Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : Porsche Macan Turbo เพิ่มสมรรถนะด้วย Performance Package

Sunday, 18 September 2016 15:36

 

 

 

 

 

 

 

   Porsche Macan รถสปอร์ต compact SUV ที่ได้สร้างบรรทัดฐานของประสิทธิภาพการบังคับควบคุมนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และถึงเวลาอีกครั้งที่ปอร์เช่จะทำการเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้ล้ำหน้าเหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ด้วยการติดตั้งชุดแต่ง Performance Package ให้แก่ Macan Turbo ซึ่งเป็นเรือธงของรุ่น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่ปราดเปรียวพร้อมภาพลักษณ์ที่ให้อารมณ์ของความแข็งแกร่งเฉียบคมยิ่งขึ้น

   ชุด Performance Package สามารถเพิ่มพละกำลังจากเครื่องยนต์ขนาดความจุ 3.6 ลิตร V6 ทวินเทอร์โบ ได้สูงสุดถึง 440 แรงม้ามากกว่า Macan Turbo รุ่นปกติถึง 40 แรงม้า ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้รถยนต์คันนี้กลายเป็น Macan ที่แรงที่สุดในรุ่นไปในทันที ด้วยอัตราเร่งจากจุดสตาร์ทไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำเวลาเพียง 4.4 วินาที (เร็วขึ้น 0.4 วินาทีจากรุ่นปกติ) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 272 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เพิ่มขึ้น 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากรุ่นปกติ) แรงบิดสูงสุดกว่า 600 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตรจากรุ่นปกติ) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถทำแรงบิดมหาศาลได้อย่างต่อเนื่องตลอดรอบการทำงานของเครื่องยนต์ระหว่าง 1,500 ถึง 4,500 รอบต่อนาที พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นด้วยการทำงานของ Sport Plus mode ให้อัตราเร่งจากความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปยัง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลา 2.9 วินาทีเท่านั้น (เร็วขึ้น 0.2 วินาที) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยางรถยนต์ที่ติดตั้ง สำหรับอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ Macan ที่เร็วที่สุดในรุ่นคันนี้อยู่ระหว่าง 10.3-10.6 กิโลเมตรต่อลิตร ตามมาตรฐาน NEDC

   ไม่เพียงแค่พละกำลังจากเครื่องยนต์เท่านั้น Macan Turbo  ที่ติดตั้งชุดแต่ง Performance Package ยังมาพร้อมระบบเบรกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ความสูงของช่วงล่างที่ปรับลดระดับลง ระบบควบคุม การทำงานของตัวถังที่ให้สมรรถนะของความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น รวมทั้งชุดแต่ง Sport Chrono Package และระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยขนาดของจานเบรกคู่หน้าเส้นผ่านศูนย์กลาง 390 มิลลิเมตร – มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า Macan Turbo รุ่นปกติที่ไม่ได้ติดตั้งชุดแต่ง Performance Package ถึง 30 มิลลิเมตร ประกบด้วยคาลิปเปอร์เบรกแบบ 6 ลูกสูบสีแดง ให้ความดุดันน่าเกรงขาม เสริมการทำงานของช่วงล่างให้มีเสถียรภาพสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ด้วยระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) สามารถสั่งการทำงานด้วยสวิทช์ควบคุม โดยระบบดังกล่าวได้รับการปรับจูนเพื่อการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุดต่อทุกลักษณะเส้นทางที่ต้องเผชิญ ลดระดับความสูงของช่วงล่างลงถึง 15 มิลลิเมตร จากการทำงานโดยอัตโนมัติของระบบ Air suspension พร้อมฟังก์ชั่น self-levelling นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อลดระดับความสูงของช่วงล่างลงได้อีก 10 มิลลิเมตร

   นอกจากนี้ยังสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตที่ไม่เหมือนใครได้ อาทิ ชุดแต่งตัวถังภายนอก Turbo Exterior Pack-age โดยอุปกรณ์พิเศษในชุดแต่งดังกล่าวประกอบไปด้วย ล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้วลาย 911 Turbo เพ้นท์สีดำเงา high-gloss black โดดเด่น และโคมไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบ PDLS Plus รวมทั้งชิ้นงานตกแต่งสีดำอีกมากมาย หรือจะเป็น ชุดแต่งภายในห้องโดยสาร Turbo Interior Package ให้อารมณ์สปอร์ตสุดขั้วด้วยงานตกแต่งหนังแท้ lavish Alcantara สีดำ แตกต่างด้วยชิ้นงานประดับภายในห้องโดยสารหลายตำแหน่ง กาบประตูรถพร้อมสัญลักษณ์ประจำรุ่นเรืองแสงสีขาว ผลิตจากวัสดุคาร์บอนแท้คุณภาพสูง

 
 

NEW CARS INTER : Pagani Huayra BC ซูเปอร์คาร์สไตล์คลาสสิค

Monday, 29 August 2016 10:32

 

 

 

 

 

 

 

   คำว่า บีซี ย่อมาจาก เบนนี่ ไคโอล่า (Benny Caiola) ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งให้แก่ โฮราชิโอ ปากานี (Horacio Pagani) เป็นเวลาหลายปี โดยเบนนี่ ประทับใจในความหลงใหลในเทคโนโลยีของรถยนต์ที่โฮราชิโอออกแบบตั้งแต่ช่วงแรก และเป็นลูกค้าคนแรกของ ปากานี ออโต้โมบิล

   ฮูไอร่า บีซีคือรถคูเป้ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าสูงสุด นวัตกรรมที่นำมาใช้ได้นำมาใช้ในรถปากานีทุกคันในอนาคต  ไม่เพียงเป็นเพียงการปรับโฉมของฮูไอร่า แต่คือการปรับใช้นวัตกรรมใหม่ทั้งหมดในทุกส่วนของเครื่องยนต์ สร้างบุคลิกที่แตกต่างจากฮูไอร่าคูเป้อย่างสิ้นเชิง

   ปากานี ฮูไอร่า บีซี สร้างขึ้นโดยจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นรถที่ใช้ได้ในท้องถนน และให้ความเร้าใจ และยังยิ่งขับสนุกในสนาม โดยมีระบบ track focused เหมือนกับรุ่นตำนาน อาทิ ปากานี ซอนดา อาร์ (Pagani Zonda R) และซอนดา ซิงค์ (Zonda Cinque)

   ในหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอทิศทางใหม่ของซูเปอร์คาร์ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนไฮบริด การผสานกันของการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และเครื่องยนต์ไฟฟ้า แต่หลังจากที่ปากานีได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่เดินตามทิศทางของซูเปอร์คาร์อื่นๆ และเลือกที่จะโฟกัสความพยายามไปที่การสร้างนวัตกรรมอื่นๆ อาทิ การสร้างรถไฮเปอร์คาร์ที่มีคุณสมบัติ Holmologated และเบาที่สุดในโลก หรือ การสร้างโครงสร้างและระบบ Suspension ที่พัฒนามาจากมอเตอร์สปอร์ต เพื่อมอบรถที่มีความไดนามิค ปลอดภัย เร็วและขับสนุก และยังคงมีความสะดวกสบายในแบบฉบับของปากานี หรือ การสร้าง Automated Manual Transmission ขึ้นใหม่ มุ่งเน้นโดยเฉพาะเจาะจงที่สมรรถนะ และความสะดวกสบาย สูงสุด

 

   ฮูไอร่า บีซี ให้พละกำลังโดยเครื่องยนต์ V12 Bi-Turbo พัฒนาโดย Mercedes AMG ให้ความแรง 750 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบากว่าที่ใช้ในฮูไอร่าคูเป้ และมีการออกแบบด้านเสียงและการใช้วัสดุไทเทเนียม ทำให้เสียงของเครื่องยนต์พร้อมด้วย sports exhaust system ยิ่งเพิ่มความเข้มข้น สร้างความตื่นเต้นและมอบประสบการณ์ขับเหนือระดับในสนามแข่ง

 

   ฮูไอร่า บีซีใช้ 7-speed AMT (Automated Manual Transmission) พัฒนาขึ้นใหม่เอี่ยม สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนวัตกรรมการขับเคลื่อน กระปุกเกียร์ได้รับการพัฒนาและผลิตโดย Xtrac ประกอบด้วย electro-hydraulic actuation system และ carbon fibre synchronizers ที่สร้างขึ้นใหม่และออกแบบเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ที่สุดยอด!

 
 

NEW CARS INTER : Nissan GT-R NISMO ปี 2017

Sunday, 29 May 2016 17:34

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์  (ประเทศไทย)  จำกัด  เปิดเผยว่า ทาง นิสสัน มอเตอร์ สปอร์ต หรือ NISMO  ได้เปิดตัว Nissan GT-R NISMO ใหม่ เวอร์ชันปี 2017 เป็นครั้งแรกที่สนามเนือร์บูร์ก-ริง ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามที่มีชื่อเสียง และได้ชื่อว่าเป็นสนามที่มีระยะทางต่อรอบยาวที่สุด และยังท้าทายที่สุดในโลก  อีกทั้งยังเป็นสนามแข่งที่นิสสัน ใช้ในการทดสอบ ปรับแต่ง และพัฒนา GT-R ให้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

   เช่นเดียวกันกับรุ่นปกติ Nissan GT-R NISMO ใหม่ เวอร์ชันปี 2017 นั้น ได้รับการปรับแต่งรายละเอียดทั้งภายใน ภายนอก โดยรูปลักษณ์ภายนอก ส่วนหน้าของ GT-R NISMO ได้รับการปรับให้โฉมเฉี่ยวขึ้น โดยมี ไฮไลท์อยู่ที่กันชนและกระจังหน้าใหม่แบบ V-Motion ที่เป็นโครเมียมรมดำ ซึ่งถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรับและระบายอากาศได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมในเชิงอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ และยังช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ สำหรับฝากระโปรง ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้มีความแข็งแกร่งขึ้นนั้น สร้างความมั่นใจในการขับขี่ในย่านความเร็วสูง โดยจะไม่เกิดการบิดตัวหรือเสียรูป และทำให้ตัวรถคงลื่นไหลไปตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้ในทุกระดับความเร็ว

   Nissan GT-R NISMO ใหม่ ดีไซน์ กันชน และ สเกิร์ตหน้า ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ อย่างพิถีพิถันและมีความละเอียด โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่า TAKUMI ซึ่งชั้นของเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ จะถูกวางทับและเหลื่อมซ้อนกันอย่างระมัดระวังและลงตัว เพื่อให้มาซึ่งความแข็งแกร่งมากที่สุด โดยการเสริมด้วยชุดแต่งรอบคันของ NISMO ทั้งหมดนี้  จะเพิ่มการไหลของกระแสอากาศรอบคัน พร้อมเพิ่มแรงกด (Downforce) และ ปรับปรุงการไหลของอากาศที่ซุ้มล้อ ทำให้รถมีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยในภาพรวมนั้น รูปทรงของรถที่ได้ถูกปรับปรุงนี้ สามารถสร้างแรงกดได้มากกว่ารถยนต์ในสายการผลิตรุ่นอื่นๆ ของ Nissan เท่าที่เคยมีมา ทำให้การทรงตัวดีขึ้นในช่วงความความเร็วสูง

   ด้านรูปลักษณ์ภายใน ห้องโดยสารของ GT-R NISMO ใหม่ยังคงได้รับการปรับปรุงตามแบบที่รุ่นปกติของ GT-R เวอร์ชันปี 2017 ด้วยสัมผัสและความสะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แผงหน้าปัด พวงมาลัย และพนักวางแขนตรงกลาง  ได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยการใช้วัสดุชั้นดีคุณภาพสูงอย่างหนัง Alcantara  สำหรับการจัดวางรายละเอียดต่างๆ บนแผงคอนโซลกลาง ได้รับการปรับปรุงใหม่ที่เน้นความเรียบง่าย ด้วยการรวมระบบนำทางและระบบเครื่องเสียง (ลดจำนวนของปุ่มและสวิทช์จากเดิม 27 เหลือเพียงแค่ 11 ปุ่มเท่านั้น) และหน้าจอแบบทัชสกรีนขนาดใหญ่ 8 นิ้ว แสดงผล Icon ของระบบต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ง่ายต่อการมองเห็นและใช้งาน สำหรับปุ่มควบคุมในระบบ Display Command ที่อยู่บนแผงคอนโซลกลางผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยให้การใช้งานทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องละมือมาสัมผัสที่หน้าจอซึ่งสะดวกในกรณีที่กำลังขับรถด้วยความเร็วสูง  นอกจากนี้ในรุ่น NISMO ความโดดเด่นจะอยู่ที่เบาะนั่งแบบบัคเก็ตซีต ของ Recaro ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิเศษเพื่อรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มีการเสริมความสวยงามด้วยหนัง Alcantara สีแดงในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ NISMO

   ในด้านสมรรถนะนั้นถือว่าเยี่ยมยอด โดย GT-R NISMO ใหม่ มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4  ล้อ ที่ได้รับการพัฒนาให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนสำคัญมาจากโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่ง (Reinforced Body) ทำให้ทีมวิศวกรสามารถเลือกใช้โช้กอัพ สปริง และเหล็กกันโคลงสำหรับ GT-R NISMO เพื่อเพิ่มแรงกดได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการควบคุมรถที่ดีเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถเห็นได้จากการขับแบบสลา-ลอม และการเข้าโค้ง

   นอกจากนี้ ระบบโช้กอัพแบบปรับระดับได้ของ Bilstein รุ่น DampTronic ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการปรับระดับความหนืดของโช้กอัพให้สอดคล้องกับการขับขี่หลากหลายแบบ ที่ถูกนำมาใช้กับ GT-R นั้น ยังคงมีอยู่ในเวอร์ชัน NISMO แต่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษเพื่อให้รองรับกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ ให้สามารถถ่ายทอดลงสู่พื้นถนนได้อย่างเต็มที่

   ขุมพลังของ GT-R NISMO ยังคงใช้เครื่องยนต์ VR38DETT แบบ วี 6 24 วาล์ว ขนาด 3.8 ลิตร เทอร์โบคู่    ที่ให้กำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ คลัตช์คู่ 6 จังหวะ ปรับแต่งในรายละเอียดแบบเดียวกับการแข่งขันของ GT3 ถือเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาที่ NISMO ได้สั่งสมจากประสบการณ์ของเวทีมอเตอร์สปอร์ตที่ผ่านมา แต่ละบล็อกจะได้รับการประกอบด้วยมือตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นภายในห้องพิเศษที่ใช้ประกอบเครื่องยนต์ระดับสูง จากช่างฝีมือระดับสูงสุดของนิสสัน (ที่เรียกว่า TAKUMI) ซึ่งที่ด้านหน้าเครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะมีป้ายอะลูมิเนียมแสดงชื่อ TAKUMI ผู้ที่ประกอบเครื่องยนต์นี้อีกด้วย

   ด้วยสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น GT-R NISMO ใหม่  ยังได้รับการยกระดับในด้านอื่นๆให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถขับขี่ หรือตอบสนองบนเส้นทางที่คดเคี้ยวได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงการขับในสนามแข่ง ซึ่ง นายฮิโรชิ ทามูระ   หัวหน้าทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของโครงการพัฒนา GT-R NISMO และ GT-R  กล่าวว่า “GT-R NISMO ได้เน้นย้ำความเป็นตัว ‘R’ ที่สื่อถึงการแข่งขัน (Racing) โดยตัวรถสามารถตอบสนองได้ทุกสนามแข่ง สร้างความตื่นเต้นและความเร้าใจในระดับสูงสุดให้กับผู้ขับ ทำให้ GT-R เวอร์ชัน NISMO รุ่นปี 2017 กลายเป็นรถสปอร์ตที่มีสมดุลที่ดีขึ้น ไม่เพียงแค่ด้านสมรรถนะของรถเท่านั้น แต่ยังให้สัมผัสในทุกๆ ด้านด้วยระดับสูงสุด และนี่คือผลสำเร็จที่ตอบแทนความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของเราที่จะส่งผ่านความพึงพอใจในระดับสูงสุด ของประสบการณ์ให้แก่ผู้ขับขี่”

   GT-R NISMO รุ่นปี 2017  มีจำหน่ายด้วยกัน 5 สี โดยได้รับการประกอบที่โรงงานนิสสันใน เมืองโตชิกิ ประเทศญี่ปุ่น ส่วนเครื่องยนต์  นั้นประกอบด้วยมือของยอดฝีมือช่าง ทาคูมิ จากโรงงานนิสสัน ที่ เมือง โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น

   สำหรับ NISMO เป็นชื่อย่อของ Nissan Motorsports ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งตลอดระยะเวลา 32 ปีที่ผ่านมา นิสสันได้ใช้แบรนด์ นิสโม ในการทำกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเยี่ยม เช่น การกวาดชัยชนะถึง 9 รายการในการแข่งขันระดับโลกเมื่อปี 2558 รวมถึงการแข่งขันรายการซุปเปอร์จีที ที่นิสสันสามารถคว้าแชมป์ทั้งรุ่น GT500 และ GT300 นิสโมมีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ของนิสสันให้แข็งแกร่ง ในฐานะแบรนด์ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่ตื่นเต้น เร้าใจ โดยหน้าที่หลักของนิสโมคือ พัฒนาเทคโนโลยีและสมรรถนะสำหรับกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต และพัฒนา Road Cars หรือรถยนต์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยการนำประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาใช้ในการพัฒนาสมรรถนะรถของนิสสันมีความเหนือชั้นขึ้นไปอีก ทั้งด้านการดีไซน์ การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ การควบคุมรถ และสมรรถนะ

 
 

NEW CARS INTER : แอสตัน มาร์ติน เปิดตัว Vanquish Zagato รุ่นลิมิเต็ด

Thursday, 30 June 2016 12:16

 

 

 

 

 

 

   Aston Martin เดินหน้าผลิตยานยนต์ Vanquish Zagato Coupe รุ่นลิมิเต็ด อันเป็นผลงานการสร้างสรรค์ล่าสุดภายใต้ความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานกับ Zagato ผู้นำด้านการออกแบบสัญชาติอิตาลี

   ยานยนต์ต้นแบบ Vanquish Zagato ได้รับการเปิดตัวภายในงาน Concorso d'Eleganza Villa d'Este บริเวณริมทะเลสาบโกโม ประเทศอิตาลี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 แม้จะได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากผู้ชื่นชอบยนตรกรรมสุดหรู แต่ยานยนต์รุ่นพิเศษนี้จะได้รับการผลิตเพียง 99 คันเท่านั้น และเป็นการผลิตตามสั่งภายในโรงงานผลิตของ Aston Martin ณ เมืองเกย์ดอน ประเทศอังกฤษ

   Vanquish Zagato เป็นยนตรกรรมลำดับที่ 5 ภายใต้ความร่วมมือที่สืบเนื่องยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ด้วยการผสานรวมจุดเด่นด้านความปราดเปรียวในการขับขี่แบบไดนามิกและคุณภาพชั้นเลิศของวัสดุที่ใช้ในการผลิตยานยนต์ของ Aston Martin เข้ากับรูปแบบการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์อิตาลีของ Zagato นอกจากจะเป็นยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตที่สุดแสนเร้าใจ Vanquish Zagato ยังมาพร้อมความหรูหราและความประณีตขั้นสูงสุดตามแบบฉบับของ Aston Martin ด้วย

   Aston Martin เป็นพันธมิตรร่วมกับ Zagato ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยพลังภายใต้สุนทรียะตั้งแต่รุ่น DB4 GT Zagato ในปี 1960 (มูลค่าปัจจุบันมากกว่า 10 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 517 ล้านบาท) รวมถึงรุ่น V8 Vantage Zagato ที่ได้รับการเปิดตัวในปี 1986, DB7 Vantage Zagato ในปี 2002 และ V12 Vantage Zagato ในปี 2011

   Vanquish Zagato ถือเป็นยนตรกรรม GT อีกรุ่นที่สั่งสมประสบการณ์ร่วมกันมาเป็นระยะเวลาหลายปีในการหลอมรวมขีดความสามารถและความพิถีพิถันอันเหนือชั้นของ Aston Martin เข้ากับดีไซน์อันโดดเด่นเฉพาะตัวในทุกรายละเอียดของ Zagato ก่อกำเนิดเป็นยานยนต์สไตล์สปอร์ตที่ทั้งหรูหราและสง่างาม Aston Martin ได้อัปเกรดเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตรขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มกำลังส่งออกให้ได้ถึง 600PS ทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.5 วินาที และเมื่อผสานรวมสมรรถนะดังกล่าวเข้ากับระบบกันสะเทือนที่ ได้รับการปรับตั้งเป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้ Vanquish Zagato ให้ประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร

   สำหรับรูปแบบการผลิต Vanquish Zagato รุ่นจำหน่ายไม่ได้แตกต่างไปจากรถต้นแบบที่จัดแสดงในงาน Villa d'Este โดยจะยังคงรูปลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของ Aston Martin อย่างแท้จริง ตัวถังทั้งหมดของยานยนต์รุ่นนี้ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และลดจำนวนการแยกชิ้นส่วนของตัวรถด้วยการขึ้นรูปชิ้นส่วนขนาดใหญ่ให้กลมกลืนเป็นชิ้นเดียว

   นอกจากนี้ยังออกแบบไฟท้ายใหม่ให้มีตัวสะท้อนแสงทรงกลมรูปแบบคลาสสิกตามสไตล์ของ Zagato เป็นการออกแบบที่ใช้เทคโนโลยีไฟ LED แบบ "เบลด" เหมือนกับที่ใช้ใน Aston Martin Vulcan ขณะที่กระจกมองข้างได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรุ่น One-77 โดยตรง ส่วนท้ายของ Vanquish Zagato ดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ปรับใช้กับรุ่น DB11 เสริมความสมบูรณ์แบบด้วยสปอยเลอร์แบบเลื่อนเก็บได้และฝากระโปรงท้ายที่ช่วยให้เข้าถึงช่องเก็บสัมภาระได้อย่างง่ายดาย ติดตั้งกาบบันไดคาร์บอนไฟเบอร์รอบคันเพื่อสร้างเส้นสายที่สอดรับกันตั้งแต่หัวจรดท้าย พร้อมฝังชุดท่อไอเสียเข้ากับช่วงล่างที่โค้งมนได้อย่างกลมกลืน

   Vanquish Zagato ติดตั้งกระจกรอบตัวรถเสมือนที่บังลม ช่วยขับเน้นรูปลักษณ์ให้ดูแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ช่องรับลมด้านข้างทรงคลาสสิกได้รับการออกแบบใหม่ให้วางแนวเริ่มตั้งแต่ส่วนซุ้มล้อจนถึงประตูคล้ายกับช่องรับลมของ DB11 รุ่นใหม่ เสริมด้วยรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น CC-100 อันเป็นยนตรกรรมที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี และเพื่อให้สอดรับกับแนวหลังคาอย่างกลมกลืน ซุ้มล้อหลังจึงได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีลักษณะเป็นปีกอยู่ทางด้านหลัง

   ส่วนหลังคาโดดเด่นในสไตล์ 'Double-Bubble' ลาดเอียงรับกันกับกระจกหลัง ทำให้ได้ทรวดทรงด้านหลังที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ Zagato มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 โดยถือกำเนิดมาจากแนวความคิดที่ต้องการเพิ่มพื้นที่รองรับหมวกกันน็อคที่สวมใส่ในการแข่งขันและจะต้องส่งผลกระทบต่อหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวรถให้น้อยที่สุด

   การตกแต่งภายในของ Vanquish Zagato ยังคงยึดมั่นในรูปลักษณ์เดิมของ Aston Martin ที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมืออันประณีตบรรจง ให้สัมผัสความรู้สึกที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ผสมผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ลายก้างปลาเข้ากับหนังแท้ (เลือกได้ตามต้องการ) และใช้เทคนิคการชุบอโนไดซ์สีบรอนซ์ เพื่อเสริมความโดดเด่นให้กับกรอบคอนโซล ช่องลม และปุ่มหมุนปรับต่างๆ ด้วยวัสดุคุณภาพ นอกจากนี้ Vanquish Zagato ยังเดินเส้นด้ายเป็นรูปตัว ‘Z’ บริเวณเบาะนั่งและประตู รวมถึงพิมพ์นูนโลโก้ ‘Z’ ที่แสดงตัวตนของ Zagato ไว้อย่างเด่นชัดที่พนักพิงศีรษะและคอนโซลส่วนกลาง

   Vanquish Zagato คือหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ที่สำคัญของสองแบรนด์หรู และเป็นยนตรกรรม GT สุดพิเศษอย่างแท้จริงที่เปี่ยมล้นด้วยความมีเอกลักษณ์และคุณภาพขั้นสูงสุดที่มีเฉพาะใน Aston Martin เท่านั้น สำหรับยนตรกรรมสุดพิเศษนี้พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2017

 
 

NEW CARS INTER : New Panamera ความสมบูรณ์แบบแห่งวิวัฒนาการ

Sunday, 03 July 2016 09:36

 

 

 

 

 

    ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ ความลงตัวของ 2 บุคลิกภาพอันแตกต่างยิ่งกว่าทุกครั้ง  เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ของยานยนต์สปอร์ตสายพันธ์แท้และความสะดวกสบายของซาลูนหรู ยนตกรรมที่ผ่านการขัดเกลาอย่างละเมียดละไมทุกรายละเอียด ซึ่งนับเป็นทายาทลำดับที่ 2 ของปอร์เช่ พานาเมร่า 

 

   งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปอร์เช่ 911 กร้าวแกร่ง ดุดัน ยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตา สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบยานยนต์แห่งอนาคตของปอร์เช่: ความสมบูรณ์แบบของ พานาเมร่า ความสมบูรณ์แบบของรถสปอร์ต ภาพลักษณ์ที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง เส้นสายและความพริ้วไหวบนตัวถังและแนวหลังคาที่ลาดต่ำจรดด้านท้ายรถ ทั้งหมดคือเอกลักษณ์ของงานดีไซน์จากปอร์เช่อย่างแท้จริง เฉกเช่นเดียวกับรถสปอร์ตสุดคลาสสิคในตำนานอย่าง ปอร์เช่ 911

   ภายในห้องโดยสารเต็มเปี่ยมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายดาย งานตกแต่งภายในห้องโดยสารที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของปอร์เช่ ได้รับการแต่งเติมด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคต สำหรับ พานาเมร่า   ใหม่ แผงควบคุมประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลและระบบสั่งการด้วยอินเตอร์เฟซ (interface) ในลักษณะเดียวกับการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแทปเล็ต ส่งผลให้เกิดความสะดวกสบายและง่ายดายในการควบคุมการทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ ระหว่างการขับขี่หรือโดยสาร ลดโอกาสในการเกิดความสับสนจากจำนวนปุ่มกด รวมทั้งตำแหน่งการจัดวาง ด้วยการแทนที่ของหน้าจอควบคุมระบบสัมผัสที่สามารถแยกการสั่งงานได้อย่างอิสระ ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลางของปอร์เช่ พานาเมร่า  ใหม่ มอบความสะดวกสบายสูงสุดทั้งในส่วนของผู้ขับขี่ ผู้โดยสารตอนหน้าและผู้โดยสารตอนหลัง นอกจากนี้เพื่อเพิ่มอรรถประโยชน์ยิ่งขึ้นด้วยระบบติดต่อสื่อสารและระบบช่วย เหลือที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เข้าถึงทุกฟังก์ชั่นการทำงานได้อย่างง่ายดายและชัดเจนยิ่งขึ้น ห้องโดยสารของปอร์เช่ พานาเมร่า  ใหม่ คือนิยามของการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในแบบเดิม เข้าสู่โลกแห่งการเดินทางด้วยระบบดิจิตอลอย่างแท้จริง โดดเด่นงามสง่าด้วยแผงหน้าปัดที่ประกอบด้วยเกจ์วัดรอบเครื่องยนต์แบบเข็มสุด คลาสสิคติดตั้งบริเวณกึ่งกลางชุดมาตรวัด บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของปอร์เช่ซึ่งมีมาตั้งแต่รุ่น 356 A ปี 1955 เป็นต้นมา

   เครื่องยนต์ V6 ใหม่ และ เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ให้พละกำลังที่เหนือชั้นพร้อมสุ้มเสียงอันดุดัน ไม่เพียงแค่พละกำลังจากเครื่องยนต์ที่เปี่ยมสมรรถนะเท่านั้นที่ปอร์เช่คำนึงถึง แน่นอนว่าประสิทธิภาพในการทำงานอันยอดเยี่ยมคือสิ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่อเป็นการยกระดับความเหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น เครื่องยนต์ของ ปอร์เช่ พานาเมร่า  ใหม่ จึงได้รับการออกแบบและพัฒนาให้มีความก้าวล้ำยิ่งขึ้น เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง พร้อมอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความประหยัดมากกว่าเดิมและปล่อยมลภาวะในปริมาณที่ลดลง เครื่องยนต์ไบเทอร์โบพร้อมระบบจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้ (biturbo direct injection) ทั้ง 3 รุ่นของ พานาเมร่า   ใหม่ คือผลของการทุ่มเทพัฒนาดังกล่าว สำหรับปอร์เช่ พานาเมร่า เทอร์โบ  พานาเมร่า 4 เอส   และ พานาเมร่า 4 เอส ดีเซล ล้วนได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (permanent all-wheel drive system) และ ระบบเกียร์อัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ PDK รุ่นล่าสุด (eight-speed Porsche dual-clutch transmission) เครื่องยนต์เบนซิน V8 ให้กำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) ในรุ่น พานาเมร่า เทอร์โบ  และ เครื่องยนต์เบนซิน V6 ให้พละกำลังสูงสูด 440 แรงม้า (324 กิโลวัตต์) ในรุ่น พานาเมร่า 4 เอส  สำหรับ พานาเมร่า 4 เอส ดีเซล  ติดตั้งเครื่องยนต์ V8  ให้กำลังสูงสุดที่ 422 แรงม้า (310 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดมหาศาลสูงสุดถึงกว่า 850 นิวตันเมตร

   รถซาลูนสุดหรูที่สามารถวิ่งบนสนามแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยปรัชญาที่ได้รับการยึดถือในการพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) ใหม่ การออกแบบช่วงล่างล้วนคำนึงถึงการทำงานที่ให้ความนุ่มนวล สะดวกสบายในสไตล์ของรถซาลูนแต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ของรถสปอร์ตสายพันธุ์แท้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มเติมนวัตกรรมเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อาทิเช่น ระบบช่วงล่างแบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ (adaptive air suspension with new three-chamber technology) ที่มาพร้อมระบบควบคุมช่วงล่างด้วยอิเล็กทรอนิกซ์ (Porsche Active Suspension Management-PASM electronic damper control) ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ซึ่งประกอบด้วย Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) และ active roll stabilisation รวมทั้ง ระบบพวงมาลัยอิเล็กโทรเมคานิกซ์ (electromechanic steering system) รุ่นล่าสุดอีกด้วย จากการทำงานร่วมกันของระบบดังกล่าวทั้งในแง่ของการวิเคราะห์และประมวลผลตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น เพื่อคำนวณหารูปแบบฟังก์ชั่นของแต่ละระบบที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการตอบสนองทุกลักษณะการขับขี่ใน พานาเมร่า  ใหม่ นอกจากนี้ปอร์เช่ยังมอบความมั่นใจยิ่งขึ้นในการบังคับควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำสไตล์รถสปอร์ตระดับแกรนด์ทัวร์ริ่ง ด้วยระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง เฉกเช่นเดียวกับยานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ และ ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ 

   ระบบช่วยเหลือสุดล้ำยุค ปอร์เช่ พานาเมร่า  ใหม่ ได้รับการติดตั้งระบบช่วยเหลือมากมายทั้งในรูปแบบของอุปกรณ์มาตรฐานและอุปกรณ์พิเศษที่สามารถเลือกสั่งเพิ่มเติมได้ ฟังก์ชั่นการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ จะช่วยให้เกิดความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุดในทุกการเดินทาง อุปกรณ์ที่สำคัญประกอบด้วยระบบช่วยเหลือด้านทัศนวิสัยเวลากลางคืน (night vision assistant) จากการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในระหว่างการขับขี่ด้วยกล้องตรวจจับความร้อนประสิทธิภาพสูง สามารถแสดงตำแหน่งของบุคคลและสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ให้ผู้ขับขี่เห็นผ่านหน้าจอแสดงผลพร้อมสัญลักษณ์และสัญญาณเตือน ในกรณีที่ตัวรถได้รับการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ ไฟหน้า LED matrix บุคคลที่อยู่ในระยะของลำแสงไฟหน้าจะได้รับการตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่รับทราบถึงความเสี่ยงจากระยะทางที่มากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยและระยะเวลาในการหลบหลีกให้มากยิ่งขึ้น ระบบช่วยเหลือด้านทัศนวิสัยเวลากลางคืนนี้ เป็นหนึ่งในระบบช่วยเหลือที่ทำหน้าที่ในการช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีระบบพิเศษ Porsche InnoDrive ที่ช่วยในการมองเห็นเส้นทางข้างหน้าในระยะทางที่กว้างไกลยิ่งขึ้น ซี่งประกอบด้วยการทำงานของระบบปรับความเร็วอัตโนมัติ (adaptive cruise control) อาศัยข้อมูลจากระบบนำทางผ่านดาวเทียม สัญญาณผ่านอุปกรณ์เรดาห์และเซ็นเซอร์วีดีโอในการประมวลผล เพื่อคำนวณหาความเร็วในการเดินทางของรถยนต์ที่มีความเหมาะสมที่สุด ด้วยการควบคุมอัตราเร่ง การเบรก และตำแหน่งเกียร์ จากการประเมินสถานการณ์เส้นทางเป็นระยะทางถึง 3 กิโลเมตรล่วงหน้า

   ขุมพลังใหม่ พละกำลังสูงขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงยิ่งกว่า เครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ เปี่ยมด้วยพละกำลังและความประหยัดอันยอดเยี่ยม จากปรัชญาการออกแบบเครื่องยนต์ของปอร์เช่ ถ่ายทอดบุคลิกภาพอันปราดเปรื่องลงสู่ขุมพลังเทอร์โบ V6 และ V8 ของ พานาเมร่า จากสำนวนเฉพาะทางที่เหล่าวิศวกรนักพัฒนาเครื่องยนต์ผู้เปี่ยมไปด้วยทักษะความชำนาญมักจะทราบกันดี  “with the hot sides inward” มีความหมายถึงระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ของปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่นั้น ได้รับการติดตั้งลงบริเวณกึ่งกลางระหว่างเสื้อสูบเครื่องยนต์ทั้ง 2 ฝั่งที่วางตำแหน่งทำมุมรูปตัว V การวางเทอร์โบชาร์จ    ในลักษณะดังกล่าว ก่อให้เกิดผลดีหลายประการ นับตั้งแต่ การที่เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดขึ้น ทำให้สามารถติดตั้งแท่นเครื่องยนต์ในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิม ส่งผลต่อเนื่องไปยังจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถที่อยู่ต่ำลงตามไปด้วย สามารถลดระยะห่างของชุดเทอร์โบชาร์จกับห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ สิ่งที่ตามมาคืออัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมและสั่งการรูปแบบการทำงานของเครื่องยนต์ได้ตามต้องการ โดยผ่านสวิทช์เลือกรูปแบบการขับขี่ หรือ Mode Switch พร้อม Sport Response Button ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์ปอร์เช่รุ่น 918 สไปเดอร์  ด้วยชุดสวิทช์หมุนแบบโรตารี่บนพวงมาลัย ซึ่งมีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบ (Normal, Sport, Sport Plus หรือ Individual) บริเวณกึ่งกลาง Mode Switch คือตำแหน่งของ Sport Response Button ซึ่งเพียงกดปุ่มดังกล่าว ขีดสุดแห่งสมรรถนะของปอร์เช่ พานาเมร่า จะได้รับการปลดปล่อยออกมา

   ในการใช้งานปกติ ปอร์เช่ พานาเมร่า เทอร์โบ ที่ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V8 ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 4.0 ลิตร สร้างพละกำลังสูงสุดถึงกว่า 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) ที่รอบเครื่องยนต์ 5,750 รอบต่อนาที แรงบิดมหาศาลสูงสุดถึง 770 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,960 ถึง 4,500 รอบต่อนาที แรงม้าเพิ่มขึ้น 30 แรงม้า แรงบิดเพิมขึ้น 70 นิวตันเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิม เครื่องยนต์ V8 ใน พานาเมร่า เทอร์โบ ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.8 วินาที และเมื่อติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตโครโน (Sport Chrono Package) สามารถทำได้ในระยะเวลาเพียง 3.6 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 306 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขอันน่าประทับใจนี้มาจากผลอัตราส่วนระหว่างแรงม้าต่อน้ำหนักตัวรถของ พานาเมร่าที่ 3.6 กิโลกรัมต่อแรงม้า นอกจากสมรรถนะการขับขี่อันเยี่ยมยอดแล้ว ยังส่งผลถึงอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยตัวเลข 10.6 – 10.7 กิโลเมตรต่อลิตร (9.4 – 9.3 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) หรือบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 1.1 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิม (ตามมาตรฐาน New European Driving Cycle หรือ NEDC) อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ที่ 214 – 212 กรัมต่อกิโลเมตร

   ปอร์เช่เลือกใช้ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ complex twin-scroll ในการสร้างแรงดันอากาศป้อนให้แก่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ V8 ด้วยการทำงานของชุดเทอร์โบดังกล่าวส่งผลให้เครื่องยนต์สามารถสร้างแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่การทำงานในรอบต่ำ นอกจากนี้ พานาเมร่า เทอร์โบ ยังเป็นรถยนต์ปอร์เช่รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งระบบ adaptive cylinder control ลงในเครื่องยนต์ ในกรณีที่เครื่องยนต์ทำงานในช่วงที่ไม่ต้องการกำลังเต็มที่ ระบบดังกล่าวจะทำหน้าที่ตัดการทำงานของเครื่องยนต์จากทั้งหมด 8 สูบ ให้เหลือเพียง 4 สูบเป็นการชั่วคราว จึงช่วยลดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่จำเป็นลงได้สูงสุดถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการพละกำลังเครื่องยนต์ในขณะที่ตัดการทำงานเหลือเพียง 4 สูบเช่นกัน

   ในส่วนของเครื่องยนต์เบนซิน V6 ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ในปอร์เช่ พานาเมร่า 4 เอส   ให้กำลังสูงสุดถึง 440 แรงม้า (324 กิโลวัตต์) มากกว่ารุ่นเดิม 20 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 5,650 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตรและ ที่รอบเครื่องยนต์ 1,750 ถึง 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดเพิ่มขึ้นถึง 30 นิวตันเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิม เครื่องยนต์ V6 ใน พานาเมร่า 4 เอส  ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.4 วินาที (เมื่อติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตโครโน สามารถทำได้ในระยะเวลาเพียง 4.2 วินาทีเท่านั้น) ความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 289 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน NEDC ทำได้ที่ 12.1 – 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร (8.2 – 8.1 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 186 – 184 กรัมต่อกิโลเมตร) ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลงถึง 1 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตรหรือประหยัดขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์   เมื่อเปรียบเทียบกับ พานาเมร่า 4 เอส  รุ่นที่ผ่านมา

   เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ V8 ใน พานาเมร่า เทอร์โบ  เครื่องยนต์ V6 ที่ติดตั้งอยู่ใน พานาเมร่า 4 เอส  นั้น ทำงานด้วยระบบจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้หรือ petrol direct-injection โดยหัวฉีดเชื้อเพลิงทั้งหมดได้รับการวางตำแหน่งลงในห้องเผาไหม้ ด้วยวิธีการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ่ายทอดสมรรถนะและประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด นำมาซึ่งอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ดุดัน เต็มพลัง โดยเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ในรุ่น 4S และ Turbo นั้น ยังคงบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของความกร้าวแกร่ง น่าเกรงขาม ซึ่งพบได้เฉพาะในรถยนต์ปอร์เช่เท่านั้น

   ปอร์เช่ พานาเมร่า   ใหม่ เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 8 สูบรุ่นล่าสุด และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นับเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ให้พละกำลังสูงสุดในรถยนต์ที่ออกจากสายการผลิตปกติของปอร์เช่ ที่ 422 แรงม้า (310 กิโลวัตต์)ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ 3,500 รอบต่อนาที  พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 850 นิวตันเมตร ในรอบการทำงานของเครื่องยนต์ระหว่าง 1,000 ถึง 3,250 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 เอส ดีเซล  คือรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจากสายการผลิตปกติที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก สามารถออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.5 วินาที เท่านั้น (เมื่อติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตโครโน สามารถทำได้ภายใน 4.3 วินาที) ในขณะที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่สุดยอดเยี่ยมเพียง 14.7 – 14.9 กิโลเมตรต่อลิตร (6.8 – 6.7 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) เท่านั้น (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 178 – 176 กรัมต่อกิโลเมตร)

   ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงได้รับการติดตั้งระบบอัดอากาศไบเทอร์โบชาร์จ ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างเสื้อสูบ 2 ฝั่งเช่นเดียวกัน เครื่องยนต์คอมมอนเรล (ระบบฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง 2,500 บาร์) ชุดเทอร์โบจะเป็นแบบ sequential ซึ่งสามารถปรับการทำงานให้เป็นแบบเทอร์โบคู่ (biturbo) หรือ เทอร์โบเดี่ยว (monoturbo) โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำจนถึงปานกลาง การไหลของแก๊สไอเสียจะถูกปรับให้เข้าสู่ชุดเทอร์โบโดยตรงเพียงตัวเดียวจากทั้งหมด 2 ตัว เพื่อการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วฉับไวยิ่งขึ้น ในส่วนของเทอร์โบชุดที่ 2 จะไม่ทำงานจนกระทั่งรอบเครื่องยนต์สูงถึง 2,700 รอบต่อนาทีขึ้นไป ทั้งนี้ชุดเทอร์โบชาร์จทั้ง 2 เป็นเทอร์โบแบบแปรผันหรือ variable turbine geometry (VTG) ใช้หลักการทำงานในลักษณะเดียวกับเทอร์โบที่ติดตั้งในปอร์เช่ 911

   ความปราณีตด้วยงานออกแบบใหม่ สะท้อนบุคลิกที่แข็งแกร่ง งานดีไซน์ตัวถังภายนอกของปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเส้นสายที่เฉียบคมลงตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเน้นย้ำภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ดุดัน ที่ได้รับการเพิ่มเติมจากรุ่นก่อน พานาเมร่า ใหม่ มีความยาว 5,049 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 34 มิลลิเมตร) กว้าง 1,937 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 6 มิลลิเมตร) และสูง 1,423 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร) จากตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยแต่รถสปอร์ต 4 ประตูคันนี้กลับดูสปอร์ตและกว้างกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลหลักเกิดจากการลดระดับความสูงของตัวถังบริเวณพื้นที่เหนือตำแหน่งผู้ โดยสารตอนหลังลง 20 มิลลิเมตร ทั้งนี้ยังรักษาไว้ซึ่งพื้นที่เหนือศรีษะภายในห้องโดยสารเช่นเดิม  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมของตัวถังเปลี่ยนไป ระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตร เป็น 2,950 มิลลิเมตร ทำให้สัดส่วนของรถมีความยาวเพิ่มขึ้น ตำแหน่งของล้อคู่หน้าได้รับการขยับไปด้านหน้ารถมากขึ้น เป็นการลดระยะยื่นของกันชนหน้าและส่งผลให้เกิดมุมมองที่โดดเด่นงามสง่า ระยะห่างระหว่างเสา A และ แกนล้อหน้าเพิ่มมากขึ้น  ในขณะที่ระยะยื่นของกันชนหลังยาวกว่าเดิม เสริมภาพลักษณ์ของความเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงให้เด่นชัด

   พานาเมร่า ใหม่ มีความกว้างของตัวถังเพิ่มขึ้นเพียง 6 มิลลิเมตร แต่กลับให้ความรู้สึกกว้างขึ้นกว่าเดิมในระดับหลายเซนติเมตร ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นได้จากงานออกแบบที่สร้างสรรค์ด้วยแนวคิดที่หลากหลาย อาทิเช่น ช่องดักอากาศใหม่รูปทรง A-shaped ซึ่งทำให้แนวกันชนหน้าด้านข้างมีมิติที่ขยายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงสไตล์การออกแบบของตัวถังด้านหน้าให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน งานดีไซน์แนวคานขวางบริเวณกระจังหน้าที่คมเข้มเฉียบขาด ส่งผลให้ตัวรถโดยรวมมีความกว้างเพิ่มขึ้น ฝากระโปรงหน้าทรง arrow-shaped สร้างมุมมองและมิติตัวรถให้ดูราวกับพร้อมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ตลอด เส้นสายตัวถังส่วนบนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น พริ้วไหวต่อเนื่องจนจรดกันชนท้ายรถ แนวตัวถังทั้งหมดสามารถกดให้ต่ำลงสืบเนื่องจากขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กลงตามหลักปรัชญาในการพัฒนา ผสมผสานความคมชัดของฝากระโปรงหน้ากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับแนวซุ้มล้อทั้ง 2 ฝั่งที่แสดงให้เห็นถึงรูปทรงที่แข็งแกร่ง อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของยนตกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ สะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED 4 ลำแสง (four-point LED daytime running lights)    

   เช่นเดียวกับฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงท้าย หลังคา และซุ้มล้อ ตัวถังด้านข้างผลิตขึ้นจากวัสดุอลูมิเนียม เพื่อมุ่งเน้นสมรรถนะของรถสปอร์ตยิ่งกว่าที่เคย ต้องขอบคุณแนวหลังคาที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน เมื่อมองจากท้ายรถ จะพบว่าเส้นสายของหลังคาที่เห็นคือคุณสมบัติพิเศษที่พบได้ในรถยนต์สปอร์ตคูเป้จากปอร์เช่เท่านั้น เส้นสายอันเฉียบคม 2 ฝั่งของแนวหลังคาที่ลากมาจนบรรจบกับมุมตัวถัง ส่งผลให้เกิดมุมมองที่ทำให้แนวด้านข้างรถและภาพรวมของตัวรถดูลาดต่ำลง กระจกหน้าต่างทั้ง 2 ข้างล้วนได้รับการดีไซน์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ให้สัมผัสของพื้นผิวที่ต่อเนื่อง ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับแนวตัวถังท้ายรถ บ่งบอกถึงสายพันธุ์สปอร์ตจากต้นกำเนิดเดียวกันกับปอร์เช่ 911 พื้นผิวประตูรถและซุ้มล้อเมื่อต้องแสงสะท้อนงามสง่าทั้งส่วนนูนและส่วนเว้า ให้สัมผัสถึงความแข็งแกร่งทุกส่วนประกอบของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นช่องระบายอากาศบริเวณด้านหลังของล้อคู่หน้า ครีบดักอากาศบริเวณซุ้มล้อที่ให้ภาพลักษณ์ของความคมเข้ม ดุดัน ด้วยความกว้างที่พร้อมรองรับสำหรับการติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว ในรุ่น 4S และ 4S Diesel ส่วนขนาด 20 นิ้ว ในรุ่น Turbo และขนาด 21 นิ้ว เป็นอุปกรณ์พิเศษสั่งติดตั้งเพิ่มเติม

   ปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) ใหม่ คือรถยนต์ 4 ประตูคูเป้ที่ฉีกภาพความจำเจของรถซาลูนรูปแบบเดิมๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ข้อความข้างต้นสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ด้วยงานดีไซน์ตัวถังด้านท้ายรถที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของตัวตนที่ไม่เหมือนใคร การออกแบบที่สร้างสรรค์ส่วนประกอบต่างๆ ตั้งแต่ หลังคา เสาท้าย และพื้นที่กระจกบังลมด้านหลัง สะท้อนภาพของยนตกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูง อย่างสมบูรณ์แบบปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ คือยานยนต์ที่ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตอย่างแท้จริง ตัวถังด้านท้ายรถสื่อให้เห็นถึงคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ได้รับการถ่ายทอดจากสาย พันธุ์ปอร์เช่ ไฟท้าย LED แบบ 3 มิติ พร้อมไฟเบรก 4 ลำแสง แนวไฟท้ายติดตั้งอย่างต่อเนื่องไปกับแผง LED เรียวยาวตลอดตัวถัง ทั้งหมดนี้สร้างแสงสีที่สุดแสนโดดเด่น สวยงาม ในช่วงเวลากลางคืน รูปลักษณ์ของฝากระโปรงท้ายที่ผสมผสาน กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยระบบเปิดและปิดฝากระโปรงท้ายควบคุม ด้วยไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถ และสำหรับ พานาเมร่า เทอร์โบ มาพร้อมชุดสปอยเลอร์หลังที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอากาศที่ไหลผ่านตัวรถ ทำงานร่วมกับชุดดิฟฟิวเซอร์บริเวณใต้ท้องรถด้านหลัง เพิ่มความดุดัน น่าเกรงขามด้วย ปลายท่อไอเสียคู่ผลิตจากวัสดุสเเตนเลส ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ทั้งนี้ พานาเมร่า 4 เอส  และ พานาเมร่า 4 เอส ดีเซล  จะได้รับการติดตั้งปลายท่อไอเสียทรงกลม สำหรับ พานาเมร่า เทอร์โบ สร้างความแตกต่างและโดดเด่นยิ่งกว่าด้วยปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยม  

   หลักการออกแบบของปอร์เช่ ความล้ำหน้าแห่งอนาคต ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ ออกแบบงานตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่ทั้งหมด ปรับเปลี่ยนจากปุ่มควบคุมการทำงานในรูปแบบเดิมเป็นระบบสัมผัส touch-sensitive surface พร้อมเสริมประสิทธิภาพการสั่งการด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงติดตั้งภายในห้องโดยสารอย่างสวยงามลงตัว สมกับซาลูนหรูชั้นนำ ระบบควบคุมการทำงานด้วยดิจิตอลดังกล่าว ได้รับการประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรกในปอร์เช่ 918 สไปเดอร์  และได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อความทันสมัย สะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้น ด้วยนิยาม Porsche Advanced Cockpit สำหรับ พานาเมร่า ใหม่ ตำแหน่งเบาะนั่งที่อยู่ในระดับต่ำสไตล์รถสปอร์ต ไม่เพียงแต่สร้างมุมมองและทัศนวิสัยรอบคันให้แก่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชุดแผงหน้าปัดแบบหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว อยู่ในระดับสายตาตามหลักสรีรศาสตร์และสามารถอ่านข้อมูลต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ปลอดภัย มาตรวัดดังกล่าวประกอบด้วยเกจ์วัดรอบเครื่องยนต์แบบเข็มสุดคลาสสิค ประกบด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลทั้ง 2 ฝั่ง คอนโซลเกียร์ติดตั้งอยู่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ด้วยหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบติดต่อสื่อสารล้ำยุค Porsche Communication Management (PCM) ด้วยแนวคิดในการออกแบบคอนโซลกลางในลักษณะของ black panel concept เพื่อความเรียบหรู กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวสำหรับบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ระบบการเปลี่ยนเกียร์แบบ shift-by-wire จึงได้รับการนำมาใช้กับเกียร์อัจฉริยะ PDK  แผงควบคุมแบบใหม่สั่งการด้วยระบบสัมผัส touch-sensitive switch มอบประสบการณ์ที่แตกต่างในการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ผู้โดยสารสามารถปรับได้แม้กระทั่งทิศทางของช่องลมระบบปรับอากาศ ผ่านหน้าจอสัมผัสดังกล่าว ทั้งนี้สามารถสั่งติดตั้งชุดควบคุมระบบปรับอากาศและระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เป็นอุปกรณ์พิเศษได้อีกด้วย     

   นอกจากนี้ ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ คือรถยนต์ที่สามารถส่งมอบประสบการณ์แห่งความอเนกประสงค์และตอบรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ซาลูนหรูหราในระดับเดียวกัน ด้วยพนักพิงเบาะหลังแบ่งพับได้ในสัดส่วน 40:20:40 (เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถจาก 495 เป็น 1,304 ลิตร) ตอบโจทย์ความสะดวกสบายและเติมเต็มทุกความต้องการที่ไร้ขีดจำกัดด้วยอุปกรณ์พิเศษที่หลากหลาย อาทิเช่น หลังคาสไลด์ panoramic tilt roof เบาะนวดไฟฟ้า ไฟส่องสว่างเพิ่มบรรยากาศในห้องโดยสาร ambient lighting และ ระบบเครื่องเสียง 3D ไฮเอนด์ จาก Burmester

   * อุปกรณ์ที่ติดตั้งกับตัวรถ อาจมีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่จำหน่าย ข้อห้ามและกฎข้อบังคับ Porsche InnoDrive เป็นระบบช่วยเหลือเบื้องต้นและอาจมีข้อจำกัดบางประการ ผู้ขับขี่ยังคงต้องทำการบังคับควบคุมรถยนต์ด้วยตนเองอย่างระมัดระวังและตัดสินใจเองทุกครั้งเมื่อมีความเสี่ยงใดๆเกิดขึ้น สามารถยกเลิกการทำงานของระบบดังกล่าวได้ตลอดเวลาด้วยการเหยียบเบรกหรือคันเร่ง

   พานาเมร่า เทอร์โบ  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.6 – 10.7 กิโลเมตรต่อลิตร (9.4-9.3 ลิตรต่อ100กิโลเมตร), อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยสำหรับการขับขี่ในเมือง 7.7 – 7.8 กิโลเมตรต่อลิตร (12.9-12.8 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) สำหรับการขับขี่นอกเมือง 13.6 – 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร (7.3-7.2 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) ค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 214 - 212 กรัมต่อกิโลเมตร

   พานาเมร่า 4 เอส อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.1 – 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร (8.2-8.1 ลิตรต่อ100กิโลเมตร), อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยสำหรับการขับขี่ในเมือง 9.8 – 9.9 กิโลเมตรต่อลิตร (10.2-10.1 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) สำหรับการขับขี่นอกเมือง 14.7 – 14.9 กิโลเมตรต่อลิตร (6.8-6.7 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) ค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 186 - 184 กรัมต่อกิโลเมตร

   พานาเมร่า 4 เอส ดีเซล  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.7 – 14.9 กิโลเมตรต่อลิตร (6.8-6.7 ลิตรต่อ100กิโลเมตร), อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยสำหรับการขับขี่ในเมือง 12.6 กิโลเมตรต่อลิตร (7.9 ลิตรต่อ100กิโลเมตร) สำหรับการขับขี่นอกเมือง 16.9 – 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร (5.9-5.8 ลิตรต่อ100กิโลเมตร)ค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 178 - 176 กรัมต่อกิโลเมตร

   ปอร์เช่ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรผ่านการทดสอบระดับดำเนินการมากกว่า 30 ปี

 
 

NEW CARS INTER : Porsche Mission E พลังไฟฟ้า 600 แรงม้า ขับเคลื่อนสูงสุดได้ถึง 500 กิโลเมตร

Thursday, 01 October 2015 13:18

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ เปิดตัว Mission E ยนตกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 4 ที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์รถยนต์ปอร์เช่ ณ งาน IAA International Motor Show เมืองแฟรงค์เฟิร์ต รถยนต์ต้นแบบคันนี้สรรสร้างจากการผสมผสานระหว่าง ปรัชญาการออกแบบชั้นสูงของปอร์เช่ กับสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมผ่านระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าขนาด 800 โวลต์ หัวใจหลักของรถสปอร์ต 4 ประตู 4 ที่นั่ง ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า

   Mission E สะท้อนความเป็นรถสปอร์ตอันเป็นรากฐานที่สำคัญในการออกแบบรถยนต์ปอร์เช่ จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์สปอร์ตซาลูน ที่มีความสูงเพียงแค่ 130 เซนติเมตร เกิดขึ้นที่ Zuffenhausen ที่ให้กำเนิดตัวตนของนวัตกรรม จากการผสมผสานของอากาศพลศาสตร์ การจัดการเส้นทางเดินของอากาศเข้า และออก ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่หัวจรดท้าย ร่วมกับช่องทางอากาศที่ไหลผ่านล้อ และซุ้มล้อ ออกทางด้านข้างของตัวถังเพื่อลดแรงดันอากาศที่ไม่จำเป็น และลดแรงยกตัวที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด  ไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED ใหม่แบบ 4 ลำแสงรวมอยู่ในโคมเดียวกัน บ่งบอกความเป็นตัวตนที่ชัดเจน ช่องดักอากาศรอบคันแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ล้ำหน้า แนวซุมล้อและฝากระโปรงหน้าที่ต่ำเป็นการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลจาก Porsche 911  และ 911 GT3 RS ซึ่งได้รับการขยายความกว้างของตัวถังให้สัมพันธ์กับขอบฝากระโปรงหน้าที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวหลังคา แนวด้านข้างตัวถังมีความคล้ายคลึงกับ Porsche  911 แต่สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปคือบานประตูทั้งสองที่เปิดออกจากกัน  ส่งผลให้ปราศจากเสากลาง เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการเข้าและออกจากห้องโดยสาร และแทนที่กระจกมองข้างแบบเดิมด้วยการซ่อนกล้องมองหลังแบบเพื่อผลทางอากาศพลศาสตร์ การออกแบบส่วนท้ายรถยังคงแนวคิดของประติมากรรมแห่งรถสปอร์ต แนวกระจกบังลมเน้นให้เห็นถึงรูปทรงของปีกหลัง อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ปอร์เช่ และสัญลักษณ์ “PORSCHE” แบบสามมิติเรืองแสง ถูกติดตั้งอย่างโดดเด่นตัดกับฝาครอบกระจกสีเข้ม

   ภายในของ Mission E ยังแสดงให้เห็นถึงปรัชญาการออกแบบทั้งหมดของรถยนต์ปอร์เช่ ในอนาคต ความปลอดโปร่ง ประติมากรรมที่เรียบง่าย ให้ความอบอุ่นแก่ผู้ขับขี่ในการใช้งานทุกๆ วัน แนวคิดของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ของวิธีการออกแบบภายในรถยนต์ เมื่อไม่ต้องใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งชุดเกียร์ เปิดโอกาสให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขึ้น สร้างความปลอดโปร่ง และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เบาะนั่งแบบ Race bucket seats น้ำหนักเบา ติดตั้งแบบอิสระทั้ง 4 ตำแหน่ง ให้ความโอบกระชับแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร คอนโซลกลางแนวโค้ง เพิ่มพื้นที่ภายใน ซึ่งติดตั้งต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกันกับคอนโซลหน้า

   ชุดแผงคอนโซลกลางของ Mission E เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ โครงสร้างแบบสามมิติก่อให้เกิดความประทับใจและความรู้สึกปลอดโปร่ง คอนโซลกลางด้านบนติดตั้งจอแสดงข้อมูล ถัดมาด้วยหน้าจอ Holographic ต่อเนื่องไปจนถึงตำแหน่งผู้โดยสาร แสดงข้อมูลการทำงานของแอฟพลิเคชั่น ที่เลือกใช้งานได้โดยอิสระ ในลักษณะของภาพสามมิติ ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร สามารถใช้งานฟังก์ชั่นหลักของแอฟพลิเคชั่น ได้ด้วยระบบสั่งงานผ่านการเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ (Touch-free control) ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน Media, Navigation, Climate control หรือการติดต่อสื่อสารกับตัวรถ เซนเซอร์จะทำหน้าที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวและแปรสัญญาณที่ได้รับเป็นคำสั่ง นอกจากนี้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสั่งงานฟังก์ชั่นย่อยผ่านหน้าจอสัมผัสได้เช่นเดิม

   ต้นกำเนิดพละกำลังของ Mission E อยู่ภายใต้หลักการพัฒนาของปอร์เช่ ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากสนามแข่ง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนแบบ Permanent magnet synchronous motors (PMSM) ได้รับการติดตั้งเช่นเดียวกับในรถแข่ง 919 919 hybrid ผู้ชนะจากรายการ Le Mans โดยมอเตอร์ดังกล่าวทำหน้าที่ขับเคลื่อนและประจุพลังงานคืนกลับให้แก่รถ ซึ่งผ่านการทดสอบจากรถยนต์ปอร์เช่ ด้วยสมรรถนะสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมงของการแข่งขัน สามารถคว้าชัยในตำแหน่งชนะเลิศ ที่ 1 และ 2 เมื่อจบการแข่งขัน  ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนทั้งสองผลิตกำลังสูงสุดกว่า  600 แรงม้า  ส่งผลให้ Mis-sion E มีอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง ไปยังความเร็วที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 3.5 วินาที และต่อเนื่องไปยังความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลา 12 วินาที นอกเหนือจากประสิทธิภาพการทำงานและพละกำลัง ยังมอบความล้ำหน้ายิ่งกว่าระบบขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนโดยไฟฟ้า จากความสามารถในการถ่ายทอดกำลังสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง ในสภาวะการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เหนือชั้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อม  Porsche Torque Vectoring  ซึ่งทำหน้าที่กระจายแรงบิดที่เหมาะสมไปยังทั้ง 4 ล้ออย่างอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นผิวถนน และระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ ที่ให้ความแม่นยำในการควบคุมพวงมาลัย ทั้งหมดนี้สรรสร้างให้ Mission E โลดแล่นไปบนสนามแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถทำเวลาต่อหนึ่งรอบ ณ สนาม Nür-burgring Nordschleife ต่ำกว่า 8 นาที

   Mission E ยังคำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน  สามารถขับเคลื่อนด้วยระยะทางสูงสุดถึง 500 กิโลเมตร โดยการชาร์จไฟเต็มเพียงหนึ่งครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นสามารถขับเคลื่อนถึง 400 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จไฟเพียง 15 นาทีเท่านั้น  ความสะดวกสบายเหล่านี้เกิดขึ้นจากนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าขนาด 800 โวลต์ ของปอร์เช่ ให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นทวีคูณเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนขนาด 400 โวลต์ ความเหนือชั้นดังกล่าวทำให้เกิดข้อได้เปรียบมากมาย ได้แก่ ระยะเวลาในการชาร์จไฟสั้นลง น้ำหนักโดยรวมลดลง อันเนื่องมาจากใช้สายไฟน้อยลงในการถ่ายทอดพลังงาน ชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ด้านหน้าของประตูรถฝั่งซ้ายสามารถเลื่อนเปิด/ปิดได้ เป็นตำแหน่งติดตั้งจุดชาร์จไฟของระบบ “Porsche Turbo Charging” ผ่านจุดเชื่อมต่อสำหรับแรงเคลื่อนไฟฟ้า 800 โวลต์ ทำให้สามารถประจุไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ด้วยระยะเวลาเพียง 15 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ถือเป็นสถิติของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า  และเพิ่มทางเลือกในการชาร์จไฟด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับสถานีชาร์จขนาด 400 โวลต์ หรือเลือกวิธีการชาร์จไฟอันแสนสะดวกสบายภายในโรงรถที่บ้าน ด้วยระบบชาร์จไร้สายแบบเหนี่ยวนำ เพียงจอดรถบนพื้น ที่ติดตั้งระบบดังกล่าว รถยนต์จะได้รับการชาร์จไฟผ่านใต้ท้องรถโดยไม่ต้องติดตั้งสายชาร์จแต่อย่างใด

 
 

NEW CARS INTER : MASERATI LEVANTE เอสยูวีรุ่นแรก เตรียมเผยโฉม ในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์2016

Thursday, 25 February 2016 03:17

 

 

 

 

 

 

 

   โมเดนา, มาเซอร์ราติ ได้เผยโฉมรูปทรงอันงดงามของ เลแวนเต (Levante) ซึ่งถือว่าเป็นเอสยูวีรุ่นแรกภายใต้แบรนด์มาเซอร์ราติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ เป็นรถรุ่นใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบ โดยแยกประเภทออกมาจากรถเก๋งซาลูนและบรรดารถสปอร์ต แต่ยังคงนำเสนอควบคู่ไปด้วยกันกับรุ่น ควอทโตรปอร์เต (Quattroporte), กิบลี (Ghibli), กรัน ทัวริสโม (GranTurismo) และ กรัน คาร์บริโอ (GranCabrio)

   การออกแบบของ เลแวนเต ยังคงเต็มไปด้วยมนต์ขลังอันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นมาช้านานของมาเซอร์ราติ ที่มีบุคลิกในสไตล์อิตาเลียน ด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ความรู้สึกถึงความก้าวร้าว ดุดันไม่ยอมใคร ไฟหน้าทรงเรียวงามถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน โดยส่วนบนของโคมไฟใหญ่จะเชื่อมโยงเข้ากับกระจังขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ด้านข้างยังคงเน้นเส้นสายที่เรียบง่ายชัดเจน ซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของมาเซอร์ราติหลากหลายรุ่น  มีแนวช่องอากาศแบบ 3 แถบติดตั้งอยู่บริเวณบังโคลนด้านหน้า มีโลโก้ “SAETTA” อยู่บริเวณเสาซี ประตูขนาดใหญ่แบบไม่มีกรอบหน้าต่าง ประตูด้านหลังจะมีขนาดที่เรียวเล็กลง ผสานเป็นอย่างดีกับเส้นสายด้านข้างที่พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ จุดเด่นดังที่กล่าวมาทั้งหมดจะแสดงถึงความเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง

   เทคนิคระดับสูงที่ติดตั้งอยู่ในรถรุ่นนี้ ได้แก่ แชสซีส์ของเลแวนเต ออกแบบเพื่อรองรับการใช้สมรรถนะอย่างเต็มที่บนท้องถนนเช่นเดียวกับมาเซอร์ราติทุกรุ่นที่มีการควบคุมบังคับอันเหนือชั้นกว่าบรรดาคู่แข่ง แม้ว่าจะวิ่งบนพื้นผิวถนนที่ลื่นก็ตาม รวมไปถึงสมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมบนเส้นทางแบบ ออฟ-โรด เอสยูวี รุ่นใหม่จากมาเซอร์ราติได้มีการนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ในระดับสูงมาบรรจุไว้เป็นมาตรฐานของรถรุ่นนี้ ระบบรองรับควบคุมการทำงานของโช๊คอัพด้วยไฟฟ้า มาพร้อมแอร์สปริงที่สามารถปรับได้หลายระดับ “Q4” คือระบบ ออล-วีล-ไดรว์ (All-wheel drive) อันชาญฉลาด มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ได้รับการปรับเซทมาเป็นพิเศษสำหรับเอสยูวีรุ่นนี้โดยเฉพาะ

   ในเรื่องของขุมกำลัง เลแวนเต มีให้เลือกใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ที่ผ่านมาตรฐานการควบคุมในระดับ EURO 6  มาเซอร์ราติเลแวนเตทำการผลิตที่โรงงานมิราฟิโอริ (Mirafiori) ในเมืองตูริน (Turin) สำหรับรถคันแรกได้ผ่านสายการผลิตออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีแผนที่จะเปิดตัวในแถบยุโรปช่วงฤดูใบไม้ผลิ ส่วนในประเทศอื่นๆจะทำการเปิดตัวให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้

   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมมาเซอร์ราติ สำนักงานใหญ่ โทร. 0-2900-5353 และสาขาสยามพารากอน โทร. 0-2610-9441

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 718 Boxster รถสปอร์ตโรดสเตอร์ เครื่องยนต์ 4 สูบวางกลาง พลังสูง!

Wednesday, 03 February 2016 14:42

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ 718 Boxster ใหม่ รถสปอร์ตโร้ดสเตอร์เครื่องยนต์ 4 สูบวางกลาง ที่ได้รับการรังสรรค์จากปอร์เช่ด้วยโครงสร้างวิศวกรรมและงานดีไซน์ เพื่อที่สุดของยานยนต์แห่งอนาคต  ตัวถังเป็นแบบสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและทรงพลังยิ่งขึ้น ด้วยการสานต่อเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงนอนในตำนาน จากรถสปอร์ตปอร์เช่ 718 ซึ่งเคยคว้าชัยชนะในการแข่งขันรายการ Targa Florio และ Le Mans เมื่อปี 1950 และ 1960

   หัวใจหลักของการพัฒนารถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดนี้คือ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงนอนพร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จ ส่งผลให้ ปอร์เช่ 718 Boxster มีพละกำลังสูงสุดถึง 300 แรงม้า (220 กิโลวัตต์) จากขนาดความจุเครื่องยนต์เพียง 2.0 ลิตร และ 718 Boxster S สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดกว่า 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) จากขนาดความจุเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเท่านั้น เช่นเดียวกันกับสุดยอดรถสปอร์ตปอร์เช่ 911 เครื่องยนต์ของ 718 Boxster S ได้รับการติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จแบบแปรผัน (VTG-variable turbine geometry) ซึ่งปอร์เช่เป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน ที่นำเทคโนโลยีล้ำหน้าดังกล่าวมาใช้ในเครื่องยนต์เบนซินของรถยนต์ที่ออกจากสายการผลิตปกติ และด้วยนวัตกรรมนี้ส่งผลให้ แรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 35 แรงม้า (26 กิโลวัตต์) พร้อมประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับ Boxster รุ่นเดิม

   ระบบตัวถังใหม่ ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อตอบสนองการขับขี่สไตล์สปอร์ตอย่างสมบูรณ์แบบ การออกแบบเส้นสายของตัวถังภายนอกเต็มไปด้วยรูปแบบอันล้ำยุค ในทุกจุดของตัวรถล้วนแต่ผ่านการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจง ตั้งแต่หัวจรดท้าย ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรง กระจกบังลมหน้า ภายในของหลังคาประทุน รวมไปถึงชุดแผงหน้าปัดและคอนโซลที่ได้รับการดีไซน์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ติดตั้งระบบติดต่อสื่อสารและความบันเทิง Porsche Communication Management (PCM) ควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานด้วยหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยสามารถสั่งติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียมเป็นอุปกรณ์พิเศษได้

   ด้วยพละกำลังที่มากยิ่งขึ้นทำให้ปอร์เช่ 718 Boxster ใหม่ มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม ในรุ่นที่ติดตั้งระบบเกียร์ PDK และชุดแต่งสปอร์ตโครโน (Sport Chrono Package) สามารถเร่งออกตัวจากจุดสตาร์ทไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.7 วินาที (เร็วกว่ารุ่นเดิม 0.8 วินาที) ความเร็วสูงสุดที่ 275 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนในรุ่น 718 บ็อกซเตอร์ เอส (718 Boxster S) ที่ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษแบบเดียวกัน สามารถทำได้ด้วยระยะเวลาเพียง 4.2 วินาทีเท่านั้น (เร็วกว่ารุ่นเดิม 0.6 วินาที) ความเร็วสูงสุดที่ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   ภายใต้แนวคิดการพัฒนาระบบเครื่องยนต์เทอร์โบของปอร์เช่ คือการเพิ่มสมรรถนะให้แก่เครื่องยนต์พร้อมกับการเพิ่มอัตราการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงนอนของปอร์เช่ 718 Boxster  ที่ติดตั้งระบบกียร์ PDK ผ่านการทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน NEDC ของยุโรปที่ 14.49 กิโลเมตรต่อลิตร (6.9 ลิตร/100 กิโลเมตร) สำหรับปอร์เช่ 718 Boxster S เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่ติดตั้งระบบเกียร์ PDK มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 13.69 กิโลเมตรต่อลิตร (7.3 ลิตร/100 กิโลเมตร)

   ปอร์เช่ 718 ทุกรุ่น ติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานส่วนระบบเกียร์ PDK (Porsche Doppelkupplungsgetriebe) สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมเป็นอุปกรณ์พิเศษได้

*ปอร์เช่มีกำหนดการวางตลาดรถสปอร์ตโร้ดสเตอร์เครื่องยนต์วางกลางรุ่นใหม่นี้ ในวันที่ 30 เมษายน โดยเริ่มต้นจากภูมิภาคยุโรปเป็นที่แรก

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE 911 Turbo & 911 Turbo S สู่จุดสูงสุดของ 911!

Thursday, 10 December 2015 09:15

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เปิดศักราชใหม่ก้าวเข้าสู่ปี 2016 ด้วยการอวดโฉมยนตกรรมสปอร์ตในงาน North American International Auto Show เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรถยนต์ที่อยู่บนจุดสูงสุดของปอร์เช่ตระกูล  911 คือ 911 Turbo และ 911 Turbo S ใหม่ ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นกว่า 20 แรงม้า  พร้อมงานออกแบบที่สง่างามยิ่งขึ้น รวมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ได้รับการพัฒนาใหม่ รองรับทุกรสนิยมความต้องการของผู้ขับขี่ทั้งรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุน

   911 Turbo ใหม่ บ่งบอกถึงคุณลักษณะอันโดดเด่น สะกดทุกสายตา ด้วยงานออกแบบตัวถังที่เหนือล้ำยิ่งกว่า 911 Carrera ผ่านอุปกรณ์และชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ 911 Turbo เท่านั้น ชุดกันชนหน้าใหม่ เสริมด้านล่างและช่องดักอากาศกลางด้วยครีบอากาศใหม่พร้อมไฟ LED แนวคู่ ช่วยเพิ่มความกว้างและความสง่างามให้แก่ตัวถังด้านหน้ามากยิ่งขึ้น มุมมองตัวถังด้านข้างแสดงออกถึงภาพลักษณ์ ยนตกรรมสปอร์ตที่เหนือกว่า ด้วยล้ออัลลอยด์ใหม่ขนาด 20 นิ้ว พิเศษด้วยน๊อตยึดดุมล้อแบบ Centre Lock ใหม่ในรุ่น 911 Turbo S นอกจากนี้ในรุ่น 911 Turbo ได้รับการติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 9 J x 20 ที่ด้านหน้าและ 11.5 J x 20 ที่ด้านหลัง ขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 1.5 นิ้ว เท่ากับรุ่น 911 Turbo S  ส่วนตัวถังด้านหลังได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ สะดุดตาเพียงครั้งแรกที่สัมผัส ด้วยไฟท้ายแบบ 3 มิติ ไฟเบรกแบบ 4 ลำแสง ปลายท่อไอเสียคู่ใหม่เอกลักษณ์ของยนตกรรมจากปอร์เช่ สปอยเลอร์ดักอากาศดีไซน์ใหม่แบบ 3 ช่องทาง ฝั่งซ้ายและขวาติดตั้งช่องรับอากาศแนวขวาง พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับอากาศจากภายนอกเข้าสู่เครื่องยนต์

   พละกำลังใหม่เครื่องยนต์ 6 สูบนอน เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ในรุ่น 911 Turbo ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า (397 กิโลวัตต์) ด้วยการปรับแต่งกระบวนการประจุไอดีของชุดฝาสูบ หัวฉีดเชื้อเพลิงใหม่ที่ให้แรงดันได้สูงยิ่งขึ้น สำหรับ 911 Turbo S ให้กำลังสูงสุดถึง 580 แรงม้า (427 กิโลวัตต์) ผลจากการทำงานอันเปี่ยมประสิทธิภาพของชุดเทอร์โบใหม่ที่ได้รับการขยายขนาดชุดอัดอากาศ จากประสบการณ์และความชำนาญด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ปอร์เช่คือหนึ่งเดียวในวงการยานยนต์ที่ใช้ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จแบบแปรผัน (variable turbine geometry) ในเครื่องยนต์เบนซิน

   เครื่องยนต์ใหม่มาพร้อมฟังก์ชั่นการทำงาน dynamic boost เพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองการขับขี่สไตล์สปอร์ตเต็มรูปแบบ ด้วยการรักษาแรงดันอากาศให้คงที่ รองรับทุกลักษณะการใช้งานอันหลากหลาย เช่น ในขณะที่ผู้ขับขี่ยกคันเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงชั่วขณะ ระบบเครื่องยนต์จะตัดการจ่ายน้ำมันจากหัวฉีดเชื้อเพลิงเท่านั้น โดยที่ลิ้นปีกผีเสื้อยังคงอยู่ในตำแหน่งเปิด การทำงานดังกล่าวจะช่วยให้เครื่องยนต์ยังคงมีอัตราการตอบสนองที่รวดเร็วในทันทีที่ผู้ขับขี่เหยียบคันเร่งต่อไป ประสิทธิภาพของ dynamic boost จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ในรูปแบบ Sport และ  Sport Plus   ซึ่ง 911 Turbo S รุ่นคูเป้ มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.9 วินาทีเท่านั้น สามารถไต่ระดับความเร็วสูงสุดถึง 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับ 911 Turbo ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่ารุ่นเดิม 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   911 Turbo ใหม่ ติดตั้งระบบควบคุมช่วงล่างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ PASM เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเข้าถึงและตอบสนองทุกสไตล์การใช้งาน ทั้งการขับขี่สไตล์สปอร์ตและความนุ่มนวลสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับ 911 Turbo S ยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ติดตั้งระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) และ เซรามิกเบรก PCCB เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมใหม่ใน 911 Turbo ด้วยระบบเตือนการเปลี่ยนช่องจราจรด้วยสัญญาณเรดาร์ (radar-based lane change assist) และระบบปรับความสูงของช่วงล่างด้านหน้า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก หลีกเลี่ยงความเสียหายใต้ท้องรถในกรณีขับขี่ผ่านเส้นทางที่ไม่ราบเรียบในความเร็วต่ำ เช่น เนินลูกระนาด เป็นต้น

   ปอร์เช่จะทำการเปิดตัว 911 ใหม่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2016 ณ ประเทศเยอรมนี สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ในประเทศไทยได้ที่แผนกขาย โทร. 02-522-6655 ต่อ 101-103 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.porsche.co.th

 
 

NEW CARS INTER : Porsche Cayman Black Edition ความสง่างามแห่งสีดำ

Friday, 23 October 2015 14:32

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่นำเสนอยานยนต์สปอร์ต Cayman รุ่นพิเศษ Black Edition ที่มาในเรือนร่างสีดำพิเศษสุด สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มขึ้นพิเศษเฉพาะรุ่น ผสานกับตัวถังภายนอกและเบาะหนังภายในสีดำ แสดงออกถึงความสง่างามเหนือกาลเวลา สะท้อนภาพลักษณ์แห่งยานยนต์สปอร์ตหรูทรงคุณค่า

   Cayman Black Edition ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้น โดยใช้พื้นฐานจากรถสปอร์ต 2 ประตูคูเป้ เครื่องยนต์สูบนอน วางกลางขนาดความจุ 2.7 ลิตร พละกำลังสูงสุด 275 แรงม้า (202 กิโลวัตต์) ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ลาย คาร์เรร่า คลาสสิค, ไฟหน้า bi-xenon พร้อมระบบ PDLS (Porsche Dynamic Light System) และสามารถติดตั้งกรอบกระจกอลูมิเนียมเพิ่มความโดดเด่นให้แก่ตัวรถซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษที่เพิ่มขึ้น ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (two-zone climate control) สามารถเลือกปรับอุณหภูมิให้มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ตามความต้องการ รวมทั้งระบบอุ่นบริเวณเบาะนั่ง (heated seats)

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งในรุ่น Black Edition  ประกอบด้วย Porsche Communication Management (PCM) พร้อมระบบนำทาง navigation module, กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ (automatic anti-dazzle mirrors), ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (rain sensor), ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (cruise control), ระบบเตือนช่วยจอดด้านหน้าและด้านหลัง (parking assistant at the front and rear) และ พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต (Sport Design steering wheel)

   Cayman Black Edition เริ่มจำหน่ายที่ประเทศเยอรมนีในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับเมืองไทยสามารถสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Porsche centre Bangkok 02-522-6655

 
 

Page 6 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )