Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ความเร้าใจ ประดุจเจ้าพายุ !

Wednesday, 05 July 2017 14:03

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นตกแต่งพิเศษ พัฒนาต่อยอดมาจาก COLORADO HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุด  เน้นเพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งรูปลักษณ์ใหม่ ให้ความหล่อเร้าใจในสไตล์สปอร์ตจากชุดแต่งโทนสีดำเต็มคัน ช่วยเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM  ถูกวางตำแหน่งการทำตลาดให้เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุด (ON TOP) ของรถกระบะเชฟโรเลตที่ทำตลาดประเทศไทยเวลานี้  รูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเน้นความดุดันบึกบึน  ไล่ตั้งแต่สปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์รับกับกระบะท้ายอย่างลงตัว  กระจกมองข้างแต่งสีดำ  มือจับเปิดปิดประตูด้านข้าง  มือจับเปิดฝาท้าย  เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง  รวมถึงล้ออัลลอยใหม่ดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ล้วนออกแบบใหม่มาในโทนสีดำเข้มทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมสติกเกอร์สีดำเสริมความโหดบนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country  และสติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต สามารถบ่งบอกความพิเศษเฉพาะรุ่นได้อย่างชัดเจน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นที่ทดลองขับ ให้ความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่  Blue Me Away สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าตามใจชอบ

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆในสไตล์เดียวกับ  COLORADO  HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุดที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่ช่วงกลางปี 2016  การออกแบบให้ความโดดเด่นตั้งแต่แผงแดชบอร์ดและแผงหน้าปัดใหม่ดูหรูหราและทันสมัยให้อารมณ์คล้ายรถเอสยูวี ขณะที่คอนโซลกลางก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดายมากขึ้น การจัดวางตำแหน่งเน้นความสะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ ที่รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์  สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งโทรเข้า-ออก หรืออ่านและตอบข้อความด้วยเสียง ผ่านฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย  ส่วนการตกแต่งอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผงข้างประตู และเบาะที่นั่งใหม่จะให้ความหรูหราเรียกว่ามีความพรีเมียมมากกว่า COLORADO รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน  แต่สิ่งที่สะกิดใจทำให้รู้สึกถึง COLORADO รุ่นเดิมก่อนปรับโฉมคือพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังที่ยกของรุ่นเดิมมาใช้ทั้งชุด แม้ว่าจะปรับปรุงการบังคับเลี้ยวใหม่มาใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยให้การควบคุมรถต่างจากรุ่นเดิมชัดเจน สามารถขับขี่ในเมืองได้คล่องตัวด้วยน้ำหนักที่เบาสบาย  และจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ เมื่อใช้ความเร็วสูงต้องบอกว่าให้น้ำหนักในการควบคุมรถที่ดีมากไม่เบาและไวเหมือนพวงมาลัยไฟฟ้าที่คุ้นเคยในรถยนต์นั่งทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็ไม่หนักมือ ช่วงความเร็วต่ำเวลาเลี้ยวไม่ต้องใช้กำลังเยอะเหมือนพวงมาลัยเพาเวอร์แบบปกติที่รถกระบะนิยมใช้ในปัจจุบัน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บล็อคใหม่ล่าสุด ดูราแม็กซ์ แบบ  4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร  กระตุ้นกำลังด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้พละกำลังมากถึง  180 แรงม้า  ที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด  440 นิวตันเมตร  ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4  ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รุ่นที่ทดลองขับมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ช่วงขับแบบออนโรดก็ขับเคลื่อน2ล้อหลังปกติ (2H)  แต่ถ้าต้องการใช้งานแบบลุยๆก็สามารถปรับเปลี่ยน มาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้จากสวิทซ์ที่อยู่ใกล้กับคอนโซลเกียร์ โดยเลือกใช้ได้ทั้ง  แบบ 4Lเน้นลุยหนัก  และ 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วสูง ซึ่งการทดลองขับเราลองเฉพาะ  4H ควบผ่านทางลูกรัง และการขับฝ่าฝนตกหนักในบางช่วง  ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มีอย่างเหลือเฟือและการกระจายกำลังขับเคลื่อนทั้งล้อหน้าและหลังอย่างเหมาะสม  ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดาย  ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ  พร้อมกันนี้ยังผสานกับช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ยึดเกาะถนนได้ดี  ผู้ขับแค่มีสติควบคุมรถไปตามเส้นทางที่เหมาะสมก็สามารถผ่านทุกอุปสรรค์ไปได้สบายๆ และการขับขี่ผ่านทางลาดชันมากๆ ยังมีระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist หรือ HSA) และระบบควบคุมความเร็วของรถขณะลงทางลาดชัน (Descent Control หรือ HDC) ค่อยช่วยสนันสนุนการควบคุมรถให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

   การทดลองขับแบบออนโรด เราใช้เส้นทางสบายๆกรุงเทพฯ-อยุธยา ไปกลับประมาณ 150 กม.  สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคืออัตราเร่งมาแบบเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ไล่สเต็บไปจนถึงความเร็วปลายที่ให้ความแรงแบบต่อเนื่อง  เรื่องความแรงของเครื่องยนต์ในการใช้งานจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถกระบะรุ่นนี้  ส่วนการบังคับควบคุมรถผ่านพวงมาลัยไฟฟ้าก็ให้ความรู้สึกที่ดีทั้งความแม่นยำและให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่เหมาะสมทุกช่วงความเร็ว   การเก็บเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารก็ถือว่าดีมาก ทั้งความเงียบของลมปะทะ เสียงใต้ท้องรถ  และเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ที่เงียบและนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด พร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง  นอกจากนี้การขับขี่ทางตรงและโค้งกว้างๆ จากการปรับเช็ตช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอัพแบบไดเกรสซีฟ และปรับค่าแหนบที่เน้นการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย นุ่มนวลนั่งและขับสบายมากขึ้น  ซึ่งการโยนตัว ยวบหยาบ แอบกระด้างนิดๆที่เคยพบใน COLORADO รุ่นก่อนหน้านี้ได้หมดไปจากความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

   การทดลองขับบางช่วงยังมีโอกาสได้ทดลองระบบเสริมความปลอดภัยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ซึ่งจะมีเสียงสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดเป็นระยะเมื่อขับออกนอกเลนไปเหยียบเส้นปะถนน  และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อขับเข้าใกล้รถคันหน้าในระยะกระชั้นชิดเสี่ยงต่อการชนก็จะมีเสียงพร้อมแถบไฟและสัญลักษณ์โชว์ที่แผงหน้าปัด นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมความปลอดภัยอื่นๆที่น่าสนใจทั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ,เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน , ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถกระบะ ฟังก์ชั่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ พร้อมเปิดระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ

   นอกจากนี้ CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นล่าสุดยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟครบครัน ไล่ตั้งแต่ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS) ,ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA) ,ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD) ,ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC) , ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti Rolling Protection) ,ระบบความคุมเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ 

   ส่วนการทำตลาดมีให้เลือก 2 รุ่น คือ COLORADO HIGH COUNTRY STORM 2.5L ขับเคลื่อน2ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท และCOLORADO HIGH COUNTRY STORM  2.5L ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท

 

TEST DRIVE : สัมผัส! ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ- กระบี่ – พังงา

Monday, 29 May 2017 13:36

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ยกทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนรวม 12 รุ่น   พร้อมวางไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้ไว้ที่ The E 350 e ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนการทดลองขับเพียงหนึ่งวัน

   การทดลองขับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 12 รุ่น ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเส้นทางแบบขับขี่ทางไกล กรุงเทพฯ –กระบี่- พังงา ระยะทางรวมกว่า 800 กิโลเมตร โดยสลับเปลี่ยนคันกันขับจนครบทุกรุ่นตลอดเส้นทาง  และการเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยเบนซ์มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี

   กิจกรรมทดลองขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนมีโอกาสสัมผัสกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ในยนตกรรมในกลุ่ม  ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างครบถ้วน จำนวนรวมถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์ คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic,  E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde และยนตกรรม รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดอีกมากมาย อาทิ The C 350 e จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic  , The S 500 e  จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium  ,The GLE 500 e จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive ซึ่งเป็นการรวบรวมสุดยอดยานยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดครบทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน

   สำหรับไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้  คือ The E 350 e  ถือเป็นรถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน  โดย The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท  , The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท  และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ภายในห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง  และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า  และการออกแบบเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลง  แบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดีย The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online   พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง  พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   The E 350 e มาพร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   ที่ 440 นิวตันเมตร โชว์อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง  250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังให้ความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็ม 100%  จะวิ่งได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์  (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์ทั่วๆไป

   นอกจากการจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ แล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบนซ์จะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคมไทย และหนึ่งในความภาคภูมิใจของเบนซ์คือ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุดให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เบนซ์วางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

   ปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้การสนับสนุน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2549  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต

 

TEST DRIVE : ฮอนด้า SUPER CR-Vหรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่

Thursday, 21 March 2013 15:46

  ยอดขายของฮอนด้าปีนี้ลื่นไหลอย่างต่อเนื่องเหมือน กับจำนวนรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ฮอนด้าทยอยส่งเข้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย ไล่เรียงเท่าที่จำความได้รุ่นหลักๆก็มีตั้งแต่ซีวิค โมเดลเชนจ์ , ฟรีด ไมเนอร์เชนจ์ , บริโอ้ เพิ่มรุ่น เอส ออโต้ , ซิตี้ ซีเอ็นจี ล่าสุดก็เป็นคิวของซีอาร์-วี โมเดลเชนจ์ ที่มาในมาดของรถรุ่นเอสยู-วี หรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่


   การเปลี่ยนแปลงของซีอาร์-วี เป็นผลมาจากการสำรวจผู้ใช้ซีอาร์-วี ทั่วโลกว่าจุดด้อยของซีอาร์-วี มีตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าลูกค้าตอบเหมือนกันว่าดีอยู่แล้ว แต่ทางวิศวกรก็ยังต้องพัฒนาในทุกจุดให้ดีขึ้นจนได้รับการขนานามว่าเป็น ซูเปอร์ ซีอาร์-วี
   ซีอาร์-วี รุ่นใหม่ล่าสุดนับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว ในเมืองนอกมีการเปิดตัวซีอาร์-วี ครั้งแรกในปี1995 ในเมืองไทยถูกนำเข้ามาขายในปี 1997 รุ่นที่สองออกมาในปี 2001 รุ่นที่สามออกมาในปี 2007 และปีนี้จึงเป็นรุ่นที่ 4
   ถึงแม้ว่า ซีอาร์-วี จะออกแบบมาในสไตล์รถเอสยูวี แต่คนที่ซื้อมาใช้ก็เพราะชอบความเป็นรถสูงที่ให้การขับขี่เหมือนรถเก๋ง มากกว่าจะนำไปลุย ซึ่งในบ้านเราไม่มีถนนที่ลื่นมากๆเหมือนเมืองหนาวที่มีหิมะตก แค่รุ่นขับสองก็เหลือเฟือแล้ว และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่อยากได้รถสมรรถนะดี
   ประหยัดน้ำมันทางฮอนด้าจึงต้องมีการปรับในเรื่องของมิติโดยลดความสูงลง 30 มม. และลดความยาวของตัวถังให้สั้นลงอีก 30 มม. เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน ถึงตัวถังจะสั้น และเตี้ยลง ในห้องโดยสารยังคงความกว้างขวางไว้เช่นเดิม เพราะยังคงช่วงล้อไว้เท่าเดิม แต่จะลดความสูงของเบาะหลังลง 38 มม. รวมถึงลดที่เก็บยางอะไหล่ลง 30 มม. พื้นห้องเก็บของจึงลดลง 30 มม.
   ซีอาร์-วี ใหม่มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4 ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบครัน สำหรับการเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ฯ จากการจัดทริปของฮอนด้ามีรถมาให้ครบเพียงแต่มีโอกาสได้ขับเพียงรุ่นเดียว เนื่องจากต้องสลับกับเพื่อนร่วมรถอีก 4 คน ก็ยังได้ระยะประมาณ 100 กิโลเมตร พอจะได้จับความรู้สึกได้บ้าง
   รุ่นที่ได้ขับเป็นรุ่น 2.4 ขับเคลื่อนสองล้อ เปิดประตูเข้าไปก็ได้เห็นเบาะหนังที่ปรับด้วยไฟฟ้าสำหรับคนขับ ขึ้นไปนั่งจะได้รับรู้ถึงความยาวของเบาะที่ยังรับไม่เต็มขา แต่ก็มีความกว้างเพียงพอ หนังที่หุ้มจะทำเป็นรอยย่น นั่งได้สบายกว่าเบาะที่ขึงหนังจนตรึง ความสูงของเบาะที่ลดลงแต่พื้นที่ตัวถังสูงขึ้น 5 มม.ทำให้ได้สไตล์การขับขี่เหมือนกับรถซีดานมากกว่ารถเอสยูวี รวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน
   มีปุ่มควบคุมมาให้พร้อม โดยทางฮอนด้าแยกแผงคอนโซลออกเป็น 2 โซน คือโซนคนขับกับคอนโซลควบคุมทำให้ง่ายในการใช้งาน แผงคอนโซลไม่ใหญ่มากออกแบบให้โค้งเว้าเล่นระดับ มีจอแสดงผลอัจฉริยะ i-MID ฝังไว้ในแผงคอนโซลแยกจากเครื่องเสียงที่มีจอต่างหากสำหรับรองรับแผนที่นำทาง ซึ่งจะปรับระดับเสียงอัตโนมัติให้กำลังขับ 160 วัตต์พร้อมลำโพง 4 ตัว
   คอนโซลเกียร์อัตโนมัติ เชื่อมต่อกับคอนโซลกลางและมีที่ว่างพอสำหรับการวางแก้วน้ำ 3 ใบ และสามารถปรับเลื่อนที่วางแขนได้ถึง 60 มม. พร้อมช่องเล็กๆสำหรับใส่ของรวมทั้งวางกุญแจที่ไม่ต้องไขสตาร์ทเพราะใช้การกด ปุ่มแทน
   เบาะนั่งด้านหลังถูกออกแบบมาสำหรับความสะดวกในการพับเก็บในจังหวะเดียวด้วย การดึงคันโยกตรงหลังเบาะก็สามารถปล่อยเบาะพับเอนไปด้านหน้าสำหรับการเพิ่ม พื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้แล้วซึ่งพื้นที่เก็บสัมภาระของซีอาร์-วี ใหม่จะจุมากขึ้น
   สมรรถนะการขับเคลื่อนรุ่นที่ได้ทดลองขับ จะเป็นเครื่องยนต์พิกัด 2.4 ลิตร ที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง จากรุ่นเดิมพอสมควรทั้งเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวและเร่งแซง โดยเครื่องยนต์ในรุ่น 2.4 ใหม่ จะมีการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดไอดีและคายไอเสียพร้อมกับปรับปรุง วาล์ว บ่าวาล์ว และใช้หัวเทียนชุบนิเกิลสำหรับการรองรับอี 85 ได้ มอเตอร์สตาร์ทมีกำลังสูงขึ้น
   มีการทำงานร่วมกันระหว่างไทมิ่งแปรผันกับระยะยกวาล์วแปรผันช่วยเพิ่มกำลัง ให้สูงขึ้นในรอบต่ำ และคุมการเปิด - ปิดลิ้นปีกผีเสื้อด้วยไฟฟ้าได้รับความแม่นยำสูง กำลังสูงสุดที่ได้อยู่ที่ 170 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4300 รอบ/นาที ใช้การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด
   สมรรถนะที่แสดงออกมาน่าชื่นชมตั้งแต่อัตราเร่งช่วงออกตัวที่ทำได้ต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบรอบสูง ความเร็วขึ้นเร็วกว่าเดิมรอบเครื่องยนต์ต่ำลง 2,000 รอบ/นาที ได้ความเร็ว 110 กม./ชม. อัตราบริโภคก็ดีขึ้นเยอะกับการขับ 110-120 กม./ชม. ได้อัตราบริโภคเฉลี่ย 11.4 กม./ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถูกปรับด้วยเช่นกันสำหรับความนุ่มหนึบมากขึ้นด้วยการเพิ่ม ขนาดโช้คอัพใหญ่ขึ้นอีก 10 % รองรับการยุบตัวที่ดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับซีอาร์-วีใหม่ใกล้เคียงกับรถเอสยูวีกึ่งรถเก๋งขนาด ใหญ่ที่ให้ความนุ่มผสานความหนึบได้อย่างลงตัว!!!
 

 

 
 

ROST TEST : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Thursday, 14 March 2013 16:58

 

ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออกมาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม 

 

Read more...

 

TEST DRIVE: A-CLASS เปลี่ยนไป !

Thursday, 21 March 2013 17:17

   A-CLASS ถือเป็นรถยนต์เซ็กเมนท์เล็กสุดของค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งA-CLASS รุ่นล่าสุดนี้ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจัง และด้วยรูปลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมแบบพลิกคาแรก เตอร์ ทำให้รถรุ่นนี้ดูมีอนาคตที่สดใส สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ให้หันมามองรถยนต์ในคลาสเล็ก ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มากขึ้น

การกลับมาอีกครั้งสำหรับ A-CLASS ใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวรวดเร็วต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม ทำให้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอ-คลาส ถือเป็นขวัญใจประจำบูธเบนซ์ที่โกยยอดขายแบบพลิกความคาดหมาย และเมื่อหนทางการทำตลาดดูสดใส ทางเมอร์เซเดส – เบนซ์ ประเทศไทย จึงเริ่มแผนโปรโมทรถรุ่นนี้อย่างจริงจัง โดยเชิญลูกค้าและสื่อมวลชนทดลองสมรรถนะที่สนามแข่งโบนันซา
โดยมี A 250 AMG ที่มีคนสนใจเยอะ เป็นรุ่นหลักจัดมาให้ 5 คัน พร้อมจัดเทรนเนอร์ที่เป็นนักแข่งมืออาชีพจากออสเตรเลียมาคอยแนะนำเทคนิคการ ควบคุมรถ ในแบบขับขี่ปลอดภัยตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจำลองเป็น 3 สเตชั่นหลัก เพื่อเน้นเทคนิคการควบคุมรถที่แตกต่างกัน  


สถานแรกที่ได้สัมผัสคือ การหักเลี้ยว เปลี่ยนเลนกะทันหันกับ A 250 AMG ที่เน้นเรื่องของช่วงล่างและความคล่องตัวเวลาหักเลี้ยวกะทันหัน รวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กดคันเร่งเต็มๆ พอถึงกรวยที่ขวางอยู่ข้างหน้าก็หักหลบ แล้วหักกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม จะได้เห็นถึงการทำงานของโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติเวลาหักเลี้ยวมากจน รถเกิดเสียหลัก เป็นการควบคุมการทรงตัวของช่วงล่าง ให้รถควบคุมง่ายขึ้น
หลังจากนั้น ก็ต่อด้วยการแข่งจับเวลาแบบควอเตอร์ไมล์ว่าใครจะเร็วกว่ากัน ช่วงนี้จะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของ A 250 AMG ได้ชัดเจนเนื่องจากรถไม่ได้ถูกปรับแต่งการแพ้ชนะจึงแค่เฉียดฉิว ได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ช่วงออกตัว โดยเครื่องยนต์ของ A 250 AMG เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1200 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0 -100 กม./ชม.
ใช้เวลา 6.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT การออกตัวยังไม่เร็วนักแต่จะต่อเนื่องหลังจากกำลังมาเต็มที่แล้ว
สถานีที่ 2 เป็นการจำลองเหตุการณ์เพื่อการทดสอบโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติหรือ ESP สถานีนี้เลือก A 180 มาขับโดยการเปลี่ยนยางหลังมาเป็นแบบพิเศษเพื่อให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เหมือนกับการขับขี่รถตอนฝนตก โดยจำลองด้วยการจัดวางกรวยให้ขับขี่ซิกแซ็กบนพื้นลาดเอียงและเปียกลื่นหาก ใช้ความเร็วมากเกินไปรถก็จะลื่นไถล หมุน 360 องศาได้ง่ายๆ แต่ถ้าใครใช้ความเร็วพอเหมาะและแก้อาการในโค้งเป็นก็สามารถผ่านไปได้อย่าง ปลอดภัย
ในรุ่น A180 ที่ใช้ทดลองในสถานีนี้จะใช้เครื่องยนต์เล็กกว่า เป็นเครื่องแถวเรียง 4 สูบ 1595 ซีซี กำลังสูงสุด 122 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 1250 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.1 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ 202 กม./ชม. ไม่เลวสำหรับเครื่องยนต์เล็กๆ แบบสถานีสุดท้ายเป็นการขับแบบจิมคาน่ารถ เน้นทักษะในการควบคุมรถ ในเส้นทางที่กำหนดด้วยการใช้กรวยบังคับทิศทาง จะเห็นถึงสมรรถนะและความคล่องตัวในการขับขี่บนเส้นทางแคบๆซึ่ง A-CLASS ถือเป็นรถเล็กที่ควบคุมง่าย พวงมาลัยคมให้น้ำหนักกำลังดี ทำเลี้ยวซิกแซกในทางแคบด้วยความเร็วได้ง่าย รวมถึงการขับวนเป็นวงกลมก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการทรงตัว และเครื่องยนต์ก็สามารถถ่ายทอดกำลังได้อย่างต่อเนื่องไหลลื่นได้ทันใจ ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป 
งานนี้ต้องถือ A-CLASS ใหม่สอบผ่านฉลุย โดนใจทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
นี้

 
 

Page 3 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )