Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO มีดีที่ดีไซน์ มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว!

Wednesday, 03 May 2017 16:04

   ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นยนตรกรรมเลื่องชื่อระดับโลกมาอย่างยาวนาน และเป็นรุ่นที่มียอดขายสะสมสูงสุดของฮอนด้า ซึ่งปัจจุบัน ฮอนด้า ซีวิค มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบ ซีดาน คูเป้ และแฮทช์แบ็ก กระจายออกวางจำหน่ายมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก   และฮอนด้า ซีวิค รุ่นปัจจุบันได้เดินทางไกลมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งเปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปีที่แล้วด้วยรุ่นตัวถังซีดานเช่นเดิม  และล่าสุดในปีนี้ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของฮอนด้า ซีวิค เพราะฮอนด้าตัดสินใจเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการเปิดตัว  ฮอนด้า ซีวิค รุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งเป็นตัวถังรูปแบบใหม่ที่ทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ได้รับการพัฒนาโดยมีโครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องยนต์เดียวกันกับฮอนด้า ซีวิค รุ่นซีดาน เจเนอเรชั่นที่ 10  ซึ่งการออกแบบโดยรวมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ชอบรถยนต์ที่มีความสปอร์ตพรีเมียม ภายใต้ดีไซน์การออกแบบสปอร์ตโฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจจากขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC TURBO ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และมาตรฐานความปลอดภัยล้ำสมัย

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก พัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบ ‘The Civic-Creating a way of Life’ เพื่อสร้างสรรค์ให้ ซีวิค เป็นยนตรกรรมที่ส่งเสริมวิถีการใช้ชีวิตที่เต็มเปี่ยม โดยมีพื้นฐานการพัฒนาประกอบด้วยหลัก 3 ประการ คือ 1. ความโดดเด่นของดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะการขับขี่ มาพร้อมรูปลักษณ์ปราดเปรียว ผสมผสานกับการนำเอาเทคโนโลยีที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ระดับสูงกว่า รวมทั้งการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และการเลือกใช้วัสดุในการตกแต่งที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ในตำแหน่งของผู้ขับขี่ยังมาพร้อมกับพื้นที่ด้านหน้าที่ให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเจนอีกด้วย 2. จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน  ผ่านเงื่อนไขการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมและการใช้งานจริงจึงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง  ทั้งในเรื่องของการทรงตัว ความมั่นใจพร้อมตำแหน่งที่นั่งคนขับที่ต่ำ ให้อารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ต รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเทอร์โบในเครื่องยนต์เบนซินที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  3. สุนทรียภาพทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัย  เน้นติดตั้งอุปกรณ์ล้ำสมัย ทั้งมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT  ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)  ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)  และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ฯลฯ

 

                                                      *รูปด้านบนเปรียบเทียบความแตกต่าง ทั้งด้านหน้าและท้ายกับรุ่นซีดานRS

   จุดสนใจตั้งแต่แรกเห็นต้องยกให้กับรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามแบบฉบับรถแฮทช์แบ็ก 5ประตูสไตล์สปอร์ต ด้วยเส้นสายด้านข้างตัวรถที่เฉียบคม พร้อมความสปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า-หลังดีไซน์รังผึ้งขนาดใหญ่ต่างจากรุ่นซีดานอย่างชัดเจน   ชุดไฟหน้าออกแบบรับกับกระหน้าสีดำเข้มอย่างลงตัวพร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และด้านท้ายดูสั้นกว่ารุ่นซีดาน ซึ่งโดดเด่นที่ประตูบานที่5 ดีไซน์ลาดเทรับกับตัวถังส่วนกลาง พร้อมไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ตกแต่งใหม่ต่างจากรุ่นซีดาน ให้ความสวยลงตัวรับกับรูปลักษณ์ด้านท้ายสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู

   ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใช้ตัวถังส่วนหน้า และมีระยะฐานล้อเดียวกันกับ ซีวิค ซีดานรุ่นปัจจุบัน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ โดยแนวเส้นหลังคาด้านท้ายจะมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลงเพื่อให้อารมณ์ความสปอร์ตสไตล์ยุโรป และโครงสร้างตัวถังของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีลักษณะที่ยาวและกว้างขึ้น รวมถึงระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ฝากระโปรงหน้ายังถูกปรับให้ลดต่ำลง และการออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า หรือ A-Pillar บางขึ้น ช่วยลดปัญหาการบดบังทัศนวิสัยบริเวณด้านหน้า และยังช่วยให้มุมมองบนเส้นทางด้านหน้ากว้างขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก มีการพัฒนาให้ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นและตัวถังที่กว้างขึ้นเพื่อความกว้างขวางสะดวกสบายสูงสุด  แผงหน้าปัดมาพร้อมมาตรวัด ประกอบด้วยมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอล ส่วนแผงหน้าปัดด้านบนออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันแผงคอนโซลกลางได้รับการออกแบบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมโดยด้านบนแยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับช่องเชื่อมต่อได้อย่างเป็นระเบียบ

   ห้องโดยสารของฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก  ยังคงความทันสมัยและสะดวกสบาย พร้อมด้วยพื้นที่บรรจุสัมภาระด้านท้าย 414 ลิตร โดยพนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับเบาะนั่งแถวสองในราบลงจะเพิ่มความจุได้มากขึ้น ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดบังตาได้ทั้งซ้ายและขวา เพื่อป้องกันการเห็นสัมภาระด้านท้าย นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ครบครัน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ  Auto Brake Hold สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ฯลฯ

   การขับเคลื่อนเร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 - 5,500  รอบ/นาทีส่งกำลังอย่างฉับไวและต่อเนื่องด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งชุดขับเคลื่อนทั้งหมดได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม สมรรถนะการขับเคลื่อนในเรื่องความแรงต้องบอกกว่าให้อารมณ์เช่นเดียวกับรุ่นซีดานที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ บล็อคเดียวกัน โดยมีทั้งลูกหนักลูกเบา คือถ้าจะเอาแรงแบบดึงกระชากก็มีให้เห็นตั้งแต่จังหวะออกตัว(อัตราเร่ง0-100กม./ชม.อยู่ทีประมาณ 9 วินาที) รวมไปถึงการเร่งแซงที่ทันใจในช่วงความเร็วสูงก็วางใจได้   แต่ถ้าเป็นลูกเบาขับแบบเรื่อยๆใช้งานทั่วๆไป ความนุ่มนวลราบเรียบของเครื่องยนต์ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ขับสบายควบคุมง่าย เราลองขับใช้งานในเมืองที่ความเร็วประมาณ 80-100 กม./ชม รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,700 รอบ/นาที ตัวเลขความประหยัดหลังจากลองหลายๆครั้งหลายๆสภาพเส้นทาง ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ18-19 กม./ลิตร (ขับแบบใช้คันเร่งเนียนๆเรื่อยๆตามจังหวะความเร็วงดกดคันเร่งคิกดาวน์หนักเกินความจำเป็น)

   ส่วนการควบคุมรถทั้งทางตรงและการขับเข้าโค้ง รู้สึกได้ชัดเจนกับระบบพวงมาลัยที่เซ็ทน้ำหนักอย่างเหมาะสมพร้อมให้ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวสูง  สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงความเร็วต่ำและแม้แต่ตอนขับใช้ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจ รวมไปถึงความหนึบของช่วงล่างจะให้อารมณ์แบบหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง มีความรู้สึกว่าขับสนุกมั่นใจกว่ารุ่นซีดานนิดหน่อย เรียกว่างานนี้ฮอนด้าปรับเซ็ตช่วงล่างมาดีเหมาะสมกับรถแฮทช์แบ็ก  5 ประตู สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

   การทำตลาด ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีให้เลือกเพียงรุ่นเดียว เคาะราคา 1,169,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก)  , สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : สัมผัส! ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ- กระบี่ – พังงา

Monday, 29 May 2017 13:36

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ยกทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนรวม 12 รุ่น   พร้อมวางไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้ไว้ที่ The E 350 e ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนการทดลองขับเพียงหนึ่งวัน

   การทดลองขับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 12 รุ่น ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเส้นทางแบบขับขี่ทางไกล กรุงเทพฯ –กระบี่- พังงา ระยะทางรวมกว่า 800 กิโลเมตร โดยสลับเปลี่ยนคันกันขับจนครบทุกรุ่นตลอดเส้นทาง  และการเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยเบนซ์มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี

   กิจกรรมทดลองขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนมีโอกาสสัมผัสกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ในยนตกรรมในกลุ่ม  ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างครบถ้วน จำนวนรวมถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์ คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic,  E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde และยนตกรรม รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดอีกมากมาย อาทิ The C 350 e จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic  , The S 500 e  จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium  ,The GLE 500 e จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive ซึ่งเป็นการรวบรวมสุดยอดยานยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดครบทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน

   สำหรับไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้  คือ The E 350 e  ถือเป็นรถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน  โดย The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท  , The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท  และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ภายในห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง  และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า  และการออกแบบเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลง  แบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดีย The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online   พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง  พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   The E 350 e มาพร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   ที่ 440 นิวตันเมตร โชว์อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง  250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังให้ความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็ม 100%  จะวิ่งได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์  (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์ทั่วๆไป

   นอกจากการจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ แล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบนซ์จะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคมไทย และหนึ่งในความภาคภูมิใจของเบนซ์คือ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุดให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เบนซ์วางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

   ปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้การสนับสนุน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2549  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต

 

ROST TEST : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Thursday, 14 March 2013 16:58

 

ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออกมาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม 

 

Read more...

 
 

TEST DRIVE : ฮอนด้า SUPER CR-Vหรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่

Thursday, 21 March 2013 15:46

  ยอดขายของฮอนด้าปีนี้ลื่นไหลอย่างต่อเนื่องเหมือน กับจำนวนรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ฮอนด้าทยอยส่งเข้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย ไล่เรียงเท่าที่จำความได้รุ่นหลักๆก็มีตั้งแต่ซีวิค โมเดลเชนจ์ , ฟรีด ไมเนอร์เชนจ์ , บริโอ้ เพิ่มรุ่น เอส ออโต้ , ซิตี้ ซีเอ็นจี ล่าสุดก็เป็นคิวของซีอาร์-วี โมเดลเชนจ์ ที่มาในมาดของรถรุ่นเอสยู-วี หรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่


   การเปลี่ยนแปลงของซีอาร์-วี เป็นผลมาจากการสำรวจผู้ใช้ซีอาร์-วี ทั่วโลกว่าจุดด้อยของซีอาร์-วี มีตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าลูกค้าตอบเหมือนกันว่าดีอยู่แล้ว แต่ทางวิศวกรก็ยังต้องพัฒนาในทุกจุดให้ดีขึ้นจนได้รับการขนานามว่าเป็น ซูเปอร์ ซีอาร์-วี
   ซีอาร์-วี รุ่นใหม่ล่าสุดนับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว ในเมืองนอกมีการเปิดตัวซีอาร์-วี ครั้งแรกในปี1995 ในเมืองไทยถูกนำเข้ามาขายในปี 1997 รุ่นที่สองออกมาในปี 2001 รุ่นที่สามออกมาในปี 2007 และปีนี้จึงเป็นรุ่นที่ 4
   ถึงแม้ว่า ซีอาร์-วี จะออกแบบมาในสไตล์รถเอสยูวี แต่คนที่ซื้อมาใช้ก็เพราะชอบความเป็นรถสูงที่ให้การขับขี่เหมือนรถเก๋ง มากกว่าจะนำไปลุย ซึ่งในบ้านเราไม่มีถนนที่ลื่นมากๆเหมือนเมืองหนาวที่มีหิมะตก แค่รุ่นขับสองก็เหลือเฟือแล้ว และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่อยากได้รถสมรรถนะดี
   ประหยัดน้ำมันทางฮอนด้าจึงต้องมีการปรับในเรื่องของมิติโดยลดความสูงลง 30 มม. และลดความยาวของตัวถังให้สั้นลงอีก 30 มม. เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน ถึงตัวถังจะสั้น และเตี้ยลง ในห้องโดยสารยังคงความกว้างขวางไว้เช่นเดิม เพราะยังคงช่วงล้อไว้เท่าเดิม แต่จะลดความสูงของเบาะหลังลง 38 มม. รวมถึงลดที่เก็บยางอะไหล่ลง 30 มม. พื้นห้องเก็บของจึงลดลง 30 มม.
   ซีอาร์-วี ใหม่มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4 ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบครัน สำหรับการเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ฯ จากการจัดทริปของฮอนด้ามีรถมาให้ครบเพียงแต่มีโอกาสได้ขับเพียงรุ่นเดียว เนื่องจากต้องสลับกับเพื่อนร่วมรถอีก 4 คน ก็ยังได้ระยะประมาณ 100 กิโลเมตร พอจะได้จับความรู้สึกได้บ้าง
   รุ่นที่ได้ขับเป็นรุ่น 2.4 ขับเคลื่อนสองล้อ เปิดประตูเข้าไปก็ได้เห็นเบาะหนังที่ปรับด้วยไฟฟ้าสำหรับคนขับ ขึ้นไปนั่งจะได้รับรู้ถึงความยาวของเบาะที่ยังรับไม่เต็มขา แต่ก็มีความกว้างเพียงพอ หนังที่หุ้มจะทำเป็นรอยย่น นั่งได้สบายกว่าเบาะที่ขึงหนังจนตรึง ความสูงของเบาะที่ลดลงแต่พื้นที่ตัวถังสูงขึ้น 5 มม.ทำให้ได้สไตล์การขับขี่เหมือนกับรถซีดานมากกว่ารถเอสยูวี รวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน
   มีปุ่มควบคุมมาให้พร้อม โดยทางฮอนด้าแยกแผงคอนโซลออกเป็น 2 โซน คือโซนคนขับกับคอนโซลควบคุมทำให้ง่ายในการใช้งาน แผงคอนโซลไม่ใหญ่มากออกแบบให้โค้งเว้าเล่นระดับ มีจอแสดงผลอัจฉริยะ i-MID ฝังไว้ในแผงคอนโซลแยกจากเครื่องเสียงที่มีจอต่างหากสำหรับรองรับแผนที่นำทาง ซึ่งจะปรับระดับเสียงอัตโนมัติให้กำลังขับ 160 วัตต์พร้อมลำโพง 4 ตัว
   คอนโซลเกียร์อัตโนมัติ เชื่อมต่อกับคอนโซลกลางและมีที่ว่างพอสำหรับการวางแก้วน้ำ 3 ใบ และสามารถปรับเลื่อนที่วางแขนได้ถึง 60 มม. พร้อมช่องเล็กๆสำหรับใส่ของรวมทั้งวางกุญแจที่ไม่ต้องไขสตาร์ทเพราะใช้การกด ปุ่มแทน
   เบาะนั่งด้านหลังถูกออกแบบมาสำหรับความสะดวกในการพับเก็บในจังหวะเดียวด้วย การดึงคันโยกตรงหลังเบาะก็สามารถปล่อยเบาะพับเอนไปด้านหน้าสำหรับการเพิ่ม พื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้แล้วซึ่งพื้นที่เก็บสัมภาระของซีอาร์-วี ใหม่จะจุมากขึ้น
   สมรรถนะการขับเคลื่อนรุ่นที่ได้ทดลองขับ จะเป็นเครื่องยนต์พิกัด 2.4 ลิตร ที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง จากรุ่นเดิมพอสมควรทั้งเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวและเร่งแซง โดยเครื่องยนต์ในรุ่น 2.4 ใหม่ จะมีการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดไอดีและคายไอเสียพร้อมกับปรับปรุง วาล์ว บ่าวาล์ว และใช้หัวเทียนชุบนิเกิลสำหรับการรองรับอี 85 ได้ มอเตอร์สตาร์ทมีกำลังสูงขึ้น
   มีการทำงานร่วมกันระหว่างไทมิ่งแปรผันกับระยะยกวาล์วแปรผันช่วยเพิ่มกำลัง ให้สูงขึ้นในรอบต่ำ และคุมการเปิด - ปิดลิ้นปีกผีเสื้อด้วยไฟฟ้าได้รับความแม่นยำสูง กำลังสูงสุดที่ได้อยู่ที่ 170 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4300 รอบ/นาที ใช้การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด
   สมรรถนะที่แสดงออกมาน่าชื่นชมตั้งแต่อัตราเร่งช่วงออกตัวที่ทำได้ต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบรอบสูง ความเร็วขึ้นเร็วกว่าเดิมรอบเครื่องยนต์ต่ำลง 2,000 รอบ/นาที ได้ความเร็ว 110 กม./ชม. อัตราบริโภคก็ดีขึ้นเยอะกับการขับ 110-120 กม./ชม. ได้อัตราบริโภคเฉลี่ย 11.4 กม./ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถูกปรับด้วยเช่นกันสำหรับความนุ่มหนึบมากขึ้นด้วยการเพิ่ม ขนาดโช้คอัพใหญ่ขึ้นอีก 10 % รองรับการยุบตัวที่ดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับซีอาร์-วีใหม่ใกล้เคียงกับรถเอสยูวีกึ่งรถเก๋งขนาด ใหญ่ที่ให้ความนุ่มผสานความหนึบได้อย่างลงตัว!!!
 

 

 

TEST DRIVE: A-CLASS เปลี่ยนไป !

Thursday, 21 March 2013 17:17

   A-CLASS ถือเป็นรถยนต์เซ็กเมนท์เล็กสุดของค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งA-CLASS รุ่นล่าสุดนี้ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจัง และด้วยรูปลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมแบบพลิกคาแรก เตอร์ ทำให้รถรุ่นนี้ดูมีอนาคตที่สดใส สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ให้หันมามองรถยนต์ในคลาสเล็ก ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มากขึ้น

การกลับมาอีกครั้งสำหรับ A-CLASS ใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวรวดเร็วต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม ทำให้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอ-คลาส ถือเป็นขวัญใจประจำบูธเบนซ์ที่โกยยอดขายแบบพลิกความคาดหมาย และเมื่อหนทางการทำตลาดดูสดใส ทางเมอร์เซเดส – เบนซ์ ประเทศไทย จึงเริ่มแผนโปรโมทรถรุ่นนี้อย่างจริงจัง โดยเชิญลูกค้าและสื่อมวลชนทดลองสมรรถนะที่สนามแข่งโบนันซา
โดยมี A 250 AMG ที่มีคนสนใจเยอะ เป็นรุ่นหลักจัดมาให้ 5 คัน พร้อมจัดเทรนเนอร์ที่เป็นนักแข่งมืออาชีพจากออสเตรเลียมาคอยแนะนำเทคนิคการ ควบคุมรถ ในแบบขับขี่ปลอดภัยตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจำลองเป็น 3 สเตชั่นหลัก เพื่อเน้นเทคนิคการควบคุมรถที่แตกต่างกัน  


สถานแรกที่ได้สัมผัสคือ การหักเลี้ยว เปลี่ยนเลนกะทันหันกับ A 250 AMG ที่เน้นเรื่องของช่วงล่างและความคล่องตัวเวลาหักเลี้ยวกะทันหัน รวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กดคันเร่งเต็มๆ พอถึงกรวยที่ขวางอยู่ข้างหน้าก็หักหลบ แล้วหักกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม จะได้เห็นถึงการทำงานของโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติเวลาหักเลี้ยวมากจน รถเกิดเสียหลัก เป็นการควบคุมการทรงตัวของช่วงล่าง ให้รถควบคุมง่ายขึ้น
หลังจากนั้น ก็ต่อด้วยการแข่งจับเวลาแบบควอเตอร์ไมล์ว่าใครจะเร็วกว่ากัน ช่วงนี้จะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของ A 250 AMG ได้ชัดเจนเนื่องจากรถไม่ได้ถูกปรับแต่งการแพ้ชนะจึงแค่เฉียดฉิว ได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ช่วงออกตัว โดยเครื่องยนต์ของ A 250 AMG เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1200 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0 -100 กม./ชม.
ใช้เวลา 6.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT การออกตัวยังไม่เร็วนักแต่จะต่อเนื่องหลังจากกำลังมาเต็มที่แล้ว
สถานีที่ 2 เป็นการจำลองเหตุการณ์เพื่อการทดสอบโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติหรือ ESP สถานีนี้เลือก A 180 มาขับโดยการเปลี่ยนยางหลังมาเป็นแบบพิเศษเพื่อให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เหมือนกับการขับขี่รถตอนฝนตก โดยจำลองด้วยการจัดวางกรวยให้ขับขี่ซิกแซ็กบนพื้นลาดเอียงและเปียกลื่นหาก ใช้ความเร็วมากเกินไปรถก็จะลื่นไถล หมุน 360 องศาได้ง่ายๆ แต่ถ้าใครใช้ความเร็วพอเหมาะและแก้อาการในโค้งเป็นก็สามารถผ่านไปได้อย่าง ปลอดภัย
ในรุ่น A180 ที่ใช้ทดลองในสถานีนี้จะใช้เครื่องยนต์เล็กกว่า เป็นเครื่องแถวเรียง 4 สูบ 1595 ซีซี กำลังสูงสุด 122 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 1250 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.1 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ 202 กม./ชม. ไม่เลวสำหรับเครื่องยนต์เล็กๆ แบบสถานีสุดท้ายเป็นการขับแบบจิมคาน่ารถ เน้นทักษะในการควบคุมรถ ในเส้นทางที่กำหนดด้วยการใช้กรวยบังคับทิศทาง จะเห็นถึงสมรรถนะและความคล่องตัวในการขับขี่บนเส้นทางแคบๆซึ่ง A-CLASS ถือเป็นรถเล็กที่ควบคุมง่าย พวงมาลัยคมให้น้ำหนักกำลังดี ทำเลี้ยวซิกแซกในทางแคบด้วยความเร็วได้ง่าย รวมถึงการขับวนเป็นวงกลมก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการทรงตัว และเครื่องยนต์ก็สามารถถ่ายทอดกำลังได้อย่างต่อเนื่องไหลลื่นได้ทันใจ ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป 
งานนี้ต้องถือ A-CLASS ใหม่สอบผ่านฉลุย โดนใจทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
นี้

 
 

Page 3 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )