Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : Honda Hybrid Fuel Challenge ภารกิจ ถังเดียว พิชิต 3,000 โค้ง กรุงเทพ – แม่ฮองสอน!!

Tuesday, 17 September 2013 07:27

 

 

 

      บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนร่วมกิจกรรม Honda Hybrid Fuel Challenge กับภารกิจขับประหยัดน้ำมัน ฮอนด้าแจ๊ซ ไฮบริด และ ซีวิค ไฮบริด ถังเดียวเที่ยวไกลถึงแม่ฮ่องสอน บนเส้นทางลาดชันคดเคี้ยวกว่า 3,000 โค้ง และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 ม. ตลอดระยะทางกว่า 900 กม.

       Honda Hybrid Fuel Challenge จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา เพื่อท้าพิสูจน์ว่า น้ำมันถังเดียวของรถยนต์ไฮบริด 2 รุ่น ได้แก่  แจ๊ซ ไฮบริด และซีวิค ไฮบริดจะสามารถวิ่งได้ไกลถึงจังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้หรือไม่ การแข่งขันแบ่งเป็นทีมๆละ 3 คน ต่อรถยนต์ 1 คัน มีรถทั้งหมด 10 คัน แบ่งเป็นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร 88 แรงม้า พร้อมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 14 แรงม้า ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 40 ลิตร จำนวน 5 คัน และฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า พร้อมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 23 แรงม้า ความจุถังน้ำมัน เชื้อเพลิง 50 ลิตร จำนวน 5 คัน

          วันแรกจะเป็นการแข่งขันขับประหยัดน้ำมัน เพื่อหาสถิติที่ดีที่สุดของวันและในแต่ละช่วง โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ช่วงแรก City Stage : เส้นทางเริ่มจาก ศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้าฯ บางชัน ถึงสถานีบริการน้ำมัน ปตท.อำเภอไชโย จ.อ่างทอง  ฝ่าการจราจรยามเช้าบนถนนเสรีไทย วกเข้าสู่ถนนกาญจนา ภิเษก มุ่งหน้าขึ้นเหนือ โดยใช้ทางหลวงสายเอเชีย ผ่านบางปะอิน อยุธยา และมาเช็คเวลาที่จุดแรก รวมระยะทาง 114 กิโลเมตร โดยรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติดีที่สุดไว้ที่ 32.9 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 30.3  กม.ต่อลิตร

          ช่วงที่ 2-3 High Way Stage  จาก อ่างทอง-นครสวรรค์-กำแพงเพชร จนถึงแยกซ้ายมือก่อนเข้าเมืองตาก 10 กม. โดยยังคงใช้ทางหลวงหมายเลข 1  แบ่งเป็นจากอ่างทองถึง นครสวรรค์  ระยะทาง 144 กม. และช่วงที่ 3 จาก จ.นครสวรรค์ ถึง จ.ตาก ระยะทาง 156 กม. ลักษณะเส้นทางราบตรง ทั้งแจ๊ซ ไฮบริด และซีวิค ไฮบริด จึงสามารถทำความเร็วในการขับขี่ประมาณ 80-100 กม./ชมอย่างต่อเนื่อง รวมระยะทาง 300 กม. โดยรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติดีที่สุดไว้ที่ 32.2 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 30.4  กม.ต่อลิตร

   

      ช่วงที่ 4 Mountain Stage : เส้นทาง ตาก-แม่สอด ระยะทาง 82 กม.เป็นการพิสูจน์ ความประหยัด    และสมรรถนะของซีวิค ไฮบริด และแจ๊ซ ไฮบริด กับขุมพลังของเครื่องยนต์ i-VTEC และมอเตอร์ไฟฟ้า IMA  รวมถึงระบบช่วงล่าง และความแม่นยำของพวงมาลัย ด้วยเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวลาดชันบนถนนสาย 105 มุ่งสู่อำเภอแม่สอด ซึ่งรถยนต์ในตระกูลไฮบริดของฮอนด้าทั้ง 10 คัน สามารถผ่านการทดสอบ ได้สบายๆ สำหรับทีมที่ทำสถิติรวมทั้ง 4 ช่วง ระยะทาง 496 กม. จากกรุงเทพฯ ถึง อ.แม่สอด จ.ตาก ดีที่สุดในรุ่นฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  ทำสถิติไว้ที่ 29.4 กม.ต่อลิตร และในรุ่นฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด สร้างสถิติ 27.2 กม.ต่อลิตร

        การผจญขุนเขา พิชิตเมืองสามหมอก วันที่สองของกิจกรรม Honda Hybrid Fuel Challenge ด้วยระยะทาง  และเส้นทางที่ใช้นับเป็นบททดสอบสุดท้าทาย สมรรถนะของรถและสมรรถภาพของคนอย่างแท้จริง     ด้วยระดับความลาดชันของขุนเขา บางช่วงสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร รวมไป ถึงทางโค้งอีกนับไม่ถ้วนที่ ฮอนด้าซีวิค ไฮบริด และแจ๊ซ ไฮบริด รวมทั้งสื่อมวลชน จะต้องเผชิญ บนเส้นทางหมายเลข 105 ต่อเนื่อง 108 จากแม่สอด-แม่เมย-แม่สะเรียง-ขุนยวม จนถึงแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางอีกกว่า 400 กม. ซึ่งเราใช้เวลาใกล้เคียงกับการนักท่องเที่ยวทั่วๆไปโดยมักเดินทางกันประมาณ 8 ชั่วโมง เราใช้ปริมาณเชื้อเพลิงที่ยังคงเหลืออยู่ในถัง หลังจากขับจากกรุงเทพฯมาถึงแม่สอด ด้วยระยะทางประมาณ 500 กม. รถแต่ละคัน เหลือน้ำมันเชื้อเพลิงในถังไม่เท่ากัน แต่ทุกคันต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือ เมืองสามหมอก จ.แม่ฮ่องสอน

        การเดินทางยังคงแบ่งเป็น 4 ช่วงเหมือนเดิม โดยช่วงแรกจาก อ.แม่สอด ไปยังอุทยานแห่งชาติ แม่เมย ระยะทาง 113 กม. เป็นถนนลาดยาง 2 เลนสวนกันเส้นทางโค้งบนเขา เลียบลำน้ำเมย ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติ ระหว่างไทยกับพม่า ต่อด้วยช่วง 2 จากแม่เมย ถึง อ.แม่สะเรียง  ด้วยระยะทางไม่ถึง 120 กม. ทั้งฮอนด้าซีวิค ไฮบริด แจ๊ซ ไฮบริด  ต้องพยายามเคลื่อนตัวผ่านทางโค้งลาดชันสารพัดรูปแบบขึ้นลงเขาสูง และถนนที่ค่อนข้างแคบ  ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร บางช่วงยังได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของช่วงล่าง แบบไม่ได้ตั้งใจผ่านเส้นทางที่ชำรุดทรุดโทรม

         ในช่วงบ่ายเราเดินทาง จาก อ.แม่สะเรียง ผ่าน อ.ขุนยวม เข้าสู่ แม่ฮ่องสอน ด้วยเส้นทางหมาย เลข 108 ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ของป่าดึกดำบรรพ์ และไม้ป่านานาพันธุ์ จนเข้า สู่ตัวเมืองแม่ ฮ่องสอน แทบไม่น่าเชื่อว่า โจทย์ที่ท้าทายสำหรับสื่อมวลชนกว่า 30 ชีวิต กับรถยนต์ฮอนด้า ไฮบริด ที่ดูเหมือนยากมากๆ จะเป็นความจริงแล้วเมื่อรถยนต์ใน ตระกูลไฮบริด ของฮอนด้าสามารถมาถึงเมือง สามหมอก ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1 ถัง จากกรุงเทพฯถึง จ.แม่ฮ่องสอน ระยะทางเกือบ 900 กม. บนเส้นทางโค้งนับพันโค้ง โดย ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตลอดทริปที่  26.2 กม./ลิตร และ ซีวิค ไฮบริดทำได้ 25.1 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อยกับการแข่งขันขับประหยัดมหาโหดในครั้งนี้!!!

 

TEST DRIVE : HONDA CITY CNG พลังงานทางเลือกที่คุ้มค่า!

Thursday, 21 March 2013 16:31

   ค่ายฮอนด้าประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2012 ด้วยการกวาดยอดจองมาเป็นอันดับ 1 โดยมียอดจองทั้งสิ้น 19,299 คัน แซงหน้าค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าที่มียอดจอง18,878 คัน ซึ่งรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของค่ายฮอนด้าในเวลานี้คงหนีไม่พ้นรถ ยนต์ในกลุ่มอีโค คาร์อย่างฮอนด้า บริโอ้ทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ก รวมไปถึงรถยนต์ในกลุ่มบี คาร์ อย่างฮอนด้า ซิตี้ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันแถมยังได้รับสิทธิ์คืนภาษีรถยนต์คันแรกแบบเต็ม เม็ดเต็มหน่วยถึง 1 แสนบาท

   ล่าสุดฮอนด้า ซิตี้ ยังมีการกระตุ้นตลาดด้วยรุ่นที่ติดก๊าซซีเอ็นจี เป็นทางเลือกใหม่ที่ฮอนด้ายังไม่เคยทำมาก่อน เหตุผลที่ทำได้เพราะฮอนด้า ซิตี้ คือ รถที่ผลิตมาเพื่อเมืองไทย รุ่นแรกถือกำนิดมาในช่วงปลายปี 96 ในรุ่น 1.3 ลิตร ซึ่งก็ไม่แปลกเมื่อตลาดเมืองไทยหนุนก๊าซซีเอ็นจี ซิตี้ รุ่นล่าสุดจึงต้องลงมาเล่นกับพลังงานทางเลือกแบบนี้บ้าง
   จุดหลักๆ ที่จะต้องทำการปรับปรุงให้รองรับก๊าซซีเอ็นจีได้ก็คือเครื่องยนต์ หากยังคงใช้ชิ้นส่วนเดิมๆ ความทนทานย่อมน้อยลง เมื่อเจอก๊าซที่มีความร้อนสูงและแห้ง ฮอนด้าจึงมีการเพิ่มความแข็งแรงให้กับบ่าวาล์วและหัวเทียน รวมถึงฝาครอบอินเจคเตอร์ให้ปลอดภัยยามเกิดการชนด้านหน้า ในชุดควบคุมจะมีกล่องสำหรับควบคุมก๊าซซีเอ็นจีที่ทำการสื่อสารในระบบ CNG กับกล่อง ECU โดยมีสวิทซ์ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงระหว่างน้ำมันกับก๊าซ การจ่ายน้ำมันก็จะเป็นหัวฉีดปกติ ส่วนการจ่ายก๊าซก็จะมีหัวฉีดฝังไว้กับท่อร่วมไอดีที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ให้รอง รับการติดหัวฉีดก๊าซ และเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์วของซิตี้ยังถูกปรับลดกำลังลงมาจากเดิมมีกำลังสูงสุด 120 แรงม้าที่ 6600 รอบต่อนาที ลดลงเป็น 102 แรงม้าที่ 6600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตร จากเดิม145 นิวตัน-เมตร ที่ 4800 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังยังคงเป็นเกียร์อัตโนมัติเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดเช่นเดิม
   เครื่องยนต์ที่รองรับการใช้ได้ทั้งน้ำมันและก๊าซจะผ่านมาตรฐานมลพิษยูโร 4 ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากกว่าเดิม การเลือกใช้พลังงานก็สะดวก เพียงแค่กดสวิตซ์ปรับการเลือกใช้ชนิดเชื้อเพลิง ก็จะมีไฟแสดงสถานะใช้เชื้อเพลิง และไฟแสดงปริมาณก๊าซที่ควบคุมการทำงานด้วยกล่องอีซียู ทำให้การประมวลผลมีความแม่นยำในการจ่ายก๊าซได้อย่างเหมาะสมจะมีการตัดจ่าย ก๊าซในกรณีฉุกเฉิน ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดอิเลคทรอนิคคุณภาพสูงและท่อนำก๊าซแรงดันสูงทำ จากสแตนเลสที่มีความทนทาน ส่วนอุปกรณ์ลดแรงดันก๊าซจะทำหน้าที่ปรับลดแรงดันก๊าซให้เหมาะสมกับการใช้งาน มากที่สุด และหัวรับเชื้อเพลิงซีเอ็นจีถูกติดตั้งใกล้จุดเติมน้ำมันพร้อมลิ้นป้องกัน การไหลย้อนกลับของก๊าซ โดยใช้ถังก๊าซจุ 65 ลิตรน้ำพร้อมแผงกันแบ่งพื้นที่ติดตั้งถังก๊าซกับห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย เพื่อความสวยงามและป้องกันการกระแทกบริเวณห้องเก็บสัมภาระ ด้านท้ายยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระเหลืออยู่ ระหว่างถังกับห้องโดยสารก็จะมีคานกั้นเพื่อความปลอดภัยด้วย
   การบังคับควบคุมยังทำได้ดีด้วยการปรับในส่วนของช่วงล่างเพื่อรองรับน้ำหนัก ที่เพิ่มขึ้นอีก 80 กก. โดยใช้การปรับจูนช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตารท์ด้วยการเปลี่ยนสปริงและ เปลี่ยนการกระจายแรงด้วยแดมเปอร์ ด้านหลังเป็นแบบทอชั่นบีมแบบ H มีการเปลี่ยนสปริง เปลี่ยนการกระจายแรงด้วยแคมเปอร์ รวมถึงการเปลี่ยนขนาดของสเตบิไลเซอร์ และปรับในจุดต่างๆ เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มเข้า เป็นการออกแบบเฉพาะให้รถทรงตัวได้ดี และมีความนุ่มนวลใกล้เคียงกับรุ่นปกติ
   โครงสร้างความปลอดภัยก็จะมีการเพิ่มโครงสร้างรถด้านหลังเพื่อเพิ่มความแข็ง แกร่งและเพื่อเสถียรภาพในการขับขี่ตลอดการเดินทางพร้อมเหล็กกันโคลงที่ให้ ความมั่นคงนุ่มนวลในทุกสภาพถนน และซิตี้ ซีเอ็นจียังได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON ที่ผ่านการทดสอบการชนตามมาตรฐานฮอนด้าที่มีถุงลมนิรภัยคู่หน้าและเบรกเอบี เอส รวมถึงระบบกระจายแรงเบรกอีบีดีมาให้
   เมื่อเข้าไปในห้องโดยสารจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปกติ จะมีก็แต่สวิตซ์เลือกพลังงานที่ติดไว้ทางขวามือของแผงแดชบอร์ด เมื่อกดสวิทซ์เลือกใช้พลังงานขับเคลื่อนจากก๊าซซีเอ็นจีก็จะมีเม็ดสีเขียว 4 จุดเป็นตัวบอกจำนวนก๊าซที่เหลืออยู่ในถัง ถ้าขับๆไปแล้วก๊าซหมดระบบก็จะตัดไปใช้น้ำมันโดยอัตโนมัติ ในการขับขี่จะเห็นได้ถึงอัตราเร่งที่ด้อยลงไปกว่าการใช้น้ำมัน แต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้ ค่อยๆ เร่งทำความเร็วก็ยังทำได้อย่างต่อเนื่องไปถึง 165 กม./ชม. โดยมีความเร็วเหลืออีกเล็กน้อย
   การทรงตัวถือว่าทำได้ดีทั้งเวลาขับปกติในเมืองและการขับบนไฮเวอร์ด้วยความ เร็วสูง แต่จะมีบ้างเวลาเข้าโค้งแรงๆยังมีแรงเหวี่ยงเพิ่มขึ้นในระดับที่รู้สึกได้ แต่ภาพรวมในการใช้งานทั่วๆ ไปยังถือว่าโอเคต่างจากรุ่นปกติไม่มาก และที่สำคัญราคาเชื้อเพลิงของซีเอ็นจีจะถูกกว่าน้ำมันเยอะ เมื่อลองเต็มก๊าซจนเต็มถังแล้วขับใช้งานปกติหลายๆครั้งค่าเฉลี่ยความประหยัด เมื่อคิดคำนวนดูแล้วถือว่าคุ้มค่ามากๆตกกิโลเมตรละไม่ถึงหนึ่งบาท ถ้าเป็นการใช้น้ำมันปกติจะทะลุสองบาทเป็นอย่างน้อย ตรงนี้จึงเป็นความคุ้มค่าที่ยากจะปฏิเสธ แม้ว่าจะต้องรอคิวเต็มก๊าซนานไปหน่อยก็ตาม!!!
 

 

 

TEST DRIVE : HYUNDAI ELANTRA สัมผัสแรกกับเส้นทางที่ท้าทาย แม่สอด-ตาก

Sunday, 09 November 2014 17:31

   ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ปรับกลยุทธ์สู้ศึกในตลาดรถยนต์ ซี-เซ็กเมนท์ ด้วยการนำเข้า Hyundai Elantra Sport  จากประเทศมาเลเซีย มาจำหน่ายอย่างจริงจัง หลังจากรุ่นเดิมที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะมีระดับราคาที่ค่อนข้างสูงจนเกินไป

   Hyundai Elantra Sport  รุ่นที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ทำให้ราคาลดลงสามารถต่อกรกับคู่แข่งในคลาสเดียวกันได้สบาย  โดยมีรุ่น 1.8 GL เป็นตัวต่ำสุด ตั้งราคาไว้ ที่ 749,000 บาท หากเป็นรุ่นกลาง GLE ราคาขยับเป็น 819,000 บาท ส่วนรุ่นท็อปGLS ราคา 898,000 บาท เมื่อเทียบราคาจะขยับลดลงมาจากรุ่นนำเข้าก่อนหนานี้พอสมควร อีกทั้งเครื่องยนต์ก็มีความจุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รุ่นท็อปตัวเลขยอดจองเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้จนต้องรอถึงปีหน้า

   Hyundai Elantra Sport ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฮุนไดที่ยกระดับรูปลักษณ์และความมีรสนิยมทั้งภายนอก และภายในอย่างชัดเจนด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมเครื่องยนต์ 1,800 ซีซี มาตรฐานยูโร 4 ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า

   ความโดดเด่นที่เป็นแรงดึงดูดลูกค้าจะอยู่ที่ออฟชั่นใส่มาให้เต็มเพียบ   เมื่อลองดูรุ่นสูงสุดกับของที่ให้มานั้นเกินหน้าเกินตาคู่แข่ง  นอกเหนือจากนี้ยังปรับปรุงรูปลักษณ์โดยรวมให้สวยงามบาดใจมากขึ้น  ส่วนเรื่องสมรรถนะก็จัดอยู่ในระดับแถวหน้าโดยเฉพาะเรื่องของช่วงล่าง ซึ่งพิสูจน์แล้วโดยสื่อมวลชนกับทางปราบเซียนอย่างแม่สอดไปยังจังหวัดตาก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องอันตรายที่ซ่อนอยู่ตามโค้งต่างๆ จนต้องมีป้ายเตือนติดอยู่ เป็นระยะๆ

   ฮุนได ได้นำ Elantra Sport ทั้งสามรุ่นมาให้ขับ แต่ละรุ่นที่เราได้ขับจะเป็น1.8 GLS Navi ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด มาพร้อมอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เครื่องเล่น DVD จอภาพแบบสัมผัส touch screen สไตล์โทรศัพท์มือถือ พร้อมระบบนำทาง Navigator และกล้องมองหลังช่วยในการจอดรถ , ระบบพวงมาลัย Flex Steer, เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์ในห้องโดยสารตอนหลัง ,ระบบฟอกอากาศ Clean Air ,เบาะนั่งแบบหนังแท้และหนังสังเคราะห์ ,ระบบ Smart Entry และระบบ Button Start System ,ระบบที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Auto Rain Sensor และระบบไฟหน้าเป็นแบบอัตโนมัติ Auto light control projector พร้อม LED light guide

   จุดเด่นในเรื่องการควบคุมรถผ่านโค้งโหดๆจะอยู่ที่พวงมาลัย ระบบ Flex Steer  ที่สามารถปรับความหนักของพวงมาลัยได้ 3 ระดับ ในระหว่างการขับเพื่อความลงตัว โดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบเบาสบายแบบคอมฟอร์ท หนักขึ้นมานิดได้มาตรฐานด้วยนอร์มอล ส่วนใครที่ชอบอารมณ์สปอร์ตก็เลือกน้ำหนักของพวงมาลัยเยอะๆ แบบสปอร์ตที่เลือกได้จากการกดปุ่ม ซึ่งการขับเข้าโค้งหลายรูปแบบเราเลือกปรับในโหมดสปอร์ต ทำให้การควบคุมรถผ่านโค้งมีความมั่นใจกล้าที่จะเข้าแบบจัดหนักจัดเต็มในอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับการขับรถสปอร์ต

   ภายในห้องโดยสารสัมผัสความหรูหราได้ด้วยเบาะหนังสีดำปรับด้วยไฟฟ้า ฝั่งคนขับการเข้าออกสะดวกด้วยกุญแจแบบ Smart Entry และใช้กดปุ่มสตาร์ทเป็นความสะดวกสบายที่นิยมใช้ในรถยุคนี้ ส่วนเรื่องความเย็นสบายในห้องโดยสารก็ได้เครื่องปรับอากาศแบบดูอัลโซน แบบเดียวกับรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกทั้งยังมีช่องแอร์หลังและเครื่องฟอกอากาศติดตั้งมาให้พร้อม สามารถปรับตั้งอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวา ได้ตามต้องการ และเครื่องเสียงที่ติดตั้งมาให้จะเป็นแบบจอสัมผัส พร้อมระแบบนำทางซึ่งจะแยกจากจอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้วที่มีความคมชัดสูง

   เส้นทางไป-กลับ ระหว่างแม่สอดกับจังหวัดตาก ในช่วงเดินทางมีฝนตกหนัก พอฝนหยุดก็ได้เจออุบัติเหตุหลายๆ จุดตลอดเส้นทางจากสภาพถนนที่เปียกลื่น และโค้งความเร็วสูง ที่ค่อนข้างอันตรายจากถนนที่ขรุขระของพื้นผิวถนน แต่สิ่งที่สัมผัสได้จากรถรุ่นนี้ คือความหนึบของช่วงล่างที่ถูกปรับไม่ให้นิ่มหรือแข็งเกินไป จากระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่นบีม ที่ปรับมาให้รองรับกับสภาพถนนแต่ละแบบได้ดี และบางช่วงเมื่อเจอถนนที่ขรุขระในโค้ง แต่ความเร็วของรถยังสูงอยู่ ก็ไม่ได้ทำให้รถสูญเสียการทรงตัว ส่วนสภาพถนนที่เปียกลื่น หากไม่กดเบรกหนักๆ ก็ยากที่จะเจอปัญหาการสูญเสียการทรงตัว  เพราะ มีระบบ ESPคอยช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัว รวมถึง VSM เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนน ให้การเกาะและควบคุมรถได้เหนือกว่า พร้อมระบบออกตัวบนทางลาดชัน HAC ติดตั้งมาให้ด้วย

   พละกำลังก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นด้วย เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ในรหัส  G4 NB พร้อมวาล์วแปรผันคู่ และระบบ VIS โดยให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 178 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่งโดยรวมมารวดเร็วตั้งแต่ออกตัวไหลไปถึงรอบกลางๆก็ยังจัดจ้านอยู่ แต่ช่วงความเร็วปลายตั้งแต่ 150 กม/ชมขึ้นไปจะเริ่มไหลไปแบบเรื่อยๆ แต่ยังมีความต่อเนื่องและราบเรียบไม่รู้สึกกว่าเครื่องยนต์รับภาระหนักเกินไป ส่วนการขับในสภาพถนนที่ต้องมีการเร่งแซงบ่อยๆ ทั้งทางตรงและบนเขาก็สามารถเลือกใช้ระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ทำให้ขับได้สนุกสนาน  ทันอกทันใจ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น !!!

 
 

TEST DRIVE : CHEVROLET CRUZE E85 ขับดีขึ้นและประหยัดมากขึ้น!

Saturday, 24 August 2013 19:20

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CHEVROLET CRUZE เปิดตัวออกสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2553 สร้างความประทับใจให้ลูกค้าชาวไทยด้วยยอดขายมากกว่า 20,000 คัน  และในตลาดโลกคอมแพ็คต์ซีดานคันนี้สามารถสร้างยอดขายให้เชฟโรเลตในปี 2555 ด้วยตัวเลขมากกว่า 755,000 คัน และ CRUZE ยังถือเป็นรถเชฟโรเลตที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกโดยมีตัวเลขสะสมเกือบ 1.9 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552

    สำหรับ CHEVROLET CRUZE รุ่นปรับโฉมเปิดตัวบุกตลาดครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2013 มาพร้อมการยกระดับความสวยงามทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงการปรับปรุงสมรรถนะระบบส่งกำลัง และเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงเบนซิน E85 ที่มีระดับราคาถูกสุดในตลาด

   ภายใต้โฉมใหม่สไตล์ไมเนอร์เชนจ์ได้รับการยกระดับรูปลักษณ์ ด้วยกันชนด้านหน้าดีไซน์ใหม่คู่กับไฟตัดหมอกรูปทรงโฉบเฉี่ยว พร้อมกับการปรับดีไซน์กระจังหน้าใหม่ที่ทำ ให้โลโก้เชฟวี่ โบว์ไท มีความสะดุดตายิ่งขึ้น ขณะที่กันชนหลังดีไซน์ใหม่ให้ความสปอร์ต กว่าเดิม เข้ากับกรอบไฟท้ายใหม่อย่างลงตัว และที่ขาดไม่ได้คือการปรับลวดลายของล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้วเป็นแบบ 5 ก้านที่ดูหรูขึ้น ส่วนภายในก็ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ โดยเน้นการตกแต่งในรุ่น LTZ  ด้วยเฉจสีน้ำตาลแดงสไตล์รถยุโรป พร้อมกับเพิ่มรายละเอียดและพื้นผิวสัมผัสตรงคอนโซลกลางเพื่อความหรูหรามากขึ้น เปลี่ยนปุ่มสตาร์ทให้เป็นทรงกลม แทนสี่เหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

   นอกจากนี้ CRUZE E85 ยังมีทั้งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจทั้ง Passive Entry Passive Start (PEPS) ระบบเข้าออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ    พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุม ครูส คอนโทรลและเครื่องเสียง ระบบเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น auxiliary USB และ Bluetooth   และติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ     ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วย พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก (EBD) ระบบรักษาเสภียรภาพการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control) และกุญแจนิรภัย (Key Immobilizer) ขณะที่ระบบความปลอดภัยแบบเตรียมพร้อมประกอบด้วยโครงเหล็กนิรภัยและคานกัน กระแทกด้านข้างที่ทนทานต่อแรงอัดสูง

   สำหรับทีเด็ดที่น่าจะทำให้ CRUZE ขายดีมากขึ้น นอกจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป จะอยู่ที่การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ พิกัด1.8 ลิตร ให้สามารถใช้น้ำมัน E85 ได้ และมีการปรับมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ทำให้การส่งกำลังต่อเนื่องมากขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งดีขึ้น และการใช้น้ำมันE 85 ในตอนนี้ถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยภาคเกษตรให้ขายผลผลิตราคาดีขึ้น แล้วยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตัวเองได้ด้วย เพราะราคาแค่ลิตรละ 20 บาทต้นๆ ถูกกว่าพวกแก๊สโซฮอล์เกรดอื่นที่มีราคา 30 กว่าบาท ถึงจะกินมากกว่าแต่เงินที่ใช้ในการเติมนั้นน้อยกว่า เมื่อเทียบกันในแง่ของระยะทางกับเม็ดเงินที่เสียไปก็ยังถือว่าประหยัดกว่าพอสมควร


     เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร E85 บล็อคนี้จะให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6200 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 3800 รอบ/นาที เมื่อผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบอัตโนมัติ 6 สปีดเจนเนอเรชั่นที่ 2  ทำให้อัตราเร่งดีขึ้นทันตาเห็น การเปลี่ยนเกียร์ราบเรียบต่อเนื่องไร้การกระตุกทำให้การเร่งแซงทำได้รวดเร็วขึ้น การคุมรถในโค้งก็ทำได้ดีตัวรถค่อนข้างมั่นคงไม่โยน    เมื่อหลุดจากโค้งก็สามารถส่งกำลังออกมาได้อย่างต่อเนื่องทันใจ และการพุ่งทะยานในย่านความเร็วสูงระดับ 160 กม./ชม. ก็นับเป็นเรื่องง่ายสำหรับเครื่องยนต์บล็อคนี้

      การโลดแล่นในเมืองอัตราสิ้นเปลืองที่เราทำได้อยู่ที่ประมาณ 9-10 กม./ ลิตร ส่วนนอกเมืองทะลุเกิน 10 กม./ลิตร สบายๆ เมื่อผนวกกับราคา E 85 ที่ได้รับการชดเชยจนถูกกว่ากลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลชนิดอื่นมากกว่า 10 บาทต่อลิตร ก็ยังถือว่าคุ้มค่าน่าคบหาไม่น้อย 

         ถ้าคุณกำลังมองหารถยนต์ซีดานขนาดพอเหมาะ CHEVROLET CRUZE ฉบับปรับปรุงใหม่ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีทั้งด้านสมรรถนะการขับขี่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมสบายกระเป๋าสตางค์ของคุณอีกต่างหาก!

 

TEST DRIVE : TOYOTA ALTIS CNG มีดีที่ความประหยัด!

Tuesday, 26 August 2014 11:05

   TOYOTA COROLLA ผ่านการทำตลาดเมืองไทยมาทั้งหมด 10 โมเดล โดยเจนเนอเรชั่นที่ 1 เริ่มเปิดตัวในปี พ.ศ. 2509 และเจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี พ.ศ.2513  จากโรงงานผลิตของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น  ต่อมาเจนเนอเรชั่นที่ 3 ในปี พ.ศ.2517 ถือเป็นก้าวสำคัญเพราะเริ่มเดินสายการผลิตเป็นครั้งแรกที่โรงงานประกอบรถยนต์สำโรง จ.สมุทรปราการ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  COROLLA ก็เริ่มประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในฐานะ “รถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย”  จากนั้นในปี พ.ศ.2544 ได้มีพัฒนาการครั้งสำคัญ ด้วยเจนเนอเรชั่นที่ 9 ซึ่งนับเป็นการพลิกโฉม COROLLA จากรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ก้าวสู่ความเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กระดับบน ที่มีความหรูหรา คุ้มค่า สมบูรณ์แบบตลอดทั้งคัน ทำการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ โตโยต้า แห่งที่สองในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้ชื่อรุ่นว่า COROLLA  ALTIS กระทั่งล่าสุด ในปี 2551 กับการพัฒนา COROLLA  ALTIS เจนเนอเรชั่นที่ 10 พร้อมยกระดับมาตรฐานรถยนต์นั่งขนาดเล็กสู่ระดับบนอีกครั้ง

   และล่าสุด TOYOTA COROLLA เจนเนอเรชั่น 11 ได้ถูกเปิดตัวในเมืองไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่หมดจดตลอดคัน โดยวางคอนเซ็ปท์ให้รถรุ่นนี้มีรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว สวยสะดุดตามากขึ้น และภายในมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง  พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม พร้อมลดจำนวนรุ่นในการทำตลาดลงจากเดิม มีรุ่น 1.6,1.8 และ 2.0 พอถึงรุ่นปัจจุบันจะมีแค่ 1.6 กับ 1.8 เท่านั้น ซึ่งในรุ่น 1.6 ลิตร ยังมีทางเลือกเสริมด้วยรุ่นที่รองรับเชื้อเพลิงก๊าซ CNGที่พัฒนาจากโรงงานโตโยต้าโดยตรง ซึ่งตั้งค่าตัวไว้ที่ 889,000 บาท

   ขนาดตัวถังของALTIS เจนเนอเรชั่น 11ยังถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งคัน โดยลดความสูงลงมา 5 มม.เพื่อให้ทรงตัวผ่านความเร็วสูงได้ดีขึ้น  พร้อมเพิ่มความยาวช่วงล้อเป็น 2,700 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 100 มิลลิเมตร) ทำให้ห้องโดยสารมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 4,629 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 80 มิลลิเมตร) และความกว้าง 1,775 มิลลิเมตร (กว้างกว่าเดิม 15 มิลลิเมตร) ระยะห่างระหว่างผู้โดยสารตอนหน้าและหลังเพิ่มขึ้นเป็น 960 มิลลิเมตร (มากกว่าเดิม 75 มิลลิเมตร) โดยรวมจึงได้ขนาดของห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม   

   ภายในห้องโดยสารถูกจัดวางองค์ประกอบใหม่ แผงคอนโซลคล้ายๆกับรุ่นพี่ CAMRY กระจกหน้าลาดมากกว่าเดิมเพื่อความลู่ลม เบาะหน้าขยับไปข้างหน้า 5 มม. เบาะหลังขยับถอยหลังไป 70 มม. ทำให้ช่องว่างระหว่างคนขับกับผู้โดยสารตอนหลังเพิ่มขึ้น 75 มม. และมีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น 5 มม. ส่วนการตกแต่งรายละเอียดต่างๆก็มีคุณภาพดีขึ้น แผงคอนโซลหน้าเป็นแบบ Cyber Carbonบุด้วยวัสดุแบบนุ่ม พร้อมบรรจุออฟชั่นที่น่าสนใจทั้งพวงมาลัยดีไซน์ใหม่รูปทรงสวยหรูจับถนัดมือ กุญแจรีโมทแบบพับได้ดีไซน์ใหม่ แผงปรับอากาศดีไซน์ใหม่ ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆอีกมากมายแบบจัดเต็ม

   TOYOTA COROLLA CNG รุ่นล่าสุดนี้ทางค่ายโตโยต้าจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบก๊าซให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งเป็นค่ายเดียวที่ติดตั้งเชื้อเพลิงร่วมทั้งน้ำมันกับก๊าซCNG ได้สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อเข้าไปนั่งในรถจะเห็นการเปลี่ยนแปลงบนหน้าปัดที่มีการย้ายไฟบอกระดับก๊าซว่ามีกี่เม็ดมาไว้ตรงแผงหน้าปัดแทนแบบเก่าที่มักแปะอยู่ข้างๆแผงแดชบอร์ดฝั่งคนขับ ซึ่งจะใช้ขีดบอกเหมือนระดับน้ำมัน และมีเกจ์วัดน้ำมันติดตรงจอขวามือให้ดูควบคู่กัน    เมื่อสตาร์ทรถไฟแสดงสถานะโหมดCNGจะกระพริบแสดงว่ายังใช้น้ำมันอยู่ ซึ่งการสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกครั้งจะใช้น้ำมัน ไม่ต้องไปกดสวิทช์เลือกให้ยุ่งยาก  และหน้าที่ควบคุมระบบเชื้อเพลิงจะเป็นกล่องรวมชุดที่ควบคุมทั้งน้ำมันและก๊าซของเดนโซ่ แต่จะใช้หม้อต้มหรือเรกกูเลเตอร์ที่คอยลดแรงดันก๊าซจากถังของไอซัน ที่มีประสบการณ์ด้านนี้มานานกว่า 70 ปี

   เมื่อขับมาได้สักระยะอุณหภูมิเครื่องยนต์สูงถึงระดับหนึ่ง ไฟบอกสถานะCNG จะติดแจ้งว่ากำลังเข้าสู่โหมดเชื้อเพลิง CNGโดยอัตโนมัติ  ตรงนี้ต้องสังเกตดีๆถ้าไฟ CNG ไม่ติดก็ต้องกดปุ่มเลือกใช้CNG ก่อน ไม่เช่นนั้นคุณอาจวิ่งด้วยน้ำมันซึ่งสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุ   และเมื่อขับไปจนก๊าซ CNG หมดระบบก็จะตัดเข้าสู่เชื้อเพลิงน้ำมันให้โดยอัตโนมัติ  โดยระยะทางที่ใช้งานทั่วๆไปก็จะอยู่ที่ประมาณ  200 กิโลเมตรกว่าๆ เมื่อเทียบราคาก๊าซกับระยะทางที่วิ่งได้ คิดเป็นค่าเฉลี่ยการเดินทางประมาณกิโลเมตรละ 1 บาทกว่าๆ ซึ่งประหยัดกว่าใช้น้ำมันปกติเกินกว่าครึ่ง เพราะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกินกว่า 1.5 ลิตร ในปัจจุบันจะมีค่าเฉลี่ยการเดินทางเกิน 2 บาท ต่อกิโลเมตร เกือบทั้งสิ้น

   การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นก๊าซCNGเมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นได้ถึง 80-85 องศาเชลเซียส รวมถึงรอบเครื่องยนต์หมุน 1000 รอบต่อนาทีขึ้นไป ส่วนการเปลี่ยนจากก๊าซเป็นน้ำมันก็ทำได้ด้วยการกดสวิตซ์CNGโหมด    ซึ่งถังก๊าซCNG ของALTIS รุ่นนี้ ถูกผลิตจากเหล็กกล้าขนาด 75 ลิตรน้ำ จะจุก๊าซได้ประมาณ 12-15 กิโลกรัม และมั่นใจได้กับอุปกรณ์ที่ใช้ด้วยท่อนำก๊าซแรงดันสูงที่ผลิตจากสแตนเลส มีลิ้นเปิด-ปิดอัตโนมัติ ที่วาล์วหัวถังเพื่อควบคุมการจ่ายก๊าซให้เหมาะกับความต้องการของเครื่องยนต์และจะตัดก๊าซทันทีที่เกิดความผิดปกติในระบบหรือเกิดอุบัติเหตุ    และเวลาเติมก๊าซก็ไม่ต้องไปเปิดฝากระโปรงหน้าเพราะช่องเติมจะอยู่ติดกับช่องเติมน้ำมันปกติ  ใช้ฝาปิดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร บล็อกนี้ ยังถุกออกแบบมาสำหรับการใช้ก๊าซ CNG โดยเฉพาะ ด้วยการเคลือบบ่าวาล์วไอเสียให้ทนต่อการสึกหรอและการใช้วาล์วไฮดรอลิก ก็ไม่ต้องไปปรับตั้งตลอดอายุการใช้งาน โดยเครื่องยนต์จะมีกำลังอยู่ที่ 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดเพิ่มอีก 9 นิวตัน-เมตร เป็น154 นิวตัน-เมตร ที่ 5200 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ซีวีที 7 สปีด สมรรถนะโดยรวมเมื่อใช้ก๊าซCNG ขับเคลื่อนอัตราเร่งทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซงจะรู้สึกด้อยกว่าการใช้น้ำมันเล็กน้อยต้องกดคันเร่งหนักขึ้น แต่ก็ถือว่ายังเร่งทันใจ เพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วๆไปได้อย่างสบาย  การขับขี่ในช่วงความเร็วสูงก็ให้ความเร็วในการเดินทางได้ดี   ความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม. ตัวรถวิ่งฝ่ากระแสลมได้นิ่ง ขับได้มั่นคงดีมาก เพราะตัวถังของรถรุ่นนี้ค่อนข้างใหญ่และออกแบบได้ลู่ลมค่าแรงต้านอากาศต่ำ

   ส่วนช่วงล่างเมื่อมีน้ำหนักของถังก๊าซเพิ่มเข้ามาทางโตโยต้า จึงปรับค่าความแข็งของสปริงเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้หน้าเชิดท้ายห้อย หรือมีแรงเหวี่ยงเยอะเกินไปเวลาเข้าโค้ง ซึ่งทำได้ดีทีเดียวขับแล้วรู้สึกมั่นคงในสไตล์ช่วงล่างแข็งๆแต่ไม่ถึงกับกระด้าง และที่สำคัญขับแล้วแทบไม่รู้สึกเลยว่าท้ายรถมีน้ำหนักถังก๊าซถ่วงอยู่ !!!

 
 

Page 5 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )