Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : HONDA CIVIC HYBRID ความแรงผสานความประหยัด

Wednesday, 03 April 2013 16:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  รถยนต์พลังงานไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ค่ายฮอนด้าเริ่มนำมาบุกตลาดอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ ส่งฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ลงสนามไปชิมลางความน่าใช้กันไปก่อน ล่าสุดกับรถไฮบริดขนาดคอมแพ็คท์ของค่าย ก็คือ  ซีวิคที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้จัดให้สื่อมวลชนทดลองขับกันแบบ “วันเดย์ทริป”เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ดอนหอยหลอด  แม้จะสัมผัสกันไม่นาน แต่ก็ครบเครื่องทั้งเรื่องการใช้งานทั้งแบบรถติดในเมืองและถนนโล่งๆนอกเมือง

 


เรื่องของการออกแบบ หรือว่าดีไซน์ตัวรถ คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เนื่องจาก ซีวิคเอง ก็ถือเป็นรถที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความสวยงาม ตั้งแต่หลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้จนถึงรุ่นปัจจุบันก็ยังออกแบบได้สวยโดนใจกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่  ซึ่งการปรับปรุงในตัวไฮบริด ก็ถือว่าปรับเพื่อให้สอดคล้องกับความทันสมัยที่เพิ่มขึ้น และให้ทุกคนที่เห็นทราบว่านี่คือตัวไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์พร้อมกรอบสีฟ้า และไฟท้ายแอลอีดีพร้อมเลนส์สีเคลียร์บลู สปอยเลอร์หลัง ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ

ภายในออกแบบมาในทิศทางเดียวกันกับรุ่นปกติ  แผงหน้าปัดดูสวยงาม และไฮเทคด้วยลูกเล่นแพรวพราว  และให้การใช้งานที่ง่ายไม่ยุ่งยาก มองเห็นมาตรวัดต่างๆ ชัดเจน มีระบบต่างๆ มากมายเช่นควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ หรือ i-MID (Intelligent Multi-Information Display) เป็น Smart Interface ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบตามความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงระบบ Eco Assist  ระบบแนะนำการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น

   มาถึงเครื่องยนต์ ระบบไฮบริดอัจฉริยะ ของซีวิค เขาเรียกว่าแบบ อินติเกรเต็ด มอเตอร์ แอสสิสต์ (Integrated Motor Assist - IMA) ซึ่งจะมีการทำงานแบบคู่ขนาน ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ 8 วาล์ว i-VTEC 1.5 ลิตร SOHC และมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้แรงบิดสูงสุดที่ 132 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบต่อนาที กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตัน-เมตร ที่ 500-1,546 รอบต่อนาที กำลังสูงสุด 23 แรงม้า ที่ 1,546-3,000 รอบต่อนาที ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้านี้เน้นการทำงานแบบเสริมแรงมากกว่าการทำงานแบบ “ฉายเดี่ยว” เห็นได้จากการทำงานในโหมด “EV” หรือว่าใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียวๆ นั้น ยังมีจังหวะการทำงาน ที่จับจุดได้ยาก แม้จะมีช่วงการทำงานในความเร็วต่ำ ไม่เกิน 70 กม./ชม. โดยรถจะเข้าโหมด ไฟฟ้าได้ ต้องพร้อมทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ และจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสไตล์ของฮอนด้าที่ดูเหมือนว่าจะคุมยากหน่อย ไม่หนีไฮบริดที่ออกมาก่อนหน้าก็คือแจ๊ส ที่จะเข้าโหมด EV ได้ต้องคุมคันเร่งที่ 40 กม./ชม. อันนี้ก็ยาก แต่คอนเซ็ปท์ของมอเตอร์หลักๆ น่าจะเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมกำลังให้รถยนต์ทำงานได้อย่างแรงแบบไม่ขาดตกบกพร่อง มากกว่า ในขณะที่การฉีดน้ำมันในจังหวะกำลังก็จะน้อยลง จึงทำให้ได้ทั้งเรื่องของความประหยัด และมลพิษที่ต่ำ ซึ่งถ้าเราจะแยกส่วนการทำงานของระบบไฮบริดใน ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด ใหม่จะได้ทั้งหมด 5 ช่วงก็คือ ช่วงออกตัว เครื่องยนต์จะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อน และเสริมแรงด้วยพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกตัว , ช่วงขับขี่ด้วยความเร็วต่ำคงที่ เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน และเข้าสู่โหมด EV โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกครับว่าต้องอาศัยจังหวะ และปัจจัยหลายอย่างหน่อย , ช่วงเร่งแซงมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานผสานกับเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งแซง แรงไม่ตกแน่นอน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแบตเตอรี่ในระบบไฮบริดด้วย , ช่วงเบรก ซึ่งขณะที่เบรก หรือว่าการถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะอาศัยแรงเฉี่อยของรถ และระบบจะนำพลังงานที่สูญเสียไปในขณะเบรกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งกลับคืนสู่แบตเตอรี่ไฮบริด เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ต่อไปซึ่งก็เป็นหลักการของรถไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้าทั่วไป และสุดท้ายคือ ช่วงรถหยุดนิ่ง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ และเข้าสู่โหมด Idling Stop เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานและสภาพแวดล้อม ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ด้วย ซึ่งระบบ Idling Stop ถือว่าทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ ดับตามเงื่อนไขทุกประการแต่การติดๆดับๆในช่วงรถติดบ่อยเกินไปก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย ตรงนี้อยากให้เครื่องยนต์ติดและดับนุ่มนวลกว่านี้จะดีมาก

   ในเรื่องของความแรงต้องบอกว่าเปรี้ยวจี๊ดแม้ว่าใช้เครื่องยนต์พิกัดเล็กเพียง 1.5 ลิตร แต่ได้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมแรง เมื่อกระแทกคันเร่งแรงๆก็พุ่งทะยานได้ดั่งใจสั่งทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เรียกกว่าให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างเครื่องยนต์ในรุ่น 1.8 ลิตร กันเลยทีเดียว 

   ส่วนเรื่องความประหยัด ถ้าพูดเป็นตัวเลขอาจจะต้องว่ากันยาว เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับของคนคุมพวงมาลัย สภาพการจราจร ฯลฯ แต่ที่ฮอนด้าแจงมาว่า ถ้าเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรแล้วน่าจะมีอัตราประหยัดสูงกว่าราว 40 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนตัวที่เราขับเมื่อดูจากจอแสดงค่าเฉลี่ยบนแผงหน้าปัด ซึ่งฮอนด้าเองค่อนข้างแม่นยำพอสมควรนั้น เราทำอัตราการบริโภคได้ 19.2 กม./ลิตร (เฉลี่ยในเมือง-นอกเมือง ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม.) ถือว่าประหยัดไม่น้อยทีเดียว

   นอกเหนือจากเรื่องของเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ไฮบริดแบบลิเธี่ยม ไอออนซึ่งมีน้ำหนักเบา เก็บประจุได้เยอะ รับประกันยาวแล้วอีกอย่างที่ฮอนด้าซีวิค น่าชื่นชมก็คือเรื่องของช่วงล่างที่นิ่มนวล ไม่ออกกระด้าง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเปลี่ยนมาใช้ยางแก้มโตขึ้น ส่วนการเกาะถนน และแฮนด์ลิ่งก็ยังคงให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากรุ่นปกติที่น่าประทับใจเหมือนเดิม

 

TEST DRIVE : NISSAN NOTE กว้างขวาง ขับสบายตามสไตล์อีโคคาร์ยุคใหม่

Wednesday, 05 April 2017 04:23

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดลองขับ NISSAN NOTE อีโคคาร์สไตล์คอมแพ็คแฮทช์แบค ที่ออกแบบและพัฒนาตามยุคสมัยให้มีทั้งรูปโฉมโฉบเฉี่ยวสวยงาม ตัวถังใหญ่กว้างขวางสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ต้องมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสร้างความอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง โดยพัฒนาภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต Nissan Intelligent Mobility ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแนวทางหลักที่นิสสันใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม  

   การทดลองขับครั้งนี้เป็นแบบวันเดย์ทริป เช้าไปเย็นกลับภายใต้เส้นทาง กรุงเทพ-อัมพวา-สมุทรสาคร ระยะทางรวม 200 กิโลเมตร    ต้องผ่านการจราจรในเมือง ผ่านทางหลวงหมายเลข35 ( พระราม2 ) ผ่านแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมือง สามารถสัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่ ความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน

   NISSAN NOTE เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความก้าวล้ำของนิสสัน ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่  ที่ต้องการรถยนต์ที่มีดีไซน์สวย โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย ให้ความคล่องตัว อุ่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญพร้อมอรรถประโยชน์ครบครัน   ซึ่งนิสสัน ตั้งเป้าหมายจำหน่ายรถรุ่นนี้ในช่วงสองเดือนแรกที่ 2000 คัน รวมเป้าจำหน่ายในปีงบประมาณ 2017 อยู่ที่ 15,000 คัน 

   NISSAN NOTE ได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม โดดเด่นอย่างมีสไตล์ เส้นสายภายนอกให้ทั้งความสมดุลย์ สำหรับจุดเด่นเริ่มจากกระจังหน้าแบบ V-Motion ตามสไตล์ของนิสสันในยุคปัจจุบัน เติมความหรูด้วยแถบโครเมียมในแนวกันชนหน้า โคมไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ ปรับสูง-ต่ำได้  พร้อม LED Signature Light มาพร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า  ไฟท้าย LED รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรก LED ขณะที่เส้นสายด้านข้างดูลงตัวจากเส้นสายและความโค้งมนตลอดคัน มือจับประตู กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถพับและปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวเพิ่มความปลอดภัยแก่ตัวเองและเพื่อนร่วมทางส่วนด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์เสริมความสปอร์ต

   ภายในห้องโดยสารการออกแบบเน้นใช้โทนด้วยสีดำสื่ออารมณ์สปอร์ต เติมความหรูผ่านวัสดุตกแต่งสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดสีเปียโนแบค เบาะนั่งโอบกระชับเดินทางไกลไม่เมื่อยล้า พวงมาลัยใหม่ทรงสปอร์ต แบบ D-Shape ปรับสูงต่ำได้ ช่วยให้การเข้าออกตำแหน่างผู้ขับขี่สะดวกขึ้น โดยรุ่น VL ที่ทดลองขับเป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงมัลติอินโฟเมชัน ดิสเพลย์ (MID) ช่วยให้อ่านข้อมูลการขับขี่ต่างๆได้ง่ายไม่ต้องละสายตาจากถนนนานเกินไป  อีกอย่างที่สัมผัสได้จะๆสำหรับ NISSAN NOTE คือระบบปรับอากาศอัตโนมัติทำให้ห้องโดยสารมีความเย็นสบายแบบทั่วถึง และยังมาพร้อมกับระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบที่ยังเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันผ่านสาย HDMI และเทคโนโลยี mirror link ซึ่งทั้งหมดทำให้การเดินทางเพลิดเพลินและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารระหว่างขับขี่ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและเบาะหลังจะไม่รู้สึกอึดอัดจากห้องโดยสารที่มีความกว้างขวางโป่งสบายซึ่งเป็นจุดเด่นของ NISSAN NOTE ด้วยระยะห่างระหว่างเบาะหน้าและเบาะหลังที่ปรับได้มากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่ช่วงขาและช่วงเข่ามากขึ้น

   สำหรับการทดลองขับครั้งแรกเริ่มต้นจากใจกลางเมืองย่านสาธร ช่วงแรกทำความคุ้นเคยและสัมผัสกับฟังก์ชันการทำงานต่างๆ และความสะดวกสบาย ความคล่องตัวจากวงเลี้ยวที่แคบตามสไตล์รถคนเมือง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ เนื่องจากการขับขี่ในสภาพจราจรช่วงแรกต้องเบรกและออกตัวบ่อยครั้ง จากนั้นขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าสะพานพระราม 9 เพื่อออกสู่ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางที่ใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้น แม้จะมีปริมาณรถหนาตา และทำให้รับรู้ได้ว่าเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ที่มาพร้อมกับหัวฉีดอิเลคทรอนิค มัลติพอยท์ (ECCS) 32 บิท  ให้กำลังได้สูงสุด 79 แรงม้า ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ทำความเร็วและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และยังประหยัดน้ำมันได้ดี แถมยังเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมเพราะปล่อยต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4  และมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ด้วย

   สำหรับการขับขี่ทางไกลบนทางหลวงหลักระหว่างเมือง ยังอุ่นใจได้กับการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยยุคใหม่เต็มคัน โดยเฉพาะระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง (Lane Departure Warning – LDW) ซึ่งจะเตือนส่งเสียงเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบจะตรวจจับอาการของรถ หากพบว่าล้อเหยียบเส้นแบ่งเลนโดยไม่ตั้งใจคือผู้ขับไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบก็จะเตือนให้ผู้ขับได้รู้ตัวเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ซึ่งระบบนี้จะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม. ขึ้นไป นอกจากนี้นิสสันยังนำเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ๆมาใส่เต็มเพียบ ทั้ง Intelligent Around View Monitor (AVM) กล้องมองภาพรอบทิศทาง และมองเห็นได้รอบคัน ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหว หรือ Moving Object Detection (MOD) ด้วยการออกแบบให้ภาพจากกล้องแสดงผลที่กระจกมองหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเห็นภาพจากกล้อง และภาพที่สะท้อนบนกระจกมองหลังได้ในเวลาเดียวกัน  และเน้นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้วยการติดตั้งระบบ Intelligent Forward Collision Warning (FCW) หรือระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า เตือนเป็นสัญญาณเสียง และสัญลักษณ์ที่หน้าปัด เสมือนมีตัวช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่หนาแน่น และยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบ Intelligent Emergency Braking ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชน  โดยวิเคราะห์ระยะห่าง และความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติ

   จากถนนพระราม 2 เราตัดผ่านตัวเมืองสมุทรสาครมุ่งสู่อัมพวา แหล่งท่องเที่ยวสุดชิคที่ยังสมบูรณ์ทั้งวิวทิวทัศน์ตามวิถีชีวิตชนบท และวัฒนธรรมน่าสนใจ เส้นทางรอบเมืองอัมพวาเป็นถนนสองเลนลัดเลาะไปตามชุมชน ร่มรื่นด้วยสวนผลไม้  บางช่วงทางค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว ทำให้ได้รับรู้การตอบสนองของระบบช่วงล่าง และความแม่นยำของพวงมาลัย เป็นความท้าทายที่ให้ทั้งความสนุกและความเพลิดเพลิน ด้วยช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็น ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ขับสบายตามสไตล์รถสำหรับคนเมืองขนานแท้

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ นิสสันยังมีกิจกรรมเพื่อให้ผู้ทดสอบได้รับรู้ถึงจุดเด่นอีกหลายอย่าง เช่น ความสามารถในการบรรจุสิ่งของจากพื้นที่ด้านท้าย ประกอบกับเบาะนั่งด้านหลังที่พับได้แบบ 60/40 ในรุ่น VL และปรับชิ้นเดียวในรุ่น V ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น และยังมีอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่น่าจะถูกใจและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากๆ คือถาดปรับระดับท้าย 2 ชั้น ที่ช่วยการจัดเรียงสัมภาระได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น  และบานประตูตอนหลังยังเปิดได้กว้างเป็นพิเศษถึง 85 องศา เอื้อประโยชน์ให้ผู้โดยสารขึ้นลงสะดวก และช่วยให้การขนของชิ้นใหญ่ๆขึ้นลงจากทางด้านข้างทำได้ง่ายขึ้นด้วย

   NISSAN NOET ยังมีอีกหลายฟังค์ชั่นที่น่าสนใจ เช่นทุกรุ่นมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความปลอดภัยทั้งในเชิงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และ ระบบลดความรุนแรง ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) โครงสร้างตัวถังนิรภัยเป็นแบบ Zone Body Concept มีความแข็งแรง ให้ความยืดหยุ่น และกระจายแรงกระแทก เพื่อปกป้องห้องโดยสารและผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติเหตุ ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า แบบ 3 จุด แบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ปรับสูง-ต่ำได้ เพื่อความเหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กด้วยจุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากในรถ เสริมความมั่นใจด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล้อค (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ แอลอีดี ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ลดการไหลของรถในจังหวะออกตัว

   การทำตลาด NISSAN NOTE มีให้เลือก 2 รุ่น ย่อย คือ 1.2 V CVT ราคา 568,000 บาท และรุ่น 1.2 VL CVT ราคา 640,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียน เรด, สีชมพู สวีท พิงค์, สีม่วง พลัม, สีขาว ไวท์ เพิร์ล, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีดำ แบล็ค สตาร์ สำหรับผู้ที่สนใจลองไปสัมผัสของจริงได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : HONDA MOBILIO มินิแวน แนวสปอร์ต!

Thursday, 28 May 2015 14:15

   HONDA MOBILIO  มินิแวนอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพ็คท์  ได้รับการออกแบบในแนวสปอร์ตทันสมัย พร้อมให้ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารตามแบบฉบับรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยทางเลือกที่หลากหลาย และให้ความคุ้มค่าด้วยระดับราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ซับคอมแพ็คท์ 4 ที่นั่งทั่วไป เริ่มตั้งแต่ 597,000 – 739,000 บาท

   รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมจะดูคล้ายๆกับ HONDA BRIO โดยเฉพาะมุมมองด้านหน้า แต่ขนาดตัวถังจะใหญ่และยาวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยรูปทรงของตัวถังจะดูปราดเปรียวและกระจกหน้าต่างด้านข้างตัวรถที่เรียงต่อกันจากหน้ารถเชื่อมต่อไปด้านท้ายรถได้อย่างลงตัว โดยมีการออกแบบกันชนหน้า กระจังหน้า และฝากระโปรงในสไตล์สปอร์ต ส่วนจุดเด่นของด้านท้ายคือการออกแบบเสาหลังแบบลอยตัว และดีไซน์ชุดไฟท้ายที่โฉบเฉี่ยวรูปทรงรับกับเส้นสายตัวรถได้ดี

   สำหรับ HONDA MOBILIO ที่ทดลองขับจะเป็นรุ่นท็อปสุด คือ รุ่นRS  เป็นรุ่นที่แต่งแบบสปอร์ตค่าตัว 739,000 บาท ซึ่งในรุ่นRS จะได้กันชนหน้าที่ออกแบบด้านล่างให้มีสปอยเลอร์ในตัว สำหรับจุดขายของความเป็นสปอร์ตรวมถึงสเกิร์ตข้าง ส่วนด้านหลังนอกจากกันชนท้ายที่มีเสกิร์ตในตัวแล้วยังได้สปอยเลอร์ทรงเฉียบติดหลังคามาให้ด้วย เมื่อดูภาพรวมก็ถือว่าสวยลงตัวดีไม่ต้องไปปรับแต่งเพิ่มให้เสียเงิน รวมถึงลายของล้อแม็กซ์ก็เป็นรูปใบพัดดูสปอร์ตสวยงามดีอยู่แล้ว

   จุดขายของรถครอบครัวนั้นหนีไม่พ้นภายในห้องโดยสาร จากการวางเบาะนั่ง 3 แถว ให้มีช่องว่างของแต่ละแถวเพียงพอกับการวางขาเพื่อให้นั่งได้สบายเวลาเดินทาง  การเข้าไปยังเบาะแถวหลังสุดนั้นทำได้ง่าย กับการพับเบาะแถวกลางเพียงจังหวะเดียว เบาะก็พับไปทางด้านหน้า ทำให้ไม่มีอะไรมาเกะกะในการเข้าออก ซึ่งเบาะแถวหลังยังสามารถพับเก็บ สำหรับการวางสัมภาระได้เพิ่มขึ้น   เมื่อพับเบาะนั่งแถวหลังสุดแล้วยังจะได้กล่องเก็บของเอาไว้เก็บพวกรองเท้า หรือ สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจจะส่งกลิ่นออกมาได้ หรืออาจจะเก็บของที่ต้องการปกปิดก็ไม่มีปัญหา

   เมื่อคนไทยมีส่วนร่วมในการออกแบบ ย่อมจะเข้าใจความต้องการของคนขับรถพวงมาลัยขวาพวกแผงคอนโซลจะมีการเว้าหลบเข่าของผู้โดยสารตอนหน้า ส่วนคนขับรถเกียร์อัตโนมัติเท้าซ้ายย่อมไม่ได้ใช้งาน เมื่อวางแปะไปทางด้านซ้าย ก็ไม่มีคอนโซลมาเกะกะ รวมถึงไม่โดนคันเกียร์อีกต่างหาก เป็นความผ่อนคลายที่หาได้ยากรถในคลาสนี้  ส่วนการดีไซน์โดยรวมชุดแผงแดชบอร์ดและสวิทซ์ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงเบาะนั่งคู่หน้าจะเป็นส่วนผสมที่ยกชุดมาจาก BRIO  แต่คุณภาพวัสดุจะดูดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับ BRIO  เบาะนั่งทั้ง 3 แถวไม่รู้สึกอึดอัด เป็นเบาะผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่าหนังและไม่ร้อนเวลาจอดตากแดดเป็นเวลานาน

   แม้จะใช้พื้นฐานร่วมกับ BRIO หลายจุด แต่เมื่อขนาดตัวถังมีการขยับขยายให้ใหญ่โตมากขึ้น เครื่องยนต์พิกัดอีโคคาร์ 1.2 ลิตร ก็ไม่น่าเพียงพอ   ฮอนด้าจึงเลือกที่จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จากซับคอมแพ็คท์ HONDA JAZZ และ CITY ใหม่ ที่มีกำลังมากกว่าสามารถแบกน้ำหนักตัวถังและการบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากได้สบาย โดยพื้นฐานของเครื่องยนต์จะเป็นแบบ แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC  SOHC ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ซีวีที รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E20 เท่านั้น

   สมรรถนะการขับขี่ อัตราเร่งช่วงแรกตามสไตล์รถเกียร์ซีวีที ต้องค่อยๆกดคันเร่งแบบนุ่มนวลไม่ต้องใจร้อนถึงขั้นกดคันเร่งลึก  ความเร็วก็จะไต่ขึ้นมาเอง ซึ่งถือว่าอัตราเร่งช่วงต้นมาได้ทันใจพอสมควร  ส่วนช่วงความเร็วลอยตัว จัดว่าจัดจ้านเร่งแซงได้ทันใจ  เพียงแต่รอบเครื่องยนต์จะครางขึ้นมาให้ได้ยินชัดเจนกว่าขับขี่ปกติเท่านั้นเอง   เวลาวิ่งเดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ถือว่าต่ำความเร็ว 100 กม./ชม. อยู่ที่ 2,000 รอบ/นาที พอกดคันเร่งหนักๆ รอบเครื่องยนต์ขึ้นไป 3,000-4,000 รอบ/นาที พร้อมอัตราเร่งที่มาเร็วกว่าเกียร์ซีวีทียุคเก่า เรียกว่าให้ความแรง ขับสนุกใกล้เคียงกับเกียร์อัตโนมัติปกติกันเลยทีเดียว

   ส่วนการปรับจูนช่วงล่างทำได้ดี แม้ตัวถังจะค่อนข้างใหญ่และยาว  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทได้รับการปรับมุมของล้อหน้า (Kingpin) ให้ไปด้านหลังมากเป็นพิเศษ  ขนาดมุมล้อ (Caster) ที่กว้างจึงช่วยลดการโคลงตัวของรถขณะเลี้ยว และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม H-Shape ได้รับการปรับอัตราส่วนความยืดหยุ่นสปริงบริเวณคาน และพัฒนาจุดยึดบริเวณคานรับน้ำหนักอุปกรณ์ช่วงล่างให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้แสดงผลให้เห็นชัดเจน เมื่อใช้ความเร็วเดินทางระดับ 120 กม./ชม. รู้สึกได้ถึงการซับแรงกระแทกที่ดี  การทรงตัวค่อนข้างมั่นคง แม้จะลองที่ความเร็วระดับ 150-160 กม./ชม. ก็ยังควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย

HONDA MOBILIOกับทางเลือกการทำตลาดที่หลากหลาย

- รุ่น RS AT มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตในทุกมุมมอง ด้วยกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้า กันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ต พร้อมสเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED  ภายในสีดำ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว โดยแถวที่ 2 พับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบแบบจังหวะเดียว (One Motion) และมีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch มาพร้อมการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ลำโพง 4 ตัว ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) ราคา 739,000 บาท

- รุ่น V AT ภายในสีเบจ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว พร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ราคา 682,000 บาท

- รุ่น S มีทั้งแบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) และเกียร์ธรรมดา (MT) ภายในสีดำ และมีเบาะนั่งเป็นแบบ 2 แถว ซึ่งมีพื้นที่ด้านหลังเพื่อบรรทุกสัมภาระได้จำนวนมาก พร้อมถาดรองสัมภาระท้ายรถ เพื่อความสะดวกในการบรรทุกของต่าง ๆ รุ่น S AT ราคา 642,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 597,000 บาท

 
 

TEST DRIVE : MG GS 1.5 TURBO สมรรถนะเกินคาดหมาย!

Tuesday, 04 April 2017 06:28

   เอ็มจี ประเทศไทยจัดกิจกรรมทดลองขับ รถสปอร์ตเอสยูวี MG GS เครื่องยนต์ใหม่พิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 167 แรงม้า เปิดโอกาสเราได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่เกือบทุกรูปแบบ ทั้งสมรรถนะความแรง ฟังก์ชั่นการใช้งาน อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และห้องโดยสารที่กว้างขวาง รวมถึงการทดสอบด้านความประหยัดน้ำมัน ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของรถสปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดอย่างชัดเจน

   MG GS  1.5 ลิตร เทอร์โบ เปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 โดย MG GS มุ่งเน้นการยกระดับเซกเมนท์รถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) ให้สูงขึ้นด้วยบุคลิกการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับเทคโนโลยีการสื่อสาร อินคาเน็ต ที่ล้ำสมัย เอาใจลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า และความครบครันในระดับราคาที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ MG GS 1.5 ลิตร เทอร์โบ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของเอ็มจี ให้เดินหน้ารุกตลาดรถอเนกประสงค์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การเติบโตในระยะยาวตามเป้าหมายสูงสุดของ เอ็มจี ในประเทศไทย

   MG GS  1.5 ลิตร เทอร์โบ ยังมีจุดเด่นอยู่ที่ขนาดห้องโดยสารใหญ่กว่ารถยนต์ในคลาสเดียวกัน โดยมีขนาดตัวถังและความกว้างขวาง รวมถึงการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกและภายในเช่นเดียวกับ MG GS 2.0 TURBO ซึ่งเอ็มจี ประเทศไทยเชื่อมั่นว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยความ คุ้มค่า ครบครัน เหนือกว่าคู่แข่ง

   MG GS  รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่พิกัด1.5 ลิตร เทอร์โบ TGI-TECH ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700 – 4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E85 มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่เชื่อมั่นได้ในทุกเส้นทางเช่นเดียวกันกับ MG GS รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ

   การทดลองขับครั้งนี้ แน่นอนว่าไฮไลท์ตลอดเส้นทางการทดสอบขับ MG GS รุ่นล่าสุด คือเครื่องยนต์ใหม่ 1.5 ลิตร เทอร์โบ TGI-TECH ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น พละกำลังสูงสุด 167 แรงม้า ขับเคลื่อนสองล้อหน้า ผสานกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ TST – 7 SPEED ที่ได้รับการปรับแต่งให้ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ให้อัตราเร่งที่ทันใจในรอบเครื่องยนต์ต่ำเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด

   นอกจากนี้ยังจะได้รับความสะดวกสบายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง และให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง พร้อมด้วย 13 เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป (SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM)  ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว อาทิ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS TRACTION CONTROL SYSTEM) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CURVE BRAKE CONTROL) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS STABILITY CONTROL SYSTEM) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR MOTOR CONTROL SLIDE RETAINER) ฯลฯ

   ระหว่างการทดสอบขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนยังได้เยี่ยมชมโชว์รูมและผู้จัดจำหน่ายของเอ็มจี ในจังหวัดอุดรธานี และชัยภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโชว์รูมของ เอ็มจี ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าด้วยมาตรฐานสูงสุดในด้านการบริการ เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกคน

   เส้นทางการทดสอบขับ MG GS ขุมพลังใหม่ 1.5 ลิตร เทอร์โบ เริ่มต้นจาก จ.อุดรธานี ปลายทางกรุงเทพฯ ระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร สภาพเส้นทางมีทั้งการขับเดินทางด้วยความเร็วและการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ซึ่งช่วงแรกเป็นการทดสอบขับในรูปแบบของการแข่งขันประหยัดน้ำมันระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร จำกัดเวลาขับ 90 นาที เริ่มออกสตาร์จากอุดรธานีมุ่งหน้าตัวเมืองขอนแก่น สภาพเส้นทางเป็นถนน 4 เลน ทางตรงเป็นส่วนใหญ่ การขับขี่ช่วงนี้เราใช้ความเร็วคงที่เพื่อขับทดสอบประหยัดน้ำมันประมาณ 80-100 กม./ชม.รอบเครื่องยนต์แปรผันประมาณ 1,300 -2,000 รอบ/นาที ซึ่งคันที่ผมขับใช้เวลาเดินทาง 90 นาที พอดีเปะไม่ขาดไม่เกินเรียกว่าตอก 0 เข้าจุดสิ้นสุดการแข่งขันที่ปั้ม ปตท.ใกล้ๆกับ ม.ขอนแก่น เมื่อวัดผลอัตราสิ้นเปลืองทำตัวเลขออกมาดีมากๆทำได้ถึง 20 กม./ลิตร แต่กรรมการแจ้งว่าเกินเวลาก็ว่ากันไปตามอำนาจการตัดสิน ส่วนผลการขับขี่โดยเฉลี่ยรวมจากจำนวนรถทั้ง 8 คันอยู่ที่ประมาณ 18 กม./ลิตร

   ส่วนช่วงการทดลองขับใช้งานแบบเดินทางไกลจาก จ.ขอนแก่น ผ่าน จ.ชัยภูมิมุ่งหน้า กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังของเครื่องยนต์บล็อคนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น อัตราเร่งช่วงออกตัวที่รีดกำลีงได้อย่างทันใจ และจังหวะเร่งแซงค่อนข้างอุ่นใจมีกำลังเพียงพอทุกช่วงความเร็ว ยิ่งถ้าใช้โหมดสปอร์ต ก็ยิ่งเพิ่มกำลังให้เร่งแซงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมมาตรวัดเปลี่ยนสีจากขาวไปเป็นสีแดงช่วยเพิ่มความเร้าใจ ส่วนระบบช่วงล่างพื้นฐานเดียวกับ MG GS 2.0 ลิตร ถูกปรับเซ็ทในสไตล์นุ่มนวล ผสานความหนึบได้อย่างลงตัว อาการของรถจะดูหนักแน่นไปทางรถยุโรปแตกต่างจากรถญี่ปุ่นพอสมควร

   โดยภาพรวมด้วยกำลังระดับ 167 แรงม้าจึงถือว่าพอเพียงต่อการใช้งานแม้ว่าตัวถังจะมีขนาดใหญ่ ไม่ได้แรงมากไปเหมือนรุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ 218 แรงม้า การขับขี่เดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ก็ถือว่าต่ำ ความเร็วระดับ 90 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง รอบเครื่องอยู่ที่ประมาณที่ 1,700 -2,200 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันน้ำมันแปรผันตามระดับความเร็วอยู่ที่ประมาณ 12-16 กิโลเมตร/ลิตร

   สำหรับการทำตลาด MG GS รุ่นล่าสุด เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ มีราคาเริ่มต้นที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ในรุ่น 1.5 D ราคา 890,000 บาท และรุ่น 1.5 X ราคา 990,000 บาท

   ประวัติ : เอ็มจี ก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยชื่อ MG นั้นย่อมาจาก Morris Garages เอ็มจีนับว่าเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแบรนด์ เอ็มจี อยู่ภายใต้การดูแลของ เอสเอไอซี  มีศูนย์การออกแบบด้านเทคนิคอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์อังกฤษที่ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมตามแบบฉบับยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจาก เอสเอไอซี ทั้งในเรื่องการจัดหาวัสดุจากทั่วโลก รวมถึงการจัดการด้านซัพพลายเชนเกี่ยวกับส่วนประกอบของรถยนต์ ตลอดจนการจัดการด้านการควบคุมคุณภาพ รวมถึงบริการด้านอื่นๆ เอ็มจี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากรถยนต์ 2 ที่นั่งรุ่น MGB Roadster ที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกในปี 1962 ในวันนี้ เอ็มจีผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

   ส่วนบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 เพื่อกำกับดูแลงานด้านการขาย การตลาด และบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์ เอ็มจี ในประเทศไทย และกำกับดูแลเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายของ เอ็มจี ทั้งที่เป็นบริษัทร่วมทุน และที่เป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และเอสเอไอซี ทั้งนี้ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น (เอสเอไอซี) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและมีขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศไทย ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ เอ็มจี และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี

 

TEST DRIVE : บทพิสูจน์ความประหยัด MAZDA 2 SKYACTIV-D กรุงเทพฯ- มาเลเซีย

Tuesday, 07 April 2015 15:51

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จัดกิจกรรมพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D โดยเชิญสื่อมวลชนไทยและมาเลเซีย ทดลองขับ MAZDA 2 และ MAZDA CX-5 ในรูปแบบการแข่งขันขับประหยัดน้ำมัน ภายใต้เส้นทางกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ด้วยระยะทางเกือบ 1,200 กิโลเมตร

   MAZDA 2 รุ่นนี้ถ้าจะว่ากันที่ขนาดตัวถังเพียวๆจะจัดอยู่ในกลุ่มรถซับคอมแพ็คท์เช่นเดียวกับ MAZDA 2 รุ่นเดิม แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์เฟส 2 จึงนำเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร มาใช้  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ MAZDA 2 ใหม่ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มรถอีโคคาร์ออกขายได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากการพัฒนาตัวรถโดยรวมสามารถผ่านข้อกำหนดของโครงการอีโคคาร์เฟส 2 โดยเฉพาะเรื่องของขนาดตัวถัง ชิ้นส่วนต่างๆที่ต้องผลิตในประเทศเป็นหลัก ขนาดของเครื่องยนต์เบนซินก็ต้องไม่เกิน 1.3 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลต้องไม่เกิน 1.5 ลิตร และที่สำคัญต้องผ่านข้อกำหนดด้านความประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 23 กม./ลิตร จากเดิมอีโคคาร์เฟสแรก 20 กม./ลิตร  รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ ยูโร 5 โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร

   และถึงแม้ว่า MAZDA 2 ใหม่จะจัดอยู่ในกลุ่มรถอีโคคาร์ แต่สิ่งที่ให้มาไม่แพ้รถยนต์หรูโดยเฉพาะในตัวท็อบ ซึ่งเป็นตัวเลือกของคนที่ต้องการความโดดเด่นทางสังคม ทางมาสด้าจึงไม่ยอมลดเกรดตัวรถ แต่กับพัฒนาให้เป็นรถขับซับคอมแพ็คท์ชั้นหรูที่ใส่ออฟชั่นมาแบบไม่ยั้ง เรียกว่ามีออฟชั่นและดีไซน์ไม่ได้เป็นรองรุ่นพี่อย่าง MAZDA 3 ต่างกันแค่ขนาด  ราคาตัวท็อบจึงขยับใกล้เคียงกับ MAZDA 3 รุ่นล่างชนิดหายใจลดต้นคอ

   Mazda Skyactiv Clean Diesel Challenge หรือการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันเพื่อพิสูจน์เทคโนโลยีคลีนดีเซล SKYACTIV-D จะแบ่งรุ่นย่อยในการแข่งออกเป็น MAZDA 2 ซีดาน ผู้สื่อข่าวไทยสายหิน จำนวน 10 คัน ซึ่ง AUTOPLACE ร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ต่อมาจะเป็น MAZDA 2 แฮทช์แบ็ค 10 คัน แบ่งเป็นผู้สื่อข่าวไทย 5 คันและมาเลเซีย 5 คัน  และ MAZDA CX-5  5 คันสำหรับผู้สื่อข่าวไทย  กติกาที่ใช้ในการแข่งขันจะไม่เหมือนที่ผ่านๆมา โดยมีทีมงานจัดการแข่งขันจากประเทศมาเลเซียเป็นผู้ควบคุมซึ่งจะเข้มงวดมาก สามารถใช้ตัวเลขมาอ้างอิงได้  ทุกช่วงห้ามขับเกินเวลาที่กำหนดไว้ หากเกินจะโดนปรับ 5 นาทีแรก 0.3 ลิตร/100 กม. เมื่อดูระยะทางรวมทั้งหมดจะต้องโดนปรับถึง 3.4 ลิตร/ช่วง ซึ่งกติกานี้คนไทยทั้งหมดยังไม่เคยเจอมาก่อน  แต่ถ้าเข้าสาย 2 ครั้งก็โดนบวกถึง 6.8 ลิตร แพ้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว ทำให้ทุกคันต้องใช้ความเร็วในการเดินทางค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 80-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง

   การแข่งขันครั้งนี้ขอโฟกัสเฉพาะ MAZDA 2 ซีดาน ที่เราร่วมแข่งขัน โดยช่วงแรกออกจากโชว์รูมเวิร์นส์ มาสด้า ถนนวิภาวดีรังสิตใกล้แยกสุทธิสารขับขึ้นทางด่วนฝ่าการจราจรที่คับคั่งช่วง 7 โมงเช้า ไปลงตรงดาวคะนองแล้วไปลงเวลาจุดแรกที่ปั้มเชลล์ปราณบุรีที่มีการซ่อมบำรุงทางรวมถึงด่านตรวจระยะทาง 205 กม.ที่มีความเร็วเฉลี่ย 65 กม./ชม. นั้นต้องขับกัน 80-100 กม./ชม. ถึงจะทัน คนที่คำนวณเวลาไม่ดีก็ต้องเข้าสายโดนบวกน้ำมันเพิ่มไปแล้ว ส่วนช่วงที่สองจากปราณบุรีไปยังตัวเมืองประจวบฯสบายใจหน่อย ไม่เจออุปสรรคมากเท่าช่วงแรกใช้การเดินทาง 65 นาที กับระยะทาง 73 กม. แต่ก็ต้องคุมความเร็วเอาไว้แถวๆ 80 กม./ชม. คนที่พยามยามทำตัวเลขความประหยัดเพื่อชดเชยกับช่วงแรกที่ทำไม่ได้ ก็ใช้เวลาเกินซะเป็นส่วนใหญ่

   ช่วงสามออกจากประจวบคีรีขันธ์เข้าชุมพร ระยะทาง 173 กม.ใช้เวลาเดินทาง 155 นาที เป็นช่วงที่ไม่มีใครโดนปรับเกินเวลา แต่ละคนทำความเร็วเพิ่มขึ้น ใช้ความเร็วในการเดินทาง 80-85 กม./ชม หลังจากนั้นออกจากชุมพรเดินทางต่อไปพักแรมคืนแรกที่สุราษฎร์ธานี การขับขี่ช่วงนี้มีไฟแดงเยอะ จึงต้องเผื่อระยะทางเอาไว้ด้วย ระยะทาง 190 กม. ใช้เวลา 170 นาที ช่วงนี้ยังคงใช้ความเร็วระดับ 80-90 กม./ชม. อยู่ เพื่อไม่ให้เข้าสาย รถทุกคันเข้าก่อนเวลาทั้งหมด

   หลังจากพักผ่อนตอนเช้าก็เดินทางต่อตั้งแต่ตอน 7 โมง เพื่อไปยังปั้มเชลล์ชะมาย เป็นช่วงที่เจอรถเยอะและไฟแดงหลายจุด แต่ก็ยังไม่มีใครพลาดในระยะทาง 138 กม. ที่ใช้เวลา 125 นาที จากชะมายถึงร้านอาหารหลานตาชูในจังหวัดพัทลุงจะมีไฟแดงหลายจุดโดยเฉพาะไฟแดงก่อนถึงร้านจะนานเป็นพิเศษ ใครไม่เผื่อเวลาเอาไว้ก็จะโดนลงโทษ ก็มีหลายคันที่เข้าสายในจุดนี้กับระยะทาง 75 กม. จากพัทลุงมุ่งหน้าต่อเนื่องสู่ด่านสะเดา ช่วงนี้มีไฟแดงเยอะเป็นพิเศษ แต่ละคันจะใช้ความเร็วสูงขึ้น ซึ่งจะมีไฟแดงถี่ โดยเฉพาะจากหาดใหญ่ถึงสะเดา แต่ก็ไม่มีใครพลาดระยะทางจุดนี้ 146 กม.

   จากด่านสะเดาก็ยังแข่งขันต่อเพื่อเข้าสู่มาเลเซีย โดยมีด่านทั้งฝั่งไทยและมาเลเซียที่มีรถรอผ่านด่านหนาแน่นยังคงไม่มีการเติมน้ำมัน โดยจะเติมน้ำมันวัดผลเมื่อข้ามฝั่งมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่ละคันจะคอยลุ้นเพื่อดูผลงานของตัวเอง สำหรับคันที่ขับไม่โดนลงโทษในรุ่นซีดานถือว่าได้ที่ 1 แบบไม่ต้องลุ้น เพราะไม่โดนบวกน้ำมันขั้นต่ำถึง 3.4 ลิตร  โดยระยะทางรวม 1,041 กิโลเมตร คันที่ชนะเลิศใช้น้ำมันทั้งหมด 31.35 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 33.21 กิโลเมตร /ลิตร ส่วนคันขับประหยัดน้ำมันสูงสุดในครั้งนี้เติมไปเพียง 28.18 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 36.94 กิโลเมตร /ลิตร แต่เกินเวลา 1 ช่วง ต้องบวกน้ำมันไป 3.4 ลิตร จึงได้ที่ 1 ร่วม ส่วนคันที่ผมขับต้องบอกก่อนว่าเป็นเพียงคันเดียวที่เป็นรุ่นรองท็อปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ MAZDA 2 ซีดานรุ่นท็อปทั้งหมด 9 คัน  ตัวเลขแสดงระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่ในถังก็จะน้อยกว่ารุ่นท็อปตลอดในทุกๆช่วงการลงเวลา แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุดการแข่งขันก็ยังประคับประคองให้ตัวเลขความประหยัดแท้ๆไม่รวมโดนบวกเกินเวลาไป1ช่วง 3.4 ลิตร ผลลัพธ์ความประหยัดก็ยังมาเป็นอันดับ 2 ใช้น้ำมันไป 29.55 ลิตร คิดเป็นค่าเฉลี่ย 35.23  กิโลเมตร /ลิตร  ถึงตรงนี้คงต้องขอยอมรับในความประหยัดของ MAZDA 2  เทคโนโลยีคลีนดีเซล SKYACTIV-D แบบไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกต่อไป !!!!!

 
 

Page 7 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )