Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : MG GS 1.5 TURBO สมรรถนะเกินคาดหมาย!

Tuesday, 04 April 2017 06:28

   เอ็มจี ประเทศไทยจัดกิจกรรมทดลองขับ รถสปอร์ตเอสยูวี MG GS เครื่องยนต์ใหม่พิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 167 แรงม้า เปิดโอกาสเราได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่เกือบทุกรูปแบบ ทั้งสมรรถนะความแรง ฟังก์ชั่นการใช้งาน อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และห้องโดยสารที่กว้างขวาง รวมถึงการทดสอบด้านความประหยัดน้ำมัน ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของรถสปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดอย่างชัดเจน

   MG GS  1.5 ลิตร เทอร์โบ เปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 โดย MG GS มุ่งเน้นการยกระดับเซกเมนท์รถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) ให้สูงขึ้นด้วยบุคลิกการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับเทคโนโลยีการสื่อสาร อินคาเน็ต ที่ล้ำสมัย เอาใจลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า และความครบครันในระดับราคาที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ MG GS 1.5 ลิตร เทอร์โบ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของเอ็มจี ให้เดินหน้ารุกตลาดรถอเนกประสงค์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การเติบโตในระยะยาวตามเป้าหมายสูงสุดของ เอ็มจี ในประเทศไทย

   MG GS  1.5 ลิตร เทอร์โบ ยังมีจุดเด่นอยู่ที่ขนาดห้องโดยสารใหญ่กว่ารถยนต์ในคลาสเดียวกัน โดยมีขนาดตัวถังและความกว้างขวาง รวมถึงการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกและภายในเช่นเดียวกับ MG GS 2.0 TURBO ซึ่งเอ็มจี ประเทศไทยเชื่อมั่นว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยความ คุ้มค่า ครบครัน เหนือกว่าคู่แข่ง

   MG GS  รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่พิกัด1.5 ลิตร เทอร์โบ TGI-TECH ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700 – 4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E85 มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่เชื่อมั่นได้ในทุกเส้นทางเช่นเดียวกันกับ MG GS รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ

   การทดลองขับครั้งนี้ แน่นอนว่าไฮไลท์ตลอดเส้นทางการทดสอบขับ MG GS รุ่นล่าสุด คือเครื่องยนต์ใหม่ 1.5 ลิตร เทอร์โบ TGI-TECH ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น พละกำลังสูงสุด 167 แรงม้า ขับเคลื่อนสองล้อหน้า ผสานกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ TST – 7 SPEED ที่ได้รับการปรับแต่งให้ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ให้อัตราเร่งที่ทันใจในรอบเครื่องยนต์ต่ำเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด

   นอกจากนี้ยังจะได้รับความสะดวกสบายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง และให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง พร้อมด้วย 13 เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป (SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM)  ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว อาทิ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS TRACTION CONTROL SYSTEM) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CURVE BRAKE CONTROL) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS STABILITY CONTROL SYSTEM) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR MOTOR CONTROL SLIDE RETAINER) ฯลฯ

   ระหว่างการทดสอบขับในครั้งนี้ สื่อมวลชนยังได้เยี่ยมชมโชว์รูมและผู้จัดจำหน่ายของเอ็มจี ในจังหวัดอุดรธานี และชัยภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโชว์รูมของ เอ็มจี ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าด้วยมาตรฐานสูงสุดในด้านการบริการ เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกคน

   เส้นทางการทดสอบขับ MG GS ขุมพลังใหม่ 1.5 ลิตร เทอร์โบ เริ่มต้นจาก จ.อุดรธานี ปลายทางกรุงเทพฯ ระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร สภาพเส้นทางมีทั้งการขับเดินทางด้วยความเร็วและการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ซึ่งช่วงแรกเป็นการทดสอบขับในรูปแบบของการแข่งขันประหยัดน้ำมันระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร จำกัดเวลาขับ 90 นาที เริ่มออกสตาร์จากอุดรธานีมุ่งหน้าตัวเมืองขอนแก่น สภาพเส้นทางเป็นถนน 4 เลน ทางตรงเป็นส่วนใหญ่ การขับขี่ช่วงนี้เราใช้ความเร็วคงที่เพื่อขับทดสอบประหยัดน้ำมันประมาณ 80-100 กม./ชม.รอบเครื่องยนต์แปรผันประมาณ 1,300 -2,000 รอบ/นาที ซึ่งคันที่ผมขับใช้เวลาเดินทาง 90 นาที พอดีเปะไม่ขาดไม่เกินเรียกว่าตอก 0 เข้าจุดสิ้นสุดการแข่งขันที่ปั้ม ปตท.ใกล้ๆกับ ม.ขอนแก่น เมื่อวัดผลอัตราสิ้นเปลืองทำตัวเลขออกมาดีมากๆทำได้ถึง 20 กม./ลิตร แต่กรรมการแจ้งว่าเกินเวลาก็ว่ากันไปตามอำนาจการตัดสิน ส่วนผลการขับขี่โดยเฉลี่ยรวมจากจำนวนรถทั้ง 8 คันอยู่ที่ประมาณ 18 กม./ลิตร

   ส่วนช่วงการทดลองขับใช้งานแบบเดินทางไกลจาก จ.ขอนแก่น ผ่าน จ.ชัยภูมิมุ่งหน้า กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังของเครื่องยนต์บล็อคนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น อัตราเร่งช่วงออกตัวที่รีดกำลีงได้อย่างทันใจ และจังหวะเร่งแซงค่อนข้างอุ่นใจมีกำลังเพียงพอทุกช่วงความเร็ว ยิ่งถ้าใช้โหมดสปอร์ต ก็ยิ่งเพิ่มกำลังให้เร่งแซงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมมาตรวัดเปลี่ยนสีจากขาวไปเป็นสีแดงช่วยเพิ่มความเร้าใจ ส่วนระบบช่วงล่างพื้นฐานเดียวกับ MG GS 2.0 ลิตร ถูกปรับเซ็ทในสไตล์นุ่มนวล ผสานความหนึบได้อย่างลงตัว อาการของรถจะดูหนักแน่นไปทางรถยุโรปแตกต่างจากรถญี่ปุ่นพอสมควร

   โดยภาพรวมด้วยกำลังระดับ 167 แรงม้าจึงถือว่าพอเพียงต่อการใช้งานแม้ว่าตัวถังจะมีขนาดใหญ่ ไม่ได้แรงมากไปเหมือนรุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ 218 แรงม้า การขับขี่เดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ก็ถือว่าต่ำ ความเร็วระดับ 90 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง รอบเครื่องอยู่ที่ประมาณที่ 1,700 -2,200 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันน้ำมันแปรผันตามระดับความเร็วอยู่ที่ประมาณ 12-16 กิโลเมตร/ลิตร

   สำหรับการทำตลาด MG GS รุ่นล่าสุด เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ มีราคาเริ่มต้นที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ในรุ่น 1.5 D ราคา 890,000 บาท และรุ่น 1.5 X ราคา 990,000 บาท

   ประวัติ : เอ็มจี ก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยชื่อ MG นั้นย่อมาจาก Morris Garages เอ็มจีนับว่าเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแบรนด์ เอ็มจี อยู่ภายใต้การดูแลของ เอสเอไอซี  มีศูนย์การออกแบบด้านเทคนิคอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์อังกฤษที่ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมตามแบบฉบับยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจาก เอสเอไอซี ทั้งในเรื่องการจัดหาวัสดุจากทั่วโลก รวมถึงการจัดการด้านซัพพลายเชนเกี่ยวกับส่วนประกอบของรถยนต์ ตลอดจนการจัดการด้านการควบคุมคุณภาพ รวมถึงบริการด้านอื่นๆ เอ็มจี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากรถยนต์ 2 ที่นั่งรุ่น MGB Roadster ที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกในปี 1962 ในวันนี้ เอ็มจีผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

   ส่วนบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 เพื่อกำกับดูแลงานด้านการขาย การตลาด และบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์ เอ็มจี ในประเทศไทย และกำกับดูแลเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายของ เอ็มจี ทั้งที่เป็นบริษัทร่วมทุน และที่เป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และเอสเอไอซี ทั้งนี้ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น (เอสเอไอซี) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและมีขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศไทย ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ เอ็มจี และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี

 

TEST DRIVE : HONDA CR-V ปรับใหญ่ทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะ!?!

Monday, 23 February 2015 15:22

   HONDA CR-V โมเดลล่าสุด ได้รับการปรับโฉมในแบบไมเนอร์เชนจ์ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้มีดีเพิ่มขึ้นเฉพาะรูปร่างหรือหน้าตา แต่ฮอนด้า ได้ทำการปรับเปลี่ยนแบบจัดเต็มให้รถอเนกประสงค์รุ่นนี้มีสมรรถนะที่ดีขึ้น โดยเน้นปรับใหญ่ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ตามมาตรฐานเทคโนโลยีเอิร์ธดรีมที่ให้กำลังมากขึ้น แต่บริโภคน้ำมันน้อยลง

   รูปลักษณ์ใหม่ โดยรวมดูดีกว่ารุ่นเดิมพอสมควร โดยเฉพาะการดีไซน์ กระจังหน้าสไตล์หล่อเข้มคล้ายๆรุ่นน้องอย่าง HONDA HR-V และชุดไฟหน้าใหม่ดีไซน์โฉบเฉี่ยว หรูหรา พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED  และกันชนหน้า-หลังดีไซน์รูปทรงใหม่ พร้อมแผงใต้กันชน คิ้วฝากระโปรงท้ายแบบโครเมียม และล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ที่สะท้อนความแข็งแกร่งสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ HONDA CR-V รุ่นปรับโฉมยังคงข้อดีที่ความกว้างขวาง หรูหรา รองรับความสะดวกสบายได้ทั่วทั้งคัน  พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นหลายรายการ ไล่ตั้งแต่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI (สำหรับ iphone4S ขึ้นไป) และการเชื่อมต่อ Smart Phone (ในบางรุ่น ) ,ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 2 จุด และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์ รวมถึงระบบปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (One Push Ignition System) และระบบควมคุมประตู  (Honda Smart Key System)  ส่วนเบาะนั่งด้านคนขับสามารถปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง  เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และยังเพิ่มพื้นที่บรรทุกด้านหลังเพื่อรองรับสัมภาระด้วยเบาะแถวหลังพับจังหวะเดียวแบบ One Motion พร้อมแยกพับ 60:40 เพื่อความอเนกประสงค์ในทุกการใช้งาน

   นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม ด้วยระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)เหมือนกับ ACCORD , กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง  3 ระดับ ,ติดตั้งถุงลมเพิ่มด้านข้างคู่หน้า (i-Side Airbags) ,ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) พร้อมระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (VSA),ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

   สำหรับการทดลองขับครั้งล่าสุด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์ร่วมทดลองขับ ภายใต้เส้นทางการขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด กรุงเทพฯ – อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี รวมระยะทางไป-กลับกว่า 700 กิโลเมตร โดยการทดลองขับจะเน้นไปที่ HONDA CR-V รุ่นท็อป 2.4 EL 4WD ราคา  1,580,000 บาท ซึ่งมีออฟชั่นแบบจัดเต็มดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

   HONDA CR-V รุ่นท็อป 2.4 EL ได้อัพเกรดเครื่องยนต์ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม พื้นฐานเครื่องยนต์เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด  2.4 ลิตร ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ 16 วาล์ว i-VTEC ให้กำลังสูงสุด175 แรงม้า ที่ 6200 รอบ/นาที (กำลังมากกว่ารุ่นเดิม 5 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร  4,000 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 5 นิวตัน-เมตร ) ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนจากชุดเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เดิม มาใช้ชุดเกียร์ CVT ใหม่

   การเดินทางปกติในช่วงแรก แทบจะจับความรู้สึกไม่ได้เลยว่านำชุดเกียร์ CVT มาใช้ เพราะช่วงการใช้งานในเมืองหรือช่วงความเร็วต่ำ การกดคันเร่งเพิ่มความเร็ว รอบเครื่องยนต์ขยับแค่เล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าความเร็วเพิ่มขึ้นค่อนข้างสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ไม่ได้ใช้รอบพุ่งตวัดสูงเกินความเร็วแบบเกียร์ CVT รุ่นอื่นๆที่เคยสัมผัสมาก่อน  และเมื่อจะเร่งแซงใช้การกดคันเร่งหนักๆ รอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นไปประมาณ 3,000 รอบปลายๆ แล้วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปประมาณ 4,000 รอบ/นาที โดยไม่ขึ้นไปที่รอบสูงสุด 6,500รอบ/นาที ซึ่งเป็นช่วงเรดไลน์     หากเป็นการเพิ่มน้ำหนักเท้าแบบการขับขี่ปกติ รอบเครื่องยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย  และจังหวะรอยต่อการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จากต่ำไปสูงจะกระตุกพอให้รับรู้เล็กน้อย ซึ่งเป็นอารมณ์ดิบ ขับสนุกที่ถ่ายทอดมาจากเกียร์อัตโนมัติปกติ

   การขับขี่โดยรวมจึงใกล้เคียงกับเกียร์อัตโนมัติแบบฟันเฟืองปกติ แต่ความประหยัดจะเหนือกว่าค่อนข้างชัดเจน สังเกตง่ายๆจากรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าช่วงความเร็ว 100 กม./ชม. อยู่ที่ 1600 รอบ/นาที ทำให้การเดินทางแบบลื่นไหล อัตราบริโภคทำดีเกิน 15 กม./ลิตร  ซึ่ง CR-V  เกียร์อัตโนมัติ  5 สปีดรุ่นที่แล้วอัตราบริโภคจะเพิ่มขึ้นหากวางน้ำหนักเท้ามากเกินไป  ยิ่งเป็นคนเท้าหนักอัตราบริโภคจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะได้อัตราเร่งดีแต่จะกินน้ำมันเยอะเมื่อเร่งแซงบ่อย ซึ่งต่างจากชุดเกียร์ CVT ใหม่ รอบเครื่องยนต์จะขึ้นช้าทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง ทำให้การประหยัดน้ำมันเพิ่มมากขึ้น

   สำหรับอารมณ์ในการควบคุมรถไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง หรือทางตรงยาวๆ  รวมไปถึงช่วงทางโค้งขึ้นลงเขาระหว่างตัวเมืองกาญจนบุรี ไปยังอ.สังขละบุรี  จุดเด่นที่สุดยังคงเป็นเรื่องความนุ่มนวล ขับสบาย ควบคุมง่าย เรียกว่าเป็นพระเอกทางเรียบที่ขับเนี๊ยบสุดๆให้สัมผัสที่ดีทั้งน้ำหนัก  ความแม่นยำของพวงมาลัย และการซับแรงของช่วงล่าง  ส่วนช่วงขับเข้าโค้งปกติด้วยความเร็วพอเหมาะก็สามารถเข้าออกโค้งได้สบายๆควบคุมรถง่าย  แต่ช่วงเจอทางโค้งหนักๆก็ต้องชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งเยอะหน่อยเพราะพื้นฐานของตัวรถค่อนข้างเน้นไปที่ความนุ่มนวล แรงเหวี่ยงในโค้งจึงมีเยอะ ไม่เหมือนกับรถที่เซ็ทช่วงล่างให้แข็งๆไว้ก่อนก็จะเข้าโค้งได้แรงกว่า แต่การขับปกติจะแข็งกระด้างนั่งสบายน้อยกว่า  ตรงนี้ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ต้องมองจุดมุ่งหมายของรถคันนั้นๆว่าจะเน้นเจาะกลุ่มคนชอบขับรถสไตล์ไหน  แต่ถ้าสไตล์พอดีๆ CR-V ก็ถือว่าโอเคได้ทั้งความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนที่เพียงพอต่อการใช้งาน !!!

การทำตลาด  HONDA CR-V  มีให้เลือก 4 รุ่นหลัก

- รุ่น 2.0 S ราคา  1,200,000 บาท

- รุ่น 2.0 E 4WD ราคา  1,325,000 บาท

- รุ่น 2.4 EL ราคา 1,495,000 บาท

- รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,580,000 บาท

 

TEST DRIVE : HYUNDAI VELOSTER กับการเดินทางที่ไม่ธรรมดา BANGKOK – ANGKOR WAT

Tuesday, 30 July 2013 19:10

 

 

 

 

 

 

 

   HYUNDAI VELOSTER   เริ่มบุกตลาดเมืองไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 โดยบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด  ได้นำเข้ารถสปอร์ตรุ่นนี้โดยตรงจากประเทศเกาหลี ด้วยความมั่นใจในคุณภาพตัวรถ ทั้งด้านสมรรถนะที่จัดจ้าน และการดีไซน์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถมัดใจให้ผู้บริโภคชาวไทยให้หันมามองรถรุ่นนี้ได้ไม่ยาก แม้ว่าจะมีระดับราคาค่าตัวที่สูงค่ากว่ารถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด

   เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมั่นใจในรถรุ่นนี้ ระหว่างวันที่ 9-14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางฮุนไดจึงได้เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์กว่า 100 ชีวิต ร่วมทดลองขับ HYUNDAI VELOSTER   แบบไม่ธรรมดาเพราะเป็นการเดินทางข้ามแดนไปเยือนประเทศกัมพูชา จาก กรุงเทพฯถึงเสียมราฐ เพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของนครวัด ในทริป HYUNDAI Veloster WORLD WONDERS 2013 HISTORIC & UNIQUE PRESS CARAVAN TO ANGKOR WAT

      การเดินทางวันแรกสบายๆ ตามสไตล์คาราวานฮุนไดแบบเป็นกันเอง  ด้วยการขับและนั่ง HYUNDAI H1 โฉมไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ 11 ที่นั่งยอดนิยมที่สร้างยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเรานั่งกันสบายใจฉันพี่น้อง โดยปรับเบาะแถวที่ 2 กลับหลังหันไปปะหน้ากับเบาะแถว 3  สำหรับการพูดคุยที่ได้อรรถรสมากกว่าการพูดคุยแบบไม่ได้เห็นหน้า สำหรับการเดินทางไกล H1ทำได้ดี กำลังจากเครื่องยนต์เพียงพอสำหรับการฉุดลากตัวถังขนาด 2,250 กก.ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งแซงจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2497 ซีซี 175 แรงม้า แรงบิด 441 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 -2,250 รอบต่อนาที ก็ทำได้ในเวลาไม่นาน การเบรกอาจจะต้องกดหนักหน่อยสำหรับรถตัวถังใหญ่ๆ แบบนี้ บางช่วงก็สามารถใช้ความเร็วระดับ160 กม./ชม. ได้อย่างสบาย


     เมื่อผ่านข้ามแดนจากด่านอรัญประเทศหรือปอยเปตเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ทิวทัศน์จากสองข้างทางส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนาไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มการปลูกข้าวจึงเป็นอาชีพหลักของคนแถวนี้ สภาพบ้านเรือนก็มีลักษณะใกล้เคียงกับชนบทแถวบ้านเรา  ถนนหนทางก็มีสองเลนสวน มีไหล่ทางให้มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานได้หลบ และถนนบางช่วงก็เริ่มเป็นหลุมมีการซ่อมแซมเป็นระยะๆหลังจากสร้างเสร็จมาไม่ถึง 5 ปี โดยระยะทางจากด่านชายแดนจนถึงจุดหมายที่เมืองเสียมราฐอยู่ที่ประมาณ 150 กิโลเมตร

       วันต่อมาเราก็ยังไม่ถึงคิวที่รอคอย จึงยังไม่ได้ขับ VELOSTER แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะได้นั่งH1แบบเต็มวัน ท่องเที่ยวสบายๆ ชมมหาโบราณสถานสำคัญในดินแดนสุวรรณภูมิ เริ่มจากประสาทบายน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนครธม และช่วงบ่ายคณะเราชื่นชมความอลังการงานสร้างของอังกอร์วัด หรือ นครวัด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะความงดงามจึงถูกบดบังไปบ้าง  นครวัดถือเป็นราชธานีสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เมื่อกว่า 1,000 ปีเคยรุ่งเรืองมากครอบคลุมพื้นที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกัมพูชา


      และในวันสุดท้ายของการเดินทางกลับบ้าน จากเมืองเสียมราฐมุ่งสู่กรุงเทพฯก็เป็นเวลาที่ได้สัมผัสกับ VELOSTER เสียทีหลังจากแอบมองเพื่อนๆพี่ๆน้องๆขับกันเพลินถึง 2 วันเต็ม โดย VELOSTER ที่ร่วมเดินทางมากับทริปนี้มีให้ลองครบทั้ง 2 รุ่นคือ VELOSTER Sport Turbo สนนราคา 1,739,000 และ VELOSTER รุ่นพื้นฐานไม่มีเทอร์โบ ราคา 1,299,000 บาท กับออฟชั่นและการตกแต่งที่ต่างกันสมกับส่วนต่าง  440,000 บาท และงานนี้เราจับฉลากได้ขับเฉพาะรุ่นไม่มีเทอร์โบ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักรถสปอร์ตที่แตกต่างรุ่นนี้

     สำหรับ  VELOSTER  เป็นรถสปอร์ตเเฮทช์แบค ที่มีรูปโฉมลงตัวตลอดคัน เป็นจุดเด่นของรถเกาหลีในยุคใหม่ที่ล้ำหน้าไม่แพ้รถญี่ปุ่นในเรื่องของการดีไซน์เพื่อให้ขายได้ทั่วโลก ด้วยรูปทรงของรถสปอร์ตที่โค้งมนตลอดคัน และมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบประตู 3 บานต่างจากรถทั่วๆ ไป โดยเพิ่มประตูผู้โดยสารฝั่งซ้ายขนาดใหญ่ใกล้เคียวกับรถซีดาน เพื่อให้ขึ้นลงได้สะดวกต่างจากรถสปอร์ตทั่วไปที่ไม่ค่อยอยากจะรับแขกสักเท่าไหร่  การดีไซน์เบาะนั่งทำได้ดีอยู่ในตำแหน่งเตี้ยเกือบติดพื้นได้อารมณ์รถสปอร์ตแท้ๆ ด้านหน้าของเบาะจะสูงกว่าด้านหลังแต่ก็สามารถปรับสูงต่ำได้ รวมถึงพวงมาลัยที่ปรับสูงต่ำและดึงเข้าออกได้อย่างถนัดในทุกสรีระ ส่วนเบาะด้านหลังเรานั่งกันเต็ม 2 คน ก็ถือว่านั่งได้ไม่คับแคบจนเกินไป แต่จะรู้สึกอึดอัดบ้างจากหลังคาที่ลาดลงและแดดส่องผ่านกระจกหลังที่อยู่ใกล้กับศีรษะมาก

            VELOSTER  รุ่นพื้นฐานไร้เทอร์โบ ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว ความจุ 1,591 ซีซี พร้อมระบบ D-CVVT : Dual Continuous Variable Valve Timing หรือระบบวาล์วแปรผันคู่ ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้าที่ 6,300 รอบต่อนาที ที่ แรงบิดสูง 157 นิวตัน-เมตร ที่ 4850 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ถึงเครื่องยนต์จะไม่แรงมาก เมื่อเทียบกับรุ่นเทอร์โบที่มีกำลังมากถึง186 แรงม้า   แต่ก็ถือว่าขับสนุกสนานพอตัว การส่งต่อกำลังทำได้เรียบเนียน และรวดเร็ว ช่วงออกตัวอาจจะช้านิดหน่อย แต่พอได้ความเร็วสักระยะหนึ่งอัตราเร่งก็จะมาเร็วขึ้น เมื่อต้องการเร่งแซง กดคันเร่งหนักๆ เกียร์จะลดลงมาแบบไม่มีรอยต่อคล้ายเกียร์ซีวีที จึงไม่รู้สึกถึงอาการกระชาก ความเร็วก็จะขยับขึ้นได้ไว ไม่เสียชื่อกับการเป็นรถสปอร์ต

      ส่วนช่วงล่างออกแนวนุ่นหนึบ ยังอยู่ในอารมณ์ที่ขับสบายๆไม่ได้หนักแน่นแข็งกร้าวแบบรถสปอร์ตไปซะทีเดียว โดยภาพรวมรถรุ่นนี้จึงสามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายใจ แถมยังได้รูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เป็นสอง รองใครบนท้องถนน!!! (ทั้งหมดเป็นการจับความรู้สึกระยะเวลาสั่นๆไว้มีโอกาสจะนำเสนอบทความทดลองขับ VELOSTER ทั้ง 2 รุ่นอีกครั้ง เราขอสัญญา)

 
 

TEST DRIVE : CHEVROLET TRAILBLAZER 200 ม้า..ใจถึงพึ่งได้

Friday, 07 March 2014 14:01

   จากความร่วมมือกันทางธุรกิจระหว่างเชฟโรเลตกับอีซูซุ จึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตัวถังรถยนต์มาใช้ร่วมกัน อาจจะมีต่างกันบ้างในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่เน้นความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเริ่มแรกที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เชฟโรเลตยังคงใช้เครื่องยนต์ร่วมกับอีซูซุ  แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันทางเชฟโรเลต ได้ทำการพัฒนาเครื่องยนต์เป็นของตัวเองหลังจากเข้าไปซื้อกิจการผลิตเครื่องยนต์ของอิตาลี โดยเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับ COLORADO รุ่นที่ 2 และ TRAILBLAZER รุ่นแรกสำหรับตลาดรถยนต์เมืองไทย

   เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำตลาดในเมืองไทยและส่งออกเชฟโรเลตจึงนำเครื่องยนต์ดีเซลมาผลิตในโรงงานที่ระยอง พร้อมกับการเพิ่มพละกำลังให้แรงขึ้นจนได้เครื่องยนต์ที่เปี่ยมประสิทธิภาพเพื่อใช้กับ COLORADO และ TRAILBLAZER รุ่นล่าสุดที่เราทดลองขับในครั้งนี้

   ในส่วนของรูปโฉมของ TRAILBLAZER จะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนภายในจะมีการปรับปรุงออฟชั่นอำนวยความสะดวกตามสมควร  อาทิการเพิ่มแผ่นปิดที่เก็บของจากเดิมเป็นพื้นที่โล่งๆ พอพับเบาะหลังทำให้ดูต่างระดับกับเบาะ เวลาวางสัมภาระทำได้ไม่เต็มที่ คราวนี้พอมีฝาเปิดเพิ่มเข้ามาได้พื้นที่เสมอกับเบาะหลังเวลาพับได้ระดับเดียวกันตลอด และยังเพิ่มพื้นที่เก็บของในกล่องที่สร้างใหม่อีกต่างหาก  และอีกจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดขายก็คือจอสัมผัสใหม่พร้อมระบบเครื่องเสียงและมายลิงค์ที่ออกแบบมาให้ดูทันสมัยใช้ระบบสัมผัส สำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน สมารถชมภาพ วีดีโอ และระบบสตรีมมิ่งใช้การสั่งงานด้วยเสียงเมื่อเลือกเพลงและโทรศัพท์รวมถึงฟังก์ชั่นต่างๆ เลือกรับฟังสถานีวิทยุ 70,000สถานีทั่วโลกได้

   ประเด็นหลักที่เป็นจุดเปลี่ยนของ TRAILBLAZER จะอยู่ที่เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น สำหรับรองรับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้น มีการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความทนทานใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ใหม่ที่วางอยู่ใน TRAILBLAZER ได้รับการอัพเกรดให้มีกำลังเท่ากับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ของฟอรด์และมาสด้า ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร โดยให้กำลังสูงสุดรีดเค้นได้ถึง 200 แรงม้า ที่ 3600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที เป็นกำลังที่มากกว่าเดิม 11% มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 6%

   สิ่งที่ทำการปรับปรุงในเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ขนาด 2.8 ลิตร บล็อคนี้คือ การเปลี่ยนระบบคอมมอลเรลให้มีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ สำหรับการฉีดน้ำมันด้วยแรงดันสูงจนเป็นฝอยละเอียดซึ่งจะทำให้การเผาไหม้มีความสมบูรณ์มากขึ้น และเทอร์โบแทนที่จะใช้การหล่อเย็นด้วยน้ำมันก็ใช้น้ำแทนที่เพื่อช่วยลดความร้อนและยืดระยะการใช้งานให้นานขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนท่อร่วมไอดีเป็นโพลีเอสเตอร์ให้เบาขึ้น และมีการไหลของไอดีคล่องตัวมากขึ้น ส่วนเสื้อสูบและฝาสูบถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อน และเพลาข้อเหวี่ยงมีการปรับปรุงให้ลดเสียงรบกวนและมีการสั่นสะเทือนน้อยเพื่อความสบายในการขับขี่  นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ กล่องควบคุมมีการออกแบบและพัฒนาซอฟแวร์ใหม่ทั้งหมด โดยมีทีมงานวิศวกรของจีเอ็ม สำหรับการตอบสนองที่รวดเร็ว ได้ความแม่นยำ มีความละเอียด ในการประมวลผลและสั่งงานสูงขึ้น 

   รุ่นที่ทดลองขับ ระบบส่งกำลังจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4ล้อที่มีตัวควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็คทรอนิค สามารถเลือกเปลี่ยนการขับเคลื่อนเป็น 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ได้ด้วยการหมุนปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลระหว่างเบาะคู่หน้าโดยไม่ต้องหยุดรถ ยกเว้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ 4L ที่ต้องหยุดรถก่อนใช้งาน

   สมรรถนะการขับขี่ที่่สัมผัสได้ชัดเจนจาก TRAILBLAZER ใหม่ คือกำลังของเครื่องยนต์ 200 แรงม้า ที่พึ่งพิงได้เต็มที่ตั้งแต่ความเร็วต้นไปชนความเร็วปลายที่มาแบบต่อเนื่อง  อัตราเร่งให้ความรู้สึกถึงการตอบสนองที่ทันใจกว่ารุ่นที่แล้วเยอะ  และการเร่งแซงทำได้รวดเร็วทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูงไม่ต้องรอจังหวะมากนัก    การทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแม้ว่าจะสามารถส่งต่อกำลังตามจังหวะความเร็วได้ดีแต่ก็ยังให้อารมณ์ดิบในช่วงรอยต่อของเกียร์มีการกระตุกให้รับรู้ชัดเจน ส่วนช่วงล่างภายใต้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมก็ยังรองรับกับความแรงที่เพิ่มขึ้นได้ดีทั้งความนิ่งบนทางตรงเมื่อใช้ความเร็วสูง และการเข้าโค้งแรงๆการโยนตัวก็เกิดขึ้นไม่มากแม้ว่าตัวถังจะค่อนข้างสูง  และเรื่องการเบรกหรือชะลอรถในทุกจังหวะความเร็วโดยรวมทำได้ดี แต่เบรกจะค่อนข้างจับไวใครไม่คุ้นเมื่อเบรกแรงๆระวังหน้าทิ่มได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวถังที่สูงและเบรกของ TRAILBLAZER จะมาพร้อมดิสก์ทั้ง 4 ล้อซึ่งต่างจากคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

   ทางด้านอัตราบริโภคก็ถือว่ารับได้! ไม่ได้เดินสวนทางกับความแรงที่เพิ่มขึ้น โดยเราขับใช้งานปกติทั้งในเมืองช่วงรถติดและนอกเมืองที่ไปกันด้วยความเร็ว น้อยครั้งที่จะใช้ความเร็วคงที่นานๆค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองที่ได้อยู่ที่ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ สำหรับรถที่มีแรงม้ามากถึง 200 ตัว!!!

 

TEST DRIVE : FORD FIESTA EcoBoost สมรรถนะเกินพิกัด!

Monday, 12 January 2015 14:54

   ต้องขอบคุณการกำหนดค่ามาตรฐานไอเสียยูโร 5 ของยุโรปที่ทำให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็กให้มีการทำงานเต็มประสิทธิภาพทั้งเรื่องความแรง ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งค่ายฟอร์ดได้ชิงเปิดตัวเทคโนโลยีเครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบนี้ก่อนใครภายใต้ชื่อเทคโนโลยี EcoBoost  ประเดิมตลาดด้วย ฟอร์ด เฟียสต้าใหม่ โฉมไมเนอร์เชนจ์ เมื่อไม่นานนี้

   เครื่องยนต์อีโคบูสต์ขนาด 1.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์ที่ฟอร์ดทำการพัฒนาจนได้รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ถึง 2 ปีซ้อน ด้วยการนำเครื่องยนต์ 3 สูบ ใช้การจ่ายน้ำมันเชื้อแพลิงฉีดตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ที่เรียกว่าไดเร็กอินเจ็คชั่นพ่วงเข้ากับเทอร์โบชาร์จ และวาล์วแปรผันเข้าด้วยกัน และถึงแม้เครื่องยนต์จะเล็กแต่ก็มีกำลังเกินตัว สามารถสร้างกำลังได้ถึง 125 แรงม้า มีแรงบิดสูงถึง 170 นิวตัน-เมตร เทียบชั้นพอๆกับเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร สามารถเรียกกำลังมาใช้ตั้งแต่ 1,400-4,500 รอบต่อนาที

   อีโคบูสต์ 1.0 ลิตร เป็นน้องเล็กในกลุ่มอีโคบูสต์ ซึ่งมีหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 1.4 ลิตร 1.6 ลิตร 2.0 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ วี 6 ขนาด 3.2 ลิตร อีก 2 รุ่นที่ทางฟอร์ดมีใช้อยู่ตอนนี้  โดยปัญหาที่พบทั่วๆไปในเครื่องยนต์เล็ก 3 สูบ คือการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทางฟอร์ดจึงติดตั้งเพลาถ่วงดุลในเครื่องยนต์เข้าไป หากเป็นรถทั่วๆไปจะมีราคาแพงและกินกำลังเครื่องยนต์ ฟอร์ดจึงติดตั้งล้อช่วยแรงและรอกให้อยู่ในตำแหน่งไม่สมดุล เพื่อชดเชยน้ำหนักของเครื่องยนต์ในทิศทางที่เหมาะสมเพื่อกระจายแรงสั่นสะเทือนในทิศทางที่ไม่ส่งผลกับตัวรถแล้ว ออกแบบแผ่นรองแท่นเครื่องให้ดูดซับแรงจากเครื่องยนต์ให้ได้มากที่สุด

   จากการปรับปรุงช่วยให้เครื่องยนต์ 3 สูบของฟอร์ด ทำงานได้อย่างราบเรียบและเงียบที่สุด แม้ว่าจะจอดนิ่งๆอยู่ก็ตาม และสิ่งที่เสริมให้เครื่องยนต์เล็กโดดเด่นก็คือ เทอร์โบขนาดเล็กตามความเร็วสูง สามารถหมุนได้สูงถึง 248,000 รอบต่อนาที ทำให้ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างทันท่วงที ส่วนระบบหล่อเย็นจะเป็นแบบแยกส่วนจะช่วยจัดการอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้เต็มประสิทธิภาพจากการแบ่งน้ำยาหล่อเย็นไหลผ่านทางเสื้อสูบและฝาสูบทำให้เครื่องยนต์อุ่นเร็วขึ้น ช่วยประหยัดและลดมลภาวะ

   ส่วนปั้มน้ำมันแปรผันสามารถปรับการจ่ายน้ำมันหล่อลื่นให้มีปริมาณพอเหมาะกับความเร็วและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ จึงประหยัดจากการจ่ายเท่าที่จำเป็นต่างจากเครื่องยนต์ทั่วไปที่กำหนดการจ่ายน้ำมันแบบตายตัว

   ลูกปืนเพลาข้อเหวี่ยงออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดแรงเสียดทาน การตอบสนองจึงดีขึ้น ส่วนสายพานเครื่องยนต์หลักจะจุ่มในน้ำมันช่วยลดการเสียดสี และมีเสียงรบกวนน้อยกว่าสายพานแห้งๆ สายพานทั้งหมดจะถูกหุ้มอีกชั้นซึ่งจะช่วยลดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี  หม้อพักไอเสียจะถูกหล่อไว้เป็นชิ้นเดียวกับฝาสูบ แทนที่จะเชื่อมต่อกันแบบเครื่องยนต์ทั่วๆไป ทำให้ลดน้ำหนักได้เกือบกิโลกรัม ช่วยปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันต่ออากาศให้เหมาะสม เครื่องยนต์จึงอุ่นเร็วขึ้น ทั้งหมดคือจุดเด่นที่นำมารวมกันของเครื่องยนต์เล็กๆ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มีกำลังไม่แพ้1.6 ลิตร

   หากไม่ได้ขับจะไม่รู้ถึงสมรรถนะ เมื่อวางเท้าบดขยี้คันเร่ง พร้อมการส่งต่อกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตซ์คู่ 6 สปีด หรือจะเรียกกันง่ายว่าเกียร์ธรรมดาก็ได้แต่เราไม่ต้องเหยียดคลัตช์เองเพราะจะมีคลัตซ์ไฟฟ้าถึง 2ตัวคอยสลับหน้าที่ในการเปลี่ยนเกียร์ให้เอง อารมณ์ในการขับขี่จึงคล้ายๆขับรถเกียร์ธรรมดา ผสมกับเกียร์อัตโนมัติ  ช่วงออกตัวเกียร์ 1-2 จึงรู้สึกกระตุกเล็กน้อยเหมือนกับรถเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นอาการปกติ เมื่อเริ่มขยับเข้าสู่เกียร์ที่สูงขึ้น การส่งกำลังจะทำได้สมบูรณ์ขึ้น ราบเรียบเหมือนเกียร์อัตโนมัติปกติ  จึงออกตัวได้รวดเร็วต่อเนื่องดีมาก และรอบเครื่องยนต์จะขึ้นเร็วเมื่อเหยียบคันเร่งหนักๆ กวาดขึ้นไปจนถึงขีดแดงในเวลาสั้นๆ  ซึ่งเฟียสต้าแสดงสมรรถนะให้เห็นได้ชัดเจน ดีกว่าเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ด้วยซ้ำไป

   ช่วงขึ้นลงทางลาดชันหรือการขับเข้าโค้ง รอบเครื่องยนต์ที่เรียกมาใช้อย่างรวดเร็วทำให้การส่งต่อกำลังหลังจากหลุดโค้งไปทำได้ดี  หากใช้ความเร็วระดับ 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์แถวๆ 2,100 รอบ/นาที สำหรับเฉลี่ยในการขับครั้งนี้ทั้งในเมืองและนอกเมืองด้วยความเร็วแบบจัดเต็ม อัตราบริโภคอยู่ที่ประมาณ 5-6ลิตร/100 กม. หรือ 15-20 กม./ลิตร และบางช่วงมีโอกาสได้ใช้ความเร็วสูงสุดแถวๆ 190 กม./ชม.ซึ่งช่วงล่างสามารถลองรับสมรรถนะได้ดีควบคุมได้อย่างมั่นใจเรียกว่าดีกว่าใครในคลาส ณ.ปัจจบัน (บี เซ็กเม้นท์แท้ๆ)

   นอกจากเครื่องยนต์แล้ว ฟอร์ด เฟียสต้ายังทำการปรับปรุงรูปโฉมภายนอกให้แตกต่างไปจากรุ่นเดิม โดยเฉพาะหน้าตาที่ออกมาในเทรนด์ใหม่ ส่วนภายในก็จะมีการตกแต่งให้ต่างไปจากรุ่นเดิม รวมถึงสีเบาะก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ถ้าสนใจก็ลองไปสัมผัสสมรรถนะที่แท้จริงได้ที่ผู้แทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศรับรองไม่ผิดหวังโดยเฉพาะเรื่องความแรงและประหยัดน้ำมัน !!!

 
 

Page 8 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )