Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : NISSAN NAVARA Sports version & Grand titanium : ออนทัวร์ ลาวใต้ !!

Wednesday, 20 March 2013 17:25

  ในช่วงเลานี้ตลาดรถกระบะเมืองไทยกำลังบูมสุดขีดจากโปรดักซ์ใหม่ๆที่ทะยอยออก มาประชันโฉมกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการโมเดลเชนจ์พร้อมๆกันถึง 4 รุ่นจาก 4 ค่ายระดับหัวกระทิทั้งอีซูซุ เชฟฯ ฟอร์ด และมาสด้า ส่วนค่ายนิสสันที่กำลังไปได้ดีกับตลาดรถอีโคคาร์ ก็ยังไม่เพิกเฉยกับตลาดรถกระบะไปซะทีเดียว โดยทำการกระตุ้นตลาดด้วยการจับรถกระบะสายพันธ์แกร่งอย่างนาวารามาปรับแต่ง 2 รูปแบบ คือรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นและแกรนด์ ไททาเนียม

  สำหรับรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นจะเป็นการตกแต่งเพื่อให้ได้ความปราดเปรียวดุดัน เหมาะกับคนที่ชอบผจญภัยบนเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งตัวขับสี่และขับเคลื่อนสองล้อยกสูง การปรับเปลี่ยนของรถรุ่นนี้เริ่มจาก กระจังหน้าทรง วี-เชฟ ที่ ดูสปอร์ตทรงพลัง รับกับกันชนหน้าใหญ่บึกบึน ดูแกร่งมีสไตล์สปอร์ต สมบุกสมบันทุกเส้นทา กระจกมองข้างโครเมี่ยมติดไฟเลี้ยว แอลอีดีมาให้ซึ่งคนในรถจะมองไม่เห็นเวลาทำงานจึงไม่รบกวนสมาธิในการขับขี่ ล้ออัลลอยด์ก็เป็นลายใหม่สไตล์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว และเพิ่มโลโก้สปอร์ตเวอร์ชั่นติดเอาไว้ด้านท้ายรถ และบนหลังคาจะมีราวหลังคามาให้สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่ม จากส่วนของกระบะท้ายที่มีอยู่
   ส่วนรุ่นตัวแต่งแบบแกรนด์ ไททาเนียมจะเน้นทำตลาดด้วยรุ่นคิงแค็บ 2 ประตู บานแค็บเปิดได้ตามสไตล์นิยม ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน การตกแต่งจะมีหน้าตาต่างจากสปอร์ตเวอร์ชั่นในส่วนของกระจังหน้าและกันชน แต่ใช้สีไททาเนียมพ่นในส่วนของกระจังหน้า ส่วนการ์ดหน้าก็เป็นสีสีไททาเนียมออกแบบมาก็ช่วยเพิ่มการป้องกันการกระแทก กระจกมองข้างก็มาพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดีใช้สีไททาเนียมเห็นได้ชัดในทุกมุมมอง ที่จับเปิดประตู สีไททาเนียมออกแบบให้ทันสมัย กันชนหลังสีไททาเนียมพร้อมบันไดช่วยให้การขึ้น - ลง ทำได้อย่างสะดวก ท้ายรถมีโลโก้แกรนด์ไททาเนียมติดมาให้และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายเดิมแต่แต่งสีไททาเนียมเพิ่มความดุดันพร้อมลุย ส่วนสมรรถนะความแรงนิสสัน นาวารา รุ่นพิเศษทั้ง 2 รุ่น ก็ยังคงวางเครื่องยนต์ บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.5 ลิตร หัวฉีด Common Rail VN Turbo รุ่นขับ 2 ล้อ 143 และขับ4ล้อ 174 แรงม้า (PS)
   สำหรับการทดลองขับก็ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางไปยัง สปป.ลาว ซึ่งคราวนี้จะใช้เส้นทางลาวใต้ โดยค่ายนิสสันกำหนดเส้นทางเริ่มต้นจากอุบลราชธานีผ่านด่านตรงช่องเม็กเพื่อ เข้าสู่ สปป. ลาวที่แขวงจำปาสัก และขับออนโรดทัวร์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น น้ำตกคอนพะเพงหรือไนแองการ่าแห่งเอเชีย ,โบราณสถานมรดกโลกประสาทหินวัดพู ,น้ำตกตาดเฮือนและน้ำตกผาส้วม ฯลฯ ซึ่งรวมระยะทางที่เราขับเที่ยวในลาวใต้ตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืนก็ประมาณ 600 กิโลเมตร เส้นทางในแขวงจำปาสัก ถึงจะไม่ใช่เมืองหลวงแต่สภาพถนนของแขวงจำปาสักดีกว่าเส้นเวียงจันทร์-หลวง พระบางเยอะ การขับขี่ด้วยความเร็วสูงยังพอทำได้ และการเดินทางครั้งนี้เราได้ขับรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นซึ่งเป็นตัวท็อป ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 ประตู เป็นรถที่มีครบสำหรับการใช้งานสามารถทดแทนรถเก๋งได้ ผ่านชายแดนเข้าไปจะเห็นถนน 2 เลนสวนไม่มีไหล่ทาง และการขับขี่ที่นี่ต้องท่องให้ขึ้นใจว่าขับชิดขวาแซงซ้ายและสัญญาณแตรเป็น สิ่งจำเป็นในการขอทาง
   ในช่วงใกล้ชายแดนไทยจะมีการขยายถนนเพิ่มแต่ก็อยู่ในการก่อสร้างอยู่ สองข้างทางเห็นแต่ความแห้งแล้ง แต่การเป็นที่ราบลุ่มจึงมีการทำนาเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับภาคอีสานบ้านเรา การขับขี่ต้องระวังรถเพื่อการเกษตรที่วิ่งช้าๆ การเร่งแซงต้องระวังเพราะไม่มีไหล่ทางให้หลบ ความเร็วช่วงนี้ใช้อยู่แถวๆ 80 กม./ชม.อัตราเร่งช่วงออกตัวจะช้าหน่อยแต่การเร่งแซงก็ทำได้อย่างคล่องตัว ช่วงล่างนุ่มๆ ของรุ่น 4 ประตู จะนั่งสบายใกล้เคียงรถเอสยูวี แต่เมื่องถึงเวลาที่ต้องขับเร็วๆหรือเข้าโค้งแรงๆช่วงล่างก็เอาอยู่สามารถ ควบคุมได้ง่าย ความกว้างของห้องโดยสารก็ไม่รู้สึกอึดอัดเวลานั่งนานๆ เสียงเพลงจากเครื่องเล่น ดีวีดี พร้อมจอไพโอเนียร์ให้เสียงที่ชัดเจนและเสียงรบกวนจากภายนอกมีเข้ามาน้อย
   จุดหมายของการเดินทางวันแรกก็คือทางใต้ของลาว โดยมีน้ำตกคอนพะเพ็งที่ถือเป็นไนแองการ่าของเอเชีย ช่วงนี้น้ำเริ่มน้อยแต่ก็ยังสวยงามอยู่ ก่อนจะย้อนกลับมาที่ปราสาทหินวัดพู เป็นสถานที่ปิดท้ายของวันพร้อมดวงอาทิตย์ที่ลับเหลี่ยมเขาไป ก่อนจะเข้าสู่ที่พักเติมพลังในเมืองใหญ่อย่างปากเซในแขวงจำปาสักเพื่อรอการ เดินทางในวันที่สอง จุดหมายหลักของวันที่สองคือ น้ำตกตาดเฮือนที่เป็นหน้าผาสูงชัน เดินชมได้ทั้งจากบนสุดของน้ำตกและพื้นล่างที่น้ำตกไหลลงมา ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อไปน้ำตกผาส้วม แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่สวยงาม ร่มเย็น ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมโรงงานกาแฟดาวความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคน หนึ่งในเมืองนี้  

  1. ทริปนี้เน้นขับขี่แบบออนโรดท่องเที่ยวสบายๆ
  2. ขับขี่ในประเทศลาวต้องชิดขวาแซงซ้าย
  3. ภายในเน้นโทนสีเทาเข้มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาเต็ม
  4. แผงหน้าปัดเดิม อ่านค่าง่าย
  5. ในรุ่นที่มีจอดีวีดีมาพร้อมกล้องมองหลัง
  6. เครื่องยนต์บล็อกเดิม 2.5 ลิตร มีให้เลือก 2 พิกัดความแรง
  7. ล้อแม็กในรุ่นสปอร์ตเวอร์ชั่นขนาด 16 นิ้ว
  8. นาวารา รุ่นล่าสุด กับวิวสวยๆภายในโบราณสถานมรดกโลกประสาทหินวัดพู
  9. สื่อมวลชนไทยและผู้บริหารนิสสันที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้
  10. น้ำตกคอนพะเพ็งที่ถือเป็นไนแองการ่าของเอเชีย
  11. น้ำตกตาดฮือน แม้น้ำจะน้อยแต่ก็ดูสวยงาม
  12. น้ำตกผาส้วมชื่ออาจไม่เพราะแต่สวยไม่เบา
 

TEST DRIVE : Nissan ซิลฟี่ ซีดานพันธุ์แท้!

Thursday, 21 March 2013 16:26

  ค่ายนิสสัน ยุคปัจจุบัน ถือว่าขยับตัวได้เร็วในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ก็ทำการเปิดตัว นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย และตามด้วยอีโคคาร์ 4 ประตู คันใหญ่ที่ยากจะมีใครตามความคิดทัน มาถึงวันนี้ก็มีรถรุ่นใหม่อย่างนิสสัน ซิลฟี เปิดตัวมาปลุกกระแสตลาดรถซีดานให้ตื่นตัวอีกครั้ง โดยนิสสัน ซิลฟี รุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวแทนของนิสสัน ทีด้า ซีดาน ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

   นิสสัน ซิลฟี รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศจีน เมืองไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ให้การต้อนรับรถรุ่นนี้ ซึ่งจะมีขายใน 120 ประเทศทั่วโลกโดยทางนิสสันได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ถึง 550,000 คัน ภายในปี 2557 ซึ่งเมืองไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของรถยนต์รุ่นนี้ แนวทางการออกแบบของ นิสสัน ซิลฟี จะไม่เน้นความสปอร์ตเหมือนกับคู่แข่งหลายๆรุ่น แต่จะชูจุดเด่นเรื่องความหรูหรา ขับสบายในสไตล์ซีดานขนานแท้เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่างนิสสัน เทียน่า ซึ่งขนาดฐานล้อ ซิลฟี จะน้อยกว่าเทียน่าไม่มากนัก ทำให้ได้พื้นที่ห้องโดยสารเหนือกว่ารถระดับเดียวกัน เพียงแต่การบีบเสาหลังคาเข้าหากันทำให้รูสึกว่าแคบกว่าเทียน่าพอสมควร การออกแบบหลังคาเข้าหากัน พร้อมเส้นสายที่คมชัดของด้านข้าง ทำให้ซิลฟี เป็นรถที่ลู่ลมมาก มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำ เพียง 0-29 ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์นั่งระดับนี้ และตัวถังยังถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์ระดับเดียวกัน ตัวถังก็ดูสมส่วนกับการเป็นรถซีดานแท้ๆ
   ในด้านการดีไซน์ก็พอมีความโฉบเฉี่ยวให้เห็นอยู่บ้าง โดยเฉพาะชุดโคมไฟหน้ารูปทรงเรียวคมเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ พร้อมตกแต่งไฟหรี่เป็นหลอดแอลอีดี ติดตั้งอยู่ด้านล่างของโคมไฟ และชุดไฟท้ายดีไซน์รูปทรงเป็นไปในทิศทางเดียวกับไฟหน้าทำให้ตัวรถมีความลง ตัวมากขึ้น ส่วนไฟเบรกดวงที่สามและไฟเลี้ยวบริเวณกระจกมองข้าง รวมถึงไฟอ่านแผนที่ก็ใช้หลอดแอลอีดีด้วยเช่นกัน ถือเป็นการเพิ่มความหรูหราได้เป็นอย่างดี
   เป็นปกติของรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ต้องไขกุญแจกันแล้วสำหรับการสตาร์ทรถแล้ว แค่เก็บกุญแจไว้กับตัว ก็สามารถเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสารพร้อมกดปุ่มสตาร์ทได้เลย เป็นการลดขั้นตอนที่ต้องสูญเสียไปในช่วงหยิบกุญแจ เพื่อเพิ่มเวลาที่มีค่าของคนยุคใหม่ ในรุ่นที่ได้ขับจะเป็นตัว 1.8 V บรรจุออฟชั่นมาเต็มเพียบทั้งเรื่องความหรูหรา และสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหนังแท้มีขนาดใหญ่รองรับสรีระได้ดีไม่รัดลำตัวเหมือน พวกรถสไตล์สปอร์ต วัสดุที่ใช้ในการทำแผงคอนโซลถูกคัดสรรมาได้เนี๊ยบมาก ให้ความหรูแถมด้วยสัมผัสที่นุ่มกว่ารถทั่วๆไปที่ใช้พลาสติกฉีดขึ้นรูปเพียง อย่างเดียว นอกจากจะได้ความรู้สึกดีๆ แล้ว ความนุ่มของแผงคอนโซลจะซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และเพื่อเสริมความหรูหราตรงแผงคอนโซลจะเสริมทั้งลายไม้ อลูมิเนียม และกรอบพลาสติกสี อลูมิเนียม การจัดวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เหมือนรถทั่วๆไป แต่จะมีการออกแบบให้มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ของแผงคอนโซลเพิ่มเข้ามา
   จากฐานล้อที่ยาว ทำให้ห้องโดยสารมีความกว้างมากกว่ารถทั่วๆไป ช่วงว่างของเบาะหน้าและเบาะหลังจึงมีพื้นที่วางขากว้าง สามารถนั่งวางขาในท่านั่งสบายๆ แม้ว่าจะปรับเบาะหน้าเลื่อนมาทางด้านหลังสุดแล้วก็ตาม เบาะหลังสามารถเปิดเป็นช่องทะลุไปยังห้องเก็บของด้านหลังที่มีความจุถึง 510 ลิตรได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งานเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระที่มีขนาดใหญ่สุดเมื่อ เทียบกับรถขนาดเดียวกัน
   การทดสอบครั้งนี้เราเน้นการขับขี่ในเมืองและชานเมืองเป็นหลัก แต่ก็สามารถสัมผัสกับรถรุ่นนี้ได้ดีพอสมควรทั้งเรื่องสมรรถนะความแรงและ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลง เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ที่มีกำลังสูงสุด 131 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ในช่วงถนนโล่งๆเมื่องวิ่งออกนอกเมือง สามารถคุมความเร็วในการเดินทางได้ง่ายคันเร่งมีน้ำหนักเบา ลงน้ำหนักเท้าไม่มากตัวรถก็พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ทันที และเมื่อยกคันเร่งตัวรถยังลื่นไหลไปได้เร็วกว่ารถรุ่นอื่นๆ ตรงนี้คงเพราะตัวถังที่มีความลู่ลมสูงและเกียร์แบบซีวีทีที่ตัดต่อกำลังค่อน ข้างราบเรียบว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วๆไป
   เพื่อให้เป็นรถที่มีกำลังดีขึ้น นิสสันออกแบบเครื่องยนต์ให้มีช่วงชักยาว รองรับตัวถังรถขนาดใหญ่ พร้อมระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ ซีวีที ใช้สายพานเหล็กเป็นตัวส่งกำลัง อัตราเร่งของซิลฟี ดีกว่าถ้าเปรียบเทียบกับเทียน่า ช่วงออกตัวทำได้เร็ว การเร่งแซงดีขึ้น แต่ไม่ดีเท่าออโตเฟือง สิ่งที่ชดเชยก็คือ ความราบเรียบในการเปลี่ยนเกียร์ และรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ จังหวะในการควบคุมความเร็วช่วง 100 กม./ชม. หากเท้ายังนิ่งๆ รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 2000 รอบ / นาที พอยกเท้าขึ้นมาแล้วกดคันเร่งเบาๆ รอบเครื่องยนต์จะตกเหลือ 1,600 รอบต่อนาที หากควบคุมรอบเครื่องยนต์ให้ได้ประมาณนี้ อัตราบริโภคน้ำมันในการเดินทางก็จะทำได้มากถึง 17 กม./ลิตร เลยทีเดียว ส่วนการขับขี่ในเมืองก็จะลดระดับความประหยัดลงมาพอสมควรโดยตัวเลขที่เราทำ ได้จะอยู่ที่ประมาณ 13 กม./ลิตร ซึ่งว่าสอบผ่านไม่แพ้คู่แข่งที่อยู่ในคลาสใกล้เคียงกัน!

 

TEST DRIVE : Honda Hybrid Fuel Challenge ภารกิจ ถังเดียว พิชิต 3,000 โค้ง กรุงเทพ – แม่ฮองสอน!!

Tuesday, 17 September 2013 07:27

 

 

 

      บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนร่วมกิจกรรม Honda Hybrid Fuel Challenge กับภารกิจขับประหยัดน้ำมัน ฮอนด้าแจ๊ซ ไฮบริด และ ซีวิค ไฮบริด ถังเดียวเที่ยวไกลถึงแม่ฮ่องสอน บนเส้นทางลาดชันคดเคี้ยวกว่า 3,000 โค้ง และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 ม. ตลอดระยะทางกว่า 900 กม.

       Honda Hybrid Fuel Challenge จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา เพื่อท้าพิสูจน์ว่า น้ำมันถังเดียวของรถยนต์ไฮบริด 2 รุ่น ได้แก่  แจ๊ซ ไฮบริด และซีวิค ไฮบริดจะสามารถวิ่งได้ไกลถึงจังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้หรือไม่ การแข่งขันแบ่งเป็นทีมๆละ 3 คน ต่อรถยนต์ 1 คัน มีรถทั้งหมด 10 คัน แบ่งเป็นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร 88 แรงม้า พร้อมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 14 แรงม้า ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 40 ลิตร จำนวน 5 คัน และฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า พร้อมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 23 แรงม้า ความจุถังน้ำมัน เชื้อเพลิง 50 ลิตร จำนวน 5 คัน

          วันแรกจะเป็นการแข่งขันขับประหยัดน้ำมัน เพื่อหาสถิติที่ดีที่สุดของวันและในแต่ละช่วง โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ช่วงแรก City Stage : เส้นทางเริ่มจาก ศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้าฯ บางชัน ถึงสถานีบริการน้ำมัน ปตท.อำเภอไชโย จ.อ่างทอง  ฝ่าการจราจรยามเช้าบนถนนเสรีไทย วกเข้าสู่ถนนกาญจนา ภิเษก มุ่งหน้าขึ้นเหนือ โดยใช้ทางหลวงสายเอเชีย ผ่านบางปะอิน อยุธยา และมาเช็คเวลาที่จุดแรก รวมระยะทาง 114 กิโลเมตร โดยรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติดีที่สุดไว้ที่ 32.9 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 30.3  กม.ต่อลิตร

          ช่วงที่ 2-3 High Way Stage  จาก อ่างทอง-นครสวรรค์-กำแพงเพชร จนถึงแยกซ้ายมือก่อนเข้าเมืองตาก 10 กม. โดยยังคงใช้ทางหลวงหมายเลข 1  แบ่งเป็นจากอ่างทองถึง นครสวรรค์  ระยะทาง 144 กม. และช่วงที่ 3 จาก จ.นครสวรรค์ ถึง จ.ตาก ระยะทาง 156 กม. ลักษณะเส้นทางราบตรง ทั้งแจ๊ซ ไฮบริด และซีวิค ไฮบริด จึงสามารถทำความเร็วในการขับขี่ประมาณ 80-100 กม./ชมอย่างต่อเนื่อง รวมระยะทาง 300 กม. โดยรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติดีที่สุดไว้ที่ 32.2 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 30.4  กม.ต่อลิตร

   

      ช่วงที่ 4 Mountain Stage : เส้นทาง ตาก-แม่สอด ระยะทาง 82 กม.เป็นการพิสูจน์ ความประหยัด    และสมรรถนะของซีวิค ไฮบริด และแจ๊ซ ไฮบริด กับขุมพลังของเครื่องยนต์ i-VTEC และมอเตอร์ไฟฟ้า IMA  รวมถึงระบบช่วงล่าง และความแม่นยำของพวงมาลัย ด้วยเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวลาดชันบนถนนสาย 105 มุ่งสู่อำเภอแม่สอด ซึ่งรถยนต์ในตระกูลไฮบริดของฮอนด้าทั้ง 10 คัน สามารถผ่านการทดสอบ ได้สบายๆ สำหรับทีมที่ทำสถิติรวมทั้ง 4 ช่วง ระยะทาง 496 กม. จากกรุงเทพฯ ถึง อ.แม่สอด จ.ตาก ดีที่สุดในรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติไว้ที่ 29.4 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 27.2 กม.ต่อลิตร

        การผจญขุนเขา พิชิตเมืองสามหมอก วันที่สองของกิจกรรม Honda Hybrid Fuel Challenge ด้วยระยะทาง  และเส้นทางที่ใช้นับเป็นบททดสอบสุดท้าทาย สมรรถนะของรถและสมรรถภาพของคนอย่างแท้จริง     ด้วยระดับความลาดชันของขุนเขา บางช่วงสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร รวมไป ถึงทางโค้งอีกนับไม่ถ้วนที่ ฮอนด้าซีวิค ไฮบริด และแจ๊ซ ไฮบริด รวมทั้งสื่อมวลชน จะต้องเผชิญ บนเส้นทางหมายเลข 105 ต่อเนื่อง 108 จากแม่สอด-แม่เมย-แม่สะเรียง-ขุนยวม จนถึงแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางอีกกว่า 400 กม. ซึ่งเราใช้เวลาใกล้เคียงกับการนักท่องเที่ยวทั่วๆไปโดยมักเดินทางกันประมาณ 8 ชั่วโมง เราใช้ปริมาณเชื้อเพลิงที่ยังคงเหลืออยู่ในถัง หลังจากขับจากกรุงเทพฯมาถึงแม่สอด ด้วยระยะทางประมาณ 500 กม. รถแต่ละคัน เหลือน้ำมันเชื้อเพลิงในถังไม่เท่ากัน แต่ทุกคันต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือ เมืองสามหมอก จ.แม่ฮ่องสอน

        การเดินทางยังคงแบ่งเป็น 4 ช่วงเหมือนเดิม โดยช่วงแรกจาก อ.แม่สอด ไปยังอุทยานแห่งชาติ แม่เมย ระยะทาง 113 กม. เป็นถนนลาดยาง 2 เลนสวนกันเส้นทางโค้งบนเขา เลียบลำน้ำเมย ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติ ระหว่างไทยกับพม่า ต่อด้วยช่วง 2 จากแม่เมย ถึง อ.แม่สะเรียง  ด้วยระยะทางไม่ถึง 120 กม. ทั้งฮอนด้าซีวิค ไฮบริด แจ๊ซ ไฮบริด  ต้องพยายามเคลื่อนตัวผ่านทางโค้งลาดชันสารพัดรูปแบบขึ้นลงเขาสูง และถนนที่ค่อนข้างแคบ  ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร บางช่วงยังได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของช่วงล่าง แบบไม่ได้ตั้งใจผ่านเส้นทางที่ชำรุดทรุดโทรม

         ในช่วงบ่ายเราเดินทาง จาก อ.แม่สะเรียง ผ่าน อ.ขุนยวม เข้าสู่ แม่ฮ่องสอน ด้วยเส้นทางหมาย เลข 108 ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ของป่าดึกดำบรรพ์ และไม้ป่านานาพันธุ์ จนเข้า สู่ตัวเมืองแม่ ฮ่องสอน แทบไม่น่าเชื่อว่า โจทย์ที่ท้าทายสำหรับสื่อมวลชนกว่า 30 ชีวิต กับรถยนต์ฮอนด้า ไฮบริด ที่ดูเหมือนยากมากๆ จะเป็นความจริงแล้วเมื่อรถยนต์ใน ตระกูลไฮบริด ของฮอนด้าสามารถมาถึงเมือง สามหมอก ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1 ถัง จากกรุงเทพฯถึง จ.แม่ฮ่องสอน ระยะทางเกือบ 900 กม. บนเส้นทางโค้งนับพันโค้ง โดย ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตลอดทริปที่  26.2 กม./ลิตร และ ซีวิค ไฮบริดทำได้ 25.1 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อยกับการแข่งขันขับประหยัดมหาโหดในครั้งนี้!!!

 
 

TEST DRIVE : HONDA CITY CNG พลังงานทางเลือกที่คุ้มค่า!

Thursday, 21 March 2013 16:31

   ค่ายฮอนด้าประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2012 ด้วยการกวาดยอดจองมาเป็นอันดับ 1 โดยมียอดจองทั้งสิ้น 19,299 คัน แซงหน้าค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าที่มียอดจอง18,878 คัน ซึ่งรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของค่ายฮอนด้าในเวลานี้คงหนีไม่พ้นรถ ยนต์ในกลุ่มอีโค คาร์อย่างฮอนด้า บริโอ้ทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ก รวมไปถึงรถยนต์ในกลุ่มบี คาร์ อย่างฮอนด้า ซิตี้ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันแถมยังได้รับสิทธิ์คืนภาษีรถยนต์คันแรกแบบเต็ม เม็ดเต็มหน่วยถึง 1 แสนบาท

   ล่าสุดฮอนด้า ซิตี้ ยังมีการกระตุ้นตลาดด้วยรุ่นที่ติดก๊าซซีเอ็นจี เป็นทางเลือกใหม่ที่ฮอนด้ายังไม่เคยทำมาก่อน เหตุผลที่ทำได้เพราะฮอนด้า ซิตี้ คือ รถที่ผลิตมาเพื่อเมืองไทย รุ่นแรกถือกำนิดมาในช่วงปลายปี 96 ในรุ่น 1.3 ลิตร ซึ่งก็ไม่แปลกเมื่อตลาดเมืองไทยหนุนก๊าซซีเอ็นจี ซิตี้ รุ่นล่าสุดจึงต้องลงมาเล่นกับพลังงานทางเลือกแบบนี้บ้าง
   จุดหลักๆ ที่จะต้องทำการปรับปรุงให้รองรับก๊าซซีเอ็นจีได้ก็คือเครื่องยนต์ หากยังคงใช้ชิ้นส่วนเดิมๆ ความทนทานย่อมน้อยลง เมื่อเจอก๊าซที่มีความร้อนสูงและแห้ง ฮอนด้าจึงมีการเพิ่มความแข็งแรงให้กับบ่าวาล์วและหัวเทียน รวมถึงฝาครอบอินเจคเตอร์ให้ปลอดภัยยามเกิดการชนด้านหน้า ในชุดควบคุมจะมีกล่องสำหรับควบคุมก๊าซซีเอ็นจีที่ทำการสื่อสารในระบบ CNG กับกล่อง ECU โดยมีสวิทซ์ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงระหว่างน้ำมันกับก๊าซ การจ่ายน้ำมันก็จะเป็นหัวฉีดปกติ ส่วนการจ่ายก๊าซก็จะมีหัวฉีดฝังไว้กับท่อร่วมไอดีที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ให้รอง รับการติดหัวฉีดก๊าซ และเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์วของซิตี้ยังถูกปรับลดกำลังลงมาจากเดิมมีกำลังสูงสุด 120 แรงม้าที่ 6600 รอบต่อนาที ลดลงเป็น 102 แรงม้าที่ 6600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตร จากเดิม145 นิวตัน-เมตร ที่ 4800 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังยังคงเป็นเกียร์อัตโนมัติเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดเช่นเดิม
   เครื่องยนต์ที่รองรับการใช้ได้ทั้งน้ำมันและก๊าซจะผ่านมาตรฐานมลพิษยูโร 4 ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากกว่าเดิม การเลือกใช้พลังงานก็สะดวก เพียงแค่กดสวิตซ์ปรับการเลือกใช้ชนิดเชื้อเพลิง ก็จะมีไฟแสดงสถานะใช้เชื้อเพลิง และไฟแสดงปริมาณก๊าซที่ควบคุมการทำงานด้วยกล่องอีซียู ทำให้การประมวลผลมีความแม่นยำในการจ่ายก๊าซได้อย่างเหมาะสมจะมีการตัดจ่าย ก๊าซในกรณีฉุกเฉิน ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดอิเลคทรอนิคคุณภาพสูงและท่อนำก๊าซแรงดันสูงทำ จากสแตนเลสที่มีความทนทาน ส่วนอุปกรณ์ลดแรงดันก๊าซจะทำหน้าที่ปรับลดแรงดันก๊าซให้เหมาะสมกับการใช้งาน มากที่สุด และหัวรับเชื้อเพลิงซีเอ็นจีถูกติดตั้งใกล้จุดเติมน้ำมันพร้อมลิ้นป้องกัน การไหลย้อนกลับของก๊าซ โดยใช้ถังก๊าซจุ 65 ลิตรน้ำพร้อมแผงกันแบ่งพื้นที่ติดตั้งถังก๊าซกับห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย เพื่อความสวยงามและป้องกันการกระแทกบริเวณห้องเก็บสัมภาระ ด้านท้ายยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระเหลืออยู่ ระหว่างถังกับห้องโดยสารก็จะมีคานกั้นเพื่อความปลอดภัยด้วย
   การบังคับควบคุมยังทำได้ดีด้วยการปรับในส่วนของช่วงล่างเพื่อรองรับน้ำหนัก ที่เพิ่มขึ้นอีก 80 กก. โดยใช้การปรับจูนช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตารท์ด้วยการเปลี่ยนสปริงและ เปลี่ยนการกระจายแรงด้วยแดมเปอร์ ด้านหลังเป็นแบบทอชั่นบีมแบบ H มีการเปลี่ยนสปริง เปลี่ยนการกระจายแรงด้วยแคมเปอร์ รวมถึงการเปลี่ยนขนาดของสเตบิไลเซอร์ และปรับในจุดต่างๆ เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มเข้า เป็นการออกแบบเฉพาะให้รถทรงตัวได้ดี และมีความนุ่มนวลใกล้เคียงกับรุ่นปกติ
   โครงสร้างความปลอดภัยก็จะมีการเพิ่มโครงสร้างรถด้านหลังเพื่อเพิ่มความแข็ง แกร่งและเพื่อเสถียรภาพในการขับขี่ตลอดการเดินทางพร้อมเหล็กกันโคลงที่ให้ ความมั่นคงนุ่มนวลในทุกสภาพถนน และซิตี้ ซีเอ็นจียังได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON ที่ผ่านการทดสอบการชนตามมาตรฐานฮอนด้าที่มีถุงลมนิรภัยคู่หน้าและเบรกเอบี เอส รวมถึงระบบกระจายแรงเบรกอีบีดีมาให้
   เมื่อเข้าไปในห้องโดยสารจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปกติ จะมีก็แต่สวิตซ์เลือกพลังงานที่ติดไว้ทางขวามือของแผงแดชบอร์ด เมื่อกดสวิทซ์เลือกใช้พลังงานขับเคลื่อนจากก๊าซซีเอ็นจีก็จะมีเม็ดสีเขียว 4 จุดเป็นตัวบอกจำนวนก๊าซที่เหลืออยู่ในถัง ถ้าขับๆไปแล้วก๊าซหมดระบบก็จะตัดไปใช้น้ำมันโดยอัตโนมัติ ในการขับขี่จะเห็นได้ถึงอัตราเร่งที่ด้อยลงไปกว่าการใช้น้ำมัน แต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้ ค่อยๆ เร่งทำความเร็วก็ยังทำได้อย่างต่อเนื่องไปถึง 165 กม./ชม. โดยมีความเร็วเหลืออีกเล็กน้อย
   การทรงตัวถือว่าทำได้ดีทั้งเวลาขับปกติในเมืองและการขับบนไฮเวอร์ด้วยความ เร็วสูง แต่จะมีบ้างเวลาเข้าโค้งแรงๆยังมีแรงเหวี่ยงเพิ่มขึ้นในระดับที่รู้สึกได้ แต่ภาพรวมในการใช้งานทั่วๆ ไปยังถือว่าโอเคต่างจากรุ่นปกติไม่มาก และที่สำคัญราคาเชื้อเพลิงของซีเอ็นจีจะถูกกว่าน้ำมันเยอะ เมื่อลองเต็มก๊าซจนเต็มถังแล้วขับใช้งานปกติหลายๆครั้งค่าเฉลี่ยความประหยัด เมื่อคิดคำนวนดูแล้วถือว่าคุ้มค่ามากๆตกกิโลเมตรละไม่ถึงหนึ่งบาท ถ้าเป็นการใช้น้ำมันปกติจะทะลุสองบาทเป็นอย่างน้อย ตรงนี้จึงเป็นความคุ้มค่าที่ยากจะปฏิเสธ แม้ว่าจะต้องรอคิวเต็มก๊าซนานไปหน่อยก็ตาม!!!
 

 

 

TEST DRIVE : CHEVROLET CRUZE E85 ขับดีขึ้นและประหยัดมากขึ้น!

Saturday, 24 August 2013 19:20

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CHEVROLET CRUZE เปิดตัวออกสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2553 สร้างความประทับใจให้ลูกค้าชาวไทยด้วยยอดขายมากกว่า 20,000 คัน  และในตลาดโลกคอมแพ็คต์ซีดานคันนี้สามารถสร้างยอดขายให้เชฟโรเลตในปี 2555 ด้วยตัวเลขมากกว่า 755,000 คัน และ CRUZE ยังถือเป็นรถเชฟโรเลตที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกโดยมีตัวเลขสะสมเกือบ 1.9 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552

    สำหรับ CHEVROLET CRUZE รุ่นปรับโฉมเปิดตัวบุกตลาดครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2013 มาพร้อมการยกระดับความสวยงามทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงการปรับปรุงสมรรถนะระบบส่งกำลัง และเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงเบนซิน E85 ที่มีระดับราคาถูกสุดในตลาด

   ภายใต้โฉมใหม่สไตล์ไมเนอร์เชนจ์ได้รับการยกระดับรูปลักษณ์ ด้วยกันชนด้านหน้าดีไซน์ใหม่คู่กับไฟตัดหมอกรูปทรงโฉบเฉี่ยว พร้อมกับการปรับดีไซน์กระจังหน้าใหม่ที่ทำ ให้โลโก้เชฟวี่ โบว์ไท มีความสะดุดตายิ่งขึ้น ขณะที่กันชนหลังดีไซน์ใหม่ให้ความสปอร์ต กว่าเดิม เข้ากับกรอบไฟท้ายใหม่อย่างลงตัว และที่ขาดไม่ได้คือการปรับลวดลายของล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้วเป็นแบบ 5 ก้านที่ดูหรูขึ้น ส่วนภายในก็ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ โดยเน้นการตกแต่งในรุ่น LTZ  ด้วยเฉจสีน้ำตาลแดงสไตล์รถยุโรป พร้อมกับเพิ่มรายละเอียดและพื้นผิวสัมผัสตรงคอนโซลกลางเพื่อความหรูหรามากขึ้น เปลี่ยนปุ่มสตาร์ทให้เป็นทรงกลม แทนสี่เหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

   นอกจากนี้ CRUZE E85 ยังมีทั้งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจทั้ง Passive Entry Passive Start (PEPS) ระบบเข้าออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ    พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุม ครูส คอนโทรลและเครื่องเสียง ระบบเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น auxiliary USB และ Bluetooth   และติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ     ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วย พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก (EBD) ระบบรักษาเสภียรภาพการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control) และกุญแจนิรภัย (Key Immobilizer) ขณะที่ระบบความปลอดภัยแบบเตรียมพร้อมประกอบด้วยโครงเหล็กนิรภัยและคานกัน กระแทกด้านข้างที่ทนทานต่อแรงอัดสูง

   สำหรับทีเด็ดที่น่าจะทำให้ CRUZE ขายดีมากขึ้น นอกจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป จะอยู่ที่การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ พิกัด1.8 ลิตร ให้สามารถใช้น้ำมัน E85 ได้ และมีการปรับมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ทำให้การส่งกำลังต่อเนื่องมากขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งดีขึ้น และการใช้น้ำมันE 85 ในตอนนี้ถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยภาคเกษตรให้ขายผลผลิตราคาดีขึ้น แล้วยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตัวเองได้ด้วย เพราะราคาแค่ลิตรละ 20 บาทต้นๆ ถูกกว่าพวกแก๊สโซฮอล์เกรดอื่นที่มีราคา 30 กว่าบาท ถึงจะกินมากกว่าแต่เงินที่ใช้ในการเติมนั้นน้อยกว่า เมื่อเทียบกันในแง่ของระยะทางกับเม็ดเงินที่เสียไปก็ยังถือว่าประหยัดกว่าพอสมควร


     เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร E85 บล็อคนี้จะให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6200 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 3800 รอบ/นาที เมื่อผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบอัตโนมัติ 6 สปีดเจนเนอเรชั่นที่ 2  ทำให้อัตราเร่งดีขึ้นทันตาเห็น การเปลี่ยนเกียร์ราบเรียบต่อเนื่องไร้การกระตุกทำให้การเร่งแซงทำได้รวดเร็วขึ้น การคุมรถในโค้งก็ทำได้ดีตัวรถค่อนข้างมั่นคงไม่โยน    เมื่อหลุดจากโค้งก็สามารถส่งกำลังออกมาได้อย่างต่อเนื่องทันใจ และการพุ่งทะยานในย่านความเร็วสูงระดับ 160 กม./ชม. ก็นับเป็นเรื่องง่ายสำหรับเครื่องยนต์บล็อคนี้

      การโลดแล่นในเมืองอัตราสิ้นเปลืองที่เราทำได้อยู่ที่ประมาณ 9-10 กม./ ลิตร ส่วนนอกเมืองทะลุเกิน 10 กม./ลิตร สบายๆ เมื่อผนวกกับราคา E 85 ที่ได้รับการชดเชยจนถูกกว่ากลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลชนิดอื่นมากกว่า 10 บาทต่อลิตร ก็ยังถือว่าคุ้มค่าน่าคบหาไม่น้อย 

         ถ้าคุณกำลังมองหารถยนต์ซีดานขนาดพอเหมาะ CHEVROLET CRUZE ฉบับปรับปรุงใหม่ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีทั้งด้านสมรรถนะการขับขี่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมสบายกระเป๋าสตางค์ของคุณอีกต่างหาก!

 
 

Page 5 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )