Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : Volvo S60 T5 ยกระดับความแรงจากขุมพลัง Drive-E Powertrain

Saturday, 23 May 2015 14:02

   VOLVO S60 T5 รุ่นล่าสุดได้รับการยกระดับสมรรถนะความแรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินบล็อคใหม่ Drive-E Powertrain แบบ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบที่ให้พลังเท่ากับรถเครื่อง 6 สูบ แต่กินน้ำมันน้อยกว่าเครื่อง 4 สูบและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 144 กรัมต่อกิโลเมตร โดยวอลโว่เคาะราคารถยนต์รุ่นนี้ไว้ที่ 2,449,000 บาท 

   รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นสะดุดตามากขึ้น ด้วยกันชนใหม่ทั้งหน้าและหลัง ไฟหน้าทรงเฉียบรับกับฝากระโปรงหน้าใหม่และกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นแต่งด้วยสีดำตัดโครเมี่ยม พร้อมติดตั้งไฟ Daylight running ที่มุมหน้ารถทั้งสองด้านช่วยทำให้ตัวรถดูกดต่ำพร้อมเสริมความปลอดภัยเมื่อขับตอนกลางวัน และเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อลายสวยเฉียบรับกับตัวรถ ขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 235/40R18

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมการตกแต่งรายละเอียดหลายจุดที่สะท้อนถึงความประณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบสแกนดิเนเวียนดีไซน์ เช่น การซ่อนท่อฉีดน้ำล้างกระจกไว้ใต้ฝากระโปรงรถ ฝาครอบเรดาร์ด้านหน้าถูกพ่นเป็นสีดำมันเงาทำให้เรดาร์กลมกลืนไปกับกระจังหน้า ทางด้านหลังท่อไอเสียดีไซน์ใหม่เพิ่มความเท่สไตล์สปอร์ตด้วยปลายท่อทรงเหลี่ยม 2 ท่อ

   ภายในห้องโดยสารผสานความหรูและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว  ภายใต้การดีไซน์สไตล์วอลโว่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เน้นความประณีตทุกจุดไม่ว่าจะเป็นการใช้หนังคุณภาพสูงที่บุเบาะที่นั่ง เพดานบุวัสดุสีกลมกลืนกับการตกแต่งภายใน รวมทั้งเพิ่มความเท่ด้วยการตกแต่งภายในลาย Aluminium Metal Inlay บริเวณกรอบช่องแอร์และปุ่มควบคุมไฟต่างๆ เป็นสีโลหะด้านดูทันสมัย   พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน สปอร์ตกึ่งหรูหุ้มด้วยหนังจับได้กระชับถนัดมือในทุกตำแหน่งการเลี้ยว และยังเพิ่มความเร้าใจด้วยแพ็ทเดิลชิฟหลังพวงมาลัยสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้สนุกเช่นเดียวกับการขับรถเกียร์ธรรมดา และชุดเกียร์ตกแต่งในโทนสีดำ Piano Black ขลิบสีโลหะด้านดูหรูจับได้กระชับมือ  ส่วนเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตดีไซน์รับกับสรีระ ทำให้นั่งสบายและผ่อนคลายแม้เดินทางทางไกล พร้อมทั้งให้ความรู้สึกได้ถึงความกระชับสรีระทั้งด้านข้างของเบาะที่นูนรับสีข้างแผ่นหลังและไหล่ได้อย่างเหมาะเจาะ และนั่งได้อย่างมั่นคงตลอดการขับขี่ ตัวไม่ลื่นไหลแม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

   นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือลูกเล่นการตกแต่งแผงหน้าปัดที่แพรวพราว ล้ำสมัย เป็นแบบดิจิตอล Adaptive Digital Display ให้ความสะดวกในการทำงาน สามารถเรียกและใช้งานข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้สะดวก โดยมีการแสดงผลให้เลือกถึง 3 แบบคือ Elegance, Eco และ Performance โดยแสดงผลแบบอินเทอร์แอคทีฟใช้กราฟฟิกที่ดูง่าย และยังสามารถใช้งานได้เต็มประโยชน์ เพราะหน้าจอจะแสดงข้อมูลสำคัญในแต่ละสถานการณ์การขับขี่ได้

   Elegance แสดงผลด้วยโทนสีเหลือง ในรูปแบบดั้งเดิมแต่ทำให้อ่านง่ายด้วยภาพกราฟฟิก เช่น สัญลักษณ์แสดงระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)  ทางด้านซ้ายจะเป็นหน้าปัดแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอก และระดับน้ำมันในถัง ส่วนด้านขวาจะแสดงรอบเครื่องยนต์ เวลา และตำแหน่งเกียร์ที่ใช้

   Eco แสดงผลด้วยโทนสีเขียว เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาตรวัดแบบ Eco จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ แสดงปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในขณะนั้น และปริมาณการใช้เชื้อเพลิงสะสม หากผู้ขับขี่ประหยัดเชื้อเพลิงมากที่สุดก็จะมีไฟเขียวแสดงขึ้น  ส่วนทางด้านซ้ายจะแสดง Eco Guide ที่วัดความเร็วรถ ความเร็วรอบเครื่อง ตำแหน่งวาล์วปีกผีเสื้อ (Throttle) และการเบรกเพื่อประเมินความประหยัดของเชื้อเพลิง และแนะแนวทางให้ผู้ขับขับขี่ประหยัดมากยิ่งขึ้น  และจะมีกราฟเส้นแสดงว่าประหยัดน้ำมัน รวมทั้งมีการคำนวณอัตราการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยใน 2-3 นาทีที่ผ่านมา และแสดงให้เห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเมื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ยิ่งสัญลักษณ์ดังกล่าวอยู่ใกล้ด้านบนมากเท่าไร ไฟเครื่องหมาย e จะติดแสดงว่ามีการประหยัดเชื้อเพลิงมาก ระบบนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดพลังงานได้ในทุกสถานการณ์

   Performance แสดงผลด้วยโทนสีแดง ให้อารมณ์สปอร์ต มาตรวัดตรงกลางจะแสดงมาตรวัด      รอบเครื่องแทนที่จะเป็นความเร็วรถอย่างในแบบ Elegance หรือ Eco ความเร็วของรถจะแสดงในรูปแบบตัวเลขดิจิตอลตรงกลาง ทางด้านขวาเป็นมาตรแสดงพลังที่บอกให้ผู้ขับทราบว่าในแต่ละวินาทีรถมีกำลังอยู่เท่าไร และใช้ไปเท่าไร Power Guide ช่วยให้ผู้ขับขี่เร่งได้เต็มที่เพื่อการแซงอย่างปลอดภัย

   สมรรถนะการขับเคลื่อนมาพร้อมขุมพลังใหม่ Drive-E Powertrain แบบ T5 ขนาด 2.0 ลิตรแบบ 4 สูบไดเร็กอินเจ็กชั่น พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 220 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,000 รอบต่อนาที เริ่มทดลองขับสามารถสตาร์ทรถด้วยปุ่มตามสมัยนิยม เสียงเครื่องยนต์เงียบนิ่ง   ความแรงของเครื่องยนต์ตอบสนองได้ทันใจตั้งแต่จังหวะออกตัว ลองกดคันเร่งหนักๆความเร็วกระชากแรงหลังติดเบาะในทันที  โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. การันตีความเร้าใจภายในเวลาเพียง 6.7 วินาที  ส่วนช่วงความเร็วปลายลองแบบจัดหนักทะลุ 200 กม./ชม.ไปได้แบบไม่ต้องลุ้นกันนาน

    การส่งต่อกำลังของระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ใหม่ ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี รวดเร็ว ราบเรียบ นุ่มนวล แทบไม่รู้สึกกระตุกเวลาเปลี่ยนเกียร์  โดยวอลโว่เซ็ทเกียร์ให้มีอัตราทดที่กว้างขึ้น เกียร์ 1 เร่งออกตัวได้ทันใจ ขณะที่จังหวะเกียร์สูงสุดช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากโดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วคงที่ต่อเนื่องในการขับเดินทางไกล  ซึ่งให้ความประหยัดน้ำมันได้อย่างน่าทึ่งสวนทางกับความแรง โดยสามารถวิ่งเฉลี่ยในและนอกเมืองที่ประมาณ 16 ก.ม. ต่อ ลิตร

   การหยุดหรือชะลอรถทำได้ดีในทุกจังหวะความเร็ว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ โดยให้ความมั่นใจด้วยเทคโนโลยีการเบรคที่หลากหลาย อาทิระบบ Ready Alert Brakes ที่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไรจะต้องเบรกกระทันหัน โดยคาลิปเปอร์เบรกจะกดเบาๆ บนจานเบรกก่อนที่ผู้ขับจะเหยียบเบรก เพื่อช่วยให้หยุดรถได้อย่างมั่นใจ , ระบบ Hydraulic Brake Assist ช่วยลดระยะเบรกให้เหลือสั้นที่สุดได้อย่างปลอดภัย , ระบบOptimized Hydraulic Brake ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของเบรก และ Fading Brake Support ที่ใช้ระบบไฮโดรลิกในการเพิ่มแรงเบรกเมื่อเหยียบเบรกอย่างแรง ซึ่งช่วยลดปัญหาเบรกจม ทำให้มั่นใจมากขึ้น

   นอกจากนี้ VOLVO S60 T5 ยังได้รับการพัฒนาเทคโนโลยี่เพื่อความปลอดภัยมากมาย ไม่ใช่แค่เฉพาะความปลอดภัยของผู้ขับและผู้โดยสาร แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โดยวอลโว่ได้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ขับขี่และคนเดินถนนให้ปลอดภัย ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันการชนพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ ที่ให้รถไม่ชนรถ รถไม่ชนคน และรถไม่ชนจักรยาน เป็นครั้งแรกของโลกยนตรกรรม และนี่คือหนึ่งในความมุ่งมั่นที่วอลโว่ต้องการลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตให้เป็นศูนย์ ตามสโลแกน“ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี !!!

 

TEST DRIVE : NISSAN NOTE กว้างขวาง ขับสบายตามสไตล์อีโคคาร์ยุคใหม่

Wednesday, 05 April 2017 04:23

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดลองขับ NISSAN NOTE อีโคคาร์สไตล์คอมแพ็คแฮทช์แบค ที่ออกแบบและพัฒนาตามยุคสมัยให้มีทั้งรูปโฉมโฉบเฉี่ยวสวยงาม ตัวถังใหญ่กว้างขวางสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ต้องมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสร้างความอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง โดยพัฒนาภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต Nissan Intelligent Mobility ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแนวทางหลักที่นิสสันใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม  

   การทดลองขับครั้งนี้เป็นแบบวันเดย์ทริป เช้าไปเย็นกลับภายใต้เส้นทาง กรุงเทพ-อัมพวา-สมุทรสาคร ระยะทางรวม 200 กิโลเมตร    ต้องผ่านการจราจรในเมือง ผ่านทางหลวงหมายเลข35 ( พระราม2 ) ผ่านแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมือง สามารถสัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่ ความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน

   NISSAN NOTE เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความก้าวล้ำของนิสสัน ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่  ที่ต้องการรถยนต์ที่มีดีไซน์สวย โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย ให้ความคล่องตัว อุ่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญพร้อมอรรถประโยชน์ครบครัน   ซึ่งนิสสัน ตั้งเป้าหมายจำหน่ายรถรุ่นนี้ในช่วงสองเดือนแรกที่ 2000 คัน รวมเป้าจำหน่ายในปีงบประมาณ 2017 อยู่ที่ 15,000 คัน 

   NISSAN NOTE ได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม โดดเด่นอย่างมีสไตล์ เส้นสายภายนอกให้ทั้งความสมดุลย์ สำหรับจุดเด่นเริ่มจากกระจังหน้าแบบ V-Motion ตามสไตล์ของนิสสันในยุคปัจจุบัน เติมความหรูด้วยแถบโครเมียมในแนวกันชนหน้า โคมไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ ปรับสูง-ต่ำได้  พร้อม LED Signature Light มาพร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า  ไฟท้าย LED รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรก LED ขณะที่เส้นสายด้านข้างดูลงตัวจากเส้นสายและความโค้งมนตลอดคัน มือจับประตู กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถพับและปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความปลอดภัยแก่ตัวเองและเพื่อนร่วมทางส่วนด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์เสริมความสปอร์ต

   ภายในห้องโดยสารการออกแบบเน้นใช้โทนด้วยสีดำสื่ออารมณ์สปอร์ต เติมความหรูผ่านวัสดุตกแต่งสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดสีเปียโนแบค เบาะนั่งโอบกระชับเดินทางไกลไม่เมื่อยล้า พวงมาลัยใหม่ทรงสปอร์ต แบบ D-Shape ปรับสูงต่ำได้ ช่วยให้การเข้าออกตำแหน่างผู้ขับขี่สะดวกขึ้น โดยรุ่น VL ที่ทดลองขับเป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงมัลติอินโฟเมชัน ดิสเพลย์ (MID) ช่วยให้อ่านข้อมูลการขับขี่ต่างๆได้ง่ายไม่ต้องละสายตาจากถนนนานเกินไป  อีกอย่างที่สัมผัสได้จะๆสำหรับ NISSAN NOTE คือระบบปรับอากาศอัตโนมัติทำให้ห้องโดยสารมีความเย็นสบายแบบทั่วถึง และยังมาพร้อมกับระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบที่ยังเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันผ่านสาย HDMI และเทคโนโลยี mirror link ซึ่งทั้งหมดทำให้การเดินทางเพลิดเพลินและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารระหว่างขับขี่ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและเบาะหลังจะไม่รู้สึกอึดอัดจากห้องโดยสารที่มีความกว้างขวางโป่งสบายซึ่งเป็นจุดเด่นของ NISSAN NOTE ด้วยระยะห่างระหว่างเบาะหน้าและเบาะหลังที่ปรับได้มากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่ช่วงขาและช่วงเข่ามากขึ้น

   สำหรับการทดลองขับครั้งแรกเริ่มต้นจากใจกลางเมืองย่านสาธร ช่วงแรกทำความคุ้นเคยและสัมผัสกับฟังก์ชันการทำงานต่างๆ และความสะดวกสบาย ความคล่องตัวจากวงเลี้ยวที่แคบตามสไตล์รถคนเมือง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ เนื่องจากการขับขี่ในสภาพจราจรช่วงแรกต้องเบรกและออกตัวบ่อยครั้ง จากนั้นขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าสะพานพระราม 9 เพื่อออกสู่ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางที่ใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้น แม้จะมีปริมาณรถหนาตา และทำให้รับรู้ได้ว่าเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ที่มาพร้อมกับหัวฉีดอิเลคทรอนิค มัลติพอยท์ (ECCS) 32 บิท  ให้กำลังได้สูงสุด 79 แรงม้า ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ทำความเร็วและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และยังประหยัดน้ำมันได้ดี แถมยังเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมเพราะปล่อยต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4  และมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ด้วย

   สำหรับการขับขี่ทางไกลบนทางหลวงหลักระหว่างเมือง ยังอุ่นใจได้กับการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยยุคใหม่เต็มคัน โดยเฉพาะระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง (Lane Departure Warning – LDW) ซึ่งจะเตือนส่งเสียงเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบจะตรวจจับอาการของรถ หากพบว่าล้อเหยียบเส้นแบ่งเลนโดยไม่ตั้งใจคือผู้ขับไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบก็จะเตือนให้ผู้ขับได้รู้ตัวเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ซึ่งระบบนี้จะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม. ขึ้นไป นอกจากนี้นิสสันยังนำเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ๆมาใส่เต็มเพียบ ทั้ง Intelligent Around View Monitor (AVM) กล้องมองภาพรอบทิศทาง และมองเห็นได้รอบคัน ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหว หรือ Moving Object Detection (MOD) ด้วยการออกแบบให้ภาพจากกล้องแสดงผลที่กระจกมองหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเห็นภาพจากกล้อง และภาพที่สะท้อนบนกระจกมองหลังได้ในเวลาเดียวกัน  และเน้นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้วยการติดตั้งระบบ Intelligent Forward Collision Warning (FCW) หรือระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า เตือนเป็นสัญญาณเสียง และสัญลักษณ์ที่หน้าปัด เสมือนมีตัวช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่หนาแน่น และยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบ Intelligent Emergency Braking ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชน  โดยวิเคราะห์ระยะห่าง และความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติ

   จากถนนพระราม 2 เราตัดผ่านตัวเมืองสมุทรสาครมุ่งสู่อัมพวา แหล่งท่องเที่ยวสุดชิคที่ยังสมบูรณ์ทั้งวิวทิวทัศน์ตามวิถีชีวิตชนบท และวัฒนธรรมน่าสนใจ เส้นทางรอบเมืองอัมพวาเป็นถนนสองเลนลัดเลาะไปตามชุมชน ร่มรื่นด้วยสวนผลไม้  บางช่วงทางค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว ทำให้ได้รับรู้การตอบสนองของระบบช่วงล่าง และความแม่นยำของพวงมาลัย เป็นความท้าทายที่ให้ทั้งความสนุกและความเพลิดเพลิน ด้วยช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็น ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ขับสบายตามสไตล์รถสำหรับคนเมืองขนานแท้

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ นิสสันยังมีกิจกรรมเพื่อให้ผู้ทดสอบได้รับรู้ถึงจุดเด่นอีกหลายอย่าง เช่น ความสามารถในการบรรจุสิ่งของจากพื้นที่ด้านท้าย ประกอบกับเบาะนั่งด้านหลังที่พับได้แบบ 60/40 ในรุ่น VL และปรับชิ้นเดียวในรุ่น V ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น และยังมีอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่น่าจะถูกใจและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากๆ คือถาดปรับระดับท้าย 2 ชั้น ที่ช่วยการจัดเรียงสัมภาระได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น  และบานประตูตอนหลังยังเปิดได้กว้างเป็นพิเศษถึง 85 องศา เอื้อประโยชน์ให้ผู้โดยสารขึ้นลงสะดวก และช่วยให้การขนของชิ้นใหญ่ๆขึ้นลงจากทางด้านข้างทำได้ง่ายขึ้นด้วย

   NISSAN NOET ยังมีอีกหลายฟังค์ชั่นที่น่าสนใจ เช่นทุกรุ่นมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความปลอดภัยทั้งในเชิงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และ ระบบลดความรุนแรง ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) โครงสร้างตัวถังนิรภัยเป็นแบบ Zone Body Concept มีความแข็งแรง ให้ความยืดหยุ่น และกระจายแรงกระแทก เพื่อปกป้องห้องโดยสารและผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติเหตุ ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า แบบ 3 จุด แบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ปรับสูง-ต่ำได้ เพื่อความเหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กด้วยจุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากในรถ เสริมความมั่นใจด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล้อค (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ แอลอีดี ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ลดการไหลของรถในจังหวะออกตัว

   การทำตลาด NISSAN NOTE มีให้เลือก 2 รุ่น ย่อย คือ 1.2 V CVT ราคา 568,000 บาท และรุ่น 1.2 VL CVT ราคา 640,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียน เรด, สีชมพู สวีท พิงค์, สีม่วง พลัม, สีขาว ไวท์ เพิร์ล, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีดำ แบล็ค สตาร์ สำหรับผู้ที่สนใจลองไปสัมผัสของจริงได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : HONDA MOBILIO มินิแวน แนวสปอร์ต!

Thursday, 28 May 2015 14:15

   HONDA MOBILIO  มินิแวนอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพ็คท์  ได้รับการออกแบบในแนวสปอร์ตทันสมัย พร้อมให้ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารตามแบบฉบับรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยทางเลือกที่หลากหลาย และให้ความคุ้มค่าด้วยระดับราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ซับคอมแพ็คท์ 4 ที่นั่งทั่วไป เริ่มตั้งแต่ 597,000 – 739,000 บาท

   รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมจะดูคล้ายๆกับ HONDA BRIO โดยเฉพาะมุมมองด้านหน้า แต่ขนาดตัวถังจะใหญ่และยาวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยรูปทรงของตัวถังจะดูปราดเปรียวและกระจกหน้าต่างด้านข้างตัวรถที่เรียงต่อกันจากหน้ารถเชื่อมต่อไปด้านท้ายรถได้อย่างลงตัว โดยมีการออกแบบกันชนหน้า กระจังหน้า และฝากระโปรงในสไตล์สปอร์ต ส่วนจุดเด่นของด้านท้ายคือการออกแบบเสาหลังแบบลอยตัว และดีไซน์ชุดไฟท้ายที่โฉบเฉี่ยวรูปทรงรับกับเส้นสายตัวรถได้ดี

   สำหรับ HONDA MOBILIO ที่ทดลองขับจะเป็นรุ่นท็อปสุด คือ รุ่นRS  เป็นรุ่นที่แต่งแบบสปอร์ตค่าตัว 739,000 บาท ซึ่งในรุ่นRS จะได้กันชนหน้าที่ออกแบบด้านล่างให้มีสปอยเลอร์ในตัว สำหรับจุดขายของความเป็นสปอร์ตรวมถึงสเกิร์ตข้าง ส่วนด้านหลังนอกจากกันชนท้ายที่มีเสกิร์ตในตัวแล้วยังได้สปอยเลอร์ทรงเฉียบติดหลังคามาให้ด้วย เมื่อดูภาพรวมก็ถือว่าสวยลงตัวดีไม่ต้องไปปรับแต่งเพิ่มให้เสียเงิน รวมถึงลายของล้อแม็กซ์ก็เป็นรูปใบพัดดูสปอร์ตสวยงามดีอยู่แล้ว

   จุดขายของรถครอบครัวนั้นหนีไม่พ้นภายในห้องโดยสาร จากการวางเบาะนั่ง 3 แถว ให้มีช่องว่างของแต่ละแถวเพียงพอกับการวางขาเพื่อให้นั่งได้สบายเวลาเดินทาง  การเข้าไปยังเบาะแถวหลังสุดนั้นทำได้ง่าย กับการพับเบาะแถวกลางเพียงจังหวะเดียว เบาะก็พับไปทางด้านหน้า ทำให้ไม่มีอะไรมาเกะกะในการเข้าออก ซึ่งเบาะแถวหลังยังสามารถพับเก็บ สำหรับการวางสัมภาระได้เพิ่มขึ้น   เมื่อพับเบาะนั่งแถวหลังสุดแล้วยังจะได้กล่องเก็บของเอาไว้เก็บพวกรองเท้า หรือ สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจจะส่งกลิ่นออกมาได้ หรืออาจจะเก็บของที่ต้องการปกปิดก็ไม่มีปัญหา

   เมื่อคนไทยมีส่วนร่วมในการออกแบบ ย่อมจะเข้าใจความต้องการของคนขับรถพวงมาลัยขวาพวกแผงคอนโซลจะมีการเว้าหลบเข่าของผู้โดยสารตอนหน้า ส่วนคนขับรถเกียร์อัตโนมัติเท้าซ้ายย่อมไม่ได้ใช้งาน เมื่อวางแปะไปทางด้านซ้าย ก็ไม่มีคอนโซลมาเกะกะ รวมถึงไม่โดนคันเกียร์อีกต่างหาก เป็นความผ่อนคลายที่หาได้ยากรถในคลาสนี้  ส่วนการดีไซน์โดยรวมชุดแผงแดชบอร์ดและสวิทซ์ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงเบาะนั่งคู่หน้าจะเป็นส่วนผสมที่ยกชุดมาจาก BRIO  แต่คุณภาพวัสดุจะดูดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับ BRIO  เบาะนั่งทั้ง 3 แถวไม่รู้สึกอึดอัด เป็นเบาะผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่าหนังและไม่ร้อนเวลาจอดตากแดดเป็นเวลานาน

   แม้จะใช้พื้นฐานร่วมกับ BRIO หลายจุด แต่เมื่อขนาดตัวถังมีการขยับขยายให้ใหญ่โตมากขึ้น เครื่องยนต์พิกัดอีโคคาร์ 1.2 ลิตร ก็ไม่น่าเพียงพอ   ฮอนด้าจึงเลือกที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จากซับคอมแพ็คท์ HONDA JAZZ และ CITY ใหม่ ที่มีกำลังมากกว่าสามารถแบกน้ำหนักตัวถังและการบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากได้สบาย โดยพื้นฐานของเครื่องยนต์จะเป็นแบบ แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC  SOHC ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ซีวีที รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E20 เท่านั้น

   สมรรถนะการขับขี่ อัตราเร่งช่วงแรกตามสไตล์รถเกียร์ซีวีที ต้องค่อยๆกดคันเร่งแบบนุ่มนวลไม่ต้องใจร้อนถึงขั้นกดคันเร่งลึก  ความเร็วก็จะไต่ขึ้นมาเอง ซึ่งถือว่าอัตราเร่งช่วงต้นมาได้ทันใจพอสมควร  ส่วนช่วงความเร็วลอยตัว จัดว่าจัดจ้านเร่งแซงได้ทันใจ  เพียงแต่รอบเครื่องยนต์จะครางขึ้นมาให้ได้ยินชัดเจนกว่าขับขี่ปกติเท่านั้นเอง   เวลาวิ่งเดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ถือว่าต่ำความเร็ว 100 กม./ชม. อยู่ที่ 2,000 รอบ/นาที พอกดคันเร่งหนักๆ รอบเครื่องยนต์ขึ้นไป 3,000-4,000 รอบ/นาที พร้อมอัตราเร่งที่มาเร็วกว่าเกียร์ซีวีทียุคเก่า เรียกว่าให้ความแรง ขับสนุกใกล้เคียงกับเกียร์อัตโนมัติปกติกันเลยทีเดียว

   ส่วนการปรับจูนช่วงล่างทำได้ดี แม้ตัวถังจะค่อนข้างใหญ่และยาว  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทได้รับการปรับมุมของล้อหน้า (Kingpin) ให้ไปด้านหลังมากเป็นพิเศษ  ขนาดมุมล้อ (Caster) ที่กว้างจึงช่วยลดการโคลงตัวของรถขณะเลี้ยว และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม H-Shape ได้รับการปรับอัตราส่วนความยืดหยุ่นสปริงบริเวณคาน และพัฒนาจุดยึดบริเวณคานรับน้ำหนักอุปกรณ์ช่วงล่างให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้แสดงผลให้เห็นชัดเจน เมื่อใช้ความเร็วเดินทางระดับ 120 กม./ชม. รู้สึกได้ถึงการซับแรงกระแทกที่ดี  การทรงตัวค่อนข้างมั่นคง แม้จะลองที่ความเร็วระดับ 150-160 กม./ชม. ก็ยังควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย

HONDA MOBILIOกับทางเลือกการทำตลาดที่หลากหลาย

- รุ่น RS AT มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตในทุกมุมมอง ด้วยกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้า กันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ต พร้อมสเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED  ภายในสีดำ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว โดยแถวที่ 2 พับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบแบบจังหวะเดียว (One Motion) และมีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch มาพร้อมการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ลำโพง 4 ตัว ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) ราคา 739,000 บาท

- รุ่น V AT ภายในสีเบจ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว พร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ราคา 682,000 บาท

- รุ่น S มีทั้งแบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) และเกียร์ธรรมดา (MT) ภายในสีดำ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 2 แถว ซึ่งมีพื้นที่ด้านหลังเพื่อบรรทุกสัมภาระได้จำนวนมาก พร้อมถาดรองสัมภาระท้ายรถ เพื่อความสะดวกในการบรรทุกของต่าง ๆ รุ่น S AT ราคา 642,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 597,000 บาท

 
 

TEST DRIVE : บทพิสูจน์ความประหยัด MAZDA 2 SKYACTIV-D กรุงเทพฯ- มาเลเซีย

Tuesday, 07 April 2015 15:51

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จัดกิจกรรมพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D โดยเชิญสื่อมวลชนไทยและมาเลเซีย ทดลองขับ MAZDA 2 และ MAZDA CX-5 ในรูปแบบการแข่งขันขับประหยัดน้ำมัน ภายใต้เส้นทางกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ด้วยระยะทางเกือบ 1,200 กิโลเมตร

   MAZDA 2 รุ่นนี้ถ้าจะว่ากันที่ขนาดตัวถังเพียวๆจะจัดอยู่ในกลุ่มรถซับคอมแพ็คท์เช่นเดียวกับ MAZDA 2 รุ่นเดิม แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์เฟส 2 จึงนำเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร มาใช้  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ MAZDA 2 ใหม่ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มรถอีโคคาร์ออกขายได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากการพัฒนาตัวรถโดยรวมสามารถผ่านข้อกำหนดของโครงการอีโคคาร์เฟส 2 โดยเฉพาะเรื่องของขนาดตัวถัง ชิ้นส่วนต่างๆที่ต้องผลิตในประเทศเป็นหลัก ขนาดของเครื่องยนต์เบนซินก็ต้องไม่เกิน 1.3 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลต้องไม่เกิน 1.5 ลิตร และที่สำคัญต้องผ่านข้อกำหนดด้านความประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 23 กม./ลิตร จากเดิมอีโคคาร์เฟสแรก 20 กม./ลิตร  รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ ยูโร 5 โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร

   และถึงแม้ว่า MAZDA 2 ใหม่จะจัดอยู่ในกลุ่มรถอีโคคาร์ แต่สิ่งที่ให้มาไม่แพ้รถยนต์หรูโดยเฉพาะในตัวท็อบ ซึ่งเป็นตัวเลือกของคนที่ต้องการความโดดเด่นทางสังคม ทางมาสด้าจึงไม่ยอมลดเกรดตัวรถ แต่กับพัฒนาให้เป็นรถขับซับคอมแพ็คท์ชั้นหรูที่ใส่ออฟชั่นมาแบบไม่ยั้ง เรียกว่ามีออฟชั่นและดีไซน์ไม่ได้เป็นรองรุ่นพี่อย่าง MAZDA 3 ต่างกันแค่ขนาด  ราคาตัวท็อบจึงขยับใกล้เคียงกับ MAZDA 3 รุ่นล่างชนิดหายใจลดต้นคอ

   Mazda Skyactiv Clean Diesel Challenge หรือการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันเพื่อพิสูจน์เทคโนโลยีคลีนดีเซล SKYACTIV-D จะแบ่งรุ่นย่อยในการแข่งออกเป็น MAZDA 2 ซีดาน ผู้สื่อข่าวไทยสายหิน จำนวน 10 คัน ซึ่ง AUTOPLACE ร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ต่อมาจะเป็น MAZDA 2 แฮทช์แบ็ค 10 คัน แบ่งเป็นผู้สื่อข่าวไทย 5 คันและมาเลเซีย 5 คัน  และ MAZDA CX-5  5 คันสำหรับผู้สื่อข่าวไทย  กติกาที่ใช้ในการแข่งขันจะไม่เหมือนที่ผ่านๆมา โดยมีทีมงานจัดการแข่งขันจากประเทศมาเลเซียเป็นผู้ควบคุมซึ่งจะเข้มงวดมาก สามารถใช้ตัวเลขมาอ้างอิงได้  ทุกช่วงห้ามขับเกินเวลาที่กำหนดไว้ หากเกินจะโดนปรับ 5 นาทีแรก 0.3 ลิตร/100 กม. เมื่อดูระยะทางรวมทั้งหมดจะต้องโดนปรับถึง 3.4 ลิตร/ช่วง ซึ่งกติกานี้คนไทยทั้งหมดยังไม่เคยเจอมาก่อน  แต่ถ้าเข้าสาย 2 ครั้งก็โดนบวกถึง 6.8 ลิตร แพ้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว ทำให้ทุกคันต้องใช้ความเร็วในการเดินทางค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 80-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง

   การแข่งขันครั้งนี้ขอโฟกัสเฉพาะ MAZDA 2 ซีดาน ที่เราร่วมแข่งขัน โดยช่วงแรกออกจากโชว์รูมเวิร์นส์ มาสด้า ถนนวิภาวดีรังสิตใกล้แยกสุทธิสารขับขึ้นทางด่วนฝ่าการจราจรที่คับคั่งช่วง 7 โมงเช้า ไปลงตรงดาวคะนองแล้วไปลงเวลาจุดแรกที่ปั้มเชลล์ปราณบุรีที่มีการซ่อมบำรุงทางรวมถึงด่านตรวจระยะทาง 205 กม.ที่มีความเร็วเฉลี่ย 65 กม./ชม. นั้นต้องขับกัน 80-100 กม./ชม. ถึงจะทัน คนที่คำนวณเวลาไม่ดีก็ต้องเข้าสายโดนบวกน้ำมันเพิ่มไปแล้ว ส่วนช่วงที่สองจากปราณบุรีไปยังตัวเมืองประจวบฯสบายใจหน่อย ไม่เจออุปสรรคมากเท่าช่วงแรกใช้การเดินทาง 65 นาที กับระยะทาง 73 กม. แต่ก็ต้องคุมความเร็วเอาไว้แถวๆ 80 กม./ชม. คนที่พยามยามทำตัวเลขความประหยัดเพื่อชดเชยกับช่วงแรกที่ทำไม่ได้ ก็ใช้เวลาเกินซะเป็นส่วนใหญ่

   ช่วงสามออกจากประจวบคีรีขันธ์เข้าชุมพร ระยะทาง 173 กม.ใช้เวลาเดินทาง 155 นาที เป็นช่วงที่ไม่มีใครโดนปรับเกินเวลา แต่ละคนทำความเร็วเพิ่มขึ้น ใช้ความเร็วในการเดินทาง 80-85 กม./ชม หลังจากนั้นออกจากชุมพรเดินทางต่อไปพักแรมคืนแรกที่สุราษฎร์ธานี การขับขี่ช่วงนี้มีไฟแดงเยอะ จึงต้องเผื่อระยะทางเอาไว้ด้วย ระยะทาง 190 กม. ใช้เวลา 170 นาที ช่วงนี้ยังคงใช้ความเร็วระดับ 80-90 กม./ชม. อยู่ เพื่อไม่ให้เข้าสาย รถทุกคันเข้าก่อนเวลาทั้งหมด

   หลังจากพักผ่อนตอนเช้าก็เดินทางต่อตั้งแต่ตอน 7 โมง เพื่อไปยังปั้มเชลล์ชะมาย เป็นช่วงที่เจอรถเยอะและไฟแดงหลายจุด แต่ก็ยังไม่มีใครพลาดในระยะทาง 138 กม. ที่ใช้เวลา 125 นาที จากชะมายถึงร้านอาหารหลานตาชูในจังหวัดพัทลุงจะมีไฟแดงหลายจุดโดยเฉพาะไฟแดงก่อนถึงร้านจะนานเป็นพิเศษ ใครไม่เผื่อเวลาเอาไว้ก็จะโดนลงโทษ ก็มีหลายคันที่เข้าสายในจุดนี้กับระยะทาง 75 กม. จากพัทลุงมุ่งหน้าต่อเนื่องสู่ด่านสะเดา ช่วงนี้มีไฟแดงเยอะเป็นพิเศษ แต่ละคันจะใช้ความเร็วสูงขึ้น ซึ่งจะมีไฟแดงถี่ โดยเฉพาะจากหาดใหญ่ถึงสะเดา แต่ก็ไม่มีใครพลาดระยะทางจุดนี้ 146 กม.

   จากด่านสะเดาก็ยังแข่งขันต่อเพื่อเข้าสู่มาเลเซีย โดยมีด่านทั้งฝั่งไทยและมาเลเซียที่มีรถรอผ่านด่านหนาแน่นยังคงไม่มีการเติมน้ำมัน โดยจะเติมน้ำมันวัดผลเมื่อข้ามฝั่งมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่ละคันจะคอยลุ้นเพื่อดูผลงานของตัวเอง สำหรับคันที่ขับไม่โดนลงโทษในรุ่นซีดานถือว่าได้ที่ 1 แบบไม่ต้องลุ้น เพราะไม่โดนบวกน้ำมันขั้นต่ำถึง 3.4 ลิตร  โดยระยะทางรวม 1,041 กิโลเมตร คันที่ชนะเลิศใช้น้ำมันทั้งหมด 31.35 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 33.21 กิโลเมตร /ลิตร ส่วนคันขับประหยัดน้ำมันสูงสุดในครั้งนี้เติมไปเพียง 28.18 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 36.94 กิโลเมตร /ลิตร แต่เกินเวลา 1 ช่วง ต้องบวกน้ำมันไป 3.4 ลิตร จึงได้ที่ 1 ร่วม ส่วนคันที่ผมขับต้องบอกก่อนว่าเป็นเพียงคันเดียวที่เป็นรุ่นรองท็อปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ MAZDA 2 ซีดานรุ่นท็อปทั้งหมด 9 คัน  ตัวเลขแสดงระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่ในถังก็จะน้อยกว่ารุ่นท็อปตลอดในทุกๆช่วงการลงเวลา แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุดการแข่งขันก็ยังประคับประคองให้ตัวเลขความประหยัดแท้ๆไม่รวมโดนบวกเกินเวลาไป1ช่วง 3.4 ลิตร ผลลัพธ์ความประหยัดก็ยังมาเป็นอันดับ 2 ใช้น้ำมันไป 29.55 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 35.23  กิโลเมตร /ลิตร  ถึงตรงนี้คงต้องขอยอมรับในความประหยัดของ MAZDA 2  เทคโนโลยีคลีนดีเซล SKYACTIV-D แบบไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกต่อไป !!!!!

 

TEST DRIVE : TOYOTA FORTUNER อัพเกรดสมรรถนะการขับเคลื่อน

Thursday, 21 March 2013 15:57

   TOYOTA FORTUNER เปิดตัวในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2005 ปัจจุบันมีสัดส่วนการจัดจำหน่ายถึง 48% ในรถประเภทนี้ ซึ่งโมเดลที่ทำตลาดตอนนี้ได้มีการปรับโฉมแบบบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ พร้อมกับปรับเล็กอีกครั้งด้วยการอัพเกรดสมรรถนะการขับเคลื่อนทั้งเครื่อง ยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบช่วงล่างที่ให้การทรงตัวดียิ่งขึ้น

   สำหรับการทดลองขับครั้งล่าสุดนี้เราได้สัมผัสกับตัวท็อป 3.0 V 5AT 4WD ค่าตัว 1,437,000 บาท ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลาที่ให้การเกาะถนนแน่น หนึบเทียบเคียงกับรถเอสยูวีแท้ๆ โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ FORTUNER จะมี Torsen LSD ติดไว้ตรงเพลากลางเพื่อปรับเปลี่ยนการส่งกำลังไปยังล้อหน้าและหลังให้ได้สมดุล
   หากขับขี่ปกติทั่วๆไป กำลังแต่ละล้อจะรับไป 25% พอถึงโค้งก็จะมีการปรับเปลี่ยนกำลังของล้อทั้ง 4 ให้แตกต่างกันออกไป ทั้งช่วงเข้าโค้งและออกโค้ง ทำให้ความเร็วของล้อมีถึง 4 ระดับ และเฟืองท้ายกลาง Torsen LSD จะทำหน้าที่ช่วยกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าให้สัมพันธ์กับสภาวะในการขับขี่ โดยอัตโนมัติ
   สำหรับการทรงตัวและการเกาะถนนที่ดีช่วงทางตรง เมื่อเร่งหรือลดความเร็วล้อหน้าและหลังจะมีแรงบิดเท่ากัน ช่วงเข้าโค้งแรงบิดที่ล้อหน้าจะมากกว่าล้อหลัง ส่วนช่วงออกโค้งหรือมีอาการท้ายสะบัดล้อหลังจะมีกำลังมากกว่าล้อหน้า
   หากมองลึกๆ แล้ว FORTUNER ก็เปรียบเหมือนร่างจำแลงของ PRADOที่ได้ความนิยมระดับโลก เพียงแต่เปลือกนอกที่ครอบไว้ทำให้ดูแตกต่างออกไป ดังนั้นแทนที่จะต้องจ่ายเงินกว่าสี่ล้านซื้อรถแบบนี้ เสียเงินแค่ล้านกลางๆ ก็ได้รถสไตล์เดียวกัน
   รูปโฉมของ FORTUNER เวอร์ชั่นใหม่จะดูไม่ต่างจากการโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ จะมีจุดต่างอยู่บ้างก็ตรงสคูปดักลมบริเวณฝากระโปรงหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรับลมเป่าระบายความร้อนได้ดีกว่าสคูปของเดิมที่เล็กกว่า ซึ่งเรื่องสคูปรับลมอยู่บนฝากระโปรงหลายคนอาจจะไม่รู้ประโยชน์และการใช้งาน
   จึงมีการติดแผงกันแมลงไว้ตรงปลายฝากระโปรงโดยมีช่องเล็กๆ ให้ลมไหลผ่านซึ่งจะมีผลมากในเรื่องการทำงาน หากช่องรับลมเล็กหรือมีอะไรมาปิดกั้นทางเดินของลมที่ทำให้ไม่สามารถเข้าไปใน ช่องรับลมได้เต็มที่จะทำให้มีการกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเครื่องยนต์ดีเซล มีแค่อากาศกับน้ำมันที่ใช้สำหรับจุดระเบิดหากอากาศเย็น
   จะมีความหนาแน่นสูง น้ำมันก็จะใช้น้อยลง การยกสคูปดักลมให้สูงจึงดีกว่าแบบเตี้ยๆ เพราะอินเตอร์คูลเลอร์มีหน้าที่ระบายความร้อนให้กับอากาศก่อนส่งเข้าสู่ห้อง เผาไหม้ และเพื่อความลู่ลมใต้ท้องรถด้านหน้าจะมีการปรับปรุงให้อากาศไหลผ่านใต้ท้อง รถได้อย่างราบลื่นเพื่อลดการใช้นำมันได้อีกทางหนึ่ง
   ภายในห้องโดยสารก็จะมีการปรับเปลี่ยนหน้าจอพร้อมแผนที่นำทางและมีกราฟคะแน แสดงผลการขับขี่เพื่อให้ดูพฤติกรรมการขับว่าจะประหยัดน้ำมันมากน้อยแค่ไหน และเบาะนั่งแบบปรับไฟฟ้าด้านคนขับ ที่มีพนักพิงกระชับแผ่นหลัง นั่งขับได้ถนัดและสบายมากทีเดียว
   ในส่วนเครื่องยนต์ถูกปรับปรุงด้วยเช่นกัน โดยใช้หัวฉีดที่เคลือบปลายให้น้ำมันไหลลื่นไม่อุดตัน มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 171 แรงม้าที่ 3600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน - เมตร ที่ 1400 - 3200 รอบต่อนาที จากเดิม 163 แรงม้าที่ 3400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 343 วตัน-เมตร ที่ 1400 - 3200 รอบต่อนาที
   และระบบขับเคลื่อนจะเป็นเกียร์ชุดใหม่ อัตโนมัติ 5 สปีด ที่มีการปรับอัตราทดของแต่ละเกียร์ให้ชิดกว่าเดิมโดยปรับเพิ่มให้อัตราทด เกียร์แรกเกียร์สุดท้ายมากขึ้นเพื่ออัตราเร่งและในช่วงเกียร์ 2-4 จะปรับให้กระชับขึ้นทำให้อัตราเร่งของแต่ละเกียร์ได้ความต่อเนื่อง รอบเครื่องยนต์ไม่ตกในช่วงการเปลี่ยนเกียร์ ในการออกตัวจึงทำได้ดีขึ้น การเร่งแซงทำได้ดีกว่าเดิม
   เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังมาก สำหรับน้ำมันเกียร์ที่ใช้ในฟอร์จูนเนอร์จะเปลี่ยนเป็นเวิลด์สแตนดาร์ดเพื่อ ให้อายุการใช้การใช้งานที่ยืนยาวโดยมีน้ำมันที่ใสขึ้น การตรวจเช็คจะทำกันทุกๆ 2 หมื่น กม. หากพบว่าน้ำมันมีสีขาวขุ่นจากผสมของน้ำมันหรือน้ำตาลไหม้ที่เกิดจากร้อนจัด ก็ควรจะทำการเปลี่ยน แต่ถ้ายังปกติสัก แสน กม. ก็ควรเปลี่ยนตามระยะ
   สมรรถนะการพุ่งทะยานไม่มีปัญหาสำหรับการใช้งานตามพื้นที่สูงในการทดลองขับ ครั้งนี้จะมีการขับขึ้นดอยเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของระบบส่งกำลังที่ไม่ต้อง กดคันเร่งกันมากนัก ช่วงลงทางชันยาวๆ จะมีการหน่วงความเร็วให้เพื่อไม่ให้รถไหลลงเร็วเกินไป
   ช่วงล่างของ FORTUNER จะนิ่มขึ้นจากการปรับปรุงค่า K ของสปริงและการปรับปรุงรีบาวน์ของโช้คอัพ พร้อมออกแบบให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา ทำให้ได้การขับขี่ที่ดีทั้งเรื่องความนุ่นนวล และการควบคุมรถที่มั่นคงมากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน
 

 

 
 

Page 7 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )