Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : นิสสัน เปิดตัว “เทอร์รา” รถยนต์เอสยูวี รุ่นล่าสุด สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Sunday, 03 June 2018 17:15

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเปิดตัว เทอร์รา ใหม่ เอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์ตามคำสัญญาที่จะขยายตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   ลูกค้าในประเทศฟิลิปปินส์สามารถสั่งจองนิสสัน เทอร์ราใหม่ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ โดยการส่งมอบจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2561เป็นต้นไป นิสสันมีแผนเปิดตัวนิสสัน เทอร์รา ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียภายในปีงบประมาณนี้ (เม.ย. 2561 – มี.ค. 2562) ก่อนจะตามมาด้วยการทำตลาดในประเทศบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามต่อไป

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่นำเสนอเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และเทคโนโลยีการขับขี่ทันสมัยอื่นๆ มากมายกว่ารถในระดับเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าเดินทางไปทุกที่ได้อย่างมั่นใจ

   “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของนิสสัน เอสยูวีที่ยาวนานกว่า 60ปี เช่น นิสสัน เพโทร (Nissan Patrol) ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด” มร. อัชวานี กุปตา รองประธานอาวุโสกลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ของนิสสัน( Ashwani Gupta, Senior Vice President - Nissan's Light Commercial Vehicle business) กล่าว

   นิสสัน ออกแบบให้ “เทอร์รา ใหม่ มีความแข็งแกร่งรองรับทุกภารกิจการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ลูกค้าของเรา สามารถปลดปล่อยความจำเจ และออกผจญภัยได้อย่างเต็มที่”    มร. อัชวานี กล่าวเสริม

   นิสสัน เทอร์ราใหม่ พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเอสยูวีขนาดกลาง และลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเซกเมนท์ของรถเอสยูวียังคงมียอดขายอยู่ในสามอันดับแรกในตลาด และถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ มีฐานการผลิตเพื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสิ่งยืนยัน และแสดงถึงความมุ่งมั่นของนิสสัน ที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลูกค้าในภูมิภาคนี้” มร. ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย(Yutaka Sanada, Nissan’s regional senior vice president for the Asia and Oceania) กล่าว

   “เทอร์รา ใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญล่าสุด ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงรุกสู่ตลาดในภูมิภาคนี้ และเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินแผนงานระยะกลางของนิสสัน หรือ Nissan M.O.V.E. 2022 สำหรับภูมิภาคนี้อีกด้วย” มร. ซานาดะกล่าวเสริม

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ ตั้งชื่อตามภาษาละติน แปลว่า “โลก” (Earth) ได้รับการเปิดตัวสู่ภูมิภาคนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ราบที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาไฟอันสูงตระหง่าน ของเมืองคลาร์ก ประเทศฟิลิปปินส์ นับเป็นตลาดลำดับที่สองในโลก หลังจากนิสสันเปิดตัวเทอร์ราเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ เป็น รถยนต์เอนกประสงค์แบบ 7ที่นั่ง สะดวกสบายด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางที่สุดในระดับเดียวกัน มีฟังค์ชันการปรับ และพับเบาะที่นั่งแถวที่สองที่พับได้เก็บได้แบบแบนราบ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง และการผจญภัยบนเส้นทางออฟโรดร่วมกับครอบครับ และเพื่อนๆ

"ความชาญฉลาดในการออกแบบรถยนต์เอนกประสงค์ให้มีสมรรถนะสูง มีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้างขวางไม่เป็นรองใคร เทคโนโลยีอัจฉริยะภายใต้แนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility)  ทำให้ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงร่วมเดินทางไปด้วยกันได้อย่างมั่นใจ” มร. วินเซนต์ วิจเนน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย (Vincent Wijnen, Nissan’s head of marketing and sales for the Asia and Oceania region) กล่าว

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาบนแชสซีส์อเนกประสงค์แบบขั้นบันไดซึ่งทำให้ตัวถังเหนียวแน่น และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เหมาะกับการขับขี่บนทางแบบออฟโรด ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง  (five-link coil spring rear suspension system) และเพลาหลังที่มั่นคงแข็งแรง สร้างความมั่นใจว่าความสะดวกสบายและความนุ่มนวลที่มาพร้อมกับความทนทานและความแข็งแกร่ง

   ในฟิลิปปินส์ เครื่องยนต์ดีเซล YD25 มีสมรรถนะสูงสุด 190แรงม้าและแรงบิดขนาด 450นิวตันเมตร อัตราเร่งที่ดี และต่อเนื่องไม่เป็นรองใคร

   นิสสัน เทอร์ราใหม่ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งกว่า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ”นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” ประกอบด้วยระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning) ระบบเตือนจุดบอดกับจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) และกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว (Moving Object Detection) นิสสัน เทอร์ราเป็นรถเอสยูวีรุ่นแรกที่มาพร้อมกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Smart Rear View Mirror) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทัศนวิสัยด้านหลัง โดยไม่มีการบดบังในห้องโดยสาร จากกล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถ

   เทคโนโลยีความปลอดภัย ยังมาพร้อมการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นด้วยระบบ 4WD-DIFFหรือ ดิฟเฟอเรนเชียล-ล็อก 4 ล้อ และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist) รวมถึง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมความเร็วเมื่อขับขี่ลงในเส้นทางที่ลาดชัน

   รถยนต์เอสยูวีรุ่นนื้คือ ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคนี้ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถถึง   225 มม. ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการขับขี่บนถนนขรุขระและเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ รวมถึงในพื้นที่น้ำท่วมอีกด้วย

ข้อมูลเฉพาะทางเทคนิค(เฉพาะตลาดฟิลิปปินส์เท่านั้น)

 
 

NEW CARS INTER : 911 ในรูปแบบ SUV: ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบใหม่

Monday, 18 September 2017 15:08

 

 

 

 

 

 

   สตุ๊ทการ์ท. เปิดตัวครั้งแรกของโลกภายในงานมหกรรมยานยนต์ the 67th International Motor Show ณ นคร แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne Turbo) การปรากฎตัวของราชันย์แห่งยนตกรรมสปอร์ต SUV เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นสูงสุดของคาเยนน์ (Cayenne) อีกครั้งกับการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการ ยกระดับสมรรถนะสปอร์ตให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการขับขี่บังคับควบคุมที่ดุดันเร้าใจจากนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่อัดแน่นอยู่ภายใน อาทิ ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ หรือ active aerodynamics มาพร้อมสปอยเลอร์หลังคาปรับอัตโนมัติ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension ยางหน้าหลังต่างขนาดและระบบเบรกสมรรถนะสูงรุ่นล่าสุด รวมถึงอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการอีกหลากหลายรายการ ได้แก่ ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering หรือระบบควบคุมการทรงตัว electric roll stabilization ควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือยนตกรรม SUV ที่ให้บุคลิกภาพการขับขี่เทียบชั้นกับรถสปอร์จสายพันธุ์แท้ได้อย่างไม่น้อยหน้า คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นล่าสุด (The new Cayenne Turbo) มีอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะเวลาเพียง 4.1 วินาทีเท่านั้น (ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือ 3.9 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono) ทะยานทะลุพิกัดความเร็วสูงสุดกว่า 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

งานออกแบบดีไซน์ที่กร้าวแกร่ง เฉียบคม
   ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เสริมสัมผัสแห่งรูปทรงอันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) ได้เป็นอย่างดี ในการขับขี่ยามค่ำคืนสร้างความแตกต่างเหนือระดับในสไตล์ยนตกรรมเทอร์โบรุ่นหัวแถวของ คาเยนน์ (Cayenne) ด้วยระบบไฟส่องสว่างเฉพาะรุ่น double-row front light modules มุมมองด้านข้างตัวรถสุดดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว ลาย Turbo ติดตั้งเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo) เท่านั้น ลงตัวกับซุ้มล้อที่ได้รับการขนาดและพ่นสีเดียวกับตัวรถ ปลายท่อไอเสียคู่เอกลักษณ์ของรุ่นเทอร์โบ (Turbo) คือจุดเด่นของมุมมองด้านท้ายรถ แผงประตูและชิ้นส่วนตัวถังด้านหลังพ่นสีเดียวกับตัวรถ งานตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นย้ำความเป็นปัจเจกยานยนต์สไตล์สปอร์ตเต็มรูปแบบของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) เท่านั้น คือการเสริมบรรยากาศสุดเร้าอารมณ์พร้อมกับเพิ่มอรรถประโยชน์สุดสะดวกสบายทุกฟังก์ชั่นการทำงานผสานเข้ากับระบบเครือข่ายการควบคุมสมบูรณ์แบบ แสดงผลและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง ด้วยแนวคิดในการออกแบบนวัตกรรมใหม่อย่าง Porsche Advanced Cockpit ที่บ่งบอกความเป็นเรือธงด้วยอุปกรณ์มาตราฐานระดับคุณภาพระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก BOSE® Surround Sound System ให้พละกำลังขับสูงสุด 710 วัตต์ มอบสัมผัสแห่งประสบการณ์ความเป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่และผู้ด้วยสารด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า18 ทิศทาง หมอนรองศีรษะแบบฝังลงในตัวเบาะทุกตำแหน่งที่นั่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์การใช้งานแบบใหม่ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ยนตกรรมสปอร์ตในตำนานของปอร์เช่ 911 (Porsche 911) อย่างเด่นชัด ติดตั้งพวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ multi-function พร้อมระบบทำความร้อนดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo) เท่านั้น

พละกำลังที่เหนือกว่า แรงบิดมหาศาลยิ่งขึ้น: เครื่องยนต์ 8 สูบ เทอร์โบคู่ 550 แรงม้า
   หัวใจหลักของพลังแห่งการขับเคลื่อน คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) คือ เครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่ล่าสุด ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) มากกว่ารุ่นที่แล้วถึง 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุดกว่า 770 นิวตันเมตร ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่แล้วถึง 20 นิวตันเมตร เชื่อมต่อด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ให้อัตราเร่งชั้นยอดและความเร็วสูงสุดอันน่าตื่นเต้น ถ่ายทอดพลังขับเคลื่อนสู่พื้นถนนอย่างสมบูรณ์แบบด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ active all-wheel drive และระบบ Porsche Traction Management (PTM) คาเยนน์ เทอร์โบใหม่ (The new Cayenne Turbo) สามารถเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาที (3.9 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono) และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เอกลักษณ์หนึ่งของขุมพลังเครื่องยนต์ยุคใหม่จากปอร์เช่ คือ ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ติดตั้งบริเวณกึ่งกลางกระบอกสูบรูปตัว V หรือ “central turbo layout” ท่อไอเสียระหว่างห้องเผาไหม้และชุดอัดอากาศเทอร์โมที่สั้นลง ส่งผลให้เครื่องยนต์มีการตอบสนองเพิ่มมากขึ้นซึ่งหมายความว่าด้วยลักษณะการวางตำแหน่งของเทอร์โบแบบใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดข้อดีจากขนาดของโครงสร้างที่เล็กลง ทำให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิม ผลลัพธ์ก็คือสมรรถนะการบังคับควบคุมที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สามารถเข้าโค้งความเร็วสูงได้อย่างแม่นยำ เฉียบคม จากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension พร้อมยางหน้าหลังต่างขนาด
   โครงสร้างตัวถังและระบบรองรับที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) คือส่วนผสมสุดลงตัว 3 อย่างได้แก่ ความแม่นยำเที่ยงทรงของรถสปอร์ตสายพันธุ์แท้ ความนุ่มนวลสะดวกสบายในสไตล์รถซาลูนเปี่ยมสมรรถนะ และสุดท้ายคือ ศักยภาพในการท้าทายอุปสรรคบนเส้นทางทุรกันดารซึ่งเป็นคุณลักษณะของยานยนต์ off-road ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการทำงานของระบบช่วงล่างถุงลมอัตโนมัติ three-chamber air suspension พร้อมระบบปรับความหนืดโช้คอัพไฟฟ้า PASM เสริมขีดความสามารถให้แก่ตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แนวคิดใหม่สำหรับการติดตั้งยางหน้าและหลังต่างขนาดเป็นมาตราฐานด้วยยางรถยนต์คู่หน้าขนาด 285/40 และยางรถยนต์คู่หลังขนาด 315/35 ถ่ายทอดจากการออกแบบพัฒนารถสปอร์ตสมรรถนะสูง โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพและการส่งกำลังทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ชุดสปริงถุงลมนวัตกรรม three air chambers ใหม่ล่าสุด ถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบปรับความสูงใต้ท้องรถเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการบุกตะลุยเส้นทาง off-road ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ระบบดังกล่าวพร้อมรองรับการทำงานถึง 5 ลักษณะ สำหรับการเดินทางบนถนนปกติหรือนอกเส้นทางถนนผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์พิเศษอย่าง ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering ระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) roll stabilization ควบคุมด้วยไฟฟ้าแรงดันสูง 48 โวลต์และระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV+) จึงไม่น่าแปลกใจที่คาเยนน์ เทอร์โบ ใหม่ (Cayenne Turbo)จะให้สมรรถนะในการขับขี่และบังคับควบคุมเทียบเท่ากับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมในการเข้าโค้งที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับความนุ่มนวลสะดวกสบายยามโดยสารเดินทาง

ยนตกรรมสปอร์ต SUV รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ และระบบเบรกสมรรถนะสูง
   คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นใหม่ (The new Cayenne Turbo) ถือได้ว่าเป็นยนตกรรมสปอร์ต SUV รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งชุดสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ active aerodynamics ด้วยศักยภาพในการปรับตำแหน่งองศาการทำงานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดให้แก่ตัวถังด้านท้ายรถและในตำแหน่ง airbrake ช่วยลดระยะทางที่ใช้ในการชะลอความเร็วของระบบเบรกในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เมื่อเบรกเต็มที่จากความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สุดยอดยนตกรรม SUV จากปอร์เช่ สามารถหยุดสนิทด้วยระยะทางที่สั้นกว่าเดิมถึง 2 เมตร ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ชั้นยอด ประสานการทำงานร่วมกับระบบเบรกสมรรถนะสูงชั้นเยี่ยม ใหม่ล่าสุดด้วย Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตราฐานเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบเบรกของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) ด้วยการเคลือบสาร ทังสเตน คาร์ไบด์ (Tungsten Carbide) ลงบนพื้นผิวของจานเบรกเหล็กหล่อทำหน้าที่เพิ่มแรงเสียดทานให้แก่จานเบรกเพื่อลดระยะทางที่ใช้ชะลอความเร็ว รวมไปถึงลดการสึกหรอและลดฝุ่นผงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานไปพร้อมกัน นั่นหมายถึงความสะอาดสวยงามของวงล้ออัลลอยที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วยทั้งนี้ระบบเบรกที่มีสมรรถนะการทำงานสูงสุดสำหรับคาเยนน์ (Cayenne) ยังคงเป็นระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ซึ่งสามารถติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษ

   สามารถติดตามภาพข่าวเพิ่มเต็มได้ที่: Porsche Newsroom (newsroom.porsche.com) และ Porsche Press Database (presse.porsche.de)

   อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยไอเสีย 1)
ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ (Porsche Cayenne Turbo): อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.4-8.5 ลิตร/กิโลเมตร (11.9-11.7 ลิตรต่อกิโลเมตร)
1) ค่าตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้ง

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
   ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 13 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok ถ.วิภาวดีรังสิต โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn ถ.พัฒนาการ โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911

 
 

NEW CARS INTER : นิสสัน ลีฟ รุ่นใหม่ ยกระดับมาตรฐานรถพลังงานไฟฟ้า สามารถ ขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ทำให้ ลีฟ รุ่นใหม่เป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า

Wednesday, 06 September 2017 15:29

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   โยโกฮามา ญี่ปุ่น (6 กันยายน พ.ศ. 2560) วันนี้ นิสสัน ได้ประกาศเปิดตัวนิสสัน ลีฟ ใหม่ วิวัฒนการขั้นต่อไปของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ

   นิสสัน ลีฟได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการผสมผสานระยะทางขับที่ไกลยิ่งขึ้นกับการออกแบบใหม่ที่ปราดเปรียวและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของนิสสัน

   “นิสสัน ลีฟ ใหม่นี้มุ่งไปสู่แนวคิดของการขับเคลื่อนอัจฉริยะ “นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” (Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งถือได้เป็นแนวคิดหลักของนิสสันแห่งอนาคต” นายฮิโรโตะ ไซคาวะ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว “นิสสัน ลีฟใหม่มีขีดความสามารถด้านการขับขี่อัตโนมัติเพิ่มมากขึ้น  ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ เช่น ProPILOT Park และการทำงานที่เรียบง่ายของ  e-Pedal จะเสริมความแข็งแกร่งให้นิสสันในฐานะผู้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่นเดียวกับการเพิ่มจำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก อีกทั้งยังได้พัฒนาระบบสำคัญหลายด้านที่จะได้ประยุกต์ใช้ในรถยนต์ของนิสสันในอนาคต”

The new “Nissan LEAF” G

ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ที่ก้าวหน้าที่สุด

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถขับขี่ได้ไกลถึง  400กม. (ตามมาตรฐาน JC08 ของญี่ปุ่น**) ทำให้ผู้ขับขี่มีความเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและยาวนานขึ้น ด้วยระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ให้พละกำลัง 110 กิโลวัตต์ และแรงบิด 320 นิวตันเมตร จึงเพิ่มอัตราเร่งและประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติที่พัฒนายิ่งขึ้น

   นิสสัน ลีฟใหม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติโปรไพลอต ProPILOT เป็นการขับขี่ในช่องจราจรเดียวบนทางหลวง อีกทั้งยังมีระบบ โปรไพลอต พาร์ค ProPILOT เมื่อใช้งานระบบนี้ เทคโนโลยี โปรไพลอต พาร์ค จะควบคุมพวงมาลัย การควบคุมการเร่ง  เบรก การเปลี่ยนเกียร์ และเบรกมือเพื่อให้ตัวรถเข้าสู่ช่องจอดได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถ รวมถึงการจอดขนาน ได้อย่างปลอดภัยด้วยการใช้ที่เรียบง่าย

ProPILOT Park

e-Pedal ช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่

   นิสสัน ลีฟ ใหม่มาพร้อมกับ e-Pedal  นวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ขับขี่เริ่มขับเคลื่อนรถยนต์ เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดนิ่ง ด้วยการเพิ่มหรือลดแรงกดดันที่ใช้กับคันเร่ง เมื่อปล่อยคันเร่ง ระบบเบรกทั้งสองคือระบบเบรกจ่ายพลังงานคืน (regenerative brake) และระบบเบรกปกติ จะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อทำให้รถหยุดนิ่ง รถยนต์จะอยู่นิ่งอยู่กับที่แม้จะอยู่บนเนินที่ลาดชันจนกว่าคันเร่งจะถูกกดอีกครั้ง ความสามารถในการตอบสนองของ e-Pedal ช่วยเพิ่มความพอใจในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า

การออกแบบภายนอก:รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวด้วยแสงเงา และ “กลิ่นอายของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย”

   การออกแบบของนิสสัน ลีฟ ใหม่ มีรูปทรงที่เพรียวพราวทแลดูคมคายและทรงพลัง อีกทั้งยังเป็นเลิศตามหลักอากาศพลศาสตร์ การออกแบบที่ลู่เพรียวเช่นนี้ไปจนถึงรูปลักษณ์แห่งความล้ำหน้า ล้วนสื่อถึงการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เร้าใจ

   นอกจากนี้ การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถนิสสันผ่านกระจังหน้า V-Motion ไฟรูปทรง “บูมเมอแรง” พื้นผิวของกระจังหน้าและกันชนหลังเป็นสีฟ้าใสแสดงถึงความเป็นตัวตนของรถไฟฟ้านิสสัน

การออกแบบภายในบรรยากาศที่หรูหราแต่แฝงด้วยความเรียบง่าย ผ่อนคลาย และทันสมัย

   ภายในห้องโดยสารของลีฟ รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบใหม่โดยเน้นไปที่คนขับ แผงด้านหน้าที่ยึดหลักการออกแบบของนิสสัน Gliding Wing เป็นแนวทางหลัก อันเป็นการผสมผสานพื้นที้ใช้สอยและการใช้งานได้อย่างดีเลิศ

   การออกแบบภายใน ที่สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้รู้สึกถึงความผ่อนคลายและความหรูหราระดับพรีเมียม ด้วยการคัดสรรวัสดุอย่างพิถีพิถัน รวมไปการเย็บตะเข็บสีฟ้าสดทั้งบริเวณเบาะนั่ง บนแผงหน้าปัด และพวงมาลัย เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้านิสสัน นอกจากนี้ หน้าจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7 นิ้ว ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อส่งเสริมให้ฟีเจอร์หลัก ๆ เช่น  เทคโนโลยี Safety Shield มาตรวัดพลังงาน ฟังก์ชั่นเสียง และ ระบบนำทาง รวมไปถึง Apple CarPlay

   สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความตื่นเต้นและสมรรถนะอีกระดับ นิสสัน จะนำเสนอพลังการขับขี่ที่แรงและไกลขึ้น ในรุ่นปี 2018 (อาจแตกต่างกันในแต่ละตลาด) นิสสัน ลีฟ ใหม่จะวางจำหน่ายในวันที่ 2 ตุลาคมในประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดการส่งมอบช่วงเดือนมกราคม 2560 ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป

   - นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นที่ 3,150,360 เยน หรือประมาณ 959,000 บาท

ข้อมูลจำเพาะของนิสสันลีฟปี 2560 (รุ่นวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น)

   ข้อมูลจำเพาะมาจากข้อมูลล่าสุดขณะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สำหรับภูมิภาคอื่นจะมีการประกาศข้อมูลเมื่อเริ่มวางจำหน่าย

 
 

NEW CARS INTER : วอลโว่ XC40 ใหม่ คว้ารางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018

Monday, 12 March 2018 17:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ XC40 ใหม่ รถเอสยูวีขนาดเล็ก ได้รับรางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 (2018 European Car of the Year) ก่อนการจัดงาน Geneva Motor Show ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นรางวัลแรกของ   วอลโว่ คาร์ ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมชั้นนำของโลก

   “การได้รับรางวัลของวอลโว่ XC40 ใหม่ ในครั้งนี้ นับเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ฮาคาน ซามูเอลส์สัน ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร วอลโว่ คาร์ กล่าว “วันนี้ วอลโว่ได้จำหน่ายรถยนต์เอสยูวีใหม่ 3 รุ่นแรกไปแล้วทั่วโลก ซึ่ง XC40 ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคง เพื่อให้วอลโว่สามารถรุกสู่ตลาดรถเอสยูวีขนาดเล็กได้อย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว”

   รางวัลจาก XC40 ทำให้รถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่ของวอลโว่ทุกรุ่นได้รับการเสนอชื่อเป็นรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งในยุโรปและอเมริการเหนือ โดยทั้งเอสยูวีรุ่นใหญ่อย่าง XC90 และรุ่นกลาง XC60 ของวอลโว่ เคยได้รับรางวัลรถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ยอดเยี่ยมแห่งปีในอเมริกาเหนือ (North American Truck/Utility of the Year) มาแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

   โดยก่อนได้รับรางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 วอลโว่ XC40 เคยคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car of the Year) จาก What Car? นิตยสารรถยนต์ชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักร

   วอลโว่ XC40 นำเสนอมาตรฐานใหม่สู่ตลาดรถเอสยูวีทั้งในด้านดีไซน์ การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ด้วยยอดสั่งจองก่อนวางจำหน่ายทั้งในยุโรปและอเมริกามากกว่า 20,000 คัน แสดงให้เห็นว่านี่คือรถยนต์ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง วอลโว่ XC40 มีแผนการจัดจำหน่ายลำดับต่อไปในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกโดย วอลโว่คาดการณ์ว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคไม่แพ้ในทวีปอื่น ๆ

    วอลโว่ XC40 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ วอลโว่ คาร์ ใช้การออกแบบสถาปัตยกรรม Compact Modular Vehicle Architecture (CMA) รูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการผลิตรถยนต์ทุกรุ่นในตระกูล 40 Series รวมถึงรถยนต์ที่ใช้พลังไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือพัฒนากับ จีลี่ (Geely) ทำให้สถาปัตยกรรม CMA เพิ่มความได้เปรียบทางด้านต้นทุนต่อหน่วยลดลง

   เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ที่ติดตั้งใน XC40 ครอบคลุมถึง Pilot Assist system (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ), City Safety (ระบบป้องกันการชนขณะขับความเร็วต่ำ), Run-off Road Protection and Mitigation (ระบบป้องกันอันตรายจากรถตกถนนหรือวิ่งนอกเลน), Cross Traffic alert (ระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด) พร้อมระบบช่วยเบรก และ 360° Camera (กล้องรอบตัวรถ) เพื่อการเข้าช่องจอดรถที่แคบได้อย่างปลอดภัย

   วอลโว่ XC40 ยังนำเสนอแนวคิดการตกแต่งภายในห้องโดยสารและระบบเก็บสัมภาระที่ชาญฉลาด พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระบริเวณประตูรถและใต้เบาะนั่งที่ซึ่งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีทั้งพื้นที่วางสมาร์ทโฟนพร้อมการชาร์จไฟไร้สาย ตะขอพับได้สำหรับแขวนกระเป๋าขนาดเล็ก และถังขยะที่ถอดเก็บได้ในช่องกลางคอนโซล

   ในปี ค.ศ. 2017 บริษัทได้ประกาศจุดยืนว่า รถยนต์ที่ วอลโว่ คาร์ จะเปิดตัวในปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นไป  จะเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งหมดและเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะผู้นำด้านการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้า บริษัทจึงมีแผนการนำเสนอรถยนต์ XC40 รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดและรุ่นเครื่องยนต์พลังไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ในอนาคต

   “เรามีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อการเติบโต และเรามุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำทั้งในด้านความปลอดภัย การเชื่อมต่อ และบริการสำหรับยานยนต์และการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้า” ฮาคาน ซามูเอลส์สัน กล่าว “XC40 คือบทพิสูจน์แห่งความมุ่งมั่นดังกล่าว และเมื่อได้เห็นถึงผลตอบรับทั้งจากผู้บริโภคและคณะกรรมการพิจารณารถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีแล้ว เราจึงมั่นใจว่า เรากำลังดำเนินตามแนวทางที่ถูกทางแล้ว”  

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 Turbo S Exclusive Series รุ่นปรับแต่งพิเศษผลิตเพียง 500 คัน

Friday, 30 June 2017 14:06

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   911 Turbo S Exclusive Series ใหม่ล่าสุดจากปอร์เช่ คือ ยนตกรรมสปอร์ตที่มีพละกำลังสูงสุดนับตั้งแต่การถือกำเนิดของสายพันธุ์ 911 Turbo S  เป็นต้นมา รถคูเป้คันดังกล่าว มาพร้อมความล้ำหน้าแห่งพลังในระดับ 607 แรงม้า และสุดพิเศษยิ่งกว่า ด้วยการจำกัดจำนวนการผลิตทั่วโลกเพียง 500 คันเท่านั้น

   ด้วยพละกำลังที่ได้รับการปรับจูนให้เพิ่มขึ้นถึง 27 แรงม้า 911 Turbo S Exclusive Series  จึงมีเอกลักษณ์ที่สร้างความแตกต่างไปจาก 911 Turbo S รุ่นมาตรฐาน อีกทั้งยังโดดเด่นสง่างามด้วยงานออกแบบดีไซน์ เพิ่มเติมอุปกรณ์คุณภาพสูง ผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียดอ่อน พิถีพิถันด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของแผนก Porsche Exclusive Manufaktur ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ Zuffenhausen หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Porsche Exclusive” ส่วนงานเฉพาะทางที่ดูแลรับผิดชอบในการรังสรรค์ทุกความปรารถนาของผู้ครอบครองรถยนต์ปอร์เช่ให้กลายเป็นจริง

   พละกำลังเครื่องยนต์ขนาดความจุ 3.8 ลิตร 6 สูบนอน ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบไบเทอร์โบ เสริมพลังให้เหนือระดับอีกขั้นด้วยชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ exclusive power kit ที่ให้แรงบิดมหาศาลกว่า 750 นิวตันเมตร พร้อมตอบสนองในทุกรอบการทำงานของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,250 จนถึง 4,000 รอบต่อนาที นั่นหมายความว่า 911 Turbo S Exclusive Series จะมีศักยภาพในการสร้างอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.9 วินาที และใช้เวลา 9.6 วินาที ในการพุ่งทะยานทะลุขีดความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปอย่างง่ายดาย พร้อมประสิทธิภาพในการทำความเร็วสูงสุดกว่า 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเดียวกันอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยกลับไม่แตกต่างไปจากรุ่นมาตรฐาน โดยมีตัวเลขที่ 10.9 กิโลเมตรต่อลิตร (9.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร)

   911 Turbo S Exclusive Series ติดตั้งล้ออัลลอยด์แบบเซ็นเตอร์ล๊อคสีดำดุดันขนาด 20 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ตัดขอบล้อสี Golden Yellow Metallic ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ล้ำสมัย และนับเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันสำหรับคาลิเปอร์ของระบบเบรกเซรามิก PCCB ในเวอร์ชั่นสีดำ ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่สี Golden Yellow Metallic ช่วงล่างและแชสซีสแบบสปอร์ตพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Active Suspension Management (PASM) และชุดแต่งสปอร์ตโครโน (Sport Chrono package) ทั้งหมดนี้ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในส่วนของระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังหรือ rear-axle steering และระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) รับหน้าที่เสริมความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมให้แม่นยำและเฉียบคมยิ่งขึ้น

   911 Turbo S Exclusive Series  เพิ่มความโดดเด่ดด้วยสีตัวถังพิเศษ Golden Yellow Metallic และชิ้นส่วนตัวถังที่ผลิตขึ้นจากวัสดุคาร์บอนในหลายจุด อาทิ ฝากระโปรงหน้า, หลังคาและสเกิร์ตข้างทั้ง 2 ฝั่ง ลวดลายคาร์บอนคู่คาดยาวตลอดแนวหลังคารถแลฝากระโปรงบ่งบอกถึงอัตลักษณ์แห่งสมรรถนะสปอร์ตชั้นเลิศ ภายในห้องโดยสารถึงพร้อมด้วยความหรูหรา เบาะนั่งแบบสปอร์ตปรับไฟฟ้า 18 ทิศทาง หุ้มด้วยหนังแท้ฉลุลาย 2 ชั้น โดดเด่นด้วยลายคาดคู่สี Golden Yellow ประทับตัวอักษร Turbo S บริเวณหมอนรองศรีษะด้วยสี Golden Yellow ผ้าหลังคาผลิตจากวัสดุ Alcantara พร้อมลายคาดคู่สี Golden Yellow เช่นเดียวกัน

   911 Turbo S Exclusive Series กำหนดการวางจำหน่ายในประเทศเยอรมนี วันที่ 8 มิถุนายน 2560

 
 

NEW CARS INTER : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist ในงานมอเตอร์โชว์ 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์

Sunday, 28 January 2018 16:28

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ   ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018. ซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตลอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ในขณะที่ซูบารุ เอ็กซ์วีที่สร้างจากพื้นฐานของ Subaru Global Platform ที่ได้รับการติดตั้ง EyeSight Driver Assist จะทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น 

   “ปี 2561 ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับซูบารุ เพราะนอกจากจะเปิดตัวเทคโนโลยี EyeSight เรายังได้เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018มร. เกลน ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว “ซูบารุ เอาท์แบ็ค มาพร้อมกับความสวยงามและฟังก์ชั่นการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ใช้รถที่แข็งแรงทนทาน  มากสมรรถนะและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเรายังได้แนะนำซูบารุ เอ็กซ์วี เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection และระบบเกียร์CVT  ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นสำหรับตลาดสิงคโปร์ การปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีที่มีสมรรถนะสูงและความสะดวกสบายขอรถซ๊ดานที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งรถทั้งสองโมเดลที่เราได้ทำการเปิดตัววันนี้ยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี EyeSight เรามั่นใจว่ารถยนต์ของเราทั้งสองรุ่นจะสร้างความประทับใจเหนือความคาดหมาย และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ”

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • เทคโนโลยี EyeSight เป็นระบบช่วยในการขับขี่ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ นอกเหนือจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

ซูบารุ เอ็กซ์วี รุ่นใหม่

   ซูบารุรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) เปิดตัวในปี 2555       รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่นี้จะทำให้ผู้ขับขี่เร้าใจไปกับการตั้งค่าที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง    ไปจนถึงการเดินทางในเส้นทางนอกเมือง ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) มีให้เลือกถึง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่ได้รับการเปิดตัวที่สิงคโปร์ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นรถรุ่นที่สองที่ใช้เทคโนโลยี Subaru Global Platform ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจทุกครั้งบนท้องถนน พร้อมความสะดวกสบายและการควบคุมที่เหนือกว่า

ความโดดเด่นที่เหนือกว่าของ ซูบารุ เอ็กซ์วี 2.0i-S (Subaru XV 2.0i-S)

  • เทคโนโลยี EyeSight Driver Assist
  • เทคโนโลยี Subaru Global Platform ใหม่ที่ช่วยให้การสั่นสะเทือนและการแกว่งของตัวถังลดลง และทำให้การขับขี่สนุกยิ่งขึ้น
  • เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร พร้อม X-MODE
  • ลายเส้นอันสนุกสนานของล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว ส่งเสริมให้ซูบารุ เอ็กซ์วี มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตกแต่งภายในและภายนอกมีความสวยงามยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เช่น ระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)

   ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) 2.0i-S มาพร้อมกับระบบ Direct Injection ให้กำลัง 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตรได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีน้ำหนักเบาลงประมาณ    12 กิโลกรัม และการใช้ระบบ Direct Injection ยังช่วยในการประหยัดน้ำมัน  ระบบเกียร์ Lineartronic ยังเบากว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 7.8 กิโลกรัม และมีระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ และโหมดใช้งานด้วยตนเองที่ปรับได้ 7 สปีด ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดีขึ้น

   นอกจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยเชิงรับเพื่อความปลอดภัยจากการชน (Passive Safety) ให้ดียิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างใหม่ของ Subaru Global Platform ที่ใช้เหล็กทนแรงดึงสูง (High-Tensile Steel) ปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง ทำให้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นปัจจุบันถึงร้อยละ 40 ในกรณีที่เกิดการชน

   * EyeSight เป็นระบบช่วยขับขี่ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในบางสภาวะการการขับขี่

   หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลสำหรับรุ่นที่จัดจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์เท่านั้น สำหรับตลาดในประเทศไทย ทางบริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 
 

NEW CARS INTER : นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบครอสโมชัน (“Xmotion”) ในงาน 2018 North American International Auto Show

Tuesday, 23 January 2018 15:42

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ ครอสโมชัน(Xmotion) ที่สะท้อนแนวคิดของการออกแบบในอนาคตของรถยนต์เอนกประสงค์ต้นแบบที่สานต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานของนิสสันในกลุ่มครอสโอเวอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์

   ครอสโมชัน (Xmotion) เปิดตัวครั้งแรกในโลกในงาน 2018 North American International Auto Show ที่จัดขึ้น ณ เมืองดีทรอยท์ ประเทศสหรัญอเมริกา โดยผสมผสานวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นและความประณีตศิลป์แบบดั้งเดิม กับการออกแบบสไตล์อเมริกัน และเทคโนโลยีนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้  ทั้งนี้รถยนต์เอนกประสงค์ ครอสโมชัน (Xmotion) จะมีทั้งหมด 6 ที่นั่ง จัดแบ่งเป็นแบบ 3 แถว

   “สำหรับแนวคิดของ “ครอสโมชัน”เราเน้นการแสดงพลังและความแข็งแรงของนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ซึ่งความดุดันและทรงพลังนี้เป็นองค์ประกอบที่รวมอยู่กับความประณีตและนุ่มนวลแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว” มร. อัลฟองโซ อัลไบซา รองประธานอาวุโส ฝ่ายการออกแบบของนิสสัน (Alfonso Albaisa, senior vice president of global design at Nissan Motor Co., Ltd.) กล่าว “ดีไซน์ภายนอกของ “ครอสโมชัน”  ผสานแนวคิดแบบตะวันตก และแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นผ่านเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะรวมถึงศิลปะยุคดิจิทัล และประณีตศิลป์แบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น หากมองแบบผิวเผิน “ครอสโมชัน”  อาจดูเหมือนจะมีดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายธรรมดา แต่เมื่อพิจารณาเพิ่มเติม จะเห็นรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมายที่ทำให้ “ครอสโมชัน”  เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่เร้าใจ”

   เพื่อส่งสัญญาณถึงทิศทางการออกแบบรถยนต์ของนิสสันในอนาคต รถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน”ได้มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ดูสวยงามและปราดเปรียว ด้วยด้านหน้ารูปทรงตัวยู (U-shaped highlights) และการปรับปรุงรูปแบบของกระจังหน้าแบบ V-Motionที่ดูบึกบึนและทรงพลัง

   รูปลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่ายสง่างามของ “ครอสโมชัน” จะตัดกับซุ้มล้อเหล็กและยางที่สามารถได้กับทุกสภาพถนน ภายใต้การออกแบบมาอย่างดีให้เป็นชิ้นเดียวกัน  ยางจะดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับล้ออลูมิเนียม อัลลอยขนาด 21นิ้ว นอกจากนี้ ภายนอกของ “ครอสโมชัน” ยังโดดเด่นด้วยที่เก็บสัมภาระบนหลังคา หรือ rooftop box ที่มีดีไซน์อันโดดเด่นรวมถึงไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากงานไม้ของญี่ปุ่นอีกด้วย

   ด้วยฐานล้อที่ยาว ประกอบกับล้อและยางที่ได้รับการวางให้ตำแหน่งอยู่ที่ริมด้านนอก ทำให้เกิดการจัดวางที่นั่ง "4+2" ในรูปแบบใหม่ โดยมาในรูปแบบที่นั่งแถวคู่ 3 ตอน ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัว หรือคู่รัก ที่มีลูก 2 คน หรือแม้กระทั่งสำหรับสัตว์เลี้ยง

   ด้านการออกแบบภายในของ “ครอสโมชัน”ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบภูมิทัศน์ของญี่ปุ่น ที่ตอกย้ำรากฐานของความเป็นนิสสัน ในขณะที่มีการใช้กราฟฟิคล้ำสมัยรวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ

   โดยห้องโดยสารภายในได้รับแรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำ โดยมีคอนโซลกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบภายใน ที่เป็นเสมือนสะพานพาดวางตั้งแต่ส่วนหน้าไปจนถึงส่วนท้ายของรถ โดยใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบตัวต่อ “kanawa tsugi”ซึ่งมักพบในการสร้างวัดและศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น

   ส่วนแผงหน้าปัดของ “ครอสโมชัน”ปรับใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบ Kigumi  สะท้อนให้เห็นความแข็งแรงของโครงสร้าง ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ

   นอกจากนี้ “ครอสโมชัน”ยังมาพร้อมหน้าจอดิจิทัลถึง 7 จุด ได้แก่ หน้าจอขนาดยาวบริเวณหน้ารถ ซึ่งประกอบด้วย หน้าจอหลักทั้งหมด 3 จอ พร้อมจอซ้ายและขวา รวมถึง digital room mirror บริเวณเพดาน และแผงคอนโซลกลาง

   ระบบแสดงผลและข้อมูลสามารถควบคุมได้โดยใช้ท่าทางและการเคลื่อนไหวของดวงตา  ด้วยการควบคุมที่ชาญฉลาดและการสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมีสมาธิในการขับรถ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

   “นิสสันมองว่ารถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน” จะเป็นรถยนต์ SUV เพื่อการใช้งาน ซึ่งสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ หรือสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ การออกแบบและเทคโนโลยีนี้จะทำให้นิสสันสามารถบรรลุพันธกิจในการสร้างโลกที่ดีกว่าให้ผู้คน” มร. อัลไบซา กล่าวเสริมในช่วงท้าย

 

 

 
 

NEW CARS INTER : MG E-MOTION รถไฟฟ้าต้นแบบ เปิดตัวครั้งแรกในโลก

Sunday, 07 May 2017 15:39

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอสเอไอซี) เสริมความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์เอ็มจีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวรถไฟฟ้าต้นแบบ MG E-MOTION ที่ออกแบบสุดล้ำเกินจินตนาการ ในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17

   รถต้นแบบ เอ็มจี อี-โมชัน ผสมผสานทั้งนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเอสเอไอซี และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต ด้วยการให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ "เร้าอารมณ์" เอ็มจี รังสรรค์มิติตัวถังที่โฉบเฉี่ยวและสง่างาม โดยตำแหน่งด้านหลังเสาหลังคาหน้า หรือ "เอ-พิลลาร์" มีความลาดเอียงและปราดเปรียวสไตล์รถ "สปอร์ตแบ็ก" แบบ 2 ประตูสุดคลาสสิกที่สะท้อนดีเอ็นเอ 100 ปีของ เอ็มจี อย่างแท้จริง การออกแบบด้านหน้าที่โดดเด่นมาพร้อมไฟส่องสว่างแอลอีดีที่แสดงถึงงานออกแบบสุดคลาสสิกของเอ็มจีและได้แรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบของลอนดอนอาย

   เอ็มจี อี-โมชั่น มาพร้อม "แบล็ค เทคโนโลยี" ที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ พัฒนาบนโครงสร้างแพลทฟอร์มโมดูลาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเอสเอไอซี ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อชม. ภายในเวลาไม่ถึง 4 วินาที และมีระยะทางขับเคลื่อนไกลกว่า 500 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รถต้นแบบรุ่นนี้จึงเป็นรถสปอร์ตในอุดมคติสำหรับการขับขี่ที่เร้าใจและการใช้พลังงานทางเลือกปราศจากมลพิษ ขณะที่การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอัจฉริยะยังช่วยให้การเข้าสู่โลกออนไลน์ทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว 

 
 

NEW CARS INTER : ROLLS ROYCE Dawn Black Badge สุดยอดยนตรกรรมเปิดประทุนสุดหรู

Sunday, 02 July 2017 14:20

 

 

 

 

 

 

 

 

   โรลส์-รอยซ์ เปิดตัวยนตกรรมหรูรุ่นใหม่ล่าสุด Dawn Black Badge รถยนต์เปิดประทุนอันหรูหราไร้ที่ติหนึ่งเดียวในโลก ในงาน Goodwood Festival of Speed 2017

   โรลส์-รอยซ์ ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลกยนตกรรมระดับลักชัวรี่ไปอย่างสิ้นเชิง ในงานเจนีวา มอเตอร์ โชว์ 2016 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นสั่งผลิตพิเศษตระกูล Black Badge เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักขับรุ่นใหม่ผู้มีรสนิยมที่หรูหราเหนือระดับ ชื่นชอบความโฉบเฉี่ยวเร้าใจ และมีไลฟ์สไตล์ในแบบเฉพาะตัว

   งาน Goodwood Festival of Speed คือเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับ แบล็ก แบดจ์ ในการเปิดตัวยานยนต์รุ่นที่ 3 ที่จะสั่นสะเทือนโลกยานยนต์อีกครั้ง กับ Dawn Black Badge  รถยนต์เปิดประทุนอันหรูหราไร้ที่ติหนึ่งเดียวในโลก

   Dawn Black Badge  เกิดจากการประสานงานระหว่างแผนกการออกแบบและแผนกวิศวกรรมของโรลส์-รอยซ์ เพื่อการสร้างสรรค์ยนตกรรมรุ่นใหม่ที่หรูหราอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาของ เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ ที่ว่า “หากสิ่งนั้นไม่เคยมี จงออกแบบขึ้นใหม่” โดยเฉพาะนวัตกรรมการทำสีและตกแต่งพื้นผิวภายนอกให้เงางามระดับพรีเมียม ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมการบินของโรลส์-รอยซ์ ผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตอากาศยานอำพรางตัว (เครื่องบินแบบสเตลธ์) ในยุคปัจจุบัน

   พื้นผิวของตัวถังผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนตามมาตรฐานของโรลส์-รอยซ์ โดยใช้เส้นใยอลูมิเนียมแบบละเอียดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.014 เมตรเกรดเดียวกับอากาศยาน นำมาทออย่างประณีตผสานเข้ากับเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ หลังจากนั้นจึงเคลือบพื้นผิวด้วยแล็กเกอร์ถึง 6 ชั้นและปล่อยให้เซตตัว 72 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาชักเงาโดยช่างฝีมือเพื่อให้มีผิวแวววาวดุจกระจกในแบบฉบับของโรลส์-รอยซ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่งดงามสมบูรณ์แบบในเฉดสีดำสนิทที่สวยงามแบบล้ำลึก สอดคล้องกับนิยามแห่งสุนทรีภาพของนักขับสมัยใหม่อย่างลงตัว

   เสียงคำรามของระบบท่อไอเสียนี้ได้สร้างมิติแห่งเสียงรูปแบบใหม่สู่ความล้ำหน้าทางวิศวกรรมยานยนต์ เนื่องจากรถยนต์ แบล็ก แบดจ์ คือการผสมผสานการออกแบบและระบบวิศวกรรมแบบสั่งผลิตพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าความหรูหราเฉพาะตัว แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การขับขี่ระดับคุณภาพที่ไร้คู่แข่ง ด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกรจึงเลือกใช้เครื่องยนต์ v12 ทวินเทอร์โบ 6.6 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ขึ้นไปอีก 30 แรงม้า  สามารถเพิ่มพลังจาก 563 แรงม้าเป็น 593 แรงม้า  พร้อมเพิ่มแรงบิดอีก 20 นิวตันเมตรที่ 1,500 รอบต่อนาที ทำให้ ดอว์น แบล็ก แบดจ์ มีแรงบิดสูงสุดถึง 840 นิวตันเมตร  ความเร็วสูงสุดถูกล็อคไว้ที่ 250 กม./ชม และอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชมใช้เวลาเพียง  4.9  วินาที

   ในส่วนของระบบส่งกำลังและวาล์วได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด สามารถพุ่งทะยานได้อย่างฉับพลันโดยไม่ลดทอนความหรูหราของความเป็นรถเปิดประทุนระดับหรูของโลกลงแม้แต่น้อย รวมถึงการผสานการทำงานของกระปุกเกียร์ 8 สปีดรุ่น ZF เข้ากับแรคพวงมาลัย ให้สัมพันธ์กับระบบวาล์วและองศาการหมุนพวงมาลัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ได้รูปแบบการขับขี่ที่เพลิดเพลิน ทั้งในยามขับขี่ความเร็วต่ำและการออกตัวโลดแล่นไปด้วยความเร็วสูง อีกทั้งระบบกันสะเทือนและการติดตั้งอุปกรณ์รูปแบบใหม่ยังช่วยมอบสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างการขับขี่ที่แสนสบายและความรู้สึกของการผสานเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ แม้ในยามกำลังเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

ข้อมูลด้านเทคนิค
ขนาด    
ความยาว    5285mm / 17.34ft
ความกว้าง    1947mm / 6.39ft
ความสูง (ไม่รวมวัสดุตกแต่ง)    1502mm / 4.93ft
ฐานล้อ    3112mm / 10.21ft
วงเลี้ยว    12.7m / 41.7ft
ปริมาตรห้องสัมภาระ    244ltr - 295ltr / 8.6 ft³ - 10.4 ft³
    
น้ำหนัก    
น้ำหนัก (ไม่รวมวัสดุตกแต่ง)    2560kg / 5644lb    

เครื่องยนต์    
เครื่องยนต์ / ลูกสูบ / วาล์ว    V / 12 / 48
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง    Direct injection
กำลังเครื่องยนต์ต่อจำนวนรอบ    593bhp /442KW /@5250rpm
แรงบิดสูงสุดต่อจำนวนรอบ    840NM @1500 rpm
ประเภทเชื้อเพลิง    10:1 / Premium unleaded
    
สมรรถภาพเครื่องยนต์    
ความเร็วสูงสุด    250kmh / 155mph (governed)
อัตราเร่ง 0 - 100km/h    4.9sec
    
ประสิทธิภาพด้านพลังงาน    
ประเภทการขับขี่ Urban    22.9ltr / 100km / 12.3mpg (Imp.)
ประเภทการขับขี่ Extra urban    10.1ltr / 100km / 28.0mpg (Imp.)
การใช้เชื้อเพลิงรวม    14.7ltr / 100km / 19.2mpg (Imp.)
การปล่อยไอเสีย    337g/km

 
 

NEW CARS INTER : MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น

Sunday, 07 May 2017 15:52

 

 

 

 

 

 

 

   ในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17 นอกจากการเปิดตัว รถไฟฟ้าต้นแบบ MG E-MOTION ค่ายเอ็มจี ยังทำการเปิดตัว MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น รถเอสยูวีอัจฉริยะคันนี้ได้รังสรรค์มาสำหรับคนรุ่นใหม่  มอบให้เป็นทางเลือกแก่บรรดาแฟนๆ ของหงส์แดงและสาวกของเหล่าหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก   รวมไปถึงแฟนฟุตบอลที่ต้องการมองหารถยนต์ที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

   MG ZS เปิดตัวทำตลาดรุ่นมาตรฐาน ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตื่นตัวในประเทศจีน เนื่องจากได้ทำการพลิกโฉมการออกแบบด้วยมาตรฐานใหม่ของเอ็มจี รวมทั้งนวัตกรรมอันโดดเด่นของกลุ่มเอสเอไอซี เพื่อตอกย้ำว่ากลุ่มลูกค้าจะไม่มีวัน “เดินอย่างเดียวดาย” ทั้งนี้ MG ZS มาพร้อมกับซันรูฟขนาดใหญ่สุดในตลาดถึง 1.19 ตารางเมตร ซูเปอร์คอนโทรลพาเนลขนาด 8 นิ้ว ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะที่ทรงพลัง ทำให้จำนวนยอดขายโดยรวมนั้นมีมากกว่า 20,000 คัน และในเพียงสามวันสามารถทำยอดขายได้ไปกว่า 4,200 คัน และในเดือนเดียวกันยอดขายของ MG ZS, MG GS และ MG5 ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนยอดจำหน่ายในภาพรวมของกลุ่มเอสเอไอซี จนถึง ณ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากกว่า 51% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2559 ซึ่งนับได้ว่าเกินกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมรถยนต์

   สำหรับการเปิดตัว MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น  ลูกค้าในประเทศจีน ได้ให้ความสนใจ และตอบรับ MG ZS รุ่นมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่มีความโฉบเฉี่ยว สวยงามและทันสมัย ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานสามารถตอบโจทย์และเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยและความปลอดภัย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากยอดขายมากกว่า 4,000 คันในระยะเวลาอันสั้น เอ็มจี จึงเชื่อมั่นว่า MG ZS จะเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองสำหรับตลาดรถยนต์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้ที่เอ็มจีจะนำรถยนต์รุ่นนี้มาทำตลาดอย่างจริงจัง!!!

 
 

Page 1 of 2

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )