Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : HONDA JAZZ RS แต่งสปอร์ตตอบรับชีวิตทันสมัย!

Thursday, 10 August 2017 14:15

   HONDA JAZZ โมเดลล่าสุดนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของรถยนต์ซับคอมแพ็กต์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูของฮอนด้า   ซึ่งทั้ง 2 เจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา JAZZ ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าด้วยคุณสมบัติเด่นทั้งความอเนกประสงค์ในการใช้งาน  และความสนุกสนานในการขับขี่ที่ลงตัวสำหรับชีวิตเมือง   และล่าสุดในช่วงกลางปีนี้ HONDA JAZZ รุ่นล่าสุดก็ถึงเวลาปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ พร้อมวางไฮไลท์การทำตลาดด้วยรุ่น RS ที่มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบเฉพาะตัวในสไตล์สปอร์ตเป็นครั้งแรก

   สิ่งที่โดดเด่นในการใช้งานของ  HONDA JAZZ เจเนอเรชั่นที่ 3 โดยภาพรวมต้องยกให้กับการออกแบบภายในห้องโดยสารกว้างขวางและอเนกประสงค์  เช่นมีพื้นที่ช่วงขาและพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระมากสุดๆเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน และด้านความประหยัดเชื้อเพลิงจะ ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานตัวถังรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่งซึ่งจะช่วยเรื่องความประหยัดน้ำมัน เพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ และความปลอดภัยในห้องโดยสาร  และอีกปัจจัยที่มีส่วนเรื่องความประหยัดคือ เกียร์แบบอัตราทดแปรผันหรือซีวิทีที่ได้รับการพัฒนาล่าสุด

   สำหรับ  HONDA JAZZ RS ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในแบบปรับโฉมใหม่  จะเน้นการเติมเต็มความโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ต ด้วยการออกแบบด้านหน้าและด้านหลังให้ดูกว้างและปราดเปรียวมากขึ้นตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมออกแบบสไตล์สปอร์ตเฉพาะแบบ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมสัญลักษณ์ RS  รับกับไฟหน้าทรงสวยเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์มาพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) แบบ LED โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกและกันชนหลังแบบสปอร์ตในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น RS  กระจกมองข้างแต่งสีดำ และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 16 นิ้ว ดูสปอร์ตรับกับดีไซน์สปอร์ตของตัวรถได้อย่างลงตัว

   การออกแบบภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกล้ำสมัย ดึงดูดความสนใจให้เข้าไปสัมผัส โดยการจัดวางพื้นที่ภายในห้องโดยสารนี้ยังคงใช้แนวคิด Man Maximum Machine Minimum ในการออกแบบ ซึ่งเน้นความกว้างขวางสะดวกสบายด้วยยาวของตัวถังรถและฐานล้อ ช่วยให้ห้องโดยสารและพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีขนาดใหญ่  และมาพร้อมเบาะนั่งสีดำลายใหม่ และสะท้อนความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม ในรุ่น RS จัดเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งช่องเก็บของ กล่องเก็บแท็บเล็ต และที่วางแก้วน้ำสูงสุด 9 ตำแหน่ง ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ถือว่าครบครัน มีทั้งมาตรวัดเรืองแสง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น รวมสวิตซ์ควบคุมระบบการทำงานที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย อาทิ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย

   ส่วนเรื่องความอเนกประสงค์ในห้องโดยสารเมื่อลองลูกเล่นของเบาะแบบอัลตรา ซีท ก็ยังถือเป็นจุดขายของรถรุ่นนี้อยู่ โดยออกแบบเบาะนั่งให้สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เริ่มจากแบบแรกพับพนักพิงเบาะหลังลงมาด้านหน้าราบลงมา ก็จะได้พื้นเรียบๆ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่สำหรับการวางบนพื้นที่เรียบเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย   หากมีความสูงของวัสดุที่จัดเก็บอย่างพวกจักรยาน ก็สามารถยกพื้นเบาะหลังขึ้นไปยึดติดกับพนักพิงเบาะหลังแค่นี้ก็วางสิ่งของที่มีความสูงอย่างจักรยาน หรือ กระถางต้นไม้ได้แล้ว และใครที่ชอบเล่นชอบวินเซิร์ฟก็ต้องมีพื้นที่ยาวๆ ในการจัดเก็บภายในรถ ไม่ยากแค่พับพนักพิงด้านหน้าลงมาซ้อนทับกับเบาะหลังที่พับเก็บในแบบแรก สัมภาระยาวๆ ก็ไม่ยุ่งยากในการขนย้ายแล้ว และแบบสุดท้ายเหมาะกับคนที่ชอบเดินทางบางครั้งอาจจะต้องอยู่ในรถนานๆ การปรับเอนเบาะนั่งปกติไม่สามารถสร้างความสบายในการพักผ่อนได้ ก็สามารถพับพนักพิงเบาะคู่หน้าเอนราบมาทางด้านหลังแค่นี้ก็ได้พื้นที่สำหรับนอนพักภายในรถได้อย่างผ่อนคลาย

   HONDA JAZZ RS รุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E85    ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมฮอนด้าการรันตีอัตราเร่งและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ECO Assist  และระบบ Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ที่ช่วยแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า โดยจะแสดงผลด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง และ Econ Mode ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ลิ้นปีกผีเสื้อและเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   สมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เมื่อประกบคู่เกียร์ซีวีทียุคใหม่ จุดเด่นประเด็นหลักจะอยู่ที่ความประหยัดน้ำมันที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่เดินทางด้วยความเร็วคงที่ ช่วงความเร็วระดับ 100 กม.ต่อชม. รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 1900 รอบ/นาที เท่านั้นเอง โดยอัตราบริโภคที่ได้จะทะลุเกิน 15 กม./ลิตร  แต่ถ้าเท้าหนักใช้ความเร็วคงที่สลับกับการเร่งแซงบ่อยๆอัตราบริโภคจะลดลงเหลือ 13 -14  กม./ลิตรโดยประมาณ แต่ในการทดลองขับของเรามีทั้งการขับใช้งานในเมืองรถติดเล็กน้อยและช่วงเดินทางถนนโล่ง อัตราบริโภคน้ำมันที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร  ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมัน E85 อัตราบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นราวๆ 25% เมื่อเทียบกันก็ยังถือว่าคุ้มเพราะราคา E85 ต่ำกว่าน้ำมันเกรดอื่นมาก

   สมรรถนะการใช้งานทั่วๆ ไป ก็ยังมีจุดเด่นที่การขับขี่คล่องตัว สะดวกสบายควบคุมง่าย อัตราเร่งรองรับการใช้งานได้ดีตั้งแต่ช่วงออกตัวเร่งได้เร็ว  ช่วงความเร็วกลาง ๆ อาจด้อยลงไปบ้างแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน  เรื่องการเร่งแซงก็ไม่เป็นปัญหาสามารถเร่งแซงในช่วงความเร็วที่เหมาะสมได้ทันใจดี  ส่วนเรื่องการควบคุมรถพวงมาลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักปานกลาง ไม่หนักหรือเบามือเกินไป ให้ความมั่นใจพอสมควรในการควบคุมรถทั้งช่วงเข้าโค้งและเมื่อใช้ความเร็วสูง 

   นอกจากนี้ HONDA JAZZ RS ยังให้การเกาะถนนที่ดีไม่เป็นรองคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ด้วยการเซ็ทช่วงล่างพอดีๆประมาณว่า นิ่มแต่ไม่ย้วย แข็งแต่ก็ไม่กระด้าง  ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว (VSA) ติดตั้งมาให้ในทุกรุ่น เมื่อทำงานร่วมกับระบบเบรกเอบีเอสที่ติดตั้งทุกรุ่นเช่นเดียวกัน จึงช่วยเสริมความมั่นใจและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น!

   สำหรับการทำตลาด HONDA JAZZ รุ่นปรับโฉมใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่ รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท , รุ่น RS ราคา 739,000 บาท , รุ่น V+ ราคา 694,000 บาท, รุ่น V ราคา 654,000 บาท , รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 555,000 บาท

 

TEST DRIVE : CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ความเร้าใจ ประดุจเจ้าพายุ !

Wednesday, 05 July 2017 14:03

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นตกแต่งพิเศษ พัฒนาต่อยอดมาจาก COLORADO HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุด  เน้นเพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งรูปลักษณ์ใหม่ ให้ความหล่อเร้าใจในสไตล์สปอร์ตจากชุดแต่งโทนสีดำเต็มคัน ช่วยเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM  ถูกวางตำแหน่งการทำตลาดให้เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุด (ON TOP) ของรถกระบะเชฟโรเลตที่ทำตลาดประเทศไทยเวลานี้  รูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเน้นความดุดันบึกบึน  ไล่ตั้งแต่สปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์รับกับกระบะท้ายอย่างลงตัว  กระจกมองข้างแต่งสีดำ  มือจับเปิดปิดประตูด้านข้าง  มือจับเปิดฝาท้าย  เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง  รวมถึงล้ออัลลอยใหม่ดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ล้วนออกแบบใหม่มาในโทนสีดำเข้มทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมสติกเกอร์สีดำเสริมความโหดบนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country  และสติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต สามารถบ่งบอกความพิเศษเฉพาะรุ่นได้อย่างชัดเจน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นที่ทดลองขับ ให้ความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่  Blue Me Away สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าตามใจชอบ

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆในสไตล์เดียวกับ  COLORADO  HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุดที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่ช่วงกลางปี 2016  การออกแบบให้ความโดดเด่นตั้งแต่แผงแดชบอร์ดและแผงหน้าปัดใหม่ดูหรูหราและทันสมัยให้อารมณ์คล้ายรถเอสยูวี ขณะที่คอนโซลกลางก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดายมากขึ้น การจัดวางตำแหน่งเน้นความสะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ ที่รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์  สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งโทรเข้า-ออก หรืออ่านและตอบข้อความด้วยเสียง ผ่านฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย  ส่วนการตกแต่งอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผงข้างประตู และเบาะที่นั่งใหม่จะให้ความหรูหราเรียกว่ามีความพรีเมียมมากกว่า COLORADO รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน  แต่สิ่งที่สะกิดใจทำให้รู้สึกถึง COLORADO รุ่นเดิมก่อนปรับโฉมคือพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังที่ยกของรุ่นเดิมมาใช้ทั้งชุด แม้ว่าจะปรับปรุงการบังคับเลี้ยวใหม่มาใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยให้การควบคุมรถต่างจากรุ่นเดิมชัดเจน สามารถขับขี่ในเมืองได้คล่องตัวด้วยน้ำหนักที่เบาสบาย  และจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ เมื่อใช้ความเร็วสูงต้องบอกว่าให้น้ำหนักในการควบคุมรถที่ดีมากไม่เบาและไวเหมือนพวงมาลัยไฟฟ้าที่คุ้นเคยในรถยนต์นั่งทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็ไม่หนักมือ ช่วงความเร็วต่ำเวลาเลี้ยวไม่ต้องใช้กำลังเยอะเหมือนพวงมาลัยเพาเวอร์แบบปกติที่รถกระบะนิยมใช้ในปัจจุบัน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บล็อคใหม่ล่าสุด ดูราแม็กซ์ แบบ  4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร  กระตุ้นกำลังด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้พละกำลังมากถึง  180 แรงม้า  ที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด  440 นิวตันเมตร  ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4  ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รุ่นที่ทดลองขับมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ช่วงขับแบบออนโรดก็ขับเคลื่อน2ล้อหลังปกติ (2H)  แต่ถ้าต้องการใช้งานแบบลุยๆก็สามารถปรับเปลี่ยน มาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้จากสวิทซ์ที่อยู่ใกล้กับคอนโซลเกียร์ โดยเลือกใช้ได้ทั้ง  แบบ 4Lเน้นลุยหนัก  และ 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วสูง ซึ่งการทดลองขับเราลองเฉพาะ  4H ควบผ่านทางลูกรัง และการขับฝ่าฝนตกหนักในบางช่วง  ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มีอย่างเหลือเฟือและการกระจายกำลังขับเคลื่อนทั้งล้อหน้าและหลังอย่างเหมาะสม  ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดาย  ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ  พร้อมกันนี้ยังผสานกับช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ยึดเกาะถนนได้ดี  ผู้ขับแค่มีสติควบคุมรถไปตามเส้นทางที่เหมาะสมก็สามารถผ่านทุกอุปสรรค์ไปได้สบายๆ และการขับขี่ผ่านทางลาดชันมากๆ ยังมีระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist หรือ HSA) และระบบควบคุมความเร็วของรถขณะลงทางลาดชัน (Descent Control หรือ HDC) ค่อยช่วยสนันสนุนการควบคุมรถให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

   การทดลองขับแบบออนโรด เราใช้เส้นทางสบายๆกรุงเทพฯ-อยุธยา ไปกลับประมาณ 150 กม.  สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคืออัตราเร่งมาแบบเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ไล่สเต็บไปจนถึงความเร็วปลายที่ให้ความแรงแบบต่อเนื่อง  เรื่องความแรงของเครื่องยนต์ในการใช้งานจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถกระบะรุ่นนี้  ส่วนการบังคับควบคุมรถผ่านพวงมาลัยไฟฟ้าก็ให้ความรู้สึกที่ดีทั้งความแม่นยำและให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่เหมาะสมทุกช่วงความเร็ว   การเก็บเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารก็ถือว่าดีมาก ทั้งความเงียบของลมปะทะ เสียงใต้ท้องรถ  และเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ที่เงียบและนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด พร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง  นอกจากนี้การขับขี่ทางตรงและโค้งกว้างๆ จากการปรับเช็ตช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอัพแบบไดเกรสซีฟ และปรับค่าแหนบที่เน้นการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย นุ่มนวลนั่งและขับสบายมากขึ้น  ซึ่งการโยนตัว ยวบหยาบ แอบกระด้างนิดๆที่เคยพบใน COLORADO รุ่นก่อนหน้านี้ได้หมดไปจากความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

   การทดลองขับบางช่วงยังมีโอกาสได้ทดลองระบบเสริมความปลอดภัยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ซึ่งจะมีเสียงสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดเป็นระยะเมื่อขับออกนอกเลนไปเหยียบเส้นปะถนน  และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อขับเข้าใกล้รถคันหน้าในระยะกระชั้นชิดเสี่ยงต่อการชนก็จะมีเสียงพร้อมแถบไฟและสัญลักษณ์โชว์ที่แผงหน้าปัด นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมความปลอดภัยอื่นๆที่น่าสนใจทั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ,เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน , ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถกระบะ ฟังก์ชั่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ พร้อมเปิดระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ

   นอกจากนี้ CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นล่าสุดยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟครบครัน ไล่ตั้งแต่ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS) ,ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA) ,ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD) ,ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC) , ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti Rolling Protection) ,ระบบความคุมเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ 

   ส่วนการทำตลาดมีให้เลือก 2 รุ่น คือ COLORADO HIGH COUNTRY STORM 2.5L ขับเคลื่อน2ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท และCOLORADO HIGH COUNTRY STORM  2.5L ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท

 

TEST DRIVE : TOYOTA PRIUS ปรับเปลี่ยนเพื่อความประหยัดที่เพิ่มขึ้น

Thursday, 21 March 2013 14:28

   TOYOTA PRIUS ถือ เป็นรถยนต์ไฮบริดมาตั้งแต่กำเนิดสายพันธุ์ และเป็นรถที่ทั่วโลกรู้จักกันดีด้วยยอดขายสะสมกว่า 2.5 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2540 ส่วนเมืองไทย โตโยต้าได้นำมาขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี2553 ล่าสุดรถรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   สำหรับ PRIUS รุ่นปรับโฉมยังคงรักษาความเป็นรถยนต์ที่โฉบเฉี่ยวเพรียวลมทันสมัยกับ เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยค่ายโตโยต้าได้จัดให้สื่อมวลชน ทดลองขับภายใต้เส้นทางในเมืองเป็นหลัก เริ่มจากกรุงเทพไปสิ้นสุดที่พัทยา โดยเลือกรุ่นสูงสุดที่พิเศษกว่าด้วยระบบระบายอากาศอัตโนมัติจากพลังงานแสง อาทิตย์(Solar Ventilation System) โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคารถซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทำงานของพัดลมสำหรับระบายความร้อนออกจากห้องโดยสารขณะ จอดกลางแดด
   ซึ่งปกติแล้วรถใช้งานเมืองร้อน มักจะเจอปัญหาอากาศร้อนสะสมอยู่ภายในรถเวลาจอดตากแดดจะทำให้เครื่องรับอากาศ ทำงานหนัก โตโยต้าจึงออกแบบให้มีการระบายความร้อนออกจากรถด้วยไฟฟ้าที่มาจากแผงโซ ล่าร์เซลส์ให้พัดลมระบายความร้อนออกไปก่อนโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่ออากาศเย็นลงเครื่องปรับอากาศก็ลดการทำงานหนัก ความประหยัดจึงตามมา
    อีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสบายภายในรถเมื่อรถจอดตากแดดหรืออยากได้ห้อง โดยสารเย็นๆ ก่อนเข้าไปในรถก็สามารถใช้รีโมทควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศจากนอก ห้องโดยสารเพื่อเปิดแอร์ก่อนขึ้นรถ ทำให้ห้องโดยสารเย็นสบายที่ทำได้เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะใช้พลังงานจาก แบตเตอรี่ไฮบริดแทนที่จะใช้การขับด้วยสายพานของเครื่องยนต์จึงทำความเย็นได้ ก่อนเครื่องยนต์ทำงาน และลดการสิ้นเปลืองได้ด้วย ต่างจากรถไฮบริดทั่วๆ ไปที่ยังคงใช้การขับคอมเพสเซอร์ด้วยสายพานจะต้องสตาร์ทเครื่องยนต์มาปั่น คอมเพรสเซอร์ทุกครั้งที่อากาศภายในรถเริ่มร้อนขึ้นทำให้กินน้ำมันมากขึ้นตาม ไปด้วย
   ระบบส่งกำลังคุมด้วยเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติเป็นคันเกียร์เล็กๆ ที่ใช้การดันไปทางขวายกขึ้นก็ถอยหลัง ดันลงก็เดินหน้า ดันตรงๆก็เป็นเกียร์ว่างซึ่งจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ปล่อยมือ หากได้การชาร์จไฟแรงๆ ก็ใช้การดึงคันเกียร์ลงด้านล่างจะช่วยได้ การชาร์จไฟเก็บก็ทำได้รวดเร็วสำหรับแบตเตอรี่ไฮบริดแบบนิกเกิล-เมทัล ไฮดราย เป็นแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาขึ้นทนทานขึ้น แต่การจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอรไฟฟ้าทำได้อย่างดี ออกนอกเมืองเจอถนนโล่งๆ ก็สามารถเรียกกำลังของเครื่องยนต์มาใช้ได้ การขับขี่ทั่วๆ ไปจะเป็นECOโหมด ระบบจะเลือกกำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่าง เหมาะสมโดยเน้นเรื่องความคุ้มค่าในการใช้พลังงานเป็นหลัก
    ถ้าอยากได้อัตราเร่งที่ทันอกทันใจมากขึ้นจะต้องเลือกPOWERโหมด ระบบจะผสานกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่สำหรับการตอบสนอง การขับขี่อย่างทันอกทันใจ เดินทางไกลกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบ เรียง 2 ZR - FXE ทวิ นแคม 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันความจุ 1797 ซีซี จะให้กำลังสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5200 รอบต่อนาทีรองรับน้ำมัน อี 10 ได้เพียงอย่างเดียว ความเร็วสูงสุดทำได้ 187 กม./ชม. เพียงพอสำหรับ PRIUS ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เน้นแต่ก็มีเผื่อไว้ได้ยามต้องการ ส่วนการใช้งานทั่วไปมักจะเน้นความประหยัดมากกว่าในการเดินทางที่ไม่เร็วเกิน ไปตามจุดประสงค์ของคนที่ซื้อรถรุ่นนี้มาใช้ !
 

 

 
 

TEST DRIVE: MINI ชื่อเล็กหัวใจดีเซล

Thursday, 21 March 2013 16:58

   MINI ถือเป็นรถยนต์สายเลือดอังกฤษแท้ๆ ถึงชื่อจะเล็กแต่สร้างชื่อเสียงใหญ่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่นบนตัวถังขนาดเล็กกระทัดรัด และปัจจุบันรถยนต์MINI ได้ก้าวเข้าสู่ยุดใหม่อย่างเต็มภาคภูมิภายใต้สังกัดของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู กรุ๊ป ด้วยฐานะทางการเงินดี ทุนหนา ทำให้MINI กลายเป็นรถยนต์ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ๆ และมีให้เลือกสรรมากมายหลายรุ่น

  ล่าสุดMINI ได้เพิ่มทางเลือกด้วยขุมพลังใหม่เรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ติดตั้ง เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ยอดฮิตที่มีประจำการในรถหลายรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยูโดย รุ่นที่วางเครื่องยนต์บล็อคนี้ จะมีทั้งรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู, คันทรีแมน และคูเป้
   สำหรับรุ่นที่เรานำมาทดลองขับในครั้งนี้คือรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู เป็นเครื่องดีเซล วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้ห้องเครื่องของมินิถูกอัดแน่นจนยากที่จะสอดมือลงไปได้ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ 2.0 ลิตร ใช้อลูมิเนียมน้ำหนักเบาพร้อมเทคโนโลยีอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน โดยการลดแรงดันของรางหัวฉีดเหลือ 1600 บาร์ จาก 2,000 บาร์ ที่เคยอยู่ในบีเอ็มดับเบิ้ลยู
   เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร บล็อคนี้จะเน้นที่แรงบิดสูง ๆ ตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ โดยมีแรงบิดสูงถึง 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1750 - 1250 รอบต่อนาที ส่วนกำลังสูงสุดอยู่ที่ 112 แรงม้า ที่ 4000 รอบ ต่อนาที ในช่วงแรกเราลองขับขี่ในโหมดประหยัด เพื่อดูความคุ้มค่าในการใช้งาน โดยใช้ความเร็วในการเดินทางออกนอนเมืองระดับ 100 - 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2000 รอบ/นาที ปรากฏว่า
อัตราบริโภคทำได้ประมาณ 20 กม./ลิตร ซึ่งเป็นความประหยัดใกล้เคียงกับอีโคคาร์ แต่ราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกว่าเบนซินเยอะทีเดียว จึงเป็นความคุ้มค่าที่น่าลงทุนถ้ามีงบพอเพียงในการซื้อหามาใช้งาน
   ในด้านสมรรถนะความแรง การนำเครื่องยนต์ดีเซลมาวางไว้ในรถเล็กๆ อย่างMINI ทำให้การออกตัวทำได้รวดเร็วกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ช่วงรถติดๆ จะไม่เหนื่อยกับการรอรอบ จึงเป็นความคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น แต่มีสิ่งดีๆ มาให้เยอะ ฟิลลิ่งในการขับก็ยังให้ความสปอร์ตสไตล์ โก- คาร์ท ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ ตำแหน่งท่านั่งต่ำอยู่แนบชิดกับพื้นถนน ให้อารมณ์ต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป
   ระบบช่วงล่างจะค่อนข้างแข็งดิบๆหน่อย ใครที่ยึดติดกับความนุ่มนวลขับสบายอาจไม่แฮปปี้เท่าไหร่กับรถรุ่นนี้ ส่วนความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวอาศัยพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้ามาผ่อนแรง ได้ทั้งความเฉียบคม และแม่นยำ รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยต่างๆ เข้ามาช่วย ทั้งระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว เบรกเอบีเอส ระบบอีบีดี และ ซีบีซี ถูกติดตั้งเข้าไปจึงช่วยเสริมความั่นใจในทุกการเดินทาง
 

 

 

TEST DRIVE : MAZDA BT-50 PRO สัมผัสแรกจาก “หลวงพระบาง”

Wednesday, 20 March 2013 17:09

   สงครามรถกระบะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีปลายที่ผ่านมาจนถึงช่วงต้น ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะที่เปิดตัวออกมาเป็นลักษณะของโมเดลเชนจ์ หรือเพียงแค่ไม่เนอร์เชนจ์ก็ตาม ที่ผ่านมาต่างก็งัดเอากลเม็ดออกมากระตุ้นยอดขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นจุดขายเดิมๆคือความแข็งแกร่งพร้อมลุยในสไตล์ปิคอัพขนาน แท้ แต่มีอยู่ค่ายหนึ่งที่กล้าจะแตกต่าง นั่นก็คือ ค่ายMAZDA ที่เข็น BT-50 PRO ออกมาแบบฉีกกฏปิคอัพเดิมๆด้วยดีไซน์สไตล์เก๋ง
 
   เต็มรูปแบบทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงสมรรถนะการขับเคลื่อนที่เน้นความนุ่มนวลนั่งสบายประดุจเอยูวีระดับ หรู สำหรับ MAZDA BT-50 PRO เป็นรถกระบะที่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในแบบโมเดลเชนจ์คันล่าสุดของเมืองไทยที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลังจากการอวดโฉมอย่างเป็นทางการไม่นานก็นำสื่อมวลชนไปทดสอบกันทันที โดยใช้เส้นทางของประเทศเพื่อนบ้าน จาก เมืองหลวงพระบาง สู่ เมืองเวียงจันทน์
   ประเทศลาว ก่อนจะข้ามด่านขึ้นสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งแรกที่จังหวัดหนองคายเข้าสู่ประเทศไทย ระยะทางรวมปะมาณ 520 กม. พูดถึงความสวยงามในการออกแบบของ MAZDA BT-50 PRO กันก่อน สำหรับการออกแบบภายใต้แนวคิด "นากาเร่" จะเน้นเส้นสายมีความพลิ้วไหว และดุดัน มาประยุกต์ให้เข้ากับแนวคิดการออกแบบมาสด้าล่าสุดก็คือ "โคโดะ" หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็
   ทำให้ปิคอัพสไตล์เก๋งคันนี้มีเส้นสายพลิ้วไหวอยู่รอบคัน สังเกตุได้จาก กระจังหน้าทรงห้าเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ไฟหน้าสปอร์ตรูปทรงบูมเมอแรง ซึ่งก็ถือว่าสวยงามโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับเฉพาะตัวของมาสด้า ส่วนประสิทธิภาพในการส่องสว่างก็ถือว่าชัดเจนในยามค่ำคืน ซุ้มล้อขนาดขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวรถ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความหรูหราสไตล์สปอร์ต ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ล่าสุดสไตล์รถเก๋ง
   ซึ่งแม้ว่าหลายคนบอกว่าจะมองแปลกตาเล็กน้อย แต่มาสด้าเองก็พูดถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่เน้น ความเป็นซูมๆ มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และล้ออัลลอยด์ขนาด 16-17 นิ้ว น้ำหนักเบา ส่วนภายในต้องบอกว่ามาสด้าเอง เป็นรถที่มีสไตล์ และเน้นเป็นพิเศษกับความสวยงาม และอรรถประโยชน์ใช้สอย เน้นความสปอร์ตโดยเฉพาะจะใช้โทนสีดำเป็นหลัก หน้าจอแสดงฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ MFD
   เชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วยสัญญาณ Bluetooth กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีระบบสั่งการด้วยเสียงเช่นเดียวกับคู่แข่งที่ใกล้ชิดกัน ซึ่งก็ต้องใช้ความชัดเจน และสำเนียงถูกต้องหน่อย ส่วนเครื่องเสียงให้ความเพลิดเพลินคมชัดตลอดการเดินทาง MAZDA BT-50 PRO ใหม่ มีให้ลองกันหลากหลายรุ่นทั้ง ซึ่งรถ่นที่เรามีโอกาสได้ทดลองขับจากหลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์ เป็นตัวดับเบิ้ลแค็ป 4 ประตู เครื่องยนต์ ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร 150
   แรงม้า แรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมกับ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนสองล้อยกสูง หรือรุ่นที่เขาเรียกว่า Hi-Racer ส่วนเครื่องยนต์ตัวแรงคือ 3.2 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 470 นิวตันเมตรนั้นยังไม่ได้ลองของแรงกัน สำหรับลักษณะของเส้นทางที่ทั้งคนและรถต้องเผชิญ ก็ถือว่างานนี้ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของร่างกาย ลำไส้ไปจนถึงกระเพาะให้พร้อม ส่วนรถก็ต้องมีช่วงล่างที่แกร่งจริงถึงจะเอาอยู่
   จากหลวงพระบางมีเส้นทางหลักทางเดียวเดินทางลงใต้มายังเมืองหลวงของลาวต้อง ผ่านสองเมืองหลักๆ ก็คือ ภูคูน และวังเวียง ทางคดเคี้ยวเลาะไหล่เขาตลอด เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่เรามีโอกาสได้สัมผัสมาแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าเดิมคือนอกเหนือจากทางจะโค้งเยอะแล้ว ยังมีหลุมบ่อ เนื่องจากทางชำรุดตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงวังเวียงอีกด้วย การทดสอบครั้งนี้ก็ถือว่าได้เห็นทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์ การยึดเกาะถนนของช่วงล่าง
   ความนิ่มนวล รวมไปถึงความทนทานที่ต้องรับภาระกระแทกในช่วงที่ตกหลุมแบบไม่มียกคันเร่ง เพื่อทำเวลากันอีกด้วย เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร นั้นเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นความประหยัด แต่ก็ได้เรื่องของกำลังใช้งานได้พอสมควรแรงบิด 375นิวตันเมตรนั้นช่วยให้การไต่เนินสูงไม่ต้องเค้นรอบกันมากนักในเกียร์ อัตโนมัติเองมีระบบเกียร์ในลักษณะที่เป็นสปอร์ตโทรนิคในเลือกชิพเองได้ เหมือนเกียร์ธรรมดา เพราะฉะนั้นช่วงที่ต้องการเรียกกำลัง
   หรือว่าต้องการเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำช่วงขึ้น-ลงทางชัน ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายและให้ความสนุกสนานในการขับขี่ได้ดีทีเดียว สำหรับช่วงล่างตามธรรมชาติของรถยนต์ที่เป็น 4 ประตูนั้นจะมีความกระด้างให้เห็นบ้าง แต่การเซ็ตช่วงล่างของ MAZDA BT-50 PRO คันนี้ทางวิศวกรเองก็บอกว่าจะเซ็ตออกมาให้มีความนุ่มนวลกว่าคู่แข่งที่เทียบ เคียงกัน ส่วนเรื่องของการเกาะถนนนั้น ก็คงต้องยกนิ้วให้มาสด้า ซึ่งตามเส้นทางที่โค้งเยอะแต่แรงเหวี่ยงไม่มาก
   บางช่วงต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ก็รู้สึกได้ว่ามั่นใจดี รวมทั้งแฮนด์ลิ่งในการควบคุมถือว่าควบคุมได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองการบังคับพวงมาลัยได้ดีพอสมควร ในรุ่นที่เราทดสอบนั้นยังมีเรื่องของความปลอดภัยมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABS 4 ล้อ พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบกุญแจนิรภัยอิมโมบิไลเซอร์ สัญญาณกะระยะถอยหลัง ระบบถุงลมนิรภับคู่หน้า โดยรวมจึงถือว่า MAZDA BT-50 PRO เป็นรถปิคอัพที่ไม่อาจมองข้าม
   โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความแตกต่างจากปิคอัพเดิมๆที่เคยเป็น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ต้องบอกว่า มาสด้า สอบผ่านฉลุย ยืนยันได้จากยอดจองล่าสุดทะลุ 3,000 คันไปเรียบร้อยแล้ว!!!

 

 
 

Page 4 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )