Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : HYUNDAI ELANTRA สัมผัสแรกกับเส้นทางที่ท้าทาย แม่สอด-ตาก

Sunday, 09 November 2014 17:31

   ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ปรับกลยุทธ์สู้ศึกในตลาดรถยนต์ ซี-เซ็กเมนท์ ด้วยการนำเข้า Hyundai Elantra Sport  จากประเทศมาเลเซีย มาจำหน่ายอย่างจริงจัง หลังจากรุ่นเดิมที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะมีระดับราคาที่ค่อนข้างสูงจนเกินไป

   Hyundai Elantra Sport  รุ่นที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ทำให้ราคาลดลงสามารถต่อกรกับคู่แข่งในคลาสเดียวกันได้สบาย  โดยมีรุ่น 1.8 GL เป็นตัวต่ำสุด ตั้งราคาไว้ ที่ 749,000 บาท หากเป็นรุ่นกลาง GLE ราคาขยับเป็น 819,000 บาท ส่วนรุ่นท็อปGLS ราคา 898,000 บาท เมื่อเทียบราคาจะขยับลดลงมาจากรุ่นนำเข้าก่อนหนานี้พอสมควร อีกทั้งเครื่องยนต์ก็มีความจุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รุ่นท็อปตัวเลขยอดจองเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้จนต้องรอถึงปีหน้า

   Hyundai Elantra Sport ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฮุนไดที่ยกระดับรูปลักษณ์และความมีรสนิยมทั้งภายนอก และภายในอย่างชัดเจนด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมเครื่องยนต์ 1,800 ซีซี มาตรฐานยูโร 4 ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า

   ความโดดเด่นที่เป็นแรงดึงดูดลูกค้าจะอยู่ที่ออฟชั่นใส่มาให้เต็มเพียบ   เมื่อลองดูรุ่นสูงสุดกับของที่ให้มานั้นเกินหน้าเกินตาคู่แข่ง  นอกเหนือจากนี้ยังปรับปรุงรูปลักษณ์โดยรวมให้สวยงามบาดใจมากขึ้น  ส่วนเรื่องสมรรถนะก็จัดอยู่ในระดับแถวหน้าโดยเฉพาะเรื่องของช่วงล่าง ซึ่งพิสูจน์แล้วโดยสื่อมวลชนกับทางปราบเซียนอย่างแม่สอดไปยังจังหวัดตาก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องอันตรายที่ซ่อนอยู่ตามโค้งต่างๆ จนต้องมีป้ายเตือนติดอยู่ เป็นระยะๆ

   ฮุนได ได้นำ Elantra Sport ทั้งสามรุ่นมาให้ขับ แต่ละรุ่นที่เราได้ขับจะเป็น1.8 GLS Navi ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด มาพร้อมอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เครื่องเล่น DVD จอภาพแบบสัมผัส touch screen สไตล์โทรศัพท์มือถือ พร้อมระบบนำทาง Navigator และกล้องมองหลังช่วยในการจอดรถ , ระบบพวงมาลัย Flex Steer, เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์ในห้องโดยสารตอนหลัง ,ระบบฟอกอากาศ Clean Air ,เบาะนั่งแบบหนังแท้และหนังสังเคราะห์ ,ระบบ Smart Entry และระบบ Button Start System ,ระบบที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Auto Rain Sensor และระบบไฟหน้าเป็นแบบอัตโนมัติ Auto light control projector พร้อม LED light guide

   จุดเด่นในเรื่องการควบคุมรถผ่านโค้งโหดๆจะอยู่ที่พวงมาลัย ระบบ Flex Steer  ที่สามารถปรับความหนักของพวงมาลัยได้ 3 ระดับ ในระหว่างการขับเพื่อความลงตัว โดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบเบาสบายแบบคอมฟอร์ท หนักขึ้นมานิดได้มาตรฐานด้วยนอร์มอล ส่วนใครที่ชอบอารมณ์สปอร์ตก็เลือกน้ำหนักของพวงมาลัยเยอะๆ แบบสปอร์ตที่เลือกได้จากการกดปุ่ม ซึ่งการขับเข้าโค้งหลายรูปแบบเราเลือกปรับในโหมดสปอร์ต ทำให้การควบคุมรถผ่านโค้งมีความมั่นใจกล้าที่จะเข้าแบบจัดหนักจัดเต็มในอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับการขับรถสปอร์ต

   ภายในห้องโดยสารสัมผัสความหรูหราได้ด้วยเบาะหนังสีดำปรับด้วยไฟฟ้า ฝั่งคนขับการเข้าออกสะดวกด้วยกุญแจแบบ Smart Entry และใช้กดปุ่มสตาร์ทเป็นความสะดวกสบายที่นิยมใช้ในรถยุคนี้ ส่วนเรื่องความเย็นสบายในห้องโดยสารก็ได้เครื่องปรับอากาศแบบดูอัลโซน แบบเดียวกับรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกทั้งยังมีช่องแอร์หลังและเครื่องฟอกอากาศติดตั้งมาให้พร้อม สามารถปรับตั้งอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวา ได้ตามต้องการ และเครื่องเสียงที่ติดตั้งมาให้จะเป็นแบบจอสัมผัส พร้อมระแบบนำทางซึ่งจะแยกจากจอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้วที่มีความคมชัดสูง

   เส้นทางไป-กลับ ระหว่างแม่สอดกับจังหวัดตาก ในช่วงเดินทางมีฝนตกหนัก พอฝนหยุดก็ได้เจออุบัติเหตุหลายๆ จุดตลอดเส้นทางจากสภาพถนนที่เปียกลื่น และโค้งความเร็วสูง ที่ค่อนข้างอันตรายจากถนนที่ขรุขระของพื้นผิวถนน แต่สิ่งที่สัมผัสได้จากรถรุ่นนี้ คือความหนึบของช่วงล่างที่ถูกปรับไม่ให้นิ่มหรือแข็งเกินไป จากระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่นบีม ที่ปรับมาให้รองรับกับสภาพถนนแต่ละแบบได้ดี และบางช่วงเมื่อเจอถนนที่ขรุขระในโค้ง แต่ความเร็วของรถยังสูงอยู่ ก็ไม่ได้ทำให้รถสูญเสียการทรงตัว ส่วนสภาพถนนที่เปียกลื่น หากไม่กดเบรกหนักๆ ก็ยากที่จะเจอปัญหาการสูญเสียการทรงตัว  เพราะ มีระบบ ESPคอยช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัว รวมถึง VSM เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนน ให้การเกาะและควบคุมรถได้เหนือกว่า พร้อมระบบออกตัวบนทางลาดชัน HAC ติดตั้งมาให้ด้วย

   พละกำลังก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นด้วย เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ในรหัส  G4 NB พร้อมวาล์วแปรผันคู่ และระบบ VIS โดยให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 178 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่งโดยรวมมารวดเร็วตั้งแต่ออกตัวไหลไปถึงรอบกลางๆก็ยังจัดจ้านอยู่ แต่ช่วงความเร็วปลายตั้งแต่ 150 กม/ชมขึ้นไปจะเริ่มไหลไปแบบเรื่อยๆ แต่ยังมีความต่อเนื่องและราบเรียบไม่รู้สึกกว่าเครื่องยนต์รับภาระหนักเกินไป ส่วนการขับในสภาพถนนที่ต้องมีการเร่งแซงบ่อยๆ ทั้งทางตรงและบนเขาก็สามารถเลือกใช้ระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ทำให้ขับได้สนุกสนาน  ทันอกทันใจ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น !!!

 

TEST DRIVE : TOYOTA ALTIS CNG มีดีที่ความประหยัด!

Tuesday, 26 August 2014 11:05

   TOYOTA COROLLA ผ่านการทำตลาดเมืองไทยมาทั้งหมด 10 โมเดล โดยเจนเนอเรชั่นที่ 1 เริ่มเปิดตัวในปี พ.ศ. 2509 และเจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี พ.ศ.2513  จากโรงงานผลิตของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น  ต่อมาเจนเนอเรชั่นที่ 3 ในปี พ.ศ.2517 ถือเป็นก้าวสำคัญเพราะเริ่มเดินสายการผลิตเป็นครั้งแรกที่โรงงานประกอบรถยนต์สำโรง จ.สมุทรปราการ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  COROLLA ก็เริ่มประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในฐานะ “รถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย”  จากนั้นในปี พ.ศ.2544 ได้มีพัฒนาการครั้งสำคัญ ด้วยเจนเนอเรชั่นที่ 9 ซึ่งนับเป็นการพลิกโฉม COROLLA จากรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ก้าวสู่ความเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กระดับบน ที่มีความหรูหรา คุ้มค่า สมบูรณ์แบบตลอดทั้งคัน ทำการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ โตโยต้า แห่งที่สองในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้ชื่อรุ่นว่า COROLLA  ALTIS กระทั่งล่าสุด ในปี 2551 กับการพัฒนา COROLLA  ALTIS เจนเนอเรชั่นที่ 10 พร้อมยกระดับมาตรฐานรถยนต์นั่งขนาดเล็กสู่ระดับบนอีกครั้ง

   และล่าสุด TOYOTA COROLLA เจนเนอเรชั่น 11 ได้ถูกเปิดตัวในเมืองไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่หมดจดตลอดคัน โดยวางคอนเซ็ปท์ให้รถรุ่นนี้มีรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว สวยสะดุดตามากขึ้น และภายในมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง  พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม พร้อมลดจำนวนรุ่นในการทำตลาดลงจากเดิม มีรุ่น 1.6,1.8 และ 2.0 พอถึงรุ่นปัจจุบันจะมีแค่ 1.6 กับ 1.8 เท่านั้น ซึ่งในรุ่น 1.6 ลิตร ยังมีทางเลือกเสริมด้วยรุ่นที่รองรับเชื้อเพลิงก๊าซ CNGที่พัฒนาจากโรงงานโตโยต้าโดยตรง ซึ่งตั้งค่าตัวไว้ที่ 889,000 บาท

   ขนาดตัวถังของALTIS เจนเนอเรชั่น 11ยังถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งคัน โดยลดความสูงลงมา 5 มม.เพื่อให้ทรงตัวผ่านความเร็วสูงได้ดีขึ้น  พร้อมเพิ่มความยาวช่วงล้อเป็น 2,700 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 100 มิลลิเมตร) ทำให้ห้องโดยสารมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 4,629 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 80 มิลลิเมตร) และความกว้าง 1,775 มิลลิเมตร (กว้างกว่าเดิม 15 มิลลิเมตร) ระยะห่างระหว่างผู้โดยสารตอนหน้าและหลังเพิ่มขึ้นเป็น 960 มิลลิเมตร (มากกว่าเดิม 75 มิลลิเมตร) โดยรวมจึงได้ขนาดของห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม   

   ภายในห้องโดยสารถูกจัดวางองค์ประกอบใหม่ แผงคอนโซลคล้ายๆกับรุ่นพี่ CAMRY กระจกหน้าลาดมากกว่าเดิมเพื่อความลู่ลม เบาะหน้าขยับไปข้างหน้า 5 มม. เบาะหลังขยับถอยหลังไป 70 มม. ทำให้ช่องว่างระหว่างคนขับกับผู้โดยสารตอนหลังเพิ่มขึ้น 75 มม. และมีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น 5 มม. ส่วนการตกแต่งรายละเอียดต่างๆก็มีคุณภาพดีขึ้น แผงคอนโซลหน้าเป็นแบบ Cyber Carbonบุด้วยวัสดุแบบนุ่ม พร้อมบรรจุออฟชั่นที่น่าสนใจทั้งพวงมาลัยดีไซน์ใหม่รูปทรงสวยหรูจับถนัดมือ กุญแจรีโมทแบบพับได้ดีไซน์ใหม่ แผงปรับอากาศดีไซน์ใหม่ ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆอีกมากมายแบบจัดเต็ม

   TOYOTA COROLLA CNG รุ่นล่าสุดนี้ทางค่ายโตโยต้าจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบก๊าซให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งเป็นค่ายเดียวที่ติดตั้งเชื้อเพลิงร่วมทั้งน้ำมันกับก๊าซCNG ได้สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อเข้าไปนั่งในรถจะเห็นการเปลี่ยนแปลงบนหน้าปัดที่มีการย้ายไฟบอกระดับก๊าซว่ามีกี่เม็ดมาไว้ตรงแผงหน้าปัดแทนแบบเก่าที่มักแปะอยู่ข้างๆแผงแดชบอร์ดฝั่งคนขับ ซึ่งจะใช้ขีดบอกเหมือนระดับน้ำมัน และมีเกจ์วัดน้ำมันติดตรงจอขวามือให้ดูควบคู่กัน    เมื่อสตาร์ทรถไฟแสดงสถานะโหมดCNGจะกระพริบแสดงว่ายังใช้น้ำมันอยู่ ซึ่งการสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกครั้งจะใช้น้ำมัน ไม่ต้องไปกดสวิทช์เลือกให้ยุ่งยาก  และหน้าที่ควบคุมระบบเชื้อเพลิงจะเป็นกล่องรวมชุดที่ควบคุมทั้งน้ำมันและก๊าซของเดนโซ่ แต่จะใช้หม้อต้มหรือเรกกูเลเตอร์ที่คอยลดแรงดันก๊าซจากถังของไอซัน ที่มีประสบการณ์ด้านนี้มานานกว่า 70 ปี

   เมื่อขับมาได้สักระยะอุณหภูมิเครื่องยนต์สูงถึงระดับหนึ่ง ไฟบอกสถานะCNG จะติดแจ้งว่ากำลังเข้าสู่โหมดเชื้อเพลิง CNGโดยอัตโนมัติ  ตรงนี้ต้องสังเกตดีๆถ้าไฟ CNG ไม่ติดก็ต้องกดปุ่มเลือกใช้CNG ก่อน ไม่เช่นนั้นคุณอาจวิ่งด้วยน้ำมันซึ่งสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุ   และเมื่อขับไปจนก๊าซ CNG หมดระบบก็จะตัดเข้าสู่เชื้อเพลิงน้ำมันให้โดยอัตโนมัติ  โดยระยะทางที่ใช้งานทั่วๆไปก็จะอยู่ที่ประมาณ  200 กิโลเมตรกว่าๆ เมื่อเทียบราคาก๊าซกับระยะทางที่วิ่งได้ คิดเป็นค่าเฉลี่ยการเดินทางประมาณกิโลเมตรละ 1 บาทกว่าๆ ซึ่งประหยัดกว่าใช้น้ำมันปกติเกินกว่าครึ่ง เพราะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกินกว่า 1.5 ลิตร ในปัจจุบันจะมีค่าเฉลี่ยการเดินทางเกิน 2 บาท ต่อกิโลเมตร เกือบทั้งสิ้น

   การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นก๊าซCNGเมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นได้ถึง 80-85 องศาเชลเซียส รวมถึงรอบเครื่องยนต์หมุน 1000 รอบต่อนาทีขึ้นไป ส่วนการเปลี่ยนจากก๊าซเป็นน้ำมันก็ทำได้ด้วยการกดสวิตซ์CNGโหมด    ซึ่งถังก๊าซCNG ของALTIS รุ่นนี้ ถูกผลิตจากเหล็กกล้าขนาด 75 ลิตรน้ำ จะจุก๊าซได้ประมาณ 12-15 กิโลกรัม และมั่นใจได้กับอุปกรณ์ที่ใช้ด้วยท่อนำก๊าซแรงดันสูงที่ผลิตจากสแตนเลส มีลิ้นเปิด-ปิดอัตโนมัติ ที่วาล์วหัวถังเพื่อควบคุมการจ่ายก๊าซให้เหมาะกับความต้องการของเครื่องยนต์และจะตัดก๊าซทันทีที่เกิดความผิดปกติในระบบหรือเกิดอุบัติเหตุ    และเวลาเติมก๊าซก็ไม่ต้องไปเปิดฝากระโปรงหน้าเพราะช่องเติมจะอยู่ติดกับช่องเติมน้ำมันปกติ  ใช้ฝาปิดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร บล็อกนี้ ยังถุกออกแบบมาสำหรับการใช้ก๊าซ CNG โดยเฉพาะ ด้วยการเคลือบบ่าวาล์วไอเสียให้ทนต่อการสึกหรอและการใช้วาล์วไฮดรอลิก ก็ไม่ต้องไปปรับตั้งตลอดอายุการใช้งาน โดยเครื่องยนต์จะมีกำลังอยู่ที่ 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดเพิ่มอีก 9 นิวตัน-เมตร เป็น154 นิวตัน-เมตร ที่ 5200 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ซีวีที 7 สปีด สมรรถนะโดยรวมเมื่อใช้ก๊าซCNG ขับเคลื่อนอัตราเร่งทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซงจะรู้สึกด้อยกว่าการใช้น้ำมันเล็กน้อยต้องกดคันเร่งหนักขึ้น แต่ก็ถือว่ายังเร่งทันใจ เพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วๆไปได้อย่างสบาย  การขับขี่ในช่วงความเร็วสูงก็ให้ความเร็วในการเดินทางได้ดี   ความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม. ตัวรถวิ่งฝ่ากระแสลมได้นิ่ง ขับได้มั่นคงดีมาก เพราะตัวถังของรถรุ่นนี้ค่อนข้างใหญ่และออกแบบได้ลู่ลมค่าแรงต้านอากาศต่ำ

   ส่วนช่วงล่างเมื่อมีน้ำหนักของถังก๊าซเพิ่มเข้ามาทางโตโยต้า จึงปรับค่าความแข็งของสปริงเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้หน้าเชิดท้ายห้อย หรือมีแรงเหวี่ยงเยอะเกินไปเวลาเข้าโค้ง ซึ่งทำได้ดีทีเดียวขับแล้วรู้สึกมั่นคงในสไตล์ช่วงล่างแข็งๆแต่ไม่ถึงกับกระด้าง และที่สำคัญขับแล้วแทบไม่รู้สึกเลยว่าท้ายรถมีน้ำหนักถังก๊าซถ่วงอยู่ !!!

 

TEST DRIVE : NISSAN PULSAR แตกต่างในสไตล์เฉพาะตัว!

Friday, 22 March 2013 16:47

   รุกตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังจากปีที่แล้วจัดเต็มรถยนต์ในกลุ่มอีโค คาร์ มาปีนี้เริ่มต้นทันทีกับรถยนต์ในคลาสสูงขึ้น ซึ่งโปรเจ็คของปีประเดิมด้วย การเปิดตัว นิสสัน พัลซ่าร์ รถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ระดับเดียวกันกับ มาสด้า 3 และ ฟอร์ด โฟกัส แต่จะเน้นความแตกต่างด้วยสไตล์การออกแบบ และฟิลลิ่งการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร.....

   นิสสัน พัลซ่าร์  รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เคยผ่านการอวดโฉมเรียกน้ำย่อยเป็นครั้งแรก ที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปีที่แล้ว แต่เป็นการดูด้วยสายตายังไม่สามารถสัมผัสกับตัวรถจริงได้ เมื่อมีการเปิดตัวทำตลาดอย่างเป็นทางการ  ในวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ทางค่ายนิสสันจึงได้จัดให้มีการลองขับเป็นสัมผัสแรก ภายใต้เส้นทาง กรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งทำให้เราทำความรู้สึกมักคุ้นกับรถรุ่นนี้ได้ดียิ่งขึ้น

   สำหรับชื่อพัลซ่าร์ ไม่ได้ใหม่ในตลาดเมืองไทยไปซะทีเดียว กลุ่มวัยรุ่นระยะสุดท้ายอายุ 40 อัพ อาจจำกันได้กับชื่อนี้ในฐานะรถที่นำมาปรับให้แรงแล้วขับโชว์อวดสาวๆ หน้าเดอะพาเลซได้ในยุคที่รถในเมืองไทยยังไม่มีหลากหลายมากนัก พัลซ่าร์ก็อยู่ในใจขาซิ่งหลายๆ คน

   มาคราวนี้ นิสสันได้นำชื่อ พัลซ่าร์ มาใช้อีกครั้ง เพื่อสร้างความแตกต่างไป จากซิลฟี ที่เป็นรถซีดาน 4 ประตู โดยเน้นความเป็นสปอร์ตมากกว่าด้วยตัวถังเฉียบคม ภายใต้เส้นสายที่พลิ้วไหวโดยเฉพาะเส้นข้างลำตัวที่ได้นำสไตล์ของ 350Z มาใช้ จึงได้อารมณ์ความสปอร์ตที่ชัดขึ้น

   การทดลองขับครั้งแรกนี้ จะโฟกัสไปที่รุ่นท็อปเครื่อง 1.8 ลิตร มาพร้อมออฟชั่นเด่น คือ ซันรูฟ และล้ออัลลอยด์ 17 นิ้ว รวมไปถึงไฟหน้าเป็นแบบไบซีนอนโปรเจคเตอร์ที่ทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมดู พรีเมี่ยมมากกว่ารถระดับเดียวกัน หน้าตาของพัลซ่าร์ก็จะแตกต่างจากซิลฟีพอสมควร แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นรถที่มี DNA เดียวกัน ส่วนภายในห้องโดยสารจะมีจุดขายตรงความกว้างขวางมีออพชั่นครบครันทำให้ดูหรูหรามีระดับ  แผงคอนโซลของพัลซ่าร์ ทำได้ดี แทนที่จะใช้พลาสติกขึ้นรูปเพียวๆ ก็ใช้วัสดุที่มีความนุ่มเคลือบทับซึ่งช่วยลดแรงเวลากระแทกและได้ความมีระดับมากกว่า เมื่อก่อนจะใช้กันแบบนี้ ต่างกับปัจจุบันที่ลดต้นทุนจนละเลยในจุดนี้ไป

   ภายในห้องโดยสารในรุ่นท็อป จะมาพร้อมความหรูหรามีระดับด้วยการใช้เบาะนั่งหุ้มหนังกว้างๆ นั่งสบาย เบาะนั่งจะใช้การปรับด้วยมือเน้นใช้งานง่าย สามารถปรับระดับสูงต่ำได้  เบาะนั่งก็เป็นสีดำเข้ากับห้องโดยสารที่ใช้โทนสีดำทำให้ดูสปอร์ตมากกว่าซิลฟี แต่เรื่องความสบายก็ยังมีมาให้พร้อม โดยสามารถพับเบาะหลังแบบ 60:40 เพื่อการจัดเก็บสัมภาระที่ยาวกว่าปกติได้และเบาะหลังยังมีพนักวางแขนที่พับซ่อนเอาไว้พร้อมที่วางแก้ว และมีพนักพิงศีรษะสำหรับผู้โดยสารทั้งสามที่  การกระจายความเย็นก็ทำได้อย่างทั่วถึงจากช่องแอร์ด้านหลังที่อยู่ตรงคอนโซลระหว่างเบาะ ทำให้ได้ความเย็นได้สม่ำเสมอยิ่งเวลาเจออากาศร้อนๆ ในตอนนี้  แผงคอนโซลมีขนาดใหญ่ ออกแบบให้โค้งมนดูมีระดับแบบเดียวกับรถหรูมาพร้อมกับเครื่องเสียงพร้อมจอระบบสัมผัสและระบบนำทาง   พวงมาลัย 3 ก้านพิมพ์นิยมของนิสสันพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นมีปุ่มปรับเยอะมากสามารถควบคุมการทำงานระบบต่างๆได้ค่อนข้างครบ และให้ความสะดวกในการเข้าไปในห้องโดยสารด้วยการพกกุญแจไว้กับตัวก็สามารถกดปุ่มบนมือจับประตูแล้วเปิดได้เลย รวมถึงการกดปุ่มสตาร์ทเมื่อเหยียบเบรกแล้ว เครื่องยนต์ก็พร้อมจะทำงาน คันเกียร์ขนาดใหญ่จับได้ถนัดมือ เมื่อดึงตำแหน่งเกียร์มาที่ตัวดี รถก็ขยับเลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใช้ในรุ่น 1.8 จะเป็นเครื่องยนต์ ในรหัส MRA8DE ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่วางครั้งแรกในซิลฟี พอเป็นพัลซ่าร์ที่เป็นคู่แฝดก็ยังได้ใช้งานกันต่อไป

   เครื่องยนต์ 1.8 บล็อคนี้จะใช้วาล์วแปรผันคู่บวกกับการเพิ่มช่วงชักของกระบอกสูบให้มีกำลังในการอัดสูง และใช้วาล์วแปรผันจะช่วยให้การควบคุมการเปิด - ปิดวาล์วไอดีและไอเสียมีการทำงานสัมพันธ์กัน สามารถนำก๊าซไอเสียมาเผาไหม้ใหม่อีกครั้ง เป็นการลดค่า Pumping Loss ลดแรงต้านทานของกระบอกสูบลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีเพียวไดรฟ์ ทำให้อากาศสะอาดขึ้น    

   เครื่องจะใช้การฉีดน้ำมันด้วยหัวฉีดอิเล็คทรอนิคมัลติพอยท์ 32 บิท ให้กำลังสูงสุด 131 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร ที่ 3600 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังยังเป็นเกียร์ซีวีที เอ็กซ์ทรอนิค แบบเดียวกับซิลฟี่ที่ให้ข้อดีความนุ่มนวลในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ไม่รู้สึกถึงจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งมีการเพิ่มช่วงอัตราทดเกียร์กว้าง เพื่อเรียกแรงบิดสูงในช่วงต้นได้รอบเครื่องยนต์ที่ต่อเนื่อง แต่สมรรถนะความแรงก็อาจจะสวนทางความนุ่นนวล ราบเรียบไปบ้าง เพราะอัตราเร่งยังคงเป็นสไตล์เกียร์ ซีวีที ช่วงออกตัวอัตราเร่งดีหน่อย หลังจากนั้นก็มาแบบเรื่อยๆ ต่อเนื่องไปจนถึงระดับ 140 กม./ชม. หลังจากนั้นจะมาค่อนข้างช้าหน่อย ไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งจม เพราะถึงรอบจะดันสูงขึ้นแต่อัตราเร่งก็ยังมาเช่นเดิมซึ่งเป็นการกินน้ำมันโดยใช่เหตุ

   รถรุ่นนี้ว่ากันตามตรงฟิลลิ่งการขับขี่ทั้งเครื่องยนต์และการส่งกำลังจะต่างจากเกียร์อัตมัติปกติค่อนข้างมาก ต้องทำความคุ้นเคยและเรียนรู้กันพอสมควร ทั้งการใช้คันเร่งควรควบคุมให้สัมพันธ์กับความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ถ้าคุมให้ความเร็วมากแต่ได้รอบเครื่องยนต์ต่ำเท่าใดก็จะความคุ้มค่าและประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ถ้าชอบกดคันเร่งหนักๆเวลาเร่งแซง หรือ ชอบขับแบบปรับเปลี่ยนความเร็วช้าสลับเร็วบ่อยๆในการเดินทาง รอบเครื่องจะกวาดขึ้นลงเร็วมากไม่เป็นผลดีต่ออัตราบริโภคน้ำมันแน่ๆ โดยความเร็วในการเดินทางที่สมเหมาะสมคือ 100 กม./ชม. อยู่ที่ 1800 รอบต่อนาที อัตราบริโภคจะไม่สูงน่าจะทำได้ 15 กม./ลิตรเป็นอย่างน้อย หากใช้ความเร็วระดับ 100-140 กม./ชม. เหมือนที่ทำการทดลองในครั้งนี้ และมีการเร่งแซงบ่อยอัตราบริโภคก็ทำได้ประมาณ 12-13 กม./ลิตร  

 
 

TEST DRIVE : BMW xDriveXperience 2015 เปิดประสบการณ์ขับเคลื่อน 4 ล้อเต็มรูปแบบ!!!

Monday, 02 February 2015 15:26

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมสัมผัสสมรรถนะของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive ในกิจกรรม BMW xDriveXperience 2015 ซึ่งจัดขึ้นที่ไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยเน้นทดลองขับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) 2 รุ่นหลักที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ xDrive คือ BMW X3 xDrive20d และ BMW X5 xDrive30d M Sport เพื่อพิสูจน์ถึงความคล่องตัว ปลอดภัย ในการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะ

   ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive จะมีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการปรับการทำงานให้เข้ากับทุกสภาพการขับขี่ พร้อมฝ่าอุปสรรคสุดท้าทายด้วยสมรรถนะการเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม โดยเซนเซอร์ในระบบ xDrive จะทำหน้าที่ในการตรวจจับสภาพการขับขี่อย่างต่อเนื่องและกระจายแรงขับระหว่างล้อหน้าและล้อหลังแบบอัตโนมัติตลอดเวลาผ่านการคำนวณโดยระบบอัจริยะซึ่งอาศัยข้อมูลต่างๆ ทั้งความเร็วรถ อัตราการหมุนของล้อ องศาของพวงมาลัย ตำแหน่งของคันเร่ง เพื่อวิเคราะห์การตอบสนองระหว่างล้อหน้าและล้อหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ขับขี่และสภาพท้องถนนได้อย่างลงตัว  โดยระบบ xDrive สามารถถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังเพลาล้อข้างที่ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในทันที โดยไม่ทำให้ตัวรถมีอาการสะดุดแต่อย่างใด นอกจากนี้ระบบส่งกำลังและคลัทช์แบบ multiple-plate ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังสามารถถ่ายแรงบิดเกือบทั้งหมดจากเครื่องยนต์ไปยังเพลาหน้าหรือเพลาหลังได้ภายในเวลาเพียง 0.1 วินาที ก่อนที่จะกลับสู่การถ่ายกำลังที่อัตราส่วน 40:60 ตามปกติ ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อน xDrive มีสมรรถนะในการเกาะถนนและการทรงตัวยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่

   เริ่มต้นทดลองระบบ xDrive สถานที่แรกเจอก่อนจะเข้าสู่การขับกันจริงๆ ก็คือ การจำลองเส้นทางที่ลื่นเป็นพิเศษ ด้วยการนำแผ่นเหล็กมาจำลองเป็นเส้นทางเพื่อให้เห็นว่าระบบส่งกำลัง xDrive สามารถเร่งความเร็วผ่านไปได้โดยไม่มีอาการเลื้อยแบบรถทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นเพราะการออกแบบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ปรับการทำงานให้เข้ากับสภาพของการขับขี่ โดยกระจายกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังให้เหมาะสม ล้อไหนขาดก็เติม ล้อไหนเกินก็ลดจึงทำให้ถนนลื่นๆ แบบนี้ ระบบ xDrive ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

   ผ่านจากจุดนี้ไปก็ถึงด่านจำลองเนินสูงสลับกัน ซึ่งแน่นอนว่า เวลาขับผ่านล้อจะได้สัมผัสกับพื้นได้เพียง 2 ล้อเท่านั้นเอง หากเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อผ่านไปไม่ได้แน่นอนเพราะล้อที่ไม่ได้สัมผัสพื้นจะฟรีทิ้ง แต่ BMW X 3 ที่นำมาลองจะผ่านไปได้ แม้จะมีแค่สองล้ออยู่บนถนนก็ตาม และด่านสุดท้ายจะเป็นเนินที่มียอดเนินค่อนข้างแหลม หากขับตรงๆ ใต้ท้องรถจะรูดพื้นแน่นอน อาศัยเทคนิคธรรมดาก็คือ การขับขึ้นไปโดยวิ่งจากด้านข้างแล้วหักไปยังฝั่งตรงข้ามบนยอดเนิน ก็จะสามารถผ่านอุปสรรคแบบนี้ไปได้

   หลังจากผ่านการเรียนรู้ระบบการทำงานของ xDrive ในเบื้องต้น ก็เข้าสู่การเดินทางจริงบนภูเขาที่จำลองเอาไว้ ทั้งการขับผ่านบ่อน้ำ ผ่านหินก้อนใหญ่ หรือแม้แต่ท่อนไม้ที่เป็นสะพาน ทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นปัญหาที่ยากเย็นสำหรับ X3 และ X5 ที่มีระบบ xDrive ถ้ารู้จักคุมคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์และความเร็วเหมาะสม พร้อมควบคุมพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้องก็สามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

   ในสภาพเส้นทางจำลองแบบนี้ ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันมาให้ลอง เมื่อจอดอยู่บนกลางเนินจะทำให้รถถอยหลังเวลาออกตัว ก็มีปุ่มกดเพื่อให้ระบบทำงาน พอถอนเบรกรถจะไม่ถอยหลังลงไปโดยหน่วงไว้ประมาณ 2-3 วินาที และเมื่อกดคันเร่งรถจะขึ้นเนินต่อไปได้  อีกระบบหนึ่ง คือ ระบบลงทางลาดชัน ทำให้ไม่ต้องเหยียบเบรกระบบจะทำงานเอง โดยจะชะลอไม่ให้ลงเร็วเกินไปช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากสำหรับมือใหม่ในเส้นทางออฟโรด

   ช่วงบ่ายจะเป็นการขับในสถานีหลักเน้นการควบคุมรถด้วยความเร็วสูงบนพื้นทราย ซึ่งสภาพพื้นผิวแบบนี้มีผลกับการเคลื่อนตัวของรถเป็นอย่างมาก เพราะว่าพื้นทรายลึกๆ จะทำให้ล้อจม และจะหมุนฟรี อีกทั้งทรายยังมีคุณสมบัติการดูด ซึ่งจะทำให้ล้อรถจมลงเรื่อยๆ  เมื่อใช้คันเร่งหนักๆ หลายคนจึงไม่กล้าขับผ่านพื้นที่มีทรายนิ่มๆ หากพลาดพลั้งไปต้องอาศัยรถลากกันอย่างเดียว

   เริ่มซ้อมมือด้วยการขับ X3 เป็นรูปวงกลมและเป็นเลข 8 โดยมีกรวยตั้งไว้เป็นจุดหักเลี้ยว เมื่อซ้อมจนเข้าที่เข้าทางก็จะเป็นการขับแบบจิมคาน่าจับเวลาบนพื้นทราย  ซึ่งการขับแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ยากเย็นของระบบ xDrive ถ้ารู้จักแก้อาการของรถตามจังหวะการหักเลี้ยวและใช้คันเร่งลดและเติมความเร็วในจังหวะที่เหมาะสม  ซึ่งการขับขี่บนทรายแบบนี้ยังเห็นภาพฝุ่นทรายกระจายเพิ่มความเร้าใจจนบางครั้งมองไม่เห็นตัวรถเวลาเลี้ยวแรงๆ

 

   สำหรับการตะลุยทรายลักษณะนี้การแบ่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ มีความสำคัญหากเป็นแค่ล้อหลังหรือล้อหน้าเพียงอย่างเดียวก็คงจะจมทรายแน่นอน  บางครั้งจะเห็นล้อหน้าตะกุยทรายขึ้นมาถึงกระจก เป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงการปรับกำลังมาที่ล้อหน้ามากกว่าเมื่อล้อหลังลื่นไถลอย่างรุนแรง

 

   นี่คือเหตุผลว่าทำไมการควบคุมรถบนพื้นทรายจึงผ่านไปได้ ซึ่งระบบ xDrive จะช่วยให้รถมีสมรรถนะในการยึดเกาะที่ดีและมีกำลังขับเคลื่อนเพียงพอจนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย !!!

 

TEST DRIVE : HONDA CIVIC HYBRID ความแรงผสานความประหยัด

Wednesday, 03 April 2013 16:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  รถยนต์พลังงานไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ค่ายฮอนด้าเริ่มนำมาบุกตลาดอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ ส่งฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ลงสนามไปชิมลางความน่าใช้กันไปก่อน ล่าสุดกับรถไฮบริดขนาดคอมแพ็คท์ของค่าย ก็คือ  ซีวิคที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้จัดให้สื่อมวลชนทดลองขับกันแบบ “วันเดย์ทริป”เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ดอนหอยหลอด  แม้จะสัมผัสกันไม่นาน แต่ก็ครบเครื่องทั้งเรื่องการใช้งานทั้งแบบรถติดในเมืองและถนนโล่งๆนอกเมือง

 


เรื่องของการออกแบบ หรือว่าดีไซน์ตัวรถ คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เนื่องจาก ซีวิคเอง ก็ถือเป็นรถที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความสวยงาม ตั้งแต่หลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้จนถึงรุ่นปัจจุบันก็ยังออกแบบได้สวยโดนใจกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่  ซึ่งการปรับปรุงในตัวไฮบริด ก็ถือว่าปรับเพื่อให้สอดคล้องกับความทันสมัยที่เพิ่มขึ้น และให้ทุกคนที่เห็นทราบว่านี่คือตัวไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์พร้อมกรอบสีฟ้า และไฟท้ายแอลอีดีพร้อมเลนส์สีเคลียร์บลู สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ

ภายในออกแบบมาในทิศทางเดียวกันกับรุ่นปกติ  แผงหน้าปัดดูสวยงาม และไฮเทคด้วยลูกเล่นแพรวพราว  และให้การใช้งานที่ง่ายไม่ยุ่งยาก มองเห็นมาตรวัดต่างๆ ชัดเจน มีระบบต่างๆ มากมายเช่นควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ หรือ i-MID (Intelligent Multi-Information Display) เป็น Smart Interface ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบตามความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงระบบ Eco Assist  ระบบแนะนำการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น

   มาถึงเครื่องยนต์ ระบบไฮบริดอัจฉริยะ ของซีวิค เขาเรียกว่าแบบ อินติเกรเต็ด มอเตอร์ แอสสิสต์ (Integrated Motor Assist - IMA) ซึ่งจะมีการทำงานแบบคู่ขนาน ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ 8 วาล์ว i-VTEC 1.5 ลิตร SOHC และมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้แรงบิดสูงสุดที่ 132 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบต่อนาที กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตัน-เมตร ที่ 500-1,546 รอบต่อนาที กำลังสูงสุด 23 แรงม้า ที่ 1,546-3,000 รอบต่อนาที ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้านี้เน้นการทำงานแบบเสริมแรงมากกว่าการทำงานแบบ “ฉายเดี่ยว” เห็นได้จากการทำงานในโหมด “EV” หรือว่าใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียวๆ นั้น ยังมีจังหวะการทำงาน ที่จับจุดได้ยาก แม้จะมีช่วงการทำงานในความเร็วต่ำ ไม่เกิน 70 กม./ชม. โดยรถจะเข้าโหมด ไฟฟ้าได้ ต้องพร้อมทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ และจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสไตล์ของฮอนด้าที่ดูเหมือนว่าจะคุมยากหน่อย ไม่หนีไฮบริดที่ออกมาก่อนหน้าก็คือแจ๊ส ที่จะเข้าโหมด EV ได้ต้องคุมคันเร่งที่ 40 กม./ชม. อันนี้ก็ยาก แต่คอนเซ็ปท์ของมอเตอร์หลักๆ น่าจะเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมกำลังให้รถยนต์ทำงานได้อย่างแรงแบบไม่ขาดตกบกพร่อง มากกว่า ในขณะที่การฉีดน้ำมันในจังหวะกำลังก็จะน้อยลง จึงทำให้ได้ทั้งเรื่องของความประหยัด และมลพิษที่ต่ำ ซึ่งถ้าเราจะแยกส่วนการทำงานของระบบไฮบริดใน ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด ใหม่จะได้ทั้งหมด 5 ช่วงก็คือ ช่วงออกตัว เครื่องยนต์จะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อน และเสริมแรงด้วยพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกตัว , ช่วงขับขี่ด้วยความเร็วต่ำคงที่ เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน และเข้าสู่โหมด EV โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกครับว่าต้องอาศัยจังหวะ และปัจจัยหลายอย่างหน่อย , ช่วงเร่งแซงมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานผสานกับเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งแซง แรงไม่ตกแน่นอน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแบตเตอรี่ในระบบไฮบริดด้วย , ช่วงเบรก ซึ่งขณะที่เบรก หรือว่าการถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะอาศัยแรงเฉี่อยของรถ และระบบจะนำพลังงานที่สูญเสียไปในขณะเบรกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งกลับคืนสู่แบตเตอรี่ไฮบริด เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ต่อไปซึ่งก็เป็นหลักการของรถไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้าทั่วไป และสุดท้ายคือ ช่วงรถหยุดนิ่ง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ และเข้าสู่โหมด Idling Stop เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานและสภาพแวดล้อม ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ด้วย ซึ่งระบบ Idling Stop ถือว่าทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ ดับตามเงื่อนไขทุกประการแต่การติดๆดับๆในช่วงรถติดบ่อยเกินไปก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย ตรงนี้อยากให้เครื่องยนต์ติดและดับนุ่มนวลกว่านี้จะดีมาก

   ในเรื่องของความแรงต้องบอกว่าเปรี้ยวจี๊ดแม้ว่าใช้เครื่องยนต์พิกัดเล็กเพียง 1.5 ลิตร แต่ได้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมแรง เมื่อกระแทกคันเร่งแรงๆก็พุ่งทะยานได้ดั่งใจสั่งทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เรียกกว่าให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างเครื่องยนต์ในรุ่น 1.8 ลิตร กันเลยทีเดียว 

   ส่วนเรื่องความประหยัด ถ้าพูดเป็นตัวเลขอาจจะต้องว่ากันยาว เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับของคนคุมพวงมาลัย สภาพการจราจร ฯลฯ แต่ที่ฮอนด้าแจงมาว่า ถ้าเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรแล้วน่าจะมีอัตราประหยัดสูงกว่าราว 40 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนตัวที่เราขับเมื่อดูจากจอแสดงค่าเฉลี่ยบนแผงหน้าปัด ซึ่งฮอนด้าเองค่อนข้างแม่นยำพอสมควรนั้น เราทำอัตราการบริโภคได้ 19.2 กม./ลิตร (เฉลี่ยในเมือง-นอกเมือง ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม.) ถือว่าประหยัดไม่น้อยทีเดียว

   นอกเหนือจากเรื่องของเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ไฮบริดแบบลิเธี่ยม ไอออนซึ่งมีน้ำหนักเบา เก็บประจุได้เยอะ รับประกันยาวแล้วอีกอย่างที่ฮอนด้าซีวิค น่าชื่นชมก็คือเรื่องของช่วงล่างที่นิ่มนวล ไม่ออกกระด้าง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเปลี่ยนมาใช้ยางแก้มโตขึ้น ส่วนการเกาะถนน และแฮนด์ลิ่งก็ยังคงให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากรุ่นปกติที่น่าประทับใจเหมือนเดิม

 
 

Page 6 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )