Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : HONDA CR-V E85 ขับท้าลมหนาว เชียงใหม่ – ดอยอ่างขาง – เชียงราย

Monday, 11 November 2013 13:44

 

   ตลาดรถเอสยูวีสำหรับคนเมือง ในสไตล์หรูกึ่งลุยเล็กๆที่มี HONDA CR-V ครองความนิยมมาอย่างยาวนาน เริ่มมีท่าทีจะรุนแรงมากขึ้น หลังจากมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆทยอยเปิดตัวสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ที่น่าสนใจก็มีทั้ง MAZDA CX-5 ที่มีขนาดตัวถังและราคาใกล้เคียงกัน ส่วนอีกรุ่นที่จะตามออกมาคือ NISSAN JUKE แต่จะมีขนาดเล็กราคาถูกกว่า  ซึ่งทั้ง 2รุ่นนี้เป็นการนำเข้ามาจากประเทศแถบอาเซียน ต่างจาก CR-V ที่ประกอบภายในประเทศไทย  เนื้องานและคุณภาพต่างๆจึงต้องรอการพิสูจน์ว่าจะมีดีเทียบเคียงกับ CR-V ที่มีแฟนๆเหนียวแน่นได้มากน้อยขนาดไหน

   HONDA CR-V รุ่นใหม่ล่าสุดนับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4  ในต่างประเทศมีการเปิดตัวโมเดลแรกในปี1995 ในเมืองไทยถูกนำเข้ามาขายในปี 1997 รุ่นที่ 2 ออกมาในปี 2001 รุ่นที่ 3 ออกมาในปี 2007 และในปีนี้จึงเป็นรุ่นที่ 4  โดยการออกแบบของ CR-V จะมาในสไตล์รถเอสยูวี แต่คนที่ซื้อมาใช้ส่วนใหญ่จะชอบเพราะความเป็นรถสูง แต่ให้การขับขี่เหมือนรถเก๋ง มากกว่าจะนำไปลุย ซึ่งในบ้านเราไม่มีถนนที่ลื่นมากๆเหมือนเมืองหนาวที่มีหิมะตก แค่รุ่นขับสองก็เหลือเฟือ  สามารถขับขี่ฟันฝ่าอุปสรรคในทุกสภาพถนนเมืองไทยได้อย่างสบายใจมากกว่ารถเก๋งเตี้ยๆ

   HONDA CR-V ที่จำหน่ายในปัจจุบันจะมีให้เลือกสรรทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4  ลิตร ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบครัน  นอกจากนี้ยังมีจุดขายอยู่ที่เครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่นสามารถรองรับน้ำมัน E 85 ซึ่งให้ความคุ้มค่าในการเดินทางมากกว่าน้ำมันเบนซินเกรดอื่นทุกชนิด เมื่อลองเทียบระหว่างราคาค่าเติมน้ำมันที่ถูกกว่า กับระยะทางวิ่งที่ได้น้อยกว่ากันไม่เยอะ ก็ยังถือว่าความคุ้มค่าน่าสนใจมากทีเดียว

   สำหรับทริปทดลองขับ HONDA CR-V ครั้งล่าสุดจะเป็นการเดินทางในสไตล์ขับท่องเที่ยวท้าลมหนาวบนเส้นทางคดโค้งหลากหลายรูปแบบ  เริ่มสตาร์ทจากจังหวัดเชียงใหม่แล้วขับไปนอนรับลมชมวิวบนดอยอ่างข่าง ก่อนจะไปสิ้นสุดการเดินทางที่จังหวัดเชียงราย

   HONDA CR-V E85 ที่ร่วมทริปจะมีทั้งรุ่น 2.0 และ 2.4 ลิตร เพียงแต่มีโอกาสได้ขับเพียงแค่รุ่นเดียวตลอดการเดินทางจากเชียงใหม่ถึงเชียงราย   โดยมีการจับสลากเลือกรถซึ่งเรา ได้รุ่น 2.4 EL  ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็นพาหนะคู่ใจโดยมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 คน คอยสับเปลี่ยนกันขับเพื่อไม่ให้เมื่อยล้าจนเกินไป

   จากสนามบินเชียงใหม่ ใช้เส้นทางลัดเลาะผ่านไปทางดอยแม่สะลอง ในบรรยากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศหนาวถูกไล่โดยหย่อมความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านส่งผลให้ฝนตกลงมาก่อนเดินทาง เพียงแค่วันเดียว สภาพเส้นทางจึงเปียกลื่น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นง่ายหากไม่ระวัง แต่ด้วยการเซ็ทระบบช่วงล่างที่ดีแม้ว่ารุ่นที่ขับจะไม่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมารองรับ ก็ยังให้การทรงตัวที่มั่นใจ กล้าที่จะขับขี่ด้วยความเร็วทั้งช่วงทางตรง และการเข้าโค้งแรงๆ ซึ่งความมั่นใจที่ได้รับก็ไม่ใช่มีเพียงแต่การรองรับของช่วงล่างเพียงอย่างเดียว การควบคุมรถผ่านพวงมาลัยที่ให้น้ำหนักพอดีและค่อนข้างคมในการหักเลี้ยวก็เป็นสิ่งเติมเต็มที่ดีในการขับขี่ โดยพวงลัยของ CR-V จะมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบช่วยควบคุมการบังคับเลี้ยว (MA-EPS – Motion Adaptive EPS) ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion Adaptive Electric Power Steering System : MA-EPS) ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการทรงตัว VSA และระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า ช่วยในการบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำในขณะที่เข้าโค้ง หรือขณะขับบนเส้นทางที่เปียกลื่น

   ถนนช่วงขึ้นดอยอ่างขาง จะอยู่ในสภาพเปียกลื่นจากความชื้นของเม็ดฝนก่อนหน้านั้น รวมถึงสายหมอกที่ปกคลุมอยู่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับการขึ้นไปชื่นชมความงามของธรรมชาติ เพราะ CR-V มีกำลังเหลือเฟือในการปีนไต่ทางลาดชันทุกรูปแบบ

   ถึงแม้จะใช้เชื้อเพลิง E 85 ในการเดินทางก็ไม่เป็นกังวลในเรื่องของกำลัง เพราะเครื่องยนต์ที่วางอยู่ใน  HONDA CR-V รุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดสมดุลกับความใหญ่โตของตัวถัง โดยพื้นฐานของเครื่องยนต์จะเป็นแบบ ทวินแคม แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน ความจุ 2354 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 1600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4300 รอบต่อนาที ส่งผ่านกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการเปิด-ปิดลิ้นปีกผีเสื้อแบบอิเล็กทรอนิกส์ DBW

   ในการควบคุมการถ่ายทอดกำลังระหว่างเกียร์ในตำแหน่งต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องและนุ่มนวล และมีระบบ Grade Logic Control ควบคุมการทำงานของเกียร์ทำหน้าที่ในการรักษาตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ในระหว่างการขับขี่บนเขาเพื่อลดการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่จำเป็น

   การทำงานของเกียร์ชุดนี้จึงโดดเด่นในเรื่องการส่งต่อกำลังที่ราบเรียบ นุ่มนวลทั้งจังหวะเร่งความเร็วและการเชนจ์เกียร์ขณะลงทางลาดชัน  ซึ่งการเร่งขึ้นทางชันจะเด่นในรอบต่ำๆ เห็นได้จากช่วงความเร็วระดับ 50- 60 กม./ชม. ในตำแหน่งเกียร์ดี แค่เหยียบคันเร่งแผ่วๆรอบเครื่องยนต์อยู่แถวๆ 1200- 2000 รอบ/นาที ก็สามารถขึ้นทางชันไปได้สบายๆแถมการขับขี่เลี้ยงรอบไว้ประมาณนี้ยังมีข้อดีในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดคุ้มค่าในการเดินทางมากกว่าการขับแบบบดขยี้คันเร่ง

   ช่วงขาลงจากดอยอ่างขางเจอกับถนนเปียกลื่นจากสายฝนที่โปรยปรายมาเป็นละอองในช่วงเช้า จึงต้องลดเกียร์ลงเป็นเกียร์ต่ำ พร้อมแตะเบรกช่วยเป็นบางช่วงเพื่อประคองรถไม่ให้ลงเร็วเกินไป ซึ่งการใช้เกียร์ต่ำจะได้แรงหน่วงจากเครื่องยนต์ช่วยชะลอความเร็ว ปลอดภัยกว่าการใช้เบรกหนักๆ ติดต่อนานๆอาจได้กลิ่นเหม็นไหม้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเบรคลดต่ำลง

   ในแง่มุมของความสะดวกสบายในการเดินทาง ต้องขอชื่นชมเพราะให้อารมณ์ไม่ต่างจากรถเก๋งหรูขนาดใหญ่ แต่มีทัศนวิสัยมุมมองรอบตัวที่ชัดเจนในสไตล์รถสูงพอเหมาะไม่ได้โย่งเกินไปแบบพวกกระบะขับ 4 ล้อ   ภายในห้องโดยสารก็โปร่งโล่งดี นั่ง 4 คนสบายๆ ส่วนเบาะนั่งถือว่ารองรับสรีระได้ดีทั้งตำแหน่งผู้ขับ และการนั่งโดยสารด้านหลัง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็มีเพียงพอโดยไม่ต้องเก็บขึ้นไว้บนหลังคา

   โดยภาพรวม HONDA CR-V รุ่นนี้จึงถือเป็นรถเอสยูวีกึ่งอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทางไกลทุกรูปแบบ  แถมยังมีสมรรถนะความแรงและความประหยัดอย่างสมเหตุสมผล !!!

 

TEST DRIVE : BMW ซีรี่ส์ 1 & 5 กับกิจกรรม BMW NORTH EAST DRIVING EXPERIENCE 2014

Tuesday, 01 April 2014 15:36

   ค่ายบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จัดกิจกรรม BMW NORTH EAST DRIVING EXPERIENCE 2014เชิญสื่อมวลชนร่วมทดลองขับ  BMW ซีรีส์1 และซีรีส์ 5 หลากหลายรุ่น ในรูปแบบของคาราวานออนทัวร์ภาคอีสาน พร้อมวางโปรแกรมให้สื่อมวลชนได้เยี่ยมชมโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยูที่เป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่สำคัญในภาคอีสานถึง 3 แห่งคือณัฐ บาวาเรียน จ.อุดรธานี , สกาย ออโตเฮ้าส์ จ. ขอนแก่น และเชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ จ.นครราชสีมา

   การเดินทางครั้งนี้แบ่งเป็นสื่อมวลชนออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกขับจากกรุงเทพฯไปอุดรธานีและชุดสองขับย้อนเส้นทางเดิมจากอุดรธานีกลับกรุงเทพฯ ส่วนออโต้เพลสของเราร่วมเดินทางกับกลุ่มที่ 2  ช่วงแรกเริ่มออกสตาร์ทที่โชว์รูม ณัฐ บาวาเรียน จ.อุดรธานี มุ่งหน้าจังหวัดขอนแก่น โดยได้รถหรู 528i Luxury มาขับกันก่อน ซึ่งรถรุ่นนี้มีราคา 3,699,000  บาท สิ่งโดดเด่นคือ การตกแต่งภายในที่หรูหรา เพียบพร้อมด้วยระบบความบันเทิงและการสื่อสาร ทั้งหน้าจอแสดงผลขนาด 10.2 นิ้ว ปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นอัจฉริยะพร้อมระบบสัมผัส iDrive พร้อมระบบเสียงไฮไฟ  และหลังเบาะนั่งด้านหน้าทั้ง2ข้างจะมีจอแสดงผลขนาด 9.2 นิ้ว ติดตั้งเอาไว้ สำหรับผู้โดยสารตอนหลังเพื่อความบันเทิงในการเดินทาง  และเบาะนั่งจะหุ้มด้วยหนังแท้ ดาโกต้า เบาะนั่งฝั่งคนขับจะปรับได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมความจำ เป็นเบาะนั่งที่รองรับแผ่นหลัง และช่วงขาได้เต็มที่

   การตกแต่งภายในยังใช้ลายไม้ Fineline anthracite  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้แบบสปอร์ต และให้ความเย็นสบายในการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศ แยกการควบคุม 2 ส่วน และที่สำคัญยังไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีแผนที่นำทางแบบ 3 มิติ บนจอแสดงผลให้ทราบอย่างละเอียดทั้งบนจอที่คอนโซลกลาง และจอย่อยขนาดเล็กบริเวณแผงหน้าปัดแจ้งเตือนเป็นตำแหน่งลูกศรตลอดการนำทาง

   การขับขี่ 528i Luxury แบบเดินทางไกลจะโดดเด่นมากๆในเรื่องความสะดวกสบาย พวงมาลัยควบคุมง่ายมีความแม่นยำสูงให้น้ำหนักพอดีมือ  ทัศนวิสัยมุมมองรอบตัวชัดเจนแม้ว่าขนาดตัวถังจะค่อนข้างใหญ่โต และช่วงล่างที่เซ็ทสไตล์หรูแบบผู้บริหารแท้ๆเราจึงสัมผัสได้ถึงการซึมซับแรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวล ให้ความสบายตลอดการเดินทาง

   สมรรถนะโดยรวมมีพละกำลังเพียงพอกับการทำความเร็วได้อย่างทันใจ ตั้งแต่ช่วงออกตัวไปจนถึงช่วงความเร็วสูง ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว  ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo สามารถเรียกกำลังออกมาได้ถึง 218 แรงม้า ที่ 4,700 – 6000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250 - 4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราเร่งมาแบบนุ่มๆ ดีตั้งแต่ออกตัวไปจนถึงความเร็วปลาย อัตราเร่ง 0-100 กม. ใช้เวลา 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 245 กม./ชม. เป็นรถที่ไม่กระชากเวลาเร่งแซง แต่ได้ความต่อเนื่องของอัตราเร่งตราบเท่าที่ยังไม่ยกเท้าออกจากคันเร่ง

   ช่วงที่สองออกเดินทางจากสกาย ออโตเฮ้าส์ จ. ขอนแก่น มุ่งหน้าไปยังโชว์รูมเชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ จ.นครราชสีมา คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นรถเล็กกันบ้าง นั่นก็คือ 116 i M Sport ราคา1,999,000 บาท ฟิลลิ่งการขับขี่ของรถรุ่นนี้ต้องบอกว่าต่างกับ 528i Luxury เยอะมาก จากที่เจอช่วงล่างนุ่มๆ นั่งสบายก็พลิกอารมณ์มาเจอช่วงล่างแข็งๆ เมื่อเจอสภาพถนนคอนกรีตอาการกระด้างแบบรถสปอร์ตจึงมีให้เห็นชัดเจน แต่ตรงนี้ก็เป็นข้อดีในเรื่องการทรงตัวที่มั่นใจได้ในทุกช่วงความเร็ว

   116 i M Sport ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน พิกัด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว  ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 4,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิว ตัน-เมตร ที่ 1350 – 4,300 รอบ/นาที การส่งกำลังถือเป็นครั้งแรกของโลกที่เครื่องเล็ก 1.6 ลิตร ถูกจับคู่กับเกียร์ออโต 8 สปีด สมรรถนะโดยรวมจึงมีความหยืดหยุ่นสูงได้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันควบคู่กันไป อัตราเร่งช่วงต้นมีอาการรอรอบเล็กน้อย แต่พอถึงรอบกลางและปลายความเร็วไหลขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเกาะท้ายรถแรงได้สบาย อัตราเร่ง 0-100 กม./ ชม. ใช้เวลา 8.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.

   ช่วงที่ 3 จาก จ.นครราชสีมา มุ่งกลับ กรุงเทพฯแบบเต็มสปีด การเดินทางช่วงนี้เปลี่ยนมาเป็นรุ่น520 D  ราคา 3,499,000 บาท ซึ่งรถรุ่นนี้น่าจะเป็นรุ่นที่ขายดีติดอันดับต้นๆของซีรี่ส์ 5 โมเดลปัจจุบัน เพราะมีจุดเด่นนอกเหนือจากรูปลักษณ์และออฟชั่นความหรูหราที่ใกล้เคียงกับซีรี่ส์ 5รุ่นอื่น ๆ คือการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลที่ให้ความแรงและประหยัดระดับสุดยอด!! พื้นฐานของเครื่องยนต์จะเป็นแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูงสุด ให้กำลังขับเคลื่อน 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic

   สมรรถนะของเครื่องยนต์บล็อคนี้ต้องบอกว่าหายห่วงจริงๆเรียกว่ามาเร็วเคลมเร็วตั้งแต่ต้นชนปลาย อัตราเร่งคอมเฟิร์ม 0-100 กม./ ชม.ไว้ที่ 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุดพุ่งทะลุไปถึง 231 กม อัตราบริโภคเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22.2 กม./ลิตร ส่วนช่วงล่างเน้นเอาใจคนขับรถเองให้ความพอดีทั้งความนุ่มและการยึดเกาะถนน  โดยเซ็ทแบบกลางๆไม่นุ่มเท่า 528i Luxuryและไม่แข็งกร้าวเท่า 116 i M Sport !!!

 

TEST DRIVE : NISSAN JUKE “ซุปตาร์สายฟ้าแลบ”

Thursday, 06 February 2014 15:34

   NISSAN JUKE รถยนต์ในสไตล์ครอสโอเวอร์ที่ดูก้ำกึ่งระหว่างรถแฮทช์แบ็กกับรถเอสยูวี หน้าตาแปลกๆแนวๆเป็นที่รู้จักในตลาดรถยนต์เมืองไทยด้วยภาพลักษณ์รถพรีเมี่ยมจากการนำเข้าโดยผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระ  ก่อนที่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเล็งเห็นช่องทางการทำตลาดในเมืองไทย ด้วยการนำเข้าจากอินโดนีเซียมาเปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจัง  ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกลายเป็น รถยนต์ขวัญใจมหาชนเพียงชั่วข้ามคืน  สามารถเรียกเรทติ้งให้กับค่ายนิสสัน พร้อมกวาดยอดจองถล่มถลายตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

   ปัจจัยง่ายๆที่ทำให้ NISSAN JUKE โด่งดังประสบความสำเร็จราวกับ เจมส์ จิ ซุปตาร์ สายฟ้าแลบตัวเป็นๆ นอกจากรูปลักษณ์ที่แปลกแหวกแนวในสไตล์สปอร์ตครอสโอเวอร์ ตัวถังยกสูงพองามๆ คงหนีไม่พ้น การเคาะราคาขายยั่วยวนเป็นที่สุด โดยมีตัวเลือกง่ายๆไม่ต้องคิดมากเพียง 2 รุ่นคือ 1.6 E ราคา 819,000 บาท และรุ่น 1.6 V ราคา 858,000 บาท ทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันที่ออฟชั่นโดยรุ่น 1.6 V ออฟชั่นที่มีมากกว่ารุ่น 1.6 E คือเบาะหนังหุ้มหนัง สปอยเลอร์หลัง คิ้วขอบประตูท้ายโครเมียม ปลอกปลายท่อไอเสีย สัญญาณกันขโมย สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง และ ยางบังโคลน 

   NISSAN JUKE ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Born to excite ท้าทายทุกสายตาด้วยดีไซน์ตัวถังที่โฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ต ผสานมาดเข้มดุดันของตัวถังด้านล่างที่ยกสูงให้ทัศนวิสัยการขับขี่ชัดเจน  ด้านหน้าให้มุมมองใหม่ด้วยไฟหน้าทรงกลมเลนส์ซีนอนติดตั้งบริเวณกันชน และขยับชุดไฟหรี่พร้อมไฟเลี้ยวในตำแหน่งที่สูงแนบกับแนวฝากระโปรง  ส่วนมุมมองด้านข้างยังดูคล้ายรถสปอร์ตคูเป้ด้วยการดีไซน์มือเปิดประตูผู้โดยสารตอนหลังซ่อนไว้ที่ขอบกระจกประตูพร้อมติดตั้งล้ออัลลอยลายเฉียวๆขนาด 17 นิ้ว คู่กับยางขนาด 215/55 R 17 ดูแล้วลงตัวพอดีกับซุ้มล้อ

   ภายในห้องโดยสารโดดเด่นที่การติดตั้งจอบริเวณคอนโซลกลางที่มีให้ 2 จอ โดยจอแรกอยู่ด้านล่างมีปุ่มกดเลือกการแสดงผลปุ่มซ้ายแสดงระบบปรับอากาศ(CLIMATE) ปุ่มขวาแสดงข้อมูลการขับขี่(D-MODE) แต่จุดเด่นจะเป็นจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เป็นจอแบบพกพาถอดออกได้แบบเดียวกับแท็บเล็ต ซึ่งเป็นจอสัมผัสสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและความบันเทิงด้วยสัญญาณ WIFI  เมื่อถอดออกมาจะมีช่องเสียบพาวเวอร์แบงค์ สำหรับตัวจ่ายไฟเวลานำไปเล่นข้างนอก            จอตัวนี้ยังสามารถเสียบ Micro SD Card และ USB หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS หรือแอนดรอยด์ผ่านระบบ DLNA ช่วยเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลภายนอกเมื่อจะดูหนังฟังเพลงหรือดูรูป รวมถึงมีเกมส์ติดเครื่องมาให้อีก 2 เกมส์ หรือจะนำไปโหลดใส่เพิ่มอีกก็ไม่มีปัญหา

   สำหรับรุ่นที่ได้ทดลองขับเป็นครั้งแรกคือ JUKE 1.6 V ซึ่งค่ายนิสสันวางเส้นทางให้ทดลองขับภายใน 1 วัน ไปกลับ กรุงเทพ – ราชบุรี รวมระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร โดยก่อนออกเดินทางเราร่วมชมการสาธิตและทดลองการใช้งานระบบ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของหน้าจอชุดเครื่องเสียงที่เป็นเสมือนแท็บเล็ต ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล ที่สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารหลากหลายรูปแบบความบันเทิง

   เครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนของ NISSAN JUKE จะใช้ร่วมกับ NISSAN SYLPHY รุ่น 1.6 ลิตรที่จำหน่ายในบ้านเรา โดยเป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้าในรหัส HR  16  ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ พร้อมกับวาล์วแปรผันคู่  ขนาด 1598 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดคู่  ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 5600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แปรผันอัจฉริยะ XTRONIC CVT

   การขับขี่ บนเส้นทางจาก กรุงเทพฯ ไปถึงอำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี ทั้งขาไปและกลับ มีสภาพเส้นทางผสมผสานทั้งถนนไฮเวย์ และทางหลวงชนบทเส้นทางคดโค้ง จุดเด่นที่เราคาดไม่ถึงว่าจะได้รับจากรถครอสโอเวอร์ตัวถังยกสูงพองาม คือการขับขี่ที่คล่องตัว ควบคุมง่าย ทัศนะวิสัยมุมมองรอบตัวชัดเจน  ขับสบายรู้สึกว่าตำแหน่งการนั่งสูงแต่ก็ไม่ได้โย่งแบบรถเอสยูวีที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะ  สมรรถนะการขับขี่ก็สามารถเร่งได้ทันใจ เพราะเกียร์ XTRONIC CVT จะให้การตอบสนองได้ดีในช่วงความเร็วต่ำและกลางซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง  แต่การเร่งแซงช่วงความเร็วสูงยังรู้สึกอืดนิดๆ พอกดคันเร่งหนักๆรอบกวาดขึ้นเร็วแต่ความเร็วยังมาช้าไม่ค่อยสัมพันธ์กัน ซึ่งจุดนี้ก็ยังเป็นนิสัยไม่ค่อยจะดีนักของเกียร์ CVT ทุกๆยี่ห้อ ที่คนชอบขับรถเร็วๆต้องสร้างความคุ้นเคย และเรียนรู้ที่จะใช้งานมันอย่างเข้าอกเข้าใจ

   การรองรับแรงสั่นสะเทือนและการยึดเกาะถนน ถึงแม้จะเป็นรถตัวถังสูงแต่ช่วงล่างถูกปรับเซ็ตได้ดีออกแนวแข็งๆหนึบๆแต่ไม่ถึงกับกระด้าง การทรงตัวในโค้งก็ค่อนข้างนิ่งโยนตัวน้อยไม่แพ้รถเก๋ง ซึ่งเป็นการเซ็ทช่วงล่างเพื่อเอาใจวัยรุ่นโดยเฉพาะ โดยระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตาร์ท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบเบรกเป็นแบบหน้าดิสก์หลังดรัม ก็ถือว่าเอาอยู่ในทุกระดับความเร็วแต่การเบรคจะออกแนวแข็งนิดๆต้องลงน้ำหนักเท้าเพิ่มถ้าเบรคในช่วงความเร็วสูง

   การขับขี่ทั่วๆไป ยังสามารถเลือกปรับโหมดการขับได้ถึง 3 รูปแบบ ทั้งโหมดการขับขี่แบบปกติ Normal Mode สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็เพียงสำหรับการเดินทางปกติ ,โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต Sport Mode เน้นขับสนุกเต็มสปีด จิ๊ดจ๊าด รวดเร็วทันใจ โดยระบบจะควบคุมการเปิดลิ้นปีกผีเสื้อ ผสานกับการทำงานของเกียร์ เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่อย่างเร้าใจ แต่ก็ต้องแลกกับอัตราสิ้นเปลืองที่สูงกว่าเช่นกัน และโหมดการขับขี่แบบประหยัด Eco Mode เน้นการขับขี่ที่ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด โดยระบบจะควบคุมการเปิดลิ้นปีกผีเสื้อ และรอบเกียร์ ให้เหมาะสม อีกทั้งยังควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ลดภาระการทำงานของระบบแอร์ เพื่อการประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น  โดยช่วงถนนโล่งนอกเมืองเราลองใช้ Eco Mode ขับแบบชิลชิลใช้ความเร็วประมาณ 80-120  กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 1,800 – 2,500 รอบ/นาที อัตราบริโภคที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 17-18 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากทีเดียว

   และทั้งหมดนี้คือสัมผัสแรกของรถยนต์กระแสแรงที่ได้ความนิยมแบบติดจรวด  คาดไม่ถึงกันทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แต่ความนิยมจะคงทนถาวรขนาดไหนเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!!

 
 

TEST DRIVE : HONDA CR-Z ไฮบริดสไตล์สปอร์ต

Monday, 27 May 2013 16:54

 

 

 

 

 

 

 

     HONDA CR-Z ถือเป็นรถสปอร์ตไฮบริด 2+2 ที่นั่ง นำเข้าทั้งคัน โดยเน้นการออกแบบสไตล์รถสปอร์ตคูเป้แท้ๆ ภายใต้รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นดีไซน์ที่แตกต่างจากรถคูเป้ทั่วๆไปอย่างชัดเจน

   รูปทรงด้านหน้าดุดันพอสมควร ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์กรอบเลนใสๆแต่งด้วยสีฟ้าภายในโคมช่วยเพิ่มความโดดเด่นในสไตล์รถไฮบริด   กระจังหน้ามีขนาดใหญ่ดีไซน์รับกับกันชนหน้าได้อย่างลงตัว  และชุดไฟท้ายเป็นแอลอีดีมีความโฉบเฉี่ยวทันสมัย และได้รูปทรงที่ดูแปลกตาไปจากรุ่นอื่นๆ  การออกแบบตัวถังจะเน้นความลาดเทลงด้านหลัง ซึ่งมีส่วนช่วยในด้านหลักอากาศพลศาสตร์ และตัวรถยังถูกออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ฐานล้อสั้นแบบรถสปอร์ต แต่มีความกว้างของช่วงล้อหน้าและหลัง ทำให้การเข้าโค้งทำได้รวดเร็ว

   เข้าสู่ห้องโดยสารถึงแม้จะเป็นรถสปอร์ตไฮบริด แต่ยังคงใช้การเสียบกุญแจเพื่อบิดสตาร์ทไม่ได้กดปุ่มแบบรถยุคใหม่ทั่วๆไป กลิ่นอายของการออกแบบแผงคอนโซล จะคุ้นเคยในความเป็นฮอนด้า รวมถึงรูปทรงของพวงมาลัยที่ยังรู้สึกคล้ายๆ กับซีวิค   แผงหน้าปัดสามารถสะท้อนอารมณ์การขับขี่จากสีของไฟที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการขับขี่   เมื่อเลือกแบบอีคอน แสงไฟจะเป็นสีเขียวเพื่อการขับขี่แบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การขับขี่ทั่วไปจะเป็นไฟสีฟ้าและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่ออยู่ในช่วงความประหยัดส่วนโหมดสปอร์ตจะเป็นแสงสีแดงแสดงดุดันความร้อนแรง

   การออกแบบเบาะนั่งจะเป็นแบบบัคเก็ตชีท ให้ความรู้สึกกระชับลำตัวแบบรถสปอร์ตแต่ไม่ถึงกับอึดอัดเพราะเบาะมีความกว้างพอเพียงสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วๆไป    ส่วนเบาะหลังรองรับได้เฉพาะเด็กๆ เนื่องจากเบาะมีขนาดเล็ก พื้นที่วางขาชิด และพื้นที่เหนือศีรษะก็มีค่อนข้างจำกัด คนตัวโตจะอึดอัดเวลานั่งนานๆ  แต่เบาะหลังก็มีข้อดีเมื่อสามารถปรับพับได้แบนราบ ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระ

   ความรู้สึกในการขับขี่กับขนาดเครื่องยนต์แบบซิงเกิลแคม 1.5 ลิตร พิกัดพอๆ กับซิตี้หรือแจ๊ซ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว ไอ-วีเทค ให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4800 รอบ/นาที พร้อมส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ ซีวีที ที่ส่งต่อกำลังได้ไหลลื่นเนียนๆทุกระดับความเร็ว  การขับขี่ทั่วๆไปก็เลือกนอร์มอลโหมด เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมันได้อัตราเร่งที่น่าพอใจ  สามารถขับขี่ในแบบประหยัดก็ได้ แต่ถ้าต้องการความเร้าใจลองใช้โหมดสปอร์ต ก็จะได้ความรู้สึกเหมือนกับขับรถสปอร์ตจริงๆ ด้วยระบบเครื่องยนต์ที่สูง สามารถเรียกกำลังออกมาใช้งานได้ทันที จากการปรับการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อ มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเกียร์เพื่อให้การตอบสนองที่รวดเร็วในการขับขี่  นอกจากเรียกกำลังของเครื่องยนต์มาใช้เต็มที่ในโหมดนี้ ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าไอเอ็มเอ ที่มีกำลังสูงสุด 13 แรงม้า ที่ 1500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 92 นิวตัน-เมตร ที่ 500 รอบต่อนาที คอยเสริมการทำงานทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เมื่อลองช่วงถนนโล่งสามารถทำความเร็วได้ถึง 180 กม./ชม.ซึ่งยังไม่ถึงจุดสูงสุดของความแรงเพราะเราต้องยกคันเร่งก่อนเมื่อเห็นรถคันหน้า

   ส่วนโหมดอีคอนที่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้เพื่อความประหยัด ซึ่งเป็นโหมดเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้เต็มประสิทธิภาพมีการปรับการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อ       มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์กันในทุกจังหวะความเร็ว           และระบบนี้ยังมีการควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศและการหมุนเวียนให้เหมาะกับอุณหภูมิภายนอก และความประหยัดอีกทางจะมาจากระบบสตาร์ทสต็อปที่จะดับเครื่องยนต์ทันทีที่เหยียบเบรกจนรถหยุด แต่ค่อนข้างน่ารำคาญเวลาขับช่วงรถติดๆ ไหลๆ เครื่องยนต์ดับติดตลอดจนเสียอรรถรสในการขับขี่

   ในภาพรวม HONDA CR-Z ถือว่าเป็นรถที่ให้อารมณ์สปอร์ตทั้งภาพลักษณ์และสมรรถนะ แม้ว่าจะเป็นรถไฮบริดก็ตาม และการขับในโหมดประหยัดทั้งในและนอกเมืองยังได้ความคุ้มค่าในระดับที่น่าคบหาด้วยอัตราบริโภคที่เราทำได้เกิน 15 กม./ลิตร         ส่วนราคา 1,975,000 ก็อยู่ตามเกณฑ์มาตรฐานรถนำเข้าที่ไม่ต่ำหรือสูงจนเกิน อีกทั้งยังได้รับประกันระบบไฮบริด 5 ปี ทั้งระบบ ไม่จำกัดระยะทาง ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมแบตเตอรี่ไฮบริดและระบบสายไฟไฮบริด พร้อมดูแลด้วยช่างผู้ชำนาญและเครื่องมือพิเศษ!!

 

TEST DRIVE บุกสนามแข่ง Twin Ring Motegi สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ปลอดภัย พร้อมทดลองขับรถยนต์ฮอนด้า 4 รุ่นเด็ด ACCORD HYBRID , N-BOX,CR-Z และ ODYSSEY ใหม่

Thursday, 19 December 2013 12:49

 

   สนาม Twin Ring Motegi  ถูกสร้างขึ้นโดยฮอนด้า มอเตอร์ในปี 2540 เพื่อเป็นสถานที่ในการพัฒนายนตรกรรมสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะเป็นรถยนต์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด โดยตั้งอยู่บนเทือกเขาทางทิศเหนือจากกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ประกอบด้วยสนามแข่งเป็นถนนแบบยุโรปชั้น 1 และสนามแข่งวงรีแบบอเมริกัน ที่เรียกว่า อินดี้ สไตล์ ในบริเวณใกล้เคียงมีสนามแข่งเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง  นอกจากนี้ยังมีโรงแรม ทวินริง โมเตกิ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กันมีห้องพัก 135 ห้อง มีสถานที่สำหรับตั้งแคมป์ ห้องนิทรรศการสำหรับแสดงผลิตภัณฑ์ (Honda Collection Hall) ซึ่งย้ายมาจาก ซูซูกะ และสนามฝึกขับขี่ปลอดภัยซึ่งเป็นการจำลองพื้นที่วิบากสำหรับฝึกขับรถ

   เมื่อมาถึงสนาม Twin Ring Motegi  กิจกรรมแรกที่ฮอนด้าจัดเตรียมให้นักข่าวจากหลากหลายประเทศ รวมถึงนักข่าวจากประเทศไทย คือการอบรมขับขี่ปลอดภัย ACTIVE SAFETY TRAINING พร้อมฝึกภาคปฏิบัติในสนามที่มีการจำลองสถานการณ์บนเส้นทางคดโค้งหลายรูปแบบพร้อมเพิ่มการลื่นไถลด้วยการพ่นน้ำตลอดเส้นทาง เพื่อให้รถควบคุมยากเพื่อฝึกแก้อาการหลุดโค้ง โดยการฝึกจะใช้ HONDA CIVIC รหัสตัวถัง FD พร้อมติดตั้งโรลบาร์ด้านในเพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งครูฝึกจะให้เราขับกันคนละ 2 รอบ เริ่มจากรอบแรกขับแบบเนียนๆไม่ให้หลุดโค้งที่ความเร็วไม่เกิน 20 กม./ชม.รถก็จะไม่ลื่นสามารถผ่านทุกโค้งไปได้ด้วยดี ส่วนรอบสองเป็นการขับด้วยความเร็วเกิน 20 กม./ชม.ขึ้นไปเพื่อให้รถออกอาการหลุดโค้งตามสภาพพื้นถนนที่เปียกลื่น แล้วหัดแก้อาการในโค้งเพื่อดึงรถให้กลับเข้าสู้เส้นทาง โดยใช้พวงมาลัยและเบรกในการควบคุมรถ กรณีที่หลุดโค้งก็ไม่เป็นอันตรายเพราะรถจะไม่ลื่นไถลออกนอกสนามเพราะขอบด้านนอกของแต่ละโค้งจะมีล่องเล็กๆและพื้นฝืดๆคอยกั้นไว้ ถือว่าปลอดภัยมากทีเดียวในการฝึกขับขี่ปลอดภัยบนเส้นทางโค้งแบบนี้

   ภารกิจที่ 2 ในสนาม Twin Ring Motegi  จะเป็นเวลาที่ทุกคนรอคอย คือการทดลองขับรถยนต์ฮอนด้า โมเดลญี่ปุ่นหลากหลายรุ่น ที่เราเลือกขับจะมี 4 รุ่นหลักคือ  ACCORD HYBRID , N-BOX ,CR-Z และ ODYSSEY รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในเมืองไทยเรียบร้อยแล้วที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2013

   การทดลองขับในสนาม Twin Ring Motegi   ในครั้งนี้ ถือเป็นการลองแบบชิมลางให้ได้สัมผัสกับรถครบทุกรุ่นพอหอมปากหอมคอกับระยะทางสั้นๆประมาณ 1 รอบ มีโค้งโหดๆ 1 โค้งและทางตรงยาวๆให้กดเต็มที่ได้ระยะเดียว และเราได้ขับกันรุ่นละ 1 รอบ  โดยเริ่มคันแรกที่ HONDA ACCORD HYBRID ที่เปิดตัวทำตลาดญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2556  ซึ่งรถรุ่นนี้เป็นการปฏิวัติระบบขับเคลื่อนด้วยแนวคิดใหม่ของขุมพลัง Sport Hybrid i-MMD ซึ่งสามารถตอบสนองการขับขี่สมกับเป็นซีดานระดับพรีเมียม และให้ความประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 30 กิโลเมตร/ลิตร

   เริ่มสัมผัสแรกหลังจากสตาร์ทรถเมื่ออยู่ในโหมด EV จะไม่ได้ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ต้องสังเกตสัญญาณ READY บริเวณแผงหน้าว่าเครื่องยนต์พร้อมทำงาน จึงเข้าเกียร์ค่อยๆเคลื่อนตัวไปช้าๆระบบไฟฟ้าก็ยังทำงานได้ต่อเนื่องนานพอสมควร เมื่อกดคันเร่งหนักขึ้นเครื่องยนต์จะทำงานเต็มประสิทธิภาพทันทีเมื่อน้ำมันเข้ามาเป็นเชื้อเพลิงหลัก อัตราเร่งช่วงออกตัวก็ถือว่ามาแบบว่องไว หนักแน่นพอตัว การเข้าโค้ง 1 ครั้งด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม ตัวรถค่อนข้างนิ่งดีท้ายไม่บาน สามารถส่งต่อความเร็วออกจากโค้งสู่ทางตรงได้ทันที ซึ่งช่วงทางตรงกดคันเร่งต่อเนื่องหนักๆสามารถพุ่งทะยานได้เร็วทีเดียว โดยก่อนสุดทางตรงความเร็วที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 120 กม/ชม.

   ส่วนคันต่อไปที่ได้ลองขับทั้ง N-BOX ,CR-Z และ ODYSSEY ก็จะได้สัมผัสในลักษณะเดียวกัน โดยรุ่น N-BOX รถเอคาร์ หรือรถมินิแวนขนาดเล็ก (mini-minivan) จะเป็นรุ่นที่พัฒนาบนนวัตกรรมแพลทฟอร์มแบบใหม่ ทำให้ N BOX มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย และมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 22 กม./ลิตร ตามคอนเซปท์ของรถยนต์ขนาดเล็ก สมรรถนะการขับขี่ก็ถือว่าจี๊ดจ๊าดตามสไตล์ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก แบบ 3 สูบ ขนาด 658 ซีซี  พ่วงเทอร์โบ ให้กำลัง 57 แรงม้า ที่เร่งได้ทันใจดีเยี่ยมเวลาออกตัว แต่การเข้าโค้งต้องยกหน่อยเพราะตัวรถค่อนข้างเบาจนรู้สึกได้   คันต่อไปจะเป็นรุ่นที่ขับสนุกที่สุดคือ CR-Z ในสไตล์สปอร์ตขุมพลังไฮบริด ช่วงล่างแน่นหนึบ ทำให้กล้าเข้าโค้งด้วยความเร็วมากกว่าทุกรุ่น

   ซึ่งสามารถเลี้ยวได้คม ช่วงล่างแทบไม่มีอาการโยนตัว และอัตราเร่งทุกช่วงความเร็วทำได้ดีมาก  ปิดท้ายด้วยรถ ODYSSEY มินิแวนระดับพรีเมียมที่เพิ่งเปิดตัวในเมืองไทยในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2013 มาพร้อมการออกแบบที่ประณีต กว้างขวางนั่งสบาย และให้พละกำลังในการขับเคลื่อน จากเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC บล็อกใหม่มาพร้อมกับ Earth Dreams Technology เครื่องยนต์บล็อกนี้ได้รับการผสมผสานให้ตอบสนองทั้งในเรื่องของอัตราเร่งที่ดีขึ้น และมีความประหยัดน้ำมันเช่นเดียวกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น ฟิลลิ่งการขับขี่จะออกมาในสไตล์รถครอบครัว เครื่องยนต์สนองได้ราบเรียบ นุ่มนวล เร่งกันได้แบบต่อเนื่องทันใจ แต่ไม่ถึงกับจัดจ้าน การเข้าโค้งในสนามก็ต้องไปกันแบบเนียนๆใช้ความเร็วที่เหมาะสมก็จสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดายด้วยการควบคุมที่มั่นใจ

สถานที่น่าสนใจใน Twin Ring Motegi   

   Twin Ring Motegi   ได้สร้างขึ้นให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นป่าโปร่ง และเทือกเขา ซึ่งผู้เดินทางเกือบจะไม่ทราบเลยว่ามีสนาม ทวินริง โมเตกิ อยู่ที่นั่น ถ้าหากมองไม่เห็นป้ายบอกทาง  เนื่องจากกลมกลืนกับสภาพสิ่งแวดล้อมมาก และเมื่อขับรถไปตามทางหลวง 123 ข้ามสะพานจะมองเห็นแม่น้ำนาคา และเข้าสู่ป่าเขียวชอุ่ม ร่มรื่น มองเห็นทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ป่า และท้องฟ้าสีคราม ภายในทวิน ริง   โมเตกิ มีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่

   Honda Collection Hall เป็นสถานที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นหลากหลายจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของฮอนด้า ผลิตภัณฑ์ฮอนด้าจำนวนมากที่นำออกแสดง อาทิ รถจักรยานติดเครื่องยนต์คันแรก ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า มร. โซอิจิโร ฮอนด้าสร้างขึ้น รถจักรยานยนต์ที่เข้าประลองแข่งขันใน Isle of Man TT Race รถแข่งและรถจักรยานยนต์ที่ลงแข่งและคว้าชัยชนะในสนามแข่งต่างๆ รวมทั้งรุ่นที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาด

   ฮอนด้า คอลเลคชั่น ฮอลล์ แห่งนี้ เปรียบเสมือนเส้นทางแห่ง “ความฝันของฮอนด้า” โดยยานยนต์เหล่านี้ได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพใช้งานได้และสามารถนำออกขับขี่ได้ตลอดเวลาโดยยานยนต์ดังกล่าวจะนำออกมาทดลองขับขี่ในสนามและตามถนนที่กำหนดไว้ปีละ 2-3 ครั้ง สำหรับรถจักรยานยนต์คลาสสิคที่เคยมีจำหน่ายในตลาด จะนำมาขับขี่ในสนามขับขี่ Mini Courses รอบๆ บริเวณ ฮอนด้า คอลเลคชั่น ฮอลล์ เป็นประจำทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในช่วงระหว่างฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูใบไม้ผลิ

 
 

Page 9 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )