Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE : ALL-NEW HONDA CR-V ยกระดับทุกมิติการขับเคลื่อน!

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี  เจเนอเรชั่นที่ 5  ในรูปแบบของการใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ภายใต้เส้นทาง ภูเก็ต-พังงา รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร โดยมีให้สัมผัสครบรุ่น ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงสมรรถนะความแตกต่างในการใช้งานของเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นได้อย่างชัดเจน

   การพัฒนา ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น จะได้รับการยกระดับทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเราสามารถเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกเจเนอเรชั่น  และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ทางทีมวิศวกรฮอนด้ายังได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนา ให้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งก็ยังคงเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เช่นเดียวกับทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะสไตล์ของรถเอสยูวีในเมืองที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และที่สำคัญต้องขับขี่ได้อย่างคล่องตัวในทุกรูปแบบการใช้งาน

   แรกเห็นต้องยอมรับว่าการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกมีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวถังมีความบึกบึน รูปทรงแบนลาดเทในสไตล์รถครอสโอเวอร์กึ่งเอสยูวี พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต  ตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถเหมาะกับสภาพถนนช่วงนี้ที่น้ำท่วมบ่อย อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้กว้าง และขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น ยังช่วยเพิ่มความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลัง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฮอนด้ามุ่งเน้นคือการออกแบบภายนอกที่สมดุลย์เอื้อประโยชน์ให้ห้องโดยสารกว้างสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

   มุมมองด้านหน้ามีดีไซน์ทันสมัยมากขึ้นเน้นความลงตัวของกระจังหน้าโครเมี่ยมที่มีรูปทรงสอดรับกับชุดกรอบไฟหน้าอย่างกลมกลืน ซึ่งชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายดีไซน์ใหม่จะเป็นแบบ LED ตามยุคสมัย และเสริมความปลอดภัยในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) และบริเวณกันชนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมไฟตัดหมอกแนวนอนแบบ LED ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซินไฟตัดหมอกจะเป็นทรงกลมปกติ ซึ่งดีไซน์ตรงนี้จะเป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน ได้อย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารเน้นการออกแบบที่สวยสวยงามตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ และให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะความกว้างขวางในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้ส้อยมากขึ้น จากมิติตัวรถที่ใหญ่ขึ้นทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง และระยะฐานล้อที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ซึ่งความกว้างใหญ่ของห้องโดยสารสามารถพัฒนาให้เบาะโดยสารเป็นแบบ 3 แถว  7 ที่นั่งเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก  พร้อมสะท้อนความหรูหราผ่านการตกแต่งเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่ด้วยปุ่มบริเวณคอนโซลกลาง   เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone  ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3ติดตั้งบริเวณเพดานหลังคา อีกทั้งเพิ่มช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณช่องแอร์ด้านหลังคอนโซลกลาง  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังสามารถเปิดฝากระโปรงหลังแบบไม่ต้องใช้มือ (Hands-free Access) เป็นระบบที่ช่วยทำให้การเปิดฝากระโปรงท้ายทำได้อย่างง่ายดาย ระบบจะทำงานอย่างง่ายดายด้วยการยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชน โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ที่ตรงกลางของตัวรถ (ตัวแรกอยู่ด้านใต้คานด้านใน ส่วนอีกตัวจะอยู่ที่ใต้กันชนหลัง) เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประตูเปิด จะเหมาะสำหรับการที่ผู้ใช้รถแบกของหรือสัมภาระมายังรถและไม่สามารถใช้มือกดเปิดได้  โดยระบบนี้จะสามารถทำงานได้ผู้ขับจะต้องมีกุญแจรถอยู่ที่ตัวเท่านั้น

   ในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นล่าสุดนี้ ก็ติดตั้งมาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) พร้อมส่งพลังเสียงผ่านลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว บริเวณประตูด้านหน้า 2 ตัว อีก 2 ตัว บริเวณประตูด้านหลัง และทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว  ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง , พวงมาลัยแบบ3ก้านรูปทรงเหมือนกับซีวิคใหม่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์  , มาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย , ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่ก้านพวงมาลัย , รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ,  ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ พร้อมระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์  อัพเดทพร้อมใช้งานมาจากโรงงาน

   การทดลองขับครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อปทั้งเครื่องยนต์ดีเซลรุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท และเบนซิน รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท โดยสลับกันขับช่วงละประมาณ 60-70 กิโลเมตร  ซึ่งเราเริ่มสัมผัสแรกบนพื้นผิวถนนเมืองไทยกันด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคไร้คันโยกเกียร์ สามารถควบคุมตำแหน่งเกียร์ทั้ง P R  N D/S ผ่านปุ่มที่ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง  ซึ่งเกียร์ชุดนี้ยังมีระบบป้องกันการกดตำแหน่งผิดพลาดขณะขับขี่ อาทิเช่นกรณีที่ขับขี่เกียร์ D ปกติ ถ้าเผลอไปกด ตำแหน่ง R เกียร์จะไม่เข้าแต่จะตัดไปที่ตำแหน่งN ในทันที หรือถ้ามีการใช้ความเร็วเกินกำหนดก็จะไม่สามารถเข้าเกียร์ P หรือ R ได้

   สำหรับจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้มีหลายด้านแต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือการเซ็ทระบบอัดอากาศหรือเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ผสานการทำงานด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว  ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

   สัมผัสแรกที่ได้จากเครื่องยนต์บล็อคนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ต้องบอกว่าสมรรถนะพอเพียงต่อการใช้งาน รองรับขนาดตัวถังใหญ่โต น้ำหนักตัวมากถึง 1,742 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะช่วงความเร็วต้น มีความจัดจ้าน เร่งได้ไวไปได้เร็ว เครื่องยนต์กับเกียร์ทำงานไหลลื่นต่อเนื่องตามรอบความเร็วได้อย่างลงตัว  การเร่งแซงตั้งแต่รอบต่ำถึงกลางทำได้มั่นใจตามน้ำหนักเท้า แต่ช่วงปลายรอบสูงมีอาการรอรอบแต่ก็ไหลไปได้แบบเรื่อยๆตามสไตล์เครื่องยนต์เล็กแรงม้าไม่มาก  ส่วนการควบคุมรถบนเส้นทางคดโค้งจากภูเก็ตไปพังงา สิ่งที่ชอบคือน้ำหนักและความแม่นยำของพวงมาลัย ควบคุมผ่านโค้งหลายๆแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ  รวมไปถึงการทรงตัวมีความมั่นคงด้วยตัวรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีการขยายความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง ประกอบกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษด้วยชุดโช้คอัพที่มีแรงเสียดทานต่ำ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า-หลัง จึงช่วยให้รถทรงตัวดีสามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ และการเบรคหรือชะลอรถขอบอกสั้นๆง่ายๆว่าเบรคดีจับไวเอาอยู่ทุกจังหวะความเร็ว ! 

   ส่วนเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ฮอนด้าเคลมที่ไว้  18.9 กิโลเมตร/ลิตร  เท่าที่ได้ลองของจริงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ง่ายๆ ในการขับใช้งานทั่วๆไป เพราะการทดลองครั้งนี้เราขับด้วยความเร็วต่อเนื่องประมาณ 90-140 กม/ชม. ผ่าฝนใต้บนเส้นทางคดโค้ง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแสดงบนหน้าปัดยังทำได้มากถึง 14-15 กิโลเมตร/ลิตร !!!

   สัมผัสต่อเนื่องด้วยเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น 2.4 EL 4WD  เป็นเครื่องยนต์บล็อคเดียวกับซีอาร์-วี รุ่นที่แล้ว เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC  16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 สมรรถนะโดยรวมมีความต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลหลายด้าน ที่เห็นชัดเจนคืออัตราเร่งช่วงออกตัว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าช้ากว่าและใช้รอบสูงกว่าในการเร่งความเร็ว  แต่ช่วงความเร็วปลายใครที่ชอบขับรถเร็วจะมีความแรงสนุกเร้าใจมากกว่า   และการเร่งแซงหนักๆก็ต้องทำใจกับรอบที่ตวัดสูงพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามชัดตามนิสัยของเกียร์ซีวีที แต่ถ้ารู้จักและเข้าใจวิธีการขับรถเกียร์รูปแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นทำให้รำคาญใจ ส่วนช่วงล่างแม้ว่าจะใช้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่มีการเซ็ทค่าความหนืดเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าตามน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ต่างกัน (เครื่องยนต์เบนซินเบากว่าดีเซล) เมื่อควบคุมรถผ่านสภาพเส้นทางต่างๆในลักษณะการขับแบบเดียวกันจะรับรู้ได้ทันทีว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีช่วงล่างที่นุ่มขับสบายมากกว่า แต่การขับเข้าโค้งก็จะมีการโยนตัวในโค้งมากกว่า ความมั่นใจในการควบคุมจึงน้อยกว่ากันพอสมควร  ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะมาจากความตั้งใจของฮอนด้าในการเซ็ทช่วงล่างที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่ต่างกัน เพื่อความชัดเจนในแง่ของทางเลือกในการทำตลาด

   สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีเยี่ยม ตลอดการทดลองขับ ALL-NEW CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5  ในครั้งนี้!!!

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )