Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE: PROTON PREVE มีดีที่สมรรถนะ!

Tuesday, 15 October 2013 23:21

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ค่ายโปรตอนในช่วงบุกเบิกตลาดจะเน้นไปที่การจำหน่าย ซิตี้ คาร์ขนาดเล็กเป็นหลักเริ่มจากรุ่น SAVVY ,NEO ,GEN2 ,SAGA แล้วค่อยๆขยับมาเปิดตัวรุ่นที่ใหญ่ขึ้นคือ PRESONA รวมไปถึงรถเอ็มพีวีอย่าง EXORA ที่ได้รับความนิยมพอสมควร และรุ่นล่าสุดที่มีการเปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจังจะเป็นรุ่น PREVE ตัวถังซีดานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เทียบเท่ากับคู่แข่งอย่าง HONDA CIVIC และTOYOTA  ALTIS  โดยเคาะราคาขายท้าชนไว้ที่ 625000 - 759,000 บาท

   การทำตลาด PREVE จะอยู่ในคลาสเดียว กับ CIVIC หรือ ALTIS รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เป็นหลัก โดย PREVE มีให้เลือก 2 ความแรงคือ 80 กิโลวัตต์ จากเครื่องยนต์ CAMPRO IAFM+ ความจุ 1597 ซีซี อีกรุ่นก็จะเป็น 103 กิโลวัตต์ จากเครื่องยนต์ CAMPRO CFE

   การพัฒนารถยนต์โปรตอนยุคแรกจะอาศัยเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ เห็นได้จากหน้าตาของโปรตอนรุ่นแรกๆ จะคล้ายกับพวกแลนเซอร์ พอช่วงหลังๆจึงเริ่มพัฒนาตัวเองออกมาจนได้โปรตอนที่ขายอยู่ในตอนนี้  รุ่นแรกของโปรตอนที่ทำเองคือ WAJA ปี 2000 ใช้เครื่องยนต์ เรโนลต์ ของฝรั่งเศส แต่งานออกแบบยังร่วมกับมิตซูบิชิ แต่ก็น่าเสียดายที่โดน DRD-HICOM บริษัทต่อเรือซื้อกิจการไป

   การมุ่งหวังให้โปรตอนผงาดในตลาดโลกได้ จึงมีโครงการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ P3-21Aเพื่อทำตลาดรถยนต์ในระดับคอมแพ็ค ด้วยการให้สำนักออกแบบรถยนต์ของอิตาลีมาร่วมงานด้วยจนได้ PREVE ออกมา    หากดูราคาของPREVEไม่ต่างจากรถซับคอมแพ็คในกลุ่มของCITY และVIOSแต่พอดูขนาดตัวถังนั้นใหญ่กว่าราคาขายเยอะ ถ้าทำตลาดในมาเลเซียอาจจะชนะคู่แข่งได้สบาย แต่สำหรับเมืองไทยยังต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ในการท้าชนรุ่นใหญ่ทั้งหลาย

   รูปโฉมของ PREVE ยังคงเน้นเอกลักษณ์ของความเป็นโปรตอนให้เห็นอย่างชัดเจน การออกแบบตัวถังเน้นหลักอากาศพลศาสตร์หลังคาลาดลงด้านหลังแบบรถคูเป้ เมื่อเข้าไปนั่งในรถได้เจอกับเบาะนั่งกว้างๆ ประเภทคนตัวใหญ่ ไขมันเยอะ นั่งได้สบายโดยไม่รู้สึกถึงความอึดอัดจากการบีบของปีกเบาะ แต่หุ่นคนไทยมาตรฐานจะรู้สึกว่าเบาะกว้างไปหน่อยยิ่งเจอกับเครื่องยนต์แรงๆ ก็อยากจะได้ปีกเบาะที่บีบเข้ามามากกว่านี้

   กุญแจรีโมทปกติใช้การเสียบฝังไปทั้งลูกแบบ BMW แล้วใช้กดปุ่มสตาร์ทที่อยู่ทางขวาของพวงมาลัย แต่ช่วงกดเพื่อนำลูกกุญแจออกต้องระวังมันจะกระเด้งไปไกล  การออกแบบเบาะหลังที่สามารถพับได้นอกจากจะช่วยเพิ่มเนื้อที่บรรทุกสัมภาระที่มีความยาวแล้ว ช่วงฝนตกก็ไม่ต้องลงจากรถเพื่อไปหยิบสัมภาระแค่พับพนักพิงเบาะลงมาแบบ 60:40 ก็หยิบของออกมาได้แล้ว

   ระบบปรับอากาศไม่ต้องกังวลเมื่อมีแดดจัด การกระจายความเย็นทำได้ทั่วถึง ได้อากาศที่เย็นฉ่ำ ทำให้ขับนานๆ ไม่เครียด มีระบบนำทางมาให้จากจอทัชสกีน รวมถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมัยใหม่ได้อย่างสะดวก     การควบคุมเครื่องเสียงได้จากปุ่มบนพวงมาลัย การบังคับควบคุมรถทำได้ดีพอสมควร จะมีบ้างที่ไม่สบายใจก็คือ แป้นเบรก กับคันเร่ง อยู่ใกล้กัน เวลาจะเหยียบเบรกจะต้องบิดปลายเท้า หากใส่รองเท้าคู่ใหญ่ๆ ถ้าย้ายแป้นเบรกและคันเร่งออกไปทางขวาอีกก็คงจะดีไม่น้อย

   สิ่งที่ชอบในรถรุ่นนี้คงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ ถึงจะเป็นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร แต่ก็ทำให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร อายได้เพราะได้พ่วงระบบอัดอากาศเข้าไป โดยอาศัยเทอร์โบลูกเล็กของ Borg Warner  ส่งผลให้ความเร็วไต่ได้ถึง 210 กม./ชม. ที่ 5500 รอบได้ก็แล้วกัน   ซึ่งเครื่องยนต์แคมโปร ซีเอฟอี ขนาด 1561 ซีซี จะให้กำลังสูงสุด 103 กิโลวัตต์ ที่ 5000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ให้ใช้ตั้งแต่ 2000 – 4000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ซีวีที ที่ทำความเร็วไล่ตามรอบเครื่องยนต์อย่างไหลลื่น มีบ้างก็ตอนรอบสูงๆ ที่รอบจะมาเร็วหน่อย     แต่ช่วงความเร็วใช้งาน ความรู้สึกไม่ต่างจากเกียร์ออโตทั่วๆไป   รอบเครื่องยนต์ 2,100 รอบ/นาที ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ลองเดินทางด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. จะได้ตัวเลขความประหยัดน่าสนใจทำได้ทะลุ 13 กม./ลิตร เมื่อลองทำความเร็วระดับ 160 กม./ชม. ดูเป็นระยะๆ ตัวเลขก็จะลดลงมาเรื่อยๆ แถวๆ 12 กม./ลิตร ไม่ธรรมดาสำหรับรถติดเทอร์โบ ส่วนการรองรับของช่วงล่างต้องบอกว่าหายห่วงให้อารมณ์แน่นหนึบ ขับได้มั่นใจไม่แพ้คู่แข่งสัญชาติใดที่อยู่ในคลาสเดียวกัน!!

 

TEST DRIVE : MERCEDES-BENZ CLS Shooting Brake มนต์เสน่ห์จากดวงดาว!

Thursday, 25 June 2015 13:24

   MERCEDES-BENZ CLS ใหม่ได้รับการปรับปรุงโฉมล่าสุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา  โดยมีให้เลือก 2 รุ่น CLS Coupé รถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู 4 ที่นั่ง และ CLS Shooting Brake รุ่นที่เรานำมาทดลองขับ ตัวถังเป็นแบบสปอร์ต 5 ประตู 5 ที่นั่ง ดีไซน์รูปทรงโค้งมน หลังคายาวลาดเท  พร้อมเส้นสายที่เฉียบคม ดูปราดเปรียว เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

   การทำตลาด CLS-Class แบ่งเป็น 2 รูปแบบตัวถัง 3 รุ่นย่อย เริ่มต้นจาก CLS 250 CDI Exclusive ราคา 4.49 ล้านบาท ,CLS 250 CDI AMG Premium ราคา 4.99 ล้านบาท และ CLS 250 CDI Shooting Brake AMG Premium ราคา 5.09 ล้านบาท

   CLS-Class เป็นรถยนต์ในกลุ่ม Dream Car ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นล้ำสมัยด้วยรูปทรงแบบคูเป้ 4 ประตู โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นรถยนต์แบรนด์แรกที่ออกแบบรถยนต์รูปทรงนี้ขึ้นมาด้วยการผสานความสง่างามและปราดเปรียวสไตล์รถคูเป้เข้ากับความสะดวกสบายและประโยชน์ใช้สอยของรถซาลูนไว้ด้วยกัน ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา CLS-Class นับเป็นหนึ่งในรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตการทำงาน และส่วนตัว ทั้งยังคงสนุกกับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ

   การปรับโฉมเติมความล้ำสมัยของ CLS Shooting Brake บนพื้นฐานตัวถังเดิมที่ยังคงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตระกูล CLS  ไล่ตั้งแต่การเพิ่มเติมเทคโนโลยีไฟส่องสว่าง “MULTIBEAM LED” ที่สามารถปรับระดับความสว่างอย่างเป็นอิสระจากกันและมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวพร้อมคำนวณระดับความสว่างอัตโนมัติ   บริเวณกระจังหน้าตกแต่งลายเพชร (Diamond radiator grille) ที่มีอยู่ในรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์อย่าง A-Class ดูโดดเด่นมากขึ้น รวมถึงกันชนหน้าพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ และไฟท้ายรมดำที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานหลายระดับ ตลอดจนกระโปรงหน้ายาว   บานหน้าต่างทรงเรียว กระจกหน้าต่างข้างแบบไร้กรอบและหลังคาที่ลาดต่ำลงซึ่งให้บุคลิกที่โฉบเฉียวบาดใจ

   นอกจากการดีไซน์รูปลักษณ์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับ CLS ยังได้แพ็กเก็ตการตกแต่งแบบ AMG Premium บริเวณกันชนหน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง AMG bodystyling และล้ออัลลอย AMG ลาย Multi Spoke ขอบ 19 นิ้ว มาเสริมความหล่อ ยิ่งสะท้อนคุณค่าของให้รถรุ่นนี้มีความน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น

   สำหรับการทำงานของไฟส่องสว่าง MULTIBEAM LED พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถปรับลักษณะการกระจายแสงให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่และสภาพการจราจรโดยอัตโนมัติ จะมีระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ที่อาศัยกล้องเป็นตัวช่วยในการส่งข้อมูลสนับสนุน ซึ่งหากตรวจพบแสงจากรถที่ขับขี่สวนทางมาหรือรถยนต์ที่ขับขี่อยู่ด้านหน้า ระบบควบคุมแหล่งกำเนิดแสงจะทำการแบ่งพื้นที่พร้อมสั่งงานให้ไฟหน้าแบบ LED ที่อยู่ในโคมหน้าด้านละ 24 ดวง สามารถทำงานแยกกันอิสระเพื่อส่องสว่างไปยังพื้นที่บางส่วนของถนน และเว้นระยะของลำแสงหลักเพื่อให้มีช่องว่างแคบที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาผู้ขับขี่ของรถคันอื่นรอบตัว แต่ยังสามารถมองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน

   การดีไซน์ภายในได้รับการออกแบบใหม่ด้วยการผสานความหรูหราร่วมสมัยเข้ากับความสปอร์ต และพื้นที่ภายในกว้างขวาง รวมถึงประโยชน์การใช้สอยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว พร้อมชุดควบคุมระบบมัลติมีเดีย ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยเส้นแสงไฟที่อยู่ในแนวแผงข้างประตูต่อเนื่องไปตลอดแนวแผงแดชบอร์ด เพิ่มความสปอร์ตโดยเฉพาะที่เกจ์วัดต่างๆในชุดหน้าปัด พวงมาลัยแบบสามก้านที่ได้รับการออกแบบให้มีแนวตรงด้านล่างพร้อมแพดเดิลชิฟสำหรับเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แบบ TRONIC PLUS แบบ DIRECT SELECT   ยิ่งเพิ่มความสปอร์ตเร้าใจในทุกจังหวะความเร็ว

   CLS 250 CDI Shooting Brake AMG Premium ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลอันทรงพลังแต่มีบุคลิกการทำงานที่ราบเรียบนุ่มนวล เป็นแบบ 4 สูบแถวเรียง เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2,143 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 1,800 ต่อนาที ส่งกำลังผ่านเพลากลางไปขับเคลื่อนล้อคู่หลัง  ทำให้การขับขี่คล่องตัวเกินกว่าจะคาดคิด โดยเฉพาะการพุ่งทะยานในจังหวะออกตัวทำได้ดี เมื่อลองกดคันเร่งหนักๆจากจุดหยุดนิ่งกระชากหลังติดเบาะในทันที  แต่เมื่อผ่านเกียร์ 1-2 ไปแล้ว จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็วถือว่าราบเรียบไปเร็วไปแรงแบบเนียนๆซึ่งอัตราเร่งช่วงออกตัว 0-100 กม./ชม. การันตีไว้ที่ 7-8 วินาที !! และในช่วงความเร็วสูงก็ยิ่งหมดห่วง ถึงแม้ภาพลักษณ์จะดูเลิศหรูอลังการดาวล้านดวง  ก็ยังมีความดิบดุดันให้เห็น  สามารถเร่งแซงในย่านความเร็งสูงได้สบายในทุกช่วงความเร็ว ซึ่งความเร็วสูงสุดรองรับความเร้าใจได้ถึง 235 กม./ชม.

 

   ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลที่มีราคาแพงกว่าเครื่องยนต์เบนซิน  ในการขับขี่เดินทางปกติด้วยความเร็วคงที่แนะนำให้ใช้ความเร็วแบบลอยตัวเกิน 90 กม./ชม.ขึ้นไปเกียร์จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือเกียร์ 7 ถ้าวิ่งความเร็วต่ำกว่านี้เกียร์มักจะคาอยู่ที่ เกียร์ 4 หรือ5  ความประหยัดก็จะลดลงไปเพราะรอบเครื่องยนต์จะสูงกว่าตำแหน่งเกียร์สูงสุด  โดยความประหยัดของรถรุ่นนี้มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูงเมื่อวิ่งในเมืองเป็นหลักจะอยู่ที่ประมาณ 15-16 กม./ลิตร และวิ่งเดินทางนอกเมืองใช้ความเร็วคงที่ตามกฎหมายกำหนด อยู่ที่ประมาณ19-21 กม./ลิตร...เรียกว่าความประหยัดที่ได้ไม่แพ้รถอีโคคาร์ ทั้งๆที่มีพลังมากกว่าหลายเท่าตัว !!!

 

TEST DRIVE : FORD FOCUS 2.0 Titanium + ยกระดับเทคโนโลยี

Thursday, 11 July 2013 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว การเดินทางของข้อมูลข่าวสารไปได้ไกลอย่างไร้พรมแดน ในโลกยานยนต์ก็เช่นกันมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสกันอย่างรวดเร็วและทั่วถึงในทุกซอกมุมโลก

         FORD FOCUS  ก็เป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้แฟนๆ  ฟอร์ดได้สัมผัสกันอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ในรุ่นFOCUSรุ่นเดิมมีเครื่องยนต์ดีเซล มาให้ใช้ก่อนใครในคลาส เมื่อก้าวเข้าสู่ FOCUS เจนเนอเรชั่นใหม่ก็ยังก้าวล้ำนำเทรนด์ก่อนใครด้วยการบรรจุเทคโนโลยีใหม่เต็มเพียบ ไล่ตั้งแต่ ระบบสั่งงานด้วยเสียง ฟอร์ด ซิงค์ (SYNC®) เป็นระบบเชื่อมต่อการสื่อสารแบบ Hands-free ผ่านการสั่งการด้วยเสียง ช่วยให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงแบบดิจิทัลแทบทุกชนิดผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธและช่องเชื่อมต่อยูเอสบี   ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพียงกดปุ่มสั่งงาน ก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถเทียบกับข้างทางได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้มือบังคบพวงมาลัย ซึ่งระบบนี้จะใช้เซนเซอร์รอบๆ รถในการตรวจดูว่าช่องจอดมีขนาดเหมาะสมกับรถหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อช่วยจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่ง เบรก และการเข้าเกียร์เท่านั้น     ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (Active City Stop) ขณะที่การจราจรติดขัดหรือเคลื่อนตัวช้า ระบบนี้จะช่วยลดโอกาสในการชนด้วยการตรวจเช็คสภาพถนนด้านหน้ารถ และส่งแรงเบรกไปยังล้อต่างๆ แบบอัตโนมัติทันทีที่เซนเซอร์ตรวจพบว่ารถคันข้างหน้าเบรกกะทันหัน  และระบบตรวจจับรถในจุดบอด (Blind Spot Information System - BLIS) เมื่อรถขับแซงเข้ามาอยู่ในจุดบอด ไฟสีส้มจะติดขึ้นบนกระจกมองข้างด้านนั้นๆ เพื่อเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบ

   สำหรับ FORD FOCUS 2.0 Titanium + ที่ทดลองขับในครั้งนี้จะเป็นรุ่น 4 ประตู ราคา1,069,000 บาท โดดเด่นด้วยการออกแบบตามหลักเคเนอติก ดีไซน์ อันเลื่องชื่อของฟอร์ด ด้านหน้าให้มุมมองเฉียบคมตั้งแต่แรกเห็น  ด้านข้างที่โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายตัวถังที่ตวัดสูงขึ้น พร้อมรูปทรงที่บึกบึนน่าเกรงขาม และภายในห้องโดยสารผสมผสานฟังก์ชั่นการใช้งานเข้ากับความประณีตอย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกที่ทันสมัยและสะดุดตาไปจนถึงแผงควบคุมอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบให้มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและเลือกใช้วัสดุที่หรูหราเพิ่มความมีระดับ

   FORD FOCUS รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซินดูราเทค  แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi ผสานการทำงานระหว่างระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ และระบบฉีดตรงหรือไดเร็คอินเจ็คชั่น ใช้ปั้มแรงดันสูง ท่อร่วมน้ำมันเชื้อเพลิงแสตนเลส หัวฉีด 6 รู ควบคุมการฉีดน้ำมันแยกส่วน ขับเคลื่อนแคมชาร์ฟด้วยโซ่        ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 202 นิวตันเมตร ที่ 4,450 รอบ/นาที  ระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตโนมัติ 6 สปีด คลัตซ์คู่ แบบแห้ง ที่ทำให้กำลังของเครื่องยนต์ส่งออกมาทำได้ต่อเนื่องทันใจในทุกจังหวะความเร็ว

   สมรรถนะอันโดดเด่นแสดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มออกตัวด้วยอัตราเร่งที่ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิม ยืนยันได้จากการไต่ระดับความเร็ว  0 – 100 กม./ชม. ใช้เวลาจี๊ดๆประมาณ 11  วินาที และในรอบสูงๆก็ยังสามารถรีดเค้นความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง จาก 100 กม./ชม.รอบเครื่องอยู่ที่ 1,900 รอบ/นาที  สามารถพุ่งทะยานไปถึง 180 กม./ชม.ได้อย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องเค้นคันเร่งกันนานซึ่งตรงนี้มีส่วนดีในเรื่องของอัตราเร่งแซงที่มาแบบทันใจ   ส่วนการยึดเกาะถนนก็ให้อารมณ์เดียวกับรถยุโรปที่เน้นความหนักแน่น มั่นคง ทรงตัวดีเยี่ยม และการควบคุมรถก็ทำได้แม่นยำด้วยพวงมาลัย พาวเวอร์ไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักได้พอดี การขับบนเส้นทางคดโค้ง จึงทำได้มั่นใจกล้าที่เข้าโค้งกันแบบจัดหนัก นอกจากนี้

   ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP มาช่วยเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งจะทำงานผสานกับระบบ เบรค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และ BA เรียกว่าช่วยเพิ่มความมั่นใจกันแบบครบวงจร

   และทั้งหมดนี้ก็คือสมรรถนะและเทคโนโลยีของ FORD FOCUSใหม่ที่ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งในคลาสเดียวกันไปแล้ว ถ้าสนใจก็ลองไปสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของรถยนต์รุ่นนี้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

 
 

TEST DRIVE :BRIO AMAZE Amazing Thailand สัมผัสสมรรถนะความแรงและความประหยัด ทั่วไทยกว่า 5,000 กม.!

Thursday, 06 June 2013 18:05

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม BRIO AMAZE ”Amazing Thailand” สมการความประหยัด มหัศจรรย์ทั่วไทย ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2556 บนเส้นทางอเมซิ่งทั่วไทยด้วยระยะทางทั้งสิ้น 5,290 กิโลเมตร เพื่อทดสอบสมรรถนะและความประหยัดน้ำมันของฮอนด้า บริโอ้ อเมซ อีโคคาร์ 4 ประตูที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   ก่อนการทดสอบฮอนด้าได้แบ่งสื่อมวลชนผู้ร่วมเดินทางเป็นทีมๆละ 6 คน แบ่งการเดินทางเป็น 3 ช่วงๆละ 2 คน แต่ละช่วงมีความเร้าใจของสภาพเส้นทางและสภาวะแวดล้อมที่แตกต่าง มีฮอนด้า บริโอ้ อเมซ เกียร์อัตโนมัติ 7 คัน เป็นพาหนะออนทัวร์ทริปนี้ เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า บางชัน โดยช่วงเช้าของแต่ละวันจะเป็นปฏิบัติการขับขี่แบบเน้นความประหยัด ระยะทางประมาณ 300 กม. จากนั้นก็จะเป็นการขับขี่เพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติแวะเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำภูมิภาค

   วันแรกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าขึ้นเหนือแอ่วเมืองเชียงราย เช้าวันต่อมาขับข้ามจากเหนือสุดของประเทศไทยผ่านจังหวัด ลำปาง แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มุ่งสู่อีสาน พำนักพักแรมกันที่จังหวัดอุดรธานี  รุ่งเช้าก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เลาะเลียบฝั่งโขงภายใต้บรรยากาศยามสายแสนสดชื่น และช่วงเช้านี้ผู้สื่อข่าวร่วมทีมของเราแจ้งอัตราสิ้นเปลืองในการแข่งขันประหยัดน้ำมันที่ใช้ความเร็วประมาณ 70-90 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 30 กม./ลิตร โดยตรวจสอบจากออนบอร์ดบนหน้าปัด ส่วนช่วงบ่ายขบวนบริโอ้ อเมซ ได้แวะนมัสการพระธาตุพนม ผ่านจังหวัดมุกดาหารก่อนเข้าตัวเมืองอุบลฯในช่วงเย็นวันอาทิตย์

   เช้าวันต่อมาภารกิจยังต้องดำเนินต่อไปโดยขับข้ามจากอีสานมุ่งสู่ภาคตะวันออก ด้วยระยะทางกว่า 637 กม.ครึ่งแรกยังคงไว้ซึ่งโหมดประหยัดพลังงาน จากอุบลฯฝ่าเมืองสุรินทร์ เลี้ยวซ้ายตัดลงมาทางอำเภอปราสาท เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 24 มุ่งไปทาง จังหวัดบุรีรัมย์       ช่วงนี้ก็ยังทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ในระดับ 30 กม./ลิตรซึ่งนับเป็นอีกความมหัศจรรย์สำหรับอีโคคาร์รุ่นนี้

   ถึงช่วงบ่ายก็เป็นช่วงขับทำความเร็ว โดยควบบริโอ้ อเมซ ลัดเลาะขึ้นลงเทือกเขาสอยดาว ผ่านอำเภอตาพระยาและอรัญประเทศจังหวัดสระแก้ว ข้ามเขาไปเมืองจันทบุรี เพื่อมุ่งหน้าไปพักแรมกันริมหาดชายเลนบ้านปูจังหวัดตราด เมื่อถึงจุดหมายก่อนพลบค่ำเราตรวจสอบการใช้เชื้อเพลิงอีกครั้งก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเพราะยังทำได้เกิน 20 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าให้ความประหยัดได้น่าประทับใจกว่ารถเครื่องยนต์เบนซินที่มีขนาดใหญ่กว่ามากทีเดียว

   รุ่งเช้าไม้ที่ 2ก็พาบริโอ้ อเมซ อำลาเมืองตราดทะยานสู่กรุงเทพฯเพื่อส่งไม้ต่อให้กับเพื่อนร่วมก๊วนที่เมกะ บางนาพร้อมทานมื้อกลางวันแบบบุ๊ฟเฟ่คนเมือง ซึ่งวันนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำความคุ้นเคยกับบริโอ้ อเมซ ในลักษณะของการขับขี่เดินทางไกลใช้ความเร็วแบบเต็มสปีด เพื่อให้ถึงจุดหมายก่อนค่ำ  โดยเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯเข้าวงแหวนอุตสาหกรรมก่อนลงสู่พื้นราบบนเส้นทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 ล่องใต้ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เลี้ยวซ้ายที่แยกวังมะนาว ผ่านเมืองเพชรบุรี เพื่อไปพักแรมริมหาดประจวบคีรีขันธ์เพื่อตั้งหลักก่อนเข้าสู่ภารกิจประหยัดเชื้อเพลิงในวันต่อไป

   ทางด้านของสมรรถนะของบริโอ้ อเมซ ในการขับขี่ช่วงนี้ถือว่าน่าประทับใจโดยเฉพาะเครื่องยนต์พิกัดอีโคคาร์  1.2 ลิตร i-VTEC  แบบ  4 สูบ 16 วาล์ว  90 แรงม้า  โชว์อัตราเร่งแซงที่จี๊ดจ๊าดได้ดั่งใจ และช่วงล่างก็รองรับกับการทำความเร็วได้ดีทั้งช่วงทางตรงและการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

   เข้าสู่เช้าวันใหม่ เริ่มต้นภารกิจแรกจากประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าไปยังสุราษฎร์ธานี ด้วยระยะทางกว่า 300 กม.โดยช่วงนี้จะเป็นการพิสูนจ์สมรรถนะด้านความประหยัดในรูปแบบของการแข่งขัน ซึ่งความประหยัดที่ทำได้ก็ยังยืนหยัดในระดับเดียวกับหลายวันที่ผ่านมาโดยเราทำตัวเลขสูงสุดไว้ที่ 33.1 กม./ลิตร  เมื่อได้ตัวเลขความประหยัดดั่งที่คาดหวัง ก็ปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่มาเป็นแบบจัดหนักหวดกันเต็มเหนี่ยวเพราะมั่นใจในสมรรถนะของรถรุ่นนี้อย่างไม่มีข้อสงสัย โดยมีจุดหมายต่อไปที่จังหวัดสงขลาเพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้ในวันรุ่นขึ้น

   วันสุดท้ายกับการสัมผัสบริโอ้ อเมซ ให้ครบตามพันธสัญญา 5,000 กม.ด้วยระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 1,000 กม. ภายใน 1 วัน เพื่อกลับสู่จุดหมายปลายทาง คือศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า บางชัน และการเดินทางช่วงแรกก็ยังคงคอนเซ็ปท์เดิมเหมือน 6 วันที่ผ่านมา คือ 300 กม. แรกจากหาดใหญ่ไปสุราษฎร์ธานีเป็นการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันด้วยความมุ่งมั่นกันต่อไป โดยตัวเลขที่ออกมาก็ไม่ได้คาดเคลื่อนไปจากเดิม เราสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้ 30.7 กม./ลิตร แต่ช่วงนี้น่าสนใจตรงที่การทำความเร็วให้ทันกับเวลา 5 ชม. ด้วยเส้นทางผ่านตัวเมืองที่มีไฟแดงเยอะ สลับกับโค้งขึ้นเขาหลายช่วง รถทุกคันจึงต้องทำความเร็วแข่งกับเวลา โดยเฉพาะช่วง 100 กม.สุดท้ายต้องใช้ความเร็วระดับ 100-120 กม./ชมต่อเนื่องจึงถึงจุดหมายทันเวลา ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองที่ออกมาก็ยังอยู่ในระดับที่ไร้เทียมทาน 

   เสร็จสิ้นภารกิจขับประหยัดน้ำมัน ก็ถึงช่วงเวลา บริโอ้ อเมซ วัน เมคเรซ ทำความเร็วแบบจัดเต็มอีกครั้ง    เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ ซึ่งรถทุกคันก็สามารถเดินทางฟันฝ่าทุกสภาพถนนจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยดั่งที่ตั้งใจไว้ และทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นบทสรุปที่ชัดเจนของ บริโอ้ อเมซ อีโคคาร์ 4 ประตูที่ให้สมรรถนะเป็นเยี่ยมทั้งด้านความแรงและประหยัดน้ำมัน รองรับต่อการเดินทางได้ทุกรูปแบบ!!!

 

TEST DRIVE : VOLVO XC60 D4 i-ART ความไฮเทคของหัวใจดวงเล็ก!!!

Wednesday, 24 December 2014 15:22

   XC 60 D4  ครอสโอเวอร์อารมณ์สปอร์ต รุ่นล่าสุด เจ้าของค่าตัว 3 ล้านต้นๆ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียว และทันสมัย ยกระดับประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ ด้วยนวัตกรรมเครื่องยนต์สุดไฮเทค Drive-E Powertrains ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามแนวคิด Scalable Product Architecture (SPA)  ซึ่งให้ความเร้าใจจากเครื่องดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ 2.0 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จเจอร์ พร้อมเทคโนโลยี i-ART ครั้งแรกของโลกให้พลังเหนือกว่าเครื่องยนต์ 6 สูบแต่ประหยัดและปล่อยไอเสียต่ำกว่าเครื่องยนต์ 4 สูบ แบบเดิมที่เคยมีมา

   รูปลักษณ์โดยรวมของ XC60D4  จะมาในสไตล์เอสยูวีผสมผสานกับครอสโอเวอร์ที่ดูปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวด้วยการใช้เส้นสายลาดเอียง กระจังหน้าโครเมี่ยมขนาดใหญ่เน้นความหนักแน่นมั่นคงและทำให้รถดูกว้างขึ้น   ส่วนห้องโดยสารตกแต่งโดยเน้นความหรูเป็นหลักด้วยลายไม้ และการเลือกใช้วัสดุบุหลังคาใหม่ พร้อมการใช้กรอบโลหะตกแต่งรอบๆช่องแอร์และปุ่มควบคุมอุปกรณ์ต่างๆภายในห้องโดยสาร  หัวเกียร์ดีไซน์โมเดิร์นรูปทรงใหม่ใช้โทนสีดำ Piano Black ขลิบด้วยโลหะขัดด้านที่จับกระชับมือให้ความรู้สึกหรูหรา และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ด้วยเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตใหม่บุด้วยหนังแท้คุณภาพสูงที่โอบกระชับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม

   สำหรับไฮไลท์สำคัญคือเครื่องยนต์ใหม่ที่ทางวอลโว่ เรียกว่า Drive-E Powertrains จะเน้นการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดกระทัดรัดแบบ 4 สูบ ให้ทรงพลังด้วยการทำให้อากาศหนาแน่น ปริมาณมากไหลผ่านในระบบเผ้าไหม้จึงทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบมีกำลังมากกว่าเครื่องยนต์6สูบ และเครื่องยนต์แบบ 4 สูบใหม่ยังมีขนาดเล็กและเบากว่าเครื่องยนต์ 4 สูบเดิมประมาณ 30-50 กิโลกรัม พร้อมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบจึงใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องยนต์ 4 สูบทั่วๆ ไป จากการออกแบบในการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ให้มีการเผาไหม้สมบูรณ์มากขึ้น สูญเสียกำลังน้อยลง

   XC60D4 ภายใต้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ Drive-E Powertrains ยังอาศัยการอัดอากาศของเทอร์โบ 2 ลูก ใช้ลูกเล็กเพิ่มสมรรถนะในรอบต่ำ พอรอบเครื่องยนต์สูงขึ้นก็ใช้เทอร์โบลูกใหญ่มารับช่วงต่อ ช่วยให้สร้างแรงบิดได้เร็วและต่อเนื่องให้เวลานานขึ้น โดยไม่มีอาการรอรอบ  ซึ่งพื้นฐานของเครื่องยนต์ก็จะเป็นแบบ 4 สูบ คอมมอนเรล ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่เรียกมาใช้งานตั้งแต่ 1740 -2500 รอบต่อนาที พร้อมกันนี้ยังมีเทคโนโลยี i-ART ที่เป็นระบบหัวฉีดอัจฉริยะ มีเซ็นเซอร์ควบคุมการทำงานของแต่ละหัวฉีดแบบจ่อตรงให้แรงดันสูงถึง 2,500 บาร์ ฉีดน้ำมันสูงถึง 9 ครั้งต่อการหมุนของเครื่องยนต์ 1 รอบ ทำให้กำลังไม่ตก ได้ปริมาณน้ำมันเพียงพอแต่ละจังหวะในการเหยียบคันเร่ง ซึ่งการฉีดน้ำมันหลายครั้งต่อ 1 รอบการทำงานและใช้แรงดันสูงในการฉีด ส่งผลให้การเผาไหม้แม่นยำลดเสียงดังที่เกิดจากการเผาไหม้ ลดอาการน็อคที่มักจะเกิดกับเครื่องยนต์ดีเซล

   และเพื่อเค้นสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาใช้อย่างคุ้มค่า ก็ต้องได้ระบบส่งกำลังที่ดีมารองรับ โดยชุดเกียร์ของ XC60 D4 จะมาแบบจัดเต็มกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบอัตราทดกว้างที่ให้ประสิทธิภาพสูง รองรับการลากจูงได้แม้จะมีน้ำหนักบรรทุกมาก หรือขึ้นเนินชันก็ไม่มีปัญหา การทดลองขับในช่วงออกตัวตั้งแต่เกียร์ 1 ถือว่ารวดเร็วทันใจถ้ากดคันเร่งหนักๆหลังติดเบาะกันเลยทีเดียว แต่ถ้ากดคันเร่งแบบเนียนๆเกียร์จะเปลี่ยนตามจังหวะความเร็วได้ฉับไว ราบเรียบแทบไม่มีการกระตุก  พอถึงเกียร์สุดท้ายเริ่มใช้ความเร็วคงที่ก็ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ให้ต่ำ ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้ มีรอบเครื่องยนต์ต่ำเพียง 1,500 รอบ/นาที ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ส่วนความเร็วสูงสุดถ้าใจกล้าและบ้าพอก็กดคันเร่งเต็มๆจะแรงทะลุเกิน  200 กม./ชม.อย่างแน่นอน!

   เพื่อให้ได้ความประหยัดแบบสุดๆ ยังมีโหมด Eco+ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นช่วยลดมลพิษและลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้อีก 5 % เมื่อโหมดนี้ถูกเลือกใช้ ระบบอื่นๆ จะลดการทำงานไม่ให้เร่งรอบมากเกินไป หรือ หน่วงกำลังของเครื่องยนต์เพื่อให้เกิดความประหยัดสูงสุด และระบบ Eco+ ยังมีฟังก์ชั่นการทำงานย่อยที่ทำงานร่วมกันจากหลายส่วน ระบบหนึ่งที่สำคัญคือ Eco Coast ซึ่งจะปิดการทำงานของระบบเบรกของเครื่องยนต์ (engine brake) ในย่านความเร็วระหว่าง 65-140 ก.ม./ช.ม. และเครื่องยนต์จะเปลี่ยนมาที่รอบเดินเบา เพื่อประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด

   XC60D4  ยังมาพร้อมกับระบบ Sensus Connect เทคโนโลยีความบันเทิงของคนยุคดิจิตอล ด้วยการผสานการใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้ามาไว้ในระบบ แสดงผลผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ที่คอนโซลหน้ารถ พร้อมแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับรถระบบนำทางที่แสดงผลเป็นกราฟิก 3D และสามารถอัพเดตได้ตลอดอายุการใช้งาน รวมทั้งสาระบันเทิงในรูปแบบที่ดูและใช้งานง่าย  และมีระบบสั่งการด้วยเสียงพร้อมอ่านข้อความเป็นเสียง(text to speech) ผู้ขับขี่จึงไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยหรือละสายตาจากถนน ให้ความสะดวก และสอดคล้องกับการบังคับกฎจราจรใหม่ที่ห้ามใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถได้เป็นอย่างดี    และระบบ Sensus Connect นี้ยังคัดเลือกแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่คุ้นเคยและใช้งานอยู่ในปัจจุบันมาไว้ในรถให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นที่สำคัญ ได้แก่ Send to Car ผู้ขับขี่สามารถสมัคร Volvo ID เพื่อล็อกอินเข้าใช้งานระบบต่างๆ รวมทั้งเลือกและส่งแผนที่เส้นทางที่ต้องการจาก HERE Location Platform ที่ทำงานบนเทคโนโลยีคลาวด์ จากคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก และกดส่งไปยังระบบนำทางในรถผ่านแอพพลิเคชั่น Send to Car ทำให้สามารถดูแผนที่จากหน้าจอในระบบ Sensus Connect ได้สะดวก , TuneIn  ความบันเทิงที่สามารถค้นหาและเลือกได้จากสถานีวิทยุออนไลน์กว่า 100,000 สถานีทั่วโลก และ Local Search เว็บแอพพลิเคชั่นที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกค้นหาสถานที่ต่างๆเช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ในละแวกใกล้เคียงได้สะดวก

   และที่ขาดไม่ได้คือการติดตั้งระบบความปลอดภัยเต็มพิกัดตามมาตรฐานวอลโว่ เพื่อปกป้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร ผู้เดินถนน และทรัพย์สิน ไล่ตั้งแต่ระบบเบรกอัตโนมัติที่ทำให้รถไม่ชนรถคันข้างหน้า ไม่ชนคนเดินถนน และไม่ชนจักรยาน ได้แก่ ระบบป้องกันการชนเมื่อขับขี่ที่ความเร็วต่ำ (City Safety) และ Pedestrian and Cyclist Detection with Full Auto Brake นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ (Lane Departure Warning)  ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert) เรียกว่าให้ความปลอดภัยกันแบบครบวงจร !!!!

 
 

Page 10 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )