Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : MITSUBISHI TRITON ATHLETE สัมผัสครบทุกรูปแบบ เส้นทาง กรุงเทพ-เขาใหญ่

Sunday, 18 February 2018 16:21

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมทดลองขับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE รถกระบะระดับท็อปตกแต่งสไตล์สปอร์ตรุ่นล่าสุด ภายใต้เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ เปิดโอกาสให้สัมผัสครบทุกรูปแบบทั้งการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด รวมถึงการฝึกทักษะการควบคุมบนทางออฟโรดและท้าพิสูจน์ความประหยัดน้ำมันในช่วงขึ้นและลงเขาใหญ่! รวมระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะระดับท็อปดีไซน์สปอร์ตใหม่ล่าสุด  เน้นการเพิ่มความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคัน ซึ่งเป็นของแท้จากโรงงานรวม 19 รายการ ไล่ตั้งแต่กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่สีดำเข้ม  เสริมการตกแต่งด้วยสปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลังปลายขอบกระบะ โป่งล้อแต่งสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายสวยสีดำ และตกแต่งลายกราฟฟิกสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นมองแล้วแตกต่างจาก TRITON รุ่นมาตราฐานอย่างชัดเจน 

   ภายในห้องโดยสารเน้นการตกแต่งพิเศษด้วยสีทูโทนส้ม-ดำ บริเวณหัวเกียร์และเบาะนั่งที่ผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น ATHLETE  ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1 ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete) รวมไปถึงการเสริมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบ อาทิ ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC – Active Stability and Traction Control) ,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) และกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ (Rear View Camera with Guiding Line) ฯลฯ

   กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ค้นหาขีดจำกัดของคุณกับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE” เปิดโอกาศให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกับความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง โอ่โถง และสมรรถนะในการขับขี่ที่หลากหลาย โดยเริ่มต้นการเดินทางในช่วงการจราจรที่หนาแน่นของกรุงเทพฯ จากใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิททดสอบความคล่องตัวในการขับขี่ ก่อนขึ้นทางด่วนและโทลเวย์ข้ามออกนอกเมืองไปยังชานเมืองย่านนวนครมุ่งสู่จุดหมายแรกคือ โชว์รูมมิซูบิชิ รีพับบลิค เพื่อเรียนรู้การทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II ของ TRITON ATHLETE ที่ยกชุดมาจาก PAJERO SPORT รุ่นล่าสุด ซึ่งมีการสาธิตการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในทุกโหมดการใช้งาน เริ่มจากโหมด 4H ระบบขับเคลื่อน4ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control ซึ่งระบบนี้จะแบ่งการส่งกำลังลงสู่ล้อหน้า 40%และล้อหลัง 60 % เน้นใช้งานบนสภาพถนนเปียกลื่นด้วยความเร็วที่พอเหมาะทำให้รถมีการทรงตัวที่ดีควบคุมรถง่ายขึ้น   จากนั้นลองบิดสวิทซ์ควบคุมที่อยู่หลังคอนโซลเกียร์เข้าสู่โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ระบบนี้คล้ายๆกับการขับรถออฟโรดแบบฟูลไทม์จะกระจายกำลังสู่ล้อหน้าและหลังบนสภาพถนนปกติ 50% เท่ากัน เหมาะสำหรับการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารพื้นถนนลื่นแต่ยังใช้ความเร็วได้ และที่พิเศษคือพวงมาลัยจะไม่รู้สึกหนักหรือตึงมือ สามารถเลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนการขับรถขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ  และโหมดสุดท้ายคือ 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมเฟืองท้าย Rear Diff Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เน้นเอาชนะอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นการพิชิตยอดเขา และการบุกตะลุยเส้นทางธรรมชาติทั้งทางโคลน เนินสลับหรือเนินชันมากๆได้อย่างมั่นใจ

 

   สำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4LLc เรามีโอกาสได้ลองของจริงบนเส้นทางออฟโรดช่วงสั้นๆ เมื่อเดินทางไปถึงสนามยิงปืนนาควานิชเพื่อร่วมกิจกรรมกรรมฝึกยิงปืนและสลับกับการขับรถบนเส้นทางออฟโรดธรรมชาติ ซึ่งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ TRITON ATHLETE สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆทั้งเนินขึ้นลงทางชันและร่องหินสลับพื้นผิวขุระได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุมคันเร่งและบังคับทิศทางของพวงมาลัยให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

   ในช่วงการขับขี่บนเส้นทางออนโรด กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพื่อทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง พื้นฐานแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 ต่อนาที เป็นเครื่องยนต์ที่เน้นประหยัดและปล่อยมลพิษสะอาด ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ 4 หรือมาตรฐานยูโร4(Euro Step 4) และยังรองรับมาตรฐานมลพิษระดับ 5 ของยุโรปด้วยการติดตั้งระบบ EGR ที่นำไอเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่จึงช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   สมรรถนะการขับขี่โดยรวมต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถกระบะระดับท็อปสู้กับคู่แข่งในตลาดได้  ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ที่รู้สึกดีตั้งแต่เสียงที่เงียบขึ้นเวลาสตาร์ท  จังหวะการออกตัวทำได้นุ่มนวล ราบเรียบ การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ รอยต่อระหว่างเกียร์อาการกระตุกเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อกดคันเร่งหนักๆทันทีในช่วงออกตัวอาการรอรอบมีบ้างแต่ก็ถือว่าทันใจเพียงพอต่อการใช้งาน  และเมื่อเกียร์เริ่มไหลไปตั้งแต่เกียร์ 3 ขึ้นไปรอบเครื่องยนต์ทะลุเกิน 2,000 รอบ/นาที ถือว่าทำได้ดีความเร็วไหล่ตามน้ำหนักเท้าได้ทันใจ โดยอัตราเร่งจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามีทางโล่งอัดกันยาวๆความเร็วสูงสุดทะลุเกิน 180 กม./ชม. ส่วนช่วงการขับขี่ทั่วๆไปใช้ความเร็วคงที่ในการเดินทาง 90-120 กม./ชม. รอบเครื่องค่อนข้างต่ำประมาณ 1500-1,900 รอบ/นาที  ซึ่งจะได้ความประหยัดในการเดินทางที่คุ้มค่าเกิน 16 กม./ลิตร และถ้าขับแบบเนียนจริงๆ20 กม./ลิตร มีให้เห็นอย่างแน่นอน ส่วนความรู้สึกในการควบคุมรถจะเหมือนกับขับรถตรวจการณ์หรือรถเก๋งมากกว่าขับรถกระบะ พวงมาลัยแม้ไม่ใช่ระบบเพาเวอร์ไฟฟ้าที่เริ่มนิยมใช้กันในรถกระบะ  แต่ก็ให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่ดีทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูง คือไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักจนเกินไป ทำให้การเลี้ยวรถมีความคล่องตัว  ขับง่ายและสบายกว่ารถกระบะทั่วๆไป ส่วนช่วงล่างเมื่อขับครั้งแรกก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงความนุ่มนวล อาการกระด้างหรือกระเด้งทั้งหน้าและหลัง เกิดขึ้นน้อยกว่ารถกระบะยุคเก่าๆโดยรวมจึงถือว่าขับสบายตามมาตรฐานรถกระบะยุคใหม่

 

   นอกจากการทดลองขับบนเส้นทางปกติแบบเดินทางไกล  กิจกรรมครั้งนี้ ยังจัดสื่อมวลชนเท้าเทพได้มีโอกาสร่วม พิชิตยอดเขาพิสูจน์ความประหยัดน้ำมัน  ด้วยการขับขี่ TRITON ATHLETE ทั้งในระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นลงบนเขาใหญ่ ก่อนนำมาคำนวณอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันเพื่อค้นหาผู้สื่อข่าวที่ทำตัวเลขความประหยัดได้ดีที่สุด โดยเริ่มออกสตาร์ทจากทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีนบุรีข้ามเขาไปลงฝั่งปากช่อง ระหว่างทางขับแวะขึ้นไปจุดชมวิวบนเขาเขียวก่อนลงมาวัดผลบริเวณอ่างเก็บน้ำสายศรบนเขาใหญ่รวมระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร ซึ่งการขับขี่ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันแบบอิสระไม่มีกติกาซับซ้อนเพียงแค่วิ่งตามกำหนดเวลาไปถึงจุดหมายไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ผู้สื่อข่าวทุกคนจึงงัดเทคนิคที่ผ่านประสบการณ์แข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วนออกมาใช้กันเต็มที่ ตัวเลขที่ออกมาก็ถือว่าสุดยอดในช่วงขาขึ้นเขาเป็นเนินชันส่วนใหญ่สลับทางลงเนินเล็กน้อยตัวเลขที่ปั้นแต่งกันได้อยู่ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร ส่วนครึ่งทางหลังเป็นการลงเนินเขายาวๆสามารถทำสถิติการประหยัดสูงถึง 18 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดากับการขับแข่งขันประหยัดน้ำมันบนเขาเป็นครั้งแรก แต่ถ้ามองถึงการขับแบบปกติไม่ต้องใช้เทคนิดทั้งการแต่งเกียร์หรือเดินคันเร่งให้เนียนมากมาย เราประเมิณว่าเส้นทางแบบนี้ TRITON ATHLETE น่าจะทำได้ทะลุเกิน 11 กม./ลิตร ไปได้สบายๆ

 

   โดยภาพรวมต้องยอมรับรถกระบะคันนี้มีความคุ้มค่าในการใช้งานค่อนข้างสูงทั้งด้านความแรงและประหยัดน้ำมัน  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจซื้อของคนไทยยุคปัจจุบันคงต้องมองผ่านรูปลักษณ์ที่โดดเด่นโดนใจเป็นอันดับแรก เพื่อดึงดูดเข้าสู่การสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของรถรุ่นนั้น ซึ่งการเพิ่มรุ่นตกแต่งระดับท็อปของ TRITON ATHLETE ก็น่าจะสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถกระบะระดับท็อปโมเดลได้มากขึ้น แม้คู่แข่งในกลุ่มนี้จะมีทางเลือกค่อนข้างหลากหลายก็ตาม!!

   การทำตลาด MITSUBISHI TRITON ATHLETE มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 879,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab Plus 2.4D MIVEC Athlete 6MT และ 1,111,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab 4WD 2.4D MIVEC Athlete 5AT สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : MITSUBISHI ATTRAGE MY2017 อัพเกรดออฟชั่นล้ำสมัย

Saturday, 30 December 2017 15:23

   มิตซูบิชิ แอททราจ ภายใต้โฉมซีดาน 4 ประตู เปิดตัวบุกตลากรถยนต์เมืองไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2556 รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับ มิราจ แฮ็ทชแบ็กอีโคคาร์รุ่นแรกของค่ายมิตซูบิชิ แต่ตัวถังที่เป็นแบบซีดานจะขยายใหญ่กว่าในทุกมิติทั้งความยาว ความกว้าง ความสูง และช่วงล้อ ทั้งนี้ก็เนื่องจากอีโคคาร์ยุคปัจจุบันนอกจากความประหยัด ยังต้องแข่งขันกันด้วยขนาดตัวถัง ซึ่งหมายถึงความกว้างขวางสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่ต้องไม่น้อยหน้ากับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

   ล่าสุดในช่วงกลางปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ทำการกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์อีกครั้งด้วยเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่นคือ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ โดยเน้นอัพเกรดรูปลักษณ์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มความโดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย

   การทดลองขับในครั้งนี้เราจะโฟกัสไปที่มิตซูบิชิ แอททราจ อีโคคาร์โฉมซีดาน ที่อยู่ในกลุ่มตลาดเดียวกับ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ,นิสสัน อัลมิร่า ,มาสด้า 2 ซีดาน ,ฮอนด้า บริโอ อเมซ และซูซูกิ เซียส ฯลฯ รูปลักษณ์โดยรวมของมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017 ต้องบอกว่าใกล้เคียงรุ่นเดิมตั้งแต่ต้นโมเดล ต้องสังเกตุดีๆถึงจะเห็นความแปลกใหม่ที่บริเวณกันชนหลังและไฟท้ายแบบใหม่ ส่วนภายในของรุ่น GLS Ltdที่ทดลองขับจะเพิ่มอุปกรณ์ที่รองรับระบบ Apple CarPlay เพิ่มระบบครูสคอนโทรลควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ตกแต่งด้วยเบาะหนังสีดำด้ายแดง หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ทุกรุ่นเพิ่มไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยฝั่งผู้ขับ ช่อง USB ตำแหน่งใหม่ที่คอลโซลเกียร์ใช้งานสะดวกขึ้น เพิ่มเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ตำแหน่งที่เบาะหลัง พร้อมหมอนรองศีรษะปรับความสูงได้ 3 ระดับ และจุดยึดเบาะเด็ก 2 ตำแหน่ง

   สำหรับ Apple CarPlay ภาคบันเทิงใหม่ เป็นช่องทางที่สะดวก และปลอดภัยในการใช้งาน iPhone ภายในรถยนต์ โดยที่ผู้ขับขี่สามารถโทรออกพร้อมรับสายโทรศัพท์ ส่งข้อความ และฟังเพลง ไปพร้อมกับการตั้งสมาธิไปที่การขับขี่ CarPlay ยังสามารถใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส และคำสั่งเสียงผ่านระบบ Siri ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่และระบบเสริมความปลอดภัยที่น่าสนใจทั้ง ระบบล็อคความเร็วบนพวงมาลัยช่วยคลายความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ทางไกล , ติดตั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ โดยระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชนรถยนต์คันหน้า และติดตั้งระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า ซึ่งจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชน หากระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้าในขณะที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

   มิตซูบิชิ แอททราจ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเน้นความประหยัดกับ เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ MIVEC 1.2 ลิตร DOHC 12 วาล์ว มีวาล์วแปรผันทางฝั่งไอดี เพื่อให้การเรียกกำลังออกมาใช้ได้เต็มที่ กำลังสูงสุดอยู่ที่ 78 แรงม้า ที่ 6000 รอบ /นาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบ /นาที รองรับน้ำมันได้ถึง อี 20 ส่งกำลังผ่านกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ที่ตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบ G-Sensor ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันได้อย่างแม่นยำ อัตราเร่งช่วงออกตัวเป็นไปตามมาตรฐานรถอีโคคาร์ทั่วๆไป ไม่ถึงกับรวดเร็วทันใจคนเท้าหนัก แต่ก็ไปได้เรื่อยๆแบบพอเพียงต่อการใช้งาน เมื่อมีจังหวะเหมาะๆลองคิกดาวน์ดูอัตราเร่งแซงที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม จะเห็นว่าความเร็วรีดเค้นออกมาได้ไวทีเดียว พร้อมกับเสียงจากท่อไอเสียที่กังวานออกมาในสไตล์รถซิ่ง ส่วนช่วงล่างสมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ทั้งความนุ่มนวลขับสบายในเมือง พร้อมความแข็งหนึบยึดเกาะถนนได้มั่นใจพอสมควร และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าให้ความรู้สึกที่ดีไม่เบาหวิว บังคับหักเลี้ยวได้คล่องตัว และให้ความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ

   ทางด้านความประหยัดเราลองวัดผลแบบเดินทางไกล ขับสบายๆใช้ความเร็วคงที่ประมาณ90 - 100 กม./ชม. โดยลองปรับเซ็ทหลายๆช่วงการขับขี่ ค่าเฉลี่ยบนออนบอร์ดอยู่ที่ประมาณ 4 -5 ลิตร /100 กม.หรือทะลุเกิน 20 กม./ลิตร ทุกครั้ง ซึ่งใกล้เคียงตัวเลข 22-23 กม./ ลิตร. ตามที่มิตซูบิชิ เคลมไว้ตามมาตรฐานโรงงาน

ราคาจำหน่ายมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017

- GLX เกียร์ธรรมดา ราคา 472,000 บาท

- GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 506,000 บาท

- GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 561,000 บาท

- GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 599,000 บาท

 

TEST DRIVE : JAZZ HYBRID ความประหยัดที่ราคาเบาๆไม่ไกลเกินเอื้อม

Thursday, 21 March 2013 17:03

ตลาดรถยนต์เมืองไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุครถยนต์ที่เน้นการประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากอีโคคาร์ยอดนิยมที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย รถยนต์ในกลุ่มไฮบริด ที่ภาครัฐสนับสนุนอยู่ ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น และปัจจุบันก็มีการผลิตภายในประเทศทำให้ราคาค่าตัวไม่แรงจนเกินไป สามารถซื้อหามาครอบครองได้ง่ายขึ้น โดยค่ายที่ถือว่าเป็นเจ้าตลาดรถไฮบริด ก็คือค่ายโตโยต้าที่มีโปรดักซ์ยอดฮิตทั้งพรีอุส และ คัมรี่ ส่วนคู่แข่งตัวจริงในตลาดรถยนต์นั่งอย่างค่ายฮอนด้าก็เริ่มทำตลาดรถยนต์ ไฮบริด อย่างจริงจัง แต่จะเน้นความแตกต่างกันในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งค่ายนี้จะเน้นเครื่องยนต์เล็กๆ มากกว่า ทำให้แยกตลาดออกมาได้อย่างชัดเจน

   นกลุ่มรถนำเข้าก็มี ซีอาร์-แซด ก่อนหน้านั้นก็มีซีวิค ไฮบริดที่นำมาขายรวมทั้งอินไซท์ แต่ด้วยราคานำเข้าค่อนข้างสูงทำให้ตลาดไม่โตเท่าที่ควร และล่าสุดฮอนด้า จึงลงไปเล่นกับรถตลาดอย่างแจ๊ซ ไฮบริด ที่มีราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับรถไฮบริด IMA ที่ประกอบในเมืองไทยของฮอนด้าในตลาดรถยนต์ซับคอมแพ็ค เพื่อตอบสนองความต้องการของรถรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
   ระบบไฮบริด ของฮอนด้า จะเป็นไฮบริดแบบคู่ขนานในการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า อาศัยเครื่องยนต์เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนใช้รูปแบบของระบบไฮบริดที่ ไม่ซับซ้อน ทำให้ได้ขนาดที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ มีความประหยัด โดยยังคงความสนุกสนานในการขับขี่เอาไว้เช่นเดิม หัวใจหลักของความแตกต่างของแจ๊ซธรรมดากับไฮบริด คือ ขนาดของเครื่องยนต์ แทนที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ก็ลดลงเหลือแค่ 1.3 ลิตร แล้วใช้มอเตอร์มาช่วยในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นที่มาของความแรงที่ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แต่จะโดดเด่นกว่าในเรื่องความประหยัดในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น
   เครื่องยนต์ ที่วางไว้ก็จะเป็นแบบ 4 สูบ ขนาด1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้าที่ 5800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด121 นิวตัน - เมตร ที่ 4500 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็จะให้กำลังสูงสุด 14 แรงม้า ที่ 1500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 78 นิวตัน - เมตร ที่ 1000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ ซีวีที โดยวางแบตเตอรี่ไว้ตรงยางอะไหล่ ส่วนถังน้ำมันนำมาวางไว้ตรงกลาง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ยังคงใช้งานได้พอๆ กับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว หลักการทำงานก็คือ ใช้เครื่องยนต์สำหรับทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนในช่วงออกตัว แล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงเพื่อการออกตัวได้รวดเร็วขึ้น ในความเร็วคงที่ ประมาณ 30 กม./ชม. ก็สามารถใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวได้ พอเร่งความเร็วมากขึ้นมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำงานประสานกันเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการออกตัว หรือเร่งแซงได้อย่างทันใจ
   ในช่วงเบรกหรือยกคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน พลังงานที่สูญเสียไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ไฮบริด เมื่อรถหยุด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ ส่วนเครื่องปรับอากาศจะทำงานอยู่ หากรจอดนิ่งหรือรถติดนานเกินไป เครื่องยนต์ก็ติดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งระยะเวลาในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะใช้เวลาไม่ต่างกัน การใช้งานในเมืองกับชานเมืองที่ใช้ความเร็วไม่สูงมาก ถือว่าเป็นพื้นที่เหมาะกับการใช้งานของเครื่องยนต์ไฮบริดที่จะมีการยกคัน เร่งหรือเหยียบเบรกบ่อยๆ การชาร์จไฟจะทำได้ต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางไกลก็ทำได้ดีกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า เครื่องยนต์ปกติที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
   ทางด้านสมรรถนะอัตราเร่งเมื่อเทียบกับแจ๊ซ 1.5 เกียร์ออโต 5 สปีด จะมาช้ากว่าพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับอืดอาดถือว่าขับสนุกได้อารมณ์ไม่ต่างกัน แต่ถ้ามองในมุมของความประหยัดที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายกิโลเมตร ต่อ ลิตร ก็ถือว่าคุ้มค่า การใช้งานจริงก็ได้เกิน 20 กม./ลิตร อาจจะพอๆกับพวกรถอีโคคาร์ แต่ได้อัตราเร่งดีกว่า เกาะถนนดีกว่า เมื่อเป็นรถไฮบริดหลายคนอาจจะเป็นห่วงกับแบตเตอรี่ไฮบริด ทางฮอนด้าก็ได้รับประกันไฮบริดทั้งระบบ มีสายไฟ แบตเตอรี่ มอเตอร์ กล่องควบคุม 5 ปี ราคาก็ปรับขึ้นไม่มากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ ซึ่งทางฮอนด้าตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 768,000 บาท !!!

 
 

TEST DRIVE: A-CLASS เปลี่ยนไป !

Thursday, 21 March 2013 17:17

   A-CLASS ถือเป็นรถยนต์เซ็กเมนท์เล็กสุดของค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งA-CLASS รุ่นล่าสุดนี้ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจัง และด้วยรูปลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมแบบพลิกคาแรก เตอร์ ทำให้รถรุ่นนี้ดูมีอนาคตที่สดใส สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ให้หันมามองรถยนต์ในคลาสเล็ก ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มากขึ้น

การกลับมาอีกครั้งสำหรับ A-CLASS ใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวรวดเร็วต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม ทำให้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอ-คลาส ถือเป็นขวัญใจประจำบูธเบนซ์ที่โกยยอดขายแบบพลิกความคาดหมาย และเมื่อหนทางการทำตลาดดูสดใส ทางเมอร์เซเดส – เบนซ์ ประเทศไทย จึงเริ่มแผนโปรโมทรถรุ่นนี้อย่างจริงจัง โดยเชิญลูกค้าและสื่อมวลชนทดลองสมรรถนะที่สนามแข่งโบนันซา
โดยมี A 250 AMG ที่มีคนสนใจเยอะ เป็นรุ่นหลักจัดมาให้ 5 คัน พร้อมจัดเทรนเนอร์ที่เป็นนักแข่งมืออาชีพจากออสเตรเลียมาคอยแนะนำเทคนิคการ ควบคุมรถ ในแบบขับขี่ปลอดภัยตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจำลองเป็น 3 สเตชั่นหลัก เพื่อเน้นเทคนิคการควบคุมรถที่แตกต่างกัน  


สถานแรกที่ได้สัมผัสคือ การหักเลี้ยว เปลี่ยนเลนกะทันหันกับ A 250 AMG ที่เน้นเรื่องของช่วงล่างและความคล่องตัวเวลาหักเลี้ยวกะทันหัน รวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กดคันเร่งเต็มๆ พอถึงกรวยที่ขวางอยู่ข้างหน้าก็หักหลบ แล้วหักกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม จะได้เห็นถึงการทำงานของโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติเวลาหักเลี้ยวมากจน รถเกิดเสียหลัก เป็นการควบคุมการทรงตัวของช่วงล่าง ให้รถควบคุมง่ายขึ้น
หลังจากนั้น ก็ต่อด้วยการแข่งจับเวลาแบบควอเตอร์ไมล์ว่าใครจะเร็วกว่ากัน ช่วงนี้จะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของ A 250 AMG ได้ชัดเจนเนื่องจากรถไม่ได้ถูกปรับแต่งการแพ้ชนะจึงแค่เฉียดฉิว ได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ช่วงออกตัว โดยเครื่องยนต์ของ A 250 AMG เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1200 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0 -100 กม./ชม.
ใช้เวลา 6.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT การออกตัวยังไม่เร็วนักแต่จะต่อเนื่องหลังจากกำลังมาเต็มที่แล้ว
สถานีที่ 2 เป็นการจำลองเหตุการณ์เพื่อการทดสอบโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติหรือ ESP สถานีนี้เลือก A 180 มาขับโดยการเปลี่ยนยางหลังมาเป็นแบบพิเศษเพื่อให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เหมือนกับการขับขี่รถตอนฝนตก โดยจำลองด้วยการจัดวางกรวยให้ขับขี่ซิกแซ็กบนพื้นลาดเอียงและเปียกลื่นหาก ใช้ความเร็วมากเกินไปรถก็จะลื่นไถล หมุน 360 องศาได้ง่ายๆ แต่ถ้าใครใช้ความเร็วพอเหมาะและแก้อาการในโค้งเป็นก็สามารถผ่านไปได้อย่าง ปลอดภัย
ในรุ่น A180 ที่ใช้ทดลองในสถานีนี้จะใช้เครื่องยนต์เล็กกว่า เป็นเครื่องแถวเรียง 4 สูบ 1595 ซีซี กำลังสูงสุด 122 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 1250 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.1 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ 202 กม./ชม. ไม่เลวสำหรับเครื่องยนต์เล็กๆ แบบสถานีสุดท้ายเป็นการขับแบบจิมคาน่ารถ เน้นทักษะในการควบคุมรถ ในเส้นทางที่กำหนดด้วยการใช้กรวยบังคับทิศทาง จะเห็นถึงสมรรถนะและความคล่องตัวในการขับขี่บนเส้นทางแคบๆซึ่ง A-CLASS ถือเป็นรถเล็กที่ควบคุมง่าย พวงมาลัยคมให้น้ำหนักกำลังดี ทำเลี้ยวซิกแซกในทางแคบด้วยความเร็วได้ง่าย รวมถึงการขับวนเป็นวงกลมก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการทรงตัว และเครื่องยนต์ก็สามารถถ่ายทอดกำลังได้อย่างต่อเนื่องไหลลื่นได้ทันใจ ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป 
งานนี้ต้องถือ A-CLASS ใหม่สอบผ่านฉลุย โดนใจทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
นี้

 

TEST DRIVE : ฮอนด้า SUPER CR-Vหรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่

Thursday, 21 March 2013 15:46

  ยอดขายของฮอนด้าปีนี้ลื่นไหลอย่างต่อเนื่องเหมือน กับจำนวนรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ฮอนด้าทยอยส่งเข้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย ไล่เรียงเท่าที่จำความได้รุ่นหลักๆก็มีตั้งแต่ซีวิค โมเดลเชนจ์ , ฟรีด ไมเนอร์เชนจ์ , บริโอ้ เพิ่มรุ่น เอส ออโต้ , ซิตี้ ซีเอ็นจี ล่าสุดก็เป็นคิวของซีอาร์-วี โมเดลเชนจ์ ที่มาในมาดของรถรุ่นเอสยู-วี หรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่


   การเปลี่ยนแปลงของซีอาร์-วี เป็นผลมาจากการสำรวจผู้ใช้ซีอาร์-วี ทั่วโลกว่าจุดด้อยของซีอาร์-วี มีตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าลูกค้าตอบเหมือนกันว่าดีอยู่แล้ว แต่ทางวิศวกรก็ยังต้องพัฒนาในทุกจุดให้ดีขึ้นจนได้รับการขนานามว่าเป็น ซูเปอร์ ซีอาร์-วี
   ซีอาร์-วี รุ่นใหม่ล่าสุดนับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว ในเมืองนอกมีการเปิดตัวซีอาร์-วี ครั้งแรกในปี1995 ในเมืองไทยถูกนำเข้ามาขายในปี 1997 รุ่นที่สองออกมาในปี 2001 รุ่นที่สามออกมาในปี 2007 และปีนี้จึงเป็นรุ่นที่ 4
   ถึงแม้ว่า ซีอาร์-วี จะออกแบบมาในสไตล์รถเอสยูวี แต่คนที่ซื้อมาใช้ก็เพราะชอบความเป็นรถสูงที่ให้การขับขี่เหมือนรถเก๋ง มากกว่าจะนำไปลุย ซึ่งในบ้านเราไม่มีถนนที่ลื่นมากๆเหมือนเมืองหนาวที่มีหิมะตก แค่รุ่นขับสองก็เหลือเฟือแล้ว และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่อยากได้รถสมรรถนะดี
   ประหยัดน้ำมันทางฮอนด้าจึงต้องมีการปรับในเรื่องของมิติโดยลดความสูงลง 30 มม. และลดความยาวของตัวถังให้สั้นลงอีก 30 มม. เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน ถึงตัวถังจะสั้น และเตี้ยลง ในห้องโดยสารยังคงความกว้างขวางไว้เช่นเดิม เพราะยังคงช่วงล้อไว้เท่าเดิม แต่จะลดความสูงของเบาะหลังลง 38 มม. รวมถึงลดที่เก็บยางอะไหล่ลง 30 มม. พื้นห้องเก็บของจึงลดลง 30 มม.
   ซีอาร์-วี ใหม่มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4 ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบครัน สำหรับการเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ฯ จากการจัดทริปของฮอนด้ามีรถมาให้ครบเพียงแต่มีโอกาสได้ขับเพียงรุ่นเดียว เนื่องจากต้องสลับกับเพื่อนร่วมรถอีก 4 คน ก็ยังได้ระยะประมาณ 100 กิโลเมตร พอจะได้จับความรู้สึกได้บ้าง
   รุ่นที่ได้ขับเป็นรุ่น 2.4 ขับเคลื่อนสองล้อ เปิดประตูเข้าไปก็ได้เห็นเบาะหนังที่ปรับด้วยไฟฟ้าสำหรับคนขับ ขึ้นไปนั่งจะได้รับรู้ถึงความยาวของเบาะที่ยังรับไม่เต็มขา แต่ก็มีความกว้างเพียงพอ หนังที่หุ้มจะทำเป็นรอยย่น นั่งได้สบายกว่าเบาะที่ขึงหนังจนตรึง ความสูงของเบาะที่ลดลงแต่พื้นที่ตัวถังสูงขึ้น 5 มม.ทำให้ได้สไตล์การขับขี่เหมือนกับรถซีดานมากกว่ารถเอสยูวี รวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน
   มีปุ่มควบคุมมาให้พร้อม โดยทางฮอนด้าแยกแผงคอนโซลออกเป็น 2 โซน คือโซนคนขับกับคอนโซลควบคุมทำให้ง่ายในการใช้งาน แผงคอนโซลไม่ใหญ่มากออกแบบให้โค้งเว้าเล่นระดับ มีจอแสดงผลอัจฉริยะ i-MID ฝังไว้ในแผงคอนโซลแยกจากเครื่องเสียงที่มีจอต่างหากสำหรับรองรับแผนที่นำทาง ซึ่งจะปรับระดับเสียงอัตโนมัติให้กำลังขับ 160 วัตต์พร้อมลำโพง 4 ตัว
   คอนโซลเกียร์อัตโนมัติ เชื่อมต่อกับคอนโซลกลางและมีที่ว่างพอสำหรับการวางแก้วน้ำ 3 ใบ และสามารถปรับเลื่อนที่วางแขนได้ถึง 60 มม. พร้อมช่องเล็กๆสำหรับใส่ของรวมทั้งวางกุญแจที่ไม่ต้องไขสตาร์ทเพราะใช้การกด ปุ่มแทน
   เบาะนั่งด้านหลังถูกออกแบบมาสำหรับความสะดวกในการพับเก็บในจังหวะเดียวด้วย การดึงคันโยกตรงหลังเบาะก็สามารถปล่อยเบาะพับเอนไปด้านหน้าสำหรับการเพิ่ม พื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้แล้วซึ่งพื้นที่เก็บสัมภาระของซีอาร์-วี ใหม่จะจุมากขึ้น
   สมรรถนะการขับเคลื่อนรุ่นที่ได้ทดลองขับ จะเป็นเครื่องยนต์พิกัด 2.4 ลิตร ที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง จากรุ่นเดิมพอสมควรทั้งเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวและเร่งแซง โดยเครื่องยนต์ในรุ่น 2.4 ใหม่ จะมีการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดไอดีและคายไอเสียพร้อมกับปรับปรุง วาล์ว บ่าวาล์ว และใช้หัวเทียนชุบนิเกิลสำหรับการรองรับอี 85 ได้ มอเตอร์สตาร์ทมีกำลังสูงขึ้น
   มีการทำงานร่วมกันระหว่างไทมิ่งแปรผันกับระยะยกวาล์วแปรผันช่วยเพิ่มกำลัง ให้สูงขึ้นในรอบต่ำ และคุมการเปิด - ปิดลิ้นปีกผีเสื้อด้วยไฟฟ้าได้รับความแม่นยำสูง กำลังสูงสุดที่ได้อยู่ที่ 170 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4300 รอบ/นาที ใช้การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด
   สมรรถนะที่แสดงออกมาน่าชื่นชมตั้งแต่อัตราเร่งช่วงออกตัวที่ทำได้ต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบรอบสูง ความเร็วขึ้นเร็วกว่าเดิมรอบเครื่องยนต์ต่ำลง 2,000 รอบ/นาที ได้ความเร็ว 110 กม./ชม. อัตราบริโภคก็ดีขึ้นเยอะกับการขับ 110-120 กม./ชม. ได้อัตราบริโภคเฉลี่ย 11.4 กม./ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถูกปรับด้วยเช่นกันสำหรับความนุ่มหนึบมากขึ้นด้วยการเพิ่ม ขนาดโช้คอัพใหญ่ขึ้นอีก 10 % รองรับการยุบตัวที่ดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับซีอาร์-วีใหม่ใกล้เคียงกับรถเอสยูวีกึ่งรถเก๋งขนาด ใหญ่ที่ให้ความนุ่มผสานความหนึบได้อย่างลงตัว!!!
 

 

 
 

Page 1 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )