Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : SUZUKI CIAZ ซีดานขนานแท้!

Wednesday, 20 January 2016 03:23

   SUZUKI CIAZ ซีดานรุ่นล่าสุด  ได้รับการพัฒนาภายใต้ดีไซน์ที่โดดเด่นแบบรถซีดานขนานแท้ เน้นความหรูหราสง่างาม ภูมิฐาน  ผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางโออ่าตลอดทั้งคัน พร้อมให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยความแรงและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันตามแบบฉบับรถอีโคคาร์เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง SUZUKI SWIFT รถแฮทช์แบ็คที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในเมืองไทย

   สำหรับชื่อ CIAZ ช่วงเปิดตัวใหม่ๆค่อนข้างเรียกยาก แต่ถึงตอนนี้เริ่มติดปากผู้ใช้รถคนไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีความหมายอะไร แต่มีที่มาโดยการผสมผสานระหว่างคำว่า CI ที่มาจากคำว่าซิตี้ ส่วน AZ ก็มาจากคำขึ้นต้นของทุกเมืองในโลกใบนี้ เพื่อหมายถึงรถที่สามารถขับได้ในทุกเมืองทั่วโลก

   ด้วยความเป็นเป็นรถซีดานแท้ๆ CIAZ จึงมีขนาดตัวถังใหญ่กว่าก็ SWIFT ในทุกมิติรวมไปถึงฐานล้อ โดยความยาวของตัวถังทั้งหมด 4,490 มม. กว้าง 1,730 มม. และสูง 1,475 มม. มีฐานล้อยาว 2,650 มม. ช่วงล้อหน้า 1,495 มม. ช่วงล้อหลัง 1,495 มม. และเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งกลุ่มอีโคคาร์ ซีดาน รวมไปถึงซีดานในกลุ่มซับคอมแพ็คท์เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร CIAZ ยังดูมีภาษีดีกว่าในเรื่องความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร จากขยายขนาดตัวถังที่ใหญ่โตเต็มพิกัด

   ถึงจะเป็นรถที่เน้นการใช้งานในเมือง แต่ก็เน้นการเดินทางสบายๆ กับความใหญ่ของห้องโดยสารไม่ต้องนั่งอึดอัดแบบซิตี้ คาร์ การออกแบบก็ทำได้ลงตัวระหว่างความกว้างและความยาว จึงได้สัดส่วนที่ลงตัวพอดี  แต่ละจุดจะถูกใส่ใจในการออกแบบ รวมถึงการวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ในรุ่นGA ซึ่งเป็นรุ่นท็อปก็จะได้ไฟตัดหมอกมาด้วย ส่วนท้ายรถ เวลามองครึ่งบนจะคล้ายฮอนด้า ซิตี้ ส่วนครึ่งล่างจะต่างออกไป และด้านล่างของกันชนจะคล้ายๆกับมีท่อไอเสีย 2 ใบติดไว้เหมือนรถสปอร์ต

   เข้าไปนั่งในห้องโดยสาร เบาะนั่งมีขนาดพอดีสำหรับคนเอเชีย แต่จะดูแคบสำหรับคนตัวใหญ่ แต่ก็มีพื้นที่ระหว่างเบาะกับแผงประตูอีกประมาณฝ่ามือ ช่วยลดความอึดอัดลงไปได้เยอะ  ปีกของเบาะมีขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้กระชับตัว ส่วนความสูงของเบาะนั้นเพียงพอสำหรับบุคคลทั่วๆไป ตรงกลางเบาะหน้าจะมีกล่องเก็บของเล็กๆ ใช้ฝาปิดเป็นที่เท้าแขนไปในตัว ส่วนเบาะหลังจะมีที่วางแขนพร้อมกับหลุมสำหรับวางแก้วน้ำ รองรับผู้โดยสารได้ 3 คน โดยมีเข็มขัดนิรภัยมาให้ 3 ตำแหน่ง ระยะห่างระหว่างเบาะก็มากพอจนไม่รู้สึกอึดอัดสำหรับคนตัวใหญ่ๆ โดยมีระยะห่างจากตำแหน่งคนนั่งเบาะหน้ากับเบาะหลัง 840 มม. จึงได้ที่วางขากว้างสุดๆ

   ภายในรถยังมีช่องเก็บของมากมาย สามารถวางแก้วน้ำที่คอนโซลกลางและขวดน้ำได้ที่แผงข้างประตู ซึ่งเป็นจุดเล็กๆที่จำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเดินทาง พร้อมกันนี้ยังครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่เพิ่มความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start ,ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย  ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth สำหรับการรับและวางสายโทรศัพท์  ช่องต่อ USB และ AUX  , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เงียบและนุ่มนวลด้วยระบบ NVH ลดเสียงรบกวนและดูดซับแรงสั่นสะเทือน  ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อม EBD ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมกุญแจรีโมทเปิดกระโปรงท้ายได้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย

   แผงหน้าปัดทรงกลมแต่งเรียบๆช่องว่างตรงกลางมีจอมัลติดิสเพลย์ สำหรับการแสดงข้อมูลต่างๆ แบบรถยุคใหม่ ทำให้รู้ถึงระยะทางการวิ่งและอัตราบริโภคได้ครบถ้วน  พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านถูกออกแบบมาสำหรับเน้นการใช้งานในเมือง พวงมาลัยจึงตอบสนองการเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เบาแรงเวลาหักเลี้ยว แต่เวลาคืนพวงมาลัยกลับจะหนืดๆต้องออกแรงดึงและดันช่วยพอสมควร  และเวลาเลี้ยวในพื้นที่แคบมากๆต้องเลี้ยวสุดวงจะมีเสียงดังกระแทกให้ได้ยินชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นอาการปกติของรถซูซูกิ เพราะเคยเจอใน SWIFT มาแล้ว

   การสตาร์ทรถก็แค่กดปุ่ม แต่ก็ต้องให้เหยียบเบรกด้วย เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นรุ่นเดียวกับที่ใช้ SUZUKI SWIFT ในรหัส K12B เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมวาล์วแปรผันทั้งทางฝั่งไอดีและไอเสีย ความจุของเครื่องยนต์ 1,242 ซีซี. มีกำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติซีทีวี

   อัตราเร่งของช่วงออกตัวจะช้าหน่อย เพราะแบกตัวถังใหญ่กว่า SWIFT แต่พอไต่ระดับในรอบกลางๆแล้วอัตราเร่งจะมาเร็วขึ้น จนถึง 140 กม./ชม. หลังจากนั้นก็จะมาช้าแบบเรื่อยๆตามสไตล์รถเน้นประหยัดแรงม้าน้อย แต่ก็ยังทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 170 กม./ชม.  ส่วนรอบเครื่องยนต์ในช่วงเดินทางปกติถือว่าต่ำมาก ความเร็ว 100 กม./ชม. อยู่ที่ 1,750 รอบ/นาที แต่รอบเครื่องยนต์จะขึ้นเร็วเมื่อเพิ่มน้ำหนักคันเร่งรอบจะขึ้นไปเกิน 2000 รอบ/นาที อย่างรวดเร็ว  เวลาเดินทางถ้าจะเน้นประหยัดต้องสังเกตความเร็วและรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม  เมื่อเร่งความเร็วจนถึงจุดที่ต้องการอย่าแช่คันเร่งตลอด ต้องยกคันเร่งช่วยแล้วกดต่อแบบคงที่ให้เกียร์ซีวีทีอยู่ในต่ำแหน่งเกียร์สูงสุดเสมอ ก็จะได้ความประหยัดที่คุ้มค่าในการเดินทาง

   การรองรับของช่วงล่าง โดยรวมขับแล้วรู้สึกนิ่ง แน่นกว่า  SWIFT  เป็นเพราะได้ความกว้างและน้ำหนักด้านท้ายของตัวรถเพิ่มขึ้น แล้วมีการปรับเซ็ตระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท  ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ที่ลงตัวกับลักษณะตัวรถ สามารถซึมซับแรงกระแทกและให้การยึดเกาะถนนได้ดี ตามความเร็วที่เหมาะสมทั้งทางตรงและทางโค้ง  

   SUZUKI CIAZ จึงถือเป็นรถซีดานขนานแท้ที่ใช้งานได้ดีทั้งในเมืองและเดินทางไกล ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายทั้งการเป็นรถครอบครัวกว้างๆสำหรับวันว่าง และเป็นรถที่คล่องตัวสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

   การทำตลาด SUZUKI CIAZ มีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ GLX CVT ราคา 625,000 บาท , GL CVT ราคา 559,000 บาท, GL MT ราคา 523,000 บาทและ GA MT 484,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ ทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : MERCEDES-BENZ C350e&S500e PLUG-IN HYBRID แรง ประหยัด และรักษ์โลก!

Wednesday, 27 January 2016 13:57

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเดิมตลาดรถหรูปี 2559 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด  ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะเป็นครั้งแรก ภายใต้เส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย

   เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด  ที่จะประเดิมตลาดประเทศไทยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ S 500 e รถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยม ที่ผสมผสานทั้งเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูล S-CLASS เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมด้วยอัตราการปล่อย CO2 ที่ลดเหลือเพียง 62 กรัม/กิโลเมตร และ C 350 e  มีให้เลือกทั้งในแบบซีดานและเอสเตท ซึ่งทั้ง 2 ดีไซน์ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด พร้อมอัตราการปล่อย CO2  เพียง 58 กรัม/กิโลเมตรในรุ่นซีดาน และ 54 กรัม/กิโลเมตร ในรุ่นเอสเตท ซึ่งรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นพัฒนาออกมาเพื่อรองรับค่ามาตรฐานไอเสียที่ทางภาครัฐกำหนดขึ้นมาใหม่

   เรื่องการปล่อยมลพิษ หรือการปล่อยไอเสียนี้จะมีทั้งรางวัลและบทลงโทษ ก็คือ การปรับภาษี ซึ่งทำให้รถยนต์ส่วนใหญ่จำต้องปรับราคากันทั่วหน้า ส่วนรางวัลสำหรับใครที่ทำได้ ก็มีส่วนลดของภาษีที่จะทำให้รถยนต์รุ่นนั้นๆ มีราคาลดลง ทำตลาดได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นใหม่แบบปลั๊กอินไฮบริด ออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะได้ส่วนลดทางภาษีแล้วยังได้ความประหยัดเพิ่มขึ้น ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซลบลูเทค ไฮเทค ที่เน้นทำตลาดไปก่อนหน้านี้

   ระหว่างเครื่องยนต์บลูเทคไฮบริดกับปลั๊กอินไฮบริดจะแตกต่างกัน โดยบลูเทคไฮบริดจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลมีแบตเตอรี่ลูกเล็กสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมแรงขับเคลื่อน แต่ปลั๊กอินไฮบริดจะใช้เครื่องยนต์เบนซินที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นและสามารถชาร์จไฟได้จากปลั๊กไฟบ้านปกติ  เมื่อเก็บไฟได้เยอะการวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็ไปไกลกว่า ซึ่งเมื่อชาร์จไฟเต็ม 100% สามารถวิ่งไฟฟ้าเพียวๆ (E-MODE) ได้ประมาณ 30-33 กม.ด้วยความเร็วเดินทางไม่เกิน 130-140 กม./ชม.

   การใช้งานก็ทำได้ง่ายก็แค่นำปลั๊กไฟติดรถมาเสียบตรงช่องบริเวณกันชนด้านท้าย แล้วเสียบปลั๊กอีกข้างเข้ากับปลั๊กไฟบ้านที่ติดตั้งสายดินเอาไว้แค่นี้ก็ชาร์จไฟได้แล้วไม่ต้องไปเดินสายไฟในบ้านใหม่  การเสียบชาร์จก็มีตัวเลือกหากจะใช้ประหยัดสุดๆ ก็ชาร์จกลางคืนหลัง 3 ทุ่ม ค่าไฟจะถูกแต่ถ้าชาร์จกลางวันค่าไฟจะแพงกว่าแต่ก็เป็นราคาต่างกันแค่ไม่ถึง 10 บาท ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเมื่อชาร์จเต็มระบบจะตัดไฟอัตโนมัติ

   สำหรับคนที่ชอบรถแรงคล่องตัว อย่าง C350e  ก็จะได้ความประหยัดที่เพิ่มขึ้นก่อนออกจากบ้านก็ชาร์จไฟให้เต็มเสียก่อน  เมื่อเดินทางไปทำงานในเมืองก็สามารถใช้ไฟฟ้าล้วนๆเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้เลย ซึ่งจะเดินทางสูงสุดได้ประมาณ 31 กม. ด้วยความเร็วไม่เกิน 130 กม./ชม.

   C350e จะใช้เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1200 -4000 รอบ / นาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังสูงสุด 82 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด (7G-TRONIC PLUS) โดยเคลมอัตราเร่งจากโรงงาน 0-100 กม./ชม.ไว้ที่ 5.9 วินาที ความเร็วสุงสุดอยู่ที่ประมาณ 250 กม./ชม.

   ด้วยตัวถังขนาดกะทัดรัด ทำให้ C350 e  ปลั๊กอิน ไฮบริด มีอัตราเร่งที่รวดเร็ว อาการกระชากหลังติดเบาะมีให้เห็นตอนที่ลงน้ำหนักเท้าแรงๆ การขับเข้าโค้งข้ามเขาจากเชียงใหม่ไปเชียงราย ทำได้อย่างมั่นใจในสไตล์นุ่มและหนึบ เกาะโค้งได้นิ่ง ถือเป็นรถยนต์ที่ขับสนุกได้ทั้งความแรงและประหยัดไปพร้อมๆกัน

   ในรุ่น S 500 ปลั๊กอิน ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์ที่มีความจุมากขึ้นเป็นเครื่องยนต์เบนซิน วี 6 ความจุ 2996 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ เทอร์โบคู่ พร้อมกับอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังจากเครื่องยนต์มีมาให้มากถึง 333 แรงม้า ที่ 5250-6000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1600-4000 รอบ/นาที มอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด (7G-TRONIC PLUS) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.เคลมไว้ที่ 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ 250 กม./ชม.

   เมื่อดูจากกำลังของเครื่องยนต์จะเห็นว่า S 500e ปลั๊กอิน ไฮบริด เป็นรถที่มีกำลังสูง แต่ด้วยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารไม่เน้นขับรถเอง และชอบความนุ่มนวลนั่งสบายเป็นสำคัญสมรรถนะที่ได้จึงออกมาในแนวแรงแบบนุ่มนวล ความเร็วไต่ระดับได้ดี ภายใต้ความเงียบ ราบเรียบของเครื่องยนต์ โดยไม่มีอาการกระชาก แต่ก็ถือว่าเร่งแรงทันใจทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง ส่วนช่วงล่างเมื่อเป็นรถสำหรับผู้บริหารการเซ็ทอัพจึงเน้นหนักไปที่ความนุ่มนวลนั่งสบายมาเป็นอันดับแรก การขับเข้าโค้งต่างๆจึงไปได้ช้ากว่า C350e เพราะการเข้าโค้งด้วยความเร็วจะมีแรงเหวี่ยงสูง ตัวถังโยนตัวเยอะกว่า แต่ก็ถือว่าเอาอยู่ในทุกโค้งถ้าใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับองศาการเลี้ยว

   การใช้งานของรถยนต์ทั้งสองรุ่นจะมีโหมดให้เลือกใช้งาน ตอนสตาร์ทรถจะเข้าโหมดไฮบริดทุกครั้ง เมื่อต้องการใช้ไฟฟ้าล้วนๆ  ก็เลือกโหมด E-MODE ก็จะไม่ต้องใช้น้ำมัน โดยคันเร่งจะหน่วงหากกดคันเร่งเกิน  S500e เครื่องยนต์จะทำงานในโหมดไฟฟ้าเดินทางได้ถึง 33 กม. ทำความเร็วสูงได้ไม่เกิน 140 กม./ชม. ขณะที่ C350e  ไฟฟ้าจะไปได้ไกลถึง 31 กม. ทำความเร็วได้ไม่เกิน 130 กม./ชม.

เทคโนโลยี Plug-In HYBRIDสามารถเลือกโหมดการทำงานได้ 4 แบบ
- HYBRID : การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด  และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20 % ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวมอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน
- E-MODE : สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว) โดยไม่มีการคายไอเสีย (ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้) โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่การทำงานของระบบนี้ สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้ขับขี่จะต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที
- E-SAVE : ในขณะที่เริ่มต้นใช้ E-SAVE ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่  high-volt ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ high-volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทางก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะใช้ E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่
- CHARGE : การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลยเพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่อง   แรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ

ราคา MERCEDES-BENZ PLUG-IN HYBRID

- S 500 e Exclusive ราคา 6,390,000 บาท

- S 500 e AMG Premium ราคา 6,990,000 บาท

- C 350 e Exclusive ราคา 2,990,000 บาท

- C 350 e AMG Dynamic ราคา 3,340,000 บาท

- C 350 e Estate AMG Dynamic ราคา 3,690,000 บาท

   ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : MAZDA CX-3 สัมผัสแรกครอสโอเวอร์สายพันธุ์ใหม่

Thursday, 17 December 2015 03:16

   ในช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าตลาดรถเอสยูวีหรือครอสโอเวอร์ ในกลุ่มคอมแพ็คท์ HONDA HR-V ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ร้อนแรงที่สุดสามารถกวาดยอดจองตลอดหนึ่งปีเต็มได้มากกว่า 4 หมื่นคัน และส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 2 หมื่นคัน ทำให้หลายค่ายเริ่มจับจ้องไปที่ตลาดรถยนต์ในกลุ่มนี้มากขึ้น และค่ายมาสด้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่ขยับตัวตามสถานการณ์ตลาดได้ว่องไวมากที่สุด ก็ไม่รีรอที่จะเร่งมือพัฒนาและวางแผนการตลาดให้รถยนต์ในคลาสนี้ เปิดตัวออกมาแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเปิดตัวภายใต้ชื่อ CX-3 ในเบื้องต้นเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ ขนาดตัวถัง  ออฟชั่น รวมถึงราคา ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่ารถยนต์รุ่นนี้ สร้างมาเพื่อเป็นคู่ปรับโดยตรงกับ HONDA HR-V แต่จะมาแรงถึงขั้นปราบความร้อนแรงของ HR-V ได้มากแค่ไหนตัวเลขยอดขายในอนาคตจะเป็นเครื่องพิสูจน์!

   MAZDA CX-3  ถือเป็นรถยนต์เทคโนโลยีสกายแอคทีฟรุ่นที่ 4 ของมาสด้าในเมืองไทย โดยเริ่มจาก CX-5 ตามมาด้วย MAZDA 3 และรุกหนักในตลาดอีโคคาร์เฟส 2 ก่อนใครด้วย MAZDA 2 ที่ฟอร์มร้อนแรงกวาดยอดขายแบบไม่เกรงใจบรรดาค่ายยักษ์ใหญ่

   หากดูขนาดตัวถัง MAZDA CX-3   จะใช้แพลทฟอร์มของ MAZDA 2 แต่จะขยายขนาดตัวถังและเครื่องยนต์ขึ้นไปเล่นกับบล็อค 2.0 ลิตร ที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน พร้อมทางเลือกที่แตกต่างจากคู่แข่งด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร  โดยจับขึ้นเป็นตัวท็อบที่มีราคาสูงสุดในรุ่น

   การทดลองขับครั้งแรก มาสด้า เลือกเชียงใหม่เป็นสถานที่ทดสอบ โดยมีสื่อมวลชนมากถึง 100 คน เข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงต้องมีการจัดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมี CX-3   จำนวน 14 คัน ที่ถูกจัดมาให้ขับ โดยมีรุ่นท็อปถึง 11 คัน ส่วนอีก 3 คัน จะเป็นรุ่นรองลงมา

   สำหรับการออกแบบ CX-3  ยังคงยึดมั่นในเทคโนโลยีสกายแอคทีพ ทั้งบอดี้ เครื่องยนต์ ช่วงล่างรวมไปถึงการดีไซน์รูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ โคโดะดีไซน์ หรือ จิตวิญญาณแห่งความเคลื่อนไหว จึงมีหน้าตาและรูปโฉมตลอดคันที่คล้ายกับมาสด้ารุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะ MAZDA 2 มองผิวเผินจะคล้ายกันมาก มีเพียงขนาดตัวถังและโปร่งล้อสีดำบ่งบอกความแต่งต่างให้เห็นได้อย่างชัดเจน

   การออกแบบของ CX-3 ยังเน้นคอนเซ็ปท์ให้คนมีความเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถเพื่อให้ผู้ขับขี่ที่รู้สึกสนุกสนุกสนานไม่เมื่อยล้า จากการออกแบบท่านั่งที่ดูเป็นธรรมชาติ สามารถวางตำแหน่งการควบคุมรถได้สบายทั้งแขนและขา  จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยและความสบายในการควบคุมรถ  และ CX-3 ยังเป็นรถยนต์ที่มีโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าที่สั้น ช่วยให้การบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังได้ความแม่นยำ ลดอาการหักพวงมาลัยเพื่อเลี้ยงตัวรถตอนอยู่ในโค้งได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยลดอาการเมารถได้อีกทาง ในการนี้มาสด้าจึงเลือกเส้นทางหลักคือขับทดสอบขึ้นดอนอินทนนท์เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ในการออกแบบว่าจะเป็นจริงอย่างที่วิศวกรมาสด้าวาดหวังไว้ได้หรือไม่

   นอกจากนี้ยังวางเลย์เอ๊าท์ที่วางเท้าไปทางด้านหน้ามากขึ้น พร้อมวางตำแหน่งแป้นเบรคและคันเร่งให้เหมาะกับการขับขี่มากที่สุด เมื่อวางเท้าส้นเท้าจะอยู่ติดกับพื้น โดยส้นเท้าไม่ลอยตอนถอนเท้าออกจากคันเร่งไปยังแป้นเบรก ทำให้มีความสมดุลเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมรถ และออกแบบที่พักเท้าข้างซ้ายในตำแหน่งที่เหมาะสมช่วยเสริมความสมดุลตอนเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนพวงมาลัยถูกออกแบบให้มีจุดศูนย์กลางเดียวกัน ทำให้การวางมือจับพวงมาลัย ข้อศอกที่งอเล็กน้อยทำให้การควบคุมเป็นธรรมชาติได้ความมั่นใจ ไม่ต้องออกแรงกล้ามเนื้อมาก ยิ่งมีการออกแบบเครื่องยนต์ให้ตอบสนองความเร็วตอนเหยียบคันเร่งก็ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอให้น้อยลง ช่วยให้ขับขี่ได้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น   การออกแบบ CX-3 จึงไม่ใช่การออกแบบรถยนต์มาใช้งานทั่วๆไป แต่เป็นการออกแบบที่เข้าถึงธรรมชาติของการขับขี่เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ลดอาการเมื่อยล้าตอนขับนานๆ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถได้เป็นอย่างดี

   สำหรับรุ่นที่ทางมาสด้าจัดมาให้ลองขับในครั้งนี้จะเป็นรุ่นSP ซึ่งเป็นตัวท็อปสุดในเครื่องยนต์เบนซิน  จะได้อุปกรณ์และเทคโนโลยีมาใช้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบ ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน , HBC (High Beam Control) ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ , LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน  , RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง  , SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ และ MZD CONNECT ระบบเชื่อมต่อโลกการสื่อสารในรถที่สอดคล้องตามหลัก HMI (Human-Machine Interface) ที่เรียกกันว่าแนวคิดของค็อกพิตแบบ heads-up ระบบเชื่อมต่อในรถรุ่นใหม่ช่วยให้ผู้ขับมีสมาธิในขณะที่สามารถรับส่งข่าวสารข้อมูลและต้องขับขี่อย่างปลอดภัยไปพร้อมๆกัน

   เครื่องยนต์ที่วางในรถรุ่นนี้ เป็นเครื่องยนต์สกายแอคทีพเบนซิน 2.0 ที่มีกำลังอัดอยู่ที่ 14 :1 แบบเดียวกับมาสด้า 3 มีช่องไอดีที่มีการไหลวนสูง หัวฉีดมีหลายรูฉีดตรง ส่วนลูกสูบเป็นหลุมระบายไอดีแบบ 4-2-1  ที่มีขนาดกะทัดรัดพัฒนาขึ้นมาใหม่ พร้อมวาล์วแปรผันคู่ ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด ปรับเปลี่ยนเกียร์เองได้ตรงคันเกียร์ โดยมาสด้าเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันรถรุ่นนี้สูงถึง 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร

   อัตราเร่งตอนต้นจะออกแนวแรงแบบนวลๆไม่มีอาการกระชากแบบรถแรงๆ แต่พอความเร็วเริ่มลอยตัวจะดีในช่วงกลางและปลายถือว่ามาเร็วทันใจ ส่งผลดีมากๆในช่วงเร่งแซง ตอนที่ใช้ความเร็วระดับ 150 กม./ชม. ไม่รู้สึกว่าใช้ความเร็วสูงหากไม่มองที่มาตรวัดความเร็ว เพราะตัวรถเก็บอาการได้นิ่ง เครื่องรถยนต์เงียบ เดินเรียบ มีแต่จะเสียงลมจากภายนอกเท่านั้นที่ดังชัดเจน การเกาะถนนในโค้งก็ทำได้ในหนึบดี ให้ความมั่นใจในการควบคุม แม้จะมีตัวถังสูงแบบรถครอสโอเวอร์ก็ตาม

   ช่วงลงจากยอดดอยอินทนนท์ ขับกันแบบดุเดือด เพราะเริ่มมืดและท้องเริ่มหิว เรียกว่าขับแบบทิ้งดิ่งจี้ตูดกันลงมาแบบไม่ยั้ง ทั้งช่วงล่าง ระบบบังคับเลี้ยว  และเบรก ต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ดีเรื่องการควบคุมรถที่วางใจได้ ถ้าไม่มั่นใจสมรรถนะกันจริงๆผมเชื่อว่านักข่าวทุกคนไม่กล้าขับกันแบบนี้แน่ๆ !?!

   การบุกตลาดของ MAZDA CX-3 จะมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น แบ่งเป็นเบนซิน 4 รุ่น ดีเซล 1 รุ่น ราคาเริ่มต้น 835,000 บาท - 1,155,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

 
 

TEST DRIVE : HONDA BR-V สัมผัสแรก ณ.สนามทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น

Wednesday, 04 November 2015 14:38

   หลังจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการทำตลาดรถเอสยูวีและรถครอสโอเวอร์ในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่อย่าง HONDA CR-V และชายกลางที่มาแรงสุดๆอย่าง HONDA  HR-V  ล่าสุดค่ายฮอนด้ายังเตรียมต่อยอดความสำเร็จด้วยการพัฒนารถยนต์ครอสโอเวอร์น้องเล็กที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ HONDA BRIO และ MOBILIO โดยขยายขนาดตัวถังให้กว้างและยาวขึ้น ในสไตล์เอสยูวีแบบ 7 ที่นั่ง ที่ให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

   HONDA BR-V เปิดตัวครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี กับยอดจองกว่า 2,500 คัน ในเวลาเพียง 1 เดือน จึงเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับเมืองไทย ที่คาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน โดยในเมืองไทยอดใจอีกนิดเดียว เพราะจะมีการโชว์โฉมคันจริงครั้งแรกที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โปร  ระหว่างวันที่1 - 13 ธันวาคม 2558 ณ อิมแพคเมืองทองธานี ส่วนการจำหน่ายอย่างจริงจังจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

   สำหรับการทดลองขับอย่างเป็นทางการ  บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้พาคณะสื่อมวลชนไทยเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมสัมผัสและทดสอบสมรรถนะ HONDA BR-V สปอร์ตครอสโอเวอร์น้องใหม่ เป็นครั้งแรก ณ สนามทวินริง โมเตกิ ซึ่งเป็นสนามแข่งรถทางเรียบที่ได้มาตราระดับโลกของฮอนด้า

   แนวทางพัฒนา HONDA BR-V ในเบื้องต้นทางฮอนด้า  ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรถรุ่นนี้ว่าเป็นยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์รถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ของฮอนด้าให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รุปลักษณ์โดยรวมมาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่ง และช่วงล่างยกสูงตอบทุกเส้นทางท้าทายในสไตล์รถเอสยูวี ผสานกับเส้นสายรอบคันที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ผสานกับดีไซน์ภายในที่โดดเด่นในทุกสัมผัส และพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย มาพร้อม 2 ทางเลือกของฟังก์ชั่นการใช้งาน ทั้งรูปแบบเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ และเบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง ให้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานได้ในทุกรูปแบบ  และให้สมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัวทั้งความแรงควบคู่ไปกับอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC 4 สูบ และระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม

   การทดลองขับเป็นครั้งแรก เนื่องจากรุ่นที่ขายในเมืองไทยยังไม่เปิดตัวและอยู่ในช่วงเตรียมขึ้นไลน์ผลิต จึงต้องนำรถต้นแบบ (PROTOTYPE)กับรุ่นที่ผลิตในอินโดนีเซียมาให้ทดลองขับกันก่อน ซึ่งใช้พื้นฐานเดียวกันทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง  ต่างกันเพียงออฟชั่นภายในบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน

   HONDA BR-V ถือเป็นรถยนต์ที่ครอบคลุมการใช้งานได้หลายรูปแบบ ทั้งการลุย การเดินทางแบบครอบครัว ในแบบรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ตัวถังรถจะมีความสูงและมีขนาดใหญ่กว่า MOBILIO จากการขยายช่วงล้อให้ยาวขึ้นและกว้างขึ้นจนได้รถที่มีตัวถังยาวถึง 4456 มม. และมีความสูงของตัวรถ 1,666 มม. โดยมีใต้ท้องรถสูงจากพื้นถึง 201 มม. สามารถลุยผ่านอุปสรรคได้สบายใจขึ้นเมื่อเทียบกับรถเก๋งทั่วๆไป

   และเมื่อออกแบบตัวถังใหญ่และลงตัวมากขึ้น ก็สามารถใส่เบาะนั่งแถวที่ 3 เพิ่มเข้ามา โดยยังคงพื้นที่วางขาได้สบาย อีกทั้งเบาะแถว 3 ก็ยังคงนั่งได้จริง ด้วยพื้นที่วางขาที่กว้างพอ และเมื่อนั่งเต็มทุกที่นั่ง ต้องการพื้นที่จัดเก็บสัมภาระเพิ่มเติม ก็จะมีราวหลังคาเอาไว้ติดตั้งแร็คหลังคาสำหรับเก็บสัมภาระได้เช่นเดียวกับรถเอสยูวีรุ่นอื่นๆ

   ยลโฉมรูปลักษณ์ภายนอกต้องบอกว่ารูปทรงลงตัวให้อารมณ์รถครอสโอเวอร์ผสมกับรถเอสยูวี เหมือนกับเอาสไตล์ของ CR-V กับ HR-V มาผสมกัน ตัวถังก็ดูไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป  การดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆถือว่าจัดเต็ม ด้านหน้าหล่อล้ำลงตัวทุกจุด ทั้งกระจังหน้าโครเมี่ยมขนาดใหญ่ กันชนทรงสปอร์ต  และโคมไฟหน้าทรงสวยแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่ LED  ด้านข้างตัวถังเส้นสายดูเรียบๆเน้นเพิ่มความบึนบึนจากโป่งล้อสีดำ และออกแบบกระจกหน้าต่างบานใหญ่เล่นระดับต่อเนื่องตั้งแต่ประตูหน้าถึงประตูผู้โดยสารด้านหลังทำให้นั่งภายในแล้วรู้สึกปลอดโปร่งชมวิวรอบข้างได้ชัดเจนดี  ส่วนด้านท้ายรถบึกบึนใช้ได้ การตกแต่งก็เพียบพร้อมทั้งสปอยเลอร์แนบเป็นชิ้นเดียวกับชายหลังคา กันชนบริเวณชายล่างแต่งแบบสปอร์ต และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์เป็นรูปตัว C เชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกันทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นเส้นยาวตลอดแนวฝากระโปรงหลัง  ส่วนล้อแม็กอัลลอยด์ ลายสวย 5 ก้านแต่งแบบทูโทนสีดำเทาสลับสีบรอนด์เงิน ขนาด 16 นิ้ว รับกับตัวรถได้ดี

   ภายในห้องโดยสารลืมดีไซน์ของ BRIO และ MOBILIO ไปได้เลย เพราะดีไซน์แผงแดชบอร์ดใหม่ แต่รูปทรงจะคล้ายๆ JAZZ ใหม่ที่แฟนๆฮอนด้าค่อนข้างชื่นชม พร้อมตกแต่งภายในด้วยวัสดุระดับพรีเมี่ยม เน้นโทนสีดำตัดโครเมี่ยม และติดตั้งฟังก์ชั่นในการใช้งานที่ล้ำสมัย กับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ มีเครื่องเสียงแบบสัมผัส รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ และระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ   ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ติดตั้งระหว่างเบาะแถว 1 และ แถว 2 เพื่อการกระจายความเย็นได้ทั่วถึง

   นอกจากนี้ยังให้ความอุ่นใจด้วยระบบความปลอดภัยที่ครบถ้วนทั้ง ระบบถุงลมคู่หน้า  ระบบป้องกันล้อล็อก (Anti-lock Braking System - ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Distribution - EBD) ระบบควบคุมการทรงตัว (Vehicle Stability Assist - VSA) และระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA)ฯลฯ

   เมื่อตัวถังมีขนาดใหญ่ จึงสรุปลงตัวที่เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ HONDA JAZZ  แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมระบบวาล์วแปรผัน i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4600 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิง E85 ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT 

   การทดลองขับในสนามทวินริง โมเตกิ ทางฮอนด้าจัดให้ทดลองในสนาม Active Safety Training Park 2 ตั้งอยู่รอบนอกของสนามแข่ง โดยได้ขับกันคนละ 2 รอบสนาม ใช้ความเร็วบนทางตรงและโค้งต่างๆตามกติกาของเจ้าหน้าที่สนามชาวญี่ปุ่นประมาณ 40-70 กม./ชม. จึงจับความรู้สึกในการขับขี่ได้ตามสมควร โดยช่วงออกตัวเมื่อกดคันเร่งเต็มๆอัตราเร่งถือว่าทันใจ การเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะความเร็วรอบเครื่องตวัดขึ้นเร็วแต่ไม่ได้สูงเกินไปอยู่ที่ประมาณ 4,000 รอบ/นาที แต่ถ้าเป็นการขับใช้งานทั่วๆไปค่อยๆเร่งความเร็วรอบเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,500 รอบต่อนาที   เกียร์อัตโนมัติ CVT ชุดนี้จึงถือว่าตอบสนองได้ดี ได้ทั้งความราบเรียบและมีความจัดจ้านใกล้เคียงเกียร์อัตโนมัติแบบฟันเฟืองปกติ  ส่วนเรื่องการทรงตัวเมื่อลองเข้าโค้งที่ความเร็วตามกำหนด 50-60 กม./ชม ช่วงล่างยังไม่ออกอาการโยนตัวให้เห็น เรียกว่าไปได้แบบเนียนๆค่อนข้างหนึบ แม้ว่าตัวถังจะสูงขับแล้วไม่รู้สึกลอย แต่เหมือนนั่งขับชิดติดพื้นถนนตลอดเวลา..

   ทั้งหมดคือสัมผัสแรกกับ HONDA BR-V สปอร์ตครอสโอเวอร์น้องใหม่ ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์รถยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้าให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น..เอาไว้โอกาสหน้า เมื่อรถรุ่นนี้เปิดตัวคันจริงที่เมืองไทย เราจะนำข้อมูลการทดลองขับแบบใช้งานจริงมานำเสนอให้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ!!!

 
 

Page 24 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )