Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : MG E-MOTION รถไฟฟ้าต้นแบบ เปิดตัวครั้งแรกในโลก

Sunday, 07 May 2017 15:39

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอสเอไอซี) เสริมความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์เอ็มจีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวรถไฟฟ้าต้นแบบ MG E-MOTION ที่ออกแบบสุดล้ำเกินจินตนาการ ในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17

   รถต้นแบบ เอ็มจี อี-โมชัน ผสมผสานทั้งนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเอสเอไอซี และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต ด้วยการให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ "เร้าอารมณ์" เอ็มจี รังสรรค์มิติตัวถังที่โฉบเฉี่ยวและสง่างาม โดยตำแหน่งด้านหลังเสาหลังคาหน้า หรือ "เอ-พิลลาร์" มีความลาดเอียงและปราดเปรียวสไตล์รถ "สปอร์ตแบ็ก" แบบ 2 ประตูสุดคลาสสิกที่สะท้อนดีเอ็นเอ 100 ปีของ เอ็มจี อย่างแท้จริง การออกแบบด้านหน้าที่โดดเด่นมาพร้อมไฟส่องสว่างแอลอีดีที่แสดงถึงงานออกแบบสุดคลาสสิกของเอ็มจีและได้แรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบของลอนดอนอาย

   เอ็มจี อี-โมชั่น มาพร้อม "แบล็ค เทคโนโลยี" ที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ พัฒนาบนโครงสร้างแพลทฟอร์มโมดูลาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเอสเอไอซี ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อชม. ภายในเวลาไม่ถึง 4 วินาที และมีระยะทางขับเคลื่อนไกลกว่า 500 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รถต้นแบบรุ่นนี้จึงเป็นรถสปอร์ตในอุดมคติสำหรับการขับขี่ที่เร้าใจและการใช้พลังงานทางเลือกปราศจากมลพิษ ขณะที่การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอัจฉริยะยังช่วยให้การเข้าสู่โลกออนไลน์ทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว 

 
 

NEW CARS INTER : ROLLS ROYCE Dawn Black Badge สุดยอดยนตรกรรมเปิดประทุนสุดหรู

Sunday, 02 July 2017 14:20

 

 

 

 

 

 

 

 

   โรลส์-รอยซ์ เปิดตัวยนตกรรมหรูรุ่นใหม่ล่าสุด Dawn Black Badge รถยนต์เปิดประทุนอันหรูหราไร้ที่ติหนึ่งเดียวในโลก ในงาน Goodwood Festival of Speed 2017

   โรลส์-รอยซ์ ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลกยนตกรรมระดับลักชัวรี่ไปอย่างสิ้นเชิง ในงานเจนีวา มอเตอร์ โชว์ 2016 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นสั่งผลิตพิเศษตระกูล Black Badge เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักขับรุ่นใหม่ผู้มีรสนิยมที่หรูหราเหนือระดับ ชื่นชอบความโฉบเฉี่ยวเร้าใจ และมีไลฟ์สไตล์ในแบบเฉพาะตัว

   งาน Goodwood Festival of Speed คือเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับ แบล็ก แบดจ์ ในการเปิดตัวยานยนต์รุ่นที่ 3 ที่จะสั่นสะเทือนโลกยานยนต์อีกครั้ง กับ Dawn Black Badge  รถยนต์เปิดประทุนอันหรูหราไร้ที่ติหนึ่งเดียวในโลก

   Dawn Black Badge  เกิดจากการประสานงานระหว่างแผนกการออกแบบและแผนกวิศวกรรมของโรลส์-รอยซ์ เพื่อการสร้างสรรค์ยนตกรรมรุ่นใหม่ที่หรูหราอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาของ เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ ที่ว่า “หากสิ่งนั้นไม่เคยมี จงออกแบบขึ้นใหม่” โดยเฉพาะนวัตกรรมการทำสีและตกแต่งพื้นผิวภายนอกให้เงางามระดับพรีเมียม ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมการบินของโรลส์-รอยซ์ ผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตอากาศยานอำพรางตัว (เครื่องบินแบบสเตลธ์) ในยุคปัจจุบัน

   พื้นผิวของตัวถังผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนตามมาตรฐานของโรลส์-รอยซ์ โดยใช้เส้นใยอลูมิเนียมแบบละเอียดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.014 เมตรเกรดเดียวกับอากาศยาน นำมาทออย่างประณีตผสานเข้ากับเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ หลังจากนั้นจึงเคลือบพื้นผิวด้วยแล็กเกอร์ถึง 6 ชั้นและปล่อยให้เซตตัว 72 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาชักเงาโดยช่างฝีมือเพื่อให้มีผิวแวววาวดุจกระจกในแบบฉบับของโรลส์-รอยซ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่งดงามสมบูรณ์แบบในเฉดสีดำสนิทที่สวยงามแบบล้ำลึก สอดคล้องกับนิยามแห่งสุนทรีภาพของนักขับสมัยใหม่อย่างลงตัว

   เสียงคำรามของระบบท่อไอเสียนี้ได้สร้างมิติแห่งเสียงรูปแบบใหม่สู่ความล้ำหน้าทางวิศวกรรมยานยนต์ เนื่องจากรถยนต์ แบล็ก แบดจ์ คือการผสมผสานการออกแบบและระบบวิศวกรรมแบบสั่งผลิตพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าความหรูหราเฉพาะตัว แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การขับขี่ระดับคุณภาพที่ไร้คู่แข่ง ด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกรจึงเลือกใช้เครื่องยนต์ v12 ทวินเทอร์โบ 6.6 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ขึ้นไปอีก 30 แรงม้า  สามารถเพิ่มพลังจาก 563 แรงม้าเป็น 593 แรงม้า  พร้อมเพิ่มแรงบิดอีก 20 นิวตันเมตรที่ 1,500 รอบต่อนาที ทำให้ ดอว์น แบล็ก แบดจ์ มีแรงบิดสูงสุดถึง 840 นิวตันเมตร  ความเร็วสูงสุดถูกล็อคไว้ที่ 250 กม./ชม และอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชมใช้เวลาเพียง  4.9  วินาที

   ในส่วนของระบบส่งกำลังและวาล์วได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด สามารถพุ่งทะยานได้อย่างฉับพลันโดยไม่ลดทอนความหรูหราของความเป็นรถเปิดประทุนระดับหรูของโลกลงแม้แต่น้อย รวมถึงการผสานการทำงานของกระปุกเกียร์ 8 สปีดรุ่น ZF เข้ากับแรคพวงมาลัย ให้สัมพันธ์กับระบบวาล์วและองศาการหมุนพวงมาลัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ได้รูปแบบการขับขี่ที่เพลิดเพลิน ทั้งในยามขับขี่ความเร็วต่ำและการออกตัวโลดแล่นไปด้วยความเร็วสูง อีกทั้งระบบกันสะเทือนและการติดตั้งอุปกรณ์รูปแบบใหม่ยังช่วยมอบสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างการขับขี่ที่แสนสบายและความรู้สึกของการผสานเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ แม้ในยามกำลังเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

ข้อมูลด้านเทคนิค
ขนาด    
ความยาว    5285mm / 17.34ft
ความกว้าง    1947mm / 6.39ft
ความสูง (ไม่รวมวัสดุตกแต่ง)    1502mm / 4.93ft
ฐานล้อ    3112mm / 10.21ft
วงเลี้ยว    12.7m / 41.7ft
ปริมาตรห้องสัมภาระ    244ltr - 295ltr / 8.6 ft³ - 10.4 ft³
    
น้ำหนัก    
น้ำหนัก (ไม่รวมวัสดุตกแต่ง)    2560kg / 5644lb    

เครื่องยนต์    
เครื่องยนต์ / ลูกสูบ / วาล์ว    V / 12 / 48
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง    Direct injection
กำลังเครื่องยนต์ต่อจำนวนรอบ    593bhp /442KW /@5250rpm
แรงบิดสูงสุดต่อจำนวนรอบ    840NM @1500 rpm
ประเภทเชื้อเพลิง    10:1 / Premium unleaded
    
สมรรถภาพเครื่องยนต์    
ความเร็วสูงสุด    250kmh / 155mph (governed)
อัตราเร่ง 0 - 100km/h    4.9sec
    
ประสิทธิภาพด้านพลังงาน    
ประเภทการขับขี่ Urban    22.9ltr / 100km / 12.3mpg (Imp.)
ประเภทการขับขี่ Extra urban    10.1ltr / 100km / 28.0mpg (Imp.)
การใช้เชื้อเพลิงรวม    14.7ltr / 100km / 19.2mpg (Imp.)
การปล่อยไอเสีย    337g/km

 
 

NEW CARS INTER : MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น

Sunday, 07 May 2017 15:52

 

 

 

 

 

 

 

   ในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17 นอกจากการเปิดตัว รถไฟฟ้าต้นแบบ MG E-MOTION ค่ายเอ็มจี ยังทำการเปิดตัว MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น รถเอสยูวีอัจฉริยะคันนี้ได้รังสรรค์มาสำหรับคนรุ่นใหม่  มอบให้เป็นทางเลือกแก่บรรดาแฟนๆ ของหงส์แดงและสาวกของเหล่าหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก   รวมไปถึงแฟนฟุตบอลที่ต้องการมองหารถยนต์ที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

   MG ZS เปิดตัวทำตลาดรุ่นมาตรฐาน ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตื่นตัวในประเทศจีน เนื่องจากได้ทำการพลิกโฉมการออกแบบด้วยมาตรฐานใหม่ของเอ็มจี รวมทั้งนวัตกรรมอันโดดเด่นของกลุ่มเอสเอไอซี เพื่อตอกย้ำว่ากลุ่มลูกค้าจะไม่มีวัน “เดินอย่างเดียวดาย” ทั้งนี้ MG ZS มาพร้อมกับซันรูฟขนาดใหญ่สุดในตลาดถึง 1.19 ตารางเมตร ซูเปอร์คอนโทรลพาเนลขนาด 8 นิ้ว ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะที่ทรงพลัง ทำให้จำนวนยอดขายโดยรวมนั้นมีมากกว่า 20,000 คัน และในเพียงสามวันสามารถทำยอดขายได้ไปกว่า 4,200 คัน และในเดือนเดียวกันยอดขายของ MG ZS, MG GS และ MG5 ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนยอดจำหน่ายในภาพรวมของกลุ่มเอสเอไอซี จนถึง ณ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากกว่า 51% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2559 ซึ่งนับได้ว่าเกินกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมรถยนต์

   สำหรับการเปิดตัว MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น  ลูกค้าในประเทศจีน ได้ให้ความสนใจ และตอบรับ MG ZS รุ่นมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่มีความโฉบเฉี่ยว สวยงามและทันสมัย ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานสามารถตอบโจทย์และเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยและความปลอดภัย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากยอดขายมากกว่า 4,000 คันในระยะเวลาอันสั้น เอ็มจี จึงเชื่อมั่นว่า MG ZS จะเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองสำหรับตลาดรถยนต์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้ที่เอ็มจีจะนำรถยนต์รุ่นนี้มาทำตลาดอย่างจริงจัง!!!

 
 

NEW CARS INTER : XC40 ใหม่ เสริมทัพรถเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมของวอลโว่ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของตลาดเอสยูวี ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

Friday, 22 September 2017 14:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ส ผู้ผลิตรถระดับพรีเมี่ยมได้เสริมทัพรถเอสยูวีด้วยการเปิดตัววอลโว่ XC40 ใหม่ รถเอสยูวีระดับ   พรีเมี่ยมขนาดเล็กวันนี้ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

   ในเวลาเดียวกันกับการเปิดตัว XC40 ใหม่ วอลโว่ คาร์ส ได้พลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ด้วยบริการที่เรียกว่า ‘Care by Volvo’ ซึ่งบริการนี้จะมาพร้อมกับวอลโว่ XC40 ใหม่ตั้งแต่การเปิดตัว โดยช่วยให้การเป็นเจ้าของรถ สะดวกง่ายดายไร้ความยุ่งยากเฉกเช่นเดียวกับการซื้อโทรศัพท์มือถือ

   Care by Volvo เป็นการให้บริการอย่างเข้าถึงยิ่งขึ้นผ่านระบบดิจิตัล เช่น การเติมน้ำมัน การทำความสะอาดรถ การรับรถเพื่อเข้ารับบริการ และการส่งสินค้าจากระบบอี-คอมเมิร์ซมายังรถ โดย XC40 ใหม่พร้อมเปิดให้บริการ Care by Volvo แล้ววันนี้ในหลายๆประเทศ

   ผู้ขับ XC40 ใหม่ยังจะได้เป็นลูกค้าวอลโว่กลุ่มแรกที่สามารถแบ่งปันรถกับเพื่อนและครอบครัวผ่านระบบ Volvo on Call ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีกุญแจดิจิตัลที่ล้ำสมัย ทั้งนี้ระบบ Car Sharing จะเป็นฟังก์ชั่นมาตรฐานสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Care by Volvo

   การมาถึงของ XC40 ใหม่ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำให้วอลโว่ คาร์ส มีรถประเภทเอสยูวีให้เลือกถึงสามรุ่นทั่วโลก ซึ่งรถประเภทรถเอสยูวีถือเป็นรถที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในตลาดยานยนต์ ช่วยปูทางด้านการเติบโตของยอดขายและการทำผลกำไร

   XC40 ใหม่เป็นรถยนต์วอลโว่ รุ่นแรกที่มีโครงสร้างตัวถังรถตามแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า Compact Modular Architecture (CMA) ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับรถรุ่นอื่นๆ ในตระกูล 40 รวมถึงรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้แพลตฟอร์มแบบ CMA เป็นผลงานทางวิศวกรรมที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Geely โดย CMA ช่วยทำให้บริษัทมีการจัดการด้านการผลิตที่ดีขึ้น

   ฮาคาน ซามูเอลสัน (Håkan Samuelsson) ประธานและซีอีโอบริษัท วอลโว่ คาร์ส กล่าวว่า “XC40 ใหม่นี้คือก้าวแรกของเราในเซ็กเม้นท์รถเอสยูวี ขนาดเล็ก เพื่อสร้างแบรนด์วอลโว่ ให้เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นและนำพาเรามุ่งไปสู่ทิศทางและโอกาสใหม่ในการทำตลาด วอลโว่ น้องใหม่นี้แสดงถึงความสดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์และความแตกต่างจากรถที่เราเคยมีอยู่ นี่คือสาเหตุที่เราเลือก เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เป็นที่เปิดตัว XC40 คันนี้ เพราะมิลานเป็นศูนย์กลางด้านแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบและไลฟ์สไตล์ของยุโรป

   ในด้านเทคโนโลยี XC40 ได้บูรณาการระบบความปลอดภัย การเชื่อมต่อ และความบันเทิง ที่ต่างได้เคยคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนจากรุ่นพี่ตระกูล 90 และ 60 ใหม่ลงมาในเซ็กเม้นท์เอสยูวีขนาดเล็ก และเช่นเดียวกับรถรุ่นพี่ วอลโว่ XC40 จะเน้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราคิดค้นขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลกำไรให้เกิดขึ้นกับแบรนด์

   XC40 เป็นหนึ่งในรถเอสยูวีพรีเมี่ยมขนาดเล็กที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครันและดีที่สุดในตลาด อาทิ ระบบช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) ระบบป้องกันการชน (City Safety) ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road protection and mitigation) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic alert) ที่มาพร้อมกับการช่วยเบรก และกล้องรอบทิศทาง 360 องศาที่ช่วยให้ผู้ขับนำรถเข้าจอดได้ทุกที่แม้จะคับแคบ

   XC40 ปฏิวัติการเก็บของในรถด้วยการออกแบบภายในใหม่ที่แยบยลและชาญฉลาดเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ใช้ประโยชน์ของพื้นทั้งในประตูและใต้ที่นั่ง และพิเศษกว่านั้น XC40 ยังมาพร้อมช่องเก็บโทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จแบบไร้สาย อีกทั้งยังมีตะขอที่พับเก็บได้สำหรับแขวนถุงใส่ของขนาดย่อม และถังขยะที่ถอดออกได้ตรงคอนโซลกลาง

   ในขณะนี้ XC40 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ คือ เครื่องยนต์ดีเซล D4 และเครื่องยนต์เบนซิน T5 4-สูบ Drive-E และในอนาคตจะมีเครื่องยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้ามาเป็นทางเลือกด้วย นอกจากนี้ XC40 จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 3-สูบใหม่ของวอลโว่

   XC40 ใหม่จะเริ่มการผลิตและประกอบ ขึ้นที่โรงงานของวอลโว่ คาร์ส ณ เมืองเก๊นท์ ประเทศเบลเยี่ยมในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถจอง XC40 ใหม่และสมัครแพ็คเกจ Care by Volvo ได้แล้ววันนี้

 
 

NEW CARS INTER : Porsche Panamera Sport Turismo เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show 2017

Monday, 13 March 2017 14:25

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ด้วยการเปิดตัวยนตกรรมสุดพิเศษ ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกถึง 3 รุ่น  ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอลังการของงานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ครั้งที่ 87 (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 19 มีนาคม 2560)

   หนึ่งในรถสปอร์ตคันใหม่เอี่ยมที่ปอร์เช่มีความภาคภูมิใจ อย่างยิ่งคือ รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตสมรรถนะสูง Panamera Sport Turismo  รถยนต์แกรนทัวริ่งสุดหรูจากปอร์เช่ ประตูท้ายกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมพื้นห้องเก็บสัมภาระขวางมากขึ้นให้ความสะดวกสบายในการขนย้าย  ภายในห้องโดยสารยังรองรับความอเนกประสงค์ด้วยพื้นที่ตอนหลังที่ได้รับการออกแบบใหม่ สำหรับผู้โดยสาร 4+1 ที่นั่งบนพื้นฐานรถสปอร์ต 4 ประตู ที่ผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายและตอบโจทย์ในการใช้งานประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงาน คือ Panamera Turbo S E-Hybrid โดดเด่นด้วยสมรรถนะเหนือระดับจากพละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) จากการทำงานของระบบขับเคลื่อน hybrid อัจฉริยะ เจเนอเรชั่นที่ 2 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ปอร์เช่วางตำแหน่งรถยนต์ plug-in hybrid ในฐานะเรือธงของรุ่น  โดย Panamera Turbo S E-Hybrid  รุ่นนี้ให้อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 34.4 กิโลเมตรต่อลิตร (2.9 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร)  อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า 16.2 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร   อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ 66 กรัมต่อกิโลเมตร

   สำหรับรถสปอร์ตคันที่ 3 ซึ่งได้รับการเผยโฉมในงานนี้คือ ยนตกรรมสมรรถนะสูงสายพันธุ์สนามแข่ง ที่ได้รับการสร้างสรรค์ให้เหมาะกับทั้งการในชีวิตประจำวันและ ในสนามแข่ง 911 GTS เป็นอีกหนึ่งดาวเด่นของปอร์เช่ที่ปรากฎตัวขึ้นในโอกาสสำคัญนี้เช่นเดียวกัน

 
 

NEW CARS INTER : TAMO RACEMO สปอร์ตคูเป้รุ่นแรกของ ทาทา มอเตอร์ส

Sunday, 26 March 2017 09:36

 

 

 

 

 

   ทาโม่ เรซโม่ ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในงาน เจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 87 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู รุ่นแรกของอินเดียที่ผสมผสานระบบดิจิตอล พร้อมมอบประสบการณ์การเชื่อมโยงระบบดิจิตอลกับรถยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   จากองค์ประกอบสำคัญด้านกลยุทธ์ในการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ๆ ทำให้ ทาทา มอเตอร์ส ออกมาแนะนำแบรนด์ “ทาโม่” ซึ่งจะเป็นแบรนด์ที่บ่มเพาะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เทคโนโลยีอันล้ำหน้า การสร้างต้นแบบทางธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อที่จะคิดค้นยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการปฏิบัติงานที่คล่องตัว การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว

   การปรากฏตัวของแบรนด์ ทาโม่ เป็นครั้งแรกของโลกในครั้งนี้ เปิดฉากด้วยการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์อย่าง “RACEMO” รถสปอร์ตคูเป้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมยานยนต์รุ่นแรกที่จะออกมาท้าทายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

   ทาโม่ เรซโม่ ได้รับการออกแบบเส้นสายบนตัวถังโดยการผสมผสานดีไซน์อันเร้าใจของรถอิตาลีกับแนวคิดในสไตล์อินเดียได้เข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นรถยนต์อินเดียรุ่นแรกของโลกที่พัฒนามาเป็น “Phygital Car” คือการผสมผสานระหว่างโลกรถยนต์กับโลกดิจิตอลเข้าไว้ด้วยกัน โดยสื่อถึงความกล้าลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ ความหลงใหลในการผจญภัย และการมีชีวิตอยู่กับโลกดิจิตอล ทำให้ ทาโม เรซโม่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกของอินเดียสำหรับผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยี และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีระบบเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาจากบริษัทพันธมิตรอย่างไมโครซอฟท์ ทำให้เรซโม่มีเทคโนโลยีการสื่อสารอันน่าตื่นตาตื่นใจอย่าง เทคโนโลยีระบบคลาวด์ (Cloud) เทคโนโลยีสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของรถ เทคโนโลยีด้านภูมิศาสตร์และแผนที่ และเพิ่มโปรแกรมการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับอุปกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น และ ทาโม เรซโม่ จะเป็นรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารในรถยนต์

   ทางด้าน นายกุนเทอร์ บุทเช็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส พูดถึงการเผยโฉม ทาโม่ เรซโม่ ว่า “เราเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง ทาโม่ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ รูปแบบใหม่ทางธุรกิจ และพันธมิตรใหม่ของเรา เรซโม่เป็นนวัตกรรมแรกจาก ทาโม่ และทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการก้าวกระโดดไปสู่อนาคตในรูปแบบที่คาดไม่ถึง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งรถเรซโม่จะเป็นเหมือนสนามทดสอบ สำหรับรถรุ่นต่างๆ ภายใต้แบรนด์ทาโม่ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของโลกการสื่อสารยุคใหม่ในอินเดียเลยทีเดียว โดยสไตล์และการออกแบบของเรซโม่จะมอบเทคโนโลยีและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ และเรซโม่จะเพิ่มเติมบุคลิกใหม่ให้กับลูกค้าของเรา และการมีเรซโม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกดิจิตอลของลูกค้า ก็จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกระตุ้นให้ผู้คนมีความสนใจในแบรนด์บริษัทแม่อย่าง ทาทา มอเตอร์ส มากขึ้นอีกด้วย”

   ทาโม่ เรซโม่ ได้รับการออกแบบมาจาก ศูนย์การออกแบบ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เป็นรถที่มีความลงตัวระหว่างสมรรถนะสูง กับความเหมาะสมในการใช้งานจริง ด้วยกำลังระดับ 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รีโวทรอน (Revotron) ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,198 ซีซี. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแพดเดิลชิฟท์บนพวงมาลัย สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาที่ต่ำกว่า 6 วินาที

   ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้นทั้ง 4 ล้อ ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่ด้านหน้า และขนาด 18 นิ้วที่ด้านหลัง พร้อมใช้ยางหน้ากว้างแบบเรซซิ่ง ขนาด 205/50 R17 ที่ล้อหน้า และ 235/45 R18 ที่ล้อหลัง ส่วนระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบ ABS และ EBD พวงมาลัยเป็นระบบไฟฟ้า และใช้ไฟหน้าเป็นแบบ Bi-LED

   ทาโม เรซโม่ ยังสามารถเชื่อมต่อฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรต้องนำรถเข้ารับการตรวจเช็คเมื่อไร สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆ ของตัวรถ เช่น อัตราสิ้นเปลือง เส้นทาง ระยะทางที่วิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลของรถ ฯลฯ ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยการใช้เทคโนโลยี Cloud-Based ของไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ที่สามารถสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จากตัวรถ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการออกแบบติดตั้งโดยไมโครซอฟท์ อัซซูเร่ ( Microsoft Azure) และเทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ ทาโม เรซโม

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CAMARO ยกระดับความแรง

Monday, 08 June 2015 10:05

 

 

 

 

 

 

 

 

  

   CHEVROLET CAMARO เจนเนอเรชั่นที่6 เผยโฉมแล้วที่เมืองดีทรอยท์ของสหรัฐอเมริกา มาพร้อมการยกระดับสมรรถนะ เทคโนโลยีและความประณีต รวมถึงการออกแบบ เพื่อคงความเป็นผู้นำของเซกเมนท์รถสปอร์ตที่ครอบครองมาตลอดระยะเวลา 5 ปี

   CAMARO ใหม่มอบประสบการณ์ขับขี่ที่รวดเร็วและเร้าใจยิ่งขึ้น ด้วยการใช้โครงสร้างน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานได้หลาก หลายกว่าเดิม ขุมพลังรุ่นใหม่เอี่ยมมีทั้งเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบให้พละกำลัง 275 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มีอัตรากินน้ำมันที่ 12.75 กม./ลิตร  อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ภายใน 6 วินาที , เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.6 ลิตรใหม่ แบบไดเรคอินเจคชั่น วาล์วแปรผันต่อเนื่อง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งระบบ Active Fuel Management (หยุดการทำงานของลูกสูบ) รีดพละกำลัง 335 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตรซึ่งถือเป็นเครื่อง V6 แบบไร้เทอร์โบที่แรงที่สุดในเซกเมนท์นี้ และรุ่น LT1 เครื่องยนต์ V8 6.2 ลิตร ให้พละกำลัง 455 แรงม้า แรงบิด 617 นิวตันเมตร ถือเป็น CAMARO SS ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาทุกเครื่องยนต์ ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

   CAMARO ใช้แพลทฟอร์มที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งกว่าเดิม ส่วนมิติตัวถังเล็กลงซึ่งทำให้รูปลักษณ์มีความปราดเปรียว โดยได้รับการพัฒนาในอุโมงค์ลม ยกระดับความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นและเพิ่มความประหยัดเชื้อเพลิง

   ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเซกเมนท์ รวมถึงฟังก์ชั่น Driver Mode Selector มาตรวัดที่ปรับแต่งได้และแสงไฟสร้างบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

   CAMARO รุ่นล่าสุดจะออกจำหน่ายภายในปีนี้ โดยมีรุ่นย่อย LT และ SS ซึ่งเชฟโรเลตไม่เพียงมุ่งพัฒนาคามาโรรุ่นใหม่ให้เป็นคามาโรที่ดีที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาเท่านั้น แต่ยังเป็นรถสมรรถนะสูงที่ดีที่สุดในตลาดเวลานี้

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 carrera 2015 ยกระดับสมรรถนะและความประหยัด

Sunday, 13 September 2015 14:38

 

 

 

 

 

 

   911 คือรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลกมาอย่างยาวนาน และในตอนนี้ 911 รุ่นใหม่ได้ออกมาให้ยลโฉมเพื่อยึดครองความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นใหม่จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Turbo Flat ที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำ ตัวถังมาพร้อมกับประสิทธิภาพ การผสมผสานสมรรถนะเครื่องยนต์กับความสะดวกสบายให้มีความสมดุลร่วมกัน และมาพร้อมระบบ Infotainment ใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งมากับรถอีกด้วย

   จุดเด่นของภายนอก 911 ใหม่สะท้อนออกมาอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ไฟหน้าที่มาพร้อมกับไฟ Daytime 4 ดวง (Four point daytime running lights) จนไปถึงที่จับประตูและฝากระโปรงหลังได้รับการออกแบบใหม่ตัดเข้ากับไฟท้ายแบบใหม่ล่าสุดได้อย่างลงตัว รวมถึงไฟเบรกแบบ 4 ดวง (Four point daytime brake lights) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ส่วนภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับระบบ Porsche Communication Management ฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ ระบบสัมผัสและง่ายต่อการใช้งาน

   การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมดพร้อมด้วยตัว Bi-turbo charging ส่งผลให้เพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น โดย 911Carrera มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 370 แรงม้า (272 กิโลวัตต์) จากเครื่องยนต์ที่ติดตั้งทางด้านหลัง ส่วนรุ่น 911 Carrera S มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงถึง 420 แรงม้า (309 กิโลวัตต์) โดยทั้ง 2 รุ่น เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) นอกจากนี้เครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่นมีขนาดความจุที่ 3.0 ลิตร พละกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่าของรุ่น 911 Carrera S ได้มาจากการพัฒนา Turbochargers, ระบบท่อไอเสียสปอร์ตและการจัดการเครื่องยนต์ให้สมดุลมากขึ้น

   เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดของปอร์เช่ได้เพิ่มศักยภาพของแรงบิดให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน (เพิ่มขึ้น 60 นิวตันเมตร) ทำให้มีแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตันเมตร และ 500 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ขณะต่ำสุด 1,700 รอบต่อนาทีถึง 5,000 รอบต่อนาทีสำหรับทั้ง 2 รุ่น ส่งผลให้รถมีประสิทธิภาพการขับขี่ที่เป็นเลิศ ในขณะเดียวกันเมื่อเครื่องยนต์ทำงานเข้าสู่ความเร็วสูงสุดที่ 7,500 รอบต่อนาที จะผลิตความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์เทอร์โบออกมาได้อย่างเหนือชั้น พร้อมด้วยเสียงที่ดังกระหึ่มอีกด้วย

   911 ใหม่ล่าสุดทุกรุ่นจะมาพร้อมกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เช่น เครื่องยนต์ของรุ่นใหม่จะประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นถึง 12% โดยอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงถึง 1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร  โดย 911 Carrera มาพร้อมกับระบบส่งกำลัง PDK มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 7.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (13.51 กิโลเมตร/ลิตร) เพียงเท่านั้น ลดลง 0.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ในขณะที่ 911 Carrera S พร้อมด้วย PDK จะมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 7.7 ลิตร/100 กิโลเมตร (12.99 กิโลเมตร/ลิตร) ลดลง 1 ลิตรต่อ 100 กิโลมตร

   911 Carrera Coupé พร้อมด้วยระบบเกียร์ Porsche Doppelkupplung (PDK) และแพ็คเกจ Sport Chrono Package จะมีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียงแค่ 4.2 วินาทีเท่านั้น ถือได้ว่าเร็วกว่าเดิมถึง 2 ใน 10 ของวินาทีเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม หากเป็นรุ่น 911 Carrera S พร้อมด้วย PDK และ Sport Chrono Package จะทำได้เพียง 3.9 วินาทีเท่านั้น (เร็วขึ้น 0.2 วินาที) ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ 911 ในตระกูล Carrera สามารถทำเวลาได้ต่ำกว่า 4 วินาทีอีกด้วย อีกทั้งความเร็วสูงสุดของทั้ง 2 รุ่นเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย 911 Carrera รุ่นใหม่นี้มีความเร็วสูงสุดที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่รุ่น 911 Carrera S ทำได้ที่ 308 กิโลเมตร/ชั่วโมง

   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ได้ที่ โทร. 02-522-6655 ต่อ 101-103 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.porsche.co.th

 
 

NEW CARS INTER : Porsche Panamera 4 E-Hybrid และ 911 GT3 Cup เปิดตัวครั้งแรกที่ปารีส

Wednesday, 12 October 2016 11:50

 

 

 

   Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของปอร์เช่ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในโอกาสสำคัญของการเปิดตัว Panamera 4 E-hybrid รุ่นใหม่ล่าสุดที่งานมหกรรมยานยนต์ “Mondial de l’Automobile” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ได้รับการออกแบบพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นยนตกรรมสปอร์ตซาลูนสมรรถนะสูง พร้อมด้วยความสะดวกสบายที่เหนือระดับ สำหรับอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกในงานเดียวกันนี้ คือ ทายาทผู้สืบทอดสายเลือดรถสนามพันธุ์แท้ ปอร์เช่ 911 GT3 Cup เจเนอเรชั่นล่าสุดของรถแข่งที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก รถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 2 คัน คือตัวแทนของยอดยนตกรรมเปี่ยมสมรรถนะจากปอร์เช่ พร้อมบุคลิกเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์อย่างชัดเจน รถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 Cup ให้พละกำลังสูงสุดถึง 485 แรงม้า (357 กิโลวัตต์) จากเครื่องยนต์ 6 สูบนอนขนาดความจุ 4.0 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้ หรือ direct petrol injection สำหรับปอร์เช่ Panamera 4 E-hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน V6 bi-turbo ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ร่วมกับระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุดถึง 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์)

   “ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ คือ ตัวแทนของวิวัฒนาการแห่งงานดีไซน์และเทคโนโลยีล้ำยุค ด้วยความเป็นยนตกรรมซาลูนสุดหรู ถึงกระนั้นรถคันนี้กลับสามารถสะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถสปอร์ต 911 รวมถึงถ่ายทอดสมรรถนะ การขับขี่อันสุดยอดเยี่ยมเฉกเช่นเดียวกับรถซุปเปอร์สปอร์ต 918 Spyder และ รถแข่ง 919 Hybrid ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ เครื่องยืนยันถึงความเป็นปอร์เช่สายพันธุ์แท้

   Panamera 4 E-Hybrid ก้าวล้ำไปอีกขั้น จากขีดความสามารถในการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเป็นระยะทางถึง 50 กิโลเมตร ผลลัพธ์จากการพัฒนาเซลล์แบตเตอรี่แบบ lithium-ion จนกระทั่งได้มาซึ่งความจุพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ปอร์เช่ Panamera 4 E-Hybrid สามารถเดินทางโดยการใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบของ New European Driving Cycle (NEDC) นับเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับรถรุ่นที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นยังให้อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัด อย่างน่าอัศจรรย์ในระดับ 40 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 2.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 15.9 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบรถยนต์ plug-in hybrid ของ NEDC เช่นเดียวกัน พร้อมค่าการปล่อยไอเสีย CO2 emissions เพียง 56 กรัม ต่อกิโลเมตรเท่านั้น และเพื่อเป็นการตอกย้ำให้เป็นที่ประจักษ์ถึงสมรรถนะการขับขี่ของPanamera 4 E-Hybrid ในฐานะของรถสปอร์ตซาลูนหรูสายพันธุ์แท้ ปอร์เช่จึงได้ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่สามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ถึง 278 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถ่ายทอดแรงบิดมหาศาลกว่า 700 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์ลงสู่พื้นถนนเพื่อสร้างอัตราเร่งอันรวดเร็วรุนแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ รถสปอร์ตเครื่องยนต์ hybrid 4 ประตูคันนี้สามารถทะยานออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.6 วินาทีเท่านั้น

   Panamera 4 E-Hybrid ใหม่ ยังได้ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่มีความก้าวหน้ายิ่งกว่ารถยนต์อื่นๆในระดับเดียวกัน – ด้วยหลักการทำงานที่มีพื้นฐานเดียวกับรถซุปเปอร์สปอร์ต 918 Spyder พละกำลังกว่า 100 กิโลวัตต์ (136 แรงม้า) พร้อมแรงบิดถึง 400 นิวตันเมตร จากชุดมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในพานาเมร่า จะแสดงศักยภาพในทันทีที่เท้าของผู้ขับขี่สัมผัสคันเร่ง นั่นหมายความว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เสริมพละกำลังอย่างทันทีทันใดอยู่ตลอดเวลา และด้วยการประสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน V6 bi-turbo ขนาดความจุ 2.9 ลิตร รุ่นใหม่ ที่ให้พละกำลังถึง 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) แรงบิด 450 นิวตันเมตร ย่อมไม่ใช่เรื่องยากในการสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นจากข้อได้เปรียบของการทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์

ปอร์เช่ 911 GT3 Cup รถแข่งที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก
   รถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 Cup ใหม่ ก่อกำเนิดขึ้นจากการทุ่มเทพัฒนาโดยแผนก Porsche motorsport มุ่งเน้นให้เป็นรถแข่ง GT ที่พร้อมสำหรับการเข้าร่วมประลองความเร็วบนสนามแข่งขันทั่วทุกมุมโลก ด้วยน้ำหนักตัวรถรวมเพียง 1200 กิโลกรัม ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอนขนาดความจุ 4.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดถึง 485 แรงม้า (357 กิโลวัตต์) เสริมด้วยระบบแปรผันการทำงานของเพลาลูกเบี้ยวทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย หรือ variable inlet and outlet camshaft control ปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ส่งผลให้ทำเวลาในสนามได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

   รถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 Cup จำนวน 3,031 คัน ได้รับการผลิตขึ้นในหลากหลายรุ่นตัวถัง นับตั้งแต่รุ่น 996, 997 และ 991 โดยเริ่มจากปี 1998 เป็นต้นมา จึงไม่น่าแปลกใจที่รถแข่งสมรรถนะสูงจากสตุ๊ทการ์ทคันนี้จะได้รับความไว้วางใจและนิยมนำไปลงแข่งในสนามความเร็วทั่วโลก จนกระทั่งกลายเป็นรถแข่ง GT ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด
 

 

  

 
 

NEW CARS INTER : BENTLEY Continental GT Speed รุ่นพิเศษ BREITLING JET TEAM

Sunday, 13 September 2015 15:06

 

 

 

 

 

 

   เบนท์ลี่ย์ยกระดับความหรูหราควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เหนือชั้นด้วยการเปิดตัว Continental GT Speed รุ่น Brietling Jet Team Series ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 7 คันเท่านั้น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินเจ็ท Breitling

   Breitling Jet Team จะจัดแสดงในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา ในรูปแบบทัวร์ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปรับโฉมใหม่เพื่อความแม่นยำ รวดเร็ว โดยนำ Continental GT Speed ไปร่วมจัดแสดงเพื่อให้เห็นรูปลักษณ์ที่แตกต่างและความรวดเร็วที่เหนือใคร

   สีภายนอกได้รับการพ่นสีแบบสี ทูโทน นั่นคือสี Hallmark และสี Onyx พร้อมด้วยสีพิเศษเฉพาะของ Brietling นั่นคือสีเหลือง Pantone of Breitling สะท้อนให้เห็นถึงรูปลักษณ์ของเครื่องบิน L-39 Albatros Jets อย่างเต็มพิกัด และสีที่เป็นเอกลักษณ์นี้ยังได้ถูกนำมาใช้กับภายในห้องโดยสารด้วยเช่นกัน โดยเบาะนั่งเป็นสี Brietling Yellow เพิ่มความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

   ด้วยการทำให้เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร รถแต่ละคันจะมีความพิเศษตามเครื่องบิน Breitling Jets ทั้ง 7 ลำที่แตกต่างกัน คอนโซลด้านหน้าทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แสดงผลผ่านหน้าปัด 7 วงที่ได้รับการออกแบบตามแผงหน้าปัดในเครื่องบินโดยมีพื้นหลังสี Breitling Yellow เพื่อเพิ่มความโดดเด่น

   ชุดแต่ง Mulliner ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับสีเหลือง Breitling ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้รับการออกแบบโลโก้และกราฟฟิคต่างๆ ลงบนที่พักศรีษะ เพื่อเป็นการเน้นให้เห็นถึงลำดับของรถที่ผลิตในแต่ละคัน ตามแบบฉบับของเครื่องบินเจ็ท

   สำหรับทีม Breitling Jet Team ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการโดยบริษัท Breitling บริษัทนาฬิกาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ คือทีมงานมืออาชีพสำหรับการจัดแสดง Jet โชว์ โดยประกอบไปด้วยเครื่องบินเจ็ท แบบ L-39 C ทั้งหมด 7 ลำ ซึ่งแต่ละลำมีความเร็วสูงสุดถึง 565 ไมล์ต่อชั่วโมง

 
 

Page 5 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )