Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ความเร้าใจ ประดุจเจ้าพายุ !

Wednesday, 05 July 2017 14:03

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นตกแต่งพิเศษ พัฒนาต่อยอดมาจาก COLORADO HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุด  เน้นเพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งรูปลักษณ์ใหม่ ให้ความหล่อเร้าใจในสไตล์สปอร์ตจากชุดแต่งโทนสีดำเต็มคัน ช่วยเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM  ถูกวางตำแหน่งการทำตลาดให้เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุด (ON TOP) ของรถกระบะเชฟโรเลตที่ทำตลาดประเทศไทยเวลานี้  รูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเน้นความดุดันบึกบึน  ไล่ตั้งแต่สปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์รับกับกระบะท้ายอย่างลงตัว  กระจกมองข้างแต่งสีดำ  มือจับเปิดปิดประตูด้านข้าง  มือจับเปิดฝาท้าย  เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง  รวมถึงล้ออัลลอยใหม่ดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ล้วนออกแบบใหม่มาในโทนสีดำเข้มทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมสติกเกอร์สีดำเสริมความโหดบนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country  และสติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต สามารถบ่งบอกความพิเศษเฉพาะรุ่นได้อย่างชัดเจน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นที่ทดลองขับ ให้ความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่  Blue Me Away สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าตามใจชอบ

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆในสไตล์เดียวกับ  COLORADO  HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุดที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่ช่วงกลางปี 2016  การออกแบบให้ความโดดเด่นตั้งแต่แผงแดชบอร์ดและแผงหน้าปัดใหม่ดูหรูหราและทันสมัยให้อารมณ์คล้ายรถเอสยูวี ขณะที่คอนโซลกลางก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดายมากขึ้น การจัดวางตำแหน่งเน้นความสะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ ที่รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์  สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งโทรเข้า-ออก หรืออ่านและตอบข้อความด้วยเสียง ผ่านฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย  ส่วนการตกแต่งอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผงข้างประตู และเบาะที่นั่งใหม่จะให้ความหรูหราเรียกว่ามีความพรีเมียมมากกว่า COLORADO รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน  แต่สิ่งที่สะกิดใจทำให้รู้สึกถึง COLORADO รุ่นเดิมก่อนปรับโฉมคือพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังที่ยกของรุ่นเดิมมาใช้ทั้งชุด แม้ว่าจะปรับปรุงการบังคับเลี้ยวใหม่มาใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยให้การควบคุมรถต่างจากรุ่นเดิมชัดเจน สามารถขับขี่ในเมืองได้คล่องตัวด้วยน้ำหนักที่เบาสบาย  และจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ เมื่อใช้ความเร็วสูงต้องบอกว่าให้น้ำหนักในการควบคุมรถที่ดีมากไม่เบาและไวเหมือนพวงมาลัยไฟฟ้าที่คุ้นเคยในรถยนต์นั่งทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็ไม่หนักมือ ช่วงความเร็วต่ำเวลาเลี้ยวไม่ต้องใช้กำลังเยอะเหมือนพวงมาลัยเพาเวอร์แบบปกติที่รถกระบะนิยมใช้ในปัจจุบัน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บล็อคใหม่ล่าสุด ดูราแม็กซ์ แบบ  4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร  กระตุ้นกำลังด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้พละกำลังมากถึง  180 แรงม้า  ที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด  440 นิวตันเมตร  ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4  ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รุ่นที่ทดลองขับมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ช่วงขับแบบออนโรดก็ขับเคลื่อน2ล้อหลังปกติ (2H)  แต่ถ้าต้องการใช้งานแบบลุยๆก็สามารถปรับเปลี่ยน มาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้จากสวิทซ์ที่อยู่ใกล้กับคอนโซลเกียร์ โดยเลือกใช้ได้ทั้ง  แบบ 4Lเน้นลุยหนัก  และ 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วสูง ซึ่งการทดลองขับเราลองเฉพาะ  4H ควบผ่านทางลูกรัง และการขับฝ่าฝนตกหนักในบางช่วง  ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มีอย่างเหลือเฟือและการกระจายกำลังขับเคลื่อนทั้งล้อหน้าและหลังอย่างเหมาะสม  ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดาย  ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ  พร้อมกันนี้ยังผสานกับช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ยึดเกาะถนนได้ดี  ผู้ขับแค่มีสติควบคุมรถไปตามเส้นทางที่เหมาะสมก็สามารถผ่านทุกอุปสรรค์ไปได้สบายๆ และการขับขี่ผ่านทางลาดชันมากๆ ยังมีระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist หรือ HSA) และระบบควบคุมความเร็วของรถขณะลงทางลาดชัน (Descent Control หรือ HDC) ค่อยช่วยสนันสนุนการควบคุมรถให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

   การทดลองขับแบบออนโรด เราใช้เส้นทางสบายๆกรุงเทพฯ-อยุธยา ไปกลับประมาณ 150 กม.  สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคืออัตราเร่งมาแบบเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ไล่สเต็บไปจนถึงความเร็วปลายที่ให้ความแรงแบบต่อเนื่อง  เรื่องความแรงของเครื่องยนต์ในการใช้งานจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถกระบะรุ่นนี้  ส่วนการบังคับควบคุมรถผ่านพวงมาลัยไฟฟ้าก็ให้ความรู้สึกที่ดีทั้งความแม่นยำและให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่เหมาะสมทุกช่วงความเร็ว   การเก็บเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารก็ถือว่าดีมาก ทั้งความเงียบของลมปะทะ เสียงใต้ท้องรถ  และเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ที่เงียบและนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด พร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง  นอกจากนี้การขับขี่ทางตรงและโค้งกว้างๆ จากการปรับเช็ตช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอัพแบบไดเกรสซีฟ และปรับค่าแหนบที่เน้นการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย นุ่มนวลนั่งและขับสบายมากขึ้น  ซึ่งการโยนตัว ยวบหยาบ แอบกระด้างนิดๆที่เคยพบใน COLORADO รุ่นก่อนหน้านี้ได้หมดไปจากความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

   การทดลองขับบางช่วงยังมีโอกาสได้ทดลองระบบเสริมความปลอดภัยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ซึ่งจะมีเสียงสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดเป็นระยะเมื่อขับออกนอกเลนไปเหยียบเส้นปะถนน  และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อขับเข้าใกล้รถคันหน้าในระยะกระชั้นชิดเสี่ยงต่อการชนก็จะมีเสียงพร้อมแถบไฟและสัญลักษณ์โชว์ที่แผงหน้าปัด นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมความปลอดภัยอื่นๆที่น่าสนใจทั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ,เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน , ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถกระบะ ฟังก์ชั่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ พร้อมเปิดระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ

   นอกจากนี้ CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นล่าสุดยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟครบครัน ไล่ตั้งแต่ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS) ,ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA) ,ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD) ,ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC) , ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti Rolling Protection) ,ระบบความคุมเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ 

   ส่วนการทำตลาดมีให้เลือก 2 รุ่น คือ COLORADO HIGH COUNTRY STORM 2.5L ขับเคลื่อน2ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท และCOLORADO HIGH COUNTRY STORM  2.5L ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท

 

TEST DRIVE : TOYOTA INNOVA CRYSTA เอ็มพีวีหรูบนพื้นฐานของความแข็งแกร่ง!

Sunday, 07 May 2017 15:11

   การทำตลาดรถอเนกประสงค์หรือเอ็มพีวีเมืองไทย  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เริ่มบุกเบิกตลาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 เริ่มจาก Toyota WISH และตามมาด้วย Toyota INNOVA ในปีเดียวกัน ด้วยชื่อเสียง คุณภาพ สมรรถนะการขับขี่ ประโยชน์ใช้สอย ทำให้เอ็มพีวีจากโตโยต้าสามารถครองใจลูกค้าชาวไทยได้ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ในประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่าหนึ่งแสนคัน

   TOYOTA INNOVA CRYSTA  พัฒนาภายใต้พื้นฐานเดียวกับไฮลักซ์ รีโว่ ที่แข็งแรงทนทานแบบรถปิคอัพ  แต่ออกแบบใหม่หมดตามแบบฉบับรถเอ็มพีวีหรูขนานแท้ (Premium Crossover MPV) สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ด้วยความหรูหราและสะดวกสบาย และสร้างความภาคภูมิใจในการครอบครอง โดยทีมวิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์  INNOVA CRYSTA  จากความเข้าใจความต้องการที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่โดดเด่น หรูหราแตกต่างจากเอ็มพีวีทั่วไป ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living room like” เติมเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย  เหมาะสำหรับชีวิตประจำวันที่มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

   รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นตั้งแต่แรกพบใบหน้าหล่อมาดหรูต่างจากรีโว่ชัดเจน กระจังหน้าแต่งโครเมียมพร้อมสเกิร์ต ในรุ่น V และ G   พร้อมไฟหน้า LED Projector และไฟ Daytime Running Lights ปลอดภัยสะกดทุกสายตา เสริมด้วยไฟตัดหมอกช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยขณะฝนตกหรือหมอกลง  ด้านท้ายเรียบหรู ไฟท้ายโดดเด่นมองเห็นเด่นชัดในระยะไกล กระจกมองมาข้างพร้อมไฟเลี้ยวและไฟ Welcome Light  พร้อมระบบช่วยปิดประตูท้าย ตอบรับความสะดวกสบายทุกครั้งที่ใช้งาน  เสาอากาศแบบ Shark Fin เสริมความสปอร์ต  ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์เรียบหรูสง่างาม และแอร์โรไดนามิก ฟิน บริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงปะทะของลม

   ภายในห้องโดยสารยกระดับความหรูหราอย่างชัดเจน เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบซ่อนฝ้า PREMIUM ILLUMINATION LED เสริมความพรีเมียมสร้างบรรยากาศในการเดินทาง พร้อมแผงควบคุมไฟห้องโดยสารและเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน พวงมาลัยมัลติฟังชั่นควบคุมความบันเทิงครบถ้วน มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID หน้าจอสีแบบ TFT  คมชัดทุกรายละเอียด ออกสตาร์ทด้วยปุ่ม Push Start สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส เข้าและออกรถได้สบายด้วยระบบ Smart Entry ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู เพียงพกกุญแจ Smart Key  เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยเบาะแยกพร้อมที่พักแขน ในรุ่นท๊อปมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  รักษาความเร็วให้คงที่โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง และภาคบันเทิงมาพร้อม DVD & NAVIGATOR ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับระบบ T-CONNECT พร้อมช่องต่อ USB เชื่อมต่อทุกความบันเทิงเต็มรูปแบบ

   เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายกว่าด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางเพิ่มหรือลดขนาดด้วยการปรับเปลี่ยนเบาะแถว 2 และ 3 ทั้งแบบ Privy Relaxed   แบบ Long Space และ แบบ Rear Space สามารถปรับเลื่อนที่นั่งด้านหน้า Easy Slide Front ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ผู้โดยสารแถวที่ 2  ระบบปรับพับเบาะจังหวะเดียว 1-Touch Tumble เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับเบาะ ช่องเก็บของแบบ Cool Box เติมเต็มความสดชื่นตลอดการเดินทางและ ที่วางของอเนกประสงค์ Seat Back Table

   การทดลองขับแบบใช้งานจริงครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อป 2.8V เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.8 ลิตร GD EFFICIENT BOOST แบบ 4 สูบ  ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,200 – 3,400 รอบ/นาที(ช่วงรอบการทำงานต่ำกว่ารีโว่)   พร้อมการตอบสนองทุกการขับเคลื่อนหนักแน่นตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลที่กระตุ้นพลังด้วยระบบเทอร์โบแบบแปรผัน  จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องตอบสนองทันใจ แถมยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราขับอยู่ในภูมิประเทศเช่นไรจะจัดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมแม้จะอยู่ในตำแหน่ง D เพียงสถานเดียว พร้อมสวิตช์ปรับรูปแบบการขับขี่ Drive Mode Switch ตอบสนองทุกสภาพการขับขี่ ทั้งแบบประหยัด Eco Mode และแบบเต็มสมรรถนะ Power Mode  สมรรถนะการขับขี่โดยรวมค่อนข้างชื่นชอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ให้พลังขับเคลื่อนอย่างพอเพียงทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เรียกว่าแบกน้ำหนักตัว 1.8 ตัน ได้สบาย โดยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที การเดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำ ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,600 รอบ/นาที ขยับขึ้นไป 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,800 รอบ/นาที รอบเครื่องจัดว่าต่ำว่ารีโว่พอสมควรแม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน ตรงนี้จะเป็นข้อดีในเรื่องของความประหยัดในการเดินทาง ซึ่งเราใช้ความเร็วในการขับขี่ประมาณมาณ 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14-15 กิโลเมตร/ลิตร

   ส่วนเรื่องการทรงตัวระบบกันสะเทือนหน้าและหลังเซ็ทอย่างเหมาะสมให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และทรงตัวได้อย่างมั่นใจทั้งช่วงความเร็วสูงและการขับเข้าโค้งแรงๆ แต่น่าเสียดายก็ตรงที่ระบบบังคับเลี้ยวยังเป็นพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฮดรอลิค ซึ่งมีผลในด้านความคล่องตัวในการขับขี่พอสมควร โดยให้อารมณ์การควบคุมรถคล้ายๆรีโว่และฟอร์จูนเนอร์ ค่อนข้างหนักมือไปนิดในช่วงความเร็วต่ำรวมไปถึงการถอยจอดต้องใช้กำลังมากหน่อย  ระบบเบรกหน้าดิกส์หลังดรัมพร้อม ABS ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถลช่วยให้ควบคุมรถไว้ใจได้ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-start Assist Control ป้องกันรถไหล ขณะออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ TRC ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคงบนทางโค้ง หรือถนนที่เปียกลื่น และป้องกันอาการล้อหมุนฟรี ซึ่งเป็นสาเหตุให้รถลื่นไถลเสียการทรงตัว พร้อมกล้องมองหลังพร้อมฟังก์ชันการมองเห็นปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ ช่วยให้ถอยจอดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   การทำตลาด TOYOTA INNOVA CRYSTA  แบ่งเป็น 3 เกรด รุ่นท๊อป 2.8V  ราคา 1,399,000 บาท2.8G ราคา 1,235,000 บาท          และ 2.0E   เกียร์ธรรมดา (เครื่องยนต์เบนซิน) ราคา 1,129,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั้ง 459 แห่งทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : ALL-NEW HONDA CR-V ยกระดับทุกมิติการขับเคลื่อน!

Sunday, 04 June 2017 16:42

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี  เจเนอเรชั่นที่ 5  ในรูปแบบของการใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ภายใต้เส้นทาง ภูเก็ต-พังงา รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร โดยมีให้สัมผัสครบรุ่น ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงสมรรถนะความแตกต่างในการใช้งานของเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นได้อย่างชัดเจน

   การพัฒนา ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น จะได้รับการยกระดับทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเราสามารถเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกเจเนอเรชั่น  และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ทางทีมวิศวกรฮอนด้ายังได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนา ให้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งก็ยังคงเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เช่นเดียวกับทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะสไตล์ของรถเอสยูวีในเมืองที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และที่สำคัญต้องขับขี่ได้อย่างคล่องตัวในทุกรูปแบบการใช้งาน

   แรกเห็นต้องยอมรับว่าการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกมีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวถังมีความบึกบึน รูปทรงแบนลาดเทในสไตล์รถครอสโอเวอร์กึ่งเอสยูวี พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต  ตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถเหมาะกับสภาพถนนช่วงนี้ที่น้ำท่วมบ่อย อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้กว้าง และขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น ยังช่วยเพิ่มความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลัง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฮอนด้ามุ่งเน้นคือการออกแบบภายนอกที่สมดุลย์เอื้อประโยชน์ให้ห้องโดยสารกว้างสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

   มุมมองด้านหน้ามีดีไซน์ทันสมัยมากขึ้นเน้นความลงตัวของกระจังหน้าโครเมี่ยมที่มีรูปทรงสอดรับกับชุดกรอบไฟหน้าอย่างกลมกลืน ซึ่งชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายดีไซน์ใหม่จะเป็นแบบ LED ตามยุคสมัย และเสริมความปลอดภัยในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) และบริเวณกันชนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมไฟตัดหมอกแนวนอนแบบ LED ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซินไฟตัดหมอกจะเป็นทรงกลมปกติ ซึ่งดีไซน์ตรงนี้จะเป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน ได้อย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารเน้นการออกแบบที่สวยสวยงามตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ และให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะความกว้างขวางในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้ส้อยมากขึ้น จากมิติตัวรถที่ใหญ่ขึ้นทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง และระยะฐานล้อที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ซึ่งความกว้างใหญ่ของห้องโดยสารสามารถพัฒนาให้เบาะโดยสารเป็นแบบ 3 แถว  7 ที่นั่งเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก  พร้อมสะท้อนความหรูหราผ่านการตกแต่งเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่ด้วยปุ่มบริเวณคอนโซลกลาง   เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone  ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3ติดตั้งบริเวณเพดานหลังคา อีกทั้งเพิ่มช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณช่องแอร์ด้านหลังคอนโซลกลาง  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังสามารถเปิดฝากระโปรงหลังแบบไม่ต้องใช้มือ (Hands-free Access) เป็นระบบที่ช่วยทำให้การเปิดฝากระโปรงท้ายทำได้อย่างง่ายดาย ระบบจะทำงานอย่างง่ายดายด้วยการยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชน โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ที่ตรงกลางของตัวรถ (ตัวแรกอยู่ด้านใต้คานด้านใน ส่วนอีกตัวจะอยู่ที่ใต้กันชนหลัง) เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประตูเปิด จะเหมาะสำหรับการที่ผู้ใช้รถแบกของหรือสัมภาระมายังรถและไม่สามารถใช้มือกดเปิดได้  โดยระบบนี้จะสามารถทำงานได้ผู้ขับจะต้องมีกุญแจรถอยู่ที่ตัวเท่านั้น

   ในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นล่าสุดนี้ ก็ติดตั้งมาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) พร้อมส่งพลังเสียงผ่านลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว บริเวณประตูด้านหน้า 2 ตัว อีก 2 ตัว บริเวณประตูด้านหลัง และทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว  ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง , พวงมาลัยแบบ3ก้านรูปทรงเหมือนกับซีวิคใหม่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์  , มาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย , ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่ก้านพวงมาลัย , รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ,  ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ พร้อมระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์  อัพเดทพร้อมใช้งานมาจากโรงงาน

   การทดลองขับครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อปทั้งเครื่องยนต์ดีเซลรุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท และเบนซิน รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท โดยสลับกันขับช่วงละประมาณ 60-70 กิโลเมตร  ซึ่งเราเริ่มสัมผัสแรกบนพื้นผิวถนนเมืองไทยกันด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคไร้คันโยกเกียร์ สามารถควบคุมตำแหน่งเกียร์ทั้ง P R  N D/S ผ่านปุ่มที่ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง  ซึ่งเกียร์ชุดนี้ยังมีระบบป้องกันการกดตำแหน่งผิดพลาดขณะขับขี่ อาทิเช่นกรณีที่ขับขี่เกียร์ D ปกติ ถ้าเผลอไปกด ตำแหน่ง R เกียร์จะไม่เข้าแต่จะตัดไปที่ตำแหน่งN ในทันที หรือถ้ามีการใช้ความเร็วเกินกำหนดก็จะไม่สามารถเข้าเกียร์ P หรือ R ได้

   สำหรับจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้มีหลายด้านแต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือการเซ็ทระบบอัดอากาศหรือเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ผสานการทำงานด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว  ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

   สัมผัสแรกที่ได้จากเครื่องยนต์บล็อคนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ต้องบอกว่าสมรรถนะพอเพียงต่อการใช้งาน รองรับขนาดตัวถังใหญ่โต น้ำหนักตัวมากถึง 1,742 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะช่วงความเร็วต้น มีความจัดจ้าน เร่งได้ไวไปได้เร็ว เครื่องยนต์กับเกียร์ทำงานไหลลื่นต่อเนื่องตามรอบความเร็วได้อย่างลงตัว  การเร่งแซงตั้งแต่รอบต่ำถึงกลางทำได้มั่นใจตามน้ำหนักเท้า แต่ช่วงปลายรอบสูงมีอาการรอรอบแต่ก็ไหลไปได้แบบเรื่อยๆตามสไตล์เครื่องยนต์เล็กแรงม้าไม่มาก  ส่วนการควบคุมรถบนเส้นทางคดโค้งจากภูเก็ตไปพังงา สิ่งที่ชอบคือน้ำหนักและความแม่นยำของพวงมาลัย ควบคุมผ่านโค้งหลายๆแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ  รวมไปถึงการทรงตัวมีความมั่นคงด้วยตัวรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีการขยายความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง ประกอบกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษด้วยชุดโช้คอัพที่มีแรงเสียดทานต่ำ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า-หลัง จึงช่วยให้รถทรงตัวดีสามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ และการเบรคหรือชะลอรถขอบอกสั้นๆง่ายๆว่าเบรคดีจับไวเอาอยู่ทุกจังหวะความเร็ว ! 

   ส่วนเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ฮอนด้าเคลมที่ไว้  18.9 กิโลเมตร/ลิตร  เท่าที่ได้ลองของจริงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ง่ายๆ ในการขับใช้งานทั่วๆไป เพราะการทดลองครั้งนี้เราขับด้วยความเร็วต่อเนื่องประมาณ 90-140 กม/ชม. ผ่าฝนใต้บนเส้นทางคดโค้ง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแสดงบนหน้าปัดยังทำได้มากถึง 14-15 กิโลเมตร/ลิตร !!!

   สัมผัสต่อเนื่องด้วยเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น 2.4 EL 4WD  เป็นเครื่องยนต์บล็อคเดียวกับซีอาร์-วี รุ่นที่แล้ว เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC  16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 สมรรถนะโดยรวมมีความต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลหลายด้าน ที่เห็นชัดเจนคืออัตราเร่งช่วงออกตัว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าช้ากว่าและใช้รอบสูงกว่าในการเร่งความเร็ว  แต่ช่วงความเร็วปลายใครที่ชอบขับรถเร็วจะมีความแรงสนุกเร้าใจมากกว่า   และการเร่งแซงหนักๆก็ต้องทำใจกับรอบที่ตวัดสูงพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามชัดตามนิสัยของเกียร์ซีวีที แต่ถ้ารู้จักและเข้าใจวิธีการขับรถเกียร์รูปแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นทำให้รำคาญใจ ส่วนช่วงล่างแม้ว่าจะใช้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่มีการเซ็ทค่าความหนืดเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าตามน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ต่างกัน (เครื่องยนต์เบนซินเบากว่าดีเซล) เมื่อควบคุมรถผ่านสภาพเส้นทางต่างๆในลักษณะการขับแบบเดียวกันจะรับรู้ได้ทันทีว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีช่วงล่างที่นุ่มขับสบายมากกว่า แต่การขับเข้าโค้งก็จะมีการโยนตัวในโค้งมากกว่า ความมั่นใจในการควบคุมจึงน้อยกว่ากันพอสมควร  ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะมาจากความตั้งใจของฮอนด้าในการเซ็ทช่วงล่างที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่ต่างกัน เพื่อความชัดเจนในแง่ของทางเลือกในการทำตลาด

   สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีเยี่ยม ตลอดการทดลองขับ ALL-NEW CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5  ในครั้งนี้!!!

 
 

TEST DRIVE : HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO มีดีที่ดีไซน์ มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว!

Wednesday, 03 May 2017 16:04

   ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นยนตรกรรมเลื่องชื่อระดับโลกมาอย่างยาวนาน และเป็นรุ่นที่มียอดขายสะสมสูงสุดของฮอนด้า ซึ่งปัจจุบัน ฮอนด้า ซีวิค มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบ ซีดาน คูเป้ และแฮทช์แบ็ก กระจายออกวางจำหน่ายมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก   และฮอนด้า ซีวิค รุ่นปัจจุบันได้เดินทางไกลมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งเปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปีที่แล้วด้วยรุ่นตัวถังซีดานเช่นเดิม  และล่าสุดในปีนี้ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของฮอนด้า ซีวิค เพราะฮอนด้าตัดสินใจเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการเปิดตัว  ฮอนด้า ซีวิค รุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งเป็นตัวถังรูปแบบใหม่ที่ทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ได้รับการพัฒนาโดยมีโครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องยนต์เดียวกันกับฮอนด้า ซีวิค รุ่นซีดาน เจเนอเรชั่นที่ 10  ซึ่งการออกแบบโดยรวมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ชอบรถยนต์ที่มีความสปอร์ตพรีเมียม ภายใต้ดีไซน์การออกแบบสปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจจากขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC TURBO ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และมาตรฐานความปลอดภัยล้ำสมัย

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก พัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบ ‘The Civic-Creating a way of Life’ เพื่อสร้างสรรค์ให้ ซีวิค เป็นยนตรกรรมที่ส่งเสริมวิถีการใช้ชีวิตที่เต็มเปี่ยม โดยมีพื้นฐานการพัฒนาประกอบด้วยหลัก 3 ประการ คือ 1. ความโดดเด่นของดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะการขับขี่ มาพร้อมรูปลักษณ์ปราดเปรียว ผสมผสานกับการนำเอาเทคโนโลยีที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ระดับสูงกว่า รวมทั้งการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และการเลือกใช้วัสดุในการตกแต่งที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ในตำแหน่งของผู้ขับขี่ยังมาพร้อมกับพื้นที่ด้านหน้าที่ให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเจนอีกด้วย 2. จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน  ผ่านเงื่อนไขการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมและการใช้งานจริงจึงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง  ทั้งในเรื่องของการทรงตัว ความมั่นใจพร้อมตำแหน่งที่นั่งคนขับที่ต่ำ ให้อารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ต รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเทอร์โบในเครื่องยนต์เบนซินที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  3. สุนทรียภาพทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัย  เน้นติดตั้งอุปกรณ์ล้ำสมัย ทั้งมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT  ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)  ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)  และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ฯลฯ

 

                                                      *รูปด้านบนเปรียบเทียบความแตกต่าง ทั้งด้านหน้าและท้ายกับรุ่นซีดานRS

   จุดสนใจตั้งแต่แรกเห็นต้องยกให้กับรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามแบบฉบับรถแฮทช์แบ็ก 5ประตูสไตล์สปอร์ต ด้วยเส้นสายด้านข้างตัวรถที่เฉียบคม พร้อมความสปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า-หลังดีไซน์รังผึ้งขนาดใหญ่ต่างจากรุ่นซีดานอย่างชัดเจน   ชุดไฟหน้าออกแบบรับกับกระหน้าสีดำเข้มอย่างลงตัวพร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และด้านท้ายดูสั้นกว่ารุ่นซีดาน ซึ่งโดดเด่นที่ประตูบานที่5 ดีไซน์ลาดเทรับกับตัวถังส่วนกลาง พร้อมไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ตกแต่งใหม่ต่างจากรุ่นซีดาน ให้ความสวยลงตัวรับกับรูปลักษณ์ด้านท้ายสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใช้ตัวถังส่วนหน้า และมีระยะฐานล้อเดียวกันกับ ซีวิค ซีดานรุ่นปัจจุบัน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ โดยแนวเส้นหลังคาด้านท้ายจะมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลงเพื่อให้อารมณ์ความสปอร์ตสไตล์ยุโรป และโครงสร้างตัวถังของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีลักษณะที่ยาวและกว้างขึ้น รวมถึงระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ฝากระโปรงหน้ายังถูกปรับให้ลดต่ำลง และการออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า หรือ A-Pillar บางขึ้น ช่วยลดปัญหาการบดบังทัศนวิสัยบริเวณด้านหน้า และยังช่วยให้มุมมองบนเส้นทางด้านหน้ากว้างขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก มีการพัฒนาให้ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นและตัวถังที่กว้างขึ้นเพื่อความกว้างขวางสะดวกสบายสูงสุด  แผงหน้าปัดมาพร้อมมาตรวัด ประกอบด้วยมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอล ส่วนแผงหน้าปัดด้านบนออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันแผงคอนโซลกลางได้รับการออกแบบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมโดยด้านบนแยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับช่องเชื่อมต่อได้อย่างเป็นระเบียบ

   ห้องโดยสารของฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ยังคงความทันสมัยและสะดวกสบาย พร้อมด้วยพื้นที่บรรจุสัมภาระด้านท้าย 414 ลิตร โดยพนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับเบาะนั่งแถวสองในราบลงจะเพิ่มความจุได้มากขึ้น ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดบังตาได้ทั้งซ้ายและขวา เพื่อป้องกันการเห็นสัมภาระด้านท้าย นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ครบครัน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ  Auto Brake Hold สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ฯลฯ

   การขับเคลื่อนเร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 - 5,500  รอบ/นาทีส่งกำลังอย่างฉับไวและต่อเนื่องด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งชุดขับเคลื่อนทั้งหมดได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม สมรรถนะการขับเคลื่อนในเรื่องความแรงต้องบอกกว่าให้อารมณ์เช่นเดียวกับรุ่นซีดานที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ บล็อคเดียวกัน โดยมีทั้งลูกหนักลูกเบา คือถ้าจะเอาแรงแบบดึงกระชากก็มีให้เห็นตั้งแต่จังหวะออกตัว(อัตราเร่ง0-100กม./ชม.อยู่ทีประมาณ 9 วินาที) รวมไปถึงการเร่งแซงที่ทันใจในช่วงความเร็วสูงก็วางใจได้   แต่ถ้าเป็นลูกเบาขับแบบเรื่อยๆใช้งานทั่วๆไป ความนุ่มนวลราบเรียบของเครื่องยนต์ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ขับสบายควบคุมง่าย เราลองขับใช้งานในเมืองที่ความเร็วประมาณ 80-100 กม./ชม รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,700 รอบ/นาที ตัวเลขความประหยัดหลังจากลองหลายๆครั้งหลายๆสภาพเส้นทาง ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ18-19 กม./ลิตร (ขับแบบใช้คันเร่งเนียนๆเรื่อยๆตามจังหวะความเร็วงดกดคันเร่งคิกดาวน์หนักเกินความจำเป็น)

   ส่วนการควบคุมรถทั้งทางตรงและการขับเข้าโค้ง รู้สึกได้ชัดเจนกับระบบพวงมาลัยที่เซ็ทน้ำหนักอย่างเหมาะสมพร้อมให้ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวสูง  สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงความเร็วต่ำและแม้แต่ตอนขับใช้ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจ รวมไปถึงความหนึบของช่วงล่างจะให้อารมณ์แบบหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง มีความรู้สึกว่าขับสนุกมั่นใจกว่ารุ่นซีดานนิดหน่อย เรียกว่างานนี้ฮอนด้าปรับเซ็ตช่วงล่างมาดีเหมาะสมกับรถแฮทช์แบ็ก  5 ประตู สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

   การทำตลาด ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีให้เลือกเพียงรุ่นเดียว เคาะราคา 1,169,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก)  , สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : สัมผัส! ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ- กระบี่ – พังงา

Monday, 29 May 2017 13:36

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ยกทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนรวม 12 รุ่น   พร้อมวางไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้ไว้ที่ The E 350 e ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนการทดลองขับเพียงหนึ่งวัน

   การทดลองขับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 12 รุ่น ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเส้นทางแบบขับขี่ทางไกล กรุงเทพฯ –กระบี่- พังงา ระยะทางรวมกว่า 800 กิโลเมตร โดยสลับเปลี่ยนคันกันขับจนครบทุกรุ่นตลอดเส้นทาง  และการเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยเบนซ์มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี

   กิจกรรมทดลองขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนมีโอกาสสัมผัสกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ในยนตกรรมในกลุ่ม  ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างครบถ้วน จำนวนรวมถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์ คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic,  E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde และยนตกรรม รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดอีกมากมาย อาทิ The C 350 e จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic  , The S 500 e  จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium  ,The GLE 500 e จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive ซึ่งเป็นการรวบรวมสุดยอดยานยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดครบทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน

   สำหรับไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้  คือ The E 350 e  ถือเป็นรถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน  โดย The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท  , The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท  และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ภายในห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง  และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า  และการออกแบบเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลง  แบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดีย The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online   พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง  พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   The E 350 e มาพร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   ที่ 440 นิวตันเมตร โชว์อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง  250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังให้ความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็ม 100%  จะวิ่งได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์  (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์ทั่วๆไป

   นอกจากการจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ แล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบนซ์จะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคมไทย และหนึ่งในความภาคภูมิใจของเบนซ์คือ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุดให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เบนซ์วางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

   ปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้การสนับสนุน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2549  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต

 
 

Page 1 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )