Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : LAMBORGHINI HURACAN LP 620-2 super trofeo

Tuesday, 16 September 2014 18:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี ภูมิใจเสนอแลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอสุดยอดซูเปอร์คาร์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้นโดยแผนกมอเตอร์สปอร์ตของแลมโบร์กีนีเพื่อการประกาศความยิ่งใหญ่ในสนามแข่งระดับสูง โดยเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ในงาน Monterey Car Week รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งแลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ จะปรากฏตัวให้ผู้ชมทั่วโลกได้ยลโฉมอย่างเต็มตาในการแข่งขันรายการ 2015 Lamborghini Blancpain Super Trofeoทั้งสามซีรี่ส์ ซึ่งจะจัดขึ้นในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของรถแข่งที่สมบูรณ์แบบ ฟังก์ชั่นการทำงานทั้งหมดคิดค้นมาเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดโดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของการขับขี่ในสนามแข่งไว้อย่างรัดกุมที่สุด

   โครงรถช่วงล่างติดตั้งโรลเคจน้ำหนักเบาเพียง 43 กิโลกรัมซึ่งคลุมไปจนถึงส่วนเพลาหลัง โดยสามารถรับแรงบิดได้มากกว่าเดิม 45% เมื่อเปรียบเทียบกับยานยนต์รุ่นก่อน โดยตัวเฟรมเป็นวัสดุไฮบริดผสมคาร์บอนอะลูมิเนียมซึ่งถูกออกแบบเพื่อรองรับพื้นที่สำหรับวางหม้อน้ำรุ่นใหม่ในส่วนหน้ารถและพื้นที่ติดตั้งกระปุกเกียร์สเปครถแข่งขันในส่วนท้ายให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ยานยนต์มีรูปทรงถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,270 กิโลกรัมและมีการกระจายน้ำหนักหน้า:หลังที่ 42/58%

   สำหรับโครงรถด้านนอกใช้วัสดุผสมและถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ ดัลลาร่า เอนจิเนียริ่ง (Dallara Engineering) ซึ่งก่อตั้งโดย จาน เปาโล ดัลลาร่า ซึ่งทำให้การประกอบ ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างเร็วขึ้น และการออกแบบหม้อน้ำมันใหม่ที่ทำให้สมรรถนะการขับขี่สูงกว่ารุ่น แลมโบร์กีนีกัลญาร์โด้ อีกด้วย

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ใช้นวัตกรรมเครื่องยนต์หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่นV10 เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4ซึ่งจัดสรรพลังงานโดยอุปกรณ์หน่วยควบคุมของ Motec ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 620 แรงม้า และมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 2.05 กิโลกรัม/แรงม้า

   หนึ่งในระบบการขับขี่ที่สำคัญของรุ่น แลมโบร์กีนี บลองแปง ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือทางเลือกระบบการขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งถูกนำมาใช้ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรุ่น GT Class แล้ว ทำให้นักขับรถยนต์รุ่น ซูเปอร์ โทรฟีโอ สามารถสัมผัสได้ถึงระบบการทรงตัวชั้นเยี่ยมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามแข่งได้อย่างเป็นยอด

   อีกหนึ่งนวัตตกรรมใหม่ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือระบบสนับสนุนเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ที่ใช้คลัตช์แบบสามจานและระบบเกียร์แบบ XTrac Sequential Gearbox ซึ่งออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนี้เพื่อใช้ร่วมกับหัวฉีดระบบไฟฟ้าซึ่งออกแบบโดยแผนกรถแข่งของ แม็กเนติ มาเรลลี (Magneti Marelli Motorsport Division)

   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ยังถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ด้วยการใช้สายเคเบิ้ลและข้อต่อน้ำหนักเบารุ่นใหม่เพื่อให้เหมาะสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ อุปกรณ์หน่วยควบคุมเป็นรุ่น MOTEC M182 ที่สามารถควบคุมข้อมูล การเปลี่ยนเกียร์ และการแสดงผลบนจอแบบ TFT ซึ่งติดตั้งไว้ที่แผงหน้าปัดรถ พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานพิเศษอย่างระบบควบคุมล้อหมุนฟรีและระบบเบรกกันล้อล็อก (ABS) ของ Bosch Motorsport ซึ่งสามารถตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสภาพถนนและสภาพภูมิอากาศได้ถึง 12 รูปแบบอย่างง่ายดายจากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย โดยพวงมาลัยยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ โอเอ็มพี (OMP)สำหรับไฟหน้าและไฟท้ายยังคงเป็นแบบแอลอีดี (LED) เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ถูกพัฒนาอย่างเหนือขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในเรื่องแรงต้าน เพิ่มแรงฉุดและแรงกดสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ปีกท้ายที่สามารถปรับได้ถึง 10 รูปแบบ อุปกรณ์ดิฟฟิวเซอร์ทั้งหน้าและหลัง และช่องลมเข้าด้านหน้าที่ปรับระดับได้ ยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับตัวรถได้มากยิ่งขึ้น

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอใช้ยางรุ่นพิเศษของพิเรลลี (Pirelli) ซึ่งเกิดจากการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ในขั้นตอนการร่างแบบรถไปจนถึงการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์บนสนาม เพื่อการออกแบบยางที่เหมาะสมกับการขับขี่ที่เหนือชั้นในแบบฉบับของแลมโบร์กีนี โดยเฉพาะต้องให้สอดคล้องกับการขับขี่ด้วยระบบสองล้อทำให้ต้องใช้ยางขนาดใหม่ คือ ยางหน้าขนาด 305/660-18และยางหลังขนาด 315/680-18

   นอกจากนี้ ช่วงล่างยังติดตั้งเหล็กกันโคลงแบบปรับได้และดัมเปอร์แบบปรับได้สองทิศทางของโอห์ลินส์ (Ohlins) ส่วนระบบเลี้ยวแบบไฮดรอลิคซึ่งใช้ปั๊มระบบไฟฟ้ายังช่วยให้นักขับสามารถหักเลี้ยวได้อย่างเฉียบคม

   การตกแต่งภายในแบบสไตล์ตระกูลรถแข่งใช้หนังอัลแคนทาร่า (Alcantaraâ) สี Nero Ade ในการบุห้องโดยสารตลอดคัน ทั้งบริเวณหน้าปัด ช่องกลาง ตลอดจนอุปกรณ์ภายในทั้งหมดอย่างพวงมาลัยแผงกระปุกเกียร์ และเบาะนั่งที่ออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์อย่างประณีต

   ในเดือนที่ผ่านมา ยานยนต์แลมโบร์กีนีรุ่นใหม่นี้ได้อวดโฉมและโชว์สมรรถนะในการทดสอบเพื่อการพัฒนาบนสนามแข่งเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการทดสอบอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าการทดสอบสมรรถนะ จิออร์จิโอ ซานนา และ เจ้าหน้าที่การทดสอบสมรรถนะสองคนของ ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี  ได้แก่ ฟาบิโอ บาบินี และ เอเดรียน ซอกก์ ร่วมด้วยนักขับจาก Young Driver Program ซึ่งมาทำการทดสอบและร่วมแสดงความคิดเห็นในงานครั้งนี้

 
 

NEW CARS INTER : Ford Mustang ใหม่หมดในสไตล์ดุดันแบบดั่งเดิม !!

Sunday, 13 July 2014 16:04

 

 

 

 

 

 

   ค่ายฟอร์ด มอเตอร์ เผยโฉม Ford Mustang โมเดลใหม่ล่าสุด ทั้งตัวถังคูเป้และรุ่นเปิดประทุน ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่หมด  แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความดุดันในสไตล์ดั่งเดิมของ Ford Mustang ไว้อย่างเหนียวแน่น

   การออกแบบภายนอกมาในสไตล์ล้ำสมัยมากขึ้น พร้อมความดุดันแบบดั่งเดิมด้วยด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่โชว์สัญลักษณ์ม้าป่าอันทรงพลัง  สอดรับกับชุดไฟหน้าทรงเรียวยาวพร้อมตกแต่งไฟเดย์ไลท์เป็นเส้น3แถวสร้างความโดดเด่น  ด้านท้ายมาในสไตล์รถสปอร์ตท้ายสั้นแต่งด้วยสีดำดูดิบๆและแต่งไฟท้ายสุดเด่นแบ่งเป็น 3 แถบแนวตั้งที่แปลกตาไม่เหมือนใคร

   ภายในห้องโดยสารออกแบบหรูหรา เรียบง่ายตามแบบฉบับรถอเมริกัน ที่เน้นการใช้งานง่ายพร้อมติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ๆของฟอร์ด อาทิ ,Ford SYNC  , MyFord Touch และTrack app ที่ให้ข้อมูลการขับขี่แบบเดียวรถแข่ง

   สมรรถนะการขับเคลื่อนในรุ่นโปรดักซ์ชั่นคาร์ จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 3 รุ่น เริ่มจากเครื่องยนต์  วี 6 ขนาด 3.7 ลิตร ให้กำลัง 300 แรงม้า ตามมาด้วยเครื่องยนต์ Ecoboost แบบ 4 สูบขนาด 2.3 ลิตร 305 แรงม้า  และปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์บล็อคแรงสุดแบบ  วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร  420 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกใช้ทั้งชุดเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ส่วนการทำตลาดฟอร์ดจะเริ่มส่งมอบ Ford Mustang ล็อตแรกให้ลูกค้าได้ในช่วงปลายปีนี้ 

                                            (ภาพ worldcarfans)
 

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLEซูเปอร์คาร์เปิดประทุนระดับมาสเตอร์พีซ

Wednesday, 23 April 2014 13:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉม CORVETTE Z06 CONVERTIBLE รุ่นปี 2015 หนึ่งในซูเปอร์คาร์เปิดประทุน ที่มีศักยภาพเหนือชั้นในตลาดเวลานี้ มาพร้อมขุมพลังวี 8 สูบ ขนาด 6.2 ลิตร  625 แรงม้า พร้อมแรงบิด 860 นิวตันเมตร ซึ่งถือเป็นรถเปิดประทุนทีทรงพลังที่สุดเท่าที่เชฟโรเลตเคยผลิตมา

   CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLE นับเป็นซูเปอร์คาร์ระดับโลกในทุกด้าน” มร. มาร์ก รอยส์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์โกลเบิลของจีเอ็ม กล่าวว่า “มีรถเปิดประทุนไม่กี่คันในโลกที่มาพร้อมพลังมากกว่า 600 แรงม้า และแรงบิด 600 ฟุตปอนด์ นอกจากนี้มีรถเพียงไม่กี่คันที่สามารถเทียบชั้นกับ CORVETTE Z06 CONVERTIBLE ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การออกแบบตามหลักแอโรไดนามิค และประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ”

   CHEVROLET CORVETTE Z06 CONVERTIBLE รุ่นปี 2015 นับเป็นซูเปอร์คาร์รหัส Z06 คอนเวอร์ทิเบิลรุ่นแรกนับตั้งแต่ ปี 1963 เป็นต้นมา ซึ่งในปีนั้นมีการนำเสนอแพ็คเกจ Z06 สำหรับการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ เรซซิ่ง (endurance racing) โดย CORVETTE ที่มาพร้อมแพ็คเกจ Z06 มียอดจำหน่าย 199 คัน หนึ่งในนั้น  คือรุ่นเปิดประทุน

   มร. แทดจ์ เจ็คเตอร์ หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา CORVETTE กล่าวว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล่าสุด             ช่วยให้สามารถผลิต Z06 คอนเวอร์ทิเบิล รุ่นใหม่ที่ล้ำสมัยได้ โดยก่อนหน้านี้ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะผลิตโครงสร้างรถเปิดประทุนน้ำหนักเบาที่จะแข็งแรงเพียงพอต่อการรองรับการเบรก การเข้าโค้ง ซึ่งเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในห้าปีที่แล้ว

   โครงสร้างอลูมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ CORVETTE Z06 คูเป้ รุ่นที่แล้ว ขณะเดียวกันน้ำหนักตัวถังของ Z06 คอนเวอร์ทิเบิล ยังเกือบเท่ากับรุ่น Z06 คูเป้ ซูเปอร์คาร์ทั้งสองโมเดลยังใช้รูปแบบการตกแต่งแชสซีส์ที่เหมือนกัน มีพละกำลังเท่ากัน ใช้เทคโนโลยีการขับขี่และอุปกรณ์ต่างๆ แบบเดียวกัน พร้อมกับมีแพ็คเกจ Z07 ยกระดับสมรรถนะเหมือนกันอีกด้วย โดยเพิ่มระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบ ยางมิชลิน ไพล็อต สปอร์ต คัพ และชิ้นส่วนหน้า-หลังที่ปรับได้ เพื่อเพิ่มความลู่ลมตามหลักแอโรไดนามิค

   หนึ่งในความโดดเด่นที่สุดของ CORVETTE Z06 CONVERTIBLE คือ สมรรถนะอันยืดหยุ่นเพื่อรองรับทุกการใช้งาน ซึ่งมีรถเพียงไม่กี่คันในตลาดเวลานี้ที่ผสมผสานสมรรถนะถึงขีดสุดในระดับซูเปอร์คาร์ ความยืดหยุ่นในการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล รวมถึงประสบการณ์การขับแบบเปิดหลังคารับลมได้กว้าง 360 องศา ที่มีเฉพาะในรถเปิดประทุนขนานแท้เท่านั้น

 
 

NEW CARS INTER : TATA BOLTสปอร์ตแฮทช์แบ็ค ยอดนิยมในอินเดีย

Thursday, 09 April 2015 10:31

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   รถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ล่าสุด ทาทา โบลต์ (Tata Bolt) รถสปอร์ตแฮทช์แบ็คที่ ทาทา มอเตอร์สเพิ่งเปิดตัวในอินเดียช่วงต้นปี ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม กวาดยอดจำหน่ายไปกว่า 5,000 คัน

    ทาทา โบลต์ ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานพริมพรี่ ในเมืองปูเน่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดที่ ทาทา มอเตอร์ส ผลิตออกมาจำหน่าย ภายใต้โครงการ ฮอไรซันเน็กซ์ (Horizonext) ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้ลูกค้าทุกกลุ่ม และเป็นรถที่มีความลงตัวทั้งในส่วนของ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ และอุปกรณ์สื่อสาร 

   ทาทา โบลต์ สื่อความหมายถึงเรื่องความเร็ว นำเสนอทัศนคติของชัยชนะและการเป็นผู้นำ ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้   ทาทา โบลต์ มีความพร้อมในทุกแง่มุมทั้งในส่วนของ การออกแบบ การขับขี่ และการเชื่อมโยงการสื่อสารไว้ในรถ และยังทำให้โบลต์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรถยนต์ตามแนวคิดฮอไรซันเน็กซ์ 4 ข้อคือ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกอบรถยนต์ด้วยคุณภาพระดับโลก สร้างประสบการณ์การซื้อรถอันน่าประทับใจ และให้คุณภาพการบริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ 

   ทาทา โบลต์ ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน (Revotron) ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์เจอร์ และเครื่องยนต์ดีเซลควอดราเจ็ท (Quadrajet) 1.3 ลิตร

   ลักษณะและโครงสร้างตัวถังของ ทาทา โบลต์ สื่อให้เห็นถึงการออกแบบที่ล้ำสมัยของ ทาทา มอเตอร์ส และยังเป็นการดีไซน์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดร่วมกันจาก 3 สำนักออกแบบของ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองปูเน่ ของอินเดีย ในเมืองโคเวนทรี ของอังกฤษ และในเมืองตูริน ของอิตาลี ดีไซน์ของโบลต์ให้ความรู้สึกถึงพลังและความปราดเปรียว ภาพรวมการออกแบบภายนอกยังให้ความรู้สึกว่าโบลต์เป็นรถแฮทช์แบ็คที่ดูใหญ่ขึ้น เค้าโครงของด้านหน้ายังแสดงให้เห็นถึงความนุ่มนวล ในขณะที่สปอยเลอร์หลังถูกออกแบบให้ช่วยลดแรงเสียดทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนกรอบไฟท้ายและกันชนท้ายยังมีรูปทรงที่โดดเด่นและช่วยให้โบลต์ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   ส่วนกระจังหน้าของโบลต์ เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของกระจังหน้ารถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ที่ดึงดูดสายตาผู้คน ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ด้านการออกแบบใหม่ให้กับแบรนด์ทาทา ชายล่างกันชนยังมีช่องดักลมขนาดใหญ่พร้อมกรอบไฟตัดหมอกที่เสริมบุคลิกสปอร์ตให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อทำให้ตัวถังดูกลมกลืน และยังให้ความรู้สึกที่พริ้วไหวแฝงด้วยพลัง

   เมื่อเข้าไปขับขี่ รถแฮทช์แบ็คดีเอ็นเอใหม่ของ ทาทา มอเตอร์ส คันนี้ ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าการออกแบบภายในมีความน่าสนใจมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โบลต์เป็นนิยามใหม่ของรถในเซ็กเม้นท์นี้ แผงหน้าปัดได้รับการออกแบบด้วยสีดำจากวัสดุคุณภาพเยี่ยม ขณะที่คอนโซลกลางซึ่งเป็นจุดรวมองค์ประกอบหลักของภายในตัวรถได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง พร้อมด้วยระบบปรับอากาศที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน

   โบลต์มาพร้อม พวงมาลัยทรงสปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ช่องลมแอร์ได้รับการออกแบบอย่างประณีต คอนโซลกลางได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยและวัยรุ่นมากขึ้น  และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางภายในห้องโดยสาร โบลต์ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของการออกแบบห้องโดยสารในรถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ให้โดดเด่นอย่างเหนือชั้น ทั้งในเรื่องของพื้นที่และความสะดวกสบาย โดยพื้นที่ช่วงไหล่ (Shoulder room) ของห้องโดยสารด้านหน้ากว้างขึ้น 36 มม. และด้านหลังกว้างขึ้น 41 มม. เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในเซ็กเม้นท์นี้

   นอกจากนี้ยังสามารถรองรับสื่อความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ ระบบเนวิเกเตอร์ที่เชื่อมต่อจากสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีบลูทูธอันทันสมัย ระบบจดจำเสียง (เจ้าของรถ) การผสมผสานการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน ระบบรับแจ้งเตือนและรับข้อความจากสมาร์ทโฟนและช่วยอ่านออกเสียงให้ผู้ขับขี่ฟัง ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงผ่านหน้าจอทัชสกรีน โบลต์จะทำให้ผู้ใช้รถสามารถผสานการใช้งานรถยนต์เพื่อชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัวมากที่สุดในการโดยสารท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังได้รับประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด  

   ทาทา โบลต์ มาพร้อมกับฟีเจอร์ Drivenext ที่ทำให้โบลต์เป็นรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในเซ็กเม้นท์นี้ ซึ่งมีทางเลือกให้ลูกค้าทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล โบลต์ยังเป็นรถแฮทช์แบ็ครุ่นแรกในเซ็กเม้นท์นี้ที่ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน เบนซินขนาด 1.2 ลิตร เทอร์โบ พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแบบ มัลติพอยท์ MPFI (Multi-Point Fuel Injection) ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาทีและแรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที เป็นสมรรถนะสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกันจากสำนักออกแบบเครื่องยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก ให้มีสมรรถนะสูงทั้งในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ แรงบิด และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หลังจากผ่านการทดสอบพัฒนาและวิจัยอย่างเข้มงวดมาถึงกว่า 300,000 ชั่วโมง

   ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ใช้เครื่องยนต์ควอดราเจ็ท (Quadrajet) ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 75 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ใน ทาทา โบลต์ ใช้มาตรฐานค่าไอเสีย ยูโร 4 ที่จะมีการบังคับใช้ในอนาคตนี้ด้วย 

   ผู้ขับขี่โบลต์ยังสามารถเลือกโหมดของการขับขี่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งโบลต์มี โหมดสปอร์ต Sport เพิ่มความปราดเปรียว ตอบสนองการเร่งได้ดีขึ้น ส่วนในโหมดอีโค Eco เครื่องยนต์จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเหมาะกับการขับท่องเที่ยวเดินทางไกล และโหมดซิตี้ City เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนด้วยค่ามาตรฐาน ปรับความสมดุลระหว่างสมรรถนะกับความประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานประจำวันหรือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น

 
 

NEW CARS INTER : Bentley Grand Convertible ที่สุดของความหรูหราในสไตล์เปิดประทุน

Wednesday, 07 January 2015 11:36

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ความเป็นที่สุดของนวัตกรรมยานยนต์สุดหรูจากประเทศอังกฤษได้ถูกถ่ายทอดผ่าน Bentley Grand Convertible รถยนต์เปิดประทุนที่น่าค้นหามากที่สุดจากเบนท์ลี่ย์ ความเป็นเอกลักษณ์ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านรูปลักษณ์ และแฟชั่นต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือชั้นเยี่ยมและให้ความใส่ใจต่อวัสดุต่างๆ ในทุก รายละเอียดเพื่อเพิ่มความหรูหราเหนือระดับ พร้อมด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพละกำลัง

   การออกแบบภายนอกเน้นสีตัวรถที่โดดเด่นคือสีพิเศษ Sequin Blue  รวมถึงโครงกระจกหน้าและฝากระโปรงแบบเหล็ก “liquid metal” สีเงิน ล้อได้รับการออกแบบให้ตัดกับสีน้ำเงินฟ้าของตัวรถอีกด้วย ซึ่งล้อที่โดดเด่นยังสะท้อนให้เห็นถึงพละกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดมหาศาลที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรงเครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 537 แรงม้า 530PS / 395 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 1,100       นิวตันเมตร ได้มาจากเครื่องยนต์เบนท์ลี่ย์ขนาด 6.0 ลิตร Twin turbo V8 ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้อยู่ในรุ่น Mulsanne รถยนต์ Flagship จากเบนท์ลี่ย์นั่นเอง

   ภายในห้องโดยสารของ Bentley Grand Convertible เต็มไปด้วยงานหัตถกรรมหรืองานฝีมือหรูหรามีระดับ หนังแท้และมีให้เลือกถึง 14 สีพร้อมลายเบาะแบบ diamond quilting โดยได้รับการปรับแต่งรูปทรงให้เหมาะสมและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทั้ง 4 คนในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี สีฟ้าสว่างถูกนำมาใช้เป็นขอบตกแต่งเพื่อแสดงให้เห็นถึงทักษะความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากเบนท์ลี่ย์ พร้อมด้วยรอยเย็บตะเข็บสี Sequin Blue ที่เย็บด้วยมืออีกด้วย

   Tonneau คือตัวอย่างของงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือของเบนท์ลี่ย์ เนื้อไม้ชั้นดีผืนใหญ่ที่นำมาใช้ตกแต่งให้เข้ากับ book-matched, mirror-finished และ dark-stained Burr Walnut ลายต่างๆ ได้รับออกแบบโดยใช้ช่างเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของโลกทำการออกแบบผสมผสานเพื่อความหรูหราและให้เข้ากับกรอบเหล็กได้อย่างลงตัวที่สุดอีกด้วย

   หลังจากจัดการแสดงโชว์ที่มหกรรมยานยนต์ Los Angeles Auto Show 2014 Grand Convertible จะย้ายไปโชว์ที่ Miami สำหรับงาน Art Basel  ซึ่งเป็นงานแสดงศิลปะแบบทันสมัยและร่วมสมัยระดับโลกที่มีชื่อเสียงต่อไป

 
 

NEW CARS INTER : BENTLEY FLYING SPUR V8 ซีดานสุดหรู สมรรถนะร้อนแรง!

Tuesday, 14 October 2014 09:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เบนท์ลี่ย์ เปิดตัว Flying Spur V8 รถซีดานสุดหรูอย่างเป็นทางการสู่สาธารณชนในงาน Moscow International Automobile Salon (MIAS)

   Flying Spur V8 ใหม่ล่าสุดมีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับ   รุ่น W12 ไม่ว่าจะเป็นการผสานความโฉบเฉี่ยว ความคล่องตัว ความหรูหรา และงานฝีมือ เข้าไว้กับเทคโนโลยีที่ ล้ำสมัยได้อย่างลงตัว และถือเป็นการเพิ่มจำนวนลูกค้ารายใหม่ๆ ของเบนท์ลีย์  อีกทั้ง ยังมั่นใจว่ารถรุ่นนี้จะทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสเข้าถึงความหรูหราผสานกับประสิทธิภาพที่เหนือชั้นได้อย่างลงตัว

   Flying Spur V8 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร Twin-turbo V8 สร้างพละกำลังมากถึง 507 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 660 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ในระยะเวลาเพียง 5.2 วินาทีและความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร / ชั่วโมง หากเติมน้ำมันเต็มถังจะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 800 กิโลเมตรเลยทีเดียว

   Flying Spur V8 ถูกจัดแสดงในงาน MIAS พร้อมกับ Continental GT V8 S รถยนต์ที่มีความคล่องตัวสูงจากเบนท์ลี่ย์ และรุ่น Flagship อย่าง Mulsanne ซึ่งเป็นตัวแทนของการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพและงานฝีมือที่หรูหราได้อย่างลงตัวจากเบนท์ลี่ย์

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET MALIBU เจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 21 April 2015 13:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉมรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ รุ่นปี 2016 ในงานนิวยอร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 มาลิบูใหม่มีความโดดเด่นทั้งสมรรถนะเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

   ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ออกแบบมาลิบูรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคัน ด้วยโครงสร้างใหม่ที่มีฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นปัจจุบันเกือบ 4 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและมีพื้นที่วางขามากขึ้น มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ส่วนโครงสร้างใหม่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ทำให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยม
   มาลิบูได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกรายละเอียดของตัวรถ เส้นสายแนวหลังคาในรถรุ่นนี้ลากยาวไปทางด้านหลัง เพื่อความหรูหรามากขึ้น ล้อถูกขยับขึ้นมาทางด้านหน้า ในขณะที่ส่วนหัวและท้ายรถสั้นลง และด้วยการออกแบบตัวถังด้านข้างอย่างลงตัว จึงยิ่งดูโดดเด่น และล้ำสมัย

   เชฟโรเลตจะเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลิบู รุ่นปี 2016 ออกสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ มีกำหนดออกจำหน่ายปลายปี 2015 นี้

   ทั้งนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด รถเนอกประสงค์ขนาดใหญ่เทรลเบรเซอร์ รถยนต์เอนกประสงค์เอสยูวีแคปติวา รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเชฟโรเลตครูซ และล่าสุดกับเชฟโรเลตโคโลราโด ไฮคันทรี รถกระบะพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมานั่นเอง

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 Targa 4 GTS รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและทรงพลังมากขึ้น

Monday, 19 January 2015 14:13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ค่ายปอร์เช่ เปิดตัว 911 Targa 4 GTS สู่สายตาสาธารณะชนอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์  North American In-ternational Auto Show 2015

   เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีให้กับ 911 Targa ปอร์เช่จึงได้นำเสนอเรื่องราวของ GTS ที่ทรงพลังและคล่องตัวสูงออกมาให้ยลโฉมกัน  ด้วยแนวคิด Targa ของ  911 Targa 4 GTS จะทำให้รถสามารถมอบความสุนทรีย์ในการขับขี่ และมีความปลอดภัยสูงจากระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ และบาร์ป้องกัน Rollover protection bar รวมถึงการขับขี่แบบเปิดประทุนที่ จะทำการพับเก็บโดยอัตโนมัติ และพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 430 แรงม้า (316 กิโลวัตต์) อีกทั้งยังติดตั้งแพ็คเกจ Sport Chrono, ตัวถัง PASM, ล้อขนาด 20 นิ้วและ ท่อไอเสียสปอร์ตมาเป็นระบบมาตรฐานให้กับรถด้วยเช่นกัน


   นอกเหนือจากการเสริมจุดเด่นของรถเพิ่มเติมแล้ว อัตราส่วนของน้ำหนักต่อขุมพละกำลังเครื่องยนต์ ที่มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 430 แรงม้า ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยเช่นกันจาก 3.9 กิโลกรัมเหลือเพียง 3.6 กิโลกรัมต่อแรงม้าหากเทียบกับรุ่น S แรงบิดสูงสุดอยู่เกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK มาด้วย อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4.3 วินาทีเท่านั้น แม้เครื่องยนต์จะสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์ได้เพิ่มขึ้น 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) แต่อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงกลับต่ำเพียงแค่ 9.2-10.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดของระบบส่งกำลังด้วยเช่นกัน

   ความเป็น Targa รุ่นใหม่ล่าสุดสามารถสังเกตได้ทันทีสำหรับรุ่น GTS เพราะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หากเทียบกับรุ่น 911 ขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นอื่นๆ ด้านหลังรถขยายใหญ่เพิ่มขึ้น 22 มิลลิเมตร และยางหลังกว้างกว่าถึง 10 มิลลิเมตร ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ตมาพร้อมกับ Auxiliary middle radiator และไฟหน้าไบซีนอลแบบ Smoked bi-xenon headlights มาพร้อมกับระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS)


 

   หากมองจากด้านข้างจะพบกับความโดดเด่นของ GTS ด้วยล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo S แบบ Silky Gloss Black เคลือบเงาสีดำมาพร้อมกับ Central Locks ที่โดดเด่น กระจกมองข้างแบบสปอร์ต และประดับโลโก้ “GTS” อยู่ด้านบนประตูด้วยเช่นกัน ส่วนโลโก้ “Targa” บน Rollover protection bar สีเงินได้รับการพ่นเคลือบเงาสีดำ และสีดำได้ถูกนำมาใช้ในการเน้นความดุดันทางด้านหลังเพิ่มเติม ทั้งแผ่นของช่องดักอากาศ โลโก้รุ่น และปลายท่อไอเสียของรถ

   สายพันธุ์ GTS ได้รับการขยายความเพิ่มเติมไว้ภายในห้องโดยสารของ 911 Targa 4 GTS แผงตรงกลางจะพบกับนาฬิกาจับเวลาของแพ็คเกจ Sport Chrono เบาะด้านหน้าออกมาในรูปแบบเบาะสปอร์ต Sport Plus Seats ปรับเปลี่ยนได้ 4 ทิศทาง พร้อมด้วยโลโก้ GTS สีดำบนที่พักศรีษะ เบาะลักษณะนี้จะช่วยทำให้สะดวกสบายและกระชับตัวมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเดินทาง ในระยะไกลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วัสดุภายในห้องโดยสารส่วนมากเป็นหนัง Alcantara สีดำ

   Targa เป็นสมาชิกของ 911 นับตั้งแต่ปี 1965 และยอดขาย 1 ใน 8 คันของตระกูล 911 นั่นคือ Targa ส่วนแบ่งตลาดรุ่นล่าสุดของ 911 สุดคลาสสิคที่มาพร้อมกับ Rollover protection bar คือ 13% ซึ่งจะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และด้วยการขยายรุ่นโดยเพิ่ม 911 Targa 4 GTS เข้าไปจึงทำให้ปอร์เช่เต็มไปด้วยความทันสมัยสุดคลาสสิค โดยการเพิ่มรุ่นและแพ็คเกจรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถได้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Cayenne S E-Hybrid เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ 2014

Tuesday, 07 October 2014 14:30

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่  เปิดตัว Cayenne S E-Hybrid  สู่สายตาสาธาณชนอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ปารีส มอเตอร์โชว์ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา  ซึ่งนับเป็นรถยนต์แบบ Plug-in Hybrid ระดับพรีเมี่ยมในตลาดรถสปอร์ตอเนกประสงค์ หรือ SUV คันแรกของโลก พร้อมออกมาตั้งค่ามาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถหรูในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่แสดงให้เห็นว่าปอร์เช่คือผู้นำในเรื่องของการผลิตรถ ไฮบริดแบบ Plug-in  หลังจากที่ปล่อยรุ่น Panamera S E-Hybrid  และ 918 Spyder  ออกมาให้ยลโฉมแล้วก่อนหน้านี้

   นอกเหนือจาก Cayenne S E-Hybrid ยังมี Cayenne รุ่นต่างๆ ออกมาให้ยลโฉมเช่นกัน นั่นคือ Cayenne S , Cayenne Turbo , Cayenne Diesel และ Cayenne S Diesel โดยต่างมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นพิเศษทั้งในเรื่องประสิทธิภาพของรถ ความประหยัด การรักษาเสถียรภาพของรถที่แม่นยำมากขึ้น รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว และอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

   เทคโนโลยีไฮบริดแบบ plug-in ที่นำมาใช้กับ Cayenne S E-Hybrid  ส่งผลให้รถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเพียง 3.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพียง 79 กรัมต่อกิโลเมตร นี่คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เกินพิกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ

   Cayenne S E-Hybrid  เผยโฉมเป็นทางการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานแถลงข่าวของปอร์เช่ที่ Hall 4 โดยทำการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ www.porsche.com/paris นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวรุ่นคาเยนน์รุ่นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นั่นคือ Cayenne Diesel , Cayenne S Diesel , Cayenne S และ Cayenne Turbo รุ่น Flagship สูงสุดของคาเยนน์


จุดด้านความประหยัดของรถปอร์เช่ ไฮบริดแบบ Plug-in
- Cayenne S E-Hybrid  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 ลิตร/100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่  20.8 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 79 กรัม/กิโลเมตร

-Panamera S E-Hybrid อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่  3.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25 กิโลเมตร/ลิตร) ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 16.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 71 กรัม/กิโลเมตร

- 918 Spyder  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่: 3.1-3.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25-33.33 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 12.7 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 72-70 กรัม/กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 918 Spyder ซูเปอร์คาร์พลังงานไฮบริด

Wednesday, 18 September 2013 16:55

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    งานมหกรรมยานยนต์ International Motor Show (IAA) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ค่ายปอร์เช่ ได้ทำการเปิดตัว 918 Spyder  ซูเปอร์คาร์ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดแบบ Plug-in ที่เข้ามาเปิดตำนานหน้าใหม่ของความล้ำสมัยให้กับวงการรถสปอร์ตได้อย่างเหนือความคาดหมาย

     918 Spyder ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูงควบคู่ไปกับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการติดตั้งเข้าไปจึงทำให้ปอร์เช่ 918 Spyder คันนี้กลายมาเป็นผู้นำของนวัตกรรมยานยนต์ได้เหมือนกับตอนที่ 911 ได้รับการเปิดตัวที่งาน IAA เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา 

      918 Spyder ยังถือเป็นการสืบสานความเป็นปอร์เช่ และสายพันธุ์ DNA ของปอร์เช่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปลักษณ์และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ไฮบริดมีประสิทธิภาพสูง (plug-in hybrid system) เป็นแบบ วี 8 ขนาด 4.6 ลิตร   ให้พละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 887 แรงม้า  ผสมผสานกับความเงียบที่ได้จากพลังงานไฟฟ้า  อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียงแค่ 2.8 วินาทีเท่านั้น มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่ารถบ้านเพียง 3.0 และ 3.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สิ่งเหล่านี้ได้มาจากแนวคิดในการพัฒนา 918 Spyder ที่เน้นการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปให้ทำงานควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด

 
 

More Articles...

Page 3 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )