Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : TOYOTA PRIUS ปรับเปลี่ยนเพื่อความประหยัดที่เพิ่มขึ้น

Thursday, 21 March 2013 14:28

   TOYOTA PRIUS ถือ เป็นรถยนต์ไฮบริดมาตั้งแต่กำเนิดสายพันธุ์ และเป็นรถที่ทั่วโลกรู้จักกันดีด้วยยอดขายสะสมกว่า 2.5 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2540 ส่วนเมืองไทย โตโยต้าได้นำมาขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี2553 ล่าสุดรถรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   สำหรับ PRIUS รุ่นปรับโฉมยังคงรักษาความเป็นรถยนต์ที่โฉบเฉี่ยวเพรียวลมทันสมัยกับ เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยค่ายโตโยต้าได้จัดให้สื่อมวลชน ทดลองขับภายใต้เส้นทางในเมืองเป็นหลัก เริ่มจากกรุงเทพไปสิ้นสุดที่พัทยา โดยเลือกรุ่นสูงสุดที่พิเศษกว่าด้วยระบบระบายอากาศอัตโนมัติจากพลังงานแสง อาทิตย์(Solar Ventilation System) โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคารถซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทำงานของพัดลมสำหรับระบายความร้อนออกจากห้องโดยสารขณะ จอดกลางแดด
   ซึ่งปกติแล้วรถใช้งานเมืองร้อน มักจะเจอปัญหาอากาศร้อนสะสมอยู่ภายในรถเวลาจอดตากแดดจะทำให้เครื่องรับอากาศ ทำงานหนัก โตโยต้าจึงออกแบบให้มีการระบายความร้อนออกจากรถด้วยไฟฟ้าที่มาจากแผงโซ ล่าร์เซลส์ให้พัดลมระบายความร้อนออกไปก่อนโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่ออากาศเย็นลงเครื่องปรับอากาศก็ลดการทำงานหนัก ความประหยัดจึงตามมา
    อีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสบายภายในรถเมื่อรถจอดตากแดดหรืออยากได้ห้อง โดยสารเย็นๆ ก่อนเข้าไปในรถก็สามารถใช้รีโมทควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศจากนอก ห้องโดยสารเพื่อเปิดแอร์ก่อนขึ้นรถ ทำให้ห้องโดยสารเย็นสบายที่ทำได้เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะใช้พลังงานจาก แบตเตอรี่ไฮบริดแทนที่จะใช้การขับด้วยสายพานของเครื่องยนต์จึงทำความเย็นได้ ก่อนเครื่องยนต์ทำงาน และลดการสิ้นเปลืองได้ด้วย ต่างจากรถไฮบริดทั่วๆ ไปที่ยังคงใช้การขับคอมเพสเซอร์ด้วยสายพานจะต้องสตาร์ทเครื่องยนต์มาปั่น คอมเพรสเซอร์ทุกครั้งที่อากาศภายในรถเริ่มร้อนขึ้นทำให้กินน้ำมันมากขึ้นตาม ไปด้วย
   ระบบส่งกำลังคุมด้วยเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติเป็นคันเกียร์เล็กๆ ที่ใช้การดันไปทางขวายกขึ้นก็ถอยหลัง ดันลงก็เดินหน้า ดันตรงๆก็เป็นเกียร์ว่างซึ่งจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ปล่อยมือ หากได้การชาร์จไฟแรงๆ ก็ใช้การดึงคันเกียร์ลงด้านล่างจะช่วยได้ การชาร์จไฟเก็บก็ทำได้รวดเร็วสำหรับแบตเตอรี่ไฮบริดแบบนิกเกิล-เมทัล ไฮดราย เป็นแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาขึ้นทนทานขึ้น แต่การจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอรไฟฟ้าทำได้อย่างดี ออกนอกเมืองเจอถนนโล่งๆ ก็สามารถเรียกกำลังของเครื่องยนต์มาใช้ได้ การขับขี่ทั่วๆ ไปจะเป็นECOโหมด ระบบจะเลือกกำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่าง เหมาะสมโดยเน้นเรื่องความคุ้มค่าในการใช้พลังงานเป็นหลัก
    ถ้าอยากได้อัตราเร่งที่ทันอกทันใจมากขึ้นจะต้องเลือกPOWERโหมด ระบบจะผสานกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่สำหรับการตอบสนอง การขับขี่อย่างทันอกทันใจ เดินทางไกลกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบ เรียง 2 ZR - FXE ทวิ นแคม 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันความจุ 1797 ซีซี จะให้กำลังสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5200 รอบต่อนาทีรองรับน้ำมัน อี 10 ได้เพียงอย่างเดียว ความเร็วสูงสุดทำได้ 187 กม./ชม. เพียงพอสำหรับ PRIUS ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เน้นแต่ก็มีเผื่อไว้ได้ยามต้องการ ส่วนการใช้งานทั่วไปมักจะเน้นความประหยัดมากกว่าในการเดินทางที่ไม่เร็วเกิน ไปตามจุดประสงค์ของคนที่ซื้อรถรุ่นนี้มาใช้ !
 

 

 

TEST DRIVE: MINI ชื่อเล็กหัวใจดีเซล

Thursday, 21 March 2013 16:58

   MINI ถือเป็นรถยนต์สายเลือดอังกฤษแท้ๆ ถึงชื่อจะเล็กแต่สร้างชื่อเสียงใหญ่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่นบนตัวถังขนาดเล็กกระทัดรัด และปัจจุบันรถยนต์MINI ได้ก้าวเข้าสู่ยุดใหม่อย่างเต็มภาคภูมิภายใต้สังกัดของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู กรุ๊ป ด้วยฐานะทางการเงินดี ทุนหนา ทำให้MINI กลายเป็นรถยนต์ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ๆ และมีให้เลือกสรรมากมายหลายรุ่น

  ล่าสุดMINI ได้เพิ่มทางเลือกด้วยขุมพลังใหม่เรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ติดตั้ง เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ยอดฮิตที่มีประจำการในรถหลายรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยูโดย รุ่นที่วางเครื่องยนต์บล็อคนี้ จะมีทั้งรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู, คันทรีแมน และคูเป้
   สำหรับรุ่นที่เรานำมาทดลองขับในครั้งนี้คือรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู เป็นเครื่องดีเซล วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้ห้องเครื่องของมินิถูกอัดแน่นจนยากที่จะสอดมือลงไปได้ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ 2.0 ลิตร ใช้อลูมิเนียมน้ำหนักเบาพร้อมเทคโนโลยีอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน โดยการลดแรงดันของรางหัวฉีดเหลือ 1600 บาร์ จาก 2,000 บาร์ ที่เคยอยู่ในบีเอ็มดับเบิ้ลยู
   เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร บล็อคนี้จะเน้นที่แรงบิดสูง ๆ ตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ โดยมีแรงบิดสูงถึง 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1750 - 1250 รอบต่อนาที ส่วนกำลังสูงสุดอยู่ที่ 112 แรงม้า ที่ 4000 รอบ ต่อนาที ในช่วงแรกเราลองขับขี่ในโหมดประหยัด เพื่อดูความคุ้มค่าในการใช้งาน โดยใช้ความเร็วในการเดินทางออกนอนเมืองระดับ 100 - 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2000 รอบ/นาที ปรากฏว่า
อัตราบริโภคทำได้ประมาณ 20 กม./ลิตร ซึ่งเป็นความประหยัดใกล้เคียงกับอีโคคาร์ แต่ราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกว่าเบนซินเยอะทีเดียว จึงเป็นความคุ้มค่าที่น่าลงทุนถ้ามีงบพอเพียงในการซื้อหามาใช้งาน
   ในด้านสมรรถนะความแรง การนำเครื่องยนต์ดีเซลมาวางไว้ในรถเล็กๆ อย่างMINI ทำให้การออกตัวทำได้รวดเร็วกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ช่วงรถติดๆ จะไม่เหนื่อยกับการรอรอบ จึงเป็นความคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น แต่มีสิ่งดีๆ มาให้เยอะ ฟิลลิ่งในการขับก็ยังให้ความสปอร์ตสไตล์ โก- คาร์ท ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ ตำแหน่งท่านั่งต่ำอยู่แนบชิดกับพื้นถนน ให้อารมณ์ต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป
   ระบบช่วงล่างจะค่อนข้างแข็งดิบๆหน่อย ใครที่ยึดติดกับความนุ่มนวลขับสบายอาจไม่แฮปปี้เท่าไหร่กับรถรุ่นนี้ ส่วนความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวอาศัยพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้ามาผ่อนแรง ได้ทั้งความเฉียบคม และแม่นยำ รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยต่างๆ เข้ามาช่วย ทั้งระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว เบรกเอบีเอส ระบบอีบีดี และ ซีบีซี ถูกติดตั้งเข้าไปจึงช่วยเสริมความั่นใจในทุกการเดินทาง
 

 

 

TEST DRIVE : MAZDA BT-50 PRO สัมผัสแรกจาก “หลวงพระบาง”

Wednesday, 20 March 2013 17:09

   สงครามรถกระบะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีปลายที่ผ่านมาจนถึงช่วงต้น ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะที่เปิดตัวออกมาเป็นลักษณะของโมเดลเชนจ์ หรือเพียงแค่ไม่เนอร์เชนจ์ก็ตาม ที่ผ่านมาต่างก็งัดเอากลเม็ดออกมากระตุ้นยอดขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นจุดขายเดิมๆคือความแข็งแกร่งพร้อมลุยในสไตล์ปิคอัพขนาน แท้ แต่มีอยู่ค่ายหนึ่งที่กล้าจะแตกต่าง นั่นก็คือ ค่ายMAZDA ที่เข็น BT-50 PRO ออกมาแบบฉีกกฏปิคอัพเดิมๆด้วยดีไซน์สไตล์เก๋ง
 
   เต็มรูปแบบทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงสมรรถนะการขับเคลื่อนที่เน้นความนุ่มนวลนั่งสบายประดุจเอยูวีระดับ หรู สำหรับ MAZDA BT-50 PRO เป็นรถกระบะที่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในแบบโมเดลเชนจ์คันล่าสุดของเมืองไทยที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลังจากการอวดโฉมอย่างเป็นทางการไม่นานก็นำสื่อมวลชนไปทดสอบกันทันที โดยใช้เส้นทางของประเทศเพื่อนบ้าน จาก เมืองหลวงพระบาง สู่ เมืองเวียงจันทน์
   ประเทศลาว ก่อนจะข้ามด่านขึ้นสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งแรกที่จังหวัดหนองคายเข้าสู่ประเทศไทย ระยะทางรวมปะมาณ 520 กม. พูดถึงความสวยงามในการออกแบบของ MAZDA BT-50 PRO กันก่อน สำหรับการออกแบบภายใต้แนวคิด "นากาเร่" จะเน้นเส้นสายมีความพลิ้วไหว และดุดัน มาประยุกต์ให้เข้ากับแนวคิดการออกแบบมาสด้าล่าสุดก็คือ "โคโดะ" หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็
   ทำให้ปิคอัพสไตล์เก๋งคันนี้มีเส้นสายพลิ้วไหวอยู่รอบคัน สังเกตุได้จาก กระจังหน้าทรงห้าเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ไฟหน้าสปอร์ตรูปทรงบูมเมอแรง ซึ่งก็ถือว่าสวยงามโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับเฉพาะตัวของมาสด้า ส่วนประสิทธิภาพในการส่องสว่างก็ถือว่าชัดเจนในยามค่ำคืน ซุ้มล้อขนาดขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวรถ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความหรูหราสไตล์สปอร์ต ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ล่าสุดสไตล์รถเก๋ง
   ซึ่งแม้ว่าหลายคนบอกว่าจะมองแปลกตาเล็กน้อย แต่มาสด้าเองก็พูดถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่เน้น ความเป็นซูมๆ มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และล้ออัลลอยด์ขนาด 16-17 นิ้ว น้ำหนักเบา ส่วนภายในต้องบอกว่ามาสด้าเอง เป็นรถที่มีสไตล์ และเน้นเป็นพิเศษกับความสวยงาม และอรรถประโยชน์ใช้สอย เน้นความสปอร์ตโดยเฉพาะจะใช้โทนสีดำเป็นหลัก หน้าจอแสดงฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ MFD
   เชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วยสัญญาณ Bluetooth กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีระบบสั่งการด้วยเสียงเช่นเดียวกับคู่แข่งที่ใกล้ชิดกัน ซึ่งก็ต้องใช้ความชัดเจน และสำเนียงถูกต้องหน่อย ส่วนเครื่องเสียงให้ความเพลิดเพลินคมชัดตลอดการเดินทาง MAZDA BT-50 PRO ใหม่ มีให้ลองกันหลากหลายรุ่นทั้ง ซึ่งรถ่นที่เรามีโอกาสได้ทดลองขับจากหลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์ เป็นตัวดับเบิ้ลแค็ป 4 ประตู เครื่องยนต์ ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร 150
   แรงม้า แรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมกับ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนสองล้อยกสูง หรือรุ่นที่เขาเรียกว่า Hi-Racer ส่วนเครื่องยนต์ตัวแรงคือ 3.2 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 470 นิวตันเมตรนั้นยังไม่ได้ลองของแรงกัน สำหรับลักษณะของเส้นทางที่ทั้งคนและรถต้องเผชิญ ก็ถือว่างานนี้ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของร่างกาย ลำไส้ไปจนถึงกระเพาะให้พร้อม ส่วนรถก็ต้องมีช่วงล่างที่แกร่งจริงถึงจะเอาอยู่
   จากหลวงพระบางมีเส้นทางหลักทางเดียวเดินทางลงใต้มายังเมืองหลวงของลาวต้อง ผ่านสองเมืองหลักๆ ก็คือ ภูคูน และวังเวียง ทางคดเคี้ยวเลาะไหล่เขาตลอด เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่เรามีโอกาสได้สัมผัสมาแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าเดิมคือนอกเหนือจากทางจะโค้งเยอะแล้ว ยังมีหลุมบ่อ เนื่องจากทางชำรุดตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงวังเวียงอีกด้วย การทดสอบครั้งนี้ก็ถือว่าได้เห็นทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์ การยึดเกาะถนนของช่วงล่าง
   ความนิ่มนวล รวมไปถึงความทนทานที่ต้องรับภาระกระแทกในช่วงที่ตกหลุมแบบไม่มียกคันเร่ง เพื่อทำเวลากันอีกด้วย เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร นั้นเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นความประหยัด แต่ก็ได้เรื่องของกำลังใช้งานได้พอสมควรแรงบิด 375นิวตันเมตรนั้นช่วยให้การไต่เนินสูงไม่ต้องเค้นรอบกันมากนักในเกียร์ อัตโนมัติเองมีระบบเกียร์ในลักษณะที่เป็นสปอร์ตโทรนิคในเลือกชิพเองได้ เหมือนเกียร์ธรรมดา เพราะฉะนั้นช่วงที่ต้องการเรียกกำลัง
   หรือว่าต้องการเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำช่วงขึ้น-ลงทางชัน ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายและให้ความสนุกสนานในการขับขี่ได้ดีทีเดียว สำหรับช่วงล่างตามธรรมชาติของรถยนต์ที่เป็น 4 ประตูนั้นจะมีความกระด้างให้เห็นบ้าง แต่การเซ็ตช่วงล่างของ MAZDA BT-50 PRO คันนี้ทางวิศวกรเองก็บอกว่าจะเซ็ตออกมาให้มีความนุ่มนวลกว่าคู่แข่งที่เทียบ เคียงกัน ส่วนเรื่องของการเกาะถนนนั้น ก็คงต้องยกนิ้วให้มาสด้า ซึ่งตามเส้นทางที่โค้งเยอะแต่แรงเหวี่ยงไม่มาก
   บางช่วงต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ก็รู้สึกได้ว่ามั่นใจดี รวมทั้งแฮนด์ลิ่งในการควบคุมถือว่าควบคุมได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองการบังคับพวงมาลัยได้ดีพอสมควร ในรุ่นที่เราทดสอบนั้นยังมีเรื่องของความปลอดภัยมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABS 4 ล้อ พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบกุญแจนิรภัยอิมโมบิไลเซอร์ สัญญาณกะระยะถอยหลัง ระบบถุงลมนิรภับคู่หน้า โดยรวมจึงถือว่า MAZDA BT-50 PRO เป็นรถปิคอัพที่ไม่อาจมองข้าม
   โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความแตกต่างจากปิคอัพเดิมๆที่เคยเป็น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ต้องบอกว่า มาสด้า สอบผ่านฉลุย ยืนยันได้จากยอดจองล่าสุดทะลุ 3,000 คันไปเรียบร้อยแล้ว!!!

 

 
 

TEST DRIVE : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Wednesday, 20 March 2013 17:25

  ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออก มาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม

  สำหรับรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นจะเป็นการตกแต่งเพื่อให้ได้ความปราดเปรียวดุดัน เหมาะกับคนที่ชอบผจญภัยบนเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งตัวขับสี่และขับเคลื่อนสองล้อยกสูง การปรับเปลี่ยนของรถรุ่นนี้เริ่มจาก กระจังหน้าทรง วี-เชฟ ที่ ดูสปอร์ตทรงพลัง รับกับกันชนหน้าใหญ่บึกบึน ดูแกร่งมีสไตล์สปอร์ต สมบุกสมบันทุกเส้นทา กระจกมองข้างโครเมี่ยมติดไฟเลี้ยว แอลอีดีมาให้ซึ่งคนในรถจะมองไม่เห็นเวลาทำงานจึงไม่รบกวนสมาธิในการขับขี่ ล้ออัลลอยด์ก็เป็นลายใหม่สไตล์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว และเพิ่มโลโก้สปอร์ตเวอร์ชั่นติดเอาไว้ด้านท้ายรถ และบนหลังคาจะมีราวหลังคามาให้สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่ม จากส่วนของกระบะท้ายที่มีอยู่
   ส่วนรุ่นตัวแต่งแบบแกรนด์ ไททาเนียมจะเน้นทำตลาดด้วยรุ่นคิงแค็บ 2 ประตู บานแค็บเปิดได้ตามสไตล์นิยม ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน การตกแต่งจะมีหน้าตาต่างจากสปอร์ตเวอร์ชั่นในส่วนของกระจังหน้าและกันชน แต่ใช้สีไททาเนียมพ่นในส่วนของกระจังหน้า ส่วนการ์ดหน้าก็เป็นสีสีไททาเนียมออกแบบมาก็ช่วยเพิ่มการป้องกันการกระแทก กระจกมองข้างก็มาพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดีใช้สีไททาเนียมเห็นได้ชัดในทุกมุมมอง ที่จับเปิดประตู สีไททาเนียมออกแบบให้ทันสมัย กันชนหลังสีไททาเนียมพร้อมบันไดช่วยให้การขึ้น - ลง ทำได้อย่างสะดวก ท้ายรถมีโลโก้แกรนด์ไททาเนียมติดมาให้และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายเดิมแต่แต่งสีไททาเนียมเพิ่มความดุดันพร้อมลุย ส่วนสมรรถนะความแรงนิสสัน นาวารา รุ่นพิเศษทั้ง 2 รุ่น ก็ยังคงวางเครื่องยนต์ บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.5 ลิตร หัวฉีด Common Rail VN Turbo รุ่นขับ 2 ล้อ 143 และขับ4ล้อ 174 แรงม้า (PS)
   สำหรับการทดลองขับก็ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางไปยัง สปป.ลาว ซึ่งคราวนี้จะใช้เส้นทางลาวใต้ โดยค่ายนิสสันกำหนดเส้นทางเริ่มต้นจากอุบลราชธานีผ่านด่านตรงช่องเม็กเพื่อ เข้าสู่ สปป. ลาวที่แขวงจำปาสัก และขับออนโรดทัวร์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น น้ำตกคอนพะเพงหรือไนแองการ่าแห่งเอเชีย ,โบราณสถานมรดกโลกประสาทหินวัดพู ,น้ำตกตาดเฮือนและน้ำตกผาส้วม ฯลฯ ซึ่งรวมระยะทางที่เราขับเที่ยวในลาวใต้ตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืนก็ประมาณ 600 กิโลเมตร เส้นทางในแขวงจำปาสัก ถึงจะไม่ใช่เมืองหลวงแต่สภาพถนนของแขวงจำปาสักดีกว่าเส้นเวียงจันทร์-หลวง พระบางเยอะ การขับขี่ด้วยความเร็วสูงยังพอทำได้ และการเดินทางครั้งนี้เราได้ขับรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นซึ่งเป็นตัวท็อป ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 ประตู เป็นรถที่มีครบสำหรับการใช้งานสามารถทดแทนรถเก๋งได้ ผ่านชายแดนเข้าไปจะเห็นถนน 2 เลนสวนไม่มีไหล่ทาง และการขับขี่ที่นี่ต้องท่องให้ขึ้นใจว่าขับชิดขวาแซงซ้ายและสัญญาณแตรเป็น สิ่งจำเป็นในการขอทาง
   ในช่วงใกล้ชายแดนไทยจะมีการขยายถนนเพิ่มแต่ก็อยู่ในการก่อสร้างอยู่ สองข้างทางเห็นแต่ความแห้งแล้ง แต่การเป็นที่ราบลุ่มจึงมีการทำนาเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับภาคอีสานบ้านเรา การขับขี่ต้องระวังรถเพื่อการเกษตรที่วิ่งช้าๆ การเร่งแซงต้องระวังเพราะไม่มีไหล่ทางให้หลบ ความเร็วช่วงนี้ใช้อยู่แถวๆ 80 กม./ชม.อัตราเร่งช่วงออกตัวจะช้าหน่อยแต่การเร่งแซงก็ทำได้อย่างคล่องตัว ช่วงล่างนุ่มๆ ของรุ่น 4 ประตู จะนั่งสบายใกล้เคียงรถเอสยูวี แต่เมื่องถึงเวลาที่ต้องขับเร็วๆหรือเข้าโค้งแรงๆช่วงล่างก็เอาอยู่สามารถ ควบคุมได้ง่าย ความกว้างของห้องโดยสารก็ไม่รู้สึกอึดอัดเวลานั่งนานๆ เสียงเพลงจากเครื่องเล่น ดีวีดี พร้อมจอไพโอเนียร์ให้เสียงที่ชัดเจนและเสียงรบกวนจากภายนอกมีเข้ามาน้อย
   จุดหมายของการเดินทางวันแรกก็คือทางใต้ของลาว โดยมีน้ำตกคอนพะเพ็งที่ถือเป็นไนแองการ่าของเอเชีย ช่วงนี้น้ำเริ่มน้อยแต่ก็ยังสวยงามอยู่ ก่อนจะย้อนกลับมาที่ปราสาทหินวัดพู เป็นสถานที่ปิดท้ายของวันพร้อมดวงอาทิตย์ที่ลับเหลี่ยมเขาไป ก่อนจะเข้าสู่ที่พักเติมพลังในเมืองใหญ่อย่างปากเซในแขวงจำปาสักเพื่อรอการ เดินทางในวันที่สอง จุดหมายหลักของวันที่สองคือ น้ำตกตาดเฮือนที่เป็นหน้าผาสูงชัน เดินชมได้ทั้งจากบนสุดของน้ำตกและพื้นล่างที่น้ำตกไหลลงมา ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อไปน้ำตกผาส้วม แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่สวยงาม ร่มเย็น ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมโรงงานกาแฟดาวความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคน หนึ่งในเมืองนี้  

  1. ทริปนี้เน้นขับขี่แบบออนโรดท่องเที่ยวสบายๆ
  2. ขับขี่ในประเทศลาวต้องชิดขวาแซงซ้าย
  3. ภายในเน้นโทนสีเทาเข้มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาเต็ม
  4. แผงหน้าปัดเดิม อ่านค่าง่าย
  5. ในรุ่นที่มีจอดีวีดีมาพร้อมกล้องมองหลัง
  6. เครื่องยนต์บล็อกเดิม 2.5 ลิตร มีให้เลือก 2 พิกัดความแรง
  7. ล้อแม็กในรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นขนาด 16 นิ้ว
  8. นาวารา รุ่นล่าสุด กับวิวสวยๆภายในโบราณสถานมรดกโลกประสาทหินวัดพู
  9. สื่อมวลชนไทยและผู้บริหารนิสสันที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้
  10. น้ำตกคอนพะเพ็งที่ถือเป็นไนแองการ่าของเอเชีย
  11. น้ำตกตาดฮือน แม้น้ำจะน้อยแต่ก็ดูสวยงาม
  12. น้ำตกผาส้วมชื่ออาจไม่เพราะแต่สวยไม่เบา
 

TEST DRIVE : Nissan ซิลฟี่ ซีดานพันธุ์แท้!

Thursday, 21 March 2013 16:26

  ค่ายนิสสัน ยุคปัจจุบัน ถือว่าขยับตัวได้เร็วในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ก็ทำการเปิดตัว นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย และตามด้วยอีโคคาร์ 4 ประตู คันใหญ่ที่ยากจะมีใครตามความคิดทัน มาถึงวันนี้ก็มีรถรุ่นใหม่อย่างนิสสัน ซิลฟี เปิดตัวมาปลุกกระแสตลาดรถซีดานให้ตื่นตัวอีกครั้ง โดยนิสสัน ซิลฟี รุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวแทนของนิสสัน ทีด้า ซีดาน ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

   นิสสัน ซิลฟี รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศจีน เมืองไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ให้การต้อนรับรถรุ่นนี้ ซึ่งจะมีขายใน 120 ประเทศทั่วโลกโดยทางนิสสันได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ถึง 550,000 คัน ภายในปี 2557 ซึ่งเมืองไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของรถยนต์รุ่นนี้ แนวทางการออกแบบของ นิสสัน ซิลฟี จะไม่เน้นความสปอร์ตเหมือนกับคู่แข่งหลายๆรุ่น แต่จะชูจุดเด่นเรื่องความหรูหรา ขับสบายในสไตล์ซีดานขนานแท้เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่างนิสสัน เทียน่า ซึ่งขนาดฐานล้อ ซิลฟี จะน้อยกว่าเทียน่าไม่มากนัก ทำให้ได้พื้นที่ห้องโดยสารเหนือกว่ารถระดับเดียวกัน เพียงแต่การบีบเสาหลังคาเข้าหากันทำให้รูสึกว่าแคบกว่าเทียน่าพอสมควร การออกแบบหลังคาเข้าหากัน พร้อมเส้นสายที่คมชัดของด้านข้าง ทำให้ซิลฟี เป็นรถที่ลู่ลมมาก มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำ เพียง 0-29 ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์นั่งระดับนี้ และตัวถังยังถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์ระดับเดียวกัน ตัวถังก็ดูสมส่วนกับการเป็นรถซีดานแท้ๆ
   ในด้านการดีไซน์ก็พอมีความโฉบเฉี่ยวให้เห็นอยู่บ้าง โดยเฉพาะชุดโคมไฟหน้ารูปทรงเรียวคมเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ พร้อมตกแต่งไฟหรี่เป็นหลอดแอลอีดี ติดตั้งอยู่ด้านล่างของโคมไฟ และชุดไฟท้ายดีไซน์รูปทรงเป็นไปในทิศทางเดียวกับไฟหน้าทำให้ตัวรถมีความลง ตัวมากขึ้น ส่วนไฟเบรกดวงที่สามและไฟเลี้ยวบริเวณกระจกมองข้าง รวมถึงไฟอ่านแผนที่ก็ใช้หลอดแอลอีดีด้วยเช่นกัน ถือเป็นการเพิ่มความหรูหราได้เป็นอย่างดี
   เป็นปกติของรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ต้องไขกุญแจกันแล้วสำหรับการสตาร์ทรถแล้ว แค่เก็บกุญแจไว้กับตัว ก็สามารถเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสารพร้อมกดปุ่มสตาร์ทได้เลย เป็นการลดขั้นตอนที่ต้องสูญเสียไปในช่วงหยิบกุญแจ เพื่อเพิ่มเวลาที่มีค่าของคนยุคใหม่ ในรุ่นที่ได้ขับจะเป็นตัว 1.8 V บรรจุออฟชั่นมาเต็มเพียบทั้งเรื่องความหรูหรา และสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหนังแท้มีขนาดใหญ่รองรับสรีระได้ดีไม่รัดลำตัวเหมือน พวกรถสไตล์สปอร์ต วัสดุที่ใช้ในการทำแผงคอนโซลถูกคัดสรรมาได้เนี๊ยบมาก ให้ความหรูแถมด้วยสัมผัสที่นุ่มกว่ารถทั่วๆไปที่ใช้พลาสติกฉีดขึ้นรูปเพียง อย่างเดียว นอกจากจะได้ความรู้สึกดีๆ แล้ว ความนุ่มของแผงคอนโซลจะซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และเพื่อเสริมความหรูหราตรงแผงคอนโซลจะเสริมทั้งลายไม้ อลูมิเนียม และกรอบพลาสติกสี อลูมิเนียม การจัดวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เหมือนรถทั่วๆไป แต่จะมีการออกแบบให้มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ของแผงคอนโซลเพิ่มเข้ามา
   จากฐานล้อที่ยาว ทำให้ห้องโดยสารมีความกว้างมากกว่ารถทั่วๆไป ช่วงว่างของเบาะหน้าและเบาะหลังจึงมีพื้นที่วางขากว้าง สามารถนั่งวางขาในท่านั่งสบายๆ แม้ว่าจะปรับเบาะหน้าเลื่อนมาทางด้านหลังสุดแล้วก็ตาม เบาะหลังสามารถเปิดเป็นช่องทะลุไปยังห้องเก็บของด้านหลังที่มีความจุถึง 510 ลิตรได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งานเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระที่มีขนาดใหญ่สุดเมื่อ เทียบกับรถขนาดเดียวกัน
   การทดสอบครั้งนี้เราเน้นการขับขี่ในเมืองและชานเมืองเป็นหลัก แต่ก็สามารถสัมผัสกับรถรุ่นนี้ได้ดีพอสมควรทั้งเรื่องสมรรถนะความแรงและ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลง เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ที่มีกำลังสูงสุด 131 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ในช่วงถนนโล่งๆเมื่องวิ่งออกนอกเมือง สามารถคุมความเร็วในการเดินทางได้ง่ายคันเร่งมีน้ำหนักเบา ลงน้ำหนักเท้าไม่มากตัวรถก็พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ทันที และเมื่อยกคันเร่งตัวรถยังลื่นไหลไปได้เร็วกว่ารถรุ่นอื่นๆ ตรงนี้คงเพราะตัวถังที่มีความลู่ลมสูงและเกียร์แบบซีวีทีที่ตัดต่อกำลังค่อน ข้างราบเรียบว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วๆไป
   เพื่อให้เป็นรถที่มีกำลังดีขึ้น นิสสันออกแบบเครื่องยนต์ให้มีช่วงชักยาว รองรับตัวถังรถขนาดใหญ่ พร้อมระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ ซีวีที ใช้สายพานเหล็กเป็นตัวส่งกำลัง อัตราเร่งของซิลฟี ดีกว่าถ้าเปรียบเทียบกับเทียน่า ช่วงออกตัวทำได้เร็ว การเร่งแซงดีขึ้น แต่ไม่ดีเท่าออโตเฟือง สิ่งที่ชดเชยก็คือ ความราบเรียบในการเปลี่ยนเกียร์ และรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ จังหวะในการควบคุมความเร็วช่วง 100 กม./ชม. หากเท้ายังนิ่งๆ รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 2000 รอบ / นาที พอยกเท้าขึ้นมาแล้วกดคันเร่งเบาๆ รอบเครื่องยนต์จะตกเหลือ 1,600 รอบต่อนาที หากควบคุมรอบเครื่องยนต์ให้ได้ประมาณนี้ อัตราบริโภคน้ำมันในการเดินทางก็จะทำได้มากถึง 17 กม./ลิตร เลยทีเดียว ส่วนการขับขี่ในเมืองก็จะลดระดับความประหยัดลงมาพอสมควรโดยตัวเลขที่เราทำ ได้จะอยู่ที่ประมาณ 13 กม./ลิตร ซึ่งว่าสอบผ่านไม่แพ้คู่แข่งที่อยู่ในคลาสใกล้เคียงกัน!

 
 

Page 4 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )