Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : JAZZ HYBRID ความประหยัดที่ราคาเบาๆไม่ไกลเกินเอื้อม

Thursday, 21 March 2013 17:03

ตลาดรถยนต์เมืองไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุครถยนต์ที่เน้นการประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากอีโคคาร์ยอดนิยมที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย รถยนต์ในกลุ่มไฮบริด ที่ภาครัฐสนับสนุนอยู่ ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น และปัจจุบันก็มีการผลิตภายในประเทศทำให้ราคาค่าตัวไม่แรงจนเกินไป สามารถซื้อหามาครอบครองได้ง่ายขึ้น โดยค่ายที่ถือว่าเป็นเจ้าตลาดรถไฮบริด ก็คือค่ายโตโยต้าที่มีโปรดักซ์ยอดฮิตทั้งพรีอุส และ คัมรี่ ส่วนคู่แข่งตัวจริงในตลาดรถยนต์นั่งอย่างค่ายฮอนด้าก็เริ่มทำตลาดรถยนต์ ไฮบริด อย่างจริงจัง แต่จะเน้นความแตกต่างกันในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งค่ายนี้จะเน้นเครื่องยนต์เล็กๆ มากกว่า ทำให้แยกตลาดออกมาได้อย่างชัดเจน

   นกลุ่มรถนำเข้าก็มี ซีอาร์-แซด ก่อนหน้านั้นก็มีซีวิค ไฮบริดที่นำมาขายรวมทั้งอินไซท์ แต่ด้วยราคานำเข้าค่อนข้างสูงทำให้ตลาดไม่โตเท่าที่ควร และล่าสุดฮอนด้า จึงลงไปเล่นกับรถตลาดอย่างแจ๊ซ ไฮบริด ที่มีราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับรถไฮบริด IMA ที่ประกอบในเมืองไทยของฮอนด้าในตลาดรถยนต์ซับคอมแพ็ค เพื่อตอบสนองความต้องการของรถรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
   ระบบไฮบริด ของฮอนด้า จะเป็นไฮบริดแบบคู่ขนานในการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า อาศัยเครื่องยนต์เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนใช้รูปแบบของระบบไฮบริดที่ ไม่ซับซ้อน ทำให้ได้ขนาดที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ มีความประหยัด โดยยังคงความสนุกสนานในการขับขี่เอาไว้เช่นเดิม หัวใจหลักของความแตกต่างของแจ๊ซธรรมดากับไฮบริด คือ ขนาดของเครื่องยนต์ แทนที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ก็ลดลงเหลือแค่ 1.3 ลิตร แล้วใช้มอเตอร์มาช่วยในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นที่มาของความแรงที่ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แต่จะโดดเด่นกว่าในเรื่องความประหยัดในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น
   เครื่องยนต์ ที่วางไว้ก็จะเป็นแบบ 4 สูบ ขนาด1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้าที่ 5800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด121 นิวตัน - เมตร ที่ 4500 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็จะให้กำลังสูงสุด 14 แรงม้า ที่ 1500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 78 นิวตัน - เมตร ที่ 1000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ ซีวีที โดยวางแบตเตอรี่ไว้ตรงยางอะไหล่ ส่วนถังน้ำมันนำมาวางไว้ตรงกลาง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ยังคงใช้งานได้พอๆ กับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว หลักการทำงานก็คือ ใช้เครื่องยนต์สำหรับทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนในช่วงออกตัว แล้วใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงเพื่อการออกตัวได้รวดเร็วขึ้น ในความเร็วคงที่ ประมาณ 30 กม./ชม. ก็สามารถใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวได้ พอเร่งความเร็วมากขึ้นมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำงานประสานกันเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการออกตัว หรือเร่งแซงได้อย่างทันใจ
   ในช่วงเบรกหรือยกคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน พลังงานที่สูญเสียไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ไฮบริด เมื่อรถหยุด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ ส่วนเครื่องปรับอากาศจะทำงานอยู่ หากรจอดนิ่งหรือรถติดนานเกินไป เครื่องยนต์ก็ติดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งระยะเวลาในช่วงกลางวันกับกลางคืนจะใช้เวลาไม่ต่างกัน การใช้งานในเมืองกับชานเมืองที่ใช้ความเร็วไม่สูงมาก ถือว่าเป็นพื้นที่เหมาะกับการใช้งานของเครื่องยนต์ไฮบริดที่จะมีการยกคัน เร่งหรือเหยียบเบรกบ่อยๆ การชาร์จไฟจะทำได้ต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางไกลก็ทำได้ดีกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า เครื่องยนต์ปกติที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
   ทางด้านสมรรถนะอัตราเร่งเมื่อเทียบกับแจ๊ซ 1.5 เกียร์ออโต 5 สปีด จะมาช้ากว่าพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับอืดอาดถือว่าขับสนุกได้อารมณ์ไม่ต่างกัน แต่ถ้ามองในมุมของความประหยัดที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายกิโลเมตร ต่อ ลิตร ก็ถือว่าคุ้มค่า การใช้งานจริงก็ได้เกิน 20 กม./ลิตร อาจจะพอๆกับพวกรถอีโคคาร์ แต่ได้อัตราเร่งดีกว่า เกาะถนนดีกว่า เมื่อเป็นรถไฮบริดหลายคนอาจจะเป็นห่วงกับแบตเตอรี่ไฮบริด ทางฮอนด้าก็ได้รับประกันไฮบริดทั้งระบบ มีสายไฟ แบตเตอรี่ มอเตอร์ กล่องควบคุม 5 ปี ราคาก็ปรับขึ้นไม่มากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ ซึ่งทางฮอนด้าตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 768,000 บาท !!!

 

TEST DRIVE : CHEVROLET SONIC HATCHBACK ดีไซน์สวนกระแส!!

Thursday, 21 March 2013 16:04

   ค่ายเชฟโรเลตประสบความสำเร็จด้านยอดขายรถยนต์ในปีนี้มากที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทยอยผลักดันเข้าสู่ตลาด อย่างต่อเนื่องทั้งรถปิคอัพ รถเอสยูวี และรถเก๋งซีดาน โดยทุกรุ่นถูกปรับเปลี่ยนDNAเข้าสู่ยุคใหม่ของเชฟโรเลต ที่มีสไตล์โดดเด่นต่างไปจากรถยนต์ค่ายอื่นๆอย่างชัดเจน


   ในส่วนของตลาดรถซิตี้คาร์ค่ายเชฟโรเลตก็ได้มีการปรับเปลี่ยนอาวีโอ เดิมมาเป็น โซนิค อย่างที่ได้ยลโฉมจากการเปิดตัวสู่ตลาดกันไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง รุ่นซีดาน และรุ่นแฮทช์ แบ็ก 5 ประตู ซึ่งรถรุ่นมีรูปลักษณ์ที่ต่างจากอาวีโอโดยสิ้นเชิง แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมทางด้านสมรรถนะที่ใช้เครื่องยนต์พิกัด 1.4 ลิตร ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคู่แข่งโดยตรงเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร
   และคู่แข่งโดยอ้อมอย่างอีโคคาร์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ซึ่งทางเชฟโรเลตก็มั่นใจว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตรนี้ มีความเหมาะสมมากที่สุดกับรถยนต์ในคลาสนี้ทั้งด้านสมรรถนะความแรงและความ ประหยัดน้ำมันที่สมเหตุสมผล
   ก่อนหน้านี้ทางเชฟโรเลตได้นำโซนิค 4 ประตูมาให้ลองขับกันบ้างแล้ว แต่เป็นการใช้งานในเมืองไม่สามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่นัก มาคราวนี้เชฟโรเลตจึงได้จัดรุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตูมาให้ขับกันบ้างบนเส้นทางยาวๆ จากกรุงเทพฯถึงหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
   การทดลองขับในครั้งนี้เราได้ลองรุ่นแอลที เกียร์อัตโนมัติ ราคา 632,000 บาท ซึ่งรถรุ่นนี้จะมีหน้าตาไม่ต่างจากรุ่น 4 ประตู โดยมีจุดเด่นอยู่ที่รูปลักษณ์ที่ฉีกหนีจากคู่แข่งเดิมๆที่คุ้นตา ทั้งเรื่องเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวตามหลักแอร์โร่ไดนามิก ใช้โคมไฟหน้า ไม่มีแผ่นปิดสไตล์บิ๊กไบค์เพื่อสื่อถึงความสนุกสนานในการขับขี่ การออกแบบภายนอกจะทำให้โซนิคดูกว้าง
   แต่ตัวไม่โตจนเกินไป โคมไฟหน้าสีดำสลับแผงสะท้อนอัญมนีทำให้โซนิคดูโดดเด่นมากขึ้น ด้วยเส้นสายที่ลู่ลมทำให้โซนิคดูสปอร์ต ให้สมรรถนะการขับขี่แบบรถยุโรป กระจกหน้ารถถูกออกแบบให้มีระดับพื้นผิวต่ำกว่าหลังคาเล็กน้อยเพื่อความลู่ลม และช่วยให้ใบปัดน้ำฝนทำงานได้เต็มที่จากแรงต้านทานลมที่น้อยลง ขอบด้านบนของกระจกก็ใช้เทคนิคการติดตั้งแบบพิเศษสำหรับช่วยลดเสียงลมลอดเข้า สู่ห้องโดยสาร
   เข้าสู่ห้องโดยสารจะเห็นสไตล์ดูอัลค็อกพิทที่เชฟโรเลตนำมาใช้เพื่อเน้น บุคลิกสปอร์ต สำหรับมาตรวัดจะใช้เป็นแบบลอยตัว ไม่ฝังยึดเข้าไปในแผงคอนโซล ทำให้การออกแบบฉีกไปจากเดิมได้ มาตรวัดรอบจะใช้เป็นขอบกลม ส่วนมาตรวัดความเร็วจะเป็นแบบสี่เหลี่ยมบอกความเร็วเป็นตัวเลขดิจิตอลขาด ใหญ่เห็นได้ชัดเจน พร้อมข้อมูลประมวลผลอัตราสิ้นเปลืองมาให้พร้อม
   เบาะนั่งของโซนิคจะให้ความนุ่มมากว่ารถในระดับเดียวกัน ออกแบบให้กระชับพอดี ใช้วัสดุถักทอคุณภาพสูง มีการตัดเย็บที่พิถีพิถันทนทานและดูหรูหรา
   สมรรถนะการขับเคลื่อนยังคงยึดมั่นกับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เช่นเดิม เสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้เครื่องยนต์ตัวแรงอย่าง 1.4 ลิตร เทอร์โบ เพราะถ้านำมาขายตอนนี้ก็จะไม่ได้เงินคืน 1 แสนบาท คงต้องรอกันต่อไปก่อน แต่ถึงจะเป็นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เหมือนอาวีโอ แต่ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปจากอัตราเร่งที่ทำได้เร็วกว่าเป็นผลมาจากการใช้ ระบบแคมชาร์ฟแปรผันต่อเนื่อง สำหรับสมรรถนะและความประหยัดที่มากกว่า
   โดยปรับปรุงหัวฉีดให้ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับไอดีเพื่อควบคุมการจ่าย เชื้อเพลงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากเดิมที่เคยขับอาวีโอ อัตราเร่งจะมาช้าทำให้อัตราบริโภค่อนข้างสูง แต่โซนิคทำได้รวดเร็วมากขึ้นอย่างชัดเจน กำลังของเครื่องยนต์อยู่ที่ 100 แรงม้าที่ 6000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบ/นาที ถูกถ่ายทอดลงล้อคู่หน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งให้การเปลี่ยนเกียร์ราบเรียบต่อเนื่องแทบจะไม่เห็นกำลังที่ตกลงไปในช่วง เปลี่ยนเกียร์
   วิ่งเดินทางไกลสบายๆใช้ความเร็วประมาณ 100 -120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2500 -3000รอบ/นาที ให้อัตราบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12 -13 กม./ลิตร ซึ่งอยู่ในระดับที่รับได้ แม้จะไม่ประหยัดเวอร์เหมือนพวกอีโคคาร์ แต่ก็ทำได้ใกล้เคียงกับคู่แข่งเกรด 1.5 ลิตร ส่วนระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมตัวค้ำช็อกอัพแบบชดเชยน้ำหนักรถด้านข้าง และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อม ช๊อกอัพ และคอยล์สปริง
   ก็ให้ทรงตัวได้ดีในทุกระดับความเร็วแต่จะรู้สึกหนักมือบ้างเล็กน้อยเมื่อต้องขับซอกแซกด้วยความเร็วต่ำในช่วงรถติด
   ปิดท้ายการเดินทางครั้งนี้ด้วยรุ่น แอลเอสเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ที่มีอัตราเร่งดีขึ้น ต่างจากอาวีโอเกียร์ธรรมดาที่ต้องรักษาความเร็วให้เกิน 100 กม./ชม.เอาไว้ หากต่ำกว่านั้นจะไม่มีกำลัง ต้องลดเกียร์ลงช่วยจนถึงเกียร์ 3 ถึงจะมีกำลังพุ่งทะยานต่อไป โดยโซนิครุ่นเกียร์ธรรมดาสามารถเรียกกำลังออกมาได้ทุกเกียร์
   ในเกียร์ 5 เองถ้ารอบไม่ต่ำจนเกินไปยังสามารถเร่งแซงได้ โดยไม่ต้องลดเกียร์ลงช่วย รอบเครื่องยนต์จะสูงกว่าเกียร์อัตโนมัติที่ความเร็ว 105 กม./ชม. จะอยู่ที่ 3000 รอบต่อนาที ซึ่งภาพรวมของรถรุ่นนี้ก็ยังถือว่าเหมาะสมกับราคา 5 แสนเศษๆ ที่ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้นและอัตราบริโภคที่ลดลงกว่าเดิม !!!

 

TEST DRIVE : TOYOTA PRIUS ปรับเปลี่ยนเพื่อความประหยัดที่เพิ่มขึ้น

Thursday, 21 March 2013 14:28

   TOYOTA PRIUS ถือ เป็นรถยนต์ไฮบริดมาตั้งแต่กำเนิดสายพันธุ์ และเป็นรถที่ทั่วโลกรู้จักกันดีด้วยยอดขายสะสมกว่า 2.5 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2540 ส่วนเมืองไทย โตโยต้าได้นำมาขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี2553 ล่าสุดรถรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   สำหรับ PRIUS รุ่นปรับโฉมยังคงรักษาความเป็นรถยนต์ที่โฉบเฉี่ยวเพรียวลมทันสมัยกับ เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยค่ายโตโยต้าได้จัดให้สื่อมวลชน ทดลองขับภายใต้เส้นทางในเมืองเป็นหลัก เริ่มจากกรุงเทพไปสิ้นสุดที่พัทยา โดยเลือกรุ่นสูงสุดที่พิเศษกว่าด้วยระบบระบายอากาศอัตโนมัติจากพลังงานแสง อาทิตย์(Solar Ventilation System) โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคารถซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทำงานของพัดลมสำหรับระบายความร้อนออกจากห้องโดยสารขณะ จอดกลางแดด
   ซึ่งปกติแล้วรถใช้งานเมืองร้อน มักจะเจอปัญหาอากาศร้อนสะสมอยู่ภายในรถเวลาจอดตากแดดจะทำให้เครื่องรับอากาศ ทำงานหนัก โตโยต้าจึงออกแบบให้มีการระบายความร้อนออกจากรถด้วยไฟฟ้าที่มาจากแผงโซ ล่าร์เซลส์ให้พัดลมระบายความร้อนออกไปก่อนโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่ออากาศเย็นลงเครื่องปรับอากาศก็ลดการทำงานหนัก ความประหยัดจึงตามมา
    อีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสบายภายในรถเมื่อรถจอดตากแดดหรืออยากได้ห้อง โดยสารเย็นๆ ก่อนเข้าไปในรถก็สามารถใช้รีโมทควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศจากนอก ห้องโดยสารเพื่อเปิดแอร์ก่อนขึ้นรถ ทำให้ห้องโดยสารเย็นสบายที่ทำได้เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะใช้พลังงานจาก แบตเตอรี่ไฮบริดแทนที่จะใช้การขับด้วยสายพานของเครื่องยนต์จึงทำความเย็นได้ ก่อนเครื่องยนต์ทำงาน และลดการสิ้นเปลืองได้ด้วย ต่างจากรถไฮบริดทั่วๆ ไปที่ยังคงใช้การขับคอมเพสเซอร์ด้วยสายพานจะต้องสตาร์ทเครื่องยนต์มาปั่น คอมเพรสเซอร์ทุกครั้งที่อากาศภายในรถเริ่มร้อนขึ้นทำให้กินน้ำมันมากขึ้นตาม ไปด้วย
   ระบบส่งกำลังคุมด้วยเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติเป็นคันเกียร์เล็กๆ ที่ใช้การดันไปทางขวายกขึ้นก็ถอยหลัง ดันลงก็เดินหน้า ดันตรงๆก็เป็นเกียร์ว่างซึ่งจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ปล่อยมือ หากได้การชาร์จไฟแรงๆ ก็ใช้การดึงคันเกียร์ลงด้านล่างจะช่วยได้ การชาร์จไฟเก็บก็ทำได้รวดเร็วสำหรับแบตเตอรี่ไฮบริดแบบนิกเกิล-เมทัล ไฮดราย เป็นแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาขึ้นทนทานขึ้น แต่การจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอรไฟฟ้าทำได้อย่างดี ออกนอกเมืองเจอถนนโล่งๆ ก็สามารถเรียกกำลังของเครื่องยนต์มาใช้ได้ การขับขี่ทั่วๆ ไปจะเป็นECOโหมด ระบบจะเลือกกำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่าง เหมาะสมโดยเน้นเรื่องความคุ้มค่าในการใช้พลังงานเป็นหลัก
    ถ้าอยากได้อัตราเร่งที่ทันอกทันใจมากขึ้นจะต้องเลือกPOWERโหมด ระบบจะผสานกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่สำหรับการตอบสนอง การขับขี่อย่างทันอกทันใจ เดินทางไกลกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบ เรียง 2 ZR - FXE ทวิ นแคม 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันความจุ 1797 ซีซี จะให้กำลังสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5200 รอบต่อนาทีรองรับน้ำมัน อี 10 ได้เพียงอย่างเดียว ความเร็วสูงสุดทำได้ 187 กม./ชม. เพียงพอสำหรับ PRIUS ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เน้นแต่ก็มีเผื่อไว้ได้ยามต้องการ ส่วนการใช้งานทั่วไปมักจะเน้นความประหยัดมากกว่าในการเดินทางที่ไม่เร็วเกิน ไปตามจุดประสงค์ของคนที่ซื้อรถรุ่นนี้มาใช้ !
 

 

 
 

TEST DRIVE: MINI ชื่อเล็กหัวใจดีเซล

Thursday, 21 March 2013 16:58

   MINI ถือเป็นรถยนต์สายเลือดอังกฤษแท้ๆ ถึงชื่อจะเล็กแต่สร้างชื่อเสียงใหญ่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่นบนตัวถังขนาดเล็กกระทัดรัด และปัจจุบันรถยนต์MINI ได้ก้าวเข้าสู่ยุดใหม่อย่างเต็มภาคภูมิภายใต้สังกัดของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู กรุ๊ป ด้วยฐานะทางการเงินดี ทุนหนา ทำให้MINI กลายเป็นรถยนต์ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ๆ และมีให้เลือกสรรมากมายหลายรุ่น

  ล่าสุดMINI ได้เพิ่มทางเลือกด้วยขุมพลังใหม่เรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ติดตั้ง เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ยอดฮิตที่มีประจำการในรถหลายรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยูโดย รุ่นที่วางเครื่องยนต์บล็อคนี้ จะมีทั้งรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู, คันทรีแมน และคูเป้
   สำหรับรุ่นที่เรานำมาทดลองขับในครั้งนี้คือรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู เป็นเครื่องดีเซล วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้ห้องเครื่องของมินิถูกอัดแน่นจนยากที่จะสอดมือลงไปได้ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ 2.0 ลิตร ใช้อลูมิเนียมน้ำหนักเบาพร้อมเทคโนโลยีอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน โดยการลดแรงดันของรางหัวฉีดเหลือ 1600 บาร์ จาก 2,000 บาร์ ที่เคยอยู่ในบีเอ็มดับเบิ้ลยู
   เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร บล็อคนี้จะเน้นที่แรงบิดสูง ๆ ตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ โดยมีแรงบิดสูงถึง 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1750 - 1250 รอบต่อนาที ส่วนกำลังสูงสุดอยู่ที่ 112 แรงม้า ที่ 4000 รอบ ต่อนาที ในช่วงแรกเราลองขับขี่ในโหมดประหยัด เพื่อดูความคุ้มค่าในการใช้งาน โดยใช้ความเร็วในการเดินทางออกนอนเมืองระดับ 100 - 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2000 รอบ/นาที ปรากฏว่า
อัตราบริโภคทำได้ประมาณ 20 กม./ลิตร ซึ่งเป็นความประหยัดใกล้เคียงกับอีโคคาร์ แต่ราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกว่าเบนซินเยอะทีเดียว จึงเป็นความคุ้มค่าที่น่าลงทุนถ้ามีงบพอเพียงในการซื้อหามาใช้งาน
   ในด้านสมรรถนะความแรง การนำเครื่องยนต์ดีเซลมาวางไว้ในรถเล็กๆ อย่างMINI ทำให้การออกตัวทำได้รวดเร็วกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ช่วงรถติดๆ จะไม่เหนื่อยกับการรอรอบ จึงเป็นความคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น แต่มีสิ่งดีๆ มาให้เยอะ ฟิลลิ่งในการขับก็ยังให้ความสปอร์ตสไตล์ โก- คาร์ท ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ ตำแหน่งท่านั่งต่ำอยู่แนบชิดกับพื้นถนน ให้อารมณ์ต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป
   ระบบช่วงล่างจะค่อนข้างแข็งดิบๆหน่อย ใครที่ยึดติดกับความนุ่มนวลขับสบายอาจไม่แฮปปี้เท่าไหร่กับรถรุ่นนี้ ส่วนความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวอาศัยพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้ามาผ่อนแรง ได้ทั้งความเฉียบคม และแม่นยำ รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยต่างๆ เข้ามาช่วย ทั้งระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว เบรกเอบีเอส ระบบอีบีดี และ ซีบีซี ถูกติดตั้งเข้าไปจึงช่วยเสริมความั่นใจในทุกการเดินทาง
 

 

 

TEST DRIVE : MAZDA BT-50 PRO สัมผัสแรกจาก “หลวงพระบาง”

Wednesday, 20 March 2013 17:09

   สงครามรถกระบะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีปลายที่ผ่านมาจนถึงช่วงต้น ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะที่เปิดตัวออกมาเป็นลักษณะของโมเดลเชนจ์ หรือเพียงแค่ไม่เนอร์เชนจ์ก็ตาม ที่ผ่านมาต่างก็งัดเอากลเม็ดออกมากระตุ้นยอดขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นจุดขายเดิมๆคือความแข็งแกร่งพร้อมลุยในสไตล์ปิคอัพขนาน แท้ แต่มีอยู่ค่ายหนึ่งที่กล้าจะแตกต่าง นั่นก็คือ ค่ายMAZDA ที่เข็น BT-50 PRO ออกมาแบบฉีกกฏปิคอัพเดิมๆด้วยดีไซน์สไตล์เก๋ง
 
   เต็มรูปแบบทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงสมรรถนะการขับเคลื่อนที่เน้นความนุ่มนวลนั่งสบายประดุจเอยูวีระดับ หรู สำหรับ MAZDA BT-50 PRO เป็นรถกระบะที่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในแบบโมเดลเชนจ์คันล่าสุดของเมืองไทยที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลังจากการอวดโฉมอย่างเป็นทางการไม่นานก็นำสื่อมวลชนไปทดสอบกันทันที โดยใช้เส้นทางของประเทศเพื่อนบ้าน จาก เมืองหลวงพระบาง สู่ เมืองเวียงจันทน์
   ประเทศลาว ก่อนจะข้ามด่านขึ้นสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งแรกที่จังหวัดหนองคายเข้าสู่ประเทศไทย ระยะทางรวมปะมาณ 520 กม. พูดถึงความสวยงามในการออกแบบของ MAZDA BT-50 PRO กันก่อน สำหรับการออกแบบภายใต้แนวคิด "นากาเร่" จะเน้นเส้นสายมีความพลิ้วไหว และดุดัน มาประยุกต์ให้เข้ากับแนวคิดการออกแบบมาสด้าล่าสุดก็คือ "โคโดะ" หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็
   ทำให้ปิคอัพสไตล์เก๋งคันนี้มีเส้นสายพลิ้วไหวอยู่รอบคัน สังเกตุได้จาก กระจังหน้าทรงห้าเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ไฟหน้าสปอร์ตรูปทรงบูมเมอแรง ซึ่งก็ถือว่าสวยงามโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับเฉพาะตัวของมาสด้า ส่วนประสิทธิภาพในการส่องสว่างก็ถือว่าชัดเจนในยามค่ำคืน ซุ้มล้อขนาดขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวรถ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความหรูหราสไตล์สปอร์ต ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ล่าสุดสไตล์รถเก๋ง
   ซึ่งแม้ว่าหลายคนบอกว่าจะมองแปลกตาเล็กน้อย แต่มาสด้าเองก็พูดถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่เน้น ความเป็นซูมๆ มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และล้ออัลลอยด์ขนาด 16-17 นิ้ว น้ำหนักเบา ส่วนภายในต้องบอกว่ามาสด้าเอง เป็นรถที่มีสไตล์ และเน้นเป็นพิเศษกับความสวยงาม และอรรถประโยชน์ใช้สอย เน้นความสปอร์ตโดยเฉพาะจะใช้โทนสีดำเป็นหลัก หน้าจอแสดงฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ MFD
   เชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วยสัญญาณ Bluetooth กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีระบบสั่งการด้วยเสียงเช่นเดียวกับคู่แข่งที่ใกล้ชิดกัน ซึ่งก็ต้องใช้ความชัดเจน และสำเนียงถูกต้องหน่อย ส่วนเครื่องเสียงให้ความเพลิดเพลินคมชัดตลอดการเดินทาง MAZDA BT-50 PRO ใหม่ มีให้ลองกันหลากหลายรุ่นทั้ง ซึ่งรถ่นที่เรามีโอกาสได้ทดลองขับจากหลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์ เป็นตัวดับเบิ้ลแค็ป 4 ประตู เครื่องยนต์ ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร 150
   แรงม้า แรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมกับ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนสองล้อยกสูง หรือรุ่นที่เขาเรียกว่า Hi-Racer ส่วนเครื่องยนต์ตัวแรงคือ 3.2 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 470 นิวตันเมตรนั้นยังไม่ได้ลองของแรงกัน สำหรับลักษณะของเส้นทางที่ทั้งคนและรถต้องเผชิญ ก็ถือว่างานนี้ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของร่างกาย ลำไส้ไปจนถึงกระเพาะให้พร้อม ส่วนรถก็ต้องมีช่วงล่างที่แกร่งจริงถึงจะเอาอยู่
   จากหลวงพระบางมีเส้นทางหลักทางเดียวเดินทางลงใต้มายังเมืองหลวงของลาวต้อง ผ่านสองเมืองหลักๆ ก็คือ ภูคูน และวังเวียง ทางคดเคี้ยวเลาะไหล่เขาตลอด เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่เรามีโอกาสได้สัมผัสมาแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าเดิมคือนอกเหนือจากทางจะโค้งเยอะแล้ว ยังมีหลุมบ่อ เนื่องจากทางชำรุดตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงวังเวียงอีกด้วย การทดสอบครั้งนี้ก็ถือว่าได้เห็นทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์ การยึดเกาะถนนของช่วงล่าง
   ความนิ่มนวล รวมไปถึงความทนทานที่ต้องรับภาระกระแทกในช่วงที่ตกหลุมแบบไม่มียกคันเร่ง เพื่อทำเวลากันอีกด้วย เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร นั้นเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นความประหยัด แต่ก็ได้เรื่องของกำลังใช้งานได้พอสมควรแรงบิด 375นิวตันเมตรนั้นช่วยให้การไต่เนินสูงไม่ต้องเค้นรอบกันมากนักในเกียร์ อัตโนมัติเองมีระบบเกียร์ในลักษณะที่เป็นสปอร์ตโทรนิคในเลือกชิพเองได้ เหมือนเกียร์ธรรมดา เพราะฉะนั้นช่วงที่ต้องการเรียกกำลัง
   หรือว่าต้องการเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำช่วงขึ้น-ลงทางชัน ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายและให้ความสนุกสนานในการขับขี่ได้ดีทีเดียว สำหรับช่วงล่างตามธรรมชาติของรถยนต์ที่เป็น 4 ประตูนั้นจะมีความกระด้างให้เห็นบ้าง แต่การเซ็ตช่วงล่างของ MAZDA BT-50 PRO คันนี้ทางวิศวกรเองก็บอกว่าจะเซ็ตออกมาให้มีความนุ่มนวลกว่าคู่แข่งที่เทียบ เคียงกัน ส่วนเรื่องของการเกาะถนนนั้น ก็คงต้องยกนิ้วให้มาสด้า ซึ่งตามเส้นทางที่โค้งเยอะแต่แรงเหวี่ยงไม่มาก
   บางช่วงต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ก็รู้สึกได้ว่ามั่นใจดี รวมทั้งแฮนด์ลิ่งในการควบคุมถือว่าควบคุมได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองการบังคับพวงมาลัยได้ดีพอสมควร ในรุ่นที่เราทดสอบนั้นยังมีเรื่องของความปลอดภัยมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABS 4 ล้อ พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบกุญแจนิรภัยอิมโมบิไลเซอร์ สัญญาณกะระยะถอยหลัง ระบบถุงลมนิรภับคู่หน้า โดยรวมจึงถือว่า MAZDA BT-50 PRO เป็นรถปิคอัพที่ไม่อาจมองข้าม
   โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความแตกต่างจากปิคอัพเดิมๆที่เคยเป็น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ต้องบอกว่า มาสด้า สอบผ่านฉลุย ยืนยันได้จากยอดจองล่าสุดทะลุ 3,000 คันไปเรียบร้อยแล้ว!!!

 

 
 

Page 4 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )