Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : สัมผัส! ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ- กระบี่ – พังงา

Monday, 29 May 2017 13:36

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ยกทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จำนวนรวม 12 รุ่น   พร้อมวางไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้ไว้ที่ The E 350 e ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนการทดลองขับเพียงหนึ่งวัน

   การทดลองขับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 12 รุ่น ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเส้นทางแบบขับขี่ทางไกล กรุงเทพฯ –กระบี่- พังงา ระยะทางรวมกว่า 800 กิโลเมตร โดยสลับเปลี่ยนคันกันขับจนครบทุกรุ่นตลอดเส้นทาง  และการเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยเบนซ์มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี

   กิจกรรมทดลองขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนมีโอกาสสัมผัสกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ในยนตกรรมในกลุ่ม  ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างครบถ้วน จำนวนรวมถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์ คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic,  E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde และยนตกรรม รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดอีกมากมาย อาทิ The C 350 e จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic  , The S 500 e  จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium  ,The GLE 500 e จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive ซึ่งเป็นการรวบรวมสุดยอดยานยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดครบทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน

   สำหรับไฮไลท์การทดลองขับครั้งนี้  คือ The E 350 e  ถือเป็นรถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลอี-คลาสเข้าไว้ด้วยกัน  โดย The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท  , The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท  และ The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

   The E 350 e มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส โดย The E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย The E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

   ภายในห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง  และเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะมากมาย นอกเหนือจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า  และการออกแบบเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลง  แบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น The E 350 e Avantgarde และ The E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น The E 350 e Exclusive และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  และ The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

   ในส่วนของระบบมัลติมีเดีย The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online   พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง  พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   The E 350 e มาพร้อมสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   ที่ 440 นิวตันเมตร โชว์อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง  250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังให้ความประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็ม 100%  จะวิ่งได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์  (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้ช่วยให้รถยนต์รุ่น The E 350 e นับเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ารถสปอร์ตแต่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำกว่ารถยนต์คอมแพกต์ทั่วๆไป

   นอกจากการจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดรุ่นต่างๆ แล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบนซ์จะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาเป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคมไทย และหนึ่งในความภาคภูมิใจของเบนซ์คือ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในจังหวัดพังงา โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุดให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เบนซ์วางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

   ปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้การสนับสนุน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2549  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต

 

TEST DRIVE : HONDA JAZZ RS แต่งสปอร์ตตอบรับชีวิตทันสมัย!

Thursday, 10 August 2017 14:15

   HONDA JAZZ โมเดลล่าสุดนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของรถยนต์ซับคอมแพ็กต์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูของฮอนด้า   ซึ่งทั้ง 2 เจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา JAZZ ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าด้วยคุณสมบัติเด่นทั้งความอเนกประสงค์ในการใช้งาน  และความสนุกสนานในการขับขี่ที่ลงตัวสำหรับชีวิตเมือง   และล่าสุดในช่วงกลางปีนี้ HONDA JAZZ รุ่นล่าสุดก็ถึงเวลาปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ พร้อมวางไฮไลท์การทำตลาดด้วยรุ่น RS ที่มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบเฉพาะตัวในสไตล์สปอร์ตเป็นครั้งแรก

   สิ่งที่โดดเด่นในการใช้งานของ  HONDA JAZZ เจเนอเรชั่นที่ 3 โดยภาพรวมต้องยกให้กับการออกแบบภายในห้องโดยสารกว้างขวางและอเนกประสงค์  เช่นมีพื้นที่ช่วงขาและพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระมากสุดๆเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน และด้านความประหยัดเชื้อเพลิงจะ ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานตัวถังรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่งซึ่งจะช่วยเรื่องความประหยัดน้ำมัน เพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ และความปลอดภัยในห้องโดยสาร  และอีกปัจจัยที่มีส่วนเรื่องความประหยัดคือ เกียร์แบบอัตราทดแปรผันหรือซีวิทีที่ได้รับการพัฒนาล่าสุด

   สำหรับ  HONDA JAZZ RS ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในแบบปรับโฉมใหม่  จะเน้นการเติมเต็มความโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ต ด้วยการออกแบบด้านหน้าและด้านหลังให้ดูกว้างและปราดเปรียวมากขึ้นตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมออกแบบสไตล์สปอร์ตเฉพาะแบบ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมสัญลักษณ์ RS  รับกับไฟหน้าทรงสวยเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์มาพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) แบบ LED โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกและกันชนหลังแบบสปอร์ตในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น RS  กระจกมองข้างแต่งสีดำ และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 16 นิ้ว ดูสปอร์ตรับกับดีไซน์สปอร์ตของตัวรถได้อย่างลงตัว

   การออกแบบภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกล้ำสมัย ดึงดูดความสนใจให้เข้าไปสัมผัส โดยการจัดวางพื้นที่ภายในห้องโดยสารนี้ยังคงใช้แนวคิด Man Maximum Machine Minimum ในการออกแบบ ซึ่งเน้นความกว้างขวางสะดวกสบายด้วยยาวของตัวถังรถและฐานล้อ ช่วยให้ห้องโดยสารและพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีขนาดใหญ่  และมาพร้อมเบาะนั่งสีดำลายใหม่ และสะท้อนความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม ในรุ่น RS จัดเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งช่องเก็บของ กล่องเก็บแท็บเล็ต และที่วางแก้วน้ำสูงสุด 9 ตำแหน่ง ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ถือว่าครบครัน มีทั้งมาตรวัดเรืองแสง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น รวมสวิตซ์ควบคุมระบบการทำงานที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย อาทิ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย

   ส่วนเรื่องความอเนกประสงค์ในห้องโดยสารเมื่อลองลูกเล่นของเบาะแบบอัลตรา ซีท ก็ยังถือเป็นจุดขายของรถรุ่นนี้อยู่ โดยออกแบบเบาะนั่งให้สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เริ่มจากแบบแรกพับพนักพิงเบาะหลังลงมาด้านหน้าราบลงมา ก็จะได้พื้นเรียบๆ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่สำหรับการวางบนพื้นที่เรียบเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย   หากมีความสูงของวัสดุที่จัดเก็บอย่างพวกจักรยาน ก็สามารถยกพื้นเบาะหลังขึ้นไปยึดติดกับพนักพิงเบาะหลังแค่นี้ก็วางสิ่งของที่มีความสูงอย่างจักรยาน หรือ กระถางต้นไม้ได้แล้ว และใครที่ชอบเล่นชอบวินเซิร์ฟก็ต้องมีพื้นที่ยาวๆ ในการจัดเก็บภายในรถ ไม่ยากแค่พับพนักพิงด้านหน้าลงมาซ้อนทับกับเบาะหลังที่พับเก็บในแบบแรก สัมภาระยาวๆ ก็ไม่ยุ่งยากในการขนย้ายแล้ว และแบบสุดท้ายเหมาะกับคนที่ชอบเดินทางบางครั้งอาจจะต้องอยู่ในรถนานๆ การปรับเอนเบาะนั่งปกติไม่สามารถสร้างความสบายในการพักผ่อนได้ ก็สามารถพับพนักพิงเบาะคู่หน้าเอนราบมาทางด้านหลังแค่นี้ก็ได้พื้นที่สำหรับนอนพักภายในรถได้อย่างผ่อนคลาย

   HONDA JAZZ RS รุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E85    ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมฮอนด้าการรันตีอัตราเร่งและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ECO Assist  และระบบ Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ที่ช่วยแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า โดยจะแสดงผลด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง และ Econ Mode ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ลิ้นปีกผีเสื้อและเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   สมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เมื่อประกบคู่เกียร์ซีวีทียุคใหม่ จุดเด่นประเด็นหลักจะอยู่ที่ความประหยัดน้ำมันที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่เดินทางด้วยความเร็วคงที่ ช่วงความเร็วระดับ 100 กม.ต่อชม. รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 1900 รอบ/นาที เท่านั้นเอง โดยอัตราบริโภคที่ได้จะทะลุเกิน 15 กม./ลิตร  แต่ถ้าเท้าหนักใช้ความเร็วคงที่สลับกับการเร่งแซงบ่อยๆอัตราบริโภคจะลดลงเหลือ 13 -14  กม./ลิตรโดยประมาณ แต่ในการทดลองขับของเรามีทั้งการขับใช้งานในเมืองรถติดเล็กน้อยและช่วงเดินทางถนนโล่ง อัตราบริโภคน้ำมันที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร  ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมัน E85 อัตราบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นราวๆ 25% เมื่อเทียบกันก็ยังถือว่าคุ้มเพราะราคา E85 ต่ำกว่าน้ำมันเกรดอื่นมาก

   สมรรถนะการใช้งานทั่วๆ ไป ก็ยังมีจุดเด่นที่การขับขี่คล่องตัว สะดวกสบายควบคุมง่าย อัตราเร่งรองรับการใช้งานได้ดีตั้งแต่ช่วงออกตัวเร่งได้เร็ว  ช่วงความเร็วกลาง ๆ อาจด้อยลงไปบ้างแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน  เรื่องการเร่งแซงก็ไม่เป็นปัญหาสามารถเร่งแซงในช่วงความเร็วที่เหมาะสมได้ทันใจดี  ส่วนเรื่องการควบคุมรถพวงมาลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักปานกลาง ไม่หนักหรือเบามือเกินไป ให้ความมั่นใจพอสมควรในการควบคุมรถทั้งช่วงเข้าโค้งและเมื่อใช้ความเร็วสูง 

   นอกจากนี้ HONDA JAZZ RS ยังให้การเกาะถนนที่ดีไม่เป็นรองคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ด้วยการเซ็ทช่วงล่างพอดีๆประมาณว่า นิ่มแต่ไม่ย้วย แข็งแต่ก็ไม่กระด้าง  ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว (VSA) ติดตั้งมาให้ในทุกรุ่น เมื่อทำงานร่วมกับระบบเบรกเอบีเอสที่ติดตั้งทุกรุ่นเช่นเดียวกัน จึงช่วยเสริมความมั่นใจและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น!

   สำหรับการทำตลาด HONDA JAZZ รุ่นปรับโฉมใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่ รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท , รุ่น RS ราคา 739,000 บาท , รุ่น V+ ราคา 694,000 บาท, รุ่น V ราคา 654,000 บาท , รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 555,000 บาท

 

ROST TEST : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Thursday, 14 March 2013 16:58

 

ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออกมาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม 

 

Read more...

 
 

TEST DRIVE : ฮอนด้า SUPER CR-Vหรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่

Thursday, 21 March 2013 15:46

  ยอดขายของฮอนด้าปีนี้ลื่นไหลอย่างต่อเนื่องเหมือน กับจำนวนรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ฮอนด้าทยอยส่งเข้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย ไล่เรียงเท่าที่จำความได้รุ่นหลักๆก็มีตั้งแต่ซีวิค โมเดลเชนจ์ , ฟรีด ไมเนอร์เชนจ์ , บริโอ้ เพิ่มรุ่น เอส ออโต้ , ซิตี้ ซีเอ็นจี ล่าสุดก็เป็นคิวของซีอาร์-วี โมเดลเชนจ์ ที่มาในมาดของรถรุ่นเอสยู-วี หรูล้ำสไตล์เก๋งขนาดใหญ่


   การเปลี่ยนแปลงของซีอาร์-วี เป็นผลมาจากการสำรวจผู้ใช้ซีอาร์-วี ทั่วโลกว่าจุดด้อยของซีอาร์-วี มีตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าลูกค้าตอบเหมือนกันว่าดีอยู่แล้ว แต่ทางวิศวกรก็ยังต้องพัฒนาในทุกจุดให้ดีขึ้นจนได้รับการขนานามว่าเป็น ซูเปอร์ ซีอาร์-วี
   ซีอาร์-วี รุ่นใหม่ล่าสุดนับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว ในเมืองนอกมีการเปิดตัวซีอาร์-วี ครั้งแรกในปี1995 ในเมืองไทยถูกนำเข้ามาขายในปี 1997 รุ่นที่สองออกมาในปี 2001 รุ่นที่สามออกมาในปี 2007 และปีนี้จึงเป็นรุ่นที่ 4
   ถึงแม้ว่า ซีอาร์-วี จะออกแบบมาในสไตล์รถเอสยูวี แต่คนที่ซื้อมาใช้ก็เพราะชอบความเป็นรถสูงที่ให้การขับขี่เหมือนรถเก๋ง มากกว่าจะนำไปลุย ซึ่งในบ้านเราไม่มีถนนที่ลื่นมากๆเหมือนเมืองหนาวที่มีหิมะตก แค่รุ่นขับสองก็เหลือเฟือแล้ว และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่อยากได้รถสมรรถนะดี
   ประหยัดน้ำมันทางฮอนด้าจึงต้องมีการปรับในเรื่องของมิติโดยลดความสูงลง 30 มม. และลดความยาวของตัวถังให้สั้นลงอีก 30 มม. เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน ถึงตัวถังจะสั้น และเตี้ยลง ในห้องโดยสารยังคงความกว้างขวางไว้เช่นเดิม เพราะยังคงช่วงล้อไว้เท่าเดิม แต่จะลดความสูงของเบาะหลังลง 38 มม. รวมถึงลดที่เก็บยางอะไหล่ลง 30 มม. พื้นห้องเก็บของจึงลดลง 30 มม.
   ซีอาร์-วี ใหม่มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4 ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบครัน สำหรับการเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ฯ จากการจัดทริปของฮอนด้ามีรถมาให้ครบเพียงแต่มีโอกาสได้ขับเพียงรุ่นเดียว เนื่องจากต้องสลับกับเพื่อนร่วมรถอีก 4 คน ก็ยังได้ระยะประมาณ 100 กิโลเมตร พอจะได้จับความรู้สึกได้บ้าง
   รุ่นที่ได้ขับเป็นรุ่น 2.4 ขับเคลื่อนสองล้อ เปิดประตูเข้าไปก็ได้เห็นเบาะหนังที่ปรับด้วยไฟฟ้าสำหรับคนขับ ขึ้นไปนั่งจะได้รับรู้ถึงความยาวของเบาะที่ยังรับไม่เต็มขา แต่ก็มีความกว้างเพียงพอ หนังที่หุ้มจะทำเป็นรอยย่น นั่งได้สบายกว่าเบาะที่ขึงหนังจนตรึง ความสูงของเบาะที่ลดลงแต่พื้นที่ตัวถังสูงขึ้น 5 มม.ทำให้ได้สไตล์การขับขี่เหมือนกับรถซีดานมากกว่ารถเอสยูวี รวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน
   มีปุ่มควบคุมมาให้พร้อม โดยทางฮอนด้าแยกแผงคอนโซลออกเป็น 2 โซน คือโซนคนขับกับคอนโซลควบคุมทำให้ง่ายในการใช้งาน แผงคอนโซลไม่ใหญ่มากออกแบบให้โค้งเว้าเล่นระดับ มีจอแสดงผลอัจฉริยะ i-MID ฝังไว้ในแผงคอนโซลแยกจากเครื่องเสียงที่มีจอต่างหากสำหรับรองรับแผนที่นำทาง ซึ่งจะปรับระดับเสียงอัตโนมัติให้กำลังขับ 160 วัตต์พร้อมลำโพง 4 ตัว
   คอนโซลเกียร์อัตโนมัติ เชื่อมต่อกับคอนโซลกลางและมีที่ว่างพอสำหรับการวางแก้วน้ำ 3 ใบ และสามารถปรับเลื่อนที่วางแขนได้ถึง 60 มม. พร้อมช่องเล็กๆสำหรับใส่ของรวมทั้งวางกุญแจที่ไม่ต้องไขสตาร์ทเพราะใช้การกด ปุ่มแทน
   เบาะนั่งด้านหลังถูกออกแบบมาสำหรับความสะดวกในการพับเก็บในจังหวะเดียวด้วย การดึงคันโยกตรงหลังเบาะก็สามารถปล่อยเบาะพับเอนไปด้านหน้าสำหรับการเพิ่ม พื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้แล้วซึ่งพื้นที่เก็บสัมภาระของซีอาร์-วี ใหม่จะจุมากขึ้น
   สมรรถนะการขับเคลื่อนรุ่นที่ได้ทดลองขับ จะเป็นเครื่องยนต์พิกัด 2.4 ลิตร ที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง จากรุ่นเดิมพอสมควรทั้งเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวและเร่งแซง โดยเครื่องยนต์ในรุ่น 2.4 ใหม่ จะมีการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดไอดีและคายไอเสียพร้อมกับปรับปรุง วาล์ว บ่าวาล์ว และใช้หัวเทียนชุบนิเกิลสำหรับการรองรับอี 85 ได้ มอเตอร์สตาร์ทมีกำลังสูงขึ้น
   มีการทำงานร่วมกันระหว่างไทมิ่งแปรผันกับระยะยกวาล์วแปรผันช่วยเพิ่มกำลัง ให้สูงขึ้นในรอบต่ำ และคุมการเปิด - ปิดลิ้นปีกผีเสื้อด้วยไฟฟ้าได้รับความแม่นยำสูง กำลังสูงสุดที่ได้อยู่ที่ 170 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4300 รอบ/นาที ใช้การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด
   สมรรถนะที่แสดงออกมาน่าชื่นชมตั้งแต่อัตราเร่งช่วงออกตัวที่ทำได้ต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบรอบสูง ความเร็วขึ้นเร็วกว่าเดิมรอบเครื่องยนต์ต่ำลง 2,000 รอบ/นาที ได้ความเร็ว 110 กม./ชม. อัตราบริโภคก็ดีขึ้นเยอะกับการขับ 110-120 กม./ชม. ได้อัตราบริโภคเฉลี่ย 11.4 กม./ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถูกปรับด้วยเช่นกันสำหรับความนุ่มหนึบมากขึ้นด้วยการเพิ่ม ขนาดโช้คอัพใหญ่ขึ้นอีก 10 % รองรับการยุบตัวที่ดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการขับซีอาร์-วีใหม่ใกล้เคียงกับรถเอสยูวีกึ่งรถเก๋งขนาด ใหญ่ที่ให้ความนุ่มผสานความหนึบได้อย่างลงตัว!!!
 

 

 

TEST DRIVE: A-CLASS เปลี่ยนไป !

Thursday, 21 March 2013 17:17

   A-CLASS ถือเป็นรถยนต์เซ็กเมนท์เล็กสุดของค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งA-CLASS รุ่นล่าสุดนี้ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจัง และด้วยรูปลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมแบบพลิกคาแรก เตอร์ ทำให้รถรุ่นนี้ดูมีอนาคตที่สดใส สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ให้หันมามองรถยนต์ในคลาสเล็ก ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มากขึ้น

การกลับมาอีกครั้งสำหรับ A-CLASS ใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวรวดเร็วต่อเนื่องจากตลาดต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม ทำให้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอ-คลาส ถือเป็นขวัญใจประจำบูธเบนซ์ที่โกยยอดขายแบบพลิกความคาดหมาย และเมื่อหนทางการทำตลาดดูสดใส ทางเมอร์เซเดส – เบนซ์ ประเทศไทย จึงเริ่มแผนโปรโมทรถรุ่นนี้อย่างจริงจัง โดยเชิญลูกค้าและสื่อมวลชนทดลองสมรรถนะที่สนามแข่งโบนันซา
โดยมี A 250 AMG ที่มีคนสนใจเยอะ เป็นรุ่นหลักจัดมาให้ 5 คัน พร้อมจัดเทรนเนอร์ที่เป็นนักแข่งมืออาชีพจากออสเตรเลียมาคอยแนะนำเทคนิคการ ควบคุมรถ ในแบบขับขี่ปลอดภัยตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจำลองเป็น 3 สเตชั่นหลัก เพื่อเน้นเทคนิคการควบคุมรถที่แตกต่างกัน  


สถานแรกที่ได้สัมผัสคือ การหักเลี้ยว เปลี่ยนเลนกะทันหันกับ A 250 AMG ที่เน้นเรื่องของช่วงล่างและความคล่องตัวเวลาหักเลี้ยวกะทันหัน รวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ สถานีนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กดคันเร่งเต็มๆ พอถึงกรวยที่ขวางอยู่ข้างหน้าก็หักหลบ แล้วหักกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม จะได้เห็นถึงการทำงานของโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติเวลาหักเลี้ยวมากจน รถเกิดเสียหลัก เป็นการควบคุมการทรงตัวของช่วงล่าง ให้รถควบคุมง่ายขึ้น
หลังจากนั้น ก็ต่อด้วยการแข่งจับเวลาแบบควอเตอร์ไมล์ว่าใครจะเร็วกว่ากัน ช่วงนี้จะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของ A 250 AMG ได้ชัดเจนเนื่องจากรถไม่ได้ถูกปรับแต่งการแพ้ชนะจึงแค่เฉียดฉิว ได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ช่วงออกตัว โดยเครื่องยนต์ของ A 250 AMG เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1200 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0 -100 กม./ชม.
ใช้เวลา 6.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT การออกตัวยังไม่เร็วนักแต่จะต่อเนื่องหลังจากกำลังมาเต็มที่แล้ว
สถานีที่ 2 เป็นการจำลองเหตุการณ์เพื่อการทดสอบโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติหรือ ESP สถานีนี้เลือก A 180 มาขับโดยการเปลี่ยนยางหลังมาเป็นแบบพิเศษเพื่อให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เหมือนกับการขับขี่รถตอนฝนตก โดยจำลองด้วยการจัดวางกรวยให้ขับขี่ซิกแซ็กบนพื้นลาดเอียงและเปียกลื่นหาก ใช้ความเร็วมากเกินไปรถก็จะลื่นไถล หมุน 360 องศาได้ง่ายๆ แต่ถ้าใครใช้ความเร็วพอเหมาะและแก้อาการในโค้งเป็นก็สามารถผ่านไปได้อย่าง ปลอดภัย
ในรุ่น A180 ที่ใช้ทดลองในสถานีนี้จะใช้เครื่องยนต์เล็กกว่า เป็นเครื่องแถวเรียง 4 สูบ 1595 ซีซี กำลังสูงสุด 122 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 1250 – 4000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.1 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ 202 กม./ชม. ไม่เลวสำหรับเครื่องยนต์เล็กๆ แบบสถานีสุดท้ายเป็นการขับแบบจิมคาน่ารถ เน้นทักษะในการควบคุมรถ ในเส้นทางที่กำหนดด้วยการใช้กรวยบังคับทิศทาง จะเห็นถึงสมรรถนะและความคล่องตัวในการขับขี่บนเส้นทางแคบๆซึ่ง A-CLASS ถือเป็นรถเล็กที่ควบคุมง่าย พวงมาลัยคมให้น้ำหนักกำลังดี ทำเลี้ยวซิกแซกในทางแคบด้วยความเร็วได้ง่าย รวมถึงการขับวนเป็นวงกลมก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการทรงตัว และเครื่องยนต์ก็สามารถถ่ายทอดกำลังได้อย่างต่อเนื่องไหลลื่นได้ทันใจ ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป 
งานนี้ต้องถือ A-CLASS ใหม่สอบผ่านฉลุย โดนใจทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
นี้

 
 

Page 3 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )