Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE : NISSAN NOTE กว้างขวาง ขับสบายตามสไตล์อีโคคาร์ยุคใหม่

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดลองขับ NISSAN NOTE อีโคคาร์สไตล์คอมแพ็คแฮทช์แบค ที่ออกแบบและพัฒนาตามยุคสมัยให้มีทั้งรูปโฉมโฉบเฉี่ยวสวยงาม ตัวถังใหญ่กว้างขวางสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ต้องมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสร้างความอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง โดยพัฒนาภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต Nissan Intelligent Mobility ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแนวทางหลักที่นิสสันใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม  

   การทดลองขับครั้งนี้เป็นแบบวันเดย์ทริป เช้าไปเย็นกลับภายใต้เส้นทาง กรุงเทพ-อัมพวา-สมุทรสาคร ระยะทางรวม 200 กิโลเมตร    ต้องผ่านการจราจรในเมือง ผ่านทางหลวงหมายเลข35 ( พระราม2 ) ผ่านแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมือง สามารถสัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่ ความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน

   NISSAN NOTE เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความก้าวล้ำของนิสสัน ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่  ที่ต้องการรถยนต์ที่มีดีไซน์สวย โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย ให้ความคล่องตัว อุ่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญพร้อมอรรถประโยชน์ครบครัน   ซึ่งนิสสัน ตั้งเป้าหมายจำหน่ายรถรุ่นนี้ในช่วงสองเดือนแรกที่ 2000 คัน รวมเป้าจำหน่ายในปีงบประมาณ 2017 อยู่ที่ 15,000 คัน 

   NISSAN NOTE ได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม โดดเด่นอย่างมีสไตล์ เส้นสายภายนอกให้ทั้งความสมดุลย์ สำหรับจุดเด่นเริ่มจากกระจังหน้าแบบ V-Motion ตามสไตล์ของนิสสันในยุคปัจจุบัน เติมความหรูด้วยแถบโครเมียมในแนวกันชนหน้า โคมไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ ปรับสูง-ต่ำได้  พร้อม LED Signature Light มาพร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า  ไฟท้าย LED รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรก LED ขณะที่เส้นสายด้านข้างดูลงตัวจากเส้นสายและความโค้งมนตลอดคัน มือจับประตู กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถพับและปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความปลอดภัยแก่ตัวเองและเพื่อนร่วมทางส่วนด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์เสริมความสปอร์ต

   ภายในห้องโดยสารการออกแบบเน้นใช้โทนด้วยสีดำสื่ออารมณ์สปอร์ต เติมความหรูผ่านวัสดุตกแต่งสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดสีเปียโนแบค เบาะนั่งโอบกระชับเดินทางไกลไม่เมื่อยล้า พวงมาลัยใหม่ทรงสปอร์ต แบบ D-Shape ปรับสูงต่ำได้ ช่วยให้การเข้าออกตำแหน่างผู้ขับขี่สะดวกขึ้น โดยรุ่น VL ที่ทดลองขับเป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงมัลติอินโฟเมชัน ดิสเพลย์ (MID) ช่วยให้อ่านข้อมูลการขับขี่ต่างๆได้ง่ายไม่ต้องละสายตาจากถนนนานเกินไป  อีกอย่างที่สัมผัสได้จะๆสำหรับ NISSAN NOTE คือระบบปรับอากาศอัตโนมัติทำให้ห้องโดยสารมีความเย็นสบายแบบทั่วถึง และยังมาพร้อมกับระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบที่ยังเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันผ่านสาย HDMI และเทคโนโลยี mirror link ซึ่งทั้งหมดทำให้การเดินทางเพลิดเพลินและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารระหว่างขับขี่ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและเบาะหลังจะไม่รู้สึกอึดอัดจากห้องโดยสารที่มีความกว้างขวางโป่งสบายซึ่งเป็นจุดเด่นของ NISSAN NOTE ด้วยระยะห่างระหว่างเบาะหน้าและเบาะหลังที่ปรับได้มากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่ช่วงขาและช่วงเข่ามากขึ้น

   สำหรับการทดลองขับครั้งแรกเริ่มต้นจากใจกลางเมืองย่านสาธร ช่วงแรกทำความคุ้นเคยและสัมผัสกับฟังก์ชันการทำงานต่างๆ และความสะดวกสบาย ความคล่องตัวจากวงเลี้ยวที่แคบตามสไตล์รถคนเมือง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ เนื่องจากการขับขี่ในสภาพจราจรช่วงแรกต้องเบรกและออกตัวบ่อยครั้ง จากนั้นขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าสะพานพระราม 9 เพื่อออกสู่ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางที่ใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้น แม้จะมีปริมาณรถหนาตา และทำให้รับรู้ได้ว่าเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ที่มาพร้อมกับหัวฉีดอิเลคทรอนิค มัลติพอยท์ (ECCS) 32 บิท  ให้กำลังได้สูงสุด 79 แรงม้า ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ทำความเร็วและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และยังประหยัดน้ำมันได้ดี แถมยังเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมเพราะปล่อยต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4  และมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ด้วย

   สำหรับการขับขี่ทางไกลบนทางหลวงหลักระหว่างเมือง ยังอุ่นใจได้กับการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยยุคใหม่เต็มคัน โดยเฉพาะระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง (Lane Departure Warning – LDW) ซึ่งจะเตือนส่งเสียงเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบจะตรวจจับอาการของรถ หากพบว่าล้อเหยียบเส้นแบ่งเลนโดยไม่ตั้งใจคือผู้ขับไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบก็จะเตือนให้ผู้ขับได้รู้ตัวเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ซึ่งระบบนี้จะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม. ขึ้นไป นอกจากนี้นิสสันยังนำเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ๆมาใส่เต็มเพียบ ทั้ง Intelligent Around View Monitor (AVM) กล้องมองภาพรอบทิศทาง และมองเห็นได้รอบคัน ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหว หรือ Moving Object Detection (MOD) ด้วยการออกแบบให้ภาพจากกล้องแสดงผลที่กระจกมองหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเห็นภาพจากกล้อง และภาพที่สะท้อนบนกระจกมองหลังได้ในเวลาเดียวกัน  และเน้นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้วยการติดตั้งระบบ Intelligent Forward Collision Warning (FCW) หรือระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า เตือนเป็นสัญญาณเสียง และสัญลักษณ์ที่หน้าปัด เสมือนมีตัวช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่หนาแน่น และยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบ Intelligent Emergency Braking ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชน  โดยวิเคราะห์ระยะห่าง และความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติ

   จากถนนพระราม 2 เราตัดผ่านตัวเมืองสมุทรสาครมุ่งสู่อัมพวา แหล่งท่องเที่ยวสุดชิคที่ยังสมบูรณ์ทั้งวิวทิวทัศน์ตามวิถีชีวิตชนบท และวัฒนธรรมน่าสนใจ เส้นทางรอบเมืองอัมพวาเป็นถนนสองเลนลัดเลาะไปตามชุมชน ร่มรื่นด้วยสวนผลไม้  บางช่วงทางค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว ทำให้ได้รับรู้การตอบสนองของระบบช่วงล่าง และความแม่นยำของพวงมาลัย เป็นความท้าทายที่ให้ทั้งความสนุกและความเพลิดเพลิน ด้วยช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็น ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ขับสบายตามสไตล์รถสำหรับคนเมืองขนานแท้

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ นิสสันยังมีกิจกรรมเพื่อให้ผู้ทดสอบได้รับรู้ถึงจุดเด่นอีกหลายอย่าง เช่น ความสามารถในการบรรจุสิ่งของจากพื้นที่ด้านท้าย ประกอบกับเบาะนั่งด้านหลังที่พับได้แบบ 60/40 ในรุ่น VL และปรับชิ้นเดียวในรุ่น V ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น และยังมีอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่น่าจะถูกใจและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากๆ คือถาดปรับระดับท้าย 2 ชั้น ที่ช่วยการจัดเรียงสัมภาระได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น  และบานประตูตอนหลังยังเปิดได้กว้างเป็นพิเศษถึง 85 องศา เอื้อประโยชน์ให้ผู้โดยสารขึ้นลงสะดวก และช่วยให้การขนของชิ้นใหญ่ๆขึ้นลงจากทางด้านข้างทำได้ง่ายขึ้นด้วย

   NISSAN NOET ยังมีอีกหลายฟังค์ชั่นที่น่าสนใจ เช่นทุกรุ่นมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความปลอดภัยทั้งในเชิงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และ ระบบลดความรุนแรง ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) โครงสร้างตัวถังนิรภัยเป็นแบบ Zone Body Concept มีความแข็งแรง ให้ความยืดหยุ่น และกระจายแรงกระแทก เพื่อปกป้องห้องโดยสารและผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติเหตุ ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า แบบ 3 จุด แบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ปรับสูง-ต่ำได้ เพื่อความเหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กด้วยจุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากในรถ เสริมความมั่นใจด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล้อค (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ แอลอีดี ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ลดการไหลของรถในจังหวะออกตัว

   การทำตลาด NISSAN NOTE มีให้เลือก 2 รุ่น ย่อย คือ 1.2 V CVT ราคา 568,000 บาท และรุ่น 1.2 VL CVT ราคา 640,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียน เรด, สีชมพู สวีท พิงค์, สีม่วง พลัม, สีขาว ไวท์ เพิร์ล, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีดำ แบล็ค สตาร์ สำหรับผู้ที่สนใจลองไปสัมผัสของจริงได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )