Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : MITSUBISHI TRITON ATHLETE สัมผัสครบทุกรูปแบบ เส้นทาง กรุงเทพ-เขาใหญ่

Sunday, 18 February 2018 16:21

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมทดลองขับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE รถกระบะระดับท็อปตกแต่งสไตล์สปอร์ตรุ่นล่าสุด ภายใต้เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ เปิดโอกาสให้สัมผัสครบทุกรูปแบบทั้งการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด รวมถึงการฝึกทักษะการควบคุมบนทางออฟโรดและท้าพิสูจน์ความประหยัดน้ำมันในช่วงขึ้นและลงเขาใหญ่! รวมระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะระดับท็อปดีไซน์สปอร์ตใหม่ล่าสุด  เน้นการเพิ่มความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคัน ซึ่งเป็นของแท้จากโรงงานรวม 19 รายการ ไล่ตั้งแต่กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่สีดำเข้ม  เสริมการตกแต่งด้วยสปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลังปลายขอบกระบะ โป่งล้อแต่งสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายสวยสีดำ และตกแต่งลายกราฟฟิกสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นมองแล้วแตกต่างจาก TRITON รุ่นมาตราฐานอย่างชัดเจน 

   ภายในห้องโดยสารเน้นการตกแต่งพิเศษด้วยสีทูโทนส้ม-ดำ บริเวณหัวเกียร์และเบาะนั่งที่ผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น ATHLETE  ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1 ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete) รวมไปถึงการเสริมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบ อาทิ ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC – Active Stability and Traction Control) ,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) และกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ (Rear View Camera with Guiding Line) ฯลฯ

   กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ค้นหาขีดจำกัดของคุณกับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE” เปิดโอกาศให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกับความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง โอ่โถง และสมรรถนะในการขับขี่ที่หลากหลาย โดยเริ่มต้นการเดินทางในช่วงการจราจรที่หนาแน่นของกรุงเทพฯ จากใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิททดสอบความคล่องตัวในการขับขี่ ก่อนขึ้นทางด่วนและโทลเวย์ข้ามออกนอกเมืองไปยังชานเมืองย่านนวนครมุ่งสู่จุดหมายแรกคือ โชว์รูมมิซูบิชิ รีพับบลิค เพื่อเรียนรู้การทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II ของ TRITON ATHLETE ที่ยกชุดมาจาก PAJERO SPORT รุ่นล่าสุด ซึ่งมีการสาธิตการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในทุกโหมดการใช้งาน เริ่มจากโหมด 4H ระบบขับเคลื่อน4ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control ซึ่งระบบนี้จะแบ่งการส่งกำลังลงสู่ล้อหน้า 40%และล้อหลัง 60 % เน้นใช้งานบนสภาพถนนเปียกลื่นด้วยความเร็วที่พอเหมาะทำให้รถมีการทรงตัวที่ดีควบคุมรถง่ายขึ้น   จากนั้นลองบิดสวิทซ์ควบคุมที่อยู่หลังคอนโซลเกียร์เข้าสู่โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ระบบนี้คล้ายๆกับการขับรถออฟโรดแบบฟูลไทม์จะกระจายกำลังสู่ล้อหน้าและหลังบนสภาพถนนปกติ 50% เท่ากัน เหมาะสำหรับการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารพื้นถนนลื่นแต่ยังใช้ความเร็วได้ และที่พิเศษคือพวงมาลัยจะไม่รู้สึกหนักหรือตึงมือ สามารถเลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนการขับรถขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ  และโหมดสุดท้ายคือ 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมเฟืองท้าย Rear Diff Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เน้นเอาชนะอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นการพิชิตยอดเขา และการบุกตะลุยเส้นทางธรรมชาติทั้งทางโคลน เนินสลับหรือเนินชันมากๆได้อย่างมั่นใจ

 

   สำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4LLc เรามีโอกาสได้ลองของจริงบนเส้นทางออฟโรดช่วงสั้นๆ เมื่อเดินทางไปถึงสนามยิงปืนนาควานิชเพื่อร่วมกิจกรรมกรรมฝึกยิงปืนและสลับกับการขับรถบนเส้นทางออฟโรดธรรมชาติ ซึ่งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ TRITON ATHLETE สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆทั้งเนินขึ้นลงทางชันและร่องหินสลับพื้นผิวขุระได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุมคันเร่งและบังคับทิศทางของพวงมาลัยให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

   ในช่วงการขับขี่บนเส้นทางออนโรด กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพื่อทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง พื้นฐานแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 ต่อนาที เป็นเครื่องยนต์ที่เน้นประหยัดและปล่อยมลพิษสะอาด ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ 4 หรือมาตรฐานยูโร4(Euro Step 4) และยังรองรับมาตรฐานมลพิษระดับ 5 ของยุโรปด้วยการติดตั้งระบบ EGR ที่นำไอเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่จึงช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   สมรรถนะการขับขี่โดยรวมต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถกระบะระดับท็อปสู้กับคู่แข่งในตลาดได้  ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ที่รู้สึกดีตั้งแต่เสียงที่เงียบขึ้นเวลาสตาร์ท  จังหวะการออกตัวทำได้นุ่มนวล ราบเรียบ การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ รอยต่อระหว่างเกียร์อาการกระตุกเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อกดคันเร่งหนักๆทันทีในช่วงออกตัวอาการรอรอบมีบ้างแต่ก็ถือว่าทันใจเพียงพอต่อการใช้งาน  และเมื่อเกียร์เริ่มไหลไปตั้งแต่เกียร์ 3 ขึ้นไปรอบเครื่องยนต์ทะลุเกิน 2,000 รอบ/นาที ถือว่าทำได้ดีความเร็วไหล่ตามน้ำหนักเท้าได้ทันใจ โดยอัตราเร่งจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามีทางโล่งอัดกันยาวๆความเร็วสูงสุดทะลุเกิน 180 กม./ชม. ส่วนช่วงการขับขี่ทั่วๆไปใช้ความเร็วคงที่ในการเดินทาง 90-120 กม./ชม. รอบเครื่องค่อนข้างต่ำประมาณ 1500-1,900 รอบ/นาที  ซึ่งจะได้ความประหยัดในการเดินทางที่คุ้มค่าเกิน 16 กม./ลิตร และถ้าขับแบบเนียนจริงๆ20 กม./ลิตร มีให้เห็นอย่างแน่นอน ส่วนความรู้สึกในการควบคุมรถจะเหมือนกับขับรถตรวจการณ์หรือรถเก๋งมากกว่าขับรถกระบะ พวงมาลัยแม้ไม่ใช่ระบบเพาเวอร์ไฟฟ้าที่เริ่มนิยมใช้กันในรถกระบะ  แต่ก็ให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่ดีทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูง คือไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักจนเกินไป ทำให้การเลี้ยวรถมีความคล่องตัว  ขับง่ายและสบายกว่ารถกระบะทั่วๆไป ส่วนช่วงล่างเมื่อขับครั้งแรกก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงความนุ่มนวล อาการกระด้างหรือกระเด้งทั้งหน้าและหลัง เกิดขึ้นน้อยกว่ารถกระบะยุคเก่าๆโดยรวมจึงถือว่าขับสบายตามมาตรฐานรถกระบะยุคใหม่

 

   นอกจากการทดลองขับบนเส้นทางปกติแบบเดินทางไกล  กิจกรรมครั้งนี้ ยังจัดสื่อมวลชนเท้าเทพได้มีโอกาสร่วม พิชิตยอดเขาพิสูจน์ความประหยัดน้ำมัน  ด้วยการขับขี่ TRITON ATHLETE ทั้งในระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นลงบนเขาใหญ่ ก่อนนำมาคำนวณอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันเพื่อค้นหาผู้สื่อข่าวที่ทำตัวเลขความประหยัดได้ดีที่สุด โดยเริ่มออกสตาร์ทจากทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีนบุรีข้ามเขาไปลงฝั่งปากช่อง ระหว่างทางขับแวะขึ้นไปจุดชมวิวบนเขาเขียวก่อนลงมาวัดผลบริเวณอ่างเก็บน้ำสายศรบนเขาใหญ่รวมระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร ซึ่งการขับขี่ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันแบบอิสระไม่มีกติกาซับซ้อนเพียงแค่วิ่งตามกำหนดเวลาไปถึงจุดหมายไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ผู้สื่อข่าวทุกคนจึงงัดเทคนิคที่ผ่านประสบการณ์แข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วนออกมาใช้กันเต็มที่ ตัวเลขที่ออกมาก็ถือว่าสุดยอดในช่วงขาขึ้นเขาเป็นเนินชันส่วนใหญ่สลับทางลงเนินเล็กน้อยตัวเลขที่ปั้นแต่งกันได้อยู่ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร ส่วนครึ่งทางหลังเป็นการลงเนินเขายาวๆสามารถทำสถิติการประหยัดสูงถึง 18 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดากับการขับแข่งขันประหยัดน้ำมันบนเขาเป็นครั้งแรก แต่ถ้ามองถึงการขับแบบปกติไม่ต้องใช้เทคนิดทั้งการแต่งเกียร์หรือเดินคันเร่งให้เนียนมากมาย เราประเมิณว่าเส้นทางแบบนี้ TRITON ATHLETE น่าจะทำได้ทะลุเกิน 11 กม./ลิตร ไปได้สบายๆ

 

   โดยภาพรวมต้องยอมรับรถกระบะคันนี้มีความคุ้มค่าในการใช้งานค่อนข้างสูงทั้งด้านความแรงและประหยัดน้ำมัน  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจซื้อของคนไทยยุคปัจจุบันคงต้องมองผ่านรูปลักษณ์ที่โดดเด่นโดนใจเป็นอันดับแรก เพื่อดึงดูดเข้าสู่การสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของรถรุ่นนั้น ซึ่งการเพิ่มรุ่นตกแต่งระดับท็อปของ TRITON ATHLETE ก็น่าจะสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถกระบะระดับท็อปโมเดลได้มากขึ้น แม้คู่แข่งในกลุ่มนี้จะมีทางเลือกค่อนข้างหลากหลายก็ตาม!!

   การทำตลาด MITSUBISHI TRITON ATHLETE มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 879,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab Plus 2.4D MIVEC Athlete 6MT และ 1,111,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab 4WD 2.4D MIVEC Athlete 5AT สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : MITSUBISHI ATTRAGE MY2017 อัพเกรดออฟชั่นล้ำสมัย

Saturday, 30 December 2017 15:23

   มิตซูบิชิ แอททราจ ภายใต้โฉมซีดาน 4 ประตู เปิดตัวบุกตลากรถยนต์เมืองไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2556 รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับ มิราจ แฮ็ทชแบ็กอีโคคาร์รุ่นแรกของค่ายมิตซูบิชิ แต่ตัวถังที่เป็นแบบซีดานจะขยายใหญ่กว่าในทุกมิติทั้งความยาว ความกว้าง ความสูง และช่วงล้อ ทั้งนี้ก็เนื่องจากอีโคคาร์ยุคปัจจุบันนอกจากความประหยัด ยังต้องแข่งขันกันด้วยขนาดตัวถัง ซึ่งหมายถึงความกว้างขวางสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่ต้องไม่น้อยหน้ากับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

   ล่าสุดในช่วงกลางปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ทำการกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์อีกครั้งด้วยเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่นคือ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ โดยเน้นอัพเกรดรูปลักษณ์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มความโดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย

   การทดลองขับในครั้งนี้เราจะโฟกัสไปที่มิตซูบิชิ แอททราจ อีโคคาร์โฉมซีดาน ที่อยู่ในกลุ่มตลาดเดียวกับ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ,นิสสัน อัลมิร่า ,มาสด้า 2 ซีดาน ,ฮอนด้า บริโอ อเมซ และซูซูกิ เซียส ฯลฯ รูปลักษณ์โดยรวมของมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017 ต้องบอกว่าใกล้เคียงรุ่นเดิมตั้งแต่ต้นโมเดล ต้องสังเกตุดีๆถึงจะเห็นความแปลกใหม่ที่บริเวณกันชนหลังและไฟท้ายแบบใหม่ ส่วนภายในของรุ่น GLS Ltdที่ทดลองขับจะเพิ่มอุปกรณ์ที่รองรับระบบ Apple CarPlay เพิ่มระบบครูสคอนโทรลควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ตกแต่งด้วยเบาะหนังสีดำด้ายแดง หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ทุกรุ่นเพิ่มไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยฝั่งผู้ขับ ช่อง USB ตำแหน่งใหม่ที่คอลโซลเกียร์ใช้งานสะดวกขึ้น เพิ่มเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ตำแหน่งที่เบาะหลัง พร้อมหมอนรองศีรษะปรับความสูงได้ 3 ระดับ และจุดยึดเบาะเด็ก 2 ตำแหน่ง

   สำหรับ Apple CarPlay ภาคบันเทิงใหม่ เป็นช่องทางที่สะดวก และปลอดภัยในการใช้งาน iPhone ภายในรถยนต์ โดยที่ผู้ขับขี่สามารถโทรออกพร้อมรับสายโทรศัพท์ ส่งข้อความ และฟังเพลง ไปพร้อมกับการตั้งสมาธิไปที่การขับขี่ CarPlay ยังสามารถใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส และคำสั่งเสียงผ่านระบบ Siri ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่และระบบเสริมความปลอดภัยที่น่าสนใจทั้ง ระบบล็อคความเร็วบนพวงมาลัยช่วยคลายความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ทางไกล , ติดตั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ โดยระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชนรถยนต์คันหน้า และติดตั้งระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า ซึ่งจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชน หากระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้าในขณะที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

   มิตซูบิชิ แอททราจ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเน้นความประหยัดกับ เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ MIVEC 1.2 ลิตร DOHC 12 วาล์ว มีวาล์วแปรผันทางฝั่งไอดี เพื่อให้การเรียกกำลังออกมาใช้ได้เต็มที่ กำลังสูงสุดอยู่ที่ 78 แรงม้า ที่ 6000 รอบ /นาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบ /นาที รองรับน้ำมันได้ถึง อี 20 ส่งกำลังผ่านกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ที่ตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบ G-Sensor ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันได้อย่างแม่นยำ อัตราเร่งช่วงออกตัวเป็นไปตามมาตรฐานรถอีโคคาร์ทั่วๆไป ไม่ถึงกับรวดเร็วทันใจคนเท้าหนัก แต่ก็ไปได้เรื่อยๆแบบพอเพียงต่อการใช้งาน เมื่อมีจังหวะเหมาะๆลองคิกดาวน์ดูอัตราเร่งแซงที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม จะเห็นว่าความเร็วรีดเค้นออกมาได้ไวทีเดียว พร้อมกับเสียงจากท่อไอเสียที่กังวานออกมาในสไตล์รถซิ่ง ส่วนช่วงล่างสมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ทั้งความนุ่มนวลขับสบายในเมือง พร้อมความแข็งหนึบยึดเกาะถนนได้มั่นใจพอสมควร และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าให้ความรู้สึกที่ดีไม่เบาหวิว บังคับหักเลี้ยวได้คล่องตัว และให้ความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ

   ทางด้านความประหยัดเราลองวัดผลแบบเดินทางไกล ขับสบายๆใช้ความเร็วคงที่ประมาณ90 - 100 กม./ชม. โดยลองปรับเซ็ทหลายๆช่วงการขับขี่ ค่าเฉลี่ยบนออนบอร์ดอยู่ที่ประมาณ 4 -5 ลิตร /100 กม.หรือทะลุเกิน 20 กม./ลิตร ทุกครั้ง ซึ่งใกล้เคียงตัวเลข 22-23 กม./ ลิตร. ตามที่มิตซูบิชิ เคลมไว้ตามมาตรฐานโรงงาน

ราคาจำหน่ายมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017

- GLX เกียร์ธรรมดา ราคา 472,000 บาท

- GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 506,000 บาท

- GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 561,000 บาท

- GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 599,000 บาท

 

TEST DRIVE : CHEVROLET TRAILBLAZER Z71 รูปลักษณ์เด่น ออฟชั่นเพียบ!

Monday, 05 March 2018 16:19

   CHEVROLET TRAILBLAZER เวอร์ชั่นใหม่ Z71 คือการยกระดับทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ ของรถอเนกประสงค์สไตล์เอสยูวีของ TRAILBLAZER  ให้มีคุณสมบัติสูงขึ้นอีกขั้น โดยวางตำแหน่งการตลาดให้รถรุ่นนี้เป็นรุ่นท็อบสุด สามารถต่อกรกับคู่แข่งในคลาสเดียวกันได้อย่างสู่สีมากยิ่งขึ้น

   จุดเด่นของ TRAILBLAZER Z71 สัมผัสแรกคงต้องจับจ้องไปที่รูปลักษณ์ภายนอกที่อัพเกรดใหม่มีความต่างจาก TRAILBLAZER รุ่นเดิมพอสมควร   มุมมองด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าใหม่ที่มีการออกแบบเฉียบคม วัสดุสีดำเงาเพิ่มความสปอร์ตผสมผสานความหรูหรา ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยสติกเกอร์สีดำด้านเพื่อเติมแต่งภาพลักษณ์ความโฉบเฉี่ยวผสานความดุดันมากยิ่งขึ้น  ด้านท้ายรถมาพร้อมสติกเกอร์ Z71 4X4 บนฝากระโปรงท้ายบ่งบอกความชัดเจนของชื่อรุ่น และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยตกแต่งสีดำ ขนาด 18 นิ้ว มีลวดลายสวยลงตัวรับกับรูปลักษณ์โดยรวม

   ภายในห้องโดยสารเน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย การตกแต่งมีความหรูหราประณีต  แผงแดชบอร์ดและคอนโซลกลางได้รับการปรับดีไซน์ใหม่หมด วัสดุที่ใช้มีผิวสัมผัสนุ่มนวลขึ้นพร้อมสวิทช์ควบคุมต่างๆ ก็ถูกจัดวางตำแหน่งใหม่เพื่อรองรับการใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น  และเบาะที่นั่งหุ้มหนังแท้ตกแต่งด้วยโทนสีดำ หัวหมอนรองศีรษะเบาะนั่งคู่หน้าปักโลโก้ Z71 4x4  ซึ่งการออกแบบเบาะทั้ง 7 ที่นั่งยังเน้นความสะดวกสบายสูงสุดในทุกการเดินทาง ผู้โดยสารที่นั่งแถวที่สองและแถวที่สามจะมีทัศนวิสัยที่กว้างไกลรอบด้านด้วยเบาะที่นั่งที่จัดวางแบบโรงภาพยนตร์ สะดวกสบายด้วยช่องปรับอากาศที่นั่งด้านหลังที่มีการควบคุมความแรงของลมแบบแยกส่วนพร้อมช่องแอร์สำหรับทุกที่นั่ง  และเบาะทั้งสามแถวยังสามารถพับให้แบนราบเพื่อขยายพื้นที่ให้มีความกว้างขวางมากขึ้นเพื่อการบรรทุกสัมภาระอย่างเต็มรูปแบบ

   นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยภาคบันเทิงที่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมระบบสื่อสารได้ในทุกสถานการณ์ ผ่านหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมกับมีระบบนำทางในตัว  สามารถใช้โทรศัพท์โทรออก รับสาย ฟังเพลง และเข้าถึงสมุดรายชื่อในโทรศัพท์ผ่านแอปเปิล คาร์เพลย์ หรือแอนดรอยด์ ออโต้ได้ตลอดเวลา ขณะที่แผงมาตรวัดมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้เลือกใช้ และ TRAILBLAZER Z71 ยังมาพร้อมรีโมทสตาร์ท ฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์อย่างมากในช่วงอากาศร้อน ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศทำความเย็นเพื่อให้รถพร้อมใช้งานก่อนที่ผู้ขับจะเข้ามาในรถ

   TRAILBLAZER Z71 ให้ความแรงด้วยเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์พัฒนาการล่าสุด  แบบ 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร  เทอร์โบแปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) เน้นพละกำลังแรงบิดตั้งแต่รอบต่ำพร้อมความแรงเหลือเฟือในรอบสูง และให้ความประหยัดน้ำมันเมื่อใช้ความเร็วคงที่ในการใช้งาน พร้อมปรับปรุงให้มีเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนน้อยลงอย่างชัดเจน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นนี้มีพละกำลัง 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที   ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สมรรถนะของเครื่องยนต์ถูกควบคุมโดยกล่องสมองกลควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) ซึ่งพัฒนาโดยจีเอ็มเพื่อตอบสนองต่อการทำงานของเครื่องยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยมีฟังก์ชั่นควบคุมที่เป็นสิทธิบัตรของจีเอ็มมากกว่า 150 ฟังก์ชั่น ซึ่งช่วยประสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  

   การทดลองขับครั้งนี้เราเน้นเดินทางทั้งนอกและในเมือง เพื่อทดลองสมรรถนะแบบใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สัมผัสแรกกับการขับขี่แบบปกติในเมืองใช้ความเร็วต่ำ  ด้วยช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงก์ พร้อมคอยล์สปริงและช็อกอัพแก๊สไดเกรสซีฟที่ปรับเซ็ทใหม่ สามารถยกระดับการขับขี่และการควบคุมได้ดีขึ้น อาการแข็งกระด้างเมื่อเจอพื้นถนนไม่ราบเรียบหรือการขับบนทางลูกรังลดลงไปมาก เรียกว่าได้อารมณ์การขับขี่แบบรถเอสยูวีมากยิ่งขึ้น  รวมไปถึงระบบดิสก์เบรกสี่ล้อก็ทำงานได้ดีให้น้ำหนักเหมาะสมในการหยุดหรือชะลอรถในทุกช่วงความเร็ว 

   สมรรถนะของเครื่องยนต์เมื่อขับขี่บนทางหลวงจัดว่าดีขึ้น เครื่องยนต์นิ่ง เดินเงียบราบเรียบ ทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง มีกำลังรองรับการใช้งานอย่างเหลือเฟือไม่จำเป็นต้องเค้นกำลังในรอบสูงๆ  การใช้งานทั่วๆไปในเมืองมีทั้งช่วงรถติดสลับหยุดนิ่งอัตราสิ้นเปลืองจึงมีความประหยัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ส่วนช่วงเดินทางไกลความเร็วคงที่ 100-120 กม./ชม.อัตราสิ้นเปลืองทะลุ14-16 กม./ลิตร สบายๆ  และเมื่อขับด้วยความเร็ว ทั้งทางตรงและในทางโค้ง ชุดขับเคลื่อนทั้งเกียร์ ช่วงล่าง และเบรก ทำงานสอดประสานกันได้ดี ควบคุมรถได้มั่นใจในทุกจังหวะความเร็ว   ตลอดการทดลองขับเรายังได้รับรู้ถึงสมรรถนะการควบคุมรถที่ดีขึ้นต่างจากเอสยูวีในร่างทรงของรถกระบะที่คุ้นเคย สามารถขับขี่ได้สะดวกสบาย ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยลดน้ำหนักพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ โดยระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักอย่างเหมาะสมตามความเร็วของรถ   

   นอกจากนี้ TRAILBLAZER Z71 ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยยุคใหม่เต็มเพียบไม่ว่าจะเป็น ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา ,ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร , ระบบเตือนการชนด้านหน้า ,ติดตั้งกล้อมมองหลังพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุขณะถอยจอดรถด้านหน้าและด้านหลัง , เซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝน ,ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ  ,ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ที่สามารถแสดงค่าแรงดันลมของยางทั้งสี่ล้อ และจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อแรงดันลมยางลดต่ำเกินไปที่แผงหน้าปัด ซึ่งทุกระบบที่กล่าวมานี้สามารถใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ ส่วนระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟก็มาครบทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS) ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA) ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti-Rolling Protection) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ เรียกว่าระบบความปลอดภัยรถรุ่นนี้จัดเต็มแบบไม่เป็นสองรองใครในตลาด

   CHEVROLET TRAILBLAZER Z71 4x4  รุ่นท็อป เคาะราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,499,000 บาท  ถือเป็นระดับราคาที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับรุ่นท็อปของคู่แข่งในคลาสเดียวกันที่ส่วนใหญ่จะมีเพดานราคาสูงกว่า  แถมออฟชั่นอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยเท่าที่เทียบดูยังจัดเต็มไม่ได้เท่านี้  ถ้าสนใจอยากสัมผัสของจริงเรียนเชิญที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ!

 
 

TEST DRIVE : JAZZ HYBRID ความประหยัดที่ราคาเบาๆไม่ไกลเกินเอื้อม

Thursday, 21 March 2013 17:03

ตลาดรถยนต์เมืองไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุครถยนต์ที่เน้นการประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากอีโคคาร์ยอดนิยมที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย รถยนต์ในกลุ่มไฮบริด ที่ภาครัฐสนับสนุนอยู่ ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น และปัจจุบันก็มีการผลิตภายในประเทศทำให้ราคาค่าตัวไม่แรงจนเกินไป สามารถซื้อหามาครอบครองได้ง่ายขึ้น โดยค่ายที่ถือว่าเป็นเจ้าตลาดรถไฮบริด ก็คือค่ายโตโยต้าที่มีโปรดักซ์ยอดฮิตทั้งพรีอุส และ คัมรี่ ส่วนคู่แข่งตัวจริงในตลาดรถยนต์นั่งอย่างค่ายฮอนด้าก็เริ่มทำตลาดรถยนต์ ไฮบริด อย่างจริงจัง แต่จะเน้นความแตกต่างกันในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งค่ายนี้จะเน้นเครื่องยนต์เล็กๆ มากกว่า ทำให้แยกตลาดออกมาได้อย่างชัดเจน

   นกลุ่มรถนำเข้าก็มี ซีอาร์-แซด ก่อนหน้านั้นก็มีซีวิค ไฮบริดที่นำมาขายรวมทั้งอินไซท์ แต่ด้วยราคานำเข้าค่อนข้างสูงทำให้ตลาดไม่โตเท่าที่ควร และล่าสุดฮอนด้า จึงลงไปเล่นกับรถตลาดอย่างแจ๊ซ ไฮบริด ที่มีราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับรถไฮบริด IMA ที่ประกอบในเมืองไทยของฮอนด้าในตลาดรถยนต์ซับคอมแพ็ค เพื่อตอบสนองความต้องการของรถรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
   ระบบไฮบริด ของฮอนด้า จะเป็นไฮบริดแบบคู่ขนานในการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า อาศัยเครื่องยนต์เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนใช้รูปแบบของระบบไฮบริดที่ ไม่ซับซ้อน ทำให้ได้ขนาดที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ มีความประหยัด โดยยังคงความสนุกสนานในการขับขี่เอาไว้เช่นเดิม หัวใจหลักของความแตกต่างของแจ๊ซธรรมดากับไฮบริด คือ ขนาดของเครื่องยนต์ แทนที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ก็ลดลงเหลือแค่ 1.3 ลิตร แล้วใช้มอเตอร์มาช่วยในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นที่มาของความแรงที่ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แต่จะโดดเด่นกว่าในเรื่องความประหยัดในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น
   เครื่องยนต์ ที่วางไว้ก็จะเป็นแบบ 4 สูบ ขนาด1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้าที่ 5800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด121 นิวตัน - เมตร ที่ 4500 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็จะให้กำลังสูงสุด 14 แรงม้า ที่ 1500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 78 นิวตัน - เมตร ที่ 1000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ ซีวีที โดยวางแบตเตอรี่ไว้ตรงยางอะไหล่ ส่วนถังน้ำมันนำมาวางไว้ตรงกลาง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ยังคงใช้งานได้พอๆ กับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว หลักการทำงานก็คือ ใช้เครื่องยนต์สำหรับทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนในช่วงออกตัว แล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงเพื่อการออกตัวได้รวดเร็วขึ้น ในความเร็วคงที่ ประมาณ 30 กม./ชม. ก็สามารถใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวได้ พอเร่งความเร็วมากขึ้นมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำงานประสานกันเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการออกตัว หรือเร่งแซงได้อย่างทันใจ
   ในช่วงเบรกหรือยกคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน พลังงานที่สูญเสียไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ไฮบริด เมื่อรถหยุด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ ส่วนเครื่องปรับอากาศจะทำงานอยู่ หากรจอดนิ่งหรือรถติดนานเกินไป เครื่องยนต์ก็ติดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งระยะเวลาในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะใช้เวลาไม่ต่างกัน การใช้งานในเมืองกับชานเมืองที่ใช้ความเร็วไม่สูงมาก ถือว่าเป็นพื้นที่เหมาะกับการใช้งานของเครื่องยนต์ไฮบริดที่จะมีการยกคัน เร่งหรือเหยียบเบรกบ่อยๆ การชาร์จไฟจะทำได้ต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางไกลก็ทำได้ดีกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า เครื่องยนต์ปกติที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
   ทางด้านสมรรถนะอัตราเร่งเมื่อเทียบกับแจ๊ซ 1.5 เกียร์ออโต 5 สปีด จะมาช้ากว่าพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับอืดอาดถือว่าขับสนุกได้อารมณ์ไม่ต่างกัน แต่ถ้ามองในมุมของความประหยัดที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายกิโลเมตร ต่อ ลิตร ก็ถือว่าคุ้มค่า การใช้งานจริงก็ได้เกิน 20 กม./ลิตร อาจจะพอๆกับพวกรถอีโคคาร์ แต่ได้อัตราเร่งดีกว่า เกาะถนนดีกว่า เมื่อเป็นรถไฮบริดหลายคนอาจจะเป็นห่วงกับแบตเตอรี่ไฮบริด ทางฮอนด้าก็ได้รับประกันไฮบริดทั้งระบบ มีสายไฟ แบตเตอรี่ มอเตอร์ กล่องควบคุม 5 ปี ราคาก็ปรับขึ้นไม่มากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ ซึ่งทางฮอนด้าตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 768,000 บาท !!!

 

ROST TEST : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Thursday, 14 March 2013 16:58

 

ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออกมาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม 

 

Read more...

 
 

Page 1 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )