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้นโดยแผนกมอเตอร์สปอร์ตของแลมโบร์กีนีเพื่อการประกาศความยิ่งใหญ่ในสนามแข่งระดับสูง โดยเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ในงาน Monterey Car Week รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งแลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ จะปรากฏตัวให้ผู้ชมทั่วโลกได้ยลโฉมอย่างเต็มตาในการแข่งขันรายการ 2015 Lamborghini Blancpain Super Trofeoทั้งสามซีรี่ส์ ซึ่งจะจัดขึ้นในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของรถแข่งที่สมบูรณ์แบบ ฟังก์ชั่นการทำงานทั้งหมดคิดค้นมาเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดโดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของการขับขี่ในสนามแข่งไว้อย่างรัดกุมที่สุด

   โครงรถช่วงล่างติดตั้งโรลเคจน้ำหนักเบาเพียง 43 กิโลกรัมซึ่งคลุมไปจนถึงส่วนเพลาหลัง โดยสามารถรับแรงบิดได้มากกว่าเดิม 45% เมื่อเปรียบเทียบกับยานยนต์รุ่นก่อน โดยตัวเฟรมเป็นวัสดุไฮบริดผสมคาร์บอนอะลูมิเนียมซึ่งถูกออกแบบเพื่อรองรับพื้นที่สำหรับวางหม้อน้ำรุ่นใหม่ในส่วนหน้ารถและพื้นที่ติดตั้งกระปุกเกียร์สเปครถแข่งขันในส่วนท้ายให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ยานยนต์มีรูปทรงถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,270 กิโลกรัมและมีการกระจายน้ำหนักหน้า:หลังที่ 42/58%

   สำหรับโครงรถด้านนอกใช้วัสดุผสมและถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ ดัลลาร่า เอนจิเนียริ่ง (Dallara Engineering) ซึ่งก่อตั้งโดย จาน เปาโล ดัลลาร่า ซึ่งทำให้การประกอบ ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างเร็วขึ้น และการออกแบบหม้อน้ำมันใหม่ที่ทำให้สมรรถนะการขับขี่สูงกว่ารุ่น แลมโบร์กีนีกัลญาร์โด้ อีกด้วย

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ใช้นวัตกรรมเครื่องยนต์หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่นV10 เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4ซึ่งจัดสรรพลังงานโดยอุปกรณ์หน่วยควบคุมของ Motec ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 620 แรงม้า และมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 2.05 กิโลกรัม/แรงม้า

   หนึ่งในระบบการขับขี่ที่สำคัญของรุ่น แลมโบร์กีนี บลองแปง ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือทางเลือกระบบการขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งถูกนำมาใช้ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรุ่น GT Class แล้ว ทำให้นักขับรถยนต์รุ่น ซูเปอร์ โทรฟีโอ สามารถสัมผัสได้ถึงระบบการทรงตัวชั้นเยี่ยมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามแข่งได้อย่างเป็นยอด

   อีกหนึ่งนวัตตกรรมใหม่ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือระบบสนับสนุนเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ที่ใช้คลัตช์แบบสามจานและระบบเกียร์แบบ XTrac Sequential Gearbox ซึ่งออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนี้เพื่อใช้ร่วมกับหัวฉีดระบบไฟฟ้าซึ่งออกแบบโดยแผนกรถแข่งของ แม็กเนติ มาเรลลี (Magneti Marelli Motorsport Division)

   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ยังถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ด้วยการใช้สายเคเบิ้ลและข้อต่อน้ำหนักเบารุ่นใหม่เพื่อให้เหมาะสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ อุปกรณ์หน่วยควบคุมเป็นรุ่น MOTEC M182 ที่สามารถควบคุมข้อมูล การเปลี่ยนเกียร์ และการแสดงผลบนจอแบบ TFT ซึ่งติดตั้งไว้ที่แผงหน้าปัดรถ พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานพิเศษอย่างระบบควบคุมล้อหมุนฟรีและระบบเบรกกันล้อล็อก (ABS) ของ Bosch Motorsport ซึ่งสามารถตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสภาพถนนและสภาพภูมิอากาศได้ถึง 12 รูปแบบอย่างง่ายดายจากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย โดยพวงมาลัยยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ โอเอ็มพี (OMP)สำหรับไฟหน้าและไฟท้ายยังคงเป็นแบบแอลอีดี (LED) เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ถูกพัฒนาอย่างเหนือขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในเรื่องแรงต้าน เพิ่มแรงฉุดและแรงกดสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ปีกท้ายที่สามารถปรับได้ถึง 10 รูปแบบ อุปกรณ์ดิฟฟิวเซอร์ทั้งหน้าและหลัง และช่องลมเข้าด้านหน้าที่ปรับระดับได้ ยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับตัวรถได้มากยิ่งขึ้น

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอใช้ยางรุ่นพิเศษของพิเรลลี (Pirelli) ซึ่งเกิดจากการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ในขั้นตอนการร่างแบบรถไปจนถึงการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์บนสนาม เพื่อการออกแบบยางที่เหมาะสมกับการขับขี่ที่เหนือชั้นในแบบฉบับของแลมโบร์กีนี โดยเฉพาะต้องให้สอดคล้องกับการขับขี่ด้วยระบบสองล้อทำให้ต้องใช้ยางขนาดใหม่ คือ ยางหน้าขนาด 305/660-18และยางหลังขนาด 315/680-18

   นอกจากนี้ ช่วงล่างยังติดตั้งเหล็กกันโคลงแบบปรับได้และดัมเปอร์แบบปรับได้สองทิศทางของโอห์ลินส์ (Ohlins) ส่วนระบบเลี้ยวแบบไฮดรอลิคซึ่งใช้ปั๊มระบบไฟฟ้ายังช่วยให้นักขับสามารถหักเลี้ยวได้อย่างเฉียบคม

   การตกแต่งภายในแบบสไตล์ตระกูลรถแข่งใช้หนังอัลแคนทาร่า (Alcantaraâ) สี Nero Ade ในการบุห้องโดยสารตลอดคัน ทั้งบริเวณหน้าปัด ช่องกลาง ตลอดจนอุปกรณ์ภายในทั้งหมดอย่างพวงมาลัยแผงกระปุกเกียร์ และเบาะนั่งที่ออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์อย่างประณีต

   ในเดือนที่ผ่านมา ยานยนต์แลมโบร์กีนีรุ่นใหม่นี้ได้อวดโฉมและโชว์สมรรถนะในการทดสอบเพื่อการพัฒนาบนสนามแข่งเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการทดสอบอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าการทดสอบสมรรถนะ จิออร์จิโอ ซานนา และ เจ้าหน้าที่การทดสอบสมรรถนะสองคนของ ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี  ได้แก่ ฟาบิโอ บาบินี และ เอเดรียน ซอกก์ ร่วมด้วยนักขับจาก Young Driver Program ซึ่งมาทำการทดสอบและร่วมแสดงความคิดเห็นในงานครั้งนี้

 
 

NEW CARS INTER : BENTLEY Continental GT3-R สมรรถนะเหนือชั้น ผสานความสปอร์ตอย่างมีระดับ

Tuesday, 15 July 2014 13:05

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เบนท์ลี่ย์เผยโฉมรถซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว Continental  นั่นคือ Continental GT3-R  ใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งContinental GT3 ซึ่งคว้าอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จในการแข่งขันรายการ Blancpain Endurance Series ที่สนามแข่ง Silverstone

   Continental GT3-R ได้รับการพัฒนาและทดสอบอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซี่งความเหนือชั้นทั้งบนสนามแข่งและพื้นผิวถนนธรรมดา เป็นการผสมผสานกันระหว่างสมรรถนะของรถที่ยอดเยี่ยมและความหรูหรา อีกทั้งมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น

   Continental GT3-R สร้างขึ้นจากงานหัตถกรรมชั้นเยี่ยม ณ เมือง Crewe และเก็บรายละเอียดไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตที่แผนกมอเตอร์สปอร์ตของเบนท์ลี่ย์ รูปลักษณ์โดยรวมมีการผสมผสานความหรูหราควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เหนือชั้น เช่นเดียวกันกับห้องโดยสารแบบ 2 ที่นั่งเต็มไปด้วยงานหัตถกรรมชั้นเยี่ยมจากคาร์บอน ไฟเบอร์และหนัง Alcantara® พร้อมออกแบบตำแหน่งท่านั่งและอุปกรณ์ต่างๆให้เหมาะกับประสิทธิภาพการขับขี่ที่คล่องตัว

   วิศวกรจากเบนท์ลี่ย์พัฒนา Continental GT3-R ขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพสูงด้วยเครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร twin-turbo V8 ซึ่งสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 572 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 700 นิวตันเมตร น้ำหนักรถลดลงถึง 100 กิโลกรัม อีกทั้งยังสามารถลดระยะเวลาการทดเกียร์ลงได้อีกด้วย อัตราเร่งของContinental GT3-R ถือได้ว่าเร็วที่สุดสำหรับเบนท์ลี่ย์เลยทีเดียว และอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในระยะเวลา 3.8 วินาที

   เครื่องยนต์มีขนาด 4.0 ลิตร Twin-Turbo V8 บล็อคนี้ยังได้รับการพิสูจน์ถึงความเหนือชั้นมาแล้วบนสนามแข่ง โดย Continental GT3 มาพร้อมด้วย Turbo chargers ที่มีกำลังสูงและแม่นยำ อีกทั้งยังพัฒนาซอฟแวร์ในการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ได้พละกำลังเครื่องยนต์ที่เหนือชั้นถึง 572 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 700 นิวตันเมตร จากรอบเครื่องยนต์ 1,700 รอบต่อนาทีเลยทีเดียว

   ระบบขับเคลื่อนได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมดโดยมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ติดตั้งระบบการกระจายแรงบิดมาด้วยเป็นครั้งแรก ทำงานร่วมกับระบบ Electronic Stability Control (ESC) และตัวถังที่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและแข็งแกร่ง

   ระบบส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด ของคอนติเนนทัล ยังช่วยเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์ให้มากขึ้น ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์สั้นลงเพื่อเพิ่มศักยภาพสำหรับอัตราเร่งของเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อใหม่ล่าสุด และเสริมระบบการกระจายแรงบิดเข้าไปเพื่อช่วยในการควบคุมแรงบิดบนล้อหลังแต่ละล้อเพื่อการขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในรถคันนี้อีกด้วย ซอฟแวร์ที่ใช้ในการควบคุมระบบได้รับการตั้งค่าใหม่หมดซึ่งนั่นหมายถึงโหมดขับขี่แบบ Drive และ Sport ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ละโหมดมีคุณลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป สำหรับโหมด Sport จะให้สัมผัสถึงการขับขี่ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นรถสปอร์ต ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการขับขี่ผ่านฟังก์ชั่นบนก้านเกียร์

   เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะการขับเคลื่อนที่มีความคล่องตัวสูงเหมาะกับกลุ่มตลาด      แกรนด์  ทัวริ่ง Continental GT3-Rจึงได้พัฒนาระบบตัวถังใหม่โดยเน้นในเรื่องของประสิทธิภาพเป็นหลัก ทำให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ สปริงแบบ Air Springs และโช้คช่วงล่างได้รับการพัฒนาใหม่ โดยการตั้งค่าให้เน้นความเป็นสปอร์ตเป็นสำคัญ เหมือนกับที่ใช้กับรถรุ่น Continental V8 S ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถที่มีศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพได้ดีที่สุดจากเบนท์ลี่ย์ ล้อมีขนาด 21 นิ้ว น้ำหนักเบา ติดตั้งยาง Pirelli เพื่อทำการส่งผ่านพละกำลังของเครื่องยนต์

   Continental GT3-R ทั้ง 300 คัน พร้อมให้ลูกค้าทั่วโลกรวมถึงเมืองไทยได้จับจองแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และพร้อมส่งมอบในช่วงปลายปี 2014

 
 

NEW CARS INTER : Ford Mustang ใหม่หมดในสไตล์ดุดันแบบดั่งเดิม !!

Sunday, 13 July 2014 16:04

 

 

 

 

 

 

   ค่ายฟอร์ด มอเตอร์ เผยโฉม Ford Mustang โมเดลใหม่ล่าสุด ทั้งตัวถังคูเป้และรุ่นเปิดประทุน ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่หมด  แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความดุดันในสไตล์ดั่งเดิมของ Ford Mustang ไว้อย่างเหนียวแน่น

   การออกแบบภายนอกมาในสไตล์ล้ำสมัยมากขึ้น พร้อมความดุดันแบบดั่งเดิมด้วยด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่โชว์สัญลักษณ์ม้าป่าอันทรงพลัง  สอดรับกับชุดไฟหน้าทรงเรียวยาวพร้อมตกแต่งไฟเดย์ไลท์เป็นเส้น3แถวสร้างความโดดเด่น  ด้านท้ายมาในสไตล์รถสปอร์ตท้ายสั้นแต่งด้วยสีดำดูดิบๆและแต่งไฟท้ายสุดเด่นแบ่งเป็น 3 แถบแนวตั้งที่แปลกตาไม่เหมือนใคร

   ภายในห้องโดยสารออกแบบหรูหรา เรียบง่ายตามแบบฉบับรถอเมริกัน ที่เน้นการใช้งานง่ายพร้อมติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ๆของฟอร์ด อาทิ ,Ford SYNC  , MyFord Touch และTrack app ที่ให้ข้อมูลการขับขี่แบบเดียวรถแข่ง

   สมรรถนะการขับเคลื่อนในรุ่นโปรดักซ์ชั่นคาร์ จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 3 รุ่น เริ่มจากเครื่องยนต์  วี 6 ขนาด 3.7 ลิตร ให้กำลัง 300 แรงม้า ตามมาด้วยเครื่องยนต์ Ecoboost แบบ 4 สูบขนาด 2.3 ลิตร 305 แรงม้า  และปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์บล็อคแรงสุดแบบ  วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร  420 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกใช้ทั้งชุดเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ส่วนการทำตลาดฟอร์ดจะเริ่มส่งมอบ Ford Mustang ล็อตแรกให้ลูกค้าได้ในช่วงปลายปีนี้ 

                                            (ภาพ worldcarfans)
 

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLEซูเปอร์คาร์เปิดประทุนระดับมาสเตอร์พีซ

Wednesday, 23 April 2014 13:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉม CORVETTE Z06 CONVERTIBLE รุ่นปี 2015 หนึ่งในซูเปอร์คาร์เปิดประทุน ที่มีศักยภาพเหนือชั้นในตลาดเวลานี้ มาพร้อมขุมพลังวี 8 สูบ ขนาด 6.2 ลิตร  625 แรงม้า พร้อมแรงบิด 860 นิวตันเมตร ซึ่งถือเป็นรถเปิดประทุนทีทรงพลังที่สุดเท่าที่เชฟโรเลตเคยผลิตมา

   CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLE นับเป็นซูเปอร์คาร์ระดับโลกในทุกด้าน” มร. มาร์ก รอยส์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์โกลเบิลของจีเอ็ม กล่าวว่า “มีรถเปิดประทุนไม่กี่คันในโลกที่มาพร้อมพลังมากกว่า 600 แรงม้า และแรงบิด 600 ฟุตปอนด์ นอกจากนี้มีรถเพียงไม่กี่คันที่สามารถเทียบชั้นกับ CORVETTE Z06 CONVERTIBLE ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การออกแบบตามหลักแอโรไดนามิค และประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ”

   CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLE รุ่นปี 2015 นับเป็นซูเปอร์คาร์รหัส Z06 คอนเวอร์ทิเบิลรุ่นแรกนับตั้งแต่ ปี 1963 เป็นต้นมา ซึ่งในปีนั้นมีการนำเสนอแพ็คเกจ Z06 สำหรับการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ เรซซิ่ง (endurance racing) โดย CORVETTE ที่มาพร้อมแพ็คเกจ Z06 มียอดจำหน่าย 199 คัน หนึ่งในนั้น  คือรุ่นเปิดประทุน

   มร. แทดจ์ เจ็คเตอร์ หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา CORVETTE กล่าวว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล่าสุด             ช่วยให้สามารถผลิต Z06 คอนเวอร์ทิเบิล รุ่นใหม่ที่ล้ำสมัยได้ โดยก่อนหน้านี้ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะผลิตโครงสร้างรถเปิดประทุนน้ำหนักเบาที่จะแข็งแรงเพียงพอต่อการรองรับการเบรก การเข้าโค้ง ซึ่งเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในห้าปีที่แล้ว

   โครงสร้างอลูมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ CORVETTE Z06 คูเป้ รุ่นที่แล้ว ขณะเดียวกันน้ำหนักตัวถังของ Z06 คอนเวอร์ทิเบิล ยังเกือบเท่ากับรุ่น Z06 คูเป้ ซูเปอร์คาร์ทั้งสองโมเดลยังใช้รูปแบบการตกแต่งแชสซีส์ที่เหมือนกัน มีพละกำลังเท่ากัน ใช้เทคโนโลยีการขับขี่และอุปกรณ์ต่างๆ แบบเดียวกัน พร้อมกับมีแพ็คเกจ Z07 ยกระดับสมรรถนะเหมือนกันอีกด้วย โดยเพิ่มระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบ ยางมิชลิน ไพล็อต สปอร์ต คัพ และชิ้นส่วนหน้า-หลังที่ปรับได้ เพื่อเพิ่มความลู่ลมตามหลักแอโรไดนามิค

   หนึ่งในความโดดเด่นที่สุดของ CORVETTE Z06 CONVERTIBLE คือ สมรรถนะอันยืดหยุ่นเพื่อรองรับทุกการใช้งาน ซึ่งมีรถเพียงไม่กี่คันในตลาดเวลานี้ที่ผสมผสานสมรรถนะถึงขีดสุดในระดับซูเปอร์คาร์ ความยืดหยุ่นในการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล รวมถึงประสบการณ์การขับแบบเปิดหลังคารับลมได้กว้าง 360 องศา ที่มีเฉพาะในรถเปิดประทุนขนานแท้เท่านั้น

 
 

NEW CARS INTER : HONDA VEZEL ซับคอมแพคท์เอสยูวีรุ่นล่าสุด

Friday, 24 January 2014 10:42

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   HONDA VEZEL  นับเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ภายใต้แผน โกลบอล คอมแพค ซีรี่ส์ ของฮอนด้าที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก  โดยรถยนต์รุ่นนี้มีพื้นฐานมาจาก รถยนต์ URBAN SUV CONCEPT ที่เปิดตัวในงาน  นอร์ธ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้ โชว์ 2013  ซึ่งฮอนด้าประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้อย่างเป็นทางการที่งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2013ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

   HONDA VEZEL  ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ HONDA FIT หรือ JAZZ โดยตัวรถออกแบบโฉบเฉี่ยว ดูปราดเปรียวตลอดคัน พร้อมออกแบบหลังคาลาดเทตามสไตล์คูเป้ พร้อมซ่อนมือเปิดประตูหลังไว้ที่เสา ซี-พิลลาร์  เพื่อความาสวยงามแบบรถ 2 ประตู ส่วนการออกแบบภายในเน้นความกว้างขวาง สะดวกสบายตามแบบฉบับรถอเนกประสงค์ของฮอนด้า   พร้อมจัดเรียงพื้นที่ภายในรถแบบใหม่ซึ่งทำให้มีพื้นที่บรรทุกของมากขึ้นใกล้เคียงกับรถมินิแวน


   สำหรับเครื่องยนต์ของ HONDA VEZEL  ที่เปิดตัวในญี่ปุ่นจะมีให้เลือก 2 แบบ เริ่มจาก ขนาด 1,500 ซีซี i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 132 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 155 นิวตันเมตร  ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประมาณ 20 กม./ลิตร  และเครื่องยนต์รุ่นไฮบริด ขนาด 1,500 ซีซี i-VTEC  ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า พร้อมทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 30 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ DCT 7 สปีดรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นไฮบริดโชว์อัตราสิ้นเปลืองระดับสุดยอดประมาณ  27 กม./ลิตร

   นอกจากนี้ HONDA VEZEL  ยังมาพร้อมระบบอื่น ๆ ที่น่าสน อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ REAL TIME  AWD ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยใหม่ ACE (Advanced Compatibility Engineering) ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของการชนได้ดียิ่งขึ้น และระบบเบรคอัตโนมัติสำหรับขับขี่ในเมือง ช่วยเสริมความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น

   HONDA VEZEL  ประเดิมตลาดญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกเรียบร้อยแล้วด้วยยอดขายที่สวยหรู  และต่อจากนี้ไปรถยนต์รุ่นนี้ก็พร้อมออกลุยตลาดโลก รวมถึงเมืองไทยตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นไป

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )