Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : TOYOTA FORTUNER อัพเกรดสมรรถนะการขับเคลื่อน

Thursday, 21 March 2013 15:57

   TOYOTA FORTUNER เปิดตัวในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2005 ปัจจุบันมีสัดส่วนการจัดจำหน่ายถึง 48% ในรถประเภทนี้ ซึ่งโมเดลที่ทำตลาดตอนนี้ได้มีการปรับโฉมแบบบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ พร้อมกับปรับเล็กอีกครั้งด้วยการอัพเกรดสมรรถนะการขับเคลื่อนทั้งเครื่อง ยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบช่วงล่างที่ให้การทรงตัวดียิ่งขึ้น

   สำหรับการทดลองขับครั้งล่าสุดนี้เราได้สัมผัสกับตัวท็อป 3.0 V 5AT 4WD ค่าตัว 1,437,000 บาท ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลาที่ให้การเกาะถนนแน่น หนึบเทียบเคียงกับรถเอสยูวีแท้ๆ โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ FORTUNER จะมี Torsen LSD ติดไว้ตรงเพลากลางเพื่อปรับเปลี่ยนการส่งกำลังไปยังล้อหน้าและหลังให้ได้สมดุล
   หากขับขี่ปกติทั่วๆไป กำลังแต่ละล้อจะรับไป 25% พอถึงโค้งก็จะมีการปรับเปลี่ยนกำลังของล้อทั้ง 4 ให้แตกต่างกันออกไป ทั้งช่วงเข้าโค้งและออกโค้ง ทำให้ความเร็วของล้อมีถึง 4 ระดับ และเฟืองท้ายกลาง Torsen LSD จะทำหน้าที่ช่วยกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าให้สัมพันธ์กับสภาวะในการขับขี่ โดยอัตโนมัติ
   สำหรับการทรงตัวและการเกาะถนนที่ดีช่วงทางตรง เมื่อเร่งหรือลดความเร็วล้อหน้าและหลังจะมีแรงบิดเท่ากัน ช่วงเข้าโค้งแรงบิดที่ล้อหน้าจะมากกว่าล้อหลัง ส่วนช่วงออกโค้งหรือมีอาการท้ายสะบัดล้อหลังจะมีกำลังมากกว่าล้อหน้า
   หากมองลึกๆ แล้ว FORTUNER ก็เปรียบเหมือนร่างจำแลงของ PRADOที่ได้ความนิยมระดับโลก เพียงแต่เปลือกนอกที่ครอบไว้ทำให้ดูแตกต่างออกไป ดังนั้นแทนที่จะต้องจ่ายเงินกว่าสี่ล้านซื้อรถแบบนี้ เสียเงินแค่ล้านกลางๆ ก็ได้รถสไตล์เดียวกัน
   รูปโฉมของ FORTUNER เวอร์ชั่นใหม่จะดูไม่ต่างจากการโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ จะมีจุดต่างอยู่บ้างก็ตรงสคูปดักลมบริเวณฝากระโปรงหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรับลมเป่าระบายความร้อนได้ดีกว่าสคูปของเดิมที่เล็กกว่า ซึ่งเรื่องสคูปรับลมอยู่บนฝากระโปรงหลายคนอาจจะไม่รู้ประโยชน์และการใช้งาน
   จึงมีการติดแผงกันแมลงไว้ตรงปลายฝากระโปรงโดยมีช่องเล็กๆ ให้ลมไหลผ่านซึ่งจะมีผลมากในเรื่องการทำงาน หากช่องรับลมเล็กหรือมีอะไรมาปิดกั้นทางเดินของลมที่ทำให้ไม่สามารถเข้าไปใน ช่องรับลมได้เต็มที่จะทำให้มีการกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเครื่องยนต์ดีเซล มีแค่อากาศกับน้ำมันที่ใช้สำหรับจุดระเบิดหากอากาศเย็น
   จะมีความหนาแน่นสูง น้ำมันก็จะใช้น้อยลง การยกสคูปดักลมให้สูงจึงดีกว่าแบบเตี้ยๆ เพราะอินเตอร์คูลเลอร์มีหน้าที่ระบายความร้อนให้กับอากาศก่อนส่งเข้าสู่ห้อง เผาไหม้ และเพื่อความลู่ลมใต้ท้องรถด้านหน้าจะมีการปรับปรุงให้อากาศไหลผ่านใต้ท้อง รถได้อย่างราบลื่นเพื่อลดการใช้นำมันได้อีกทางหนึ่ง
   ภายในห้องโดยสารก็จะมีการปรับเปลี่ยนหน้าจอพร้อมแผนที่นำทางและมีกราฟคะแน แสดงผลการขับขี่เพื่อให้ดูพฤติกรรมการขับว่าจะประหยัดน้ำมันมากน้อยแค่ไหน และเบาะนั่งแบบปรับไฟฟ้าด้านคนขับ ที่มีพนักพิงกระชับแผ่นหลัง นั่งขับได้ถนัดและสบายมากทีเดียว
   ในส่วนเครื่องยนต์ถูกปรับปรุงด้วยเช่นกัน โดยใช้หัวฉีดที่เคลือบปลายให้น้ำมันไหลลื่นไม่อุดตัน มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 171 แรงม้าที่ 3600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน - เมตร ที่ 1400 - 3200 รอบต่อนาที จากเดิม 163 แรงม้าที่ 3400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 343 วตัน-เมตร ที่ 1400 - 3200 รอบต่อนาที
   และระบบขับเคลื่อนจะเป็นเกียร์ชุดใหม่ อัตโนมัติ 5 สปีด ที่มีการปรับอัตราทดของแต่ละเกียร์ให้ชิดกว่าเดิมโดยปรับเพิ่มให้อัตราทด เกียร์แรกเกียร์สุดท้ายมากขึ้นเพื่ออัตราเร่งและในช่วงเกียร์ 2-4 จะปรับให้กระชับขึ้นทำให้อัตราเร่งของแต่ละเกียร์ได้ความต่อเนื่อง รอบเครื่องยนต์ไม่ตกในช่วงการเปลี่ยนเกียร์ ในการออกตัวจึงทำได้ดีขึ้น การเร่งแซงทำได้ดีกว่าเดิม
   เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังมาก สำหรับน้ำมันเกียร์ที่ใช้ในฟอร์จูนเนอร์จะเปลี่ยนเป็นเวิลด์สแตนดาร์ดเพื่อ ให้อายุการใช้การใช้งานที่ยืนยาวโดยมีน้ำมันที่ใสขึ้น การตรวจเช็คจะทำกันทุกๆ 2 หมื่น กม. หากพบว่าน้ำมันมีสีขาวขุ่นจากผสมของน้ำมันหรือน้ำตาลไหม้ที่เกิดจากร้อนจัด ก็ควรจะทำการเปลี่ยน แต่ถ้ายังปกติสัก แสน กม. ก็ควรเปลี่ยนตามระยะ
   สมรรถนะการพุ่งทะยานไม่มีปัญหาสำหรับการใช้งานตามพื้นที่สูงในการทดลองขับ ครั้งนี้จะมีการขับขึ้นดอยเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของระบบส่งกำลังที่ไม่ต้อง กดคันเร่งกันมากนัก ช่วงลงทางชันยาวๆ จะมีการหน่วงความเร็วให้เพื่อไม่ให้รถไหลลงเร็วเกินไป
   ช่วงล่างของ FORTUNER จะนิ่มขึ้นจากการปรับปรุงค่า K ของสปริงและการปรับปรุงรีบาวน์ของโช้คอัพ พร้อมออกแบบให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา ทำให้ได้การขับขี่ที่ดีทั้งเรื่องความนุ่นนวล และการควบคุมรถที่มั่นคงมากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน
 

 

 

TEST DRIVE : HONDA CR-V ปรับใหญ่ทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะ!?!

Monday, 23 February 2015 15:22

   HONDA CR-V โมเดลล่าสุด ได้รับการปรับโฉมในแบบไมเนอร์เชนจ์ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้มีดีเพิ่มขึ้นเฉพาะรูปร่างหรือหน้าตา แต่ฮอนด้า ได้ทำการปรับเปลี่ยนแบบจัดเต็มให้รถอเนกประสงค์รุ่นนี้มีสมรรถนะที่ดีขึ้น โดยเน้นปรับใหญ่ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ตามมาตรฐานเทคโนโลยีเอิร์ธดรีมที่ให้กำลังมากขึ้น แต่บริโภคน้ำมันน้อยลง

   รูปลักษณ์ใหม่ โดยรวมดูดีกว่ารุ่นเดิมพอสมควร โดยเฉพาะการดีไซน์ กระจังหน้าสไตล์หล่อเข้มคล้ายๆรุ่นน้องอย่าง HONDA HR-V และชุดไฟหน้าใหม่ดีไซน์โฉบเฉี่ยว หรูหรา พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED  และกันชนหน้า-หลังดีไซน์รูปทรงใหม่ พร้อมแผงใต้กันชน คิ้วฝากระโปรงท้ายแบบโครเมียม และล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ที่สะท้อนความแข็งแกร่งสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ HONDA CR-V รุ่นปรับโฉมยังคงข้อดีที่ความกว้างขวาง หรูหรา รองรับความสะดวกสบายได้ทั่วทั้งคัน  พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นหลายรายการ ไล่ตั้งแต่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI (สำหรับ iphone4S ขึ้นไป) และการเชื่อมต่อ Smart Phone (ในบางรุ่น ) ,ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 2 จุด และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์ รวมถึงระบบปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (One Push Ignition System) และระบบควมคุมประตู  (Honda Smart Key System)  ส่วนเบาะนั่งด้านคนขับสามารถปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง  เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และยังเพิ่มพื้นที่บรรทุกด้านหลังเพื่อรองรับสัมภาระด้วยเบาะแถวหลังพับจังหวะเดียวแบบ One Motion พร้อมแยกพับ 60:40 เพื่อความอเนกประสงค์ในทุกการใช้งาน

   นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม ด้วยระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)เหมือนกับ ACCORD , กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง  3 ระดับ ,ติดตั้งถุงลมเพิ่มด้านข้างคู่หน้า (i-Side Airbags) ,ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) พร้อมระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (VSA),ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

   สำหรับการทดลองขับครั้งล่าสุด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์ร่วมทดลองขับ ภายใต้เส้นทางการขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด กรุงเทพฯ – อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี รวมระยะทางไป-กลับกว่า 700 กิโลเมตร โดยการทดลองขับจะเน้นไปที่ HONDA CR-V รุ่นท็อป 2.4 EL 4WD ราคา  1,580,000 บาท ซึ่งมีออฟชั่นแบบจัดเต็มดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

   HONDA CR-V รุ่นท็อป 2.4 EL ได้อัพเกรดเครื่องยนต์ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม พื้นฐานเครื่องยนต์เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด  2.4 ลิตร ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ 16 วาล์ว i-VTEC ให้กำลังสูงสุด175 แรงม้า ที่ 6200 รอบ/นาที (กำลังมากกว่ารุ่นเดิม 5 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร  4,000 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 5 นิวตัน-เมตร ) ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนจากชุดเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เดิม มาใช้ชุดเกียร์ CVT ใหม่

   การเดินทางปกติในช่วงแรก แทบจะจับความรู้สึกไม่ได้เลยว่านำชุดเกียร์ CVT มาใช้ เพราะช่วงการใช้งานในเมืองหรือช่วงความเร็วต่ำ การกดคันเร่งเพิ่มความเร็ว รอบเครื่องยนต์ขยับแค่เล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าความเร็วเพิ่มขึ้นค่อนข้างสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ไม่ได้ใช้รอบพุ่งตวัดสูงเกินความเร็วแบบเกียร์ CVT รุ่นอื่นๆที่เคยสัมผัสมาก่อน  และเมื่อจะเร่งแซงใช้การกดคันเร่งหนักๆ รอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นไปประมาณ 3,000 รอบปลายๆ แล้วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปประมาณ 4,000 รอบ/นาที โดยไม่ขึ้นไปที่รอบสูงสุด 6,500รอบ/นาที ซึ่งเป็นช่วงเรดไลน์     หากเป็นการเพิ่มน้ำหนักเท้าแบบการขับขี่ปกติ รอบเครื่องยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย  และจังหวะรอยต่อการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จากต่ำไปสูงจะกระตุกพอให้รับรู้เล็กน้อย ซึ่งเป็นอารมณ์ดิบ ขับสนุกที่ถ่ายทอดมาจากเกียร์อัตโนมัติปกติ

   การขับขี่โดยรวมจึงใกล้เคียงกับเกียร์อัตโนมัติแบบฟันเฟืองปกติ แต่ความประหยัดจะเหนือกว่าค่อนข้างชัดเจน สังเกตง่ายๆจากรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าช่วงความเร็ว 100 กม./ชม. อยู่ที่ 1600 รอบ/นาที ทำให้การเดินทางแบบลื่นไหล อัตราบริโภคทำดีเกิน 15 กม./ลิตร  ซึ่ง CR-V  เกียร์อัตโนมัติ  5 สปีดรุ่นที่แล้วอัตราบริโภคจะเพิ่มขึ้นหากวางน้ำหนักเท้ามากเกินไป  ยิ่งเป็นคนเท้าหนักอัตราบริโภคจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะได้อัตราเร่งดีแต่จะกินน้ำมันเยอะเมื่อเร่งแซงบ่อย ซึ่งต่างจากชุดเกียร์ CVT ใหม่ รอบเครื่องยนต์จะขึ้นช้าทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง ทำให้การประหยัดน้ำมันเพิ่มมากขึ้น

   สำหรับอารมณ์ในการควบคุมรถไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง หรือทางตรงยาวๆ  รวมไปถึงช่วงทางโค้งขึ้นลงเขาระหว่างตัวเมืองกาญจนบุรี ไปยังอ.สังขละบุรี  จุดเด่นที่สุดยังคงเป็นเรื่องความนุ่มนวล ขับสบาย ควบคุมง่าย เรียกว่าเป็นพระเอกทางเรียบที่ขับเนี๊ยบสุดๆให้สัมผัสที่ดีทั้งน้ำหนัก  ความแม่นยำของพวงมาลัย และการซับแรงของช่วงล่าง  ส่วนช่วงขับเข้าโค้งปกติด้วยความเร็วพอเหมาะก็สามารถเข้าออกโค้งได้สบายๆควบคุมรถง่าย  แต่ช่วงเจอทางโค้งหนักๆก็ต้องชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งเยอะหน่อยเพราะพื้นฐานของตัวรถค่อนข้างเน้นไปที่ความนุ่มนวล แรงเหวี่ยงในโค้งจึงมีเยอะ ไม่เหมือนกับรถที่เซ็ทช่วงล่างให้แข็งๆไว้ก่อนก็จะเข้าโค้งได้แรงกว่า แต่การขับปกติจะแข็งกระด้างนั่งสบายน้อยกว่า  ตรงนี้ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ต้องมองจุดมุ่งหมายของรถคันนั้นๆว่าจะเน้นเจาะกลุ่มคนชอบขับรถสไตล์ไหน  แต่ถ้าสไตล์พอดีๆ CR-V ก็ถือว่าโอเคได้ทั้งความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนที่เพียงพอต่อการใช้งาน !!!

การทำตลาด  HONDA CR-V  มีให้เลือก 4 รุ่นหลัก

- รุ่น 2.0 S ราคา  1,200,000 บาท

- รุ่น 2.0 E 4WD ราคา  1,325,000 บาท

- รุ่น 2.4 EL ราคา 1,495,000 บาท

- รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,580,000 บาท

 

TEST DRIVE : HYUNDAI VELOSTER กับการเดินทางที่ไม่ธรรมดา BANGKOK – ANGKOR WAT

Tuesday, 30 July 2013 19:10

 

 

 

 

 

 

 

   HYUNDAI VELOSTER   เริ่มบุกตลาดเมืองไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 โดยบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด  ได้นำเข้ารถสปอร์ตรุ่นนี้โดยตรงจากประเทศเกาหลี ด้วยความมั่นใจในคุณภาพตัวรถ ทั้งด้านสมรรถนะที่จัดจ้าน และการดีไซน์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถมัดใจให้ผู้บริโภคชาวไทยให้หันมามองรถรุ่นนี้ได้ไม่ยาก แม้ว่าจะมีระดับราคาค่าตัวที่สูงค่ากว่ารถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด

   เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมั่นใจในรถรุ่นนี้ ระหว่างวันที่ 9-14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางฮุนไดจึงได้เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์กว่า 100 ชีวิต ร่วมทดลองขับ HYUNDAI VELOSTER   แบบไม่ธรรมดาเพราะเป็นการเดินทางข้ามแดนไปเยือนประเทศกัมพูชา จาก กรุงเทพฯถึงเสียมราฐ เพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของนครวัด ในทริป HYUNDAI Veloster WORLD WONDERS 2013 HISTORIC & UNIQUE PRESS CARAVAN TO ANGKOR WAT

      การเดินทางวันแรกสบายๆ ตามสไตล์คาราวานฮุนไดแบบเป็นกันเอง  ด้วยการขับและนั่ง HYUNDAI H1 โฉมไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ 11 ที่นั่งยอดนิยมที่สร้างยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเรานั่งกันสบายใจฉันพี่น้อง โดยปรับเบาะแถวที่ 2 กลับหลังหันไปปะหน้ากับเบาะแถว 3  สำหรับการพูดคุยที่ได้อรรถรสมากกว่าการพูดคุยแบบไม่ได้เห็นหน้า สำหรับการเดินทางไกล H1ทำได้ดี กำลังจากเครื่องยนต์เพียงพอสำหรับการฉุดลากตัวถังขนาด 2,250 กก.ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งแซงจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2497 ซีซี 175 แรงม้า แรงบิด 441 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 -2,250 รอบต่อนาที ก็ทำได้ในเวลาไม่นาน การเบรกอาจจะต้องกดหนักหน่อยสำหรับรถตัวถังใหญ่ๆ แบบนี้ บางช่วงก็สามารถใช้ความเร็วระดับ160 กม./ชม. ได้อย่างสบาย


     เมื่อผ่านข้ามแดนจากด่านอรัญประเทศหรือปอยเปตเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ทิวทัศน์จากสองข้างทางส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนาไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มการปลูกข้าวจึงเป็นอาชีพหลักของคนแถวนี้ สภาพบ้านเรือนก็มีลักษณะใกล้เคียงกับชนบทแถวบ้านเรา  ถนนหนทางก็มีสองเลนสวน มีไหล่ทางให้มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานได้หลบ และถนนบางช่วงก็เริ่มเป็นหลุมมีการซ่อมแซมเป็นระยะๆหลังจากสร้างเสร็จมาไม่ถึง 5 ปี โดยระยะทางจากด่านชายแดนจนถึงจุดหมายที่เมืองเสียมราฐอยู่ที่ประมาณ 150 กิโลเมตร

       วันต่อมาเราก็ยังไม่ถึงคิวที่รอคอย จึงยังไม่ได้ขับ VELOSTER แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะได้นั่งH1แบบเต็มวัน ท่องเที่ยวสบายๆ ชมมหาโบราณสถานสำคัญในดินแดนสุวรรณภูมิ เริ่มจากประสาทบายน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนครธม และช่วงบ่ายคณะเราชื่นชมความอลังการงานสร้างของอังกอร์วัด หรือ นครวัด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะความงดงามจึงถูกบดบังไปบ้าง  นครวัดถือเป็นราชธานีสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เมื่อกว่า 1,000 ปีเคยรุ่งเรืองมากครอบคลุมพื้นที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกัมพูชา


      และในวันสุดท้ายของการเดินทางกลับบ้าน จากเมืองเสียมราฐมุ่งสู่กรุงเทพฯก็เป็นเวลาที่ได้สัมผัสกับ VELOSTER เสียทีหลังจากแอบมองเพื่อนๆพี่ๆน้องๆขับกันเพลินถึง 2 วันเต็ม โดย VELOSTER ที่ร่วมเดินทางมากับทริปนี้มีให้ลองครบทั้ง 2 รุ่นคือ VELOSTER Sport Turbo สนนราคา 1,739,000 และ VELOSTER รุ่นพื้นฐานไม่มีเทอร์โบ ราคา 1,299,000 บาท กับออฟชั่นและการตกแต่งที่ต่างกันสมกับส่วนต่าง  440,000 บาท และงานนี้เราจับฉลากได้ขับเฉพาะรุ่นไม่มีเทอร์โบ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักรถสปอร์ตที่แตกต่างรุ่นนี้

     สำหรับ  VELOSTER  เป็นรถสปอร์ตเเฮทช์แบค ที่มีรูปโฉมลงตัวตลอดคัน เป็นจุดเด่นของรถเกาหลีในยุคใหม่ที่ล้ำหน้าไม่แพ้รถญี่ปุ่นในเรื่องของการดีไซน์เพื่อให้ขายได้ทั่วโลก ด้วยรูปทรงของรถสปอร์ตที่โค้งมนตลอดคัน และมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบประตู 3 บานต่างจากรถทั่วๆ ไป โดยเพิ่มประตูผู้โดยสารฝั่งซ้ายขนาดใหญ่ใกล้เคียวกับรถซีดาน เพื่อให้ขึ้นลงได้สะดวกต่างจากรถสปอร์ตทั่วไปที่ไม่ค่อยอยากจะรับแขกสักเท่าไหร่  การดีไซน์เบาะนั่งทำได้ดีอยู่ในตำแหน่งเตี้ยเกือบติดพื้นได้อารมณ์รถสปอร์ตแท้ๆ ด้านหน้าของเบาะจะสูงกว่าด้านหลังแต่ก็สามารถปรับสูงต่ำได้ รวมถึงพวงมาลัยที่ปรับสูงต่ำและดึงเข้าออกได้อย่างถนัดในทุกสรีระ ส่วนเบาะด้านหลังเรานั่งกันเต็ม 2 คน ก็ถือว่านั่งได้ไม่คับแคบจนเกินไป แต่จะรู้สึกอึดอัดบ้างจากหลังคาที่ลาดลงและแดดส่องผ่านกระจกหลังที่อยู่ใกล้กับศีรษะมาก

            VELOSTER  รุ่นพื้นฐานไร้เทอร์โบ ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว ความจุ 1,591 ซีซี พร้อมระบบ D-CVVT : Dual Continuous Variable Valve Timing หรือระบบวาล์วแปรผันคู่ ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้าที่ 6,300 รอบต่อนาที ที่ แรงบิดสูง 157 นิวตัน-เมตร ที่ 4850 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ถึงเครื่องยนต์จะไม่แรงมาก เมื่อเทียบกับรุ่นเทอร์โบที่มีกำลังมากถึง186 แรงม้า   แต่ก็ถือว่าขับสนุกสนานพอตัว การส่งต่อกำลังทำได้เรียบเนียน และรวดเร็ว ช่วงออกตัวอาจจะช้านิดหน่อย แต่พอได้ความเร็วสักระยะหนึ่งอัตราเร่งก็จะมาเร็วขึ้น เมื่อต้องการเร่งแซง กดคันเร่งหนักๆ เกียร์จะลดลงมาแบบไม่มีรอยต่อคล้ายเกียร์ซีวีที จึงไม่รู้สึกถึงอาการกระชาก ความเร็วก็จะขยับขึ้นได้ไว ไม่เสียชื่อกับการเป็นรถสปอร์ต

      ส่วนช่วงล่างออกแนวนุ่นหนึบ ยังอยู่ในอารมณ์ที่ขับสบายๆไม่ได้หนักแน่นแข็งกร้าวแบบรถสปอร์ตไปซะทีเดียว โดยภาพรวมรถรุ่นนี้จึงสามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายใจ แถมยังได้รูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เป็นสอง รองใครบนท้องถนน!!! (ทั้งหมดเป็นการจับความรู้สึกระยะเวลาสั่นๆไว้มีโอกาสจะนำเสนอบทความทดลองขับ VELOSTER ทั้ง 2 รุ่นอีกครั้ง เราขอสัญญา)

 
 

TEST DRIVE : CHEVROLET TRAILBLAZER 200 ม้า..ใจถึงพึ่งได้

Friday, 07 March 2014 14:01

   จากความร่วมมือกันทางธุรกิจระหว่างเชฟโรเลตกับอีซูซุ จึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตัวถังรถยนต์มาใช้ร่วมกัน อาจจะมีต่างกันบ้างในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่เน้นความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเริ่มแรกที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เชฟโรเลตยังคงใช้เครื่องยนต์ร่วมกับอีซูซุ  แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันทางเชฟโรเลต ได้ทำการพัฒนาเครื่องยนต์เป็นของตัวเองหลังจากเข้าไปซื้อกิจการผลิตเครื่องยนต์ของอิตาลี โดยเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับ COLORADO รุ่นที่ 2 และ TRAILBLAZER รุ่นแรกสำหรับตลาดรถยนต์เมืองไทย

   เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำตลาดในเมืองไทยและส่งออกเชฟโรเลตจึงนำเครื่องยนต์ดีเซลมาผลิตในโรงงานที่ระยอง พร้อมกับการเพิ่มพละกำลังให้แรงขึ้นจนได้เครื่องยนต์ที่เปี่ยมประสิทธิภาพเพื่อใช้กับ COLORADO และ TRAILBLAZER รุ่นล่าสุดที่เราทดลองขับในครั้งนี้

   ในส่วนของรูปโฉมของ TRAILBLAZER จะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนภายในจะมีการปรับปรุงออฟชั่นอำนวยความสะดวกตามสมควร  อาทิการเพิ่มแผ่นปิดที่เก็บของจากเดิมเป็นพื้นที่โล่งๆ พอพับเบาะหลังทำให้ดูต่างระดับกับเบาะ เวลาวางสัมภาระทำได้ไม่เต็มที่ คราวนี้พอมีฝาเปิดเพิ่มเข้ามาได้พื้นที่เสมอกับเบาะหลังเวลาพับได้ระดับเดียวกันตลอด และยังเพิ่มพื้นที่เก็บของในกล่องที่สร้างใหม่อีกต่างหาก  และอีกจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดขายก็คือจอสัมผัสใหม่พร้อมระบบเครื่องเสียงและมายลิงค์ที่ออกแบบมาให้ดูทันสมัยใช้ระบบสัมผัส สำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน สมารถชมภาพ วีดีโอ และระบบสตรีมมิ่งใช้การสั่งงานด้วยเสียงเมื่อเลือกเพลงและโทรศัพท์รวมถึงฟังก์ชั่นต่างๆ เลือกรับฟังสถานีวิทยุ 70,000สถานีทั่วโลกได้

   ประเด็นหลักที่เป็นจุดเปลี่ยนของ TRAILBLAZER จะอยู่ที่เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น สำหรับรองรับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้น มีการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความทนทานใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ใหม่ที่วางอยู่ใน TRAILBLAZER ได้รับการอัพเกรดให้มีกำลังเท่ากับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ของฟอรด์และมาสด้า ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร โดยให้กำลังสูงสุดรีดเค้นได้ถึง 200 แรงม้า ที่ 3600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที เป็นกำลังที่มากกว่าเดิม 11% มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 6%

   สิ่งที่ทำการปรับปรุงในเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ขนาด 2.8 ลิตร บล็อคนี้คือ การเปลี่ยนระบบคอมมอลเรลให้มีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ สำหรับการฉีดน้ำมันด้วยแรงดันสูงจนเป็นฝอยละเอียดซึ่งจะทำให้การเผาไหม้มีความสมบูรณ์มากขึ้น และเทอร์โบแทนที่จะใช้การหล่อเย็นด้วยน้ำมันก็ใช้น้ำแทนที่เพื่อช่วยลดความร้อนและยืดระยะการใช้งานให้นานขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนท่อร่วมไอดีเป็นโพลีเอสเตอร์ให้เบาขึ้น และมีการไหลของไอดีคล่องตัวมากขึ้น ส่วนเสื้อสูบและฝาสูบถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อน และเพลาข้อเหวี่ยงมีการปรับปรุงให้ลดเสียงรบกวนและมีการสั่นสะเทือนน้อยเพื่อความสบายในการขับขี่  นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ กล่องควบคุมมีการออกแบบและพัฒนาซอฟแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยมีทีมงานวิศวกรของจีเอ็ม สำหรับการตอบสนองที่รวดเร็ว ได้ความแม่นยำ มีความละเอียด ในการประมวลผลและสั่งงานสูงขึ้น 

   รุ่นที่ทดลองขับ ระบบส่งกำลังจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4ล้อที่มีตัวควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็คทรอนิค สามารถเลือกเปลี่ยนการขับเคลื่อนเป็น 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ได้ด้วยการหมุนปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลระหว่างเบาะคู่หน้าโดยไม่ต้องหยุดรถ ยกเว้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ 4L ที่ต้องหยุดรถก่อนใช้งาน

   สมรรถนะการขับขี่ที่่สัมผัสได้ชัดเจนจาก TRAILBLAZER ใหม่ คือกำลังของเครื่องยนต์ 200 แรงม้า ที่พึ่งพิงได้เต็มที่ตั้งแต่ความเร็วต้นไปชนความเร็วปลายที่มาแบบต่อเนื่อง  อัตราเร่งให้ความรู้สึกถึงการตอบสนองที่ทันใจกว่ารุ่นที่แล้วเยอะ  และการเร่งแซงทำได้รวดเร็วทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูงไม่ต้องรอจังหวะมากนัก    การทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแม้ว่าจะสามารถส่งต่อกำลังตามจังหวะความเร็วได้ดีแต่ก็ยังให้อารมณ์ดิบในช่วงรอยต่อของเกียร์มีการกระตุกให้รับรู้ชัดเจน ส่วนช่วงล่างภายใต้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมก็ยังรองรับกับความแรงที่เพิ่มขึ้นได้ดีทั้งความนิ่งบนทางตรงเมื่อใช้ความเร็วสูง และการเข้าโค้งแรงๆการโยนตัวก็เกิดขึ้นไม่มากแม้ว่าตัวถังจะค่อนข้างสูง  และเรื่องการเบรกหรือชะลอรถในทุกจังหวะความเร็วโดยรวมทำได้ดี แต่เบรกจะค่อนข้างจับไวใครไม่คุ้นเมื่อเบรกแรงๆระวังหน้าทิ่มได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวถังที่สูงและเบรกของ TRAILBLAZER จะมาพร้อมดิสก์ทั้ง 4 ล้อซึ่งต่างจากคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

   ทางด้านอัตราบริโภคก็ถือว่ารับได้! ไม่ได้เดินสวนทางกับความแรงที่เพิ่มขึ้น โดยเราขับใช้งานปกติทั้งในเมืองช่วงรถติดและนอกเมืองที่ไปกันด้วยความเร็ว น้อยครั้งที่จะใช้ความเร็วคงที่นานๆค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองที่ได้อยู่ที่ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ สำหรับรถที่มีแรงม้ามากถึง 200 ตัว!!!

 

TEST DRIVE : FORD FIESTA EcoBoost สมรรถนะเกินพิกัด!

Monday, 12 January 2015 14:54

   ต้องขอบคุณการกำหนดค่ามาตรฐานไอเสียยูโร 5 ของยุโรปที่ทำให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็กให้มีการทำงานเต็มประสิทธิภาพทั้งเรื่องความแรง ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งค่ายฟอร์ดได้ชิงเปิดตัวเทคโนโลยีเครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบนี้ก่อนใครภายใต้ชื่อเทคโนโลยี EcoBoost  ประเดิมตลาดด้วย ฟอร์ด เฟียสต้าใหม่ โฉมไมเนอร์เชนจ์ เมื่อไม่นานนี้

   เครื่องยนต์อีโคบูสต์ขนาด 1.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์ที่ฟอร์ดทำการพัฒนาจนได้รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ถึง 2 ปีซ้อน ด้วยการนำเครื่องยนต์ 3 สูบ ใช้การจ่ายน้ำมันเชื้อแพลิงฉีดตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ที่เรียกว่าไดเร็กอินเจ็คชั่นพ่วงเข้ากับเทอร์โบชาร์จ และวาล์วแปรผันเข้าด้วยกัน และถึงแม้เครื่องยนต์จะเล็กแต่ก็มีกำลังเกินตัว สามารถสร้างกำลังได้ถึง 125 แรงม้า มีแรงบิดสูงถึง 170 นิวตัน-เมตร เทียบชั้นพอๆกับเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร สามารถเรียกกำลังมาใช้ตั้งแต่ 1,400-4,500 รอบต่อนาที

   อีโคบูสต์ 1.0 ลิตร เป็นน้องเล็กในกลุ่มอีโคบูสต์ ซึ่งมีหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 1.4 ลิตร 1.6 ลิตร 2.0 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ วี 6 ขนาด 3.2 ลิตร อีก 2 รุ่นที่ทางฟอร์ดมีใช้อยู่ตอนนี้  โดยปัญหาที่พบทั่วๆไปในเครื่องยนต์เล็ก 3 สูบ คือการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทางฟอร์ดจึงติดตั้งเพลาถ่วงดุลในเครื่องยนต์เข้าไป หากเป็นรถทั่วๆไปจะมีราคาแพงและกินกำลังเครื่องยนต์ ฟอร์ดจึงติดตั้งล้อช่วยแรงและรอกให้อยู่ในตำแหน่งไม่สมดุล เพื่อชดเชยน้ำหนักของเครื่องยนต์ในทิศทางที่เหมาะสมเพื่อกระจายแรงสั่นสะเทือนในทิศทางที่ไม่ส่งผลกับตัวรถแล้ว ออกแบบแผ่นรองแท่นเครื่องให้ดูดซับแรงจากเครื่องยนต์ให้ได้มากที่สุด

   จากการปรับปรุงช่วยให้เครื่องยนต์ 3 สูบของฟอร์ด ทำงานได้อย่างราบเรียบและเงียบที่สุด แม้ว่าจะจอดนิ่งๆอยู่ก็ตาม และสิ่งที่เสริมให้เครื่องยนต์เล็กโดดเด่นก็คือ เทอร์โบขนาดเล็กตามความเร็วสูง สามารถหมุนได้สูงถึง 248,000 รอบต่อนาที ทำให้ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างทันท่วงที ส่วนระบบหล่อเย็นจะเป็นแบบแยกส่วนจะช่วยจัดการอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้เต็มประสิทธิภาพจากการแบ่งน้ำยาหล่อเย็นไหลผ่านทางเสื้อสูบและฝาสูบทำให้เครื่องยนต์อุ่นเร็วขึ้น ช่วยประหยัดและลดมลภาวะ

   ส่วนปั้มน้ำมันแปรผันสามารถปรับการจ่ายน้ำมันหล่อลื่นให้มีปริมาณพอเหมาะกับความเร็วและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ จึงประหยัดจากการจ่ายเท่าที่จำเป็นต่างจากเครื่องยนต์ทั่วไปที่กำหนดการจ่ายน้ำมันแบบตายตัว

   ลูกปืนเพลาข้อเหวี่ยงออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดแรงเสียดทาน การตอบสนองจึงดีขึ้น ส่วนสายพานเครื่องยนต์หลักจะจุ่มในน้ำมันช่วยลดการเสียดสี และมีเสียงรบกวนน้อยกว่าสายพานแห้งๆ สายพานทั้งหมดจะถูกหุ้มอีกชั้นซึ่งจะช่วยลดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี  หม้อพักไอเสียจะถูกหล่อไว้เป็นชิ้นเดียวกับฝาสูบ แทนที่จะเชื่อมต่อกันแบบเครื่องยนต์ทั่วๆไป ทำให้ลดน้ำหนักได้เกือบกิโลกรัม ช่วยปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันต่ออากาศให้เหมาะสม เครื่องยนต์จึงอุ่นเร็วขึ้น ทั้งหมดคือจุดเด่นที่นำมารวมกันของเครื่องยนต์เล็กๆ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มีกำลังไม่แพ้1.6 ลิตร

   หากไม่ได้ขับจะไม่รู้ถึงสมรรถนะ เมื่อวางเท้าบดขยี้คันเร่ง พร้อมการส่งต่อกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตซ์คู่ 6 สปีด หรือจะเรียกกันง่ายว่าเกียร์ธรรมดาก็ได้แต่เราไม่ต้องเหยียดคลัตช์เองเพราะจะมีคลัตซ์ไฟฟ้าถึง 2ตัวคอยสลับหน้าที่ในการเปลี่ยนเกียร์ให้เอง อารมณ์ในการขับขี่จึงคล้ายๆขับรถเกียร์ธรรมดา ผสมกับเกียร์อัตโนมัติ  ช่วงออกตัวเกียร์ 1-2 จึงรู้สึกกระตุกเล็กน้อยเหมือนกับรถเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นอาการปกติ เมื่อเริ่มขยับเข้าสู่เกียร์ที่สูงขึ้น การส่งกำลังจะทำได้สมบูรณ์ขึ้น ราบเรียบเหมือนเกียร์อัตโนมัติปกติ  จึงออกตัวได้รวดเร็วต่อเนื่องดีมาก และรอบเครื่องยนต์จะขึ้นเร็วเมื่อเหยียบคันเร่งหนักๆ กวาดขึ้นไปจนถึงขีดแดงในเวลาสั้นๆ  ซึ่งเฟียสต้าแสดงสมรรถนะให้เห็นได้ชัดเจน ดีกว่าเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ด้วยซ้ำไป

   ช่วงขึ้นลงทางลาดชันหรือการขับเข้าโค้ง รอบเครื่องยนต์ที่เรียกมาใช้อย่างรวดเร็วทำให้การส่งต่อกำลังหลังจากหลุดโค้งไปทำได้ดี  หากใช้ความเร็วระดับ 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์แถวๆ 2,100 รอบ/นาที สำหรับเฉลี่ยในการขับครั้งนี้ทั้งในเมืองและนอกเมืองด้วยความเร็วแบบจัดเต็ม อัตราบริโภคอยู่ที่ประมาณ 5-6ลิตร/100 กม. หรือ 15-20 กม./ลิตร และบางช่วงมีโอกาสได้ใช้ความเร็วสูงสุดแถวๆ 190 กม./ชม.ซึ่งช่วงล่างสามารถลองรับสมรรถนะได้ดีควบคุมได้อย่างมั่นใจเรียกว่าดีกว่าใครในคลาส ณ.ปัจจบัน (บี เซ็กเม้นท์แท้ๆ)

   นอกจากเครื่องยนต์แล้ว ฟอร์ด เฟียสต้ายังทำการปรับปรุงรูปโฉมภายนอกให้แตกต่างไปจากรุ่นเดิม โดยเฉพาะหน้าตาที่ออกมาในเทรนด์ใหม่ ส่วนภายในก็จะมีการตกแต่งให้ต่างไปจากรุ่นเดิม รวมถึงสีเบาะก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ถ้าสนใจก็ลองไปสัมผัสสมรรถนะที่แท้จริงได้ที่ผู้แทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศรับรองไม่ผิดหวังโดยเฉพาะเรื่องความแรงและประหยัดน้ำมัน !!!

 
 

Page 8 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )