Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : Volvo V40 T4 Facelift อัพเกรดรูปลักษณ์และสมรรถนะ!

Wednesday, 16 August 2017 16:01

   Volvo V40 T4 Facelift  รุ่นปรับโฉม  เปิดตัวสู่ตลาดในมาดรถแฮทช์แบ็คหรู 5 ประตูที่คงเอกลักษณ์การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน โดดเด่นด้วยโฉมใหม่ที่มีไฟหน้าทรงค้อนของเทพเจ้าแห่งธอร์ (Thor Hammer)  พร้อมสมรรถนะปราดเปรียว คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 190 แรงม้า

   Volvo V40 นับเป็นรถยนต์แฮทช์แบ็ค 5 ประตูขนาดกลางระดับพรีเมียม ที่เริ่มต้นบุกเบิกตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2012 และได้กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของวอลโว่ในยุโรปและขายดีเป็นอันดับสองของแบรนด์ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย V40 ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่เขามาทำตลาดในไทยและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่คนรุ่นใหม่มี่ต้องการรถยนต์หรูหรา ทันสมัย พร้อมการขับขี่ที่คล่องตัว อีกทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับรถยนต์ยุโรปหรูยี่ห้ออื่นๆ

   ภายใต้ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ปรับโฉมจะเน้นความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าและโลโก้ พร้อมไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากฆ้อนเทพเจ้าธอร์ ซึ่งไฟหน้ารูปแบบนี้จะเป็นโฉมหน้าเทรนด์ใหม่ของวอลโว่รุ่นใหม่ๆจากนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ส่วนการดีไซน์ในจุดอื่นไม่ว่าจะเป็นเส้นสายด้านข้างตัวถังหรือมุมมองด้านท้ายก็ยังยึดรูปแบบเดียวกับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินT5 และดีเซล D4  โดยขนาดมิติตัวรถมีความยาว 4,370 มม. ความกว้าง 1,857 มม. ความสูง 1,420 มม. ความยาวช่วงล้ออยู่ที่   2,647 มม. และติดตั้งล้อแม็กลายสวยสีทูโทนอินเทรนด์ ขนาด 16 นิ้ว

   การออกแบบภายในห้องโดยสารสวยงาม หรูหรา และคุ้นตา เพราะยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่ตกแต่งรายละเอียดบางจุดใหม่  โดยเน้นโทนสีทันสมัย  เบาะนั่งใหม่สไตล์สปอร์ตบุหนังคุณภาพสูงสีดำชาโคล พวงมาลัยสีดำด้าน โชว์โลโก้วอลโว่ iron mark แบบใหม่บนพวงมาลัย แผงหน้าปัดตกแต่งด้วยขอบอลูมีเนียมสีดำคงความหรูหราและประณีตด้วยเอกลักษณ์การออกแบบจากสวีเดนเปี่ยมไปด้วยรสนิยมชั้นเลิศของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่ให้ความสะดวกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหรือสั่งการด้วยเสียงอย่าง Volvo Sensus Connect สามารถค้นหาข้อมูลและควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆของรถได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ และสามารถสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  ซึ่งมาพร้อมจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 8 นิ้วความละเอียดสูงติดตั้งอยู่เหนือคอนโซลกลางเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆให้ผู้ขับขี่ทราบในแต่ละสถานการณ์ พร้อมสะท้อนอารมณ์ในการขับขี่ด้วยธีมสีและรูปแบบการแสดงผลที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ถึง 3 รูปแบบ คือ Elegance , Eco และ Performance

   ระบบเสียงสมบูรณ์แบบ High Performance Multimedia 4x45 วัตต์ พร้อมลำโพง 8 ตัว ให้คุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์ คุณภาพเสียงคมชัด น่ารื่นรมย์สำหรับทุกคนในรถ พร้อมพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPod รวมทั้งเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ และดึงเพลงจากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นในระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ได้ในระบบ Audio Streaming เพื่อความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงคุณภาพสูง พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบกรองอากาศอัจฉริยะ CleanZone air purification system ซึ่งเป็นระบบกรองอากาศในห้องโดยสารรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากสุด ที่มีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคเล็ก ละอองเกสร และฝุ่นผง ที่ปะปนมากับอากาศได้ดีที่สุด เพื่อบรรยากาศห้องโดยสารที่สะอาด ปลอดโปร่ง ให้ความสดชื่นทุกการเดินทาง

   Volvo V40 T4 Facelift รุ่นล่าสุดเลือกประกบคู่กับเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ ขนาด 2,000 ซีซี  แบบ 4 สูบ เรียง DOHC 16 วาล์ว  กำลัง 190 แรงม้าที่ 4,700 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่1,300-4,000 รอบ/นาที  ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เน้นสมรรถนะแบบต้นจัดปลายไหล ขับขี่ในเมืองนอกเมืองคล่องตัว อัตราเร่งมาไวตามน้ำหนักเท้า ตั้งแต่จังหวะออกตัว ซึ่งวอลโว่การันตีอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.9 วินาที และความเร็วปลายไหลยาวๆได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อความเร็วสูงสุดทำได้มากขนาดนี้นั่นหมายถึงอัตราเร่งแซงในช่วงความเร็วรอบปานกลางถึงสูงจึงทำได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และมั่นใจตลอดการขับขี่ ส่วนช่วงความเร็วปกติในการเดินทางประมาณ 90-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง รอบเครื่องต่ำอยู่ 1,650 -2,000 รอบ/นาที  ก็ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรทั่วๆไป โดยค่าเฉลี่ยที่เราวัดได้อยู่ที่ประมาณ  16-17  กิโลเมตร/ลิตร และการขับในเมืองช่วงรถติดหนักๆจะอยู่ประมาณ 11-13 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งการขับขี่ในเมืองก็เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก เพราะตัวรถมีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทุกจังหวะการขับขี่  พร้อมช่วงล่างออกแนวนุ่มนวลนั่งสบายแต่ไม่หยวบหยาบเมื่อเข้าโค้งหรือเลี้ยวแรงๆ  และพวงมาลัยก็ให้น้ำหนักที่ดีเลี้ยวง่าย แม่นยำ ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป  

   การเลือกใช้เครื่องยนต์บล็อคนี้ที่มีขนาดเล็กลง ยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ออกแบบ และพัฒนารถที่ปล่อยไอเสียในปริมาณที่ต่ำลง วอลโว่จึงได้ออกแบบ และพัฒนารถรุ่น V40 T4 ให้มีการปล่อยค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เฉลี่ยอยู่ที่ 142 กรัมต่อกิโลเมตร ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว รถรุ่นนี้ยังทำราคาค่าได้น่าสนใจอยู่ที่ 1,749,000 บาท

   ทางด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของวอลโว่ ก็ติดตั้งมาให้อุ่นใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยในการจอดรถอัตโนมัติ (Park assist pilot) ช่วยให้การจอดแบบขนานขอบทางง่ายดายขึ้นโดยที่ระบบอัจฉริยะจะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงแค่ควบคุมความเร็วรถและปรับเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น ระบบนี้ทำงานโดยเซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิคที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า หลัง และข้างรถ  , ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ Lane Keeping Aid  , ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา BLIS ช่วยในการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย  และระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ City Safety ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เมื่อรถวิ่งในระดับความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ระบบจะใช้เลเซอร์ที่ฝังอยู่ส่วนบนของกระจกบังลมหน้า สแกนพื้นที่ด้านหน้ารถในระยะห่างออกไป 10 เมตร เพื่อตรวจจับยานพาหนะด้านหน้ารถว่าหยุดอยู่กับที่หรือกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ถ้าระบบประเมินว่าการชนกำลังจะเกิดขึ้น เบรกจะถูกชาร์จเตรียมไว้เพื่อให้คุณเหยียบเบรกได้ทันท่วงที หรือหากคุณไม่เหยียบเบรก ระบบจะทำการเบรกโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเพื่อการเดินทางสู่เป้าหมายที่วอลโว่ตั้งไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถวอลโว่รุ่นใหม่อีกต่อไป !!!!

 

TEST DRIVE : TOYOTA INNOVA CRYSTA เอ็มพีวีหรูบนพื้นฐานของความแข็งแกร่ง!

Sunday, 07 May 2017 15:11

   การทำตลาดรถอเนกประสงค์หรือเอ็มพีวีเมืองไทย  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เริ่มบุกเบิกตลาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 เริ่มจาก Toyota WISH และตามมาด้วย Toyota INNOVA ในปีเดียวกัน ด้วยชื่อเสียง คุณภาพ สมรรถนะการขับขี่ ประโยชน์ใช้สอย ทำให้เอ็มพีวีจากโตโยต้าสามารถครองใจลูกค้าชาวไทยได้ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ในประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่าหนึ่งแสนคัน

   TOYOTA INNOVA CRYSTA  พัฒนาภายใต้พื้นฐานเดียวกับไฮลักซ์ รีโว่ ที่แข็งแรงทนทานแบบรถปิคอัพ  แต่ออกแบบใหม่หมดตามแบบฉบับรถเอ็มพีวีหรูขนานแท้ (Premium Crossover MPV) สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ด้วยความหรูหราและสะดวกสบาย และสร้างความภาคภูมิใจในการครอบครอง โดยทีมวิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์  INNOVA CRYSTA  จากความเข้าใจความต้องการที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่โดดเด่น หรูหราแตกต่างจากเอ็มพีวีทั่วไป ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living room like” เติมเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย  เหมาะสำหรับชีวิตประจำวันที่มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

   รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นตั้งแต่แรกพบใบหน้าหล่อมาดหรูต่างจากรีโว่ชัดเจน กระจังหน้าแต่งโครเมียมพร้อมสเกิร์ต ในรุ่น V และ G   พร้อมไฟหน้า LED Projector และไฟ Daytime Running Lights ปลอดภัยสะกดทุกสายตา เสริมด้วยไฟตัดหมอกช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยขณะฝนตกหรือหมอกลง  ด้านท้ายเรียบหรู ไฟท้ายโดดเด่นมองเห็นเด่นชัดในระยะไกล กระจกมองมาข้างพร้อมไฟเลี้ยวและไฟ Welcome Light  พร้อมระบบช่วยปิดประตูท้าย ตอบรับความสะดวกสบายทุกครั้งที่ใช้งาน  เสาอากาศแบบ Shark Fin เสริมความสปอร์ต  ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์เรียบหรูสง่างาม และแอร์โรไดนามิก ฟิน บริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงปะทะของลม

   ภายในห้องโดยสารยกระดับความหรูหราอย่างชัดเจน เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบซ่อนฝ้า PREMIUM ILLUMINATION LED เสริมความพรีเมียมสร้างบรรยากาศในการเดินทาง พร้อมแผงควบคุมไฟห้องโดยสารและเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน พวงมาลัยมัลติฟังชั่นควบคุมความบันเทิงครบถ้วน มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID หน้าจอสีแบบ TFT  คมชัดทุกรายละเอียด ออกสตาร์ทด้วยปุ่ม Push Start สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส เข้าและออกรถได้สบายด้วยระบบ Smart Entry ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู เพียงพกกุญแจ Smart Key  เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยเบาะแยกพร้อมที่พักแขน ในรุ่นท๊อปมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  รักษาความเร็วให้คงที่โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง และภาคบันเทิงมาพร้อม DVD & NAVIGATOR ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับระบบ T-CONNECT พร้อมช่องต่อ USB เชื่อมต่อทุกความบันเทิงเต็มรูปแบบ

   เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายกว่าด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางเพิ่มหรือลดขนาดด้วยการปรับเปลี่ยนเบาะแถว 2 และ 3 ทั้งแบบ Privy Relaxed   แบบ Long Space และ แบบ Rear Space สามารถปรับเลื่อนที่นั่งด้านหน้า Easy Slide Front ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ผู้โดยสารแถวที่ 2  ระบบปรับพับเบาะจังหวะเดียว 1-Touch Tumble เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับเบาะ ช่องเก็บของแบบ Cool Box เติมเต็มความสดชื่นตลอดการเดินทางและ ที่วางของอเนกประสงค์ Seat Back Table

   การทดลองขับแบบใช้งานจริงครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อป 2.8V เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.8 ลิตร GD EFFICIENT BOOST แบบ 4 สูบ  ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,200 – 3,400 รอบ/นาที(ช่วงรอบการทำงานต่ำกว่ารีโว่)   พร้อมการตอบสนองทุกการขับเคลื่อนหนักแน่นตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลที่กระตุ้นพลังด้วยระบบเทอร์โบแบบแปรผัน  จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องตอบสนองทันใจ แถมยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราขับอยู่ในภูมิประเทศเช่นไรจะจัดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมแม้จะอยู่ในตำแหน่ง D เพียงสถานเดียว พร้อมสวิตช์ปรับรูปแบบการขับขี่ Drive Mode Switch ตอบสนองทุกสภาพการขับขี่ ทั้งแบบประหยัด Eco Mode และแบบเต็มสมรรถนะ Power Mode  สมรรถนะการขับขี่โดยรวมค่อนข้างชื่นชอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ให้พลังขับเคลื่อนอย่างพอเพียงทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เรียกว่าแบกน้ำหนักตัว 1.8 ตัน ได้สบาย โดยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที การเดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำ ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,600 รอบ/นาที ขยับขึ้นไป 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,800 รอบ/นาที รอบเครื่องจัดว่าต่ำว่ารีโว่พอสมควรแม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน ตรงนี้จะเป็นข้อดีในเรื่องของความประหยัดในการเดินทาง ซึ่งเราใช้ความเร็วในการขับขี่ประมาณมาณ 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14-15 กิโลเมตร/ลิตร

   ส่วนเรื่องการทรงตัวระบบกันสะเทือนหน้าและหลังเซ็ทอย่างเหมาะสมให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และทรงตัวได้อย่างมั่นใจทั้งช่วงความเร็วสูงและการขับเข้าโค้งแรงๆ แต่น่าเสียดายก็ตรงที่ระบบบังคับเลี้ยวยังเป็นพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฮดรอลิค ซึ่งมีผลในด้านความคล่องตัวในการขับขี่พอสมควร โดยให้อารมณ์การควบคุมรถคล้ายๆรีโว่และฟอร์จูนเนอร์ ค่อนข้างหนักมือไปนิดในช่วงความเร็วต่ำรวมไปถึงการถอยจอดต้องใช้กำลังมากหน่อย  ระบบเบรกหน้าดิกส์หลังดรัมพร้อม ABS ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถลช่วยให้ควบคุมรถไว้ใจได้ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-start Assist Control ป้องกันรถไหล ขณะออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ TRC ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคงบนทางโค้ง หรือถนนที่เปียกลื่น และป้องกันอาการล้อหมุนฟรี ซึ่งเป็นสาเหตุให้รถลื่นไถลเสียการทรงตัว พร้อมกล้องมองหลังพร้อมฟังก์ชันการมองเห็นปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ ช่วยให้ถอยจอดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   การทำตลาด TOYOTA INNOVA CRYSTA  แบ่งเป็น 3 เกรด รุ่นท๊อป 2.8V  ราคา 1,399,000 บาท2.8G ราคา 1,235,000 บาท          และ 2.0E   เกียร์ธรรมดา (เครื่องยนต์เบนซิน) ราคา 1,129,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั้ง 459 แห่งทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : ALL-NEW HONDA CR-V ยกระดับทุกมิติการขับเคลื่อน!

Sunday, 04 June 2017 16:42

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี  เจเนอเรชั่นที่ 5  ในรูปแบบของการใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ภายใต้เส้นทาง ภูเก็ต-พังงา รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร โดยมีให้สัมผัสครบรุ่น ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงสมรรถนะความแตกต่างในการใช้งานของเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นได้อย่างชัดเจน

   การพัฒนา ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น จะได้รับการยกระดับทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเราสามารถเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกเจเนอเรชั่น  และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ทางทีมวิศวกรฮอนด้ายังได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนา ให้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งก็ยังคงเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เช่นเดียวกับทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะสไตล์ของรถเอสยูวีในเมืองที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และที่สำคัญต้องขับขี่ได้อย่างคล่องตัวในทุกรูปแบบการใช้งาน

   แรกเห็นต้องยอมรับว่าการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกมีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวถังมีความบึกบึน รูปทรงแบนลาดเทในสไตล์รถครอสโอเวอร์กึ่งเอสยูวี พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต  ตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถเหมาะกับสภาพถนนช่วงนี้ที่น้ำท่วมบ่อย อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้กว้าง และขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น ยังช่วยเพิ่มความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลัง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฮอนด้ามุ่งเน้นคือการออกแบบภายนอกที่สมดุลย์เอื้อประโยชน์ให้ห้องโดยสารกว้างสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

   มุมมองด้านหน้ามีดีไซน์ทันสมัยมากขึ้นเน้นความลงตัวของกระจังหน้าโครเมี่ยมที่มีรูปทรงสอดรับกับชุดกรอบไฟหน้าอย่างกลมกลืน ซึ่งชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายดีไซน์ใหม่จะเป็นแบบ LED ตามยุคสมัย และเสริมความปลอดภัยในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) และบริเวณกันชนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมไฟตัดหมอกแนวนอนแบบ LED ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซินไฟตัดหมอกจะเป็นทรงกลมปกติ ซึ่งดีไซน์ตรงนี้จะเป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน ได้อย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารเน้นการออกแบบที่สวยสวยงามตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ และให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะความกว้างขวางในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้ส้อยมากขึ้น จากมิติตัวรถที่ใหญ่ขึ้นทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง และระยะฐานล้อที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ซึ่งความกว้างใหญ่ของห้องโดยสารสามารถพัฒนาให้เบาะโดยสารเป็นแบบ 3 แถว  7 ที่นั่งเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก  พร้อมสะท้อนความหรูหราผ่านการตกแต่งเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่ด้วยปุ่มบริเวณคอนโซลกลาง   เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone  ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3ติดตั้งบริเวณเพดานหลังคา อีกทั้งเพิ่มช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณช่องแอร์ด้านหลังคอนโซลกลาง  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังสามารถเปิดฝากระโปรงหลังแบบไม่ต้องใช้มือ (Hands-free Access) เป็นระบบที่ช่วยทำให้การเปิดฝากระโปรงท้ายทำได้อย่างง่ายดาย ระบบจะทำงานอย่างง่ายดายด้วยการยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชน โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ที่ตรงกลางของตัวรถ (ตัวแรกอยู่ด้านใต้คานด้านใน ส่วนอีกตัวจะอยู่ที่ใต้กันชนหลัง) เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประตูเปิด จะเหมาะสำหรับการที่ผู้ใช้รถแบกของหรือสัมภาระมายังรถและไม่สามารถใช้มือกดเปิดได้  โดยระบบนี้จะสามารถทำงานได้ผู้ขับจะต้องมีกุญแจรถอยู่ที่ตัวเท่านั้น

   ในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นล่าสุดนี้ ก็ติดตั้งมาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) พร้อมส่งพลังเสียงผ่านลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว บริเวณประตูด้านหน้า 2 ตัว อีก 2 ตัว บริเวณประตูด้านหลัง และทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว  ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง , พวงมาลัยแบบ3ก้านรูปทรงเหมือนกับซีวิคใหม่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์  , มาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย , ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่ก้านพวงมาลัย , รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ,  ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ พร้อมระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์  อัพเดทพร้อมใช้งานมาจากโรงงาน

   การทดลองขับครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อปทั้งเครื่องยนต์ดีเซลรุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท และเบนซิน รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท โดยสลับกันขับช่วงละประมาณ 60-70 กิโลเมตร  ซึ่งเราเริ่มสัมผัสแรกบนพื้นผิวถนนเมืองไทยกันด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคไร้คันโยกเกียร์ สามารถควบคุมตำแหน่งเกียร์ทั้ง P R  N D/S ผ่านปุ่มที่ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง  ซึ่งเกียร์ชุดนี้ยังมีระบบป้องกันการกดตำแหน่งผิดพลาดขณะขับขี่ อาทิเช่นกรณีที่ขับขี่เกียร์ D ปกติ ถ้าเผลอไปกด ตำแหน่ง R เกียร์จะไม่เข้าแต่จะตัดไปที่ตำแหน่งN ในทันที หรือถ้ามีการใช้ความเร็วเกินกำหนดก็จะไม่สามารถเข้าเกียร์ P หรือ R ได้

   สำหรับจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้มีหลายด้านแต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือการเซ็ทระบบอัดอากาศหรือเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ผสานการทำงานด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว  ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

   สัมผัสแรกที่ได้จากเครื่องยนต์บล็อคนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ต้องบอกว่าสมรรถนะพอเพียงต่อการใช้งาน รองรับขนาดตัวถังใหญ่โต น้ำหนักตัวมากถึง 1,742 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะช่วงความเร็วต้น มีความจัดจ้าน เร่งได้ไวไปได้เร็ว เครื่องยนต์กับเกียร์ทำงานไหลลื่นต่อเนื่องตามรอบความเร็วได้อย่างลงตัว  การเร่งแซงตั้งแต่รอบต่ำถึงกลางทำได้มั่นใจตามน้ำหนักเท้า แต่ช่วงปลายรอบสูงมีอาการรอรอบแต่ก็ไหลไปได้แบบเรื่อยๆตามสไตล์เครื่องยนต์เล็กแรงม้าไม่มาก  ส่วนการควบคุมรถบนเส้นทางคดโค้งจากภูเก็ตไปพังงา สิ่งที่ชอบคือน้ำหนักและความแม่นยำของพวงมาลัย ควบคุมผ่านโค้งหลายๆแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ  รวมไปถึงการทรงตัวมีความมั่นคงด้วยตัวรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีการขยายความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง ประกอบกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษด้วยชุดโช้คอัพที่มีแรงเสียดทานต่ำ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า-หลัง จึงช่วยให้รถทรงตัวดีสามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ และการเบรคหรือชะลอรถขอบอกสั้นๆง่ายๆว่าเบรคดีจับไวเอาอยู่ทุกจังหวะความเร็ว ! 

   ส่วนเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ฮอนด้าเคลมที่ไว้  18.9 กิโลเมตร/ลิตร  เท่าที่ได้ลองของจริงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ง่ายๆ ในการขับใช้งานทั่วๆไป เพราะการทดลองครั้งนี้เราขับด้วยความเร็วต่อเนื่องประมาณ 90-140 กม/ชม. ผ่าฝนใต้บนเส้นทางคดโค้ง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแสดงบนหน้าปัดยังทำได้มากถึง 14-15 กิโลเมตร/ลิตร !!!

   สัมผัสต่อเนื่องด้วยเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น 2.4 EL 4WD  เป็นเครื่องยนต์บล็อคเดียวกับซีอาร์-วี รุ่นที่แล้ว เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC  16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 สมรรถนะโดยรวมมีความต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลหลายด้าน ที่เห็นชัดเจนคืออัตราเร่งช่วงออกตัว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าช้ากว่าและใช้รอบสูงกว่าในการเร่งความเร็ว  แต่ช่วงความเร็วปลายใครที่ชอบขับรถเร็วจะมีความแรงสนุกเร้าใจมากกว่า   และการเร่งแซงหนักๆก็ต้องทำใจกับรอบที่ตวัดสูงพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามชัดตามนิสัยของเกียร์ซีวีที แต่ถ้ารู้จักและเข้าใจวิธีการขับรถเกียร์รูปแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นทำให้รำคาญใจ ส่วนช่วงล่างแม้ว่าจะใช้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่มีการเซ็ทค่าความหนืดเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าตามน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ต่างกัน (เครื่องยนต์เบนซินเบากว่าดีเซล) เมื่อควบคุมรถผ่านสภาพเส้นทางต่างๆในลักษณะการขับแบบเดียวกันจะรับรู้ได้ทันทีว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีช่วงล่างที่นุ่มขับสบายมากกว่า แต่การขับเข้าโค้งก็จะมีการโยนตัวในโค้งมากกว่า ความมั่นใจในการควบคุมจึงน้อยกว่ากันพอสมควร  ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะมาจากความตั้งใจของฮอนด้าในการเซ็ทช่วงล่างที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่ต่างกัน เพื่อความชัดเจนในแง่ของทางเลือกในการทำตลาด

   สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีเยี่ยม ตลอดการทดลองขับ ALL-NEW CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5  ในครั้งนี้!!!

 
 

TEST DRIVE : สัมผัส! ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ- กระบี่ – พังงา

Monday, 29 May 2017 13:36

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ยกทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนรวม 12 รุ่น   พร้อมวางไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้ไว้ที่ The E 350 e ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนการทดลองขับเพียงหนึ่งวัน

   การทดลองขับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 12 รุ่น ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเส้นทางแบบขับขี่ทางไกล กรุงเทพฯ –กระบี่- พังงา ระยะทางรวมกว่า 800 กิโลเมตร โดยสลับเปลี่ยนคันกันขับจนครบทุกรุ่นตลอดเส้นทาง  และการเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยเบนซ์มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี

   กิจกรรมทดลองขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนมีโอกาสสัมผัสกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ในยนตกรรมในกลุ่ม  ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างครบถ้วน จำนวนรวมถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์ คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic,  E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde และยนตกรรม รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดอีกมากมาย อาทิ The C 350 e จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic  , The S 500 e  จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium  ,The GLE 500 e จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive ซึ่งเป็นการรวบรวมสุดยอดยานยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดครบทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน

   สำหรับไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้  คือ The E 350 e  ถือเป็นรถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน  โดย The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท  , The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท  และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ภายในห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง  และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า  และการออกแบบเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลง  แบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดีย The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online   พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง  พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   The E 350 e มาพร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   ที่ 440 นิวตันเมตร โชว์อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง  250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังให้ความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็ม 100%  จะวิ่งได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์  (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์ทั่วๆไป

   นอกจากการจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ แล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบนซ์จะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคมไทย และหนึ่งในความภาคภูมิใจของเบนซ์คือ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุดให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เบนซ์วางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

   ปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้การสนับสนุน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2549  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต

 

TEST DRIVE : HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO มีดีที่ดีไซน์ มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว!

Wednesday, 03 May 2017 16:04

   ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นยนตรกรรมเลื่องชื่อระดับโลกมาอย่างยาวนาน และเป็นรุ่นที่มียอดขายสะสมสูงสุดของฮอนด้า ซึ่งปัจจุบัน ฮอนด้า ซีวิค มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบ ซีดาน คูเป้ และแฮทช์แบ็ก กระจายออกวางจำหน่ายมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก   และฮอนด้า ซีวิค รุ่นปัจจุบันได้เดินทางไกลมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งเปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปีที่แล้วด้วยรุ่นตัวถังซีดานเช่นเดิม  และล่าสุดในปีนี้ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของฮอนด้า ซีวิค เพราะฮอนด้าตัดสินใจเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการเปิดตัว  ฮอนด้า ซีวิค รุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งเป็นตัวถังรูปแบบใหม่ที่ทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ได้รับการพัฒนาโดยมีโครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องยนต์เดียวกันกับฮอนด้า ซีวิค รุ่นซีดาน เจเนอเรชั่นที่ 10  ซึ่งการออกแบบโดยรวมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ชอบรถยนต์ที่มีความสปอร์ตพรีเมียม ภายใต้ดีไซน์การออกแบบสปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจจากขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC TURBO ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และมาตรฐานความปลอดภัยล้ำสมัย

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก พัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบ ‘The Civic-Creating a way of Life’ เพื่อสร้างสรรค์ให้ ซีวิค เป็นยนตรกรรมที่ส่งเสริมวิถีการใช้ชีวิตที่เต็มเปี่ยม โดยมีพื้นฐานการพัฒนาประกอบด้วยหลัก 3 ประการ คือ 1. ความโดดเด่นของดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะการขับขี่ มาพร้อมรูปลักษณ์ปราดเปรียว ผสมผสานกับการนำเอาเทคโนโลยีที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ระดับสูงกว่า รวมทั้งการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และการเลือกใช้วัสดุในการตกแต่งที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ในตำแหน่งของผู้ขับขี่ยังมาพร้อมกับพื้นที่ด้านหน้าที่ให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเจนอีกด้วย 2. จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน  ผ่านเงื่อนไขการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมและการใช้งานจริงจึงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง  ทั้งในเรื่องของการทรงตัว ความมั่นใจพร้อมตำแหน่งที่นั่งคนขับที่ต่ำ ให้อารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ต รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเทอร์โบในเครื่องยนต์เบนซินที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  3. สุนทรียภาพทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัย  เน้นติดตั้งอุปกรณ์ล้ำสมัย ทั้งมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT  ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)  ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)  และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ฯลฯ

 

                                                      *รูปด้านบนเปรียบเทียบความแตกต่าง ทั้งด้านหน้าและท้ายกับรุ่นซีดานRS

   จุดสนใจตั้งแต่แรกเห็นต้องยกให้กับรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามแบบฉบับรถแฮทช์แบ็ก 5ประตูสไตล์สปอร์ต ด้วยเส้นสายด้านข้างตัวรถที่เฉียบคม พร้อมความสปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า-หลังดีไซน์รังผึ้งขนาดใหญ่ต่างจากรุ่นซีดานอย่างชัดเจน   ชุดไฟหน้าออกแบบรับกับกระหน้าสีดำเข้มอย่างลงตัวพร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และด้านท้ายดูสั้นกว่ารุ่นซีดาน ซึ่งโดดเด่นที่ประตูบานที่5 ดีไซน์ลาดเทรับกับตัวถังส่วนกลาง พร้อมไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ตกแต่งใหม่ต่างจากรุ่นซีดาน ให้ความสวยลงตัวรับกับรูปลักษณ์ด้านท้ายสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใช้ตัวถังส่วนหน้า และมีระยะฐานล้อเดียวกันกับ ซีวิค ซีดานรุ่นปัจจุบัน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ โดยแนวเส้นหลังคาด้านท้ายจะมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลงเพื่อให้อารมณ์ความสปอร์ตสไตล์ยุโรป และโครงสร้างตัวถังของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีลักษณะที่ยาวและกว้างขึ้น รวมถึงระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ฝากระโปรงหน้ายังถูกปรับให้ลดต่ำลง และการออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า หรือ A-Pillar บางขึ้น ช่วยลดปัญหาการบดบังทัศนวิสัยบริเวณด้านหน้า และยังช่วยให้มุมมองบนเส้นทางด้านหน้ากว้างขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก มีการพัฒนาให้ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นและตัวถังที่กว้างขึ้นเพื่อความกว้างขวางสะดวกสบายสูงสุด  แผงหน้าปัดมาพร้อมมาตรวัด ประกอบด้วยมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอล ส่วนแผงหน้าปัดด้านบนออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันแผงคอนโซลกลางได้รับการออกแบบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมโดยด้านบนแยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับช่องเชื่อมต่อได้อย่างเป็นระเบียบ

   ห้องโดยสารของฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ยังคงความทันสมัยและสะดวกสบาย พร้อมด้วยพื้นที่บรรจุสัมภาระด้านท้าย 414 ลิตร โดยพนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับเบาะนั่งแถวสองในราบลงจะเพิ่มความจุได้มากขึ้น ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดบังตาได้ทั้งซ้ายและขวา เพื่อป้องกันการเห็นสัมภาระด้านท้าย นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ครบครัน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ  Auto Brake Hold สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ฯลฯ

   การขับเคลื่อนเร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 - 5,500  รอบ/นาทีส่งกำลังอย่างฉับไวและต่อเนื่องด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งชุดขับเคลื่อนทั้งหมดได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม สมรรถนะการขับเคลื่อนในเรื่องความแรงต้องบอกกว่าให้อารมณ์เช่นเดียวกับรุ่นซีดานที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ บล็อคเดียวกัน โดยมีทั้งลูกหนักลูกเบา คือถ้าจะเอาแรงแบบดึงกระชากก็มีให้เห็นตั้งแต่จังหวะออกตัว(อัตราเร่ง0-100กม./ชม.อยู่ทีประมาณ 9 วินาที) รวมไปถึงการเร่งแซงที่ทันใจในช่วงความเร็วสูงก็วางใจได้   แต่ถ้าเป็นลูกเบาขับแบบเรื่อยๆใช้งานทั่วๆไป ความนุ่มนวลราบเรียบของเครื่องยนต์ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ขับสบายควบคุมง่าย เราลองขับใช้งานในเมืองที่ความเร็วประมาณ 80-100 กม./ชม รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,700 รอบ/นาที ตัวเลขความประหยัดหลังจากลองหลายๆครั้งหลายๆสภาพเส้นทาง ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ18-19 กม./ลิตร (ขับแบบใช้คันเร่งเนียนๆเรื่อยๆตามจังหวะความเร็วงดกดคันเร่งคิกดาวน์หนักเกินความจำเป็น)

   ส่วนการควบคุมรถทั้งทางตรงและการขับเข้าโค้ง รู้สึกได้ชัดเจนกับระบบพวงมาลัยที่เซ็ทน้ำหนักอย่างเหมาะสมพร้อมให้ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวสูง  สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงความเร็วต่ำและแม้แต่ตอนขับใช้ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจ รวมไปถึงความหนึบของช่วงล่างจะให้อารมณ์แบบหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง มีความรู้สึกว่าขับสนุกมั่นใจกว่ารุ่นซีดานนิดหน่อย เรียกว่างานนี้ฮอนด้าปรับเซ็ตช่วงล่างมาดีเหมาะสมกับรถแฮทช์แบ็ก  5 ประตู สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

   การทำตลาด ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีให้เลือกเพียงรุ่นเดียว เคาะราคา 1,169,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก)  , สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 
 

Page 3 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )